วันจันทร์ที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑

ปกติในชีวิตประจำวันฉันไม่ได้จดบันทึก

แค่เขียนสิ่งต่างๆ ในหน้าที่การงานก็แทบไม่เหลือเวลาพักผ่อนแล้ว หรือบางวันมันก็ผ่านไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีอะไรสลักสำคัญให้บันทึกหรอก-ฉันคิดอย่างนั้น

ผู้ใหญ่อย่างฉันมีข้ออ้างเสมอนั่นแหละ โชคดีที่ฉันมีคำเรียกข้ออ้างเหล่านั้นไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดมากนักว่าเหตุผล

แต่วันนี้ เมื่อฉันคุยกับเด็กหญิงคนหนึ่งจบ มันทำให้ฉันอยากกลับบ้านมาคว้าปากกาจดบันทึกความประทับใจลงในสมุด

เด็กหญิงคนนี้ชื่อ เรไร สุวีรานนท์ หรือชื่อเล่นว่า ‘ต้นหลิว’

ฉันรู้จักเรไรครั้งแรกผ่านเพจในเฟซบุ๊กของเธอที่ชื่อ ‘เรไรรายวัน’ เพจของเธอนำเสนอบันทึกประจำวันด้วยลายมือ โดยเธอบันทึกทุกวันติดต่อกันมาแล้วกว่า ๓ ปี

บันทึกของเรไรไม่ใช่บันทึกที่บอกว่าเด็กหญิงคนหนึ่งตื่นกี่โมง หรือทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่เธอจะเลือกสิ่งที่ประทับใจหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาเขียนเล่า โดยใส่ความคิดความรู้สึกลงไป ซึ่งความคิดและความรู้สึกของเรไรนั่นเองคือสิ่งที่น่าหลงใหล และทำให้ใครหลายคนหลงรัก

สิ่งที่เธอบันทึกบางวันทำเอาผู้ใหญ่อย่างฉันอดทึ่งไม่ได้ว่า เด็กอายุ ๙ ขวบคิดและเขียนได้คมคายเพียงนี้เลยหรือ ความคิดของเรไรคล้ายถอดสิ่งปรุงแต่งของผู้ใหญ่จนทำให้เหลือเพียงสัจธรรมอันแสนเรียบง่ายที่ฉันหลงลืมไปเมื่อใช้ชีวิตมาบนโลกนานกว่า ๓๑ ปี

บางค่ำคืนฉันนั่งยิ้มได้นานๆ เมื่ออ่านบันทึกของเธอจบลง

ฉันไม่แน่ใจว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งงดงามมากน้อยแค่ไหน แต่ฉันแน่ใจว่าตัวอักษรของเรไรคือหนึ่งในสิ่งงดงามนั้น

วันนี้ฉันตื่นเต้นไม่น้อยที่เราจะได้พบกัน สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตได้จากการสนทนาคือเรไรมักพูดถึงคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ตา ยาย หรือน้องชายฝาแฝด และจากการนั่งคุยกันทำให้ฉันพบว่า มันคล้ายการอ่านบันทึกของเธออยู่อย่างหนึ่ง คือมันทำให้ฉันยิ้มไม่หุบ แม้เราร่ำลากันไปแล้ว

ต้นส้มแสนรัก คือวรรณกรรมเยาวชนที่ฉันรัก ส่วนเรไรชื่อเล่นว่าต้นหลิวและเปี่ยมไปด้วยความรัก ฉันจึงอยากตั้งชื่อบันทึกในวันนี้ล้อกับวรรณกรรมเยาวชนเล่มนั้นว่า ‘ต้นหลิวแสนรัก’

ได้แต่หวังว่าเมื่อทุกคนอ่านบันทึกการพูดคุยนี้จบลงจะรู้สึกเหมือนกันว่า ความเป็นเด็กคือหนึ่งในสิ่งงดงามของโลกที่เราอยู่อาศัย และฉันหวังว่ามันจะยังพอหลงเหลืออยู่บ้างในตัวของเราทุกคน

ปกติเรไรชอบวันเด็กไหม รอวันเด็กหรือเปล่า

ระหว่างแต่ละปีมันจะมีเรื่องสนุกๆ ก็เลยไม่ค่อยได้รออะไรวันเด็กเยอะ แต่ถ้าใกล้ๆ ก็จะรอค่ะ

เรไรรู้ไหมว่าทำไมต้องมีวันเด็ก

เมื่อกี้ตอนนั่งอยู่บนรถหนูก็ถามแม่ว่าวันเด็กมันเกิดมาจากอะไร แม่ก็บอกว่าเขาอาจจะอยากให้ความสำคัญกับเด็ก อย่างเช่นมีวันแม่ มีวันพ่อ อะไรอย่างนี้ แม่บอกแบบนั้น

แล้วเรไรรู้สึกว่าวันเด็กพิเศษมั้ย

มันอาจจะเป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่ใจดีกับลูก ไม่ดุลูก

ซึ่งเรไรอยากให้เป็นอย่างนั้นทุกวันมั้ย

ไม่ค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกวันก็จะไม่ใช่วันพิเศษสำหรับเด็ก

เรไรเคยอยากเป็นผู้ใหญ่มั้ย

ไม่อยาก ไม่อยากทำงาน (ยิ้ม)

แล้วทุกวันนี้ที่เรไรบันทึกไม่รู้สึกเหมือนทำงานเหรอ

ไม่รู้สึก ไม่ใช่งาน มันไม่เหมือนงานเลย

แต่ต้องทำทุกวันเลยนะ

มันก็เหมือนไปเรียนหนังสือทุกวัน ทำทุกวัน เขียนทุกวัน

แล้วเป็นเด็กดียังไง

(นิ่งคิดนาน) อ๋อ เข้าสวนสนุกได้ เพราะผู้ใหญ่เข้าไปเล่นไม่ได้ ถ้าอันไหนที่เป็นเครื่องเล่นของเด็ก

มีอะไรที่อยากทำแต่ทำไม่ได้เพราะเป็นเด็กมั้ย

ขับรถ หนูอยากขับรถ

ทำไมถึงอยากขับรถ

คือน้องแฝดของหนูเป็นคนที่ชอบเล่นรถมาก แล้วพอเจอน้องทีไรหนูต้องเล่นรถกับน้อง กลายเป็นว่าหนูชอบรถไปด้วย อยากขับรถ จะได้ไปเที่ยวกับน้อง

เห็นเรไรเคยบอกว่าชอบไปเที่ยว ทำไมชอบไปเที่ยว

เวลาหนูไปเที่ยวหนูจะได้เอาประสบการณ์ที่หนูเคยไปเที่ยวมาเขียนบันทึกด้วย เก็บไว้เป็นความทรงจำ

ทำไมเราต้องบันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำด้วย

เพราะว่าหนูไม่อยากเป็นคนที่ขี้ลืม เพราะอย่างปู่ทวดหนูเขาเป็นอัลไซเมอร์ หนีออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่เจอ บ้านอยู่อ่างทองแล้วก็หลงไปที่อื่น กลับบ้านไม่ได้

แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งหนูขำมากเลยค่ะ หนูเคยถามตาทวดว่า ตาทวดรู้เปล่าว่าคุณตาคือใคร คือความจริงคุณตาเป็นลูกของตาทวด แล้วตาทวดก็บอกว่า ใครอะ คือถามว่าคุณตาคือใคร หนูก็เลยสงสัยว่าทำไมจำลูกตัวเองไม่ได้

เรไรก็เลยอยากบันทึกไว้กันลืม

ใช่ค่ะ เพราะว่าไม่อยากขี้ลืม เพราะอย่างครั้งที่แล้วหนูไประยอง แล้วคุณแม่ให้หนูไปหยิบหมวก บอกว่าลืมหมวกไว้ตรงที่นั่ง แล้วไม่ได้ลืมหมวกอย่างเดียวนะคะ ลืมกระเป๋า ลืมถุง ลืมหมวก หนูต้องถือของสองสามอย่างไปหาแม่ หนักมากเลย

เรไรว่าการลืมน่ากลัวยังไง ลืมไปก็ไม่เห็นเป็นไร

บางทีอาจจะลืมครอบครัวตัวเอง ก็เลยเขียนเก็บไว้

มีคนชอบบอกว่าไปเที่ยวตอนเด็กๆ โตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม แล้วเรไรคิดว่าเราจะไปเที่ยวทำไมในเมื่อโตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม

หนูคิดว่าถ้าหนูลืมบางเรื่องก็อาจเป็นเพราะว่า ถ้าเราไปดูรูปถ่ายอย่างเดียวมันก็จำไม่ได้ไงคะ อาจจะไม่รู้ด้วยว่าตอนนั้นเกิดอะไรบ้าง หนูก็เลยคิดว่าเขียนบันทึกเก็บไว้ดีกว่า เพราะว่าจะได้อ่านเป็นคำพูดด้วย

ในชีวิตที่ผ่านมา มีเรื่องไหนที่เรไรดีใจที่สุด

มีเพื่อนเล่น (เสียงร่าเริง)

ทำไมง่ายจัง

มีน้องแฝดไง (ยิ้ม)

การมีน้องน่าดีใจยังไง

ก็มีเพื่อนเล่น

ก่อนหน้านี้เหงาเหรอ

ไม่มีเพื่อนเล่น เวลาเล่นของเล่นก็เหงา เพราะว่าตอนนั้นชวนคุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าขอหลับก่อน ถ้าเล่นก็ลงไปเล่นคนเดียว

ตอนนี้มีอะไรที่เรไรอยากได้มากๆ มั้ย

(คิดนาน)

หรือถ้าสมมติให้เรไรขอพรอะไรก็ได้ข้อเดียว เรไรจะขออะไร

(ตอบทันที) ขอให้คุณยายกับคุณแม่หายปวดขา ปวดหลัง เพราะว่าคุณยายปวดหลังมาก ก่อนหนูคลอดคุณยายผ่าไหล่ แล้วพอโตมาก่อนมีน้องแฝดคุณยายผ่าเข่า แล้วพอน้องแฝดเกิดมาปุ๊บคุณยายก็ผ่าส้นเท้า เหมือนกับว่ากระดูกที่ส้นเท้ามันงอกออกมาก็ต้องผ่าทิ้ง แล้วตอนนี้คุณยายก็เหมือนแพ้ยาอะค่ะ หน้าถลอกเต็มเลย เป็นแผลบวม คือตอนแรกก็ไม่รู้ค่ะว่าเป็นอะไร ตอนแรกใต้ตาสองข้างบวมเลย เป็นสีม่วง แล้วพอผ่านไปหลายๆ อาทิตย์ก็เริ่มลอกออกมา แล้วพอไปหาหมอ หมอก็บอกว่าแพ้ยา หลังจากนั้นก็เป็นเต็มหลัง ขาก็มี มีทั้งตัวเลย แล้วหนูก็ร้องไห้ ถามว่าคุณยายจะตายมั้ย

ทำไมร้องไห้

เพราะว่าอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็กเลย รักคุณยายมากเลย มีอยู่ช่วงหนึ่งค่ะที่หนูไปใต้กับคุณยาย ตอนนั้นยังเป็นเบบี๋อยู่เลย คุณยายพาไปใต้ แล้วตอนนั้นหนูผื่นขึ้นเต็มหน้า แพ้อะไรก็ไม่รู้ คุณยายก็จะต้องรีบอุ้มหนูขึ้นเครื่องบินกลับบ้านเลย

เรไรขอพรได้แค่ข้อเดียว ทำไมขอให้คนอื่น ไม่ขอให้ตัวเอง

เพราะอยากให้คุณยายกับคุณแม่อยู่กับหนูไปนานๆ

สิ่งสำคัญในชีวิตของเรไรคืออะไร

ครอบครัว พ่อ แม่ คุณตา คุณยาย น้องแฝด

ไม่ใช่ของเล่นเหรอ

มันก็แค่ของเล่น บางทีครอบครัวก็เป็นของเล่น อย่างเช่นบางทีหนูจะชอบเล่นกับน้องแฝดแบบน้องเป็นลูกแมว แล้วหนูเป็นคนเลี้ยงน้อง แล้วบางทีคุณพ่อก็เคยให้หนูขี่หลังเป็นช้างเลย

คือครอบครัวเป็นของเล่นให้เราได้ แต่ของเล่นเป็นครอบครัวให้เราไม่ได้

ไม่ได้ เพราะว่าของเล่นมันไม่มีชีวิต

เรไรดูรักน้อง รักพ่อ รักแม่ รักตา รักยาย แล้วเรไรรู้มั้ยว่าความรักคืออะไร

ความรักคือเราทำสิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักแล้วก็อยากดูแลเขามากที่สุด

เรไรเคยบันทึกว่า แม่มักจะทำเรื่องร้ายให้เป็นเรื่องดีได้เสมอ ทำไมคิดอย่างนั้น

เพราะว่าเวลาน้องแกล้งหนูแล้วหนูร้องไห้ เจ็บ คุณแม่ก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไร เราเล่นอย่างอื่นกันดีกว่ามั้ย’ ทำให้หนูมีความสุขได้

ถ้ามีไทม์แมชชีนแบบโดราเอมอน เรไรอยากนั่งไปอดีตหรือไปอนาคต อยากถอยหลังหรือไปข้างหน้า

ถอยหลัง (ตอบทันที)

ทำไม

ขอน้องผู้หญิง (ยิ้ม) ย้อนเวลากลับไปขอน้องผู้หญิง คนเดียวก็ยังดี พอมีน้องแฝดเป็นผู้ชายก็ต้องซื้ออะไรใหม่ๆ เยอะเลย เสื้อผ้าก็ต้องซื้อใหม่ แต่ถ้าเป็นน้องผู้หญิงก็ใส่เสื้อผ้าของหนูได้หมดเลย

เคยคิดไหมว่าอีก 10 ปีข้างหน้าตัวเองจะเป็นยังไง

กี่ขวบแล้วนะคะ

สิบเก้า

นึกไม่ออกเลย

แล้วมีความฝันมั้ยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร

ส่วนใหญ่แล้วคนจะคิดว่าหนูอยากเป็นนักเขียน ไม่อยากเป็นสักกะนิดเลย

แต่เรไรออกหนังสือมา 2 เล่มแล้วนะ

ไม่เลย ไม่อยากเป็นเลย หนูเป็นคนที่ไม่ชอบการเขียนอยู่แล้ว แต่หนูเขียนไว้เพื่อเก็บไว้อ่านตอนโต เพราะว่าหนูเป็นคนที่ชอบถามคุณยายคุณตามากเลยว่าตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง หนูเป็นคนที่อยากรู้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองเป็นยังไง

ทำไมอยากรู้เรื่องในอดีต รู้ไปแล้วได้อะไร

ชอบฟัง เพราะว่าบางทีก็เป็นเรื่องตลก

เช่นอะไร

คุณยายเคยเล่าให้หนูฟัง คือตอนนั้นที่หนูคลอดออกมาแล้วหนูลืมตาข้างเดียว หนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไม (หัวเราะ)

ไม่ชอบเขียน ทำไมเขียนมาได้ทุกวัน

เพราะว่าหนูเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะไม่เลิก จะทำต่อๆ ไป ถ้าทำไม่ได้ก็จะพยายาม เหมือนกับเวลาว่ายน้ำ คือตอนแรกหนูก็ว่ายไม่เก่ง แล้วพอตอนหลังๆ ก็ว่ายเก่งขึ้น

ถ้าไม่อยากเป็นนักเขียนอยากเป็นอะไร

หนูอยากเป็นหลายอย่าง (ยิ้ม) แต่ถ้าที่ชอบ ตอนนี้อยากเป็นหมอ

ทำไมอยากเป็นหมอ

ได้รักษาคนไข้ พอโตไปคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายก็อาจจะรักษาให้

ทุกวันนี้เรไรได้กลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ มั้ย

อ่านเฉพาะบางวันค่ะ คือวันที่หนูว่างๆ เลยอะค่ะ แต่ถ้าถามว่าทุกวันหนูกลับมาอ่านบันทึกของตัวเองมั้ย หนูก็ไม่ค่อยค่ะ พอเขียนเสร็จแล้ว อ่านทวนปุ๊บ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก แล้วก็ไปเล่นเลย ไม่ยุ่งกับบันทึกอะไรหลังจากนั้น

เรไรเขียนว่าจะเขียนเรื่องประทับใจในแต่ละวัน มีวันไหนที่ไม่มีเรื่องประทับใจมั้ย

มีนะคะ บางวันที่หนูอยู่บ้านอย่างเดียว

แล้วทำยังไง

ความจริงบางวันก็มีหลายๆ เรื่องที่อยากเขียนใช่มั้ยคะ ก็ถ้าเป็นวันนั้น หนูก็จะเอาเรื่องเก่าๆ ที่ยังไม่ได้เขียนมาเขียนเก็บไว้ เรื่องประทับใจที่ยังไม่ได้เขียน หรือไม่ก็จะไปเขียนว่าเวลาที่อยู่ในบ้านกับน้องแล้วก็เล่นกับน้อง น้องเป็นยังไงบ้างตอนนี้

ไม่มีวันไหนเลยเหรอที่ไม่มีอะไรจะเขียนแล้ว

คือคุณแม่เคยบอกหนูว่าทุกเรื่องเขียนได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ แล้วก็บอกว่าบันทึกที่หนูเขียนมันไม่ใช่บันทึกกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่ตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า กินข้าว แต่งตัว ไปโรงเรียน ถ้าเขียนอย่างนั้นทุกวันบางวันมันก็อาจจะซ้ำ มันก็จะน่าเบื่อ คุณแม่ก็เคยเป็น คือแต่ก่อนคุณแม่ก็เขียนบันทึกค่ะ แต่เป็นกิจวัตรประจำวันก็เลยเบื่อ ก็เลิกไปเลย

แม่เคยเบื่อ แล้วเรไรเคยเบื่อมั้ย

ไม่เคย เพราะว่าพยายาม บางทีถ้าง่วงๆ ก็จะลุกขึ้นไปกินยาอมที่มันซ่าๆ ก็จะตื่นตัว แล้วก็ไปล้างหน้า

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องที่มีความสุขแล้วก็ประทับใจ ทำไมไม่บันทึกเรื่องที่เศร้า เรื่องที่เสียใจ ด้วย

เคยเขียน แต่ไม่ได้เขียนทุกเรื่อง เพราะว่าถ้าเราโตไปเราไปอ่านมันก็จะน่าเบื่อ เพราะว่ามีแต่เรื่องเศร้าๆ ให้อ่าน

เรื่องเศร้าไม่ดีเหรอ วันหนึ่งมันอาจจะทำให้เราคิดถึงก็ได้

ถ้าวันหน้าเรามีความสุขแล้วเราต้องอ่านบันทึกเรื่องเศร้าๆ ก็อาจจะทำให้ไม่ค่อยมีความสุขเลยก็ได้ แล้วถ้าเขียนเรื่องความเศร้า คนอื่นก็จะเศร้าไปด้วยเวลาอ่าน

เรไรกลัวอะไรที่สุดในชีวิต

หนูกลัวงูมากที่สุด แต่ว่าสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่หนูกลัวมากแล้วก็แพ้ด้วย ถ้าเจอมันหนูจะคันไปทั้งตัวคือแมลงสาบ หนูแพ้แมลงสาบ คันแบบแดงทั้งแขนเลยอะค่ะ หรือถ้าแมลงน่ากลัวหนูก็กลัวหมดเลย

กลัวอะไรอย่างอื่นอีกมั้ย

กลัวแค่พวกสัตว์อะไรอย่างนี้ ไม่ได้กลัวคนอะไรเลย ไม่ได้กลัวแม่ แต่กลัวครู ครูดุ

มีอะไรที่ทำให้เรไรร้องไห้บ่อยๆ บ้างมั้ย

น้องแกล้ง ตอนนั้นยังเป็นเด็ก น้องเอาฟันมากัดหน้าอก เจ็บมาก ก็ร้องไห้เลย

โกรธน้องไหม

โกรธนิดหนึ่ง แล้วก็หาย

ตั้งแต่เกิดมาเหตุการณ์ที่ทำให้เรไรเสียใจที่สุดคือเหตุการณ์ไหน

พี่หวานตาย พี่หวานคือหมาที่บ้าน วันนั้นกลับมาจากโรงเรียนตอนประมาณวันอังคาร กลับมาสักพักหนึ่งนะคะ เข้าบ้านขึ้นไปหาแม่ แล้วแม่ลงมา พี่หวานก็ตาย

ร้องไห้มั้ย

ร้องไห้เลยค่ะ ร้องไห้ทั้งบ้านยกเว้นน้องแฝด เพราะน้องแฝดไม่รู้เรื่อง ร้องไห้อะไรกัน

หนูก็ไม่รู้ว่าทำไม ก่อนวันนั้นตอนกลางคืน หนูก็ถามแม่เรื่องพี่หวานเยอะเลย ถามแม่ว่าพี่หวานจะตายมั้ย วันรุ่งขึ้นมาพี่หวานก็ตายเลย เหมือนที่หนูคิดเลย

ได้บอกอะไรกับพี่หวานมั้ย

ก็ไม่ได้บอกอะไร ร้องไห้อย่างเดียว แม่เคยบอกหนูว่า แม่พูดกับพี่หวานวันหนึ่งก่อนที่พี่หวานจะตาย แม่บอกว่า เดี๋ยวแม่ก็จะตามพี่หวานขึ้นไปข้างบนสวรรค์

เรไรเข้าใจสิ่งที่แม่บอกพี่หวานมั้ย

พอแม่ตายแม่จะไปอยู่กับพี่หวาน

ตอนนั้นร้องไห้นานแค่ไหน

ก็ร้องแค่วันเดียว พอพี่หวานตายแล้วก็ร้องไห้ (ลากเสียง) แล้วพอจะฝังศพพี่หวานหนูก็หายเลย

คือไม่ได้เอาพี่หวานไปเผาเลยนะคะ ฝังไว้หลังบ้านตรงในสวนน่ะค่ะ มันจะเป็นกระเบื้อง ก็ต้องเอากระเบื้องออก แล้วก็ขุดออกมาแล้วก็ลากพี่หวานวางลงไป แล้วก็ปิด เอากระถางดอกไม้วาง ตอนนี้คือกระถางดอกไม้ปิดหมดเลย

ทำไมร้องไห้แค่วันเดียว ไม่เสียใจแล้วเหรอ

คุณพ่อปลอบ บอกว่าไม่เป็นไร

สมมติซื้อหมาตัวใหม่มาให้เรไรแทนพี่หวานเอามั้ย

(ส่ายหน้า)

ทำไม ก็หมาเหมือนกัน

ก็ไม่ใช่พี่หวาน มันแทนกันไม่ได้

เหตุการณ์นั้นสอนอะไรบ้าง

คือคุณลุงก็เคยบอกหนูว่าหมาไม่ควรกินอาหารคน แต่ที่บ้านก็กินแล้วเผื่อเก็บไว้ให้พี่หวานกินทุกอย่างเลย

ทุกวันนี้คิดถึงพี่หวานมั้ย

คิดถึง

เวลาคิดถึงทำยังไง

ก็จะเดินไปหลังบ้าน เดินไปตรงที่ขุดไว้ มีอยู่วันหนึ่งที่แม่เดินไปในครัว มันจะมีหน้าต่าง แล้วก็พูดว่า พี่หวานเป็นยังไงบ้าง

แล้ววันที่พี่หวานตาย เรไรเขียนบันทึกมั้ย

เขียนค่ะ เคยเขียน วันนั้นไปโรงเรียนคุณครูก็บอกว่าเสียใจด้วย ครูก็อ่าน

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องประทับใจ ไม่บันทึกเรื่องเศร้า แล้วทำไมถึงบันทึกเรื่องนี้

มันเป็นเรื่องเศร้าที่หนูอยากเก็บไว้จริงๆ (ยิ้ม)

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load