การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ที่ถูกใจในวันที่เวลาน้อย หรือไม่ก็ความพยายามน้อยผ่านการกดหน้าจอมือถือไม่กี่ครั้ง กลายเป็นเรื่องปกติของคนเมืองไปแล้ว เพราะทำให้ไม่ต้องออกไปผจญการจราจร ฝุ่นควัน และโรคระบาดที่เดาใจไม่ได้ว่าเมื่อไหร่จะมาจะไป

แต่ท่ามกลางของอร่อยมากมายที่สั่งได้จากปลายนิ้ว สิ่งที่ตามมาจากความหวังดีของร้านค้าที่อยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อยก็คือขยะที่มีจำนวนมากเกินจินตนาการ จากถุง กล่อง ซอง ห่อ ถ้วย ที่ห่อแล้วห่ออีก แยกทุกส่วนประกอบ และมีเครื่องปรุงมาเผื่อทุกความต้องการ

ดาริน สุทธพงษ์ CEO และ Co-Founder แห่ง Indy Dish

ดาริน สุทธพงษ์ CEO และ Co-Founder แห่ง Indy Dish ธุรกิจบริการส่งอาหารสายอินดี้ก็เลยมีแนวคิดแบบคนแคร์ ว่าอยากทำให้การส่งอาหารของ Indy Dish ดีกับทั้งคนกินและโลกที่คนกินต้องอยู่ด้วยการเป็นบริการส่งอาหารที่จะไม่สร้างขยะเลย 

แม้ แต่ ชิ้น เดียว!

Indy Dish นิยามตัวเองว่าเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งตามหลักการแล้วเป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรน้อย ทำงานได้เร็ว และขยายตัวได้ไว เพราะดารินเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ ขยะที่เกิดจากพฤติกรรมการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ของคนเมืองไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้นานไปมากกว่านี้!

ว่าแล้วก็อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย เราขอชวนทุกคนมาฟังเรื่องความพยายามคลายปมข้อจำกัดไปพร้อมๆ กับการไม่ยอมละทิ้งความตั้งใจของธุรกิจอายุ 4 ปีที่แสนจะแคร์โลกนี้ไปด้วยกัน

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

จากนักออกแบบสู่ผู้ประกอบการเดลิเวอรี่ 

เบื้องหลังของนักธุรกิจที่มาทำอาหารเดลิเวอรี่ทั่วไปมักหนีไม่พ้นคนที่เคยทำงานโลจิสติกหรือไม่ก็ธุรกิจร้านอาหาร แต่ดารินทำให้เราแปลกใจได้มากกว่านั้น ดารินแนะนำตัวว่าเป็นนักออกแบบที่เคยทำงานแอนิเมชันที่ Warner Bros. แต่ไม่ชอบ เลยเปลี่ยนไปทำงานเป็นนักออกแบบเพื่อประสบการณ์สำหรับผู้ใช้งาน (UX Designer) ให้กับ Amazon อยู่ 4 ปี 

ที่ Amazon ดารินทำงานเป็น UX Design Lead มีหน้าที่ออกแบบภาพรวมของประสบการณ์หลังการขาย อย่างติดตามสถานะการส่งของ รับของ คืนของ คืนเงินจากลูกค้าทั่วโลกที่สั่งสินค้าหลายหมื่นรายการจากคลังสินค้าขนาดรวมกัน 40,000 ตารางฟุตของ Amazon ให้เป็นไปอย่างราบรื่น เรียบง่าย และถูกใจผู้บริโภคมากที่สุด งานเหล่านี้ทำด้วยกำลังคนไม่ได้แน่ๆ เพราะมีขั้นตอนที่ต้องทำมากมาย แค่การติดตามสถานะการส่งของจากสหรัฐอเมริกามาประเทศไทยเพียง 1 ครั้งก็เหนื่อยแล้ว แต่การสั่งของแบบนี้เกิดขึ้น 35 ครั้งใน 1 วินาที รวมกันแล้วอยู่ที่ 5 พันล้านชิ้นต่อปี ก็เลยจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อลดขั้นตอนและข้อจำกัดต่างๆ อย่างความเร็ว ระยะทาง ข้อมูลมหาศาลและขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกมากที่สุด 

ปี 2016 ดารินกลับมาประเทศไทย พร้อมความสามารถและประสบการณ์หายากที่กำลังเป็นที่ต้องการของธุรกิจต่างๆ มากมายเต็มกระเป๋า ดารินไปเริ่มงานที่บริษัทใหญ่ๆ ได้ง่ายๆ แต่ดารินเลือกทำเรื่องยากๆ อย่างการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในวัย 30 กว่า 

“การเป็นดีไซน์เนอร์ เราถูกสอนมาให้เป็นนักแก้ปัญหา ตอนที่กลับมาเราเลยไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่หาลูกค้าได้มากๆ แต่เริ่มจากมองหาปัญหาที่ใหญ่พอและมีคนเยอะมากพออยากจะเห็นมันแก้ไข”

ดาริน สุทธพงษ์ CEO และ Co-Founder

ดารินเล่าว่าสนใจธุรกิจหลายอย่าง แต่ก็มาจบที่ปัญหาแบบไทยๆ ก็คือ คนไทยชอบกิน และคนไทยชอบกินของอร่อย แต่ก็อาหารอร่อยเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็นสาเหตุลำดับต้นๆ ในการเสียชีวิตของคนไทยด้วยโรคน่ากลัว อย่างเบาหวาน ความดัน มะเร็ง และอื่นๆ เพราะอาหารที่วางขายกันทั่วไปนั้นไขมันสูง โซเดียมสูง มีคุณค่าทางสารอาหารไม่เพียงพอและไม่ครบถ้วน 

จริงอยู่ที่ไม่มีใครอยากป่วยและตายไว ร้านอาหารเพื่อสุขภาพดีๆ มีอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มีทุกหนทุกแห่งเหมือนร้านอาหารอื่น รวมไปถึงอากาศที่ร้อน การจราจรที่ท้าทาย และความห้ามใจยากหากต้องเดินผ่านร้านหมูปิ้งหอมๆ ไปซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ ทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคของการเข้าถึงอาหารดีๆ เช่นกัน 

ดารินก็เลยมีไอเดียธุรกิจว่าจะทำให้คนเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยทำให้มันเข้าถึงได้ง่ายอย่างการเอาไปส่งให้ถึงที่ และสั่งได้จากหลากหลายร้าน สั่งผ่านมือถือได้สะดวก ส่งได้เลยเมื่อสั่ง ราคาไม่แพง และที่สำคัญมากๆ คืออาหารต้องอร่อย

“เราเลือกธุรกิจที่เราเห็นชัด โดยไม่ต้องคิดเยอะว่ามันต้องใหญ่แน่ๆ บางทีก็ต้องใช้สัญชาตญาณ อย่างเรื่องอาหารสุขภาพ เราเชื่อว่ามันจะใหญ่ขึ้น เพราะคนคงไม่มีใครอยากกินอาหารแย่ลง และบริการเดลิเวอรี่ก็จะใหญ่ขึ้นแน่ๆ เพราะคงไม่มีใครอยากสะดวกน้อยลงกว่าวันนี้ เทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนในเมืองไทยดีขึ้นเรื่อยๆ เรามั่นใจว่าการสั่งอาหารผ่านมือถือของคนไทยจะกลายเป็นพฤติกรรมปกติของคนเมืองในไม่ช้า มันคือการรู้ Mega Trend เพื่อที่จะทำให้เกิดไอเดีย”

ซึ่งดารินก็คาดการณ์ไม่ผิดเลย 

มูลค่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพในปี 2019 ที่ผ่านมาสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ตลาดน้ำอัดลมในปีเดียวกันมีมูลค่าตลาดเพียง 5 หมื่นกว่าล้าน และผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติก็บอกด้วยว่าประชากรไทยประมาณ 57 เปอร์เซ็นต์เข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพิ่มจากปี 2016 ที่ดารินเริ่มทำ Indy Dish เกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ และ 94.7 เปอร์เซ็นต์ใช้งานอินเทอร์เน็ตจากมือถือ 

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

เดลิเวอรี่แบบไทยๆ เอาใจคนไทย

Indy Dish มีร้านอาหารที่เป็นพันธมิตรทุกรูปแบบ ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ร้านยำ ขนมปัง รวมถึงของหวานและเครื่องดื่ม ที่เลือกสั่งเป็นมื้อกลางวัน มื้อบ่าย และมื้อเย็นได้ 7 วันแบบไม่ซ้ำ 

แต่ดารินก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้น 

หลายครั้งที่มีคนใกล้ตัวเรียกร้องว่าอยากจะกินอาหารอร่อยแบบที่ทำกินเองที่บ้าน คือไม่ต้องคลีนจนสุดขั้ว แต่ให้บาลานซ์พอดีๆ ระหว่างความดีต่อกายและอร่อยลิ้น ดารินจึงเปิดครัวทำอาหารคุณภาพดีรสชาติเยี่ยม 2 ร้านเพื่อเสริมทัพให้ Indy Dish เอง คือร้าน Basil เพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ และร้าน Indy Dish ร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบดีๆ ปรุงด้วยความเอาใจใส่เหมือนทำให้คนในครอบครัวกิน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพราะรู้ว่ารสชาติมักมาเหนือหลายเหตุผลสำหรับคนไทย

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว
Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

ลูกค้าสั่งอาหารอร่อยๆ จากร้านเหล่านี้ได้เพียงไม่กี่คลิกผ่าน LINE Official Account ของ Indy Dish แบบที่ไม่ต้องรอแอดมินมาคุยด้วยหรือต้องตอบคำถามซ้ำๆ อย่างการบอกที่อยู่ ชื่อ เบอร์โทร หรือแม้กระทั่งการต้องเปลี่ยนหน้าจอไปโอนเงินจากแอปพลิเคชัน E-Banking และทั้งหมดนี้ลูกค้าทำได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนด้วยซ้ำ

“เราต้องลดข้อจำกัดให้ได้มากที่สุด” ดารินบอก “หลักการคือทุกอย่างต้องง่ายที่สุดสำหรับคนสั่ง และต้องมีระบบที่ช่วยจัดการทุกขั้นตอน ซึ่ง Indy Dish ก็พยายามทุกอย่าง ผ่านการเขียนโปรแกรมที่ลิงก์ผ่าน API เข้ามาที่แอปพลิเคชันที่คนไทยใช้กันมากที่สุดอย่าง LINE เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชันใหม่”

เมื่อลองกดเข้าไปแล้ว ในฐานะคนเมืองที่มีชีวิตยุ่งเหยิงคนหนึ่ง ขอให้คำยืนยันกับทุกคนตรงนี้เลยว่ามันเป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายมากๆ และคิดมาเพื่อเราแล้วทุกอย่างแบบที่ทำเอาเราต้องแอบอมยิ้ม

ร้านอาหารแบ่งประเภทไว้แบบรู้ใจ ทั้งแบ่งตามร้าน แบ่งตามความต้องการ แล้วก็แบ่งตามประเภทอาหาร พร้อมรูปสวยๆ ของเมนูต่างๆ ที่ทำเอาน้ำลายสอ

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

และ Indy Dish ก็ยังจำที่อยู่เราได้เสมอ แถมไม่ลืมถามด้วยว่านี่เป็นบ้านหรือที่ทำงาน แล้วก็ยังถามกันแบบตรงๆ เลยว่าเมื่อถึงแล้วจะให้โทรหาหรือฝากเอาไว้ที่ไหน เมื่อฝากไว้แล้วจะให้โทรหาอีกไหม หรือแค่ฝากไว้แล้วเป็นอันรู้กัน มนุษย์ที่ใช้เวลาในห้องประชุมน่าจะถูกใจข้อนี้มากๆ 

อีกข้อที่อยากเล่าก็คือ หลายครั้งที่เราไม่มีเวลาแม้แต่จะกดสั่งอาหารกลางวันให้ตัวเอง Indy Dish ก็มีโปรแกรมที่เราเลือกเมนูและเลือกเวลาที่อาหารจะมาส่งได้ล่วงหน้าข้ามคืน หรือจะตื่นมาสั่งตอนเช้าก็ยังทันได้กินตอนกลางวัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้จูงใจให้รีบตัดสินใจผ่านค่าส่งที่ถูกสุดๆ เป็นดีลที่มีแต่ได้กับได้ คนสั่งไม่ต้องทนหิว และร้านก็มีเวลาเตรียมอาหารและวางแผนการส่งเพื่อลดความผิดพลาด เพราะก็ไม่มีใครอยากทำพลาดกับคนที่กำลังหิวแน่ๆ 

ธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ตั้งใจจะไม่สร้างขยะ

แม้ธุรกิจจะไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อยดี แถมยังเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพดาวรุ่งที่ได้รางวัลจากเวทีต่างๆ มาแล้ว ดารินก็ยังมีพันธกิจในใจที่อยากทำให้สำเร็จ คือการสร้างระบบการส่งอาหารเดลิเวอรี่แบบไม่เพิ่มขยะให้กับโลกนี้เลย 

ไอเดียนี้กระตุ้นจากข้อมูลที่ว่าในปี 2019 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขยะที่เกิดจากบริการเดลิเวอรี่อาหารอยู่ถึง 1.7 พันล้านชิ้น 

ปริมาณขยะที่เกิดจินตนาการนี้ทำให้ดารินถึงกับคิดว่า รอไม่ได้ 

 “เราคิดว่าเรื่องขยะจากบริการเดลิเวอรี่รอไม่ได้อีกแล้ว ปีๆ หนึ่งมีขยะเพิ่มขึ้นเยอะมาก เรารู้ว่าเรื่องนี้เดลิเวอรี่เจ้าอื่นเขาก็ใส่ใจ แต่การใช้ภาชนะที่ไม่เป็นขยะในการส่งเดลิเวอรี่จะทำให้การบริหารจัดการยากขึ้นมาก มันคงไม่ใช่วาระที่ผู้ให้บริการเจ้าใหญ่เห็นว่าเร่งด่วน แต่ด้วยความเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ เราอยากทำ และเรามีทรัพยากรที่จะทำได้ ก็เลยคิดว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างที่ดีกว่าการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้แล้วล่ะ”

ข้อได้เปรียบของการคิดแบบธุรกิจสตาร์ทอัพ คือทำในสิ่งที่องค์กรใหญ่ทำไม่ได้ คือ High Quality Knowledge, High Attention, และ Speed

เมื่อปลายปี 2019 Indy Dish จึงจับมือกับ Super Lock แบรนด์ภาชนะใส่อาหารสัญชาติไทย เพื่อทำภารกิจสร้างบริการส่งอาหารในกล่องพลาสติกที่จะไปรับกลับมาใช้ใหม่หลังผู้สั่งกินเสร็จ และไม่สร้างขยะเลยแม้แต่ชิ้นเดียวได้สำเร็จ 

ตอนนั้นใน LINE ของ Indy Dish มีหมวดหมู่ใหม่เกิดขึ้นมาคือ ‘มื้ออร่อยที่ใช้ภาชนะรักษ์โลกได้’ และสิ่งที่ลูกค้าต้องทำก็แค่ต้องกด ปุ่ม ‘ใส่อาหารในภาชนะรักษ์โลก’ เพื่อบอกร้านค้าว่าจะรับอาหารในกล่อง Super Lock และรับส่วนลด 10 บาท จากร้านค้า

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

ดารินเล่าว่า จากร้านค้าที่อยู่ใน Indy Dish 30 ร้าน ตอนนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการอยู่ 10 ร้าน ซึ่งเป็นร้านที่เห็นตรงกันว่าปัญหาขยะเป็นเรื่องใหญ่ที่รอไม่ได้ “พวกเขาไว้ใจ Indy Dish ทั้งที่เขาก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะได้อะไรจากความลำบากที่เพิ่มขึ้นมานี้ ทั้งหมดทั้งมวลคือมาด้วยใจจริงๆ และเราก็ขอบคุณมากๆ

“วันนี้ Indy Dish เรียกตัวเองว่าเป็นธุรกิจอาหารเพื่อความยั่งยืน นั่นคือยังต้องทำให้คนกินมีความสุขจากอาหารอร่อยที่เข้าถึงได้ง่ายและหลากหลายได้เหมือนเดิม ไม่ทำร้ายโลก แล้วก็ไม่ทำร้ายธุรกิจเราเองด้วย” น้ำเสียงของดารินตรงนี้เราบอกได้เลยว่ามันเป็นน้ำเสียงของความภาคภูมิใจ

“การทำเรื่องนี้มันยากและเราก็เหนื่อยกับมันมาก แต่ถ้าแค่มันยากแล้วเราไม่ทำ เราก็จะทำบริการส่งอาหารที่ฆ่าโลกไปเรื่อยๆ แค่นี้เหรอ เราทุบหม้อข้าวมาแล้วเพื่อทำสิ่งนี้ ฉะนั้นทำไมถึงไม่ทำเรื่องที่เราอยากเห็นให้เป็นจริงได้สักทีดูล่ะ” ดารินเล่าถึงแรงฮึดมหาศาลที่พา Indy Dish มาถึงฝันที่เป็นจริงวันนี้ได้

ความชื่นใจแบบเก็บเล็กผสมน้อยของดารินน่าจะอยู่ที่อัตราการสั่งซ้ำและการบอกกันปากต่อปากของลูกค้า “หลังจากที่ทดลองกับร้าน Basil ซึ่งเป็นอาหารแบบที่ลูกค้าแต่ละคนจะสั่งเป็นประจำสม่ำเสมอแล้วพบว่า ลูกค้าชอบเพราะไม่ต้องรู้สึกผิดจากการสั่งเดลิเวอรี่ แล้วอาหารในกล่อง Super Lock คุณภาพดี รสชาติดี ก็เลยขยับขยายมาชวนร้านพันธมิตรเข้าร่วมด้วย พอมีอาหารหลายหลายขึ้นก็มีลูกค้าสั่งอาหารแบบใช้กล่อง Super Lock มากขึ้น ส่วนใหญ่พอลองแล้วก็จะสั่งซ้ำ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี” ดารินพูดไปยิ้มไป

เพิ่ม (ขั้นตอน) เพื่อลด (ปริมาณขยะ)

ในขณะที่คนสั่งต้องทำเพิ่มเพียงการกดปุ่ม แถมยังได้รับส่วนลดค่าอาหาร แต่ในฝั่งผู้พัฒนาระบบการมีเงื่อนไข ‘ใส่อาหารในภาชนะรักษ์โลก’ เพิ่มขึ้นมา มันคือขั้นตอนมากมายที่ระบบการทำงานเบื้องหลังต้องถูกอัปเกรด ทั้งในฝั่งการเขียนโปรแกรมและในฝั่งของร้านค้าพันธมิตร

เพื่อให้เห็นภาพความยากลำบาก เราขอให้ดารินเล่าวิธีการบริหารจัดการส่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันให้ฟัง 

ดารินเล่าว่า “ขั้นตอนดั้งเดิมคือเมื่อลูกค้าสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ระบบก็จะส่งไปมอบหมายคนส่งอาหาร คนส่งอาหารก็จะขับมอเตอร์ไซด์ไปสั่งอาหารที่ร้าน รับอาหาร และเอาไปส่งลูกค้าตามที่หมายที่บอกไว้” 

แต่เมื่อเพิ่มการใช้ภาชนะที่ต้องเอากลับมาใช้ใหม่ ขั้นตอนที่เพิ่มมาก็อย่างเช่น

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

หลังจากลูกค้าสั่งอาหาร Indy Dish ต้องรับมัดจำจากลูกค้าและจำว่าลูกค้าคนนี้เขามัดจำเอาไว้ 

เอากล่องไปไว้ตามร้านพันธมิตร เมื่อลูกค้าสั่งอาหาร ที่ร้านก็ต้องดูว่าลูกค้าเลือกแบบใส่กล่อง Super Lock ไหม ถ้าใช่ก็ต้องเอาใส่กล่องนั้น และรอคนส่งอาหารมารับ

เมื่อคนส่งนำอาหารไปส่ง ก็ต้องดูด้วยว่าลูกค้าจะมีกล่องส่งคืนไหม 

ถ้าคืนต้องคืนมัดจำ 

ทุกๆ วันต้องคอยติดตามว่าตอนนี้กล่องอยู่ที่ใครบ้าง แต่ละร้านยังมีกล่องเหลือพอไหม 

ทุกๆ กล่องที่นำกลับมาต้องล้าง ฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดใหม่ก่อนนำกลับไปแจกจ่ายให้ร้าน 

และนี่ยังไม่นับการสอนพนักงานในร้านให้แพ็กอาหารในกล่องแบบใหม่ การสอนให้ทุกคนเข้าใจขั้นตอนการรับส่งและล้างกล่องให้สะอาด ต้นทุนการเก็บ ล้าง ทำความสะอาด และขนส่งกล่องอีกต่างหาก

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

ฟังดูเป็นเรื่องยากใช่ไหม 

ดารินก็บอกเราพร้อมเสียงหัวเราะเช่นกันว่า “ใช่ มันยาก ก็เลยไม่มีใครเขาทำกัน” 

แต่ข้อได้เปรียบในการเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเจ้าเล็กๆ คือการทำในสิ่งที่เจ้าใหญ่ๆ ทำไม่ได้ 

ด้วยการที่ผู้บริหารมาลงมือทำเอง ใส่ใจรายละเอียดเองทุกขั้นตอน และขนาดองค์กรที่กะทัดรัดทำให้ทำงานได้รวดเร็ว และทำให้เรื่องที่ไม่มีใครเขาทำกันนี้มันเป็นไปได้

ดารินเล่าว่า “สิ่งที่เราทำถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ อาจจะต้องใช้เวลาวางแผนและเตรียมงานเป็นปี แต่เราใช้เวลาแค่ สองถึงสามสัปดาห์ในการรวบรวมกำลังคน กำลังใจ และเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่อจะลงมือทำ

“เมื่อเราจะทำเรื่องที่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนอื่นเขาไม่ทำเพราะว่ามันซับซ้อน เราก็ต้องลดข้อจำกัดให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ในเรื่องของระบบการจัดการนะ แต่รวมเรื่องความมั่นใจของคนที่ต้องทำเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กับเราด้วย” ดารินพูดถึงเงื่อนไขที่ต้องลดเงื่อนไข เพื่อให้เรื่องยากๆ นี้ทำได้ง่ายขึ้นอีกนิด

จาก Amazon ถึง Indy Dish

เราชวนดารินคุยว่า ประสบการณ์การทำงานที่ Amazon มีประโยชน์กับการทำ Indy Dish ในเรื่องอะไรบ้าง

ดารินบอกเราว่า ทักษะที่ขอบคุณ Amazon ที่สุดไม่ใช่ความรู้เรื่องเทคโนโลยีหรือการเขียนโปรแกรมที่เปลี่ยนโลกอะไรเลย แต่สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดที่ได้จาก Amazon คือ 14 แนวคิดการเป็นผู้นำแบบของ Amazon ซึ่งเป็นแนวคิดที่พนักงาน Amazon ใช้เป็นสรณะในการทำงานทุกวัน และทำให้ดารินเชื่อว่าถ้ามีแนวคิดพวกนี้ประจำใจ ก็จะแก้ปัญหาอะไรก็ได้ทั้งนั้น 

ดาริน สุทธพงษ์ CEO และ Co-Founder

และนี่คือ 3 หลักการที่ดารินหยิบยืมจากองค์กรระดับโลกมาใช้กับธุรกิจสตาร์ทอัพขนาดเล็กแต่คิดใหญ่อย่าง Indy Dish 

1. Bias for Action อย่ามัวแต่คิด ลองเลย

ประโยชน์ของการเริ่มเล็กคือการเปลี่ยนได้เร็ว และการเปลี่ยนได้เร็วก็หมายถึงการทดลองได้มาก ดารินบอกว่าเรา “บางทีก็อย่าคิดเยอะ ลองทำเลย เพราะถ้ามัวแต่คิดเดี๋ยวจะไม่ได้ทำ” 

ดารินเล่าให้ฟังว่า “ตอนจะทำโปรเจกต์กล่อง Super Lock คุยกับเพื่อนร่วมทีม ไม่มีใครมั่นใจเลย กลัวไปหมดว่าการบริหารจัดการจะเป็นยังไง จะมีคนสนใจไหม ร้านค้าจะเอาด้วยหรือเปล่า ลูกค้าจะล้างกล่องให้ไหม เราจะได้กำไรมากขึ้นสักเท่าไหร่ แล้วมันจะคุ้มเหนื่อยไหม”

แต่ดารินก็โน้มน้าวให้ทุกคนมาลองกันดูสักตั้งได้ในที่สุด

แม้จะเคยทำเรื่องยากๆ อย่างการส่งของข้ามทวีปให้ทันใน 2 ชั่วโมงมาแล้ว แต่ด้วยเงื่อนไขใหม่ที่เพื่อนร่วมทีมยังไม่มั่นใจ และเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ ดารินถึงกับพูดออกมาบ่อยๆ ในระหว่างการสนทนาของเราว่า “มันไม่ง่าย แต่ก็จะทำ”

ดารินใช้เทคโนโลยีการเขียนโปรแกรมเและความเชี่ยวชาญด้านการสร้างประสบการณ์สำหรับผู้ใช้ (UX) เข้ามาช่วยสร้างขั้นตอนที่รัดกุมผ่านการเขียนคำสั่ง (Coding) ตั้งแต่การรับออเดอร์ที่แสนจะรู้ใจ การส่งคำสั่งไปที่ร้านอาหารที่ต้องมีงานเพิ่มให้เข้าใจแบบง่ายๆ ไปจนถึงการสร้างความแม่นยำในการรับและคืนมัดจำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า 

แม้จะเป็นงานที่เราคิดว่าถึงมีกำลังคนมากพอก็ไม่น่าจะทำได้แม่นยำเท่ากับคอมพิวเตอร์ แต่การจะเขียนโปรแกรมเพื่อวางขั้นตอนได้แบบนี้ก็ต้องอาศัยคนนี่แหละ ที่ต้องเข้าใจทุกขั้นตอนของพฤติกรรมคนด้วยกันเอง และออกแบบคำสั่งไปยังระบบปฎิบัติการทีละขั้นตอนเหมือนการสอนเด็กเล็กๆ ให้หัดทำอะไรสักอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน ถือว่าเป็นงานในวงการเทคโนโลยีที่ต้องคราฟต์สุดๆ ไม่ต่างจากการเย็บผ้าด้วยมือที่จะวัดความเก๋ากันที่ความละเอียดของฝีเข็มเลยทีเดียว

2. Ownership ลงมือทำร่วมกันเป็นทีม ไม่มีใครสั่งการจากเบื้องบน และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ดารินเล่าวิธีที่ทำให้ทีมงานยอมมาร่วมหัวจมท้ายด้วยกันว่า “เราไปที่หน้างานเพื่อจัดการและวางแผนเองทุกขั้นตอน ทั้งที่ Indy Dish เอง แล้วก็ที่ร้านค้าของพันธมิตร ให้คนทำงานเห็นว่าเราตั้งใจทำให้มันเป็นไปได้จริงๆ ให้ความมั่นใจกับคนทำงานว่าเราจะอยู่ข้างๆ เรามาลุยมันไปด้วยกัน ทำความเข้าใจ และแก้ปัญหาไปด้วยกัน” 

ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้ชวนทุกคนมาร่วมกันลำบากกับโปรเจกต์นี้ ดารินเชื่อว่าการมีส่วนร่วมแบบคลุกวงในเป็นเรื่องสำคัญมาก

“มันเป็นทางลัดที่ธุรกิจสตาร์ทอัพจะทำได้เร็วกว่าบริษัทใหญ่ เพราะไม่ต้องมีผู้บริหาร ไม่ต้องมีลำดับขั้นตอนอะไร แต่ผู้ก่อตั้งอย่างเราก็ลงไปทำเองเลย ลงไปเห็นปัญหาเองว่ามันคืออะไร ไปใกล้ชิดกับคนทำงานเยอะๆ มันจะได้งานที่คุณภาพสูงมากโดยไม่ต้องใช้เวลานาน เป็นตัวกลางประสานงานด้วยตัวเอง เช่น หน้างานมีปัญหาอย่างนี้ทีมเทคโนโลยีจะต้องช่วยแก้ยังไง เราจัดการได้เลย”

3. Customer Obsession ครุ่นคิดถึงผู้บริโภคให้มาก และให้เขาเป็นเหตุผลของการตัดสินใจทั้งหมด

แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ Indy Dish ก็มีความพิถีพิถันมากๆ ในการทำธุรกิจและมุ่งมันทำธุรกิจที่ไว้ใจได้ แม้ในเรื่องที่คนกินไม่มีวันรู้

การเลือกร้านเพื่อสุขภาพเข้ามาอยู่ใน Indy Dish ต้องผ่านการคุยกัน ต้องรู้จักกันก่อนว่าอาหารเขามาจากไหน เขาปลูกแบบไหน Indy Dish จะเลือกแต่ร้านที่จริงใจ ใช้เครื่องปรุงที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ เท่านั้น 

“ต่อให้ไม่ใช่สินค้าออร์แกนิกก็ไม่เป็นไรนะ ขอแค่ซื่อสัตย์กับเรา บางทีเราก็ต้องกัดฟันปฏิเสธบางร้านไป ถ้าการยอมรับเงื่อนไขของเขาจะทำให้เราผิดสัญญา” ดารินบอกว่าการรักษา ‘สัจจะ’ เป็นอีกเรื่องที่ไม่มีไม่ได้ในการทำธุรกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจอาหาร ที่ผู้ประกอบทำให้ต้นทุนถูกลงได้ด้วยการลดคุณภาพของสินค้า ซึ่งคนกินก็อาจไม่รู้ แต่เมื่อทุกอย่างสะสมในตัวเขา มันก็ไม่ต่างอะไรจากระเบิดเวลา 

“บอกเลยว่ามันคือการวัดใจ” ดารินบอกเราแบบนี้

 Indy Dish มักเลือกทางที่ดีที่สุดเสมอแม้ไม่มีใครเรียกร้อง เพราะดารินเชื่อว่าการเป็นธุรกิจที่ดี จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้นาน และเชื่อว่าคนก็จะสนับสนุนแต่แบรนด์ที่ทำเรื่องดีๆ ผู้บริโภคทุกวันนี้เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นและอยากสนับสนุนแต่แบรนด์ที่เขาไว้ใจได้ ซึ่งการเป็นแบรนด์แบบนั้นต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทน 

การเลือกใช้กล่อง Super Lock ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บคุณภาพและรสชาติอาหารเอาไว้ให้ดีเหมือนตอนที่เอาไปส่ง แทนที่จะใช้กล่องพลาสติกอย่างอื่นที่ราคาถูกกว่า ประหยัดพื้นที่ในการเก็บได้มากกว่า ก็บอกเรื่องความตั้งใจที่ Indy Dish มักเลือกทางที่ดีที่สุดเสมอแม้ไม่มีใครเรียกร้องได้อีกเรื่องหนึ่ง

Indy Dish ธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเพื่อสุขภาพไทยเจ้าแรกในเอเชียที่ไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว

จะเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ผลักดันนวัตกรรมด้วย Real action, Real product

เราถามดารินว่า มองเห็น Indy Dish อยู่ตรงไหนของวงการนวัตกรรมด้านอาหารของไทย 

แบรนด์เล็กๆ แบรนด์นี้มองตัวเองว่าอยู่ที่แถวหน้าสุด และกำลังเป็นขะมักเขม้นในการผลักเส้นขอบของธุรกิจนี้ให้ขยายออกไปเรื่อยๆ ในแง่การทำให้คนได้กินดีและในแง่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

“ด้วยความเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ เราไม่มีอะไรจะเสีย หรือถ้าเสียก็ไม่ได้เยอะมาก ฉะนั้นเราพร้อมลองทุกอย่าง เราตั้งใจจะมีบริการใหม่ๆ เพื่อความยั่งยืนออกมาอีก เพื่อให้คนเชื่อว่าอาหารการกินที่ดีมันเป็นไปได้จริงๆ เราจะคอยอำนวยความสะดวกให้การกินที่ดีต่อตัวเองและดีต่อโลกมันทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลำบากเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลามากเกินไป อาหารต้องหลากหลายขึ้น แล้วก็อร่อยขึ้น”

ตอนนี้การทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนยังเป็นทางเลือก แต่วันหนึ่งมันจะเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และ Indy Dish ก็อยากทำเรื่องพวกนั้นเสียแต่วันนี้ 

ดารินไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็น CEO Indy Dish ตลอดไป และตั้งใจว่าวันหนึ่งก็จะส่งไม้ต่อธุรกิจนี้ไปให้คนที่ทำสิ่งนี้ได้ดีกว่า เก่งกว่า และพาความตั้งใจที่จะเป็นธุรกิจอาหารเพื่อความยั่งยืนนี้ไปได้กว้างและไกลกว่า 

ดารินบอกให้เราสบายใจว่า “เราก็ไม่ยึดติดและไม่เสียดายสิ่งที่สร้างมา เพราะเราเชื่อว่าทุกวันนี้ที่เราทำคือการสร้างธุรกิจที่ดี และธุรกิจที่ดีก็จะมีทางเลือกให้ไปต่อที่ดีกว่าเสมอ” การดูว่าผู้ประกอบการนั้นๆ มีมุมมองต่อส่วนรวมยังไง ดารินชวนให้ดูกันในเวลาที่ยากลำบากว่าผู้ประกอบการนั้นๆ ยอมที่จะเสียผลประโยชน์ส่วนตัวไปเพื่อส่วนรวมหรือไม่ เขากล้าเอาธุรกิจมาเสี่ยงกับอะไรที่มันใหญ่กว่าตัวเองจริงหรือเปล่า เขายอมสู้เพื่อมันมากแค่ไหน เวลาที่ยอดขายตกหรือโดนร้องเรียนเรื่องความสะดวกสบาย เขาเหล่านั้นรับมือยังไง มันจะเป็นเวลาที่เห็นวิสัยทัศน์ของธุรกิจนั้นๆ ได้ชัดเจน

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนก็อาจสงสัยว่า อะไรทำให้ดารินยินดีทำขนาดนี้ ซึ่งดารินก็บอกว่า

“ถ้า Indy Dish ไม่ใช่จุดมุ่งหมายที่มีความหมายกับเรา ธุรกิจนี้ก็คงตายไปตั้งแต่ปีแรกๆ แล้ว เพราะว่ามันยากและเหนื่อยมาก ยิ่งอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่เชื่อ แทบหารายได้จากสิ่งนี้ไม่ได้ สิ่งที่ทำให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้า คือ ความเชื่อของเราที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เราเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไรมันต้องมีส่วนที่ไม่สนุกมันถึงเรียกว่างาน ชีวิตที่เราอยากใช้ มันเป็นชีวิตที่บาลานซ์สิ่งที่เราชอบและสิ่งที่เราเก่ง และก็ยังตอบจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่างได้ด้วย”

ดาริน สุทธพงษ์ CEO และ Co-Founder

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

BASE Playhouse’ คือธุรกิจออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะยุคใหม่อย่าง Soft Skills ของมนุษย์ที่ฉีกภาพจำของห้องเรียนแบบเดิมๆ ทิ้งไปอย่างหมดสิ้น

เคยไหมที่ง่วงเหงาหาวนอน จ้องมองนาฬิการอเวลาเลิกเรียน จำใจเข้าเทรนนิ่งขององค์กรที่รู้ว่าเข้าไปจะไม่ได้อะไร แอบทำอย่างอื่นระหว่างเวิร์กชอปออนไลน์เพราะน่าเบื่อเกินกว่าจะทน โดนคุณครูในโรงเรียนตำหนิเพราะเขาประเมินศักยภาพอย่างฉาบฉวย ไม่เห็นคุณค่าแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

ประสบการณ์แย่ๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากเคยสัมผัสมาร่วมกันเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ยากมากในห้องเรียนของ BASE Playhouse เพราะพวกเขาจริงจังกับการทำความเข้าใจผู้เรียนที่เป็นมนุษย์ หยิบจับองค์ประกอบของเกมมาผสมผสานการสอน สร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ผู้เรียน ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน ได้มีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับอนาคตที่ไม่ค่อยมีสอนในโรงเรียนหรือองค์กรอย่างเป็นระบบ

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ก่อตั้งโดย ม๋ำ-เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ แม็ก-ภีศเดช เพชรน้อย สองนักออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) รุ่นใหม่ ผู้คลุกคลีอยู่กับการสอนและจัดเวิร์กชอปตั้งแต่สมัยเรียน เห็นช่องว่างของระบบการศึกษา และตัดสินใจสร้างธุรกิจเพื่อลงมือแก้ไขปัญหา

“ความเชื่อของเราคือกระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ให้ก้าวขึ้นไปเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

นี่คือรากฐานสำคัญของบ้านและโรงเรียนแห่งนี้

ในวันที่คุณค่าของผู้เรียนยังถูกวัดด้วยคะแนนสอบทางวิชาการเป็นหลัก ม๋ำและแม็กมองเห็นว่าโลกอนาคตที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ยากต่อการคาดเดา จะไม่ได้ต้องการคนเรียนเก่งอีกต่อไป หากแต่เป็นคนเก่งที่รู้จักตัวเอง มีทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกับมนุษย์ผู้อื่น ทุกคอร์สของ BASE Playhouse จึงออกแบบมาให้ตอบโจทย์นี้ทั้งหมด

แม้เผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การสอนแบบออฟไลน์เป็นไปได้ยาก แต่พวกเขาสามารถปรับตัว ออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์ที่ทำให้คนยังอยากกลับมาเรียนอีกครั้ง พร้อมสร้างหน่วยสตาร์ทอัพใหม่ขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีวัดผลทักษะที่เคยจับต้องได้ยากอีกด้วย

BASE Playhouse แก้โจทย์ที่ผู้สอน โรงเรียนและองค์กร ปวดหัวมาตลอดได้อย่างไร เราขอชวนคุณวางตำราการสอนเล่มหนาที่อาจคุ้นเคย เดินเข้าสนามฝึกสกิล และเรียนรู้จากสองผู้ประกอบการธุรกิจและสตาร์ทอัพการศึกษาที่แตกต่างนี้ไปด้วยกัน

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
ม๋ำ (ซ้าย) – แม็ก (ขวา)
Level 01

ทดลอง สร้างรากฐานอย่างกล้าหาญ

การตอกเสาเข็มแรกของ BASE Playhouse เริ่มต้นขึ้นจากสองคู่หูต่างขั้วที่เชื่อเรื่องการพัฒนามนุษย์ร่วมกัน แม้ไม่ได้ทำงานด้านการศึกษาโดยตรงในตอนแรก

ม๋ำคือเด็กกิจกรรมประจำโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาหลงใหลในเทคนิคเบื้องหลังยานยนต์และเครื่องบิน เลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านนี้โดยเฉพาะ ก่อนเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำแห่งหนึ่ง ด้วยทักษะการคิดเชิงเหตุผลแบบฉบับวิศวกรที่ถูกฝึกปรือมาอย่างดี

ส่วนแม็กเป็นเด็กกิจกรรมจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่เชื่อในพลังของเทคโนโลยีและเลือกทำงานสายนี้ โดยพกพาความใส่ใจ ประสบการณ์ อารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ ติดตัวไปในงานที่ทำด้วยเสมอ

ทั้งสองโคจรมาเจอะเจอกันในงาน TEDxBangkok 2016 ผ่านเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย และฟอร์มทีมขึ้นเพื่อทำโปรเจกต์ทดลองด้านเครื่องยนต์ที่ม๋ำครุ่นคิดอยู่ เสริมจากงานประจำ

“สุดท้าย ไอเดียนั้นเฟล เปลี่ยนไปลองทำอย่างอื่นก็ไม่เวิร์ก แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนครูที่โรงเรียนเก่าทักมาว่าอยากให้เราไปช่วยสอนน้องๆ มัธยมศึกษาเตรียมตัวแข่งขันการทำธุรกิจ” นักจัดกิจกรรมขาประจำของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เล่าย้อนความ

เมื่อโอกาสเข้ามา ทั้งสองลองกลั่นประสบการณ์การทำกิจกรรมทั้งหมดที่เคยผ่านมา เพื่อออกแบบการสอนให้ไม่น่าเบื่อ ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เด็กๆ อยากเรียนต่ออีก

“มันเป็นไปได้ไหมที่ไอเดียนี้จะกลายเป็นธุรกิจ” แม็กเล่าคำถามสำคัญของม๋ำเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ทำให้พวกเขาเริ่มการเดินทางครั้งใหม่เพื่อไขข้อสงสัย

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

“เราลองออกแบบ Prototype (ค่ายต้นแบบ) สองช่วง ช่วงแรกคือเช็กว่าสิ่งที่เราจะทำน่าสนใจและดีจริงไหม นั่งคิดกันตั้งแต่ต้นว่าต้องมีอะไรบ้างถึงทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

“หนึ่งคือคนสอน ซึ่งเราพอมีคนรู้จักอยู่ สองคือสถานที่ ตอนนั้นเราเจอว่าคณะวิศวะฯ มี Co-working Space อยู่ ลองติดต่อไปและวันต่อมาก็ Pitch ขอใช้สถานที่เลย ทำสไลด์เสร็จภายในหนึ่งวัน เป็นการ Pitching ครั้งแรกของ BASE ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องขอสถานที่นี้มาใช้ให้ได้” ม๋ำเล่า การ Pitch อย่างเร่งด่วนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี

พอเปิดรับสมัครคนเข้าร่วมค่าย ‘Business for Youngsters’ สอนสร้างธุรกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายรุ่นหนึ่งฟรี มีคนสมัครเข้ามา 300 คน ทะลุเป้า 30 คนที่ตั้งไว้เพื่อการดูแลที่ทั่วถึง

พอลองทดสอบช่วงที่ 2 ด้วยการตั้งราคาคอร์สขึ้นมาในรุ่นถัดไป ปรากฏว่าคนสมัครเต็มอีกครั้งหนึ่ง เรียนแล้วผลตอบรับดีทั้งสองรอบ ตอบทุกโจทย์ที่พวกเขาเคยสงสัย

เมื่อเห็นความเป็นไปได้ ม๋ำและแม็กรีบตามหาสมาชิกร่วมบุกเบิก โดยการถามตัวเองก่อนว่าพวกเขาต้องการศักยภาพและคนแบบใดเข้าร่วมทีม

“วิธีหาเหมือนเดิม เราลิสต์กันว่ารู้จักใครบ้าง พอได้ชื่อปุ๊บ เราขอขับรถไปคุยด้วยเลย” ม๋ำเล่า วิธีการนี้ทำให้เขาชักชวนนักจิตวิทยา ดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ และเพื่อนที่เรียนด้านนวัตกรรม ร่วมขบวนการได้สำเร็จ

“เราเห็นว่าปัญหาหลักของคนจะทำสตาร์ทอัพหลายที่คืออยากเริ่ม แต่หาคนไม่ได้ สิ่งที่เราเรียนรู้คือมันต้องกล้าเข้าหาและชักชวนคนที่เชื่อเหมือนกันให้ได้ อาจต้องดิ้นรนหน่อยช่วงแรก” 

ปัจจุบัน ทีมงานชุดแรกยังทำงานอยู่ด้วยกันเกือบครบ และค่าย Business for Youngster จัดมาราว 30 รุ่นแล้ว

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
Level 02

เข้าใจความเจ็บปวดที่ยังไม่มีใครแก้

จุดเด่น 2 เรื่องที่ทำให้ BASE Playhouse โดดเด่นจากโรงเรียนหรือสถาบันอื่นๆ ในช่วงแรกคือ เนื้อหาและกระบวนการสอน

ด้านเนื้อหา พวกเขาค้นคว้าเทรนด์การศึกษาทั่วโลก และพบว่ารากฐานสำคัญสำหรับคนรุ่นต่อไปคือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จัดจำแนกง่ายๆ ได้เป็น 4C คือ Critical Thinking (การคิดอย่างมีเหตุผลและแก้ไขปัญหา), Creativity (การคิดสร้างสรรค์), Collaboration (การทำงานร่วมกับผู้อื่น) และ Communication (การสื่อสาร) จึงนำมาออกแบบเป็นหลักสูตรเสริมสร้างแต่ละทักษะ

“เราชวนผู้สอนสิบกว่าคนที่เรารู้จัก มานั่งถกกันว่าทักษะเหล่านี้สำคัญจริงไหม เราควรทำเรื่องนี้หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือสำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทำงานอาชีพไหนหรือ AI เข้ามาเปลี่ยนโลก ทักษะชุดนี้จะยังจำเป็นอยู่ดี” แม็กเล่า

แม้หลายคนรู้ว่าสำคัญ แต่กลับยังไม่ค่อยมีใครเติมเต็มความต้องการนี้อย่างชัดเจน

“เราคุยกันตั้งแต่แรกว่าจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ไหม จริงๆ เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือเปล่า หลักสูตรแกนกลางก็มีเขียนไว้ว่าควรทำสิ่งนี้ แต่เราเจอปัญหาว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ม๋ำอธิบาย

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

คำพูดนี้ไม่ได้เกิดจากการทึกทักเอาเอง แต่เขาและแม็กเคยรับบทเป็นครูพาร์ตไทม์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่นาน 2 ปีระหว่างที่ทำ BASE Playhouse ไปด้วย เพื่อพัฒนาหลักสูตรทักษะผู้ประกอบการ และลองลงพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจว่าคุณครูในระบบเผชิญปัญหา ติดขัดเรื่องอะไรบ้าง

“เราเข้าไปเห็นตัวอย่างโรงเรียนที่ดีมาก คุณครูสอนด้วยชุดความคิดยุคใหม่ แต่พอเห็นโรงเรียนอื่นๆ เทียบกันแล้ว พบว่าคุณครูมีภาระและต้องจัดการเรื่องเอกสารหรือระบบเยอะกว่ามาก ทำให้เขาไม่มีเวลาโฟกัสกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน บางที่ไม่ใช่ว่าคุณครูทำไม่ได้ แต่ผู้บริหารไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ เขามองไม่ออกจริงๆ ว่าหลักสูตรที่ควรเป็นคือแบบไหน แม้มีหลักสูตรแกนกลางเขียนไว้ แต่เขียนกว้างมากจนคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านนี้เอามาตีความต่อยาก

“สุดท้าย ครูที่ไฟแรงถูกระบบการศึกษาดับไฟ พังความตั้งใจของเขา เรามีผู้สอนใน BASE ที่เคยเจอระบบแบบนี้และบอกว่าจะไม่เป็นครูอีกแล้ว เขาอยากทำให้เด็กเก่งขึ้น แต่กลับต้องทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องเลย สรุปคือระบบปัจจุบันยังไม่เอื้อให้ครูและโรงเรียนทำสิ่งนี้ได้ดี” 

เมื่อได้สัมผัสความเจ็บปวดโดยตรง พวกเขาจึงเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ และออกแบบเนื้อหาคอร์สพัฒนาทักษะยุคใหม่ ความรู้ทางธุรกิจและการค้นหาตัวเองได้อย่างตรงจุด ไม่ติดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ ของโรงเรียน

คอร์สช่วงแรกเน้นที่ผู้เรียนระดับ ม.ปลาย และ ปวช. เพราะม๋ำและแม็กมองว่านักเรียน ม.ต้น น่าจะยังค้นหาความสนใจของตัวเองอยู่ อาจยังไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้เต็มที่ ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยค่อนข้างมีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ และได้รับการสนับสนุนอยู่พอสมควรแล้ว

แต่ทำไปเรื่อยๆ ทั้งสองค้นพบว่าความต้องการไม่จำกัดอยู่เพียงระดับนักเรียนเท่านั้น ผู้ใหญ่ที่ทำงานในองค์กรก็ต้องการพัฒนาทักษะ และกลายเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ของ BASE ‘for Corporate’

“ช่วงแรกไม่ได้ติดต่อไปหาองค์กรไหน แต่บริษัทติดต่อเข้ามาหาเราเอง อาจเพราะ Position เราชัดแต่แรกว่าจุดเด่นคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรมองหาและมันไม่มีใน Training แบบเดิมๆ” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 03

ออกแบบการเรียนรู้ที่ใช่ ไม่ต้องเหมือนใคร

“เราค่อนข้างซีเรียสในการทำความรู้จักผู้เรียน อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร มีแรงจูงใจกับเรื่องอะไรบ้าง และอีกหลายคำถามที่บางทีคนและองค์กรก็งง เพราะไม่เคยโดนถามละเอียดแบบนี้มาก่อน” แม็ก Chief Learning Designer เล่ากระบวนการที่เป็นเหมือนสูตรเฉพาะตัวของธุรกิจ

หากเราไม่เข้าใจผู้เรียนจริง คงยากต่อการออกแบบกระบวนการสอนให้ดึงดูดความสนใจ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ และได้พัฒนาทักษะไปพร้อมกัน เชื่อว่าเราต่างเคยผ่านห้องเรียนที่มอบประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ให้ไม่ได้สักอย่าง เผลอๆ ทำให้เราเกลียดวิชานั้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“จากประสบการณ์ที่ทำมาตลอด เราตกผลึกกันว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ ‘ใช่’ จะมี 5 องค์ประกอบ” ม๋ำช่วยสรุปแก่นสำคัญของหลัก Learning Design ที่เขาได้ค้นพบ

หนึ่ง สนุก (Fun)

สอง สดใหม่ (Fresh) เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

สาม มีความหมาย (Meaningful) ต่อตัวผู้เรียน รู้ว่าเรียนไปทำไม เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

สี่ ปฏิบัติตามได้ (Practical)

สุดท้าย ต้องง่าย (Simple) ไม่ว่าเนื้อหาจะยากแค่ไหนก็ตาม 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนรู้สึกถึง 5 องค์ประกอบนี้มีหลายกลยุทธ์ หนึ่งกระบวนท่าที่ BASE Playhouse เลือกใช้คือ Gamification หรือการถอดรหัสองค์ประกอบของเกมมาใช้งาน พร้อมแต่งเติมเรื่องราว เพื่อให้เกิดทั้งความสนุกและความรู้ ช่วยสร้างผลลัพธ์บางอย่างนอกเหนือตัวเกม เช่น ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมใหม่ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร

ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ในคอร์สทักษะความเป็นผู้นำ BASE Playhouse สร้างเกมขึ้นมาให้ 30 คนเล่นพร้อมกันทั้งห้องเพื่อปลดปล่อยศักยภาพความเป็นผู้นำออกมาเต็มที่เป็นเวลา 4 ชั่วโมง หรืออย่างคอร์ส Skill of Success ม๋ำและแม็กออกแบบเกมแนว RPG (Role-Playing Game) ให้คนฝึกรวมมิตรทักษะสำคัญไประหว่างทางตลอด 2 วันเต็ม

บางเวิร์กชอป พวกเขาสร้างโปรแกรมจำลองสถานการณ์และประมวลข้อมูล (Simulation) ขึ้นมาเพื่อใช้งาน

บางเวิร์กชอป มีการใช้บอร์ดเกมที่ออกแบบขึ้นใหม่โดยเฉพาะ หาจากที่ไหนไม่ได้อีก

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

ทั้งหมดนี้ ลงทุนทำเพื่อสร้างสภาวะจำลองที่ผู้เรียนได้ฝึกปรือฝีมือแบบไม่ต้องกลัวพลาด เกิดกระบวนการโต้ตอบและเรียนรู้ภายในเวลาอันสั้น เหมือนได้เข้าไปใช้เวลาอยู่ในโลกอีกใบ โดยมีรางวัลคือความรู้ (Knowledge) วิธีคิด (Mindset) และทักษะติดตัว (Skill) แม้ไม่เห็นผลทันตาในเวลาอันสั้น แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นหรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีของชีวิตใครหลายคน

ความพิเศษอีกเรื่องคือ กระบวนการที่ใช้กับแต่ละกลุ่มผู้เรียนผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และในแต่ละรอบอาจไม่เหมือนกันเลย แม้เป็นคอร์สเดียวกันก็ตาม 

“เราทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยตีความว่าเขาจะต้องแก้ปัญหาที่เจออย่างไร บางครั้งองค์กรเข้ามาด้วยโจทย์ว่าอยากฝึกพนักงานเรื่อง Critical Thinking เราถามกลับว่าทักษะนี้จะใช้แก้ปัญหาอะไร คุยไปมา ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาขาดจริงๆ คือ Communication

“หน้าที่เราคือการแปลความต้องการและหาสิ่งที่ใช่สำหรับผู้เรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นคอร์สเดิม แต่ถ้าวิธีการมันไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน เราจะเปลี่ยนฟอร์แมตหรือเกมเพื่อให้แก้ปัญหาได้จริงๆ นั่นคือจุดเด่นของเรา”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 04

สู้ความกลัว ปรับตัวสู่โลกออนไลน์

BASE Playhouse ใส่ใจประสบการณ์ของผู้เรียนมาก มากจนปลาย พ.ศ. 2562 พวกเขาตัดสินใจครั้งใหญ่ เช่าสถานที่โซน 24 ชั่วโมงของสามย่านมิตรทาวน์ เนรมิตเป็นออฟฟิศและสนามฝึกสกิลล์ที่มีอุปกรณ์ครบครัน บรรยากาศปลอดโปร่ง เอื้อต่อการเรียนรู้ ไว้จัดเวิร์กชอป ต้อนรับคนเข้ามาใช้พื้นที่ และสร้างคอมมูนิตี้แห่งการเรียนรู้

แต่เปิดตัวไม่นาน เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ความรู้สึกแรกคือเหนื่อยและยากแน่นอน”

“กลัวระดับหนึ่งเลย เพราะเราแคร์ประสบการณ์ผู้เรียนมากๆ พอคนเจอกันไม่ได้ มันเหมือนตัดคุณค่าหลักของธุรกิจไปเลย”

ผู้ประกอบการหลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เมื่อข่าวการแพร่ระบาดและความรุนแรงของโควิด-19 ปรากฏให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ช่วงต้นปีก่อน

“เราต้องคิดใหม่เกือบหมด กลับมาถามตัวเองว่าเราจะสร้างทักษะให้คนผ่านทางออนไลน์แทนได้ไหม” แม็กเล่า การสอนเนื้อหาทั่วไปทางออฟไลน์ให้คนชอบและได้ความรู้ก็ถือว่ายากแล้ว พอโจทย์เป็นการฝึกทักษะทางออนไลน์ ยิ่งท้าทายขึ้นอีกระดับ

แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราลองดูก่อน

“ช่วงนั้นมีคนติดต่อมาให้เราช่วยจัดสอนออนไลน์ คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะลอง ปรากฏว่าทำได้และน่าพอใจด้วย เราแค่ต้องเลิกยึดติดกับความเชื่อว่าความสนุกหรือการโต้ตอบจะเกิดขึ้นต้องอยู่ที่วิทยากรหรือช่องทาง ถ้าโฟกัสกับหลัก Learning Design เราสร้างกระบวนการที่ดีได้นะ” ม๋ำและแม็กยืนยัน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การทดลองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นของพวกเขามีหลากหลายรูปแบบมาก

เช่น PRACT คอร์สออนไลน์ใหม่ที่สอนเนื้อหาเป็นโมดูลสั้นๆ ครั้งละเพียง 15 – 20 นาที พร้อมภารกิจให้ผู้เรียนกลับไปทำให้เกิดเป็นนิสัย เพราะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์จริงๆ ว่าเราไม่อาจโฟกัสกับหน้าจอได้นานนักหรอก

Hell Day ที่พวกเขาต้องออกแบบกระบวนการเพื่อช่วยบริษัทหนึ่งคัดเลือกนักศึกษาฝึกงาน โจทย์คือการสร้างพื้นที่ให้ 150 คนแสดงทักษะ 8 ด้านตลอดเวลา 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด พร้อมวัดผล เรียกได้ว่ารีดเค้นความคิดสร้างสรรค์และตรรกะในการออกแบบอย่างสุดกำลัง

และ mappa แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ช่วยเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่เล่น รู้ สนุก ที่ทีม BASE Playhouse เข้าไปช่วยออกแบบระบบและกลไกของเกมให้กระตุ้นพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่และเด็ก

คนอาจมองว่ากระบวนการทางออนไลน์แบบนี้จะสำเร็จต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ม๋ำและแม็กมองว่าแก่นสำคัญจริงๆ อยู่ที่การเข้าใจผู้เรียนเหมือนเดิม

“ตอนออกแบบ เราไม่ได้เริ่มจากเรื่องเทคโนโลยีเลย แต่เราถามว่าผู้เรียนเป็นใคร อยู่ที่ไหน เข้าถึงโลกออนไลน์ได้แค่ไหน ประสบการณ์ที่เขาควรได้รับเป็นอย่างไร แล้วค่อยหาเทคโนโลยีที่เหมาะมาเสริม จากนั้นใช้ความสร้างสรรค์ต่อยอดให้มันพิเศษและสนุกขึ้นไปอีกภายใต้ข้อจำกัดที่มี” 

เมื่อทำไป 2 – 3 งาน ทีม BASE Playhouse กอบกู้ความมั่นใจของตัวเองกลับมา แม้สถานการณ์สังคมยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ พวกเขากล้าออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์และแนะนำองค์กรใหญ่ๆ มากขึ้น รวมถึงต่อยอดโมเดล ‘School Studio’ จับมือกับโรงเรียนอีกราว 5 แห่ง พัฒนาและดูแลหลักสูตร Entrepreneurship ให้นักเรียนโดยเฉพาะ

“Mindset เราเปลี่ยนไปจากปีที่แล้ว พอรู้ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ เรากลัวน้อยลง นั่นคือความแตกต่างที่เกิดขึ้น” ซีอีโอกล่าว หลังทำงานหนักเพื่อฝ่าวิกฤตมาตลอดทั้งปี

แต่การปรับตัวของพวกเขาไม่ได้มีเพียงเท่านี้

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 05

เปลี่ยนทิศทาง สร้างสิ่งใหม่

นอกจากขยายเป้าหมายผู้เรียนจากนักเรียนเป็นครอบคลุม ‘มนุษย์’ หลายช่วงวัยมากขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงปีที่ผ่านมา BASE Playhouse สร้างบริการใหม่ขึ้นมาให้ตอบโจทย์ทั้งวงจรการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของมนุษย์

“Pain Point ที่เราเจอมาตลอดจากการจัดเทรนนิ่ง คือเราวัดความสามารถของคนไม่ได้ นอกจากการสอบ ดู CV และสัมภาษณ์ เราตั้งคำถามขึ้นมาว่ามีวิธีไหนไหมที่ทำให้เราเห็นมิติความเก่งที่ซ่อนอยู่ของคนได้ครบ” 

เมื่อจัดคอร์สออฟไลน์ไม่ได้และมีคำถามนี้ค้างคาอยู่ พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วม Hackathon ของ StormBreaker Ventuer Accelerator ลองคิดสิ่งใหม่จนเกิดเป็นหน่วยสตาร์ทอัพในบริษัทชื่อ ‘SEEN’ แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนการวัดผล Soft Skills ให้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น 

เครื่องมือนี้จะช่วยให้โรงเรียนและองค์กรคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสม ทั้งทางด้านทักษะและความเข้ากันกับวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ในอนาคต เมื่อองค์กรจัดเทรนนิ่ง พวกเขาจะประเมินได้ว่าผู้เรียนพัฒนาขึ้นจริงไหม ด้านใดบ้าง และวางแผนการพัฒนาต่ออย่างเหมาะสม ครบถ้วนทุกประสบการณ์เรียนรู้

SEEN ยังอยู่ในช่วงทดสอบก่อนเปิดให้บริการภายในปีนี้ ถือเป็นสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) และบริหารบุคลากร (HRTech) ที่น่าจับตา ฉีกออกจากผู้เล่นที่มีอยู่ในตลาด

“เราเห็นคนไทยสร้าง EdTech เยอะขึ้น อาจเพราะเคยเจ็บปวดมาเหมือนกันหมดเลยอยากแก้ไข แต่มักไม่รอด เพราะเอาเทคโนโลยีมาช่วยกระจายการเข้าถึงการศึกษาเฉยๆ ทำเป็น E-learning เหมือนกันหมด แต่มันเป็นแค่ทางแก้หนึ่งเท่านั้น ถ้าคอนเทนต์หรือกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้ออกแบบมาดี ถึงจะส่งหาคนเรียนถึงที่ แต่เขาไม่ได้อยากเรียนหรือมีส่วนร่วม สุดท้ายเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเหมือนเดิม

“EdTech ควรจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ ตั้งแต่กระบวนการไปจนถึงการวัดผล SEEN เป็นส่วนหนึ่งในนั้นที่เรากำลังทำ และเรายังอยากเห็น EdTech อื่นๆ ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประสบการณ์ให้ตรงจุดกันมากขึ้น มากกว่าแค่การกระจายความรู้”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 06

สร้างพื้นที่ของคนรุ่นต่อไป

5 ปีผ่านไป จากรากฐานที่แข็งแรง ปัจจุบัน BASE Playhouse ได้รับการต่อเติมให้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่น มีชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะ

จากสองคนที่เคยอยู่ขั้วตรงข้าม ทะเลาะกันทางความคิดประหนึ่งอยู่กลางสงคราม ม๋ำและแม็กเติบโตเรียนรู้ ซึมซับความเก่งกาจของกันและกัน จนกลายเป็นคู่หูที่มองโลกได้อย่างรอบด้าน

และยิ่งเข้มแข็งขึ้นไปอีก เมื่อพวกเขาขยายทีม ต้อนรับสมาชิกคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง และมองเห็นความสำคัญของการปลดล็อกศักยภาพมนุษย์เหมือนกัน รวมแล้วราว 20 ชีวิต มาร่วมเล่นและผจญภัยไปด้วยกัน

“เราบอกทุกคนในทีมเสมอว่า BASE เป็น Playhouse ของพวกเขาเหมือนกันนะ” พี่ใหญ่เล่าแนวทางการทำงานขององค์กร

“ทีมเราถือเป็นผู้เรียนที่ต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เขาด้วย เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ให้เขามาทำงาน รับเงินเดือนแล้วจบ แต่อยากให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ลองสิ่งที่อยากลอง ใช้ความเป็นตัวเองฉีกกรอบเดิมๆ ภายใต้สภาวะที่เราพร้อมสนับสนุน เพราะสุดท้าย ทุกคนเป็นมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” 

บางองค์กรมุ่งเน้นจะทำให้แต่คนภายนอก แต่กลับลืมคนที่อยู่เคียงข้าง

จากที่เคยพูดคุยใช้เวลากับพนักงานของ BASE Playhouse เรายืนยันว่าพวกเขาใส่ใจเหมือนกัน ทั้งในและนอกบ้าน

ภารกิจสำคัญต่อไปของม๋ำและแม็ก คือการผลักดันน้องๆ รุ่นใหม่ให้กล้าตัดสินใจแทนพวกเขามากขึ้น เปิดโอกาสให้เติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง แม้ท้าทาย แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของทุกสตาร์ทอัพที่กำลังขยับขยาย

นอกจากเชื่อพลังของคนรุ่นใหม่วัยทำงานในทีมแล้ว BASE Playhouse ยังสร้างพื้นที่อย่างโครงการ BASE Ambassador คัดเลือกน้องๆ ม.ปลาย และ ปวช. ที่พร้อมเรียนรู้และมีตัวตนที่ชัดเจนแตกต่าง มาติดอาวุธให้เขาก่อนเผชิญโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคน

“เราทำมาสองรุ่น น้องบางคนกลับมาฝึกงานกับเรา แล้วเราเห็นสิ่งที่เราเคยสอนไปเมื่อปีก่อนๆ อยู่ในผลงานของเขาชัดมาก มันทำให้เห็นว่าทุกคนเติบโตก้าวกระโดดจริงๆ” 

ใครอยากทำธุรกิจการศึกษา อาจต้องทำใจเผื่อไว้ว่าจะเห็นผลช้าหรือบางทีไม่เห็นด้วยซ้ำ

แต่คุณจะได้รับโอกาสเปลี่ยนความคิด ชีวิต และโลกทั้งใบของใครสักคน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 07

ปรับไม้บรรทัดของสังคม

อีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำใจไว้ด้วย หากอยากประกอบธุรกิจการศึกษาที่แตกต่างในประเทศไทยคือ คนอาจเห็นคุณค่า แต่ไม่ให้ราคาอย่างที่ควรเป็น 

“เราเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าตั้งราคาแพงไปไหม แต่คนมักไม่รู้ว่าเบื้องหลังการออกแบบที่ดีมีต้นทุนอะไรบ้าง ประเทศเรามักมองว่าการศึกษาเป็นของฟรี ต่างจากหลายประเทศที่ให้คุณค่าเรื่องนี้มาก ยกให้ครูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้จริงๆ แต่ในไทยยังไม่ได้มีค่านิยมแบบนั้น” ทั้งสองเผย

ความตั้งใจของม๋ำและแม็กในการสร้างธุรกิจการศึกษาที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนมักถูกทดสอบจากค่านิยม รวมถึงระบบที่ดำรงอยู่ไม่แปรเปลี่ยนจากแต่ก่อน พวกเขาต้องต่อสู้อยู่กับไม้บรรทัดเดิมของสังคมที่ชี้ว่าคุณค่าของคนอยู่ที่การพิชิตข้อสอบให้ได้ ความรู้ทางวิชาการสำคัญที่สุด ทั้งที่จริงแล้ว ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนยังมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่านั้น

แต่ความพยายามของพวกเขาใช่ว่าจะสูญเปล่า

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ช่วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นความเชื่อใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในระบบแล้ว เพราะเด็กๆ เข้าถึงข้อมูลและมีตัวเลือกเยอะขึ้น โรงเรียนก็เริ่มปรับตัว หลังผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไป จะเกิดการตั้งคำถามกับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนว่าแบบเก่าได้ผลจริงไหม หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยน และจะเปลี่ยนอย่างไรบ้าง

“เราวางไว้ว่า BASE Playhouse จะเป็นคนที่สร้างห้องเรียนแห่งอนาคตได้ชัดเจนที่สุด โดยการหยิบเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วมาปฏิวัติประสบการณ์เดิมๆ ในห้องเรียน เราจะจับมือกับโรงเรียนมากขึ้น เพราะเป็นไม่กี่วิธีที่เราจะสเกลอิมแพคโดยไม่ต้องคาดหวังการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการศึกษา” ม๋ำและแม็กเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นและทิศทางอนาคตของธุรกิจไปพร้อมกัน

ทั้งสองเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการพลิกโฉมการศึกษาควรแก้ที่โครงสร้างและนโยบาย แต่การทำให้สำเร็จต้องอาศัยพลังมหาศาล และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เฝ้ารอ 

แน่นอนว่าต้องมีคนขับเคลื่อนและแรงสนับสนุนในระดับนี้ด้วย พวกเขาไม่ได้เพิกเฉยและพยายามสร้างคอมมูนิตี้คนแวดวงการศึกษาให้เข้มแข็งขึ้นมาโดยตลอด แต่ในเชิงบริหารธุรกิจ ม๋ำและแม็กกำหนดทิศทางไว้ว่าจะสร้างและขยายผลการเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้อจำกัด ผ่านสิ่งที่พลเมืองอย่างพวกเขาทำได้เลยวันนี้

“เราคุยกันเสมอว่าปัญหาที่เราแก้ได้คืออะไรบ้าง อาจเป็นแค่บางอย่างเล็กๆ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งผลลัพธ์ของมันจะเปลี่ยนทั้งระบบในอนาคต เราไม่รู้หรอกว่าเด็กคนหนึ่งที่เราตั้งใจออกแบบกระบวนการให้วันนี้ วันหนึ่งเขาจะเป็นใคร ทำอะไรได้บ้าง” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

นอกจากเด็กและโรงเรียนแล้ว องค์กรคืออีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่ต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ทั้งการจัดอบรมให้พนักงาน และการพยายามทำ CSR ด้านการศึกษา แม้จะเป็นความหวังดี แต่กลับพบว่าใช้จ่ายกันไปอย่างสูญเปล่ามาก

“เราเห็นงบประมาณหลายล้านถูกใช้กับการจัดเทรนนิ่งหรือ CSR ที่ไม่เกิดการเรียนรู้อะไรเลย ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เหมาะกับผู้เรียน วัดผลไม่ได้ BASE Playhouse อยากให้คนรู้ว่ากระบวนการที่ดีและอิมแพคนั้นมีอยู่นะ เราออกแบบการสอนและวัดผลให้ได้ และโปรเจกต์ที่เราอยากทำมากๆ คือการสร้าง CSV (Creating Shared Value) ขององค์กร ที่ไม่ใช่ทำงานกับเด็กเพื่อภาพลักษณ์ แต่ทำเสร็จแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ”

Level 08

ร่วมกันสร้างบ้านที่เรารัก

หลังฝ่าฟันล้มลุกมา 5 ปี ม๋ำและแม็กยังคงต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน ก้าวสำคัญต่อไปของพวกเขาคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับธุรกิจที่มีหลายยูนิตและธรรมชาติแตกต่างกัน หัดถอยออกมาดูภาพรวมองค์กร บริหารให้ทุกทีมทำงานสอดคล้องกัน และเติบโตอย่างยั่งยืน

ฟังดูก็รู้ว่าเส้นทางที่แสนเหนื่อยรออยู่ข้างหน้า แต่ปัญหาที่พวกเขาอยากแก้นั้นสำคัญเกินกว่าจะนั่งกลัว ใจของพวกเขารู้สิ่งนี้ดี

“เส้นทางในอุตสาหกรรมนี้ไม่ง่ายและน่ากลัวมาก มีตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้เยอะ ถ้าใครอยากเข้ามาทำสตาร์ทอัพ อยากให้เช็กว่าใจเราพร้อมสู้จริงๆ ใช่ไหม ยอมแลกกับไลฟ์สไตล์เดิมหรือเงิน เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหรือเปล่า” ทั้งสองแบ่งปันข้อคิดถึงคนที่กำลังสนใจอยากร่วมอุดมการณ์ในวงการ

“ถ้าตอบว่าใช่ พร้อมทุ่มเท อยากให้ดูว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาอะไรให้ใคร ส่วนตัวคิดว่าคนทำโซลูชันคอร์สออนไลน์เยอะมากแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีใครยกระดับกระบวนการเรียนรู้ให้ไปถึงจุดที่มีความหมายกับผู้เรียนจริงๆ ถ้าทำจุดนี้สำเร็จ มันจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมให้ไปต่อได้และทำให้ Ecosystem ดีขึ้นมาก”

ยังมีผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญห้องเรียนที่ทำให้เบื่อหน่ายการเรียนรู้ เศร้าหมองกับห้องเรียนที่ไม่ตอบคำถามและข้อสงสัยในใจ ทุกข์ระทมกับห้องเรียนที่ไม่ช่วยให้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่อย่างมากล้น

ยังมีพ่อแม่ คุณครู โรงเรียนและองค์กร ที่แสวงหาหนทางสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกหัดทักษะใหม่ๆ ที่ทำให้คนสำคัญของพวกเขามีรากฐานชีวิตที่แข็งแรงและพัฒนาก้าวหน้า

ยังมีความต้องการอีกมากมายที่รอคนช่วยกันเติมเต็ม

ตราบใดที่คนเรายังต้องเติบโต BASE Playhouse จะเป็นหนึ่งในบ้านและโรงเรียนที่อบอุ่นและปลอดภัย พร้อมออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้แบบครบวงจร ให้อยู่ติดตัวคู่ความทรงจำและชีวิตคุณไปอีกพักใหญ่

ด้วยพลังของเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์

และความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก BASE Playhouse

Writers

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load