24 กุมภาพันธ์ 2564
7 PAGES
5 K

พระเอกตัวจริงเป็นยังไง คือคำถามที่เราทบทวนอยู่ในใจ ขณะนั่งรอ มิกค์ ทองระย้า อยู่ในห้องรับรองของช่อง 7HD

ย้อนไป 12 ปีก่อน เขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักแสดงที่นี่ จากการคว้ารางวัลชนะเลิศโครงการค้นหานักแสดงนำช่อง 7HD เวทีประกวดที่เปลี่ยนชีวิตเด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก จากจังหวัดสระบุรี ไปตลอดกาล 

ทุกวันนี้ หากกวาดสายตาไปยังนักแสดงในสังกัด เขาจัดอยู่ในกลุ่มของ ‘พระเอก’​ เบอร์ต้นๆ ด้วยหน่วยก้านที่สูงใหญ่ ดูดี ประกอบกับฝีมือการแสดงที่พัฒนาขึ้นตามลำดับ รับบทได้หลากหลาย​ ตั้งแต่ผู้ชายใสซื่อไร้พิษภัย หนุ่มมาดทะเล้น ซูเปอร์​ฮีโร่จอมบู๊ เรื่อยมาถึงการสวมบทบาทเป็นคนความจำเสื่อม จากผลงานล่าสุดเรื่อง ทะเลลวง

ในแง่ชื่อเสียง แม้ไม่ดังเปรี้ยงปร้างถึงขั้นขวัญใจมหาชน แต่ยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมกว่า 1.2 ล้านคน ย่อมอนุมานได้ว่าเขาเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนจำนวนไม่น้อย สรรพคุณที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยๆ คือการเป็นคนน่ารัก ทั้งในจอและนอกจอ

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ เป็นคนที่แทบไม่มีข่าวฉาวออกมาให้เห็น

บทสนทนาต่อไปนี้คือความพยายามพิสูจน์ว่าสรรพคุณต่างๆ ที่ว่ามานั้นจริงแท้แค่ไหน ตัวตนลึกๆ ของพระเอกคิวทองคนนี้เป็นอย่างไร 

เริ่มต้นฉากแรกในวันที่เขาเป็นดาวเด่นในหมู่นักเรียนอาชีวะ ความท้าทายในฐานะนักแสดงมือใหม่ วิธีคิดและการวางตัวแบบไร้มลทินมัวหมอง ไปจนถึงมุมมองที่เขามีต่อชีวิตและการงานในวัย 28 ปี

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

จากคนพันธุ์อาร์ สู่ดาราหน้าใหม่

ทราบมาว่า คุณเข้าวงการจากโครงการประกวดค้นหาดารานำหน้าใหม่ของช่อง 7HD อยากให้เล่าย้อนความรู้สึกตอนนั้นให้ฟังหน่อย 

ตอนนั้นผมอายุประมาณสิบหกครับ มีพี่คนหนึ่งเป็นแมวมองอยู่ที่สระบุรี ชื่อพี่แอ็ค เขาเห็นผมจากโครงการคนพันธุ์อาร์ เป็นโครงการที่เด็กอาชีวะประกวดกัน ปีนั้นผมเป็นตัวแทนจากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี ได้รางวัลที่สอง พอพี่แอ็คเห็นเรา ก็เข้ามาชักชวนว่าสนใจเข้าไปแคสที่ช่อง 7HD ไหม กำลังมีโครงการใหม่พอดี ผมคิดว่าน่าสนใจดี เป็นโอกาสที่เราจะได้ทำอะไรใหม่ๆ ถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เลยตัดสินใจลองไปประกวดดูครับ 

แสดงว่าคุณสนใจเรื่องการแสดงมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

ผมเป็นสายกีฬามากกว่า ผมเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก เล่นทุกอย่าง ฟุตบอล บาสเกสบอล ปิงปอง แบตมินตัน แต่ขณะเดียวกัน ผมเป็นคนชอบดูละคร เพราะแม่ชอบดูเวลาอยู่บ้าน เราก็ซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ส่วนตัวแล้วชอบทางกีฬามากกว่า

ตอนที่มาประกวดของช่อง 7HD ส่วนหนึ่งเพราะมีเพื่อนมาประกวดด้วยอีกหลายคน คิดว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดีก็เลยลองดู ทำไปทำมาก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เข้าวงการบันเทิง 

ละครเรื่องแรกที่ได้เล่นคือเรื่องอะไร

เรื่อง ทีมซ่าท้าฝัน (ออกอากาศ พ.ศ. 2553 ช่อง 7HD) เป็นละครเย็นครับ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มนักเรียนที่ต้องฟอร์มทีมบาสเกตบอลกันแบบเฉพาะกิจ จำได้ว่าใช้นักแสดงหน้าใหม่หมดเลย ผมรับบทเป็นหนึ่งในทีมบาสฯ ของโรงเรียน อาจเพราะตอนนั้นผมตัวสูงๆ ผอมๆ คาแรกเตอร์ตรงกับเราพอดี ก็เลยได้รับโอกาส

พอได้เล่นละครเรื่องแรก รู้สึกยังไงบ้าง ชอบไม่ชอบตรงไหน มีอะไรที่ติดขัดหรือเป็นปัญหา

ก็สนุกดีนะครับ หลังจากนั้นก็ได้เล่นอีกสองสามเรื่อง ปัญหาคือผมยังไม่เข้าใจเรื่องการแสดงเท่าไหร่ ได้บทมาก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง ถึงเวลาก็เล่นตามบทไป โดยไม่ได้เข้าใจตัวบทหรือคาแรกเตอร์จริงๆ มากนัก

ช่วงที่เริ่มมาสนใจและเข้าใจจริงๆ คือตอนที่เล่นเรื่อง ชิงนาง ต่อเนื่องมาถึงเรื่อง ลูกผู้ชายไม้ตะพด เพราะเราได้เจอผู้กำกับ เจอนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ เวลาเข้าฉากด้วยกันเขาจะคอยบอก คอยสอนเราว่าควรทำยังไง ต้องคิดแบบนี้นะ ต้องตีโจทย์มา แล้วลองหาวิธีเล่นดู 

จากที่เคยเข้าใจว่าอ่านบทมาแล้วเห็นภาพว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ถึงเวลาก็เล่นไปตามนั้น แต่ความจริงแล้วในฉากนั้นๆ มันตีความหมายได้หลายแบบ ไม่ใช่แค่แบบใดแบบหนึ่ง บางประโยคแค่บิดนิดเดียว ความรู้สึกก็เปลี่ยนแล้ว ผมเลยเริ่มเข้าใจว่าการแสดงมันมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่อ่านบทแล้วเล่นตามเฉยๆ

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

กว่าจะเข้าใจสิ่งนี้ ใช้เวลานานไหม

เป็นปีครับ เล่นอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน กลายเป็นว่าพอเราเริ่มเข้าใจ เริ่มทำได้ มันสนุก พอเริ่มสนุกกันมัน ก็เริ่มหยิบอะไรใหม่ๆ มาเล่น มาทดลองมากขึ้น

ทดลองยังไงบ้าง ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

อย่างแรก ต้องดูที่คาแรกเตอร์ที่ได้รับ เราต้องสร้างปูมหลังของเขาขึ้นมา ก่อนที่จะมาเป็นพระเอกตอนอายุเท่านี้ ชีวิตเขาผ่านอะไรมา ต้องรู้ที่มาที่ไปของเขา จากนั้นก็เอามาคิดต่อว่า ถ้าคาแรกเตอร์เขาเป็นแบบนี้ ผ่านชีวิตมาประมาณนี้ เราต้องเล่นแบบไหนถึงจะน่าสนใจ 

ถ้าเรียบเกินก็ไม่สนุก แต่ถ้ามากเกินไปก็ไม่พอดี ต้องหาจุดกึ่งกลางด้วย เวลาเข้าหานางเอก ต้องเล่นแบบไหนถึงจะน่าสนใจ คนดูดูแล้วชอบ รู้สึกว่าน่าติดตาม น่าลุ้น

อธิบายง่ายๆ คือ เรื่องการตีความตัวละครที่เราได้รับ แล้วแสดงออกมาให้คนดูเข้าใจ แง่หนึ่งก็เหมือนเวลาเราใช้ชีวิตประจำวัน สมมติเราเล่นเป็นพระเอก ฉากนี้แม่พระเอกโดนรถชนตาย เราต้องมานั่งคิดว่า ถ้าแม่เราโดนรถชนตายจริงๆ จะเป็นยังไง อารมณ์มันจะประมาณไหน ความรู้สึก การแสดงออก ภาษาพูด ภาษากาย ทุกอย่างมันต้องออกมาหมด ซึ่งต้องเริ่มจากความรู้สึกข้างในก่อน นี่คือพื้นฐาน เวลาแสดงแล้วเรารู้สึกจริงๆ เป็นธรรมชาติจริงๆ กับการพยายามแสดงด้วยท่าทางหรือคำพูดโดยไม่รู้สึก มันต่างกัน คนดูดูออก ถ้าโอเวอร์แอคติ้งไป คนดูก็ไม่เชื่ออีก 

ผมพบว่ายิ่งเล่นไป ยิ่งสนุกครับ มันไม่มีคำว่าสิ้นสุดในการแสดง ยังไปต่อได้เรื่อยๆ มีอะไรใหม่ๆ ให้หยิบมาใช้ได้เสมอ เช่น เวลาผมเจอคนที่มีคาแรกเตอร์น่าสนใจ ผมจะชอบสังเกตแล้วจำไว้ ถ้ามีโอกาสจะลองดึงคาแรกเตอร์เหล่านี้มาเล่นกับตัวละครของเราบ้าง 

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

กว่าจะได้เป็นพระเอก

คุณเริ่มเล่นละครจากการรับบทเป็นตัวร้าย แต่ช่วงหลังกลายมาเป็นพระเอกต่อเนื่อง จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน

น่าจะเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาสที่ได้รับ ประกอบกับคาแรกเตอร์ที่อาจจะเข้ากับตัวเราพอดี ตอนเป็นพระเอกเรื่องแรก คือเรื่อง ลูกผู้ชายพันธุ์ดี คาแรกเตอร์คือซูเปอร์ฮีโร่ ต้องตัวใหญ่ รูปร่างดี ดูแล้วคาแรกเตอร์ตรงกับเรา ผู้ใหญ่ก็ให้โอกาสได้ลองทำ พอเราได้รับโอกาสก็ทำเต็มที่ 

จำได้ว่าตอนนั้นเหนื่อยมาก ลูกผู้ชายพันธุ์ดี เป็นละครบู๊ แอคชันเต็มที่ ต้องใส่บอดี้สูท รัดมาก ร้อนมาก ถ่ายกลางแดดกลางฝน แล้วผมเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องการต่อสู้เท่าไหร่ ก็ต้องไปฝึกก่อน ขนาดฝึกมาแล้ว ถึงเวลาถ่ายจริงก็ยังไม่ผ่าน ผมเป็นคนตัวสูง ขาแขนยาว ดูเก้งก้าง เวลาเตะต่อยยังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สุดท้ายต้องถ่ายใหม่ พอถ่ายใหม่ ก็ต้องกลับไปซ้อมกับครูฝึก ซ้อมเยอะมาก พยายามหนักมาก ช่วงนั้นบอกตัวเองคำเดียวว่าอดทน ซ้อมๆๆ บู๊ๆๆ จนผ่านมาได้ ถ่ายสี่วัน บู๊ทุกวัน ต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย

จากที่เตะต่อยไม่เป็น ช่วงนั้นผมเป็นสตั๊นท์แมนได้เลย ฝึกจนถึงจุดที่พี่สตั๊นท์แมนหลายคนบอกว่า ถ้าเล่นได้ขนาดนี้ไม่ต้องมีสแตนด์อินแล้ว (หัวเราะ) พอถึงเวลาถ่ายผมก็เต็มที่ บอกพี่ๆ สตั้นท์แมนว่าต่อยเลยครับ ซัดกันปุกปักๆ มีรอยเขียวกลับบ้านทุกวัน 

ถ้าเทียบกับบทตัวร้าย ความยากง่ายต่างกันยังไง

ยากคนละแบบครับ เวลาเรารับบทตัวร้าย มันจะชัดเจนในเรื่องการแสดงออก ร้ายแบบไหน ร้ายแบบโหดๆ ร้ายแบบลึกๆ มันแสดงออกได้ชัดเจน แต่พอเป็นบทตัวเอก ส่วนใหญ่พระเอกจะเป็นคนดี คอยดูแลปกป้องอะไรก็ว่าไป เราก็ต้องหาวิธี จะเล่นเป็นคนดียังไงให้น่าสนใจ ความยากของพระเอกคือตรงนี้ เพราะส่วนใหญ่ตัวเอกจะไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนเหมือนตัวร้าย เช่น ต้องฆ่าพระเอก ต้องได้นางเอก อะไรก็ว่าไป แต่พระเอกจะไม่ได้ชัดขนาดนั้น

การเป็นพระเอกหลายเรื่องติดๆ กัน ถือเป็นปัญหาในการหาอะไรใหม่ๆ มาเล่นไหม

อันนี้เป็นเรื่องท้าทายมากครับ หลายคนอาจมีปัญหาเวลาที่ต้องรับบทเดิมซ้ำๆ ผมเองก็เป็น คือต้องเล่นบทพระเอกสามสี่เรื่องติดกัน วิธีของผมคือพอเล่นเรื่องหนึ่งจบ เราจะลบอันเก่าออกให้หมด แล้วพยายามหาอะไรใหม่ๆ มาเล่น เช่น จังหวะการพูด วิธีการแสดงออก อารมณ์ น้ำเสียง ไปจนถึงการทำการบ้านกับคาแรกเตอร์ให้เยอะที่สุด เพื่อให้เราหลุดไปจากคาแรกเตอร์เก่า 

ตั้งแต่เล่นละครมา เรื่องไหนยากหรือท้าทายที่สุด

เรื่องล่าสุดเลยครับ ทะเลลวง ท้าทายสุดที่เคยเจอมาแล้ว เพราะต้องเล่นเป็นคนความจำเสื่อม 

การเล่นเป็นคนความจำเสื่อมจะต่างจากการเล่นเป็นแฝด ถ้าเป็นแฝดก็คือคนละคนกัน คาแรกเตอร์ต่างกันไปเลย แต่นี่คือคนคนเดียวกัน ที่มีความรู้สึกข้างในเหมือนกัน แต่แสดงออกต่างกัน 

เวลาเล่นเป็นนายทะเล (ชื่อตัวละคร) จะความจำเสื่อม เป็นคนใสๆ ไม่มีพิษภัย ไม่มีกำแพงมากั้น เปิดรับทุกอย่าง ส่วนนายนที คือคนเดียวกันที่ความจำปกติ เป็นคนที่ชีวิตผ่านอะไรมาเยอะมาก คุณพ่อคุณแม่เสีย ดิ้นรนสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ทำให้มีเกราะป้องกันตัวเองสูง 

ทีนี้เวลาเจอนางเอก ทั้งสองคนชอบนางเอกเหมือนกัน แต่แสดงออกคนละอย่าง นี่คือความยาก แล้วจะมีช่วงที่ความทรงจำเริ่มกลับคืนมาแล้ว จำได้ทุกอย่างแล้ว ยิ่งยากไปใหญ่ ในแง่ว่าจะแสดงออกในระดับไหน ผ่านมุมมองของคนไหน ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ ท้าทายมาก 

มีบทไหนที่อยากลองเล่นสักครั้งในชีวิตไหม

บทแฝดก็น่าเล่นนะครับ เพราะเวลาเข้าฉากด้วยกัน มันต้องมีเราหนึ่งคน กับสแตนด์อินอีกคน เราต้องเล่นกับสแตนด์อิน แล้วก็ต้องจำสิ่งที่ตัวเองเล่นตรงนี้ไว้ พอเสร็จแล้วก็ไปเปลี่ยนชุด สลับมาเล่นเป็นอีกคน โดยรักษาอารมณ์ให้เท่ากับที่เล่นค้างไว้ก่อนหน้านี้ ผมว่ายากนะ เหนื่อยแน่นอน แต่ท้าทายดี (หัวเราะ) 

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

ลูกผู้ชายเบอร์ 5

ย้อนไปช่วงที่เข้าวงการมาแรกๆ มีความคาดหวังไหมว่าวันหนึ่งเราต้องได้เป็นพระเอก

ผมอาจเป็นคนโชคดีครับ ในแง่ที่ไม่เคยคาดหวังอะไรที่สูงเกินไป โดยพื้นฐานผมเป็นคนสบายๆ สมมติว่ามีสิบระดับที่ต้องไต่ไปให้ถึง ไม่ว่าเรื่องอะไร ผมจะตั้งเป้าไว้แค่ระดับห้า ถ้าเราไปถึงระดับห้าได้ ถือว่าโอเค แต่ถ้าไปได้มากกว่านั้น ถือเป็นกำไร ถ้าครั้งนี้เรามาถึงห้าแล้ว เราพอใจ ดีใจ ครั้งต่อไปเราก็ตั้งไว้ที่ห้าเหมือนเดิม ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

พูดง่ายๆ คือเอาเท่าที่ไหว ไม่ทำอะไรเกินตัว

ใช่ครับ สมมติเราตั้งไว้สิบเลย แล้วไปไม่ถึง มันจะเฟล จะรู้สึกว่าไม่สนุกแล้ว เพราะทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ผมเลยไม่คาดหวังเยอะ อยากทำงานแล้วสนุกมากกว่า ขอไปแบบเรื่อยๆ ดีกว่า 

วิธีคิดแบบนี้มาจากไหน ใครเป็นคนปลูกฝังหรือสอนคุณมา

จากครอบครัวด้วยส่วนหนึ่งครับ คุณแม่ผมเป็นคนสบายๆ ผิดก็ไม่เป็นไร แค่บอกว่าเอาใหม่นะลูก สู้ๆ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือแล้ว 

ถ้าให้นึกย้อนไป ผมว่าผมเป็นคนฉลาดแต่ขี้เกียจ (หัวเราะ) ผลการเรียนเลยไม่ได้ดีมาก เวลาผลสอบออกมา แม่จะบอกว่า ไม่เป็นไรลูก เรียนได้เกรดเท่าไหร่ช่างมัน แค่เราเป็นคนดีก็พอ แง่หนึ่งจึงเป็นการปลูกฝังเราว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด ดีที่สุด แค่เราเป็นเราแบบนี้ ทำสิ่งที่เราทำได้ไปเรื่อยๆ ถือว่าโอเคแล้ว 

จากที่เห็นในสื่อ ดูเหมือนคุณค่อนข้างให้ความสำคัญกับครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณแม่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตคุณยังไง

แม่เป็นคนตามใจครับ ผมจะสนิทกับแม่มากกว่า เพราะคุณพ่อเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็ก เป็นช่วงที่ผมเข้ามาประกวดแล้วกำลังจะได้เล่นละครพอดี คุณพ่อเลยไม่เคยได้ดูละครที่ผมเล่นสักเรื่องเลย 

ผมเหลือคุณแม่แค่คนเดียว พอเริ่มทำงาน ดูแลตัวเองได้แล้ว ผมก็สัญญากับตัวเองไว้ว่าไม่อยากให้แม่เหนื่อยแล้ว อยากให้เขาอยู่บ้าน อยู่กับธรรมชาติ เลี้ยงหลานสบายๆ ไม่ต้องมาเครียดอะไร อยากให้เขามีความสุขมากที่สุด

ก่อนหน้านี้แม่ผมทำงานเป็นแม่บ้าน แล้วจะมีช่วงหนึ่งที่แกเป็นมะเร็งเต้านม ต้องไปผ่าตัด ทำคีโม ถือว่าหนักหนาพอสมควร แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ครับ ตอนนี้แข็งแรงเป็นปกติแล้ว ผมเลยอยากให้แกสบาย อะไรที่จะทำให้แม่มีความสุขได้ ผมทำหมด อย่างช่วงก่อน COVID-19 ผมพาแม่ไปเที่ยวเยอะมาก พาไปต่างประเทศปีละสองสามครั้ง คิดในใจว่าตราบใดที่แม่ยังแข็งแรง ยังเดินได้อยู่ ผมจะพาไปให้หมดเลย

มองย้อนไป การเสียคุณพ่อไปตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น มีผลให้คุณมุ่งมั่นตั้งใจกับการทำงานมากขึ้นไหม ในแง่ความรับผิดชอบต่อครอบครัว

ก็มีส่วนนะครับ พอคุณพ่อเสีย หมายความว่าในอนาคตเราก็ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ตอนนั้นมีความคิดแบบนี้อยู่บ้างในหัว ดังนั้นเวลาเจออะไรหนักๆ ผมจะบอกตัวเองว่าอดทน ตั้งใจ ทำให้ดี 

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

12 ปีแห่งความฝัน

สิ่งที่คนชื่นชมคุณเยอะ คือการใช้ชีวิตแบบค่อนข้างติดดิน แม้จะมีชื่อเสียงมากแล้วก็ตาม อยากทราบว่าเป็นเพราะอะไร

ผมอาจโชคดีที่เข้าวงการมาแล้วไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างทันที ผมค่อยๆ ไต่มาเรื่อยๆ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการอยู่ในวงการควรทำตัวยังไง 

ส่วนที่สำคัญมากคือ ผมสนิทกับกลุ่มพี่ๆ นักแสดงที่เป็นผู้ใหญ่ อย่าง พี่ยุ้ย (จีรนันท์ มะโนแจ่ม), พี่ธัญญ์ ธนากร ที่สอนผมแบบอ้อมๆ จากการได้ฟังเขาคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน ผมเลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับสิ่งล่อตาล่อใจ หรืออะไรที่มันจะเข้ามาทำให้เราออกนอกลู่นอกทางเท่าไหร่ 

เราเคยเป็นมายังไง ก็เป็นแบบนั้นไปดีกว่า อาจมีใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบ้างเวลาทำงานเหนื่อยๆ เหมือนให้ของขวัญตัวเองบ้าง แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต บวกกับผมเป็นคนแบบนี้ สบายๆ ชิลล์ๆ เราอยู่แบบนี้มีความสุขดีแล้ว ก็โอเคแล้วนี่หว่า ถ้าขวนขวายมากกว่านี้ แล้วมันทำให้เราเหนื่อย ผมจะไม่ทำ

ไม่ได้เป็นคนทะเยอทะยานขนาดนั้น

ใช่ครับ อะไรที่ไม่หนักเกินไป ไม่เหนื่อยเกินไป เราก็ทำ แต่ถ้าเห็นแล้วรู้สึกว่า มันน่าจะเหนื่อยว่ะ ผมจะรู้สึกขี้เกียจละ ไม่เอาละ (หัวเราะ)

การเป็นคนสบายๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่จริงจังใช่ไหม

ไม่ใช่ครับ ผมสบายๆ ในแง่ที่ไม่คาดหวัง ไม่ตั้งเป้าสูงเกินไป แต่อะไรที่เราเลือกแล้วว่าจะทำ เราทำเต็มที่

12 ปีที่อยู่ในวงการมา อาชีพนักแสดงให้อะไรกับคุณ

ณ ตอนนี้คือมันให้ทุกอย่างครับ มันกลายเป็นอาชีพของเรา ทั้งงานอดิเรก งานประจำ พอเรารักมันแล้ว เราสนุก พอสนุกก็เลยให้เวลากับมันเยอะ ขณะเดียวกันก็ทำให้เราโตขึ้น เจอคนเยอะขึ้น มีสังคมใหม่ๆ ที่สำคัญคือทำให้ได้เจออะไรมากกว่าที่คนอายุเท่าผมจะได้เจอ 

ผมเรียนสายอาชีวะมา เติบโตมาแบบคนต่างจังหวัด ตอนที่ผมเริ่มเข้าวงการ เพื่อนๆ ยังเรียนกันอยู่เลย แต่เราได้มาทำโน่นทำนี่ ได้มีประสบการณ์ใหม่ ถือเป็นกำไรชีวิตครับ

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

ระหว่างทางมีช่วงที่ท้อ เหนื่อย หรือตั้งคำถามว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรบ้างไหม

ยังไม่เคยมีฟีลนั้นครับ จะเป็นฟีลที่ต้องปรับตัวมากกว่า เมื่อก่อนผมเป็นนักกีฬา เตะบอล ตากแดด ตัวดำ ไม่ค่อยดูแลตัวเอง แต่พอเรามาเป็นนักแสดง ต้องเข้าฟิตเนส ออกกำลังกาย ทาครีม ดูแลเสื้อผ้าหน้าผม นั่นคือการปรับตัวในช่วงแรก อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนขี้เกียจ พอเข้ามาอยู่ตรงนี้ก็ต้องปรับวิถีชีวิตตัวเองใหม่พอสมควร

ตอนนี้คุณอายุ 28 ถือว่าไม่เด็กแล้ว วางเป้าหมายถัดจากนี้ไว้ยังไงบ้าง

ผมว่าเดี๋ยวพอเข้าเลขสาม การแสดงของเราก็ต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ให้มันโตขึ้น เป็นไปตามวัย ส่วนตอนนี้ก็ทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน ในอนาคตผมอยากทำธุรกิจสักอย่างที่ช่วยหล่อเลี้ยงเราได้อีกทางหนึ่ง แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะทำไรดี ส่วนการแสดง เราก็ยังรัก ยังอยากทำต่อไปเรื่อยๆ ครับ 

เคยคิดไหมว่า ถ้าไม่ได้เป็นนักแสดง ทุกวันนี้คุณจะประกอบอาชีพอะไร

เคยครับ ซึ่งผมก็คิดไม่ค่อยออกเหมือนกัน (หัวเราะ) 

ถ้าย้อนไปช่วงที่ยังไม่ได้เข้าวงการ ยังไม่ได้ประกวด ผมเรียนสายช่าง สาขาที่ผมเรียนจะครอบคลุมตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า เครื่องกล ถ้าเรียนจบผมก็สามารถทำงานเป็นคนพิมพ์วงจรหรือคุมเครื่องกลใหญ่ๆ อะไรทำนองนั้น แบบที่เพื่อนผมทำกันอยู่ตอนนี้ 

สมมติถ้าไม่ได้เป็นนักแสดง ผมก็อาจไปทางนั้น หรือไม่ก็คงมีลูกมีครอบครัวไปนานแล้ว (หัวเราะ) อย่างเพื่อนผมที่สระบุรี มีลูกกันเกือบหมดแล้ว บางคนเรียนจบปุ๊บแต่งเลย มีลูกเลย

ทราบมาว่าคุณหุ้นกับเพื่อนทำร้านอาหารด้วย

ใช่ครับ ชื่อร้าน What Monday ผมมีหุ้น แต่ไม่ได้ลงไปดูหรือจัดการมากนัก ที่ผ่านมาก็ได้ลองทำหลายอย่างครับ อย่างช่วง COVID-19 รอบล่าสุด ก็ทำหมูยอทอด ไหนๆ ว่างแล้ว ลองดูหน่อย ก็โอเคอยู่นะครับ ถ้าอนาคตอยากต่อยอดจากตรงนี้ก็สามารถทำได้ แต่ต้องให้เวลากับมันหน่อย ค่อยๆ คิด ไม่รีบครับ

เท่าที่ฟังมา สังเกตว่ามีสองปัจจัยที่ทำให้คุณมาถึงจุดนี้ได้ อย่างแรกคือโอกาส หรือบางคนอาจเรียกว่าโชคชะตา อีกอย่างคือความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ถ้าให้ลองวิเคราะห์ตัวเอง คุณให้น้ำหนักกับฝั่งไหนมากกว่ากัน 

ผมให้น้ำหนักกับความอดทนและความพยายามมากกว่า อาจมีโชคชะตาบ้าง แต่ถ้าเราไม่ฉวยไว้ หรือไม่ตั้งใจ ก็คงมาถึงจุดนี้ไม่ได้ 

หลักการของผมคือโฟกัสให้ถูก เวลาเจอน้องรุ่นใหม่ๆ เข้ามาในช่อง หรือตอนเล่นละครด้วยกัน ผมจะบอกน้องๆ ตลอดว่าโฟกัสให้ถูกนะ เราเป็นนักแสดงนะ มองเรื่องการแสดงไว้ดีๆ พัฒนาตัวเองให้เยอะๆ แล้วทุกอย่างจะตามมาเอง 

ถ้าเราแสดงดี คนดูเห็น ผู้ใหญ่เห็น คนนั้นคนนี้ชื่นชม เดี๋ยวทุกอย่างจะตามมาเอง โดยที่เราไม่ต้องวิ่งไปหามันด้วยซ้ำ

ในแง่การแสดง มีอะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหม

จริงๆ ก็ทำมาเยอะพอสมควรนะครับ ถ่ายละคร ถ่ายโฆษณา ภาพนิ่ง ทำมาหมดแล้ว ร้องเพลงก็เคยแล้ว 

สิ่งที่อยากทำแต่ยังมีโอกาสน้อยคือภาพยนตร์ ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังมาก ดูเยอะมาก ไม่ว่าแนวไหนผมดูหมด แล้วการเล่นละครกับเล่นหนัง การแสดงออกมันต่างกัน ใช้ทักษะคนละแบบ ละครเราอาจต้องเล่นให้ออกมาชัดเจนมากกว่า เพราะจอทีวีมันเล็ก อย่างมากสุดก็เจ็ดสิบห้านิ้ว แล้วธรรมชาติคนดูละคร บางทีเขาทำอย่างอื่นไปด้วย รีดผ้า ทำกับข้าว แล้วเปิดละครทิ้งไว้ ดูบ้างไม่ดูบ้าง มันเลยต้องพยายามทำทุกอย่างให้ชัด

แต่การเข้าไปดูหนังในโรง จอใหญ่ ใช้เวลาจดจ่อกับมันสองชั่วโมง การแสดงออกจะเป็นอีกแบบเลย มันจะน้อยมาก เรียลมาก เวลารู้สึกเศร้า คิดง่ายๆ ว่าเป็นตัวเรา เราก็แค่นั่งมองเหม่อไปข้างนอก แต่ความรู้สึกมันอัดแน่นอยู่ข้างใน ไม่ต้องพยายามทำให้คนดูรู้ว่ากำลังเศร้าอยู่ อันนี้เป็นพาร์ตที่อยากลองทำมากขึ้นครับ 

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

ทำทุกอย่างให้สนุก แล้วความสุขจะตามมา

คุณพูดบ่อยว่า อยากทำงานแล้วมีความสุข ดูแล้วเป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำยาก อยากรู้ว่าคุณมีวิธีจัดการเรื่องนี้ยังไง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมโฟกัสเป็นเรื่องแรก ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม คือต้องทำงานให้มีความสุข ฉะนั้น สิ่งที่ผมทำคือ มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องสนุก ถ้าเราสนุก เราอยากทำ เราจะมีความสุขกับมันเอง 

มีน้อยครั้งมากๆ ที่ผมจะรู้สึกว่าไม่ชอบ ไม่สนุก ไม่โอเค เพราะทุกๆ งานที่เราเลือกคืองานที่เราอยากทำอยู่แล้ว ผมว่ามันอยู่ที่ความคิดเราเลย ถ้าเราสนุก รู้สึกว่ามันท้าทาย เราจะมีความสุขกับมัน แม้มันจะยากก็ตาม แต่ถ้าเรารู้สึกว่างานนี้ไม่มีความสุขเลย ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม หรือทำไปก็ออกมาไม่ดี ฉะนั้น ทำให้มันมีความสุขดีกว่า ทุกอย่างจะได้ออกมาโอเคด้วย

ถ้าให้นึกย้อนไป มีอะไรที่เคยเป็นข้อผิดพลาดหรือบทเรียนสำคัญๆ บ้างไหม

เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ทำอะไรแบบไวๆ และคิดน้อย พอคิดได้ว่าอยากจะทำปุ๊บ ผมทำเลย ไวมาก ซึ่งเวลาทำอะไรไวมากๆ บางทีมันไม่ค่อยโอเค อาจมีบางจุดที่พลาดไป หรือมองข้ามบางอย่างไป เรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญ ทำให้ผมระมัดระวังมากขึ้น ค่อยๆ คิด ไตร่ตรองกับมันดีๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ทำ ไม่ใช้อารมณ์

พอจะยกตัวอย่างเหตุการณ์ได้ไหม

สมมติวันนี้ผมมีนัดตอนห้าโมงเย็น โดยที่ตอนบ่ายผมมีอีกงานหนึ่งอยู่ ผมก็จะรีบๆ ทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้มันเสร็จ เพื่อให้เราไปทันตอนห้าโมง กลายเป็นว่างานที่เราทำตอนบ่ายสอง บ่ายสาม มันไม่โอเคเลย พอกลับมาดูย้อนหลัง เห็นเลยว่ามันไม่เวิร์ก เหมือนรีบๆ ทำให้เสร็จไป 

ช่วงหลังผมเลยคุยกับผู้จัดการว่า ต่อไปถ้ามีคิวที่รัดแน่นแบบนี้ เราจะคลายมันออกมา ไม่งั้นผมโฟกัสไม่ได้ แล้วงานจะออกไม่ดี เคยมีช่วงหนึ่งที่ผมถ่ายละครพร้อมกันสามเรื่อง ถ่ายจนงงกับตัวเอง เปลี่ยนโหมดไม่ทัน แล้วก็โทรมมาก เพราะนอนน้อย ทุกอย่างมันรัดแน่นไปจนเรารับไม่ไหว

ถามเรื่องความรักความสัมพันธ์บ้าง อยากรู้ว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน แล้วมันมีผลต่อชีวิตคุณยังไง

ผมมองว่ามันเป็นอีกหนึ่งพลังในการทำงาน เวลาเราเหนื่อยแล้วมีคนให้กำลังใจ มันก็ดี หรือเวลามีเรื่องน่ายินดี แล้วมีคนมายินดีด้วยกัน มันยิ่งทำให้เรามีความสุขมากขึ้น สำหรับผมความรักความสัมพันธ์คือกำลังใจ คือที่พักพิง 

ตั้งแต่เข้าวงการมา คุณแทบไม่มีข่าวฉาวกับสาวๆ หรือข่าวที่เป็นแง่ลบออกมาเลย

ใช่ครับ อย่างที่บอกว่าผมคลุกคลีอยู่กับผู้ใหญ่ในวงการ ผมจะรู้ว่าอันนี้ทำแล้วดี หรืออะไรที่ทำแล้วไม่ดี ฉะนั้น อันที่ไม่ดีผมจะไม่ทำ (หัวเราะ)

การที่ผู้ใหญ่สอนหรือแนะนำมาก็เรื่องหนึ่ง แต่พอถึงเวลาจริง เจอสถานการณ์จริง ก็มีโอกาสที่จะหลุดได้เหมือนกันถูกไหม

มีเยอะครับ ยิ่งช่วงอายุยี่สิบสี่ ยี่สิบห้า ที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ยังมีพลังเยอะอยู่ ก็เจอสถานการณ์ประมาณนี้ครับ โอ้ อันนี้น่าทำจังโว้ย อันนั้นก็ล่อตาล่อใจ เพื่อนชวนไปโน่นนี่นั่น แต่เราก็มองว่า เอาน่า ไม่ต้องรีบ อดทนก่อนตอนนี้ เพราะเรารู้ว่าถ้าปล่อยตัวปล่อยใจไปตอนนั้น มันจะไม่ดี อดทนไว้ เหมือนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน 

พอมองย้อนไป รู้สึกเสียดายไหม เหมือนพลาดอะไรไปหรือเปล่า

ผมไม่เสียดายนะ รู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้ว ตอนเป็นวัยรุ่น เวลาได้ทำอะไรสุดเหวี่ยง ถามว่าสนุกไหม ก็สนุกแหละ แต่ถ้าไม่ได้ทำแล้วเป็นอะไรมั้ย ก็ไม่เป็นไรนี่หว่า สบายๆ ไม่มีปัญหาครับ

ถ้าเปรียบเทียบชีวิตของคุณเป็นละครสักเรื่อง คิดว่าชีวิตช่วงนี้คือฉากไหน

เทียบกับเรื่อง ทะเลลวง แล้วกันครับ ถ้าดูชีวิตผมตอนนี้ อาจคล้ายกับฉากท้ายๆ ของเรื่อง ในแง่ที่ทุกอย่างค่อนข้างลงตัว แฮปปี้เอนดิ้ง ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มีกำลังใจที่ดี ส่วนอนาคตก็ไม่ต้องรีบ เพราะรากฐานเรามั่นคงแล้ว ค่อยๆ มอง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ไม่ว่าเรื่องการแสดง หรือเรื่องธุรกิจ จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาด

ถ้าจะมีหนึ่งคำหรือหนึ่งประโยคที่นิยามการใช้ชีวิตของคุณ คำนั้นคือคำว่า…

มีความสุขกับทุกวันครับ คำนี้น่าจะตรงที่สุดแล้ว

การเดินทางของ มิกค์ ทองระย้า นักเรียนอาชีวะจากสระบุรีสู่พระเอกเนื้อหอมของช่อง 7

Writer

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และ The101.world ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการฝึกหัด ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว