นี่เป็นการสัมภาษณ์ที่เรารู้สึกเกรงใจมากที่สุดครั้งหนึ่ง

บุคคลที่ปลายสายมีหน้าที่สำคัญมากมาย จนไม่แน่ใจว่าการโทรศัพท์ไปหาในเวลานี้เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่

ถึงอย่างนั้น เสียงทุ้มเข้มและจริงใจก็ตอบอย่างหนักแน่นว่ายินดีให้สัมภาษณ์

ซองดูฮี หรือ ศุกล เครือเสน คือ YouTuber สายฮาที่ The Cloud เชื่อว่าแทบไม่มีพี่น้องภาคอีสานคนไหนไม่รู้จัก

YouTuber ที่ประสบความสำเร็จส่วนมากมักทำเนื้อหาเฉพาะทาง แต่ ซองดูฮี CHANNEL กลับเลือกสิ่งที่แตกต่างอย่างการทำเนื้อหาไม่จำกัดแนว ทั้งเล่นมุก รีวิว เล่าประสบการณ์ หนังสั้น หรือกระทั่งร้องเพลง

ความตลกเฮฮาที่เริ่มต้นด้วยความเป็นกันเอง ก่อนบรรเลงด้วยภาษาอีสานชุดใหญ่กลายเป็นเสน่ห์ที่ผู้ชมหลงรัก จนทำให้หนุ่มศรีสะเกษคนนี้มีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางทะลุ 5 ล้าน

แต่แล้วเสียงหัวเราะเริงร่ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงก่นด่าเต็มโลกโซเชียล ในวันที่ซองดูฮีกลายเป็นผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา บ้างตำหนิว่าไม่ระมัดระวัง บางคนกล่าวหาว่าเขาเป็นพาหะนำโรค

ตลอดระยะเวลาที่ต้องกักตัวในโรงพยาบาล หนุ่มมาดกวนผลิตผลงานให้ความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จนผู้ชมกลุ่มใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอย่างถูกต้อง

ล่าสุด ในวันที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุหมื่นรายต่อวัน เตียงในกรุงเทพฯ ไม่เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยรายใหม่ ซองดูฮีริเริ่มภารกิจครั้งใหญ่ เหมารถเดินทางไกลไปรับผู้ป่วยโควิด-19 กลับมารักษายังภูมิลำเนาบ้านเกิดในภาคอีสาน

ใบหน้าที่มาพร้อมรอยยิ้มติดตลกกลายเป็นท่าทีจริงจังเมื่อต้องสั่งการภารกิจช่วยเหลือ

นอกจากบทบาท YouTuber วันนี้ซองดูฮีคือหนุ่มวัย 25 ที่อาสาทำสิ่งที่ใหญ่เกินตัว หากแต่ไม่ใหญ่เกินหัวใจของผู้ที่ในวัยเด็กเคยได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องบ้านเกิดเช่นเดียวกัน

และต่อจากนี้คือเรื่องราวของ YouTuber ที่ไม่ธรรมดา การอาสาพาผู้ป่วยกลับบ้าน ประสบการณ์ในวันที่ติดโควิด และการคืนชีวิตสู่ผืนแคว้นแดนอีสาน 

ตอนไม่ดังเป็นอย่างไร ดังแล้วต้องเป็นแบบเดิม

ชีวิตวัยรุ่นของคุณผ่านอะไรมาเยอะมาก 

ใช่ ผมขอเล่าชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเลยแล้วกัน อย่างหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ ตอนนี้ผมอายุแค่ยี่สิบห้าปีเองนะ ไม่ได้มากมายอะไร ผมเกิดมาในครอบครัวที่พูดได้ว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้าน ในเขตนี้ของศรีสะเกษ ที่โชคร้ายยิ่งกว่าคือ พ่อกับแม่ผมเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งคู่ ยังดีหน่อยว่ามีลูกที่สมประกอบ

ตอนอายุสิบสองผมตัดสินใจบวชเรียนที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา บวชเรียนจนจบเปรียญธรรมสามประโยค จบมัธยมศึกษาปีที่สาม แล้วก็ข้ามไปเรียนปริญญาตรีที่ มจร. (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

หลังจากนั้นผมสอบติดนักเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือ ก็เลยสิกขาลาเพศไปเป็นทหาร ตอนนั้นขับแท็กซี่ด้วย ก็คือตอนเช้าไปเรียน กลางคืนไปขับรถ ต้องแอบขับเพราะอายุไม่ถึงสิบแปด ยังไม่มีใบขับขี่ประเภทสอง

ผมเรียนไม่จบนะ เป็นนักเรียนช่างกรมอู่ทหารเรือได้ปีเดียวก็รู้สึกอยากเปลี่ยนตัวเองใหม่ คราวนี้ผมไปไกลเลย ไปถึงเกาหลี เป็นผีน้อยโดดทัวร์อยู่ที่นั่น ไม่มีวีซ่า ทำงานได้ปีสองปีก็ถูกจับส่งตัวกลับมาไทย 

พอกลับมาก็ถามตัวเองว่า กูจะทำงานอะไรให้ได้เงินเยอะๆ เท่าที่ได้ตอนอยู่เกาหลีดี ตอบตัวเองว่า เอ้อ นี่ไง เราชอบขับรถ ไปขับรถก่อนเลยครับ ทีแรกก็ขับแท็กซี่ สักพักไปขับรถฉุกเฉินของโรงพยาบาล จากนั้นก็ขับรถให้ผู้บริหาร เป็นงานสุดท้ายก่อนจะผันตัวมาเป็น YouTuber

จากที่ขับรถให้ผู้บริหาร คุณผันตัวเองมาเป็น YouTuber ได้ยังไง

(หัวเราะ) ตอนผมขับรถให้ผู้บริหารยังไม่มี YouTuber มากนัก สิ่งที่กำลังมาแรงในตอนนั้นคือเฟซบุ๊ก ผมดังจากเฟซบุ๊กก่อน ตอนนั้นมีข่าวเจ้าของสวนทุเรียนประกาศรับสมัครลูกเขย เป็นกระแสดังมาก ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำคลิปสมัครเป็นลูกเขยลงเฟซบุ๊ก ก็ทำเล่นๆ ตลก เฮฮา แต่คนกดถูกใจเป็นแสน ก็เริ่มดังตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คิดว่า เออ เราก็เอาดีทางนี้ได้นะ

ชื่อ ‘ซองดูฮี’ นี่ใครตั้งให้

ชื่อนี้มาจากเกาหลีนะครับ ชื่อเล่นผมคือ ‘ปั่น’ แต่ตอนไปเกาหลี เขาไม่เรียกปั่น แต่ดันเรียกว่า ‘ปั๊ก’ ปั๊กมันชื่อหมานะเว่ย (หัวเราะ) 

เถ้าแก่ก็เลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ‘ซองดูงี’ ผมชอบนะ แต่รู้สึกว่าถ้าเปลี่ยนนิดหนึ่งเป็น ‘ซองดูฮี’ ก็เท่ดีเหมือนกัน เลยตัดสินใจใช้ชื่อซองดูฮีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งมีชื่อเสียงก็ยังใช้ชื่อนี้อยู่ เอาจริงๆ ถ้าใช้ชื่อปั่น ป่านนี้ไม่รู้จะมีคนจำได้รึเปล่า

เนื้อหาที่คุณทำใน YouTube มีความหลากหลาย ทั้งร้องเพลง รีวิวสิ่งของ ไปจนถึงเล่าประสบการณ์ชีวิต จริงๆ แล้ว คุณอยากเล่าอะไรผ่านเนื้อหาเหล่านี้

การทำเนื้อหาที่หลากหลายเป็นจุดด้อยของผมนะ พูดง่ายๆ ผมไม่เอาดีสักอย่าง เหมือนยังหาตัวตนไม่เจอ แต่ผมว่าบางทีชีวิตก็ไม่ต้องจมอยู่กับสิ่งเดียวหรอก เราลองหาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาบ้างก็สนุกดี สิ่งที่ถ่ายทอดออกไปในทุกคลิป ผมอยากให้คนดูเห็นว่าชีวิตผมไม่ได้มีแค่มุมเดียว แต่มีหลายมุมที่เราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ก็มีทั้งมุมตลก เฮฮา เศร้า ปะปนกันไป แต่จุดประสงค์จริงๆ อยากให้ผู้ชมของซองดูฮีทุกคนได้คลายเครียด ได้ยิ้มและหัวเราะ

เคล็ดลับในการทำคลิปภาษาอีสานให้ดังได้ขนาดนี้คืออะไร

ก็น่าจะเป็นคำภาษาอีสานนี่แหละ บางคำเขาอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน บางคำอาจจะรู้จัก แต่ไม่ได้ฟังมานานแล้ว ผมว่าภาษาอีสานมีความเป็นกันเองมากๆ มีเสน่ห์มาก

อีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้เรียกเคล็ดลับได้มั้ย แต่ผมมักจะพูดในคลิปเสมอว่า ทุกวันนี้ผมได้ดีเพราะความกตัญญู คนที่เสพชีวิตผมก็รู้ว่าผมเกิดมาในครอบครัวแบบไหน ต่อสู้ชีวิตมาอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคลิปแบบไหน คนดูก็ติดตามและสนับสนุนผมมาตลอด นั่นแปลว่าแฟนๆ ของซองดูฮีติดตามที่ชีวิต ที่ตัวตนของผม ไม่ใช่ประเภทของเนื้อหา

คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองดัง

ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ตัวด้วยนะครับ (หัวเราะ) จริงเหรอ ดังเหรอ ผมยังไม่ได้สำคัญตัวหรือรู้ว่าตัวเองดังนะครับ คนที่ไม่รู้จักผมก็มีตั้งเยอะ

งั้นถามใหม่ คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองเริ่มมีชื่อเสียง และชื่อเสียงเปลี่ยนชีวิตคุณยังไงบ้าง

ก็ปีกว่าๆ สองปีนี่แหละ มีช่วงที่แปลกใจว่าทำไมคนรู้จักเราเยอะขึ้น ปกติไปไหนก็จะมีแค่เพื่อนทัก แต่ตอนนี้ไปไหนใครๆ ก็ทักเรา

ยอมรับว่าชื่อเสียงเปลี่ยนชีวิตเราหลายอย่าง จากคนธรรมดาก็มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชีวิตได้มากขึ้น แต่ข้อเสียก็มีหลายอย่างเช่นกัน ทำอะไรโจ่งแจ้งไม่ได้ ห้ามเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และต้องเตือนตัวเองเสมอว่า เราดังได้ก็ดับได้เหมือนกัน สำคัญที่สุดคือตอนไม่ดัง ทำตัวยังไง ตอนที่ดังแล้ว เราต้องทำตัวให้เหมือนเดิม

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

วันนั้นผมดีใจที่มีคนช่วย วันนี้คนที่ผมช่วยก็คงดีใจ

อาสาสมัครช่วงโควิด-19 ส่วนมากจะบริจาคเงิน ถังออกซิเจน หรืออาหาร ทำไม YouTuber อย่างคุณจึงเลือกรับผู้ป่วยไปรักษายังภูมิลำเนา

เบื้องต้นเคยบริจาคเงินแล้วครับ ถังออกซิเจนกับสิ่งของก็เคยบริจาค แต่ผมมองว่ายังไปไม่ถึงมือคนที่เดือดร้อนหรือประสบกับโรคภัยไข้เจ็บจริงๆ ก็เลยตัดสินใจเอาเงินตรงนี้มาทำเองดีกว่า

พี่น้องภาคอีสานหลายคนทำงานในกรุงเทพฯ พอโควิดระบาดก็เดือดร้อนกันเยอะมาก ยิ่งสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย ติดโรค ตกงาน ไม่มีเงิน ที่สำคัญคือไม่มีเตียงรักษา สิ่งที่เราทำคือการอาสาลำเลียงผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 กลับมารักษายังภูมิลำเนาตามที่อยู่ในบัตรประชาชน พวกเขามีสิทธิ์รักษาที่นี่ มีเตียงและหมอรอให้การรักษาอยู่

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

รับผู้ป่วยจากกรุงเทพฯ กลับมาภาคอีสานดูไม่ใช่งานง่ายๆ เลย คุณเริ่มต้นยังไง

เริ่มแรกผมสละรถตู้ศิลปินประจำตัวสองคันมาทำเป็นรถพยาบาล ขออนุญาตจากสภาการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้รถคันนี้ได้ใช้เป็นรถฉุกเฉินพิเศษตอบโต้โควิด-19 เฉพาะค่าทำรถก็แสนกว่าบาทแล้ว ผมก็เอาเงินจากยอดวิวกับโฆษณาใน YouTube และเพจเฟซบุ๊กมาเป็นค่าน้ำมันรถในการลำเลียงผู้ป่วย มีพรรคพวกที่เป็นศิลปิน เน็ตไอดอล ช่วยสนับสนุนบ้าง คนละเล็กละน้อย

หลังจากรับส่งได้สามสี่รอบ ยอดผู้ติดเชื้อก็สูงขึ้น คนรอความช่วยเหลือเยอะมาก ผมเลยตัดสินใจประกาศหารถทัวร์ทางเพจ ก็ได้รถทัวร์จากพี่จิตอาสาท่านหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ เขาขอแค่ค่าน้ำมันรถกับค่าสึกหรอนิดหน่อย พอได้รถมาแล้วเราก็รับเต็มพิกัดเลย วิ่งรถทัวร์รับส่ง ไปกลับกรุงเทพฯ พักหนึ่งวัน ถึงวันนี้ก็ทำมาเดือนหนึ่งแล้ว ค่าใช้จ่ายแต่ละรอบตกอยู่ที่ห้าหมื่นกว่าบาท

รอบละห้าหมื่นแบบนี้ ทุนไม่หมดเหรอ หรือคุณเปิดรับบริจาคด้วย

เรายืนยันกับตัวเองเสมอมาว่าจะไม่ประกาศรับบริจาค เรามาทำตรงนี้ด้วยความจริงใจและอยากช่วยเหลือคนที่ลำบากจริงๆ เมื่อทำแล้วก็ไม่อยากโดนกล่าวหาว่าเป็นนักบุญทุนคนอื่น ขอใช้แค่เงินตัวเองและพรรคพวกดีกว่า แต่ก็เคยมีกลุ่มแฟนคลับที่ไม่ประสงค์ออกนามสนับสนุนมาหลังไมค์บ้างเหมือนกัน

ถามว่ามีช่วงที่ทุนหมดมั้ย มีครับ งานนี้ใช้ทุนเยอะ แต่ปกติผมทำบริษัทเสื้อกีฬา เป็นพ่อค้าออนไลน์อยู่แล้ว ก็เลยทำเป็นโครงการ ‘จากเสื้อผ้ากีฬาเปลี่ยนเป็นค่าน้ำมันรถ’ ให้คนที่อยากช่วยเหลือค่าน้ำมัน สนับสนุนผ่านการซื้อเสื้อกีฬา จะไม่มีใครโอนเงินมาให้เฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยต้องได้ของเป็นสิ่งตอบแทน

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุณรับผู้ป่วยมารักษาแล้วกี่คน

เฉพาะในเขตจังหวัดศรีสะเกษก็เกือบๆ สี่ร้อยคน แต่นี่ยังไม่รวมจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานที่ผมไปส่ง รวมทั้งหมดเกินพันคนแน่ๆ มีไปส่งทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด

คุณต้องทำงานร่วมกับใครบ้าง

เราเป็นจิตอาสา ก็ช่วยได้ในจุดหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของการช่วยเหลือก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และโรงพยาบาลรัฐ ดังนั้น เราต้องทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ เรารับผู้ป่วยมารักษาเองไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือการแบ่งเบาภาระ อย่างน้อยเขาไม่ต้องเหนื่อยรับส่ง เรารับมาให้ เขาก็รักษาต่อไป

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

ช่วยเล่าขั้นตอนการรับส่งผู้ป่วยให้ฟังหน่อย

เบื้องต้น เมื่อผู้ป่วยตรวจพบเชื้อก็ต้องติดต่อไปที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือโรงพยาบาลตามภูมิลำเนาเดิมของตัวเองว่ามีเตียงรักษาหรือไม่ ถ้าได้เตียง ตอบรับกันเรียบร้อย เราจะให้ผู้ป่วยกรอกข้อมูลในเพจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือ โดยต้องกรอกที่อยู่ที่จะให้เราไปรับที่กรุงเทพฯ และปลายทางที่เราต้องไปส่ง เสร็จปั๊บเราก็จะจัดคิว นำรถทัวร์หรือรถตู้ไปรับ เพื่อลำเลียงพวกเขากลับมารักษายังภูมิลำเนาเดิม

พอมาถึงก็จะคัดแยกอาการ ถ้ามีใครอาการหนัก ต่อให้เขาเป็นคนนอกจังหวัด เราก็จะรีบส่งไปรักษาด่วนในโรงพยาบาลที่นี่ก่อน แต่คนไหนที่อาการไม่หนัก เราก็จะไปส่งถึงภูมิลำเนา ซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่เขาติดต่อรักษาไว้

พูดง่ายๆ คือมีสามขา จากศรีสะเกษไปกรุงเทพฯ รับจากกรุงเทพฯ กลับมาศรีสะเกษ และส่งต่อจากศรีสะเกษไปยังภูมิลำเนาเดิมของผู้ป่วย

บางคนรับมารักษาเสร็จ ผมต้องกลับไปส่งเขาที่กรุงเทพฯ อีกนะครับ เขาทำงานอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีรถ เดินทางไม่ได้ เราก็ให้เขาติดรถที่จะเข้าไปรับผู้ป่วยที่กรุงเทพฯ รอบถัดไป

ซองดูฮี จากคนขับรถสู่ YouTuber เงินล้านวัย 25 ผู้พาคนอีสานนับพันกลับบ้านไปรักษาโควิด

ก่อนหน้านี้คุณก็เคยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนหลายครั้ง ทั้งเหตุน้ำท่วมภาคใต้และจังหวัดเลย ความตั้งใจของคุณคืออะไร

อย่างที่บอก ผมเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน พ่อแม่เป็นผู้พิการทางสายตาทั้งคู่ ความยากจนนี้เป็นสิ่งที่ผมจดจำตั้งแต่เด็กจนโต ผมรู้ดีถึงความยากลำบาก จำได้ทุกวินาทีว่าชีวิตตอนนั้นเป็นยังไง

เราเคยลำบากมากที่สุดถึงขั้นไม่มีเงินติดตัว พ่อแม่พาไปขอข้าวขอน้ำจากบ้านคนอื่น ตอนที่เขาให้ข้าวให้น้ำเรา เรารู้สึกพิเศษมาก เขามีพระคุณกับเรา โตขึ้นเราอยากตอบแทนพวกเขาเหล่านั้น 

ความช่วยเหลือที่ได้รับ ทำให้ผมอยากช่วยคนอื่นเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เด็ก พอวันหนึ่งเรากลายเป็นคนดัง มีชื่อเสียงเงินทอง มีสิ่งที่พอเหลือ จริงๆ ก็ไม่ถึงกับเหลือหรอกครับ ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้มีถึงร้อยล้าน พันล้าน ยังคงเป็นหนี้เหมือนคนอื่นที่ทะเยอทะยาน อยากให้ชีวิตตัวเองประสบความสำเร็จ แต่ผมก็อยากแบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราช่วยได้ อยากช่วยคนที่ลำบากมากกว่าเรา คนที่เขายังไม่ได้รับความช่วยเหลือ บางคนไม่มีคือไม่มีเลยจริงๆ นะครับ 

เราอยากช่วยเขาเหมือนที่ครั้งหนึ่งก็มีคนช่วยเรา วันนั้นผมดีใจที่มีคนช่วย วันนี้คนที่ผมได้ช่วยก็คงดีใจเหมือนกับผมตอนนั้น

ทุกคนรู้จัก ‘ซองดูฮี’ ในบทบาทนักร้องและ YouTuber การที่คุณทำงานอาสาแบบนี้ กังวลไหมว่าคนจะมองว่าคุณทำเพื่อภาพลักษณ์

นาทีนี้ไม่มีความกังวลใดๆ ครับ ไม่มีวีรบุรุษที่ไหนจะสร้างภาพท่ามกลางวิกฤตแบบนี้หรอก ผมปฏิบัติหน้าที่เอง รับส่งผู้ป่วยเอง ใกล้ชิดโรคตลอดเวลา แต่ผมไม่เคยรังเกียจ ต่อให้ใครบอกว่าผมสร้างภาพหรือทำเพื่อภาพลักษณ์อะไรก็ตาม อย่างน้อยก็เป็นภาพที่ดีไม่ใช่เหรอครับ เป็นภาพที่เราได้ช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ เราไม่สามารถบังคับความคิดคนอื่นได้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ รู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์จริงๆ

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว
ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

อยู่กับมันให้เป็น เย็นกับมันให้พอ

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คุณเป็นหนึ่งคนที่โชคร้ายติดโควิด-19 ช่วยเล่าเหตุการณ์นั้นให้ฟังหน่อย

วันนั้นผมไปถ่ายมิวสิกวิดีโอที่ขอนแก่นแล้วพบว่าในกองมีคนติดโควิด ทีนี้ก็ถึงทีของเรา คืนนั้นรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว นอนหลับไม่สบาย จึงรีบไปตรวจก่อนออกกองรอบที่สอง ก็เจอเลยครับ เป็นเชื้อโควิด-19 

ผมไม่โกรธคนที่ทำให้ผมติดเลยนะ แต่พอตรวจเจอตอนนั้น ทัวร์ลงผมเลย ทั้งประเทศด่าผมสารพัด โดนกล่าวหาว่าไม่ระมัดระวังตัว เป็นพาหะนำเชื้อไปติดคนอื่น ตอนที่เข้ารับการรักษา ผมจึงพยายามทำคลิปออกมาเพื่อสร้างความกระจ่างแก่ประชาชนและคนที่ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นจริง อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโรคโควิดเป็นยังไง รักษาแบบไหน ใช้เวลาเพาะเชื้อถึงเชื้อตายกี่วัน ผมอยากให้คนที่ยังไม่ติดคลายความกังวลลง

หมายความว่าหลายคนที่คุณช่วยเหลือ ก็อาจเป็นคนเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวหาคุณ

คนเราจะรู้จักเห็นอกเห็นใจก็ในวันที่เราเจอมันด้วยตัวเอง เมื่อเราหรือคนในครอบครัวติดโควิด เมื่อนั้น เราจึงจะเข้าใจคนที่เคยติดมาก่อน ผมว่าวันนี้หลายคนคงเข้าใจผมแล้ว คนที่เคยติฉินนินทาผม ผมได้ช่วยลูกหลานเขาเกือบหมด อย่างน้อยผมใช้สิ่งนี้เป็นความดีให้เขาดู ว่าผมไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองที่เขาเคยว่าผมเลย สิ่งที่เขาพูดถึงผมในวันนั้นกับสิ่งที่ผมทำในวันนี้ไม่เกี่ยวกัน

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

การป่วยเป็นโควิด-19 ให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

อย่างแรกมันสอนให้เราอดทน ทำให้เรารู้จักสังคมมากขึ้น จะรู้ได้ว่าใครจริงใจ ใครรังเกียจก็ต่อเมื่อเราติดโควิดนี่แหละ เอาจริงๆ ติดโควิดก็ดีนะ ได้หลายอย่างเลย รู้บทบาทชีวิต รู้ว่าต่อจากนี้ควรทำยังไง

ถามว่าเอาอะไรไปบ้าง นอกจากโควิดจะคัดกรองโรคแล้ว ยังคัดกรองคนออกจากชีวิตเราด้วย โควิดช่วยเอาคนไม่ดีออกไปจากชีวิต นอกจากนั้นมันก็ทำให้เสียโอกาสบ้าง ไม่ได้ทำงานสิบสี่ สิบห้าวัน ก็คิดซะว่าเป็นการพักผ่อนร่างกายก็แล้วกัน

สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับโควิด-19 คืออะไร

ผมอยากบอกทุกคนว่าโควิดเป็นโรคที่รักษาหาย และทุกโรคมีคนตายทั้งนั้น โรคมะเร็งหรือเบาหวานวันนี้ก็ทำให้คนตาย แต่ที่ข่าวไม่ได้นำเสนอเพราะโรคเหล่านี้อยู่กับเรามานานแล้ว คนชินแล้ว 

แต่โควิด-19 เป็นโรคที่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อยังไม่มีวิธีรักษาหรือป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โรคนี้จึงเป็นที่พูดถึงเยอะในสังคม ถามว่าน่ากลัวไหม ก็น่ากลัว เพียงแต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เราต้องรังเกียจกัน โรคนี้รักษาหาย อยู่ในร่างกายแค่เจ็ดถึงสิบสี่วัน หลังจากนั้นก็ทำอันตรายต่อร่างกายเราไม่ได้ ตอนที่ผมรักษาก็ไม่ได้ใช้อะไร นอกจากยาแก้ไข้ แก้ไอธรรมดา แต่ที่น่ากลัวคือ โควิดมักไปกระตุ้นคนที่มีโรคประจำตัวให้กำเริบมากขึ้น และเป็นโรคระบบทางเดินหายใจด้วย ก็เลยถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในตอนนี้

แต่ถ้าเราเข้าใจ อยู่กับมันให้เป็น เย็นกับมันให้พอ ผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่ๆ

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

อยู่อีสานไม่อดตาย

หลายคนมองว่า จังหวัดเล็กๆ ในภาคอีสานไม่ค่อยมีโอกาส ไม่น่าอยู่ ไม่น่าทำงาน ไปอยู่เมืองใหญ่ดีกว่า คุณเห็นด้วยไหม

มันก็แล้วแต่มุมมองของคนนะครับ คนภาคกลางบางคนหรือคนกรุงเทพฯ แท้ๆ ก็มาซื้อที่ในภาคอีสานหรือในต่างจังหวัดเยอะ กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ แออัด ไม่ได้มีธรรมชาติและอากาศดีๆ

ที่สำคัญ ภาคอีสานน่าอยู่นะ คนอีสานปลูกฝังตั้งแต่เป็นเด็ก วัฒนธรรมต่างๆ จะสอนให้เรามีน้ำใจ คนที่นี่ต่อให้ไม่มีข้าวกิน เดินไปบ้านหลังโน้น บ้านหลังโน้นก็เรียกกินข้าว เดินไปบ้านหลังนี้ บ้านหลังนี้ก็เรียกกินน้ำ อยู่ภาคอีสาน ต่อให้สิ้นเนื้อประดาตัว เราก็จะมีข้าวและน้ำกินทุกวันจากน้ำใจของคนภาคเดียวกัน

คุณขับรถอยู่กรุงเทพฯ ทำไมตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด

ผมเป็นโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ ตัดสินใจกลับอีสานเพราะเจอฝุ่น PM 2.5 ตอนนั้นผมมีรถคันหนึ่ง ไม่มีหนี้สิน และพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ก็เลยตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน อยากดูแลพ่อด้วย ก็กลับมาทำ YouTube อย่างจริงจังที่บ้านไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้คือไม่อยากไปไหนเลย ขออยู่ที่ภาคอีสาน ใช้ชีวิตที่จังหวัดบ้านเกิดดีกว่า

ซองดูฮีจากคนจนสุดในหมู่บ้าน สู่ YouTuber ศรีสะเกษเงินล้าน เคยติดโควิด และอาสาพาผู้ป่วยโควิดกลับอีสานไปรักษาตัว

ความสุขของการได้อยู่ในภูมิลำเนา ได้ใช้ชีวิตในบ้านเกิดของคุณคืออะไร 

ความสุขของผมคือการได้อยู่กับสิ่งที่เราสร้างให้เติบโต ได้อยู่กับหมู่บ้าน อยู่กับพี่น้องและสังคมที่เราเกิดมา อยู่กับคนที่เราควรอยู่ บางคนไปทำงานกรุงเทพฯ กลับมาอีกทีก็คือพ่อตายแม่ตาย มาได้แค่งานศพหรืองานเทศกาล แต่นี่เราได้อยู่กับเขา ได้คลุกคลีกับครอบครัวเราตลอด ก็เป็นความสุขแบบหนึ่ง ได้ใช้ลมหายใจไปกับการตอบแทนคนที่เรารัก ตอบแทนคุณบ้านเกิด

ถ้าหมดโควิดแล้ว ผู้อ่านอยากไปเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษบ้านคุณ คุณอยากแนะนำให้ไปเที่ยวที่ไหน

มาศรีสะเกษก็อยากให้มาชิมทุเรียนภูเขาไฟ ขึ้นชื่อและอร่อยมาก ส่วนสถานที่ วัดวาอารามที่นี่ก็น่าเที่ยว น้ำตกก็มี ลองมาเที่ยวดูครับ หรือว่างๆ แวะมาหาซองดูฮีก็ได้นะ (หัวเราะ)

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

28 กันยายน พ.ศ. 2539 คือวันเกิดของ ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา เด็กสาวชาวสมุทรสาคร ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เธอกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียอย่างเวยป๋อ (Weibo) มากกว่า 22 ล้านคน

ในวาระที่ศิลปินมากความสามารถคนนี้กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 25 The Cloud ต่อสายออนไลน์หา ซันนี่ หยาง หรือ Yang Yunqing เพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและการทำตามฝันของเธอ

ก่อนหน้านี้ ซันนี่ในวัยเพียง 14 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันร้องเพลงภาษาจีนที่มณฑลฝูเจี้ยน

1 ปีถัดมา เธอบินลัดฟ้าไปอยู่ไต้หวันเพื่อลองทำตามฝันที่จะเป็นศิลปิน

ซันนี่ได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป A’N’D (Angel ‘N’ Devil) ตอนอายุ 18 พ่วงด้วยผลงานการแสดงซีรีส์อีก 2 เรื่อง

แต่เมื่อพบว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่วาดฝัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน Produce 101 China เรียลลิตี้ชื่อดังที่จะเฟ้นหา 11 ศิลปินจากผู้เข้าแข่งขันในรายการทั้งสิ้น 101 คน

ด้วยลุคสาวเท่ที่ใครเห็นเป็นต้องเทใจให้และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ทำให้ซันนี่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 จนได้เดบิวต์ในวง Rocket Girls 101 พร้อมเปิดตัวอัลบั้ม Collide ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านชุด ตีเป็นเงินไทยกว่าร้อยล้านบาท

 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังหมดสัญญากับ Rocket Girls 101 ซันนี่ได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China จนได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ How’s the Weather Today? ซึ่งทำสถิติยอดขายเป็นอันดับ 8 ของประเทศจีนในปีนั้น

รู้จักประวัติของเธอกันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาพานักอ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปกับไอดอลสาวหล่อ ตั้งแต่วันแรกในเส้นทางดนตรี สู่วันนี้ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

และแล้ว บทสนทนาทางไกล ไทย-จีน จึงเริ่มต้นขึ้น…

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ไม่ว่าต้องอยู่ที่ไหน แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็โอเคแล้ว

เด็กไทยหลายคนอยากเป็นศิลปินไทยและโด่งดังในประเทศ มากกว่าเสี่ยงไปไต่เต้าในต่างแดนที่ประสบความสำเร็จได้ยากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้น ความตั้งใจของคุณคืออะไร

หนูแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ หนูเป็นคนชอบร้องเพลง ชอบขึ้นเวทีอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แต่ที่ไทย หนูไม่มีโอกาส เคยไปสมัครรายการ เดอะสตาร์ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว) กับ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ก็ไม่ได้เข้าแข่งขัน พอดีช่วงนั้นมีคนชักชวนให้ไปเป็นศิลปินที่ไต้หวัน หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า ในเมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ต้องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหน คิดแค่ว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็โอเคแล้ว

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำไมถึงชอบการร้องเพลงมากขนาดนั้น

เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มั้งคะ คุณแม่ชอบร้อง คุณพ่อชอบฟัง หนูฟัง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่โรงเรียนจัดกีฬาสีหรืองานวันพ่อ วันแม่ ที่มีการแสดง หนูจะออกตัวคนแรกตลอดเลยว่าอยากไปร้องเพลงนะ อยากไปเต้นนะ คงซึมซับความชอบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ โตมาก็เลยอยากเป็นนักร้อง 

แล้วทำไมไปอยู่จีนได้ล่ะ

เริ่มต้นจากหนูได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งร้องเพลงภาษาจีนที่ฝูเจี้ยน มีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการศิลปินชาวไต้หวันคนหนึ่ง เขาชักชวนให้ไปร่วมงานกับเขาที่ไต้หวัน ตอนนั้นหนูอายุประมาณสิบสี่ สิบห้า ก็ตัดสินใจไป อยู่ที่นั่นก็เรียนด้วย พยายามเป็นศิลปินด้วย ก่อนจะย้ายมาอยู่จีนแผ่นดินใหญ่ในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับแนวทางที่คุณเลือก คุณและครอบครัวคิดยังไง

หนูคิดแค่ว่า ในเมื่อมีโอกาสและอายุเรายังน้อย ก็อยากลองไปเสี่ยงดูสักครั้ง ถ้าเผื่อเรามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงคุ้มค่ามากๆ โชคดีด้วยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนประเภทที่ถ้าลูกชอบอะไรก็ให้ไปลองได้ แต่ช่วงแรกที่หนูตกลงจะมาทำตามฝันที่เมืองจีน คุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าให้มาเหมือนกัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าเราชอบร้องเพลง แต่การเข้าวงการไม่ได้ทำกันง่ายๆ แถมวงการนี้ก็มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพ่อบอกว่า ถ้าชอบก็ลองไปดู ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้รีบกลับมาเรียนต่อ จะได้หางานทำ ทั้งสองคนคงเป็นห่วงเรานั่นแหละ ช่วงที่ไปแรกๆ คุณแม่ก็เลยมาอยู่กับเราตลอด แต่คงเพราะคิดถึงคุณพ่อเกินไป ประมาณปีครึ่งเกือบสองปี คุณแม่เลยบินกลับ (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 15 กล้าออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันนั้น

ส่วนหนึ่งที่หนูไม่กลัวเพราะว่ามีคุณแม่อยู่เป็นเพื่อน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือหนูเป็นคนชอบความท้าทายอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็อยากลองทำไปหมด ไม่กลัวสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวผู้คน และเอาจริงๆ ตอนไปอยู่ไต้หวัน หนูแทบพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ช่วงแรกงูๆ ปลาๆ มาก ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า อยู่ไปสักสามสี่เดือนหรือครึ่งปีก็น่าจะเก่งขึ้น ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้กลัว ตอนเด็กหนูมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง (หัวเราะ) คิดแบบนั้นจริงๆ นะ หนูเชื่อตลอดว่า ไม่ว่าอะไรเราก็ต้องทำได้ เดี๋ยวเราก็คงประสบความสำเร็จจนได้ เลยแทบไม่กลัวอะไรเลย

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

กดดัน แต่มีความสุข

ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่ประเทศจีนคืออะไร

หนูไม่เคยเป็นศิลปินฝึกหัดนะคะ ที่จีนส่วนมากไม่เหมือนเกาหลีที่ต้องมีการฝึกหัดสองสามปีถึงจะได้เดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ความท้าทายครั้งใหญ่ก็เลยไม่ใช่การฝึก แต่เป็นการหางาน หนูพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาในวงการนี้ ตอนมาถึงไต้หวันแรกๆ ไม่ได้มีงานมากมายอะไร ผู้จัดการไม่ได้ให้งานเราเพิ่ม ไม่ได้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรในวงการนี้ หนูแอบคิดเหมือนกันว่าเขาหลอกเรามารึเปล่า (หัวเราะ) 

สุดท้ายหนูจึงยกเลิกสัญญา แล้วก็พยายามมองหาบริษัทหรือรายการร้องเพลงดีๆ ที่จะทำให้เราได้อยู่ที่นั่นต่อ หนูหาโอกาสครั้งใหม่อยู่สองปีกว่า ถึงจะได้เจอบริษัทที่ชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ เขาให้โอกาสเราเล่นละคร ก็ได้เล่นไปสองเรื่อง

พูดง่ายๆ ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่นี่คือ หนึ่ง งานไม่ได้หากันง่ายๆ และสอง เราไม่ได้รับการฝึกสอน เราต้องฝึกเอง ซ้อมเอง เรียนรู้เอง และหาโอกาสเองเยอะมากๆ

ดูเป็นเส้นทางที่กดดันเหมือนกันนะ

ถามว่ากดดันมั้ย (หัวเราะ) ก็กดดัน แต่มีความสุขนะคะ เป็นสิบเอ็ดปีในวงการที่หนูได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งเรื่องงานและการอยู่รอดในสังคม หนูว่าเป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกัน ทำให้ทุกวันของเราดีขึ้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ

มีช่วงเวลาที่คุณบอกตัวเองว่า ‘อยากยอมแพ้’ บ้างไหม

มีความคิดนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก พอไม่สำเร็จ เราก็เสียใจ อยู่ในวงการนี้ถามตัวเองตลอดว่า เราไม่เหมาะกับที่นี่หรือเปล่า เราทำไม่ได้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่อยากยอมแพ้ ไม่อยากทำแล้ว พอแล้ว 

ตั้งแต่เพิ่งถึงไต้หวันใหม่ๆ มาอยู่เมืองจีน จนวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ตลอด เป็นความคิดชั่ววูบที่ทำให้เราสงสัยในตัวเอง แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามนะ ไม่เคยยอมแพ้เลย 

คุณก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง ถ้ารู้สึกท้อ สิ่งที่ทำให้เรากลับมาสู้ คือ ความรู้สึกกลัวการเสียหน้า (หัวเราะ)

หนูกลัวเสียหน้าเพราะญาติพี่น้องทุกคนรู้ว่าเราเข้าวงการ เพื่อนของคุณพ่อคุณแม่จะพูดตลอดว่าลูกยังเล็ก ทำไมถึงให้เข้าวงการ ทำไมไม่ให้เรียนหนังสือก่อน พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คอยบอกตัวเองตลอดว่า ในเมื่อเราเลือกทิ้งการเรียนไปเยอะมากแล้ว ถ้ายอมแพ้ เราจะกลับไปทำอะไร ไม่ได้ๆ เราไม่อยากเสียหน้า และที่สำคัญ ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียหน้าด้วย

อีกอย่าง ก่อนมาหนูคุยกับเพื่อนไว้เยอะด้วยว่า ฉันจะไปเป็นดาราที่ไต้หวันแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะดังแล้ว พอพูดไปก็ยิ่งไม่อยากเสียหน้าค่ะ เลยสู้สุดใจ พยายามแล้วพยายามอีก (หัวเราะ)

ส่วนถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากยอมแพ้ในช่วงนี้ที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีหน้าคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในความคิดตลอด หนูจะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้ หาเงินให้ตัวเองได้เยอะๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะภูมิใจ ไม่ต้องเหนื่อย ทั้งยังมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำเต็มที่ให้เขามั่นใจว่าเลือกไม่ผิดคน

ค.ศ. 2018 ที่เข้าประกวดรายการ Produce 101 China คุณดูแฮปปี้มากเลยนะ

มีหลายความรู้สึกค่ะ ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือตอนได้อยู่ในรายการ ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ชุดสีเขียว ผมสีทองนั้นดีมากจริงๆ ทุกครั้งที่เราออกมาจะมีคนชื่นชอบเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ในรายการ ทีมงาน หรือคนดูก็ชื่นชอบเราและผลงานของเรา มีคนบอกว่าดวงตาของเรามีแสง เป็นประกาย ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเท่จัง (หัวเราะ) 

รู้ได้ยังไงว่ามีคนชื่นชอบเยอะ

แหม หนูมีโทรศัพท์ค่ะ (หัวเราะ) คือเพื่อนที่แข่งขันทุกคนก็มีโทรศัพท์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะซ่อนกันตรงไหน ของหนู หนูซ่อนไว้ในห้องน้ำ ก็ได้เช็กกระแสของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะช่วงแรก ดีใจมาก แค่แป๊บเดียว แฟนคลับเราก็พุ่งปู๊ดพุ่งปี๊ด

เรื่องเล่าของคุณที่หลายคนประทับใจในรายการนี้ คือการที่ครั้งหนึ่งคุณได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดี ถูกเลือกให้ขึ้นเวทีของศิลปินวง EXO แล้วภายหลังอดีตสมาชิกในวงมาเป็นกรรมการในรายการที่คุณเป็นผู้เข้าประกวด ถามจริงๆ คุณรู้สึกยังไง

ก็คงเหมือนติ่งเกาหลีหลายคน หนูเองก็ชอบ EXO มาตั้งแต่เด็ก ชอบมาตลอด ตอนย้ายมาอยู่ไต้หวันมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ EXO วันนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถูกเรียกขึ้นไปบนเวที เรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆ กำลังชื่นชมศิลปิน โห หล่อจัง ร้องดีจัง เต้นเก่งจัง อยู่ๆ ก็มีทีมงานมาบอกให้ขึ้นไป หนูงงมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นลัคกี้แฟน หนูว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิต (หัวเราะ)

ตอนประกวด Produce 101 China หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอดีตสมาชิกจาก EXO อย่าง จื่อเทา อยู่ในรายการด้วย ตอนได้รู้ก็ตกใจ ก็เลยเล่าให้ทีมงานฟัง ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะถูกเอามาเล่าในรายการด้วย

การเป็นผู้โชคดีได้ขึ้นเวทีของ EXO ในวันนั้นสำคัญกับคุณยังไง

ถึงหนูจะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตัวเองจะมีคอนเสิร์ตที่มีคนดูหลักหมื่นได้ การได้ขึ้นไปบนเวทีวันนั้น แม้เราจะชอบพี่ๆ EXO มาก แต่ตอนอยู่ด้านบน เราแทบไม่ได้มองพวกเขาเลย ส่วนหนึ่งคือไม่กล้ามองเพราะกลัวแฟนคลับว่าเรา แต่อีกส่วนเป็นเพราะตอนอยู่บนนั้น เราได้เห็นผู้ชม ป้ายไฟ และเสียงกรี๊ด ทุกคนส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ ตอนนั้นหนูคิดกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเราที่ร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วมีคนดูมากมาย ชูป้ายไฟ ส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตามเราได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในชีวิต ถ้าทำได้และได้ทำก็คงเท่มากจริงๆ

ล่าสุดคุณได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China ด้วย

ค่ะ ปลื้มใจมากๆ หนูเข้ามาในวงการนี้ ความฝันก็คืออยากเป็นนักร้อง มีเพลง อัลบั้ม และคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง Universal Music Greater China ทำความฝันของหนูสำเร็จมาสองสามอย่างแล้ว เหลือแค่เปิดคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเดียวแล้วจริงๆ ตอนที่เขาขอเซ็นสัญญา หนูดีใจมากนะ คิดว่าเราก็ต้องมีความสามารถพอสมควรแหละ เขาถึงเลือก หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม เราก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้ทุกคนชื่นชอบ เขาจะได้ภูมิใจและรู้สึกว่าเลือกไม่ผิดคนจริงๆ

นอกจากการร้องเพลง คุณก็มีผลงานอีกหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบและแสดงซีรีส์ มีอะไรที่คุณอยากลองทำอีกรึเปล่า

ไม่มีแล้วค่ะ พอแล้ว (หัวเราะ)

อืม ช่วงนี้ยังไม่มี แต่ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้คุยกันอีก หนูอาจจะมีอย่างอื่นที่อยากทำก็ได้ ตอนนี้หนูคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ยังไม่สำเร็จเลย เพราะงั้นก็ขอทำตรงนี้ไปก่อน 

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ถึงจะมีคนแอนตี้ เราก็เชียร์คุณอยู่ดี

กำลังใจจากแฟนคลับครั้งไหนที่มีค่ากับคุณมากที่สุด

สำคัญในทุกครั้งที่หนูมีการแสดงเลย แฟนคลับคอยให้กำลังใจหนูตลอด อย่างตอนที่ประกวดรายการ Produce 101 China มีคนแอนตี้เราหนักมาก ก็มีแฟนคลับนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่เราต้องเดินจากห้องพักไปที่ซ้อมของรายการ ระยะทางแค่ห้านาทีเอง แต่ตลอดทางจะมีแฟนคลับมารอให้กำลังใจ พอเราเดินผ่าน เขาจะตะโกนว่า ‘สู้ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะมีคนแอนตี้คุณ แต่เราก็ยังชอบคุณเหมือนเดิม เราจะเชียร์จนคุณได้เป็นศิลปินให้ได้’

มันทำให้รู้ว่า ถึงแม้จะมีคนเกลียดเราเยอะขนาดไหน แต่คนที่ชอบก็ยังพยายามช่วยให้เราประสบความสำเร็จ รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่สุดจริงๆ

มีอะไรอยากบอกแฟนคลับชาวไทย แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกไหม

หนูพูดตลอดค่ะ บอกหมดแล้ว (หัวเราะ) 

บอกทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เลย ล่าสุดที่หนูได้ร่วมงานกับน้องๆ วง Vyla มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย ก็บอกกับพี่ๆ สื่อมวลชนและแฟนคลับไปว่า ถ้าโควิด-19 ดีขึ้น หนูอยากจัดแฟนมีตติ้งที่ไทย อยากเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่นั่น หนูรู้นะว่าตัวเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเราอยู่ที่ไทยหรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม หนูก็อยากยกทุกอย่างที่ได้ทำที่จีนไปมอบให้กับแฟนๆ ที่นั่นด้วย

การเป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในจีนให้อะไร และเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้เยอะค่ะ อย่างแรกคือทำให้หนูเก่งขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้หนูภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เสียอาจจะเป็นการใช้ชีวิตบางส่วน ต้องยอมรับว่าศิลปินที่จีนมีกฎเกณฑ์เยอะ การเป็นไอดอลไม่ง่าย ต้องคอยระวังหลายอย่าง เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำได้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก การมีชื่อเสียงทำให้ต้องเจอเรื่องราวมากมายที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน

สูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จของซันนี่คืออะไร

หนูว่าคือความไม่ยอมแพ้ค่ะ ถึงแม้ปากจะคอยพูดบ่อยๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจัง ท้อแท้ ทำไมทำได้แค่นี้ แต่ใจเราก็ยังอยากประสบความสำเร็จให้ได้ ท้ายที่สุด ปากบ่นก็จริง แต่ใจก็สู้ เราไม่เคยยอมแพ้เลย

ถ้าผู้หญิงที่ชื่อซันนี่ไม่ได้เป็นนักร้องผู้โด่งดัง คุณว่าวันนี้เธอจะทำอะไรอยู่

น่าจะเป็นไกด์ที่เมืองไทยมั้งคะ เราเป็นคนชอบคุย ชอบเล่น ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมด้วย แถมพูดภาษาจีนได้อีก คนจีนที่ชอบไปเที่ยวประเทศไทยก็เยอะ เลยคิดว่าถ้ามีทัวร์เป็นของตัวเองก็จะพาคนจีนไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ (หัวเราะ)

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง

จากเด็กที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงที่จีน วันนี้คุณเป็นศิลปินแถวหน้าผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ รู้สึกยังไงบ้าง

หนูไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้หนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่นี่ก็มาไกลกว่าวันแรกมากจริงๆ ดีใจ ภูมิใจ รู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกคนทั้งในจีน ไทย และทุกประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามหนูเสมอมา อยากพยายามต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และไม่ว่าจะรับงานไหน หนูสัญญาว่าจะทำเต็มที่ ไม่ให้คนที่ชื่นชอบผิดหวัง

คุณย้ายไปใช้ชีวิตที่จีนร่วม 10 ปีแล้ว คิดถึงอะไรที่เมืองไทยมากที่สุด

คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ถ้าไม่นับคนก็คิดถึงอาหารไทยมากที่สุด คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเมืองจีนไม่มี แล้วก็คิดถึงเอ็มเค แม้จีนก็มีอาหารแนวนี้ แต่น้ำซุปหรือรสชาติไม่เหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านเราจะไปกินเอ็มเคกันทุกวันศุกร์ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอมาอยู่นี่ก็แทบไม่ได้ทานเลย หนูก็เลยคิดถึงนิดหนึ่งค่ะ 

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิดถึงรองจากคุณพ่อคุณแม่ คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับเอ็มเคเนอะ

ค่ะ ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

ไม่ได้กลับไทยมาปีกว่าๆ ถ้าได้กลับมาครั้งหน้า คุณจะกอดใครเป็นคนแรก

ต้องดูว่าหนูเจอใครก่อนค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าเป็นคนในครอบครัวแน่นอน เจอใครก่อนก็กอดคนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคุณพ่อนะคะ

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ภาพ : ซันนี่-เกวลิน บุญรักษา

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load