8 Mar 2018
6 PAGES
15 K

ตอนเห็นตึกนี้ครั้งแรก เด่น-นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ แค่ใจเต้นตึกตึก แต่เมื่อเข้ามาอยู่จริงๆ ทั้งสิ่งที่ได้พบเห็นและสิ่งที่ไม่คิดว่าจะพบเจอก็ทำให้ใจเขานั้นต้องขอเต้นตึกตึกตึ๊กตึ๊กตึก  

จากบ้านสวนที่นครศรีธรรมราชตอนเด็ก

มาบ้านทาวน์เฮาส์ที่สวนผักตลิ่งชันตอนวัยรุ่น

ตอนนี้ เด่นมาอยู่บ้านตึกบนถนนหลานหลวง

ที่ที่ทำให้รู้ว่า

จักรยานใช้ได้จริงในกรุงเทพฯ

วิวระเบียงชั้นสามที่หลังบ้านนั้นใช้ได้และได้ใช้

เพื่อนบ้านสำคัญพอๆ กับบ้านเพื่อน

พื้นที่ส่วนอื่นกับพื้นที่ส่วนตัวสามารถอยู่ด้วยกันได้

และบ้านคือที่ไหนก็ได้ แม้แต่ชั้นสองและชั้นสามบนร้าน EDEN’S ของเขาเอง

 

ตึก

Eden's

ตอนหาที่ทำร้าน รู้สึกชอบตึกนี้น้อยสุด เพราะจากข้างนอกดูเป็นตึกแถวธรรมดา รู้สึกเฉยๆ มากเลย วันแรก นั่งมอเตอร์ไซค์มาดูตอน 3 ทุ่ม แง้มประตูดูก็ เฮ้ย จะยังไงดี นึกภาพไม่ออกเลย ข้างนอกไม่โรแมนติก ข้างในไม่สวยน่ะ

 

ตึกตึก

ตึกเก่า

แต่พอวันที่เริ่มรื้อ เริ่มขูดสีผนัง ก็เริ่มเห็นความสวย และพอรื้อฝ้ารื้อทุกอย่างออกหมดมันโคตรสวยเลย มันกำลังดีน่ะ ก็เก็บไว้เยอะมากเลย เกือบเหมือนเดิม

 

ตึ๊กตึ๊กตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

บ้านที่ใต้เป็นบ้านในสวนมะพร้าว ไม่ชอบแค่โลเคชันเพราะจะไปไหนก็รู้สึกไกล แต่เป็นบ้านที่โคตรดีเลย ชอบบรรยากาศที่ล้อมด้วยต้นมะพร้าว ตั้งแต่เด็กพ่อแม่ให้เลี้ยงสัตว์ เห็นรูปตัวเองตอน 1 ขวบถ่ายกับกระต่ายกับไก่แจ้ที่ตัวสูงกว่าเรา โตมาก็มีหนูตะเภาให้เลี้ยง มีเป็ดมีไก่ให้เก็บไข่ มีระเบียงที่มองลงไปเห็นเล้าไก่ ซึ่งระเบียงดาดฟ้าของที่นี่ทำให้นึกถึงระเบียงบ้านที่ใต้ เคยมีเตียงสองชั้นที่แย่งกับน้องนอน ตอนนี้ถ้ากลับไปก็นอนพื้นเล่นกับหลาน ก็จะเป็นเด็กบ้านนอกเลย พ่อแม่เป็นครู โคตรขอบคุณเลยที่โตมาแบบนี้ มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15 เลยรู้สึกเป็นคนเมือง ซึ่งบ้านหลังนั้นก็เซิร์ฟชีวิตตอนนั้นมาก มันใช่มาก เป็นหลุมหลบภัยของเราจากความวุ่นวายข้างนอก แต่เมื่อวานกลับไปเอาต้นไม้เอาจานชามนิดหน่อย ก็ยังรู้สึกว่าเป็นบ้านอยู่นะ แต่เรากลับไปด้วยความรู้สึกไม่เหมือนเดิม คือเรากลับไปเอาของน่ะ ฉันรักบ้านนั้นนะ แต่ตอนนี้ฉันอยู่บ้านนี้ และบ้านตอนนี้โคตรใช่เลย

 

ตึก

ตึกเก่า

เข้ามาอยู่ตึกนี้ตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จ เซ็นสัญญาวันที่ 19 เดือนมีนา วันที่ 1 เมษาเริ่มรื้อ ตั้งใจว่าปลายเมษาจะมานอนที่นี่ให้ได้ คืออยากมาคุมร้าน เพราะเราเห็นภาพตอนที่ร้านเสร็จแล้ว เลยอยากทำให้มันเสร็จให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าเรามาอยู่เราจะรู้ปัญหาที่มีทั้งหมดด้วย เช่น หลังคารั่วต้องซ่อมมั้ย และมีความเสียดายบ้านด้วยมั้ง รู้สึกว่าถ้าทำร้านเสร็จ บ้านจะไม่ใช่ของเราแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแบบนี้นะ ก็คิดไว้ว่าพอทำเสร็จก็คงอยู่นี่แหละ แต่คงอยู่แบบไปๆ มาๆ ไม่ได้แพลนว่านี่คือบ้านน่ะ

 

ตึกตึก

ตึกเก่า

เปิดร้านแรกๆ ได้ใช้ที่นี่เป็นแค่ที่ซุกหัวนอนจริงๆ ขึ้นมาก็คือนอน นอนได้วันละ 3 – 4 ชั่วโมง นอนตีหนึ่ง ตีสี่ครึ่งต้องตื่นลงไปทำขนม บางวันยังใส่ชุดนอนอยู่ น้องสตาฟฟ์มาบอกว่ามีลูกค้ามารอหน้าร้านแล้ว ก็บอกว่า โอเค ขอเวลา 5 นาทีขึ้นมาอาบน้ำแล้วเดี๋ยวลงไป มันเป็นที่ที่เราต้องพร้อมลงไปทำงานน่ะ ไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ ประมาณ 2 เดือนแรกที่มันจะยุ่งมาก เก้าอี้ที่เคยได้นั่ง ต้นไม้ที่เคยได้ดู ก็แค่วิ่งผ่านไปห้องน้ำเท่านั้น

 

ตึ๊กตึ๊กตึก

Eden's

มันเป็นบ้านและที่ทำงานตั้งแต่แรก แต่ตอนแรกหนักไปทางทำงานมากกว่า ตอนนี้มันเริ่มเป็นบ้านมากขึ้น ก็ไม่ได้กลับไปนอนบ้านเดิมอีกเลย เพราะบ้านนั้นไม่มีเตาอบ เตาอบถูกยกมาไว้ที่นี่แล้ว รู้สึกว่าตื่นเช้ามาแล้วเจอครัวที่ไม่มีเตาอบมันจ๋อยสำหรับเรา เลยรู้สึกว่าที่นี่มันบ้านกว่า และเอาจริงคือ บ้านคืออะไร? ความหมายของบ้านคืออะไร รู้สึกว่าที่นี่รักเรามาก และเราก็รักที่นี่มาก รู้สึกว่ามันถูกที่ถูกทาง รู้สึกถึงพลังที่ส่งให้ที่นี่และที่นี่ก็ส่งกลับมา แม้วันแรกๆ จะเปิดไฟนอนเพราะกลัวผี ก็มันบ้านเก่าน่ะ

 

ตึก

Eden's

ชั้นล่างเป็นร้าน ภาพที่เห็นเป็นอย่างที่คิดไว้ทุกอย่าง

 

ตึกตึก

Eden's นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ Eden's

ชั้นสองถ้าร้านไปได้ดี อย่างแรกที่คิดคือเป็นโต๊ะกาแฟรวมโต๊ะยาวให้คนแชร์โต๊ะกัน สุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคัลเจอร์คนไม่เป็นแบบนั้น อย่างที่สองคือเป็นสเปซของตัวเอง เป็นสตูดิโอเอาไว้ถ่ายรูป เป็นที่นั่งทำงาน แต่สิ่งที่เพิ่มมากลายเป็นอย่างที่สามคือเป็นห้องดินเนอร์ และมันเวิร์กตอนคริสต์มาสครั้งแรกที่เพื่อนแถวๆ นี้มาปาร์ตี้กัน ประมาณ 20 คน เป็นเพื่อนกันหมด เป็นคริสต์มาสปาร์ตี้ที่ดีสำหรับเรา ทุกคนแฮปปี้มาก ทำให้บางวันถ้าลูกค้าอยากจัดปาร์ตี้หรือดินเนอร์ก็ได้ เคยชวนเพื่อนมหาลัยมากินข้าวที่นี่ก็เวิร์ก ก็เป็นโต๊ะกินข้าวบ้านเราน่ะ ซึ่งมันเริ่มจากการเป็นโต๊ะกินข้าวของสตาฟฟ์ที่ร้านนี่แหละ เราเรียกมันว่า White Kitchen ดัดจริตไปงั้นแหละ อยากให้มันต่างกับข้างล่าง

 

ตึกตึกตึก

ห้องนอน

ชั้นสามนี่ตอนทำร้านตั้งแต่แรกก็รู้เลยว่าโคตรยุ่ง รู้เลยว่ากลับบ้านนอนไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ที่นี่คือที่ซุกหัวนอนแหละ อย่างที่ว่าถ้าเปิดร้านก็จะไม่มีเวลาละเลียดกับบ้านนี้แล้ว เลยอยากมาอยู่ให้เร็วที่สุด ห้องน้ำเสร็จ ห้องนี้ทำความสะอาดได้ ก็พร้อมมานอนเลย

 

ตึก

ห้องนอน

เป็นห้องโล่งหมดไม่มีอะไรเลย แล้วที่เข้ามาก่อนก็คือเตียงนอนกับเก้าอี้หนึ่งตัว เตียงก็ขอซื้อมาจากอพาร์ตเมนต์เก่าที่หนึ่ง โคมไฟก็เอามาจากบ้าน รูปก็เอามาจากบ้าน โอเคนอนได้แล้ว

 

ตึกตึก

นิตยสาร

ทีแรกก็มีเตียงเดียว แล้วทีนี้ช่วงแรกๆ ของร้านมีน้องนอนด้วย เพราะมันยุ่งมาก และบ้านน้องไกล สะดวกสุดก็ต้องนอนที่นี่แหละ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปเช่าบ้านให้เด็กอยู่ งั้นก็อยู่ที่นี่ก็ได้

 

ตึ๊กตึ๊กตึก

ห้องนอน

เพราะอย่างที่บอกว่าตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบ้านขนาดนั้น มันเป็นห้องนอน เป็นหอพัก ก็เฮ้ย เลิกงานมีเวลานอนมากสุด 5 – 6 ชั่วโมง เดี๋ยวตอนเช้าก็ต้องตื่นแล้ว ก็นอนๆ ไปเหอะ อารมณ์นั้นน่ะ ตอนแรกก็คิดจะกั้นม่าน แต่ห้องมันก็ไม่ได้ใหญ่พอจะกั้นม่าน ก็เลยกลายเป็นมี 2 เตียง ช่วงหลังก็มานอนเตียงสูงแทน เตียงเดิมก็กลายเป็นเตียงแขก เพราะเตียงสูงรู้สึกนอนสบายกว่า เตียงนั้นดูจมไปนิดหนึ่ง แต่มันสวยน่ะ

 

ตึก

Eden's

ที่ไม่ให้นอนชั้นสอง เพราะชั้นสองฟังก์ชันคือห้องกินข้าวกับห้องทำงานเท่านั้น ไม่เคยคิดเห็นภาพว่าจะมีคนไปนอน มันก็ flexible แหละ แต่จะไม่ flexible ขนาดเป็นห้องนอน มันควรจะเป็นโอเพ่นสเปซที่ทำอะไรก็ได้ อนาคตอาจเป็นห้องแสดงงานศิลปะหรือเวิร์กช็อปทำอาหาร ซึ่งทุกอย่างมันจะบอกเราเองว่าทำอะไรได้บ้าง ยกเว้นเอาไว้นอน

 

ตึกตึก

ดอกไม้ ดอกไม้

นี่เพื่อนเพิ่งกลับไป เป็นเพื่อนมาจากต่างจังหวัด มันก็เป็นเรื่องดีที่เพื่อนมา แล้วทำไมต้องไปเช่านอนที่อื่น เธอก็มานอนกับฉันสิ มันแค่ไม่ได้กั้นเป็นอีกห้อง เอาจริงคือถ้าไม่สนิทจริงก็ไม่ให้มาอยู่แล้ว มันเหมือนกลับไปเป็นบ้านที่ไม่ใช่บ้านของเราคนเดียวน่ะ

 

ตึ๊กตึ๊กตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

แต่เราก็มีมุมที่จะอยู่ของเราคนเดียวได้ เตียงสองเตียงในห้องเดียวกันไม่ได้มีปัญหาในการหามุมส่วนตัว หรือตอนไม่มีใครมา การอยู่คนเดียวในห้องที่มีสองเตียงมันก็ไม่รู้สึกว่าเกินหรือขาด มันก็ฟังก์ชันน่ะ

 

ตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

ผนังไม้ข้างเตียงบางส่วนก็เป็นสีเดิม สวยดี มีชื่อเด็กเขียนอยู่ คงเป็นเด็กที่มาเรียนพิเศษ เพราะเดิมชั้นนี้เป็นที่สอนพิเศษมาก่อน หลังจากรื้อทุกอย่างไปหมดแล้ว ผนังด้านหนึ่งก็ต่อชั้นสำหรับไว้วางหนังสือ เคยไปเห็นร้านจานที่ปารีสซึ่งใช้วิธีกั้นเส้นเล็กๆ แล้ววางจานเรียงสวยๆ แต่สุดท้ายพอทำมาก็ไม่ได้ใส่จานขนาดนั้น เพราะแม้กลางวันจะรู้สึกโอเค แต่กลางคืน

 

ตึกตึก

จาน

กลางคืนจะน่ากลัวขึ้น

 

ตึกตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

อยู่ดีๆ จานจะหล่น

 

ตึกตึก

หนังสือ

ลงมาเอง

 

ตึกตึก

เก้าอี้

เพราะว่า

 

ตึกตึก

Eden's

บ้านหลังนี้สร้างอยู่บนที่

 

ตึกตึก

ภาพ

ที่ติดกับ

 

ตึกโป๊ะ

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

ติดกับถนนใหญ่ พอกลางคืนรถใหญ่แล่นผ่านแล้วบ้านสั่นสะเทือนมาก

 

ตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

เราเป็นคนตื่นเองโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นคือเปิดม่านแล้วมองออกไปข้างนอก ตอนเช้าแสงจะสวยมาก เพราะหลังๆ ไม่ต้องเร่งไม่ต้องรีบมาก ก็จะมีเวลาละเลียดอะไรได้นิดหน่อย บางทีตื่นแล้วก็ย้ายมานอนเล่นที่โซฟาอีกสักครึ่งชั่วโมง ก่อนทำกิจกรรมอื่นต่อไป

 

ตึกตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

รู้สึกว่าความเป็นบ้านมันมากขึ้นเมื่อย้ายโซฟาตัวนี้มาจากบ้านเดิม และทำให้เราอยู่ติดบ้านมากกว่าเดิม เลยรู้สึกว่า คนเราน่ะ บ้านตากอากาศ บ้านหลังที่สอง มีไว้ทำไม เอาจริงคนเราอยู่บ้านได้หลังเดียว ให้รู้สึกว่าเป็นบ้านได้จริงๆ น่ะ นี่สำหรับตัวเองนะ คนอื่นไม่รู้

 

ตึ๊กตึ๊กตึก

บ้าน

วันไหนถ้าลูกค้าไม่เยอะก็ขอแวบขึ้นมานอนสักชั่วโมง ถือกาแฟมาแก้วหนึ่ง น้ำขวดหนึ่ง เล่นโทรศัพท์แล้วก็หลับไป ลงไปอีกทีสักบ่ายสามครึ่งกำลังดี โคตรโชคดีน่ะ ได้ที่นอนที่ทำงานที่งีบได้ แฮปปี้มาก อีกนิดหนึ่งก็คือใส่ชุดนอนไปเสิร์ฟแล้วเนี่ย

 

ตึก

Eden's

มีอยู่วันหนึ่งช่วงเปิดร้านใหม่ๆ เด็กไปเรียกในครัวว่ามีเจ๊คนหนึ่งมาหา เด็กก็ทำท่างงๆ เราออกมามาดูก็เจอเจ๊ง้อ ซึ่งขายผลไม้อยู่ในตลาด เจ๊ก็บอก ฉันจะมาซื้อของเธอ เธอเป็นลูกค้าฉันมานานแล้ว มีอะไรขายบ้าง แต่ฉันไม่อยากเดินเข้าไป ฉันเกรงใจลูกค้าเธอ เราก็บอก เฮ้ย เจ๊เข้ามาเลย การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้ว่าข้างบ้านเรามีอะไร กลายเป็นเพื่อนบ้านกับคนแถวนี้โดยธรรมชาติ มันโคตรน่ารักเลย

 

ตึกตึก

Eden's

มาอยู่ที่นี่เราได้เข้าใจเลยว่า neighborhood หรือชุมชนจริงๆ คือการที่เดินเข้าไปกินอาหารร้านหนึ่งแล้วพบว่าเนื้ออบอร่อยมาก จนเราสามารถบอกเขาว่าถ้าร้านจะขอมาซื้อเนื้อนี่ไปทำอาหารที่ร้าน และจะบอกทุกคนว่าซื้อเนื้อมาจากร้านนี้ ก็มีของดีอยู่แถวบ้าน ทำไมเราจะไม่เอา ทำไมเราจะไม่บอกคนอื่น และก็เป็นร้านที่ถ้าลืมเอาตังค์ไป ค่อยมาจ่ายวันหลังก็ได้ ซึ่งทำแบบนี้ได้กับหลายร้านแถวบ้านมาก เราได้เรียนรู้ neighborhood จริงๆ ตอนได้มาอยู่ที่นี่ อยู่ที่อื่นไม่รู้นะ แต่อยู่ที่นี่มันเกิดขึ้น หรืออย่างร้านไม้แถวนี้ที่สนุกกับการทำโต๊ะอาหารที่ขาไม่เหมือนกันให้เรา แถมยังบอกว่าถ้ามีซ่อมไฟอะไรเล็กๆ น้อยๆ บอกได้นะ เขาไม่ใช่ช่างไฟหรอก แต่ถ้าเล็กๆ น้อยๆ พอได้ แม้แต่ชื่อร้าน ก็ไปคุยกับร้านที่ติดกับร้านทำโต๊ะว่าทำตัวอักษรแบบนี้ได้มั้ย ทำทองแบบจีนโบราณเลยนะ เอาแบบพ่นแดงก่อนแล้วถมทอง

 

ตึ๊กตึ๊กตึก

Eden's

เมื่อก่อนเราอ่านหนังสือเราก็รู้เท่านั้น แต่พอมาอยู่ที่นี่ เราขี่จักรยานไปนั่นนี่ ขี่ไปซื้อปูนขาว ไปซื้อสีน้ำมัน ได้ขี่จักรยานอยู่แถวนี้จึงได้เห็นว่าร้านนั้นร้านนี้อยู่ตรงไหน และเพราะเราไม่ปิดด้วยมั้ง และลึกๆ แล้วเราคิดอยู่แล้วว่าจะ neighborhood หลังจากนั้นร้านไม้ก็สนุกกับเรา ร้านเนื้อก็เก็ตว่าเราจะทำอะไร กระดาษรองจานรองแก้วก็พิมพ์โรงพิมพ์แถวนี้ เคยเห็นภาพความเป็น neighborhood ในหนังสือก็รู้สึกว่าฝรั่งมันดัดจริต จะมีจริงเหรอ แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ได้รู้ว่ามันโคตรจริงเลย พูดได้เลยว่ามันมีจริง มันคือภาพของคนในชุมชนที่ไปมาหาสู่กัน

 

ตึก

Eden's เด่น นิรามย์ ดอกไม้

สิ่งที่บ้านนี้สอนคือเรื่องเวลา สอนว่าเราต้องรอนะ เห็นภาพโต๊ะตัวหนึ่งที่กะเอาหน้าต่างเก่ามาทำตั้งแต่วันแรก แต่ได้ใช้จริงๆ หลังจากเปิดร้านมาหกเจ็ดเดือน มันต้องค่อยๆ น่ะ ที่ไม่ฟูมฟายเพราะมันอยู่แบบเป็นจริงน่ะ พร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่ต้องไปเร่งมัน จังหวะใช่มันใช่เอง เรื่องจำเป็นคือทำร้าน พอร้านอยู่ตัวก็ทำบ้าน มันเริ่มเป็นบ้านตอนเดือนที่หกที่เจ็ดก็ถือว่าเร็วแล้ว อย่างร้านเราเห็นภาพที่อยากเห็นทุกอย่างเลย เกินกว่าที่เห็นด้วย นั่นคือ success ของเราในความเป็นร้าน ส่วน success ในความเป็นบ้านก็คือเราไม่ต้องแต่งให้มันเสร็จในวันแรก ไม่จำเป็นน่ะ ตัวเราก็เหมือนเดิม ฉันจะนอนบ้านนี้ได้ก็ต้องสวยประมาณหนึ่ง สวยของฉันคืออะไร คือมีเตียงมีตู้ที่ฉันอยากได้หน้าตาประมาณนี้ แต่ตู้เหล็กมาตั้งแต่วันแรกมั้ย ก็ไม่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะต้องมาตั้งแต่แรกครบทุกอย่าง สวยของคนอื่นเป็นไงไม่รู้ แต่สวยของเราที่เบาลงก็ยังสวยได้ บ้านนี้ดูยังไงก็ยังเป็นฉัน ถ้าอยู่ในตัวเรายังไงมันก็เป็นเราน่ะ อย่างสีก็ยังมีโทนรวมๆ นะ ขาว น้ำตาล ดำ อยู่ๆ มีเขียวหลุดมา ซึ่งบ้านนี้ให้เขียวมา เราก็เอาเขียวมาใช้ แต่สุดท้ายรวมๆ มันก็เป็นโทนแบบเรา

 

ตึกตึก

เด่น นิรามย์

ตัวเราก็เปลี่ยน อะไรไม่เปลี่ยนบ้าง ตัวเราเปลี่ยนแล้วบ้านก็บอกเราน่ะ เพราะใช้ชีวิตอยู่กับมันทุกวัน รู้สึกอยู่มานานจนลืมบ้านเก่าได้เลย มาอยู่บ้านนี้ของที่ลงทุนคือชุดนอน มันโคตรดีที่สามารถใส่ชุดนอนไปกินอาหารเช้าวันจันทร์ได้ ยิ่งถ้าใส่ชุดนอนไปนั่งบาร์ได้จะโคตรดีเลย

 

ตึก

เด่น นิรามย์

ทำให้ได้รู้ว่านอนสบายอยู่สบายมันคืออะไร เพราะตอนแรกบ้านนี้มันไม่ได้นอนไง ตอนแรกมันคือที่ซุกหัวเฉยๆ พอวันหนึ่งได้ใส่ชุดนอนดีๆ ในวันหยุดร้าน 10 โมงยังอยู่บนเตียง แล้วไปนั่งระเบียงดาดฟ้า ออกไปทำนู่นนี่สักหน่อย บ่าย 2 ไปนั่งเขียนงานที่ชั้นสอง แล้วก็หลับ เฮ้ย มันดีว่ะ เราก็ต้องการแค่นี้หละ มันดูโรแมนติกลดลง แต่เรียลิสติกมากขึ้น

 

ภาพ: มนูญ ทองนพรัตน์

CONTRIBUTOR

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ