นี่เป็นการสัมภาษณ์ที่เรารู้สึกเกรงใจมากที่สุดครั้งหนึ่ง

บุคคลที่ปลายสายมีหน้าที่สำคัญมากมาย จนไม่แน่ใจว่าการโทรศัพท์ไปหาในเวลานี้เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่

ถึงอย่างนั้น เสียงทุ้มเข้มและจริงใจก็ตอบอย่างหนักแน่นว่ายินดีให้สัมภาษณ์

ซองดูฮี หรือ ศุกล เครือเสน คือ YouTuber สายฮาที่ The Cloud เชื่อว่าแทบไม่มีพี่น้องภาคอีสานคนไหนไม่รู้จัก

YouTuber ที่ประสบความสำเร็จส่วนมากมักทำเนื้อหาเฉพาะทาง แต่ ซองดูฮี CHANNEL กลับเลือกสิ่งที่แตกต่างอย่างการทำเนื้อหาไม่จำกัดแนว ทั้งเล่นมุก รีวิว เล่าประสบการณ์ หนังสั้น หรือกระทั่งร้องเพลง

ความตลกเฮฮาที่เริ่มต้นด้วยความเป็นกันเอง ก่อนบรรเลงด้วยภาษาอีสานชุดใหญ่กลายเป็นเสน่ห์ที่ผู้ชมหลงรัก จนทำให้หนุ่มศรีสะเกษคนนี้มีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางทะลุ 5 ล้าน

แต่แล้วเสียงหัวเราะเริงร่ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงก่นด่าเต็มโลกโซเชียล ในวันที่ซองดูฮีกลายเป็นผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา บ้างตำหนิว่าไม่ระมัดระวัง บางคนกล่าวหาว่าเขาเป็นพาหะนำโรค

ตลอดระยะเวลาที่ต้องกักตัวในโรงพยาบาล หนุ่มมาดกวนผลิตผลงานให้ความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จนผู้ชมกลุ่มใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอย่างถูกต้อง

ล่าสุด ในวันที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุหมื่นรายต่อวัน เตียงในกรุงเทพฯ ไม่เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยรายใหม่ ซองดูฮีริเริ่มภารกิจครั้งใหญ่ เหมารถเดินทางไกลไปรับผู้ป่วยโควิด-19 กลับมารักษายังภูมิลำเนาบ้านเกิดในภาคอีสาน

ใบหน้าที่มาพร้อมรอยยิ้มติดตลกกลายเป็นท่าทีจริงจังเมื่อต้องสั่งการภารกิจช่วยเหลือ

นอกจากบทบาท YouTuber วันนี้ซองดูฮีคือหนุ่มวัย 25 ที่อาสาทำสิ่งที่ใหญ่เกินตัว หากแต่ไม่ใหญ่เกินหัวใจของผู้ที่ในวัยเด็กเคยได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องบ้านเกิดเช่นเดียวกัน

และต่อจากนี้คือเรื่องราวของ YouTuber ที่ไม่ธรรมดา การอาสาพาผู้ป่วยกลับบ้าน ประสบการณ์ในวันที่ติดโควิด และการคืนชีวิตสู่ผืนแคว้นแดนอีสาน 

ตอนไม่ดังเป็นอย่างไร ดังแล้วต้องเป็นแบบเดิม

ชีวิตวัยรุ่นของคุณผ่านอะไรมาเยอะมาก 

ใช่ ผมขอเล่าชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเลยแล้วกัน อย่างหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ ตอนนี้ผมอายุแค่ยี่สิบห้าปีเองนะ ไม่ได้มากมายอะไร ผมเกิดมาในครอบครัวที่พูดได้ว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้าน ในเขตนี้ของศรีสะเกษ ที่โชคร้ายยิ่งกว่าคือ พ่อกับแม่ผมเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งคู่ ยังดีหน่อยว่ามีลูกที่สมประกอบ

ตอนอายุสิบสองผมตัดสินใจบวชเรียนที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา บวชเรียนจนจบเปรียญธรรมสามประโยค จบมัธยมศึกษาปีที่สาม แล้วก็ข้ามไปเรียนปริญญาตรีที่ มจร. (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

หลังจากนั้นผมสอบติดนักเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือ ก็เลยสิกขาลาเพศไปเป็นทหาร ตอนนั้นขับแท็กซี่ด้วย ก็คือตอนเช้าไปเรียน กลางคืนไปขับรถ ต้องแอบขับเพราะอายุไม่ถึงสิบแปด ยังไม่มีใบขับขี่ประเภทสอง

ผมเรียนไม่จบนะ เป็นนักเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือได้ปีเดียวก็รู้สึกอยากเปลี่ยนตัวเองใหม่ คราวนี้ผมไปไกลเลย ไปถึงเกาหลี เป็นผีน้อยโดดทัวร์อยู่ที่นั่น ไม่มีวีซ่า ทำงานได้ปีสองปีก็ถูกจับส่งตัวกลับมาไทย 

พอกลับมาก็ถามตัวเองว่า กูจะทำงานอะไรให้ได้เงินเยอะๆ เท่าที่ได้ตอนอยู่เกาหลีดี ตอบตัวเองว่า เอ้อ นี่ไง เราชอบขับรถ ไปขับรถก่อนเลยครับ ทีแรกก็ขับแท็กซี่ สักพักไปขับรถฉุกเฉินของโรงพยาบาล จากนั้นก็ขับรถให้ผู้บริหาร เป็นงานสุดท้ายก่อนจะผันตัวมาเป็น YouTuber

จากที่ขับรถให้ผู้บริหาร คุณผันตัวเองมาเป็น YouTuber ได้ยังไง

(หัวเราะ) ตอนผมขับรถให้ผู้บริหารยังไม่มี YouTuber มากนัก สิ่งที่กำลังมาแรงในตอนนั้นคือเฟซบุ๊ก ผมดังจากเฟซบุ๊กก่อน ตอนนั้นมีข่าวเจ้าของสวนทุเรียนประกาศรับสมัครลูกเขย เป็นกระแสดังมาก ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำคลิปสมัครเป็นลูกเขยลงเฟซบุ๊ก ก็ทำเล่นๆ ตลก เฮฮา แต่คนกดถูกใจเป็นแสน ก็เริ่มดังตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คิดว่า เออ เราก็เอาดีทางนี้ได้นะ

ชื่อ ‘ซองดูฮี’ นี่ใครตั้งให้

ชื่อนี้มาจากเกาหลีนะครับ ชื่อเล่นผมคือ ‘ปั่น’ แต่ตอนไปเกาหลี เขาไม่เรียกปั่น แต่ดันเรียกว่า ‘ปั๊ก’ ปั๊กมันชื่อหมานะเว่ย (หัวเราะ) 

เถ้าแก่ก็เลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ‘ซองดูงี’ ผมชอบนะ แต่รู้สึกว่าถ้าเปลี่ยนนิดหนึ่งเป็น ‘ซองดูฮี’ ก็เท่ดีเหมือนกัน เลยตัดสินใจใช้ชื่อซองดูฮีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งมีชื่อเสียงก็ยังใช้ชื่อนี้อยู่ เอาจริงๆ ถ้าใช้ชื่อปั่น ป่านนี้ไม่รู้จะมีคนจำได้รึเปล่า

เนื้อหาที่คุณทำใน YouTube มีความหลากหลาย ทั้งร้องเพลง รีวิวสิ่งของ ไปจนถึงเล่าประสบการณ์ชีวิต จริงๆ แล้ว คุณอยากเล่าอะไรผ่านเนื้อหาเหล่านี้

การทำเนื้อหาที่หลากหลายเป็นจุดด้อยของผมนะ พูดง่ายๆ ผมไม่เอาดีสักอย่าง เหมือนยังหาตัวตนไม่เจอ แต่ผมว่าบางทีชีวิตก็ไม่ต้องจมอยู่กับสิ่งเดียวหรอก เราลองหาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาบ้างก็สนุกดี สิ่งที่ถ่ายทอดออกไปในทุกคลิป ผมอยากให้คนดูเห็นว่าชีวิตผมไม่ได้มีแค่มุมเดียว แต่มีหลายมุมที่เราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ก็มีทั้งมุมตลก เฮฮา เศร้า ปะปนกันไป แต่จุดประสงค์จริงๆ อยากให้ผู้ชมของซองดูฮีทุกคนได้คลายเครียด ได้ยิ้มและหัวเราะ

เคล็ดลับในการทำคลิปภาษาอีสานให้ดังได้ขนาดนี้คืออะไร

ก็น่าจะเป็นคำภาษาอีสานนี่แหละ บางคำเขาอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน บางคำอาจจะรู้จัก แต่ไม่ได้ฟังมานานแล้ว ผมว่าภาษาอีสานมีความเป็นกันเองมากๆ มีเสน่ห์มาก

อีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้เรียกเคล็ดลับได้มั้ย แต่ผมมักจะพูดในคลิปเสมอว่า ทุกวันนี้ผมได้ดีเพราะความกตัญญู คนที่เสพชีวิตผมก็รู้ว่าผมเกิดมาในครอบครัวแบบไหน ต่อสู้ชีวิตมาอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคลิปแบบไหน คนดูก็ติดตามและสนับสนุนผมมาตลอด นั่นแปลว่าแฟนๆ ของซองดูฮีติดตามที่ชีวิต ที่ตัวตนของผม ไม่ใช่ประเภทของเนื้อหา

คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองดัง

ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ตัวด้วยนะครับ (หัวเราะ) จริงเหรอ ดังเหรอ ผมยังไม่ได้สำคัญตัวหรือรู้ว่าตัวเองดังนะครับ คนที่ไม่รู้จักผมก็มีตั้งเยอะ

งั้นถามใหม่ คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองเริ่มมีชื่อเสียง และชื่อเสียงเปลี่ยนชีวิตคุณยังไงบ้าง

ก็ปีกว่าๆ สองปีนี่แหละ มีช่วงที่แปลกใจว่าทำไมคนรู้จักเราเยอะขึ้น ปกติไปไหนก็จะมีแค่เพื่อนทัก แต่ตอนนี้ไปไหนใครๆ ก็ทักเรา

ยอมรับว่าชื่อเสียงเปลี่ยนชีวิตเราหลายอย่าง จากคนธรรมดาก็มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชีวิตได้มากขึ้น แต่ข้อเสียก็มีหลายอย่างเช่นกัน ทำอะไรโจ่งแจ้งไม่ได้ ห้ามเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และต้องเตือนตัวเองเสมอว่า เราดังได้ก็ดับได้เหมือนกัน สำคัญที่สุดคือตอนไม่ดัง ทำตัวยังไง ตอนที่ดังแล้ว เราต้องทำตัวให้เหมือนเดิม

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

วันนั้นผมดีใจที่มีคนช่วย วันนี้คนที่ผมช่วยก็คงดีใจ

อาสาสมัครช่วงโควิด-19 ส่วนมากจะบริจาคเงิน ถังออกซิเจน หรืออาหาร ทำไม YouTuber อย่างคุณจึงเลือกรับผู้ป่วยไปรักษายังภูมิลำเนา

เบื้องต้นเคยบริจาคเงินแล้วครับ ถังออกซิเจนกับสิ่งของก็เคยบริจาค แต่ผมมองว่ายังไปไม่ถึงมือคนที่เดือดร้อนหรือประสบกับโรคภัยไข้เจ็บจริงๆ ก็เลยตัดสินใจเอาเงินตรงนี้มาทำเองดีกว่า

พี่น้องภาคอีสานหลายคนทำงานในกรุงเทพฯ พอโควิดระบาดก็เดือดร้อนกันเยอะมาก ยิ่งสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย ติดโรค ตกงาน ไม่มีเงิน ที่สำคัญคือไม่มีเตียงรักษา สิ่งที่เราทำคือการอาสาลำเลียงผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 กลับมารักษายังภูมิลำเนาตามที่อยู่ในบัตรประชาชน พวกเขามีสิทธิ์รักษาที่นี่ มีเตียงและหมอรอให้การรักษาอยู่

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

รับผู้ป่วยจากกรุงเทพฯ กลับมาภาคอีสานดูไม่ใช่งานง่ายๆ เลย คุณเริ่มต้นยังไง

เริ่มแรกผมสละรถตู้ศิลปินประจำตัวสองคันมาทำเป็นรถพยาบาล ขออนุญาตจากสภาการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้รถคันนี้ได้ใช้เป็นรถฉุกเฉินพิเศษตอบโต้โควิด-19 เฉพาะค่าทำรถก็แสนกว่าบาทแล้ว ผมก็เอาเงินจากยอดวิวกับโฆษณาใน YouTube และเพจเฟซบุ๊กมาเป็นค่าน้ำมันรถในการลำเลียงผู้ป่วย มีพรรคพวกที่เป็นศิลปิน เน็ตไอดอล ช่วยสนับสนุนบ้าง คนละเล็กละน้อย

หลังจากรับส่งได้สามสี่รอบ ยอดผู้ติดเชื้อก็สูงขึ้น คนรอความช่วยเหลือเยอะมาก ผมเลยตัดสินใจประกาศหารถทัวร์ทางเพจ ก็ได้รถทัวร์จากพี่จิตอาสาท่านหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ เขาขอแค่ค่าน้ำมันรถกับค่าสึกหรอนิดหน่อย พอได้รถมาแล้วเราก็รับเต็มพิกัดเลย วิ่งรถทัวร์รับส่ง ไปกลับกรุงเทพฯ พักหนึ่งวัน ถึงวันนี้ก็ทำมาเดือนหนึ่งแล้ว ค่าใช้จ่ายแต่ละรอบตกอยู่ที่ห้าหมื่นกว่าบาท

รอบละห้าหมื่นแบบนี้ ทุนไม่หมดเหรอ หรือคุณเปิดรับบริจาคด้วย

เรายืนยันกับตัวเองเสมอมาว่าจะไม่ประกาศรับบริจาค เรามาทำตรงนี้ด้วยความจริงใจและอยากช่วยเหลือคนที่ลำบากจริงๆ เมื่อทำแล้วก็ไม่อยากโดนกล่าวหาว่าเป็นนักบุญทุนคนอื่น ขอใช้แค่เงินตัวเองและพรรคพวกดีกว่า แต่ก็เคยมีกลุ่มแฟนคลับที่ไม่ประสงค์ออกนามสนับสนุนมาหลังไมค์บ้างเหมือนกัน

ถามว่ามีช่วงที่ทุนหมดมั้ย มีครับ งานนี้ใช้ทุนเยอะ แต่ปกติผมทำบริษัทเสื้อกีฬา เป็นพ่อค้าออนไลน์อยู่แล้ว ก็เลยทำเป็นโครงการ ‘จากเสื้อผ้ากีฬาเปลี่ยนเป็นค่าน้ำมันรถ’ ให้คนที่อยากช่วยเหลือค่าน้ำมัน สนับสนุนผ่านการซื้อเสื้อกีฬา จะไม่มีใครโอนเงินมาให้เฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยต้องได้ของเป็นสิ่งตอบแทน

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุณรับผู้ป่วยมารักษาแล้วกี่คน

เฉพาะในเขตจังหวัดศรีสะเกษก็เกือบๆ สี่ร้อยคน แต่นี่ยังไม่รวมจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานที่ผมไปส่ง รวมทั้งหมดเกินพันคนแน่ๆ มีไปส่งทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด

คุณต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง

เราเป็นจิตอาสา ก็ช่วยได้ในจุดหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของการช่วยเหลือก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และโรงพยาบาลรัฐ ดังนั้น เราต้องทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ เรารับผู้ป่วยมารักษาเองไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือการแบ่งเบาภาระ อย่างน้อยเขาไม่ต้องเหนื่อยรับส่ง เรารับมาให้ เขาก็รักษาต่อไป

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

ช่วยเล่าขั้นตอนการรับส่งผู้ป่วยให้ฟังหน่อย

เบื้องต้น เมื่อผู้ป่วยตรวจพบเชื้อก็ต้องติดต่อไปที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือโรงพยาบาลตามภูมิลำเนาเดิมของตัวเองว่ามีเตียงรักษาหรือไม่ ถ้าได้เตียง ตอบรับกันเรียบร้อย เราจะให้ผู้ป่วยกรอกข้อมูลในเพจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือ โดยต้องกรอกที่อยู่ที่จะให้เราไปรับที่กรุงเทพฯ และปลายทางที่เราต้องไปส่ง เสร็จปั๊บเราก็จะจัดคิว นำรถทัวร์หรือรถตู้ไปรับ เพื่อลำเลียงพวกเขากลับมารักษายังภูมิลำเนาเดิม

พอมาถึงก็จะคัดแยกอาการ ถ้ามีใครอาการหนัก ต่อให้เขาเป็นคนนอกจังหวัด เราก็จะรีบส่งไปรักษาด่วนในโรงพยาบาลที่นี่ก่อน แต่คนไหนที่อาการไม่หนัก เราก็จะไปส่งถึงภูมิลำเนา ซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่เขาติดต่อรักษาไว้

พูดง่ายๆ คือมีสามขา จากศรีสะเกษไปกรุงเทพฯ รับจากกรุงเทพฯ กลับมาศรีสะเกษ และส่งต่อจากศรีสะเกษไปยังภูมิลำเนาเดิมของผู้ป่วย

บางคนรับมารักษาเสร็จ ผมต้องกลับไปส่งเขาที่กรุงเทพฯ อีกนะครับ เขาทำงานอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีรถ เดินทางไม่ได้ เราก็ให้เขาติดรถที่จะเข้าไปรับผู้ป่วยที่กรุงเทพฯ รอบถัดไป

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

ก่อนหน้านี้คุณก็เคยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนหลายครั้ง ทั้งเหตุน้ำท่วมภาคใต้และจังหวัดเลย ความตั้งใจของคุณคืออะไร

อย่างที่บอก ผมเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน พ่อแม่เป็นผู้พิการทางสายตาทั้งคู่ ความยากจนนี้เป็นสิ่งที่ผมจดจำตั้งแต่เด็กจนโต ผมรู้ดีถึงความยากลำบาก จำได้ทุกวินาทีว่าชีวิตตอนนั้นเป็นยังไง

เราเคยลำบากมากที่สุดถึงขั้นไม่มีเงินติดตัว พ่อแม่พาไปขอข้าวขอน้ำจากบ้านคนอื่น ตอนที่เขาให้ข้าวให้น้ำเรา เรารู้สึกพิเศษมาก เขามีพระคุณกับเรา โตขึ้นเราอยากตอบแทนพวกเขาเหล่านั้น 

ความช่วยเหลือที่ได้รับ ทำให้ผมอยากช่วยคนอื่นเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เด็ก พอวันหนึ่งเรากลายเป็นคนดัง มีชื่อเสียงเงินทอง มีสิ่งที่พอเหลือ จริงๆ ก็ไม่ถึงกับเหลือหรอกครับ ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้มีถึงร้อยล้าน พันล้าน ยังคงเป็นหนี้เหมือนคนอื่นที่ทะเยอทะยาน อยากให้ชีวิตตัวเองประสบความสำเร็จ แต่ผมก็อยากแบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราช่วยได้ อยากช่วยคนที่ลำบากมากกว่าเรา คนที่เขายังไม่ได้รับความช่วยเหลือ บางคนไม่มีคือไม่มีเลยจริงๆ นะครับ 

เราอยากช่วยเขาเหมือนที่ครั้งหนึ่งก็มีคนช่วยเรา วันนั้นผมดีใจที่มีคนช่วย วันนี้คนที่ผมได้ช่วยก็คงดีใจเหมือนกับผมตอนนั้น

ทุกคนรู้จัก ‘ซองดูฮี’ ในบทบาทนักร้องและ YouTuber การที่คุณทำงานอาสาแบบนี้ กังวลไหมว่าคนจะมองว่าคุณทำเพื่อภาพลักษณ์

นาทีนี้ไม่มีความกังวลใดๆ ครับ ไม่มีวีรบุรุษที่ไหนจะสร้างภาพท่ามกลางวิกฤตแบบนี้หรอก ผมปฏิบัติหน้าที่เอง รับส่งผู้ป่วยเอง ใกล้ชิดโรคตลอดเวลา แต่ผมไม่เคยรังเกียจ ต่อให้ใครบอกว่าผมสร้างภาพหรือทำเพื่อภาพลักษณ์อะไรก็ตาม อย่างน้อยก็เป็นภาพที่ดีไม่ใช่เหรอครับ เป็นภาพที่เราได้ช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ เราไม่สามารถบังคับความคิดคนอื่นได้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ รู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์จริงๆ

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว
ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

อยู่กับมันให้เป็น เย็นกับมันให้พอ

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คุณเป็นหนึ่งคนที่โชคร้ายติดโควิด-19 ช่วยเล่าเหตุการณ์นั้นให้ฟังหน่อย

วันนั้นผมไปถ่ายมิวสิกวิดีโอที่ขอนแก่นแล้วพบว่าในกองมีคนติดโควิด ทีนี้ก็ถึงทีของเรา คืนนั้นรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว นอนหลับไม่สบาย จึงรีบไปตรวจก่อนออกกองรอบที่สอง ก็เจอเลยครับ เป็นเชื้อโควิด-19 

ผมไม่โกรธคนที่ทำให้ผมติดเลยนะ แต่พอตรวจเจอตอนนั้น ทัวร์ลงผมเลย ทั้งประเทศด่าผมสารพัด โดนกล่าวหาว่าไม่ระมัดระวังตัว เป็นพาหะนำเชื้อไปติดคนอื่น ตอนที่เข้ารับการรักษา ผมจึงพยายามทำคลิปออกมาเพื่อสร้างความกระจ่างแก่ประชาชนและคนที่ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นจริง อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโรคโควิดเป็นยังไง รักษาแบบไหน ใช้เวลาเพาะเชื้อถึงเชื้อตายกี่วัน ผมอยากให้คนที่ยังไม่ติดคลายความกังวลลง

หมายความว่าหลายคนที่คุณช่วยเหลือ ก็อาจเป็นคนเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวหาคุณ

คนเราจะรู้จักเห็นอกเห็นใจก็ในวันที่เราเจอมันด้วยตัวเอง เมื่อเราหรือคนในครอบครัวติดโควิด เมื่อนั้น เราจึงจะเข้าใจคนที่เคยติดมาก่อน ผมว่าวันนี้หลายคนคงเข้าใจผมแล้ว คนที่เคยติฉินนินทาผม ผมได้ช่วยลูกหลานเขาเกือบหมด อย่างน้อยผมใช้สิ่งนี้เป็นความดีให้เขาดู ว่าผมไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองที่เขาเคยว่าผมเลย สิ่งที่เขาพูดถึงผมในวันนั้นกับสิ่งที่ผมทำในวันนี้ไม่เกี่ยวกัน

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

การป่วยเป็นโควิด-19 ให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

อย่างแรกมันสอนให้เราอดทน ทำให้เรารู้จักสังคมมากขึ้น จะรู้ได้ว่าใครจริงใจ ใครรังเกียจก็ต่อเมื่อเราติดโควิดนี่แหละ เอาจริงๆ ติดโควิดก็ดีนะ ได้หลายอย่างเลย รู้บทบาทชีวิต รู้ว่าต่อจากนี้ควรทำยังไง

ถามว่าเอาอะไรไปบ้าง นอกจากโควิดจะคัดกรองโรคแล้ว ยังคัดกรองคนออกจากชีวิตเราด้วย โควิดช่วยเอาคนไม่ดีออกไปจากชีวิต นอกจากนั้นมันก็ทำให้เสียโอกาสบ้าง ไม่ได้ทำงานสิบสี่ สิบห้าวัน ก็คิดซะว่าเป็นการพักผ่อนร่างกายก็แล้วกัน

สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับโควิด-19 คืออะไร

ผมอยากบอกทุกคนว่าโควิดเป็นโรคที่รักษาหาย และทุกโรคมีคนตายทั้งนั้น โรคมะเร็งหรือเบาหวานวันนี้ก็ทำให้คนตาย แต่ที่ข่าวไม่ได้นำเสนอเพราะโรคเหล่านี้อยู่กับเรามานานแล้ว คนชินแล้ว 

แต่โควิด-19 เป็นโรคที่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อยังไม่มีวิธีรักษาหรือป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โรคนี้จึงเป็นที่พูดถึงเยอะในสังคม ถามว่าน่ากลัวไหม ก็น่ากลัว เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เราต้องรังเกียจกัน โรคนี้รักษาหาย อยู่ในร่างกายแค่เจ็ดถึงสิบสี่วัน หลังจากนั้นก็ทำอันตรายต่อร่างกายเราไม่ได้ ตอนที่ผมรักษาก็ไม่ได้ใช้อะไร นอกจากยาแก้ไข้ แก้ไอธรรมดา แต่ที่น่ากลัวคือ โควิดมักไปกระตุ้นคนที่มีโรคประจำตัวให้กำเริบมากขึ้น และเป็นโรคระบบทางเดินหายใจด้วย ก็เลยถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในตอนนี้

แต่ถ้าเราเข้าใจ อยู่กับมันให้เป็น เย็นกับมันให้พอ ผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่ๆ

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

อยู่อีสานไม่อดตาย

หลายคนมองว่า จังหวัดเล็กๆ ในภาคอีสานไม่ค่อยมีโอกาส ไม่น่าอยู่ ไม่น่าทำงาน ไปอยู่เมืองใหญ่ดีกว่า คุณเห็นด้วยไหม

มันก็แล้วแต่มุมมองของคนนะครับ คนภาคกลางบางคนหรือคนกรุงเทพฯ แท้ๆ ก็มาซื้อที่ในภาคอีสานหรือในต่างจังหวัดเยอะ กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ แออัด ไม่ได้มีธรรมชาติและอากาศดีๆ

ที่สำคัญ ภาคอีสานน่าอยู่นะ คนอีสานปลูกฝังตั้งแต่เป็นเด็ก วัฒนธรรมต่างๆ จะสอนให้เรามีน้ำใจ คนที่นี่ต่อให้ไม่มีข้าวกิน เดินไปบ้านหลังโน้น บ้านหลังโน้นก็เรียกกินข้าว เดินไปบ้านหลังนี้ บ้านหลังนี้ก็เรียกกินน้ำ อยู่ภาคอีสาน ต่อให้สิ้นเนื้อประดาตัว เราก็จะมีข้าวและน้ำกินทุกวันจากน้ำใจของคนภาคเดียวกัน

คุณขับรถอยู่กรุงเทพฯ ทำไมตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

ผมเป็นโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ตัดสินใจกลับอีสานเพราะเจอฝุ่น PM 2.5 ตอนนั้นผมมีรถคันหนึ่ง ไม่มีหนี้สิน และพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ก็เลยตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน อยากดูแลพ่อด้วย ก็กลับมาทำ YouTube อย่างจริงจังที่บ้านไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้คือไม่อยากไปไหนเลย ขออยู่ที่ภาคอีสาน ใช้ชีวิตที่จังหวัดบ้านเกิดดีกว่า

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

ความสุขของการได้อยู่ในภูมิลำเนา ได้ใช้ชีวิตในบ้านเกิดของคุณคืออะไร 

ความสุขของผมคือการได้อยู่กับสิ่งที่เราสร้างให้เติบโต ได้อยู่กับหมู่บ้าน อยู่กับพี่น้องและสังคมที่เราเกิดมา อยู่กับคนที่เราควรอยู่ บางคนไปทำงานกรุงเทพฯ กลับมาอีกทีก็คือพ่อตายแม่ตาย มาได้แค่งานศพหรืองานเทศกาล แต่นี่เราได้อยู่กับเขา ได้คลุกคลีกับครอบครัวเราตลอด ก็เป็นความสุขแบบหนึ่ง ได้ใช้ลมหายใจไปกับการตอบแทนคนที่เรารัก ตอบแทนคุณบ้านเกิด

ถ้าหมดโควิดแล้ว ผู้อ่านอยากไปเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษบ้านคุณ คุณอยากแนะนำให้ไปเที่ยวที่ไหน

มาศรีสะเกษก็อยากให้มาชิมทุเรียนภูเขาไฟ ขึ้นชื่อและอร่อยมาก ส่วนสถานที่ วัดวาอารามที่นี่ก็น่าเที่ยว น้ำตกก็มี ลองมาเที่ยวดูครับ หรือว่างๆ แวะมาหาซองดูฮีก็ได้นะ (หัวเราะ)

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load