ตุ๊กตา-นิศารัตน์ จงวิศาล เป็นมนุษย์ผมยาว วันที่เราเจอกัน เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพิมพ์ลายดอกไม้สีอ่อน คู่กับกางเกงยีนส์สบายๆ เราไม่ได้พยายามกะเกณฑ์ช่วงวัย แต่เธอเฉลยกับเราในตอนท้ายของบทสนทนาว่าอายุ 31 ย่าง 32 ปี

ตุ๊กตามีรอยสักทั้งหมด 8 จุดบนร่างกาย แรกเริ่มเดิมทีเธอตั้งใจสักแค่ลายดอกไม้ แต่สุดท้ายกลายเป็นทาสแมว เลยได้รอยสักลายแมวหน้ากวนที่เธอบอกว่าหน้าเหมือนแมวที่เธอเลี้ยงมาโดยไม่ได้วางแผน

อาชีพหลักของตุ๊กตาคือทายาทธุรกิจขายอะไหล่รถสิบล้อ ซึ่งเป็นธุรกิจกงสีของครอบครัวเชื้อสายจีน เธอเติบโตมากับการมุดใต้ท้องรถสิบล้อ ไขอะไหล่ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง โตขึ้นมาก็มีหน้าที่วิ่งไปขายสินค้าตามต่างจังหวัด เธอบอกว่า เธอต้องทำตัวสวย หรือไม่ก็ทำตัวเป็นทอมไปเลย เพราะลูกค้าในวงการสิบล้อต่างคาดหวังแบบนั้น

สิ่งหนึ่งที่คุณน่าจะรับรู้ได้โดยที่เราไม่ต้องบอกสักคำก็คือ ตุ๊กตาเป็นผู้หญิง

‘ทำทาง’ กลุ่ม NGO ที่กรุยทางแก้กฎหมายทำแท้งในไทยให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ปฏิเสธความเป็นแม่

ไม่ว่าจะรับรู้จากคำบรรยายรูปพรรณสัณฐานว่า ผมยาว สวมเสื้อลายดอกไม้ สรรพนามแทนตัวที่ใช้คำว่า เธอ แทนที่จะเป็นคำว่า เขา ไปจนถึงคำบอกเล่าว่าเธอถูกคาดหวังว่าต้องทำตัวสวย นี่เป็นหลักฐานเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยืนยันว่า สังคมของเรามีวิธีการแบ่งแยกที่เฉพาะเจาะจงระหว่างเพศหญิงชายอยู่หลากหลาย ทั้งทรงผม การแต่งกาย วิธีการใช้ภาษา ไปจนถึงการประพฤติวางตัว

อีกบทบาทหนึ่งของผู้หญิงชื่อตุ๊กตา คือการเป็นเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและประสานงานของกลุ่มทำทาง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีมาอย่างยาวนาน แต่ชื่อของกลุ่มทำทางเป็นที่รู้จักมากขึ้นในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาจากความพยายามผลักดันการแก้ไขกฎหมายการทำแท้ง

ท้อง / แท้ง

จากคำบอกเล่าของตุ๊กตา กลุ่มทำทางมีสมาชิกหลัก 6 คน นอกจากตัวเธอเองแล้วยังมี ชมพู่-สุพีชา เบาทิพย์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม นุ่น กาน ออม พีช และผักกาด ที่สลับกันทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางสายด่วนช่วยเหลือผู้หญิงท้องไม่พร้อม และหน้าที่แอดมินเพจคุยกับผู้หญิงที่ทำแท้ง เพจเฟซบุ๊กที่สื่อสารประเด็นเดียวกัน

สมาชิกแต่ละคนมีที่มาหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักศึกษา นักขาย (อะไหล่สิบล้อและสินค้าอื่น) แต่สิ่งมีร่วมกันคือความคิดว่า

“การทำแท้งเป็นสิทธิ์ของผู้หญิงค่ะ” ตุ๊กตาเล่าเมื่อเราถามถึงประเด็นหลักที่กลุ่มทำทางรณรงค์มาต่อเนื่อง “เราเน้นไปที่สิทธิของผู้หญิง การทำแท้งของผู้หญิงต้องกระทำได้อย่างปลอดภัย”

เมื่อพูดถึงสิทธิ เราย้อนกลับไปดูสิทธิที่ถูกกำหนดตามตัวบทกฎหมาย ในกฎหมายอาญาไทยยังมีการเอาผิดกับผู้หญิงที่ทำแท้งในมาตรา 301 ว่าผู้หญิงที่ทำแท้งหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตัวเองแท้งมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แถมมาตรา 302 ระบุว่า แพทย์ที่ทำแท้งให้ผู้หญิงยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย

พูดง่ายๆ คือ สิทธิในการทำแท้งนั้นยังไม่มีอยู่จริงตามกฎหมายไทย

‘ทำทาง’ กลุ่ม NGO ที่กรุยทางแก้กฎหมายทำแท้งในไทยให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ปฏิเสธความเป็นแม่

“หากถามว่าทำไมกฎหมายไทยยังกำหนดโทษแบบนี้ เราอาจตอบได้ตามความรู้สึก แต่ไม่ได้เป็น Fact เราคิดว่าสังคมไทยมีความเป็นห่วงเป็นใยกันมาก ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นห่วงเรื่องบาปกรรมแทนเรา” ตุ๊กตาให้ความเห็น “สังคมไทยขู่ผู้หญิงว่าทำแท้งแล้วมันเป็นบาป อ้างอิงตามชุดความคิดที่มีรากฐานจากศาสนาพุทธ แต่อันที่จริง การมองชีวิตและศีลธรรมเป็นเรื่องส่วนตัวมากเลยนะ”

หากคิดว่าการทำแท้งเป็นบาปตามแนวคิดศาสนาตะวันออก ชุดข้อมูลเรื่องกฎหมายทำแท้งในประเทศที่มีความเข้มข้นของศาสนามากกว่าไทยจากตุ๊กตาก็ทำให้เราฉุกคิดได้ไม่น้อย

“จริงๆ มันไม่มีกฎหมายที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ แต่เทียบเคียงประเทศที่มีศาสนาใกล้เคียงกับไทยอย่างอินเดียและเนปาล อินเดียอนุญาตให้ผู้หญิงทำแท้งได้ถึงอายุครรภ์ยี่สิบสัปดาห์ ด้วยวิธีใดก็ได้ ไม่มีความผิดเลย หลังจากมีกฎหมายทำแท้งแบบนี้ออกมา ผู้หญิงก็เสียชีวิตจากการทำแท้งน้อยลง”

สถิติที่น่าสนใจอีกข้อคือ อัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงที่ทำแท้งในโรงพยาบาลมีเพียง 1เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อัตราการเสียชีวิตจากการทำคลอดยังสูงกว่าเสียอีก 

“กลุ่มทำทางกำลังจะไปยื่นหนังสือต่อราชวิทยาลัยสูตินารีเวช ซึ่งเป็นสมาคมของสูตินารีแพทย์ไทย” ตุ๊กตาเล่าถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม พร้อมอธิบายเหตุผล “เพราะเขาตัดสินใจประกาศว่า ผู้หญิงมีสิทธิ์ทำแท้งได้ที่อายุครรภ์สิบสองสัปดาห์ เหตุผลคือเพื่อความปลอดภัยของผู้หญิง ซึ่งมันไม่จริง”

“การท้องนั้นหยุดได้สองวิธี คือหยุดตอนที่คลอด ซึ่งเราทำกันที่อายุครรภ์สามสิบเจ็ดถึงสี่สิบสัปดาห์ หรือหยุดตอนที่ทำแท้งซึ่งไม่ควรเกินยี่สิบสี่สัปดาห์ อ้างอิงจากงานวิจัยสากลมากมาย ยิ่งเราหยุดตอนที่อายุครรภ์น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งปลอดภัย”

แต่เท่าที่เราเข้าใจ ร่างกฎหมายอาญาล่าสุดที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติให้แก้ไขมาตรา 301 เกี่ยวกับการทำแท้ง ก็ระบุตัวเลขที่ 12 สัปดาห์

“นั่นทำให้เรารู้ว่าเขาไม่ฟังเราเลย” ตุ๊กตาตอบพลางถอนหายใจ “ทางกลุ่มทำทางได้เห็นร่างฯ ตั้งแต่ก่อนจะเข้าไปขอมติแล้ว ซึ่งเราคัดค้านกันว่าสิบสองสัปดาห์เป็นตัวเลขที่น้อยเกินไป แต่เขาก็ไม่ฟัง ทั้งในฐานะผู้หญิงที่เป็นเจ้าของปัญหาและคนที่ผลักดันเรื่องนี้ ตัวเลขสิบสองสัปดาห์เป็นเวลาที่พวกเขาสบายใจ ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัยของผู้หญิงอย่างเรา”

น่าคิดเหลือเกินว่าเรื่องท้อง/แท้งเป็นเรื่องของใครกันแน่ เป็นเรื่องสิทธิของผู้หญิงเหนือร่างกายของตัวเอง หรือเป็นเรื่องที่สังคมควรรุมกันตัดสินโดยใช้ชุดศีลธรรมเดียว

“แล้วฉันไม่ใช่หนึ่งในสังคมหรือ ทำไมไม่ฟังศีลธรรมชุดของฉันบ้าง” ตุ๊กตาตั้งคำถาม

‘ทำทาง’ กลุ่ม NGO ที่กรุยทางแก้กฎหมายทำแท้งในไทยให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ปฏิเสธความเป็นแม่
‘ทำทาง’ กลุ่ม NGO ที่กรุยทางแก้กฎหมายทำแท้งในไทยให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ปฏิเสธความเป็นแม่

ท้อ / แท้

เมื่อตุ๊กตาแสดงออกอย่างไม่ปิดบังว่าตัวเธอและทางกลุ่มไม่ได้พึงใจในการเห็นชอบให้พิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายอาญามาตรา 301 ที่เพิ่งเกิดขึ้น เราจึงชวนให้เธอจิบน้ำเพื่อพักบทสนทนาสักนิด ก่อนถามถึงเส้นทางการพยายามผลักดันเรื่องสิทธิการทำแท้งที่ผ่านมา

เดาว่านี่คงไม่ใช่ความผิดหวังครั้งแรก แล้วเธอเคยท้อกับสิ่งที่ทำบ้างไหม

“เรานึกไม่ออกเลยว่าท้อเรื่องอะไร” ตุ๊กตาเอ่ยหลังจากเงียบไปช่วงสั้นๆ “ที่เงียบคือคิดอยู่ว่าเคยท้อไหม เราเคยโดนด่าจากสองสามหมื่นคอมเม้นท์เลยนะ เขาบอกว่าเราไร้ยางอาย ไม่มีทางได้ดี เราก็เป๋ไปสองสามวันเหมือนกัน แต่ไม่เคยท้อ”

ล่าสุดความพยายามในการผลักดันสิทธิ์ของผู้หญิงในเรื่องนี้ ไปไกลถึงการปราศรัยบทเวทีประท้วง ซึ่งเป็นประเด็นที่ว่าด้วยผู้หญิงกับการถูกคาดหวังให้ทำออรัลเซ็กซ์โดยคู่ของตนราวกับเป็นหน้าที่ ไม่ต่างจากที่ถูกคาดหวังให้อุ้มท้องทั้งที่อาจไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจ

“ที่ผ่านมา เราโดนกดหัวจริงๆ ทั้งในแง่เปรียบเปรยและกดหัวตรงตามตัวอักษรเลยค่ะ” ตุ๊กตาเล่าติดตลก “ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเรื่องของ Consent (ความยินยอม) และยังเป็นความเข้าใจผิดของผู้ชายด้วย ว่าการมีเซ็กซ์คือการ Serve ตัวเขาเอง และผู้หญิงที่ได้รับอวัยวะของเขาต้องรู้สึกฟิน ยินดี

“ถามว่าเรื่องที่ใครๆ มองว่าเล็กแบบนี้เป็นเรื่องเล็กหรือเปล่า มันไม่เล็ก เพราะเมื่อใดก็ตามที่คู่ของคุณไม่ให้เกียรติ Consent ของคุณ มันจะลามไปจากเรื่องออรัลเซ็กซ์ ไปเรื่องการคุมกำเนิด ไปถึงเรื่องการตัดสินใจท้องต่อหรือทำแท้ง เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด

“เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้ชายไม่ได้มี Mindset เรื่องนี้ เขาจะไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด และไม่ว่าจะเป็นคู่เพศเดียวกันหรือต่างเพศ ถ้าคุณไม่ได้เช็ก Consent ต่อกัน ถ้าหากเราไม่ได้อยากเข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย ไม่ถามว่าจะกินอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไรเวลามีเซ็กซ์ มันลามไปทุกเรื่อง”

 น่าคิดเหมือนกันว่าที่ผ่านมาเราเคยเช็กความยินยอมของคนข้างๆ เราก่อนตัดสินใจอะไรหรือเปล่า หรือเราเองเป็นอีกคนที่คิดว่า แค่นี้เองไม่เป็นอะไร

“รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครเดือดร้อนกับการถูกหวังให้ทำออรัลเซ็กซ์” ตุ๊กตาตั้งคำถาม

‘ทำทาง’ กลุ่ม NGO ที่กรุยทางแก้กฎหมายทำแท้งในไทยให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ปฏิเสธความเป็นแม่

ทำ / ทาง

เมื่อเราได้คำตอบชัดแจ้งว่าร่างกฎหมายอาญา มาตรา 301 ที่กำลังพิจารณาแก้ไขกันอยู่นั้น ไม่ได้ผ่านความยินยอมของเจ้าของปัญหา คำถามก็คือว่า แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อไปดี

“สิ่งที่เราทำได้ในฐานะกลุ่มทำทางคือรณรงค์ต่อไปค่ะ เราจะรวบรวมรายชื่อเพื่อไปขอแก้กฎหมายก็ได้ หรืออาจประท้วงก็ได้ คนทั่วไปก็สามารถร่วมลงชื่อหรือมาประท้วงกับเราได้นะคะ” ตุ๊กตาตอบเรียบๆ “อย่าหยุด สำหรับเรา เราเอาแรงแค้นของการโดนด่าวันนั้นมาเป็นแรงผลัก ไม่ว่าใครจะพยายามกดให้เราจมเท่าไหร่ เราจะโงหัวกลับขึ้นมาให้ได้ (หัวเราะ)”

ถึงกับต้องถามว่าคำตอบนี้ลงในบทความได้ไหม ซึ่งตุ๊กตาให้ความยินยอมแล้ว

“ลงได้ค่ะ แต่นั่นเป็นเหตุผลของเราคนเดียว เหตุผลจริงๆ ที่หยุดผลักดันเรื่องสิทธิ์ในการทำแท้งไม่ได้ก็เพราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับทุกคน ตัวเราเอง เพื่อน พี่น้องของเรา ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีโอกาสอยู่ในสภาวะท้องไม่พร้อม หรือมีคนใกล้ตัวท้องไม่พร้อมได้ทั้งนั้น

“ซึ่งเราอยากบอกกับคนที่ท้องไม่พร้อมแค่ว่าคุณมีสิทธิ์เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ในการเลือกทางของตัวเอง อย่าได้ไปหวั่นไหวกับสิ่งรอบๆ เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของชีวิตคุณ”

แม้วันนี้ร่างแก้กฎหมายจะยังไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังไว้ แต่สำหรับตุ๊กตาการเดินทางผลักดันของกลุ่มทำทางอาจเรียกได้ว่ามาถึงหมุดหมายสำคัญอันหนึ่ง

“กลุ่มทำทางเป็นหน่วยแนวหน้ากล้าตายของประเด็นทำแท้งในประเทศไทย เนื่องจากเราเป็น NGO เรามีอิสระในการเคลื่อนไหว ความสำเร็จของเราอันหนึ่งนอกจากการให้คำปรึกษา ก็คือเรื่องรณรงค์ ที่เราได้แก้ไขกฎหมายก็เริ่มมาจากการที่เราและเครือข่ายร่วมกันทำหนังสือยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ นี่เป็นความสำเร็จที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มและเครือข่าย

“วันที่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้มาตรา 301 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ วันนั้นดีใจจนร้องไห้เลยนะ ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรในอีกหลายเดือนต่อมา (หัวเราะ) แต่การที่พวก NGO ตัวเล็กๆ นั่งประชุมกันอยู่ในห้องแคบๆ จนๆ มารวมกันแล้วเสียงของเราบอกศาลรัฐธรรมนูญได้ว่า คุณต้องเปลี่ยน แล้วเขาเปลี่ยนให้เรา อันนี้มัน Big Surprise จริงๆ”

มองจากสายตาที่มุ่งมั่นของตุ๊กตาแล้ว เราพอจะเดาไว้ว่าภารกิจทำทางที่เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงแบบนี้ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงคนนี้ขยาดเลยแม้แต่น้อย

“นึกไม่ออกเลยว่าเราต้องกลัวอะไร ถ้าเราเป็นไม้ซีก เรายิ่งไม่ต้องกลัวเลย เราหักก็ไม่ได้มีใครหักไปกับเราเท่าไหร่ ไม่ได้หมายความว่าจะยอมตาย พลีชีพ ไม่หักก็ดี แต่ท้ายที่สุด เราไม่คิดว่ามันมีอะไรน่ากลัวขนาดนั้น เพราะเราไม่เคยทำสิ่งผิดกฎหมาย อย่างมากก็แค่ถูกด่า แล้วยังไง ก็กินข้าวอร่อยเหมือนเดิม”

เท่า / เทียม

อันที่จริงมีอีกเรื่องที่เราจงใจไม่บอกไปก่อนหน้า นั่นคือเหตุผลที่ตุ๊กตาเคยโดนด่าถึง 30,000 คอมเมนต์

“ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เราเปิดหน้าตัวเองบอกว่าเราเคยทำแท้ง แล้วชีวิตเราก็มีความสุขดี ลงในเพจคุยกับผู้หญิงทำแท้ง โพสต์นั้นถูกซื้อโฆษณาโดยที่เราทราบล่วงหน้า เราแค่คิดว่าลองดูก็ได้ แต่รู้สึกตัวอีกทีมีสามหมื่นคอมเมนต์ว่าเราไม่มียางอาย เป็นคนใจบาปที่ไม่มีวันได้ดีอีกแล้วในชีวิต เป็นผี เป็นมาร ไล่เราไปตาย ด่าถึงพ่อถึงแม่

“เราคิดว่าเขาไม่ได้มองเราเป็นคน คนที่ด่าเรา เขามองผู้หญิงหรือคนที่มีมดลูกว่าเป็นอู่ที่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเมื่อมีตัวอ่อนเล็กๆ อยู่ข้างในมดลูก ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธความเป็นแม่ เพราะเป็นหน้าที่ที่สังคมแบบปิตาธิปไตยมอบให้กับมดลูก แต่เราไม่ได้อยากทำหน้าที่นี้สักหน่อย

“คนมักมองผู้หญิงที่เคยทำแท้งแค่มิติเดียว คือนี่เป็นผู้หญิงที่เคยทำแท้ง บาป ชั่ว ขายดราม่ามัน แต่ไม่ได้มองมิติอื่นอีกเลย” ตุ๊กตากล่าว “ปัญหามันคือเราพยายามจะเอาความรู้สึกของเราไปตัดสินคนอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำแท้ง”

ต่อให้ไม่นำข้อเท็จจริงว่าตุ๊กตามีมดลูกหรือไม่มาพิจารณา เราก็ยังคงรู้สึกว่าเธอเป็นมนุษย์ที่ห้าวหาญและมุ่งมั่นมากเหลือเกินในการผลักดันสิ่งที่เธอคิดว่าถูกต้อง และแม้เธอจะเคยทำแท้งหรือไม่เคย ก็ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงในมิติอื่นของชีวิต ที่ว่าเธอยังเป็นลูกสาว เป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอะไหล่สิบล้อ เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง

เช่นเดียวกันกับที่ผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าเคยท้องไม่พร้อม ไม่ว่าเคยทำแท้งหรือไม่ มีมิติที่หลากหลายในชีวิต และมีความเป็นคนเท่าๆ กันกับเราและคุณ

การต่อสู้ของตุ๊กตาและเพื่อนกลุ่มทำทาง จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อสิทธิ์ให้ผู้หญิงได้ทำแท้งโดยไม่มีความผิด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้คุณค่าของความเป็นผู้หญิงไม่เท่ากับการอุ้มท้องให้กำเนิดนั้นชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้คุณค่าของผู้หญิงเท่ากับความเป็นมนุษย์ และเพื่อให้เราเป็นคนเท่ากันโดยสมบูรณ์

“คุณค่าของความเป็นมนุษย์คือความเห็นอกเห็นใจ และการให้เกียรติการตัดสินใจของคนอื่น มีสองข้อนี้ คุณจะเป็นมนุษย์” ตุ๊กตากล่าวทิ้งท้าย

‘ทำทาง’ กลุ่ม NGO ที่กรุยทางแก้กฎหมายทำแท้งในไทยให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ปฏิเสธความเป็นแม่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

24 มิถุนายน 2565
2.76 K

The Cloud x องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

ณ จังหวัดชื่อสั้นสุดในแดนอีสาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่นี่ดังไกลไปถึงเมืองหลวงว่า เมืองเลยมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่แจ้งเกิดจากความอุตสาหะของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ในอ้อมกอดของภูใหญ่ 2 ลูกอันเป็นที่มาของชื่อ ‘ตำบลภูหอ’ และ ‘อำเภอภูหลวง’ ทุ่งนาเขียวขจีและกอกล้วยดกครึ้ม เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางซึ่งติดตามเราไปทุกที่ หรือไม่ก็เจ้าถิ่นใจดีที่ช่วยนำทางเราไปสู่จุดหมายที่ซ่อนกายอยู่ท่ามกลางดอยดงหล่งลึกของตำบลนี้ หลังป้ายทำมือเขียนว่า ‘Banana Landคือที่ดินผืนใหญ่ที่ถูกแบ่งสรรเป็นที่ทอผ้า บ่อปลา แปลงนา ผลิตงานฝีมือ และฟางกองใหญ่ที่สุมกันในรูปปราสาทจำลอง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของชาวบ้านหนองบัว ตำบลภูหอ ที่มาร่วมแรงทำงานตามความถนัดของตนเองที่นี่ ล้วนเป็นมาตรวัดความสุขที่พวกเขาได้รับยามมาเยือนสถานที่เที่ยวเปิดใหม่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ปรากฏตัวในชุดม่อฮ่อมย้อมคราม นุ่งผ้าขาวม้าทอเอง รวบผมสั้นมัดจุกง่าย ๆ ลุคเดียวกับที่เราเคยเห็นในทีวีเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน ตอนเธอนำผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปของอำเภอภูหลวง แปะฉลาก ‘Banana family’ ไปขายไอเดียถึงสตูดิโอรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ซีซันแรก

วันนั้น Banana Land ของเธอเพิ่งตั้งไข่ในฐานะโมเดลพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

วันนี้ โมเดลที่เคยคิดเพื่อตอบโจทย์ของรายการได้รับการสานต่อให้เป็นจริง ด้วยแรงใจและไฟฝันอันโชติช่วงของสาวเลย ผู้เรียกตัวเองว่า ‘คนบ้าพลัง’ และในวันที่ Banana Land ของบั้มก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง เราอยากชวนเจ้าตัวมาเล่าย้อนถึงหลักกิโลเมตรแรกที่เธออุทิศตนเองเพื่อรอยยิ้มและรายได้ของคนในชุมชน เผื่อว่าผู้อ่านที่รักทุกท่านจะได้รับพลังบวก ๆ ไปจากผู้หญิงบ้าพลังคนนี้

จากภูหลวง

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“ที่นี่คืออำเภอภูหลวง ภูยาว ๆ ที่เป็นสันเขาฝั่งกระโน้นคือชื่ออำเภอนี้ เป็นภูยาวที่กินพื้นที่ 3 อำเภอ ส่วนด้านหลังโน่นคือภูหอ ส่วนมากคนรู้จักชื่อ 2 ภูนี้ ภูหนึ่งคือชื่อตำบล อีกภูคือชื่ออำเภอ” บั้มวาดแผนที่กลางอากาศให้คนต่างถิ่นอย่างเราเข้าใจภูมิศาสตร์ของบ้านเกิดเธอในไม่กี่ประโยค

“บ้านบั้มอยู่ที่นี่ เป็นที่ดินของบรรพบุรุษ ตาทวดให้ยาย ยายยกให้แม่ แล้วส่งต่อมาถึงรุ่นบั้ม” เจ้าบ้านตีวงให้แคบลงมาถึงแค่ผืนดินเขียวขจีที่พวกเรายืนอยู่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

ทุกถ้อยกระทงความที่บั้มกล่าวถึงอำเภอภูหลวงที่ตระกูลเธอหยั่งรากอาศัยมาหลายชั่วอายุคน เปี่ยมด้วยความรักใคร่อย่างที่ใครฟังก็รู้สึกได้ แต่เพื่อความก้าวหน้าของการงานอาชีพ หญิงสาวชาวภูหลวงคนนี้จึงจำจากบ้านเกิดในชนบทไปยังเมืองฟ้าอมร เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างกว่า

บั้มเรียนจบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทั้งที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก่อนจะได้รับทุน IFP Thailand ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ AIT (Asian Institute of Technology) โดยสาขาที่เลือกเรียนในตอนนั้นคือ วิชาความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย หากแต่วิชาที่กำหนดเส้นทางอนาคตของเธอกลับไม่ใช่วิชาที่เลือกโดยจำเพาะ แต่เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุนทุกคน

คืนภูหลวง

“พ.ศ. 2557 บั้มไปเรียน SE (ธุรกิจเพื่อสังคม) ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกชุดไปสอนพวกเรา เพราะเด็กทุนทุกคนต้องเรียนเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า SE คืออะไร รู้แต่ว่าต่างประเทศเขาเน้นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมกันมานานมาก แต่ประเทศไทยไม่มีเลย มีแต่ทำบริษัทใหญ่โต รวยแล้วค่อยแบ่งไปทำ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) ซึ่งมันต่างจาก SE มาก”

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือวิชาที่ปลุกวิญญาณนักพัฒนาในตัวบั้มอีกขั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธออาจเคยเป็นมือข้างหนึ่งที่ร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมยกระดับความเป็นอยู่ของคนในบ้านเกิดมาแล้ว แต่เรื่องธุรกิจการค้ายังไม่เคยปรากฏในหัวคิดเช่นครั้งนี้

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“เราได้โจทย์มาว่า ถ้ากลับมาที่ชุมชนของเรา เราจะทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรได้บ้าง” สาวเลยร่างเล็กเอ่ยด้วยดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยขายของ เคยแต่ทำงานอาสา ทำกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ชื่อ ‘ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง’ ชวนกันออมเงิน ออมบ้าน ออมเด็ก ออมเวลา อันสุดท้ายนี้หมายถึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลยชักชวนกันมาทำ SE”

Banana family

โจทย์ที่ได้จากห้องเรียนธุรกิจเพื่อสังคมทำให้บั้มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบทางสว่างเมื่อเธอสำรวจพื้นที่บ้านเกิดจนทั่ว แล้วพบว่าของดีประจำถิ่นคือ ‘ต้นกล้วย’ เธอชักชวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียงมาแปรรูปกล้วยที่ปลูกในชุมชนเป็นขนมกล้วย ได้แก่ Banana Stick และ Banana Snack

เริ่มจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยร่วมงานกันในฐานะสมาชิกกลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง รูปที่ใช้ออกแบบโลโก้บนหีบห่อ ก็ได้แบบจากใบหน้ารุ่นน้องที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต

“ตอนแรกเราจะทำรูปภูหอ แต่ตอนนั้นภูหอยังไม่ดัง ไปเสนออาจารย์แล้ว อาจารย์ก็แย้งว่าเห็นรูปภูหอแล้วใครจะรู้ว่าขายกล้วย ตอนนั้นก็เหมือนจะเรียนเรื่องทำแผนธุรกิจอยู่ค่ะ แก้ไขกันมานานพอสมควรกว่าจะได้โลโก้นี้ เราคิดกันว่าสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กอีสานอย่างเรา ๆ มันคืออะไรนะ

“โหนกแก้มใหญ่ กรามเยอะ ตาน้อย ๆ ใช่ไหม ก็เลยออกมาเป็นรูปการ์ตูนประมาณนี้”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

บั้มและผองเพื่อนเยาวชนตั้งชื่อแบรนด์ให้ขนมกล้วย ๆ ทั้งหมดของพวกตนว่า Banana family มีเมนูชูโรงคือ ‘กล้วยเส้น’ ที่สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างเห็นผลจริง จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอเพิ่มรสและกลิ่นใหม่ ๆ อย่างปาปริก้า สาหร่าย และบาร์บีคิว ก่อนที่ตรา Banana family จะขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอื่น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตเองและปลอดสารพิษ

“SE สอนให้เราเลือกคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลกำไรต้องแบ่งปันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ผู้ผลิตวัตถุดิบต้องได้กำไรด้วยตั้งแต่แรก ซื้อของโดยไม่กดราคา คัดคุณภาพเพื่อการผลิตที่ดี กลางน้ำคือการผลิตที่ดี มีการผลิตที่ดีมั้ย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำงาน แล้วของจะมีคุณภาพได้ยังไงถ้าคนที่ทำยังไม่ดี สุดท้ายปลายน้ำก็คือผู้บริโภค ถ้าเราเริ่มต้นมาดีทั้ง 2 อย่าง การส่งมอบของต่าง ๆ ก็จะดีไปด้วย นี่คือสิ่งที่ SE บ่มเพาะเรา เลยทำให้สินค้ามีคุณภาพดี มีมาตรฐานส่งออก GMP Codex ทุกอย่าง”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ถ้าถามว่าสินค้าตรา Banana family มีคุณภาพดีสมคำร่ำลือหรือไม่ เราขอตอบด้วยผลงานว่าเพียง 1 ปีที่ขนมขบเคี้ยวจากกล้วยของบั้มเริ่มวางจำหน่าย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ก็เลือก Banana family เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวในอำเภอภูหลวง และทุกคราวที่บั้มเปิดไลฟ์ขายของ ลูกค้าจากทั่วสารทิศก็พร้อมใจเข้ามาชมและสั่งสินค้ากันใหญ่

Banana Land

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

Banana family ออกจำหน่ายอยู่ 4 ปี บั้มก็รู้สึกว่าสายป่านที่ใช้หล่อเลี้ยงธุรกิจกล้วยเส้นของเธอเริ่มจะสั้นเกินไปเสียแล้ว เพื่อหาเงินทุนมาต่อยอดทำบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักรบางอย่าง เธอจึงตัดสินใจนำแบรนด์ Banana family ไปท้าประลองในรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ด้วยความมุ่งหวังที่พกพาจากเมืองเลยว่า จะนำเงินรางวัลกลับไปเพื่อการนั้น

“เรามีความคิดว่าอยากทำ Banana Land อยู่แล้ว แต่กะว่าจะขยาย Banana family ก่อน ค่อยเอาเงินมาทำบ้านตัวเองเป็น Banana Land ต่อ เราลงแข่งรายการนี้เพราะมันเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมโดยตรง ไปเจอ โค้ชเจ-เจรมัย พิทักษ์วงศ์ แกเป็นโค้ชส่วนตัวของเรา แกก็โยนคำถามมาคำถามหนึ่งว่า ‘บั้มอยากให้หมู่บ้านของบั้มกลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมเหรอ’ ไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้”

ครั้งนั้น โค้ชเจเสนอแนะกับบั้มว่า แทนที่จะมองหาเครื่องจักรชุดใหม่และอะไรอีกหลายขั้น คงจะสบายกับเธอมากกว่า หากเธอสร้าง Banana Land ทันทีโดยไม่ต้องหมายน้ำบ่อหน้า

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ด้วยคำแนะนำของกุนซือผู้มองการณ์ไกล บั้มได้เสนอแนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อชุมชน Banana Land ต่อรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน เรียกเสียงปรบมือและคะแนนความนิยมกึกก้อง แม้ไม่อาจคว้ารางวัลชนะเลิศกลับมาได้ แต่การติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดธุรกิจ ก็ไม่ทำให้การเข้ากรุงต้องเสียเปล่า เนื่องจากเงินรางวัลที่เธอได้รับจากการเข้ารอบสุดท้าย มากเพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นที่ดิน 8 ไร่อันตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของคนบ้านใกล้เรือนเคียง

เครือกล้วยใน Banana Land ยังเป็นสายพานสำคัญที่ป้อนผลผลิตสู่โรงงาน Banana family แต่ ‘ดินแดนกล้วย ๆ’ แห่งนี้หาได้มีแค่กล้วยเหมือนในชื่อ เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผสมเครือข่ายชาวบ้าน เปิดโอกาสให้คนในและคนนอกมาพบปะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านกิจกรรม พร้อมแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สปาเท้า เตียงแคร่ งานแฮนด์เมด อีโคพรินต์ ทอผ้า อาหารพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งหอยปูปลา ร้านกาแฟ นาข้าว รวมถึงปราสาทฟางหลังใหญ่ที่กำลังจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของตำบลภูหอและอำเภอภูหลวงในไม่ช้านี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้วางอยู่บนแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

อนุรักษ์

“การอนุรักษ์ เราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่พวกเราทำเรื่อง 4 ออม หลังจากนั้นเราเห็นชุมชนเราเผาฟาง เราก็มาคุยกับเด็ก ๆ ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้ชุมชนเผาฟาง เด็ก ๆ อยากได้สวนสนุก ก็เลยสร้างปราสาทฟางขึ้นมา เราไม่ได้บอกเขาว่า ห้ามเผานะ แต่เราจะดึงเขามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยกัน”

ผู้ใหญ่บางคนอาจติว่าความคิดดังกล่าวฟังดูเหมือนคบเด็กสร้างบ้าน แต่ถึงไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปราสาทฟางของบั้มช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้มากราว 60 – 100 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ไร่ ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านรุ่นเยาว์ทุกผู้ทุกนาม

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

เชื่อมความสัมพันธ์

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทุกชุมชนต้องประสบเหมือน ๆ กันคือเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่คนวัยไม้ใกล้ฝั่งกับลูกหลานวัยเด็กมักคิดเห็นขัดแย้ง แม้กายอยู่ใกล้ แต่ใจกลับอยู่ห่างราวกับต่างมีโลกของตัวเอง

เรื่องนี้บั้มมีวิธีคลายปัญหาด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์แบบกล้วย ๆ ว่า “จะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้สูงอายุ เราทำงานร่วมกันได้ด้วยการท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้วัยรุ่นกับผู้เฒ่าไม่คุยกัน พอเราให้พวกเขามาคุยกัน เฮ้ย ก็เข้ากันได้นะ วัยรุ่นก็ถามเขาหน่อยว่าผู้เฒ่าผู้สูงอายุคิดยังไง ผู้สูงอายุก็ถามวัยรุ่นหน่อยว่าเด็ก ๆ คิดยังไง เสร็จแล้วก็กลับมาคุยกันเอง เล่าสู่กันฟังว่าสิ่งที่เราเรียนรู้คืออะไร แล้วให้มาเจอกันครึ่งทาง”

การพัฒนาบ้านเกิดด้วยแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’ สู่ Banana family และ Banana Land จังหวัดเลย

ตัวอย่างการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนหลากวัยที่เห็นชัดที่สุด คือ ภาพวาดที่บั้มภูมิใจนำเสนอแขกผู้มาเยือนที่ปราสาทฟาง บางรูปวาดโดยเด็ก บางรูปวาดโดยคนชรา และมีบางรูปที่เธอให้คน 2 กลุ่มวาดบนผืนกระดาษแผ่นเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน ผลที่ได้รับคือจิตรกรรมอันงดงามตามคติที่ว่า ‘ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด’

แบ่งปัน

แบ่งปันในความหมายของบั้ม คือ การมอบให้คนนอกที่แวะมาเยี่ยมเยือน Banana Land ของเธอได้ตักตวงความสุขและประสบการณ์ดี ๆ ไปจากคนพื้นถิ่นอำเภอภูหลวง

“คำว่าแบ่งปัน ก็คือให้นักท่องเที่ยวมารับอากาศดี ๆ ทานอาหารพื้นบ้านที่เราปลูก ที่เราทำ ได้มาใช้ผ้าห่ม ซื้อของที่ทำในชุมชน ที่นี่ไม่ได้ทำการท่องเที่ยวแบบเชิงธุรกิจจ๋า เพราะเราไม่ได้เปิดทั้งปี เราอยากแบ่งปันหน้าฝน ฉันก็จะบอกว่าฉันเปิดแค่หน้าฝน หน้าแล้งพวกคุณอย่ามา ถ้ามาจะไม่เห็นอะไรเลย สมมติว่าช่วงนี้มาแล้วไม่เห็นอะไร ก็เพราะฉันไม่ได้ทำอะไร คุณมาผิดช่วง

“เหมือนกับข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา เราก็เติมเต็มข้างนอก ส่วนมากที่ข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา คือการให้ไอเดียเรา เขาชอบนะ เขาเหมือนเห็นเราเป็นคนในครอบครัว อย่างบางคนที่ซื้อสินค้าเรา ปีที่แล้วซื้อแล้ว ปีนี้ก็ซื้อซ้ำอีก เหมือนเขาเอ็นดูเรา อยากมาแชร์กับเรา”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

คงป่วยการเปล่าหากเราจะถามบั้มว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ในเมื่อยิ้มชื่นบานตามติดใบหน้าคล้ำแดดของเธอไปตลอดทางที่นำเราเที่ยว

“เป็นคนบ้าพลัง มีงานทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุด” อะไรจะยืนยันคำอวดอ้างนี้ได้ดีเท่ากระดานข้างฝาบ้าน ที่บั้มและทีมงานผู้ช่วยของเธอพากันลงหมึกปากกาจดคิวงานจนแน่นไปทั้งแถบ

“เรารู้สึกว่ารอยยิ้มที่เราได้จากชุมชนที่ยิ้มกลับมาให้เรา หลายคนบอกว่า “บั้ม ทำไมเราไม่เจอกันให้นานกว่านี้ หรือ ทำไมบั้มไม่เกิดตั้งนานแล้ว” เหมือนเราพาเขามาทำงานกลุ่มแล้วเขาประสบความสำเร็จ มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้เรารู้สึกว่ารอยยิ้มของคนในชุมชนที่พวกเขายิ้มได้จากการมีรายได้ จากการที่ไม่ต้องออกไปนอกเมือง มันคือรอยยิ้มของเราด้วยเหมือนกัน”

ถึงยามอำลาจากภูหลวง ภูหอ รวมทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อ ‘บั้ม’

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังอันเหลือล้นของเธอจะถ่ายทอดไปยังหัวใจดวงน้อย ๆ ของเยาวชนทุกคน เพื่อให้มวลธาตุแห่งความคิดบวกคงอยู่คู่บ้านเกิดของเธอไปอีกนานเท่านาน

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load