ตอนเห็นตึกนี้ครั้งแรก เด่น-นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ แค่ใจเต้นตึกตึก แต่เมื่อเข้ามาอยู่จริงๆ ทั้งสิ่งที่ได้พบเห็นและสิ่งที่ไม่คิดว่าจะพบเจอก็ทำให้ใจเขานั้นต้องขอเต้นตึกตึกตึ๊กตึ๊กตึก  

จากบ้านสวนที่นครศรีธรรมราชตอนเด็ก

มาบ้านทาวน์เฮาส์ที่สวนผักตลิ่งชันตอนวัยรุ่น

ตอนนี้ เด่นมาอยู่บ้านตึกบนถนนหลานหลวง

ที่ที่ทำให้รู้ว่า

จักรยานใช้ได้จริงในกรุงเทพฯ

วิวระเบียงชั้นสามที่หลังบ้านนั้นใช้ได้และได้ใช้

เพื่อนบ้านสำคัญพอๆ กับบ้านเพื่อน

พื้นที่ส่วนอื่นกับพื้นที่ส่วนตัวสามารถอยู่ด้วยกันได้

และบ้านคือที่ไหนก็ได้ แม้แต่ชั้นสองและชั้นสามบนร้าน EDEN’S ของเขาเอง

ตึก

Eden's

ตอนหาที่ทำร้าน รู้สึกชอบตึกนี้น้อยสุด เพราะจากข้างนอกดูเป็นตึกแถวธรรมดา รู้สึกเฉยๆ มากเลย วันแรก นั่งมอเตอร์ไซค์มาดูตอน 3 ทุ่ม แง้มประตูดูก็ เฮ้ย จะยังไงดี นึกภาพไม่ออกเลย ข้างนอกไม่โรแมนติก ข้างในไม่สวยน่ะ

ตึกตึก

ตึกเก่า

แต่พอวันที่เริ่มรื้อ เริ่มขูดสีผนัง ก็เริ่มเห็นความสวย และพอรื้อฝ้ารื้อทุกอย่างออกหมดมันโคตรสวยเลย มันกำลังดีน่ะ ก็เก็บไว้เยอะมากเลย เกือบเหมือนเดิม

ตึ๊กตึ๊กตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

บ้านที่ใต้เป็นบ้านในสวนมะพร้าว ไม่ชอบแค่โลเคชันเพราะจะไปไหนก็รู้สึกไกล แต่เป็นบ้านที่โคตรดีเลย ชอบบรรยากาศที่ล้อมด้วยต้นมะพร้าว ตั้งแต่เด็กพ่อแม่ให้เลี้ยงสัตว์ เห็นรูปตัวเองตอน 1 ขวบถ่ายกับกระต่ายกับไก่แจ้ที่ตัวสูงกว่าเรา โตมาก็มีหนูตะเภาให้เลี้ยง มีเป็ดมีไก่ให้เก็บไข่ มีระเบียงที่มองลงไปเห็นเล้าไก่ ซึ่งระเบียงดาดฟ้าของที่นี่ทำให้นึกถึงระเบียงบ้านที่ใต้ เคยมีเตียงสองชั้นที่แย่งกับน้องนอน ตอนนี้ถ้ากลับไปก็นอนพื้นเล่นกับหลาน ก็จะเป็นเด็กบ้านนอกเลย พ่อแม่เป็นครู โคตรขอบคุณเลยที่โตมาแบบนี้ มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15 เลยรู้สึกเป็นคนเมือง ซึ่งบ้านหลังนั้นก็เซิร์ฟชีวิตตอนนั้นมาก มันใช่มาก เป็นหลุมหลบภัยของเราจากความวุ่นวายข้างนอก แต่เมื่อวานกลับไปเอาต้นไม้เอาจานชามนิดหน่อย ก็ยังรู้สึกว่าเป็นบ้านอยู่นะ แต่เรากลับไปด้วยความรู้สึกไม่เหมือนเดิม คือเรากลับไปเอาของน่ะ ฉันรักบ้านนั้นนะ แต่ตอนนี้ฉันอยู่บ้านนี้ และบ้านตอนนี้โคตรใช่เลย

ตึก

ตึกเก่า

เข้ามาอยู่ตึกนี้ตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จ เซ็นสัญญาวันที่ 19 เดือนมีนา วันที่ 1 เมษาเริ่มรื้อ ตั้งใจว่าปลายเมษาจะมานอนที่นี่ให้ได้ คืออยากมาคุมร้าน เพราะเราเห็นภาพตอนที่ร้านเสร็จแล้ว เลยอยากทำให้มันเสร็จให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าเรามาอยู่เราจะรู้ปัญหาที่มีทั้งหมดด้วย เช่น หลังคารั่วต้องซ่อมมั้ย และมีความเสียดายบ้านด้วยมั้ง รู้สึกว่าถ้าทำร้านเสร็จ บ้านจะไม่ใช่ของเราแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแบบนี้นะ ก็คิดไว้ว่าพอทำเสร็จก็คงอยู่นี่แหละ แต่คงอยู่แบบไปๆ มาๆ ไม่ได้แพลนว่านี่คือบ้านน่ะ

ตึกตึก

ตึกเก่า

เปิดร้านแรกๆ ได้ใช้ที่นี่เป็นแค่ที่ซุกหัวนอนจริงๆ ขึ้นมาก็คือนอน นอนได้วันละ 3 – 4 ชั่วโมง นอนตีหนึ่ง ตีสี่ครึ่งต้องตื่นลงไปทำขนม บางวันยังใส่ชุดนอนอยู่ น้องสตาฟฟ์มาบอกว่ามีลูกค้ามารอหน้าร้านแล้ว ก็บอกว่า โอเค ขอเวลา 5 นาทีขึ้นมาอาบน้ำแล้วเดี๋ยวลงไป มันเป็นที่ที่เราต้องพร้อมลงไปทำงานน่ะ ไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ ประมาณ 2 เดือนแรกที่มันจะยุ่งมาก เก้าอี้ที่เคยได้นั่ง ต้นไม้ที่เคยได้ดู ก็แค่วิ่งผ่านไปห้องน้ำเท่านั้น

ตึ๊กตึ๊กตึก

Eden's

มันเป็นบ้านและที่ทำงานตั้งแต่แรก แต่ตอนแรกหนักไปทางทำงานมากกว่า ตอนนี้มันเริ่มเป็นบ้านมากขึ้น ก็ไม่ได้กลับไปนอนบ้านเดิมอีกเลย เพราะบ้านนั้นไม่มีเตาอบ เตาอบถูกยกมาไว้ที่นี่แล้ว รู้สึกว่าตื่นเช้ามาแล้วเจอครัวที่ไม่มีเตาอบมันจ๋อยสำหรับเรา เลยรู้สึกว่าที่นี่มันบ้านกว่า และเอาจริงคือ บ้านคืออะไร? ความหมายของบ้านคืออะไร รู้สึกว่าที่นี่รักเรามาก และเราก็รักที่นี่มาก รู้สึกว่ามันถูกที่ถูกทาง รู้สึกถึงพลังที่ส่งให้ที่นี่และที่นี่ก็ส่งกลับมา แม้วันแรกๆ จะเปิดไฟนอนเพราะกลัวผี ก็มันบ้านเก่าน่ะ

ตึก

Eden's

ชั้นล่างเป็นร้าน ภาพที่เห็นเป็นอย่างที่คิดไว้ทุกอย่าง

ตึกตึก

Eden's นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ Eden's

ชั้นสองถ้าร้านไปได้ดี อย่างแรกที่คิดคือเป็นโต๊ะกาแฟรวมโต๊ะยาวให้คนแชร์โต๊ะกัน สุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคัลเจอร์คนไม่เป็นแบบนั้น อย่างที่สองคือเป็นสเปซของตัวเอง เป็นสตูดิโอเอาไว้ถ่ายรูป เป็นที่นั่งทำงาน แต่สิ่งที่เพิ่มมากลายเป็นอย่างที่สามคือเป็นห้องดินเนอร์ และมันเวิร์กตอนคริสต์มาสครั้งแรกที่เพื่อนแถวๆ นี้มาปาร์ตี้กัน ประมาณ 20 คน เป็นเพื่อนกันหมด เป็นคริสต์มาสปาร์ตี้ที่ดีสำหรับเรา ทุกคนแฮปปี้มาก ทำให้บางวันถ้าลูกค้าอยากจัดปาร์ตี้หรือดินเนอร์ก็ได้ เคยชวนเพื่อนมหาลัยมากินข้าวที่นี่ก็เวิร์ก ก็เป็นโต๊ะกินข้าวบ้านเราน่ะ ซึ่งมันเริ่มจากการเป็นโต๊ะกินข้าวของสตาฟฟ์ที่ร้านนี่แหละ เราเรียกมันว่า White Kitchen ดัดจริตไปงั้นแหละ อยากให้มันต่างกับข้างล่าง

ตึกตึกตึก

ห้องนอน

ชั้นสามนี่ตอนทำร้านตั้งแต่แรกก็รู้เลยว่าโคตรยุ่ง รู้เลยว่ากลับบ้านนอนไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ที่นี่คือที่ซุกหัวนอนแหละ อย่างที่ว่าถ้าเปิดร้านก็จะไม่มีเวลาละเลียดกับบ้านนี้แล้ว เลยอยากมาอยู่ให้เร็วที่สุด ห้องน้ำเสร็จ ห้องนี้ทำความสะอาดได้ ก็พร้อมมานอนเลย

ตึก

ห้องนอน

เป็นห้องโล่งหมดไม่มีอะไรเลย แล้วที่เข้ามาก่อนก็คือเตียงนอนกับเก้าอี้หนึ่งตัว เตียงก็ขอซื้อมาจากอพาร์ตเมนต์เก่าที่หนึ่ง โคมไฟก็เอามาจากบ้าน รูปก็เอามาจากบ้าน โอเคนอนได้แล้ว

ตึกตึก

นิตยสาร

ทีแรกก็มีเตียงเดียว แล้วทีนี้ช่วงแรกๆ ของร้านมีน้องนอนด้วย เพราะมันยุ่งมาก และบ้านน้องไกล สะดวกสุดก็ต้องนอนที่นี่แหละ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปเช่าบ้านให้เด็กอยู่ งั้นก็อยู่ที่นี่ก็ได้

ตึ๊กตึ๊กตึก

ห้องนอน

เพราะอย่างที่บอกว่าตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบ้านขนาดนั้น มันเป็นห้องนอน เป็นหอพัก ก็เฮ้ย เลิกงานมีเวลานอนมากสุด 5 – 6 ชั่วโมง เดี๋ยวตอนเช้าก็ต้องตื่นแล้ว ก็นอนๆ ไปเหอะ อารมณ์นั้นน่ะ ตอนแรกก็คิดจะกั้นม่าน แต่ห้องมันก็ไม่ได้ใหญ่พอจะกั้นม่าน ก็เลยกลายเป็นมี 2 เตียง ช่วงหลังก็มานอนเตียงสูงแทน เตียงเดิมก็กลายเป็นเตียงแขก เพราะเตียงสูงรู้สึกนอนสบายกว่า เตียงนั้นดูจมไปนิดหนึ่ง แต่มันสวยน่ะ

ตึก

Eden's

ที่ไม่ให้นอนชั้นสอง เพราะชั้นสองฟังก์ชันคือห้องกินข้าวกับห้องทำงานเท่านั้น ไม่เคยคิดเห็นภาพว่าจะมีคนไปนอน มันก็ flexible แหละ แต่จะไม่ flexible ขนาดเป็นห้องนอน มันควรจะเป็นโอเพ่นสเปซที่ทำอะไรก็ได้ อนาคตอาจเป็นห้องแสดงงานศิลปะหรือเวิร์กช็อปทำอาหาร ซึ่งทุกอย่างมันจะบอกเราเองว่าทำอะไรได้บ้าง ยกเว้นเอาไว้นอน

ตึกตึก

ดอกไม้ ดอกไม้

นี่เพื่อนเพิ่งกลับไป เป็นเพื่อนมาจากต่างจังหวัด มันก็เป็นเรื่องดีที่เพื่อนมา แล้วทำไมต้องไปเช่านอนที่อื่น เธอก็มานอนกับฉันสิ มันแค่ไม่ได้กั้นเป็นอีกห้อง เอาจริงคือถ้าไม่สนิทจริงก็ไม่ให้มาอยู่แล้ว มันเหมือนกลับไปเป็นบ้านที่ไม่ใช่บ้านของเราคนเดียวน่ะ

ตึ๊กตึ๊กตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

แต่เราก็มีมุมที่จะอยู่ของเราคนเดียวได้ เตียงสองเตียงในห้องเดียวกันไม่ได้มีปัญหาในการหามุมส่วนตัว หรือตอนไม่มีใครมา การอยู่คนเดียวในห้องที่มีสองเตียงมันก็ไม่รู้สึกว่าเกินหรือขาด มันก็ฟังก์ชันน่ะ

ตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

ผนังไม้ข้างเตียงบางส่วนก็เป็นสีเดิม สวยดี มีชื่อเด็กเขียนอยู่ คงเป็นเด็กที่มาเรียนพิเศษ เพราะเดิมชั้นนี้เป็นที่สอนพิเศษมาก่อน หลังจากรื้อทุกอย่างไปหมดแล้ว ผนังด้านหนึ่งก็ต่อชั้นสำหรับไว้วางหนังสือ เคยไปเห็นร้านจานที่ปารีสซึ่งใช้วิธีกั้นเส้นเล็กๆ แล้ววางจานเรียงสวยๆ แต่สุดท้ายพอทำมาก็ไม่ได้ใส่จานขนาดนั้น เพราะแม้กลางวันจะรู้สึกโอเค แต่กลางคืน

ตึกตึก

จาน

กลางคืนจะน่ากลัวขึ้น

ตึกตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

อยู่ดีๆ จานจะหล่น

ตึกตึก

หนังสือ

ลงมาเอง

ตึกตึก

เก้าอี้

เพราะว่า

ตึกตึก

Eden's

บ้านหลังนี้สร้างอยู่บนที่

ตึกตึก

ภาพ

ที่ติดกับ

ตึกโป๊ะ

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

ติดกับถนนใหญ่ พอกลางคืนรถใหญ่แล่นผ่านแล้วบ้านสั่นสะเทือนมาก

ตึก

นิรามย์ วัฒนสิทธิ์

เราเป็นคนตื่นเองโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นคือเปิดม่านแล้วมองออกไปข้างนอก ตอนเช้าแสงจะสวยมาก เพราะหลังๆ ไม่ต้องเร่งไม่ต้องรีบมาก ก็จะมีเวลาละเลียดอะไรได้นิดหน่อย บางทีตื่นแล้วก็ย้ายมานอนเล่นที่โซฟาอีกสักครึ่งชั่วโมง ก่อนทำกิจกรรมอื่นต่อไป

ตึกตึก

บ้านนิรามย์ วัฒนสิทธิ์

รู้สึกว่าความเป็นบ้านมันมากขึ้นเมื่อย้ายโซฟาตัวนี้มาจากบ้านเดิม และทำให้เราอยู่ติดบ้านมากกว่าเดิม เลยรู้สึกว่า คนเราน่ะ บ้านตากอากาศ บ้านหลังที่สอง มีไว้ทำไม เอาจริงคนเราอยู่บ้านได้หลังเดียว ให้รู้สึกว่าเป็นบ้านได้จริงๆ น่ะ นี่สำหรับตัวเองนะ คนอื่นไม่รู้

ตึ๊กตึ๊กตึก

บ้าน

วันไหนถ้าลูกค้าไม่เยอะก็ขอแวบขึ้นมานอนสักชั่วโมง ถือกาแฟมาแก้วหนึ่ง น้ำขวดหนึ่ง เล่นโทรศัพท์แล้วก็หลับไป ลงไปอีกทีสักบ่ายสามครึ่งกำลังดี โคตรโชคดีน่ะ ได้ที่นอนที่ทำงานที่งีบได้ แฮปปี้มาก อีกนิดหนึ่งก็คือใส่ชุดนอนไปเสิร์ฟแล้วเนี่ย

ตึก

Eden's

มีอยู่วันหนึ่งช่วงเปิดร้านใหม่ๆ เด็กไปเรียกในครัวว่ามีเจ๊คนหนึ่งมาหา เด็กก็ทำท่างงๆ เราออกมามาดูก็เจอเจ๊ง้อ ซึ่งขายผลไม้อยู่ในตลาด เจ๊ก็บอก ฉันจะมาซื้อของเธอ เธอเป็นลูกค้าฉันมานานแล้ว มีอะไรขายบ้าง แต่ฉันไม่อยากเดินเข้าไป ฉันเกรงใจลูกค้าเธอ เราก็บอก เฮ้ย เจ๊เข้ามาเลย การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้ว่าข้างบ้านเรามีอะไร กลายเป็นเพื่อนบ้านกับคนแถวนี้โดยธรรมชาติ มันโคตรน่ารักเลย

ตึกตึก

Eden's

มาอยู่ที่นี่เราได้เข้าใจเลยว่า neighborhood หรือชุมชนจริงๆ คือการที่เดินเข้าไปกินอาหารร้านหนึ่งแล้วพบว่าเนื้ออบอร่อยมาก จนเราสามารถบอกเขาว่าถ้าร้านจะขอมาซื้อเนื้อนี่ไปทำอาหารที่ร้าน และจะบอกทุกคนว่าซื้อเนื้อมาจากร้านนี้ ก็มีของดีอยู่แถวบ้าน ทำไมเราจะไม่เอา ทำไมเราจะไม่บอกคนอื่น และก็เป็นร้านที่ถ้าลืมเอาตังค์ไป ค่อยมาจ่ายวันหลังก็ได้ ซึ่งทำแบบนี้ได้กับหลายร้านแถวบ้านมาก เราได้เรียนรู้ neighborhood จริงๆ ตอนได้มาอยู่ที่นี่ อยู่ที่อื่นไม่รู้นะ แต่อยู่ที่นี่มันเกิดขึ้น หรืออย่างร้านไม้แถวนี้ที่สนุกกับการทำโต๊ะอาหารที่ขาไม่เหมือนกันให้เรา แถมยังบอกว่าถ้ามีซ่อมไฟอะไรเล็กๆ น้อยๆ บอกได้นะ เขาไม่ใช่ช่างไฟหรอก แต่ถ้าเล็กๆ น้อยๆ พอได้ แม้แต่ชื่อร้าน ก็ไปคุยกับร้านที่ติดกับร้านทำโต๊ะว่าทำตัวอักษรแบบนี้ได้มั้ย ทำทองแบบจีนโบราณเลยนะ เอาแบบพ่นแดงก่อนแล้วถมทอง

ตึ๊กตึ๊กตึก

Eden's

เมื่อก่อนเราอ่านหนังสือเราก็รู้เท่านั้น แต่พอมาอยู่ที่นี่ เราขี่จักรยานไปนั่นนี่ ขี่ไปซื้อปูนขาว ไปซื้อสีน้ำมัน ได้ขี่จักรยานอยู่แถวนี้จึงได้เห็นว่าร้านนั้นร้านนี้อยู่ตรงไหน และเพราะเราไม่ปิดด้วยมั้ง และลึกๆ แล้วเราคิดอยู่แล้วว่าจะ neighborhood หลังจากนั้นร้านไม้ก็สนุกกับเรา ร้านเนื้อก็เก็ตว่าเราจะทำอะไร กระดาษรองจานรองแก้วก็พิมพ์โรงพิมพ์แถวนี้ เคยเห็นภาพความเป็น neighborhood ในหนังสือก็รู้สึกว่าฝรั่งมันดัดจริต จะมีจริงเหรอ แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ได้รู้ว่ามันโคตรจริงเลย พูดได้เลยว่ามันมีจริง มันคือภาพของคนในชุมชนที่ไปมาหาสู่กัน

ตึก

Eden's เด่น นิรามย์ ดอกไม้

สิ่งที่บ้านนี้สอนคือเรื่องเวลา สอนว่าเราต้องรอนะ เห็นภาพโต๊ะตัวหนึ่งที่กะเอาหน้าต่างเก่ามาทำตั้งแต่วันแรก แต่ได้ใช้จริงๆ หลังจากเปิดร้านมาหกเจ็ดเดือน มันต้องค่อยๆ น่ะ ที่ไม่ฟูมฟายเพราะมันอยู่แบบเป็นจริงน่ะ พร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่ต้องไปเร่งมัน จังหวะใช่มันใช่เอง เรื่องจำเป็นคือทำร้าน พอร้านอยู่ตัวก็ทำบ้าน มันเริ่มเป็นบ้านตอนเดือนที่หกที่เจ็ดก็ถือว่าเร็วแล้ว อย่างร้านเราเห็นภาพที่อยากเห็นทุกอย่างเลย เกินกว่าที่เห็นด้วย นั่นคือ success ของเราในความเป็นร้าน ส่วน success ในความเป็นบ้านก็คือเราไม่ต้องแต่งให้มันเสร็จในวันแรก ไม่จำเป็นน่ะ ตัวเราก็เหมือนเดิม ฉันจะนอนบ้านนี้ได้ก็ต้องสวยประมาณหนึ่ง สวยของฉันคืออะไร คือมีเตียงมีตู้ที่ฉันอยากได้หน้าตาประมาณนี้ แต่ตู้เหล็กมาตั้งแต่วันแรกมั้ย ก็ไม่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะต้องมาตั้งแต่แรกครบทุกอย่าง สวยของคนอื่นเป็นไงไม่รู้ แต่สวยของเราที่เบาลงก็ยังสวยได้ บ้านนี้ดูยังไงก็ยังเป็นฉัน ถ้าอยู่ในตัวเรายังไงมันก็เป็นเราน่ะ อย่างสีก็ยังมีโทนรวมๆ นะ ขาว น้ำตาล ดำ อยู่ๆ มีเขียวหลุดมา ซึ่งบ้านนี้ให้เขียวมา เราก็เอาเขียวมาใช้ แต่สุดท้ายรวมๆ มันก็เป็นโทนแบบเรา

ตึกตึก

เด่น นิรามย์

ตัวเราก็เปลี่ยน อะไรไม่เปลี่ยนบ้าง ตัวเราเปลี่ยนแล้วบ้านก็บอกเราน่ะ เพราะใช้ชีวิตอยู่กับมันทุกวัน รู้สึกอยู่มานานจนลืมบ้านเก่าได้เลย มาอยู่บ้านนี้ของที่ลงทุนคือชุดนอน มันโคตรดีที่สามารถใส่ชุดนอนไปกินอาหารเช้าวันจันทร์ได้ ยิ่งถ้าใส่ชุดนอนไปนั่งบาร์ได้จะโคตรดีเลย

ตึก

เด่น นิรามย์

ทำให้ได้รู้ว่านอนสบายอยู่สบายมันคืออะไร เพราะตอนแรกบ้านนี้มันไม่ได้นอนไง ตอนแรกมันคือที่ซุกหัวเฉยๆ พอวันหนึ่งได้ใส่ชุดนอนดีๆ ในวันหยุดร้าน 10 โมงยังอยู่บนเตียง แล้วไปนั่งระเบียงดาดฟ้า ออกไปทำนู่นนี่สักหน่อย บ่าย 2 ไปนั่งเขียนงานที่ชั้นสอง แล้วก็หลับ เฮ้ย มันดีว่ะ เราก็ต้องการแค่นี้หละ มันดูโรแมนติกลดลง แต่เรียลิสติกมากขึ้น

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ เป็นเจ้าของบ้านนี้

เธอเป็นนักเขียน นักเดินทาง 

เธอทำสำนักพิมพ์ด้วย นั่นคือสำนักพิมพ์มาลาฤดูร้อน มีหนังสือ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน กับหนังสือ ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน ออกมาในปีนี้

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก เล่าเรื่องราวการเดินทางไปอินเดีย ประเทศที่เธอไปครั้งแรกเมื่อ 12 ปีก่อน และราวๆ 30 ครั้ง คือจำนวนการไปอีกของเธอนับถึงปีนี้ 

ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน เล่าเรื่องราวการเดินทางไปเม็กซิโก โดยมี ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินชาวเม็กซิกัน เป็นทั้งแรงดึงดูดและแรงผลักดันให้เธอไปทำความรู้จักประเทศนี้

และนั่นก็เหมือนจะเป็นเหตุผลหลักๆ ของบรรยากาศและรายละเอียดในบ้านหลังนี้ บ้านที่รอเธอกลับมานั่งเขียนทุกเรื่องราวการเดินทาง

เริ่มด้วยสีชมพู

ตอนที่เข้ามาในหมู่บ้านนี้ครั้งแรก เราเลือกบ้านหลังนี้เพราะกำแพง เพราะสเปซของมันอยู่ด้านในสุด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เราเชื่อว่าการที่คนเราตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างให้กับตัวเอง การตัดสินใจที่เกิดขึ้นมันมักจะมาจากพื้นฐานชีวิตบางอย่าง อย่างเรา ตอนเด็กๆ เราเป็นคนที่รู้สึกไม่มั่นคง ขาดความ Secure เวลาจะต้องเลือกพื้นที่อะไรสักอย่างเราเลยมักจะมองหากำแพงเป็นอย่างแรกเสมอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

จนโตมา พอถึงช่วงชีวิตของการเลือกบ้าน วันที่ขับรถเข้ามาในหมู่บ้านนี้ หลังอื่นเราไม่มองเลยนะ เราขับชิดในมองหาแต่บ้านหลังที่ติดกำแพงอย่างเดียวเลย นั่นหมายถึงจะต้องเป็นบ้านที่อยู่หลังสุดท้ายของซอย จนพอเจอหลังที่ใช่ปุ๊บ วันแรกที่ย้ายเข้ามากับลูก ยังไม่ได้ขนอะไรมาจากบ้านเก่าทั้งนั้น มันต้องมาลองนอนดูก่อนเพื่อให้รู้ว่าพอนอนจริงแล้ว เราต้องการให้อะไรมันมาอยู่ในบ้านหลังนี้อีกบ้าง จำได้เลยวันแรกที่มามีฟูกมาอย่างเดียวกับหมอนและผ้าห่ม เอามาแค่นั้นล่ะ ยกขึ้นไปวางบนห้องโล่งๆ นอนกับลูก หาทิศแทบตาย กว่าจะเจอทิศลงตัวว่าควรจะหันหัวไปทางไหน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยสีเทา

ตอนแรกที่เข้ามา อารมณ์บ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนบ้านในหมู่บ้านทั่วไปนั่นล่ะ คือทุกอย่างสีขาวหมด ทั้งฝ้า กำแพง พื้น แต่เราเป็นคนชอบสีสัน เพราะฉะนั้น พอเข้ามาเจอบ้านที่มีแต่สีขาวว้องไปหมดเลยเนี่ย เรารู้สึกว่าเราอยู่ไม่ได้ มันขาดความอุ่น เราก็เลยใส่สีเทาลงไปให้กับผนังและฝ้าในบ้านก่อน แล้วก็ค่อยๆ หยอดสีอื่นๆ หยอดชิ้นเฟอร์นิเจอร์ตามเข้ามา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มหยอดด้วยโซฟา

สำหรับเรา มุมที่สำคัญที่สุดในบ้านคือมุมนั่งเล่นกลางบ้าน เพราะอย่างน้อยถ้ายังไม่มีข้าวของอะไรเลย การมีโซฟาสักตัวมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มีที่ให้นั่งเล่นนอนเล่นในช่วงกลางวัน เพราะฉะนั้น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่ขนเข้ามาเลยเป็นโซฟาตัวเก่าของปู่ มันเป็นโซฟาวัสดุหนังที่ดูเชยๆ หน่อย แต่พอเอาผ้าอินเดียมาคลุมไว้ มันก็กลายเป็นอีกอารมณ์แล้ว หลังจากเราสร้างมุมนั่งเล่นกลางบ้านนี้ขึ้นมาได้ ของชิ้นอื่นๆ มันก็ค่อยๆ ถูกขนตามเข้ามาจากบ้านหลังเก่า 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยโต๊ะกินข้าว

ตามมาด้วยโต๊ะกินข้าว ซึ่งโต๊ะกินข้าวเราก็เป็นโต๊ะไม้ธรรมดาๆ นี่ล่ะ ให้ช่างไม้ประกอบขึ้นมาเพื่อเป็นโต๊ะกินข้าวที่นั่งได้สองคน เพราะเราอยู่บ้านกับลูกแค่สองคน แต่ด้วยความเป็นคนชอบดอกชอบลาย จะปล่อยโต๊ะให้มันเป็นไม้เพลนๆ ก็ไม่ได้อีก เลยไปเอาผ้าอินเดียลายดอกมาคลุมมันไว้ วันไหนเบื่อลายนี้ เราก็แค่เปลี่ยนผ้าผืนใหม่ ที่บ้านเราผ้าเยอะ ไปอินเดียทีเราจะชอบขนผ้าคอตตอนกลับมา ราคาผ้าที่นู่นมันถูก ลายมันสวยด้วย

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มเข้ามุมอยู่กับงาน

เวลาทำงาน เราต้องการมุมที่ทำให้เราได้รู้สึกถึงคำว่าอยู่กับตัวเองจริงๆ รู้สึกนิ่งได้มากที่สุด คือในบ้านเราอาจจะมีอะไรเยอะแยะไปหมดสารพัดสิ่ง แต่พอเป็นมุมทำงานแล้ว มันคือมุมที่ทำให้เรามีสมาธิในการทำงานได้ดีที่สุด คือทุกวันนี้อาจจะมีร้านกาแฟเป็นพันเป็นหมื่นแห่งให้เลือกไปนั่งเขียนงาน ซึ่งเราเคยลองหลายทีแล้ว ไม่รอดสักที มันเขียนไม่ออก ไม่รู้ทำไม เขียนไม่เคยเสร็จสักที ต้องเขียนที่บ้านเท่านั้นถึงจะเสร็จ คือโต๊ะทำงานในบ้านเรามันจะเป็นมุมในสุดของบ้าน ที่เรานั่งหันหน้าออกไปทางหน้าต่างที่เห็นเป็นแผงต้นไม้ ซึ่งตรงนี้ล่ะคือมุมที่ใช่สำหรับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยมุมอยู่กับหนังสือ

มุมตรงชั้นหนังสือนี่ ด้วยความที่ลูกเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาตั้งแต่เด็ก และตัวเราเองก็เป็นคนทำงานหนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้น เรากับลูกจะมีหนังสืออยู่เยอะ ซึ่งพอมีห้องนั่งเล่น มีโต๊ะกินข้าว และมุมทำงานแล้ว มุมต่อมาที่ต้องมีแน่ๆ ก็คือมุมเก็บหนังสือ เราให้ช่างทำตู้เก็บหนังสือบิลท์อินสูงจรดเพดานขึ้นมา ส่วนที่นั่งข้างชั้นหนังสือก็ใช้เป็นฟูกเตียงเดียวขนาด 3 ฟุตของเก่านี่ล่ะ เอามาวางและใช้ผ้าคลุมเอา ซึ่งพอมีผ้ามาคลุมแล้วก็ไม่มีใครดูออกเลยว่ามันคือฟูก วิธีนี้มันเวิร์กมากเลยนะสำหรับบ้านที่อยากมีที่นั่งที่นอนสบายๆ แต่ไม่อยากลงทุนซื้อเบาะที่นั่งหรือโซฟาใหม่ พอวางหมอนสีๆ ลงไป อะจบ งามล่ะ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่อินเดีย

สีสันในบ้านนี้ทั้งหมด แน่นอน มันมาจากอินเดีย คือถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อนหน้านี้ เราก็ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้สีอะไรเยอะขนาดนี้หรอก (บ้านนี้สิบปี) คือสมัยนั้นเป็นคนชอบลายชอบดอกอยู่แล้วล่ะ แต่ยังแมตช์คู่สีไม่เป็น จนกระทั่ง 12 ปีก่อนกับการไปอินเดียครั้งแรก จำได้ว่าครั้งแรกที่อยากไปที่นั่นเพราะเราเห็นงานภาพถ่ายของช่างภาพฝรั่งคนหนึ่ง มันเป็นงานจากเทศกาลสาดสี (Holi Festival) ในภาพนั้นคือคนอินเดียกำลังสาดสีกันอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง มันเป็นภาพของพิธีกรรมที่ดูขลังมาก แสงสวยฝุ่นสีฟุ้งกระจายไปหมด วันนั้นพอเราได้เห็นภาพถ่ายนั้น เราก็หูย อยากไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้างจัง ก็เลยนำมาซึ่งการตัดสินใจไปอินเดียครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาของเรา ซึ่งอินเดียสอนเราเยอะมากในเรื่องของการใช้สี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อที่อินทีเรีย

บ้านคือที่ที่พอคนเราอยู่ไป สิ่งที่เราเป็นมันก็จะปรากฏออกมาเอง ตามกำแพง ตามผนัง ตามเก้าอี้ รวมไปถึงแม้กระทั่งจานชามที่เราเลือกใช้ ตัวเราเอง วันแรกที่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้และต้องนึกถึงเรื่องของการตกแต่ง เราก็ไม่ได้มีภาพอะไรอยู่ในหัวสักเท่าไหร่หรอก เราแค่ขอให้ทุกอย่างมันเปิดโล่งโฟลถึงกันได้หมด ช่วงแรกที่ย้ายเข้ามา บางส่วนของชั้นล่างที่หมู่บ้านเขากั้นพื้นที่ห้องเอาไว้ เราก็ทุบออกหมดเลย จากนั้นด้วยความที่เราเป็นคนชอบสี เราก็ค่อยๆ หยิบข้าวของหรือชิ้นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีมาวางลงไปตามมุมต่างๆ ของบ้านให้ทั่ว และค่อยๆ ใส่พร็อพชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าไปตามมุมต่างๆ เหล่านั้น

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่สีสัน

เราเป็นคนชอบคู่สีอยู่ไม่กี่คู่หรอก และโทนสีที่เราชอบใช้มันก็มักจะเป็นเฉดสีแบบอินเดีย เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องเป็นสีเฉดอินเดียหรอกนะ แต่มันเป็นของมันเองแบบธรรมชาติ อย่างคู่สีที่เราใช้บ่อยๆ ก็เช่นเขียว-ม่วงและเหลือง-ชมพู ซึ่งคู่สีสองคู่สีนี้ จับไปวางอยู่ตรงไหนมันก็รอด ไปกับอย่างอื่นในบ้านเราได้หมด เราว่าสีแบบที่คนอินเดียใช้ในชีวิตประจำวันเป็นสีที่ซับซ้อนนะ อย่างเวลาพูดถึงสีเหลือง ก็จะมีเลเยอร์แยกออกไปอีก เช่น เหลืองมะนาว เหลืองมัสตาร์ด เหลืองไข่ไก่ ฯลฯ สีอินเดียก็เหมือนคนอินเดียนั่นล่ะ เดายากและคาดไม่ถึง เราเลยชอบสีอะไรแบบนี้ บางคนมาบ้านเราอาจจะไม่ชอบสีในแบบเราเลยก็ได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนจะมีสีในแบบของตัวเอง สำหรับเราเวลาผนังบ้านสีเทามันมาเจอกับพร็อปกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่เป็นสีๆ เราว่ามันทำให้ภาพรวมบรรยากาศในบ้านที่รู้สึกอุ่นดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยเส้นสาย

จากเรื่องสีแล้วก็เป็นเรื่องของเส้นสาย เส้นสายในที่นี้หมายถึงพวกโมบายและเครื่องแขวนต่างๆ ในบ้าน เราชอบอะไรที่มันดูระโยงระยาง ถ้าไม่มี เราจะรู้สึกว่าอะไรมันขาดหายไป เราชอบบ้านที่ให้ความรู้สึกของคำว่าแน่น คือแต่ละมุมของบ้านจะติดนั่นติดนี่ห้อยนั่นห้อยนี่เอาไว้ นี่มีของอยู่ในห้องเก็บของอยู่อีกเยอะมากที่ยังไม่ได้เอามาติด บางอย่างก็เก็บไว้จนลืมไปแล้ว

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่มองเห็น

ของที่เห็นอยู่ในบ้านหลังนี้ ส่วนใหญ่ได้มาจากความสงสัย คือพอไปเดินเจอ ก็จะสงสัยในที่มาของมัน พอคนขายเล่าให้ฟัง หรือของชิ้นนั้นมันมีประวัติที่มาน่าสนใจ เราก็จะซื้อ แต่ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างนะ บางอย่างที่พอฟังข้อมูลแล้ว มันไม่ได้รีเลตอะไรกับเราเลย เราก็ไม่ซื้อ เราเป็นคนชอบเรื่องวัฒนธรรม ชอบงานฝีมือของคนพื้นถิ่นจากชาติต่างๆ ฉะนั้น ข้าวของที่เราเลือกซื้อโดยส่วนใหญ่จะเป็นพวกงานคราฟต์ ขนกลับไทยยากแค่ไหนก็จะต้องขนกลับมาให้ได้ ซึ่งวิธีการขนของเราคือจะต้องขนยังไงก็ได้โดยไม่ให้เสียค่าน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เรามีเทคนิคของเราเองในการแพ็กในการขน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยถามหา

อย่างแผ่นเหล็กหัวใจ เวลาไปเม็กซิโกเราจะเห็นเขาขายกันเต็มตลาดไปหมด บางคนอาจไม่ได้สงสัยว่ามันคืออะไร แต่เราเองถ้าเกิดความสงสัย เราจะต้องหาคำตอบให้ได้ จนเราไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นเหล็กนี้ว่า การแต่งตัวของคนเม็กซิกันในช่วงยุคหนึ่งจะผสมด้วยศิลปะแนวบาโรกอยู่เยอะ ซึ่งความบาโรกที่ว่านี้หมายรวมถึงพวกแพตเทิร์นรูปหัวใจที่ตกแต่งอยู่บนเสื้อผ้าของคนเม็กซิกันในยุคนั้นด้วย โดยรูปทรงหัวใจถือเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อสารถึงนักบุญต่างๆ จนผ่านมาในยุคหลังๆ รูปทรงหัวใจก็พัฒนามาเป็นแผ่นสังกะสีรูปหัวใจเพื่อเป็นสินค้าจำหน่ายในตลาด 

ทุกวันนี้คนเม็กซิกันเองก็ซื้อแผ่นเหล็กนี่ไปตกแต่งตามบ้านกันนะ หรืออย่างตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ที่เราได้มาจากเม็กซิโกก็มีที่มาที่น่าสนใจ คือในสมัยโบราณจะมีตุ๊กตาที่เรียกว่าลูปิต้า เราจะเห็นตุ๊กตาลูปิต้านี้ได้ตามหน้าห้องพักของผู้หญิงหากิน ซึ่งมันมีความหมายซ่อนอยู่ โดยถ้าห้องไหนมีตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ลูปิต้าวางอยู่หน้าห้อง ก็แปลได้ว่าผู้หญิงหากินห้องนั้นมีนักการเมืองหรือพวกข้าราชการมาจองตัวไว้แล้ว ห้ามใครยุ่งเด็ดขาด พอเรารู้ที่มาของตุ๊กตาแบบนี้แล้ว ก็เลยซื้อกลับมา มันแปลกดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยซื้อหา

รังโกลี (Rangoli) เป็นศิลปะการวาดภาพในแบบของชาวฮินดูด้วยทรายหรือผงสีของอินเดีย โดยเฉพาะวันเทศกาลดิวาลี (Diwali) ซึ่งเปรียบเทียบได้กับวันปีใหม่ของคนที่นั่น ทุกบ้านจะช่วยกันสร้างลวดลายรังโกลีบนพื้นบ้านอย่างสวยงามกันเต็มที่ เพราะคนที่นั่นเขาถือว่าเมื่อเทศกาลนี้มาถึง เราจะต้องทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านให้น่าอยู่ พร้อมสร้างลวดลายที่เต็มไปด้วยสีสันและจุดเทียนสว่างไสว เพื่อที่เทพเจ้าต่างๆ จะได้อยากแวะเวียนเข้ามาให้พรในบ้าน 

หนึ่งในวิธีการสร้างลวดลายของเขาก็คือการเอาแผ่นลวดลายมาขึงบนเฟรมแบบนี้ จากนั้นเอาทรายสีมาร่อนผ่านเฟรมจนเกิดเป็นลวดลายที่พื้น ตอนที่ซื้อแผ่นเฟรมนี้กลับมา เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเอากลับมาร่อนสร้างลายที่พื้นบ้านอะไรหรอก เราแค่เห็นว่ามันสวยดีและราคาถูกมากด้วย ก็เลยซื้อกลับมาสามสิบอัน กะว่าจะเอามาแขวนตกแต่งบ้าน นี่เพิ่งแขวนไปได้สี่ห้าอันเอง จำวันที่ไปยืนซื้อที่ร้านได้ คนขายถามเราว่าซื้อไปทำไมเยอะแยะ จะขนไปขายที่เมืองไทยเหรอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่หีบห่อ

เวลาไปตามบ้านของคนในอินเดีย เราจะเห็นว่าทุกบ้านต้องมีหีบ จะเอาขนาดไหนล่ะมีหมด ตั้งแต่ขนาดมินิสุดๆ ใช้เก็บเหรียญเก็บเงิน ไปจนขนาดใหญ่ที่เขาใช้เก็บเสื้อผ้าแทนตู้เสื้อผ้าเลยก็มี ซึ่งหีบเหล่านี้ ถ้าย้อนไปในสมัยที่มีการแบ่งแยกดินแดนปากีสถานกับอินเดีย พวกศิลปินในสมัยนั้นจะใช้หีบนี่ล่ะเป็นสัญลักษณ์ของสถานการณ์การแบ่งแยกที่เกิดขึ้น 

ซึ่งในยุคนั้นคนอินเดียเองก็ไม่ได้มีเงินขึ้นเครื่องบินหรือมีทางเลือกที่หลากหลายมากนักในการเดินทาง สายการบินก็ไม่ได้มีเยอะแบบทุกวันนี้ การเดินทางที่คนอินเดียใช้เป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันจึงเป็นรูปแบบของการเดินทางด้วยรถไฟ และนั่นเลยทำให้การรถไฟของอินเดียมันยิ่งใหญ่มาก เป็นหัวใจเป็นชีวิตของเขาเลยล่ะ เวลาคนอินเดียจะอพยพขนย้ายข้าวของกันทีกับการเดินทางที่ต้องใช้เวลายาวนานเป็นวันเป็นคืน ถ้าขนของใส่กระเป๋าเสื้อผ้าทั่วไป ข้าวของก็คงพินาศแน่ หีบอะลูมิเนียมก็เลยเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดเพราะมันสมบุกสมบัน จะถูกโยนถูกทับยังไงก็ไม่เป็นไร เราชอบความจุของหีบนี้ ทุกครั้งเวลากลับจากอินเดีย เราเลยต้องซื้อหีบกลับมาด้วย ค่อยๆ สะสมมาทีละใบสองใบ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยห่อหีบ

หีบใบนี้แต่เดิมเป็นสีเงิน พอซื้อมาจากในตลาด เราก็ไปหาช่างที่ดาร์จิลิ่งให้เพนต์ให้ ตอนส่งหีบให้เขาเราก็ไม่ได้บอกตรงๆ นะว่าเราต้องการลายอะไร เราแค่ให้โจทย์เขาว่าเราอยากได้ลายดอกไม้ที่บอกความเป็นดาร์จิลิ่ง จนผ่านไปหนึ่งคืน เขาก็ยกหีบลายดอกไม้ที่เขาเพนต์เสร็จมาให้เรา ทุกวันนี้เวลาเห็นหีบใบนี้ เราก็จะนึกถึงดาร์จิลิ่งอยู่เสมอ เราใช้หีบใบนี้เก็บของจากอินเดียที่เรามีความทรงจำกับมัน ของบางชิ้นก็ดูไร้สาระมากนะ แต่มันมีคุณค่าทางใจกับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มจะฉุกคิด

หลังจากไปเที่ยวเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเม็กซิโกเป็นประเทศที่โฉ่งฉ่างมาก ทั้งสีทั้งเสียงทั้งความอีเหละเขละขละข้างทางของประเทศนี้ที่มันลงตัวสุดๆ ได้อย่างสวยงามแบบไม่น่าเชื่อ แต่จำได้ว่าพอหลังกลับมาจากทริปนั้น ทันทีที่เราเปิดประตูเดินเข้าบ้าน เรายืนมองไปรอบๆ ตัวเอง อยู่ดีๆ เราก็ถามตัวเองขึ้นมาว่า นี่ฉันจะมีข้าวของเยอะแยะไปทำไมเนี่ย ทำไมมันเยอะไปหมดแบบนี้ ทุกวันนี้ทำไมคนเราต้องมีข้าวของเยอะแยะ ทำไมเราต้องอยากได้นั่นอยากได้นี่ เราซื้อมาแล้วและเราก็เก็บมันไว้ในลังในห้องเก็บของ เก็บจนลืม หรือจริงๆ แล้ว การซื้อของเป็นเพียงเพราะเราแค่ต้องการเป็นเจ้าของ แค่นั้นหรือเปล่า พอยืนคิดแบบนั้นแล้ว เราก็พูดกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะซื้อของที่เกินความจำเป็นให้น้อยลง 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยคิดได้

จากนั้นมา เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองนะ เพราะโดยปกติเวลาไปเดินทาง ระหว่างทางเรามักจะได้ของติดมือติดไม้อยู่เสมอ ของบางชิ้นก็ไร้สาระสุดๆ คือไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ จนหลังจากทริปเม็กซิโกรอบนั้น เวลาไปไหนเราก็จะซื้อเฉพาะสิ่งที่อยากเก็บอยากสะสมจริงๆ พูดกับตัวเองเสมอว่าเราไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างในโลก

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่เดินทาง

รูปแบบงานของเรามันคือการเอาตัวเองออกไปเก็บข้อมูลนอกบ้านเพื่อกลับมานั่งเขียนที่บ้าน โดยปกติ เราเลยเป็นคนที่ใช้เวลาอยู่บ้านเยอะ ไม่เบื่อหรอกนะอยู่บ้าน เพราะชีวิตหลักๆ ของเราก็มีอยู่สองอย่างนี่ล่ะ คือถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปเดินทาง เราถือว่าช่วงเวลาเขียนงานอยู่บ้านคือช่วงเวลาหารายได้ของเรา พอหาได้จุดหนึ่งที่เราตั้งไว้แล้ว เราก็เอาเงินไปเดินทางต่อ เป็นวัฏจักรแบบนี้

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เพื่อกลับมาอยู่บ้าน

คนที่ใช้ชีวิตราบเรียบ ไม่ยึดติดไม่กระเสือกกระสนแสวงหาอะไรมากเป็นคนที่โชคดีมากนะ ซึ่งตัวเราเอง คงอีกไกลกว่าจะไปถึงจุดนั้น เพราะทุกวันนี้ถึงเราจะมีความอยากได้นั่นอยากได้นี้ในช่วงระหว่างทางน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราตัดใจได้ทั้งหมด ซึ่งบางทีไอ้ความที่ยังไม่รู้จักพอแบบนี้เนี่ย มันก็ทุกข์เหมือนกันนะ 

หรืออย่างบ้านเราเอง ถามว่าทุกวันนี้ถ้าต้องเคลียร์ของทั้งหมดออกไปให้กลายเป็นบ้านสีขาวเพลนๆ เลย เราอยู่ได้ไหม เราคิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้ เพราะสีสันเหล่านี้มันเติมเต็มชีวิตในแต่ละวันของเรา สำหรับเรา บ้านมันคือที่ที่เราอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกเป็นตัวเองได้มากที่สุดโดยไม่มีใครมาตัดสิน และสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเดินทางไกลรอบโลกแค่ไหนก็ตาม เราก็ต้องกลับมาบ้านอยู่ดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load