ช่วงเวลาบ่ายอ่อน ๆ กลางสัปดาห์ สองเท้าพาเราก้าวลงบันไดบีทีเอสราชเทวี สายตากวาดหาป้ายซอยพญานาค มุ่งตรงราว 600 เมตร ก่อนลัดเลาะเข้าตรอกออกซอย จนมาเจอกับพื้นที่โอเอซิสขนาดย่อมที่ซ่อนอยู่ลับ ๆ ใจกลางเมืองใหญ่

‘GalileOasis’ คือโอเอซิสที่เราว่า ในพื้นที่การรีโนเวตตึกเก่าอายุร่วม 40 ปี จำนวน 20 คูหา มีจุดประสงค์ใหญ่เพื่อยกระดับชุมชน และเรียกชีวิตชีวากลับคืนสู่ผู้คนย่านบรรทัดทอง เมื่อมาเยือนทั้งที เราเลยเริ่มเดินสำรวจพื้นที่สุดแสนสบายหู-สบายตา แห่งนี้ เดินทางนั้นที เดินทางนี้ที ก็พบเจอทั้งคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม (ใช่ ในพื้นที่เดียวกัน)

ที่เอ่ยมาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่นี่ยังมีร้านอาหารและสารพัดร้านรวงแนวไลฟ์สไตล์ด้วย เราขยับเท้าก้าวเดินอีกหน่อยจนถึงลานกว้างระหว่างตึก โล่งโปร่งและเย็นสบายดีเหลือเกิน เจ้าบ้านกระซิบว่าลานโล่งนี้พร้อมรองรับทุกกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะตลาดงานคราฟต์ ดนตรี เวิร์กชอป หรือกิจกรรมทางศิลปะทุกแขนง พอเราได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มก็เผยออกมาโดยไม่รู้ตัว แถมหัวใจพองโตขึ้นทันที ที่ออกอาการเช่นนั้น เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นพื้นที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนและทุกความสนใจจริง ๆ

ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอชวนคุณดื่มด่ำกับบรรยากาศและบทสนทนาในโอเอซิสแห่งนี้ด้วยกัน

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

ตามหาโอเอซิส

ที่ดินเก่าแก่กว่า 40 ปีผืนนี้ เป็นที่ดินของครอบครัว อาจารย์รัศมี เผ่าเหลืองทอง ในอดีตปล่อยให้เช่า ผู้คนที่อาศัยก็ประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งร้านค้า ร้านตัดเสื้อ ร้านทำทอง ร้ายขายของชำ ด้านบนมีกลุ่มคนอาศัยอยู่ค่อนข้างแน่นตามสไตล์ตึกแถวสมัยเก่า ห้องหับบางส่วนจึงทรุดโทรม เมื่อหมดสัญญา อาจารย์จึงตัดสินใจเดินตามปณิธาน 

หนึ่ง อยากทำให้พื้นที่นี้ดีขึ้น คลายความแออัด และเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนบ้านครัว ให้มีความผ่อนคลายและใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น สอง อยากมีพื้นที่เสรีสำหรับศิลปะ สุนทรียะ ดนตรี และการละคร 

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

อาจารย์รัศมีจึงชวน แหม่ม-นพมาศ ภัทรกุล และเพื่อน ลูกศิษย์เอกการละคร มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน มองเห็นภาพเดียวกัน มาสร้างพื้นที่กิจกรรมนี้ร่วมกัน และแหม่มก็ตอบตกลงทันทีในวินาทีแรก

“เราอยากทำพื้นที่ของเราให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกคน” อาจารย์รัศมีเอ่ยความตั้งใจด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง
GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

Galileo + Oasis

‘Galileo’ มาจากชื่อละครเรื่องแรกที่พาทุกคนมาเจอกัน 

“เราและพาร์ตเนอร์เป็นสมาชิกคณะละครสองแปด ละครเรื่องแรกที่ทำคือ กาลิเลโอ อาจารย์รัศมีเป็นคนกำกับ เราเป็นลูกศิษย์ที่กำกับละครด้วยกัน เนื้อเรื่องมันเกิดที่อิตาลี ในดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องศิลปะ และกาลิเลโอเป็นคนที่ยืนหยัดในความจริง เป็นคนคุณภาพ ซึ่งละครเรื่องนี้บอกที่มาของพวกเราทุกคน อีกอย่าง คำว่า ‘กาลิเลโอ’ ก็เรียกง่ายดี”

ลูกศิษย์เฉลยที่มาที่เชื่อมใจของทุกคนไว้ด้วยกัน ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้…วันที่พื้นที่นี้เกิดขึ้น

“เราอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งน้ำกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งของศูนย์การค้า ของการจราจรที่แออัด ของความศิวิไลซ์ที่มีเต็มไปหมด เราชอบบรรยากาศการมาเจอกันของผู้คนที่นี่นะ บ้างก็ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน บ้างก็มาเจอคนคอเดียวกัน ทั้งคนวงการหนังสือ คนวงการดนตรี” อาจารย์รัศมีเปรยถึงภาพที่อยากเห็นในสถานที่แห่งนี้

“ถึงกลายเป็นโอเอซิส” ศิษย์เอกคณะละครสองแปดช่วยเสริมในสิ่งที่เธอเชื่อแบบเดียวกันกับอาจารย์

‘Oasis’ จึงมาจากความต้องการให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ชุ่มฉ่ำ ชโลมจิตใจคนอยู่และคนมา 

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

GalileOasis จึงเกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนที่อยากจรรโลงสังคมเหมือนกัน และต้องการเป็นพื้นที่ที่ชักชวนให้ทุกคนมารู้จัก พบปะกับมิตรภาพใหม่ ๆ นอกจากบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยงานสร้างสรรค์ ยังแวดล้อมไปด้วยความสดชื่นจากไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ เช่น ต้นโพทะเล ต้นไม้ที่โดดเด่นด้วยใบรูปหัวใจ อวดดอกสวยตลอดปี เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของที่นี่ หรือไม้รุ่นพี่อย่างต้นไทร ที่ยืนต้นสูงลิ่ว ให้ความร่มรื่นมานานเคียงคู่กับอาคาร

“ต้นไม้ที่มี พี่คงไว้หมด ไม่ตัดสักต้น มีแต่ปลูกเพิ่ม” แหม่มเล่าพลางชี้ให้ดูโพทะเลรูปหัวใจ

ไม่เพียงแต่ต้นไม้ที่กลุ่มคนสร้างสรรค์โอเอซิสแห่งนี้เลือกเก็บไว้ โครงสร้างตึกก็เช่นกัน เส่นห์ของตึก 40 ปี เมื่อทุบแล้วจะเห็นอิฐแดง ต่างจากตึกสมัยใหม่ทุบแล้วจะเจอแต่อิฐมวลเบาสีขาวเทา เจ้าของพื้นที่ทุกคนเลยเห็นตรงกันว่า จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากของเดิมให้น้อยที่สุด เพื่อโชว์เสน่ห์ความเป็นตึกเก่าและลดขยะที่ไม่จำเป็น 

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง

โอเอซิสที่มีทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

คาเฟ่ แกลเลอรี่ โรงละคร และโรงแรม มารวมกันอย่างลงตัวได้อย่างไรคะ-เราถาม

“หนึ่ง ดูสเปซที่เรามี สอง ดูว่ากิจกรรมอะไรที่มาอยู่รวมกัน แล้วทำให้คนได้ประโยชน์กลับไป” แหม่มตอบ

“โจทย์หลักอีกข้อของเราคือ ทำยังไงให้คนไม่เห็นว่ามันคือตึก 20 คูหา เราก็เลยขมวดตึกเป็นก้อน ๆ เราเน้นฟังก์ชันนะ เลยต่อเติมน้อยที่สุด แต่เรามีโจทย์ชัดเจนว่าอยากได้โรงละคร อยากได้สถานที่ที่เป็นพื้นที่ให้คนมาใช้เป็น Art Space ส่วนโรงแรมผุดขึ้นทีหลัง เพราะเรารู้สึกว่า ถ้าทำ Art Space ใจกลางเมืองอย่างเดียว มันอาจมีทุนไม่เพียงพอที่จะดูแลค่าทำความสะอาด ค่าแม่บ้าน รปภ. เราเลยคิดว่าฟังก์ชันของโรงแรมน่าจะตอบโจทย์สำหรับพื้นที่ใจกลางเมือง มันน่าจะเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงและดูแลโรงละคร ผู้คน และสานต่อกิจกรรมต่าง ๆ ได้” แหม่มขยายความเพื่อให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น

พื้นที่ของ GalileOasis แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ คาเฟ่ แกลเลอรี่ โรงละคร และโรงแรม พื้นที่ภายในเตรียมเปิดรับร้านแผ่นเสียง ร้านอาหาร และร้านขนม ที่คัดสรรอย่างใส่ใจ เต็มเติมให้พื้นที่นี้สมบูรณ์ขึ้น

GalileOasis : Art Space โอเอซิสกลางเมือง คืนความสดชื่นให้ผู้คน-ชุมชนย่านบรรทัดทอง
โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

“บรรทัดทองเป็นย่านรวมสตรีทฟู้ด เราต้องเลือกร้านที่เดินไปบรรทัดทองแล้วหาไม่ได้ ต้องมาที่เราที่เดียว ต้องเป็นสูตรต้นตำรับของร้าน เพราะคิดจากโจทย์ว่าคนมาที่นี่ต้องการอะไร” เราคงต้องกลับไปชิมขนมที่นี่อีกครั้ง หลังจากฟังแหม่มเล่า 

ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมทุกตารางวาจึงสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของพื้นที่ในทุกรายละเอียด

ถัดจากพื้นที่ใต้ชายคา มีลานว่างท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ สำหรับตลาดนัดทำมือ การเล่นดนตรีกลางแจ้ง และกิจกรรมอื่น ๆ อีกเพียบ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นมีใครอยากมาทำอะไร เช่น เดือนที่ผ่านมามีเทศกาลหนังสือทำมือจาก Noise Market จัดขึ้นจากความตั้งใจอยากรวมคนรักหนังสือทำมือมาเจอกัน ตลาดนัดทำมือนี้จะจัดขึ้นทุกต้นเดือนในชื่อ Hidden Market ตลาดนัดในตรอกลับ ยินดีต้อนรับทั้งคนขายและคนซื้อในทุก ๆ สุดสัปดาห์

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เราอยากชวนคนมาคิด มาคุย คือการเวิร์กชอปหลากหลายแขนง ทั้งเวิร์กชอปเขียนบทกวี เวิร์กชอปการอ่านสำหรับเยาวชน และอาจมีการฉายหนัง ชวนคนที่สนใจมาแลกเปลี่ยนไอเดีย หรือหากสายสุนทรียะคนใดหลงใหลในเสียงดนตรี ก็มีดนตรีสดแนวโฟล์ก คันทรี เพลงสากลยุค 60 -70 มาบรรเลงให้ฟังในวันที่ 20 มีนาคมที่จะถึงนี้ด้วย

เมื่อรู้จักพื้นที่ผ่านคำบอกเล่ามาครู่ใหญ่ เจ้าของพื้นที่ก็อาสาพาเราและทุกคนเดินชมรอบ ๆ พร้อมกัน

Piccolo Vicolo Cafe

เมื่อลัดเลาะลอดตรอกซอกเล็กเข้ามา จะเจอกับกระจกแก้วบานใหญ่ รูปลักษณ์คล้ายจอภาพเล่าละครชีวิตผู้คน รอบข้างรายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เน้นย้ำความเป็นโอเอซิส ก่อนจะพักกายไปกับความโปร่งโล่งของพื้นที่ เรารับหน้าที่ผลักประตูไม้บานใหญ่เข้ามาเลือกเครื่องดื่มแก้วโปรดกับขนมหอมกรุ่นสักชิ้น เพื่อเติมเต็มบรรยากาศให้กลมกล่อม

“นี่ ๆ ชิมขนมนี้สิ เป็นเลม่อนทาร์ต อันนี้ช็อกโกแลตบราวนี่ ทีเด็ดคือช็อกโกแลตเข้มข้น เนื้อเค้กเป็นแบบ Flowless ไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลี ตัดรสหวานด้วยความเปรี้ยวของซอสราสเบอร์รี เจ้าของร้านเขาเคี่ยวเองด้วยสูตรลับเฉพาะ” แหม่มเลือกขนมมากมายมาให้เราชิม บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง แอบกระซิบว่าเราชอบเลม่อนทาร์ตเป็นพิเศษ

เราลองชิมมัทฉะลาเต้เย็น หอมมัทฉะแท้ ๆ และเข้มข้นมาก แต่ขอแนะนำให้เพิ่มความหอมหวานของมะพร้าวเข้าไปด้วย กับเมนู Matcha Coconut ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูห้ามพลาดของที่นี่! เมื่อเลือกเครื่องดื่ม-ขนม ได้แล้ว ก็เลือกพักผ่อนกับที่นั่งทั่วทั้งโครงการได้เลย จะห้องแอร์เงียบสงบหรือจะรับลมภายนอก ก็รู้สึกผ่อนคลายไม่แพ้กัน

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

Gallery

เพียงก้าวขึ้นบันไดเหล็กจากคาเฟ่ด้านล่าง ก็เจอกับโถงใหญ่เปิดกว้าง ด้านข้างมีโซฟาวินเทจ สำหรับผู้ที่ต้องการความสงบ ปลีกตัวจากสังคมด้านล่าง พื้นที่ทุกตารางนิ้วตั้งใจให้เรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ผนังด้านหน้าของแกลเลอรี่จึงเป็นกระจกใส มองเห็นวิถีชีวิตด้านนอกอย่างทะลุปรุโปร่ง เชื่อมบรรยากาศศิลปะภายในและภายนอกอย่างลงตัว 

ส่วนห้องจัดแสดงงาน ผนังเก่าคลาสสิกประดับประดาด้วยผลงานจากศิลปินมากความสามารถ อย่างผลงานชิ้นล่าสุดคือ ‘Waad Dok Arai – Waad Dialogue’ ภาพวาดดอกไม้ เทคนิคปาดเกรียงด้วยสีน้ำมันของ ชุมพล อักพันธานนท์ โดยผลงานศิลปะจะเปลี่ยนไปทุกเดือน หากศิลปินท่านใดหรือผู้ที่กำลังผันตัวเป็นศิลปิน จะรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ รุ่นใหม่ รุ่นเก๋า ก็ไม่จำกัด ถ้าหากสนใจอยากนำผลงานมาจัดแสดง มีเพียงข้อเดียวที่แกลเลอรี่แห่งนี้ต้องการคือ

“ศิลปินไม่จำเป็นต้องดัง เราหวังแค่รูปเล็ก ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กัน” ลูกศิษย์เผยความตั้งใจ

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

Theatre

เมื่อก้าวผ่านประตูสนิมเหล็กบานใหญ่ สู่โถงกว้างรีโนเวตจากตึก 4 ห้อง ทุบกำแพงภายในเชื่อมถึงกัน เพื่อเตรียมรับสำหรับพื้นที่การแสดง เพดานตรงกลางของชั้นแรก พื้นของชั้นสอง ถูกทลายออกเหลือเพียงโครงไม้เก่า เสริมบรรยากาศของความเป็นโรงละคร และลบความรู้สึกของตึกแถวเก่าออกอย่างสิ้นเชิง, ชั้นสอง แสงสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานสูง เสาทุกต้นเปลือยพื้นผิว เผยให้เห็นอิฐแดงภายใน พื้นที่ชั้นนี้สำหรับนักแสดง นักดนตรี และ Backstage พักพิงระหว่างเตรียมการแสดง 

ชั้นสาม มีห้องพักเตรียมไว้ให้ศิลปินทั่วฟ้าเมืองไทย รวมถึงศิลปินจากแดนไกลต่างประเทศด้วย 

GalileOasis เปิดโอกาสและยินดีให้คนที่หลงใหลและมีใจรักในศาสตร์การแสดงและดนตรีเข้าใช้พื้นที่ ถ้าถนัดเป็นผู้ชมมากกว่า วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคมนี้ เตรียมตัวเกาะขอบเวที เพราะจะมีการแสดงรองเง็งจากกระบี่ มาเผยแพร่เสน่ห์พื้นบ้านภาคใต้ให้ชม

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

Hotel

พื้นที่ชั้นแรกในส่วนของโรงแรม เป็นที่สำหรับร้านอาหารและร้านขนมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ 

เราก้าวขึ้นบันไดเพียงชั่วครู่สู่ชั้นสอง พบโถงบันไดที่ภายนอกมีต้นไม้กระจัดกระจายวางอยู่

“นั่นเป็นเนอสเซอรี่ต้นไม้ค่ะ เราพาต้นไม้มาอาบน้ำอาบแดด” เรายิ้มตามคำตอบน่ารักของแหม่ม

พื้นที่หนึ่งชั้นประกอบด้วยห้องพัก 4 ห้อง ทุกห้องของชั้นสองนี้ไม่มีระเบียง แต่แลกมาด้วยความกว้างเท่ากับตึก 1 คูหา รับรองว่าไม่รู้สึกเหมือนพักโรงแรมเลย ผนังห้องเตรียมประดับด้วยภาพถ่ายบอกเล่าเรื่องราวในชุมชน ถ่ายโดยผู้ที่อาศัยและเติบโตในชุมชนบ้านครัวตั้งแต่เล็ก เตียง ตู้ โต๊ะ ภายในห้องทำจากไม้เดิมที่นำมารีโนเวต เอกลักษณ์โครงเดิมของตึกถูกคงไว้ให้ได้มากที่สุด ภายในห้องน้ำกั้นกระจกใส เพื่อให้แขกรู้สึกใกล้ชิดกับต้นไม้ที่ปลูกไว้ใกล้อ่างล้างหน้า ให้ความรู้สึกกลมกลืน ไม่แปลกแยกจากบรรยากาศภายนอก

ส่วนชั้นสาม ต่างกับชั้นล่างตรงที่มีระเบียงกว้าง ให้ความรู้สึกส่วนตัวเพราะโอบล้อมด้วยต้นไม้ ชั้นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสีเขียวจากธรรมชาติ ระหว่างเดินชมบรรยากาศ ภายในอบอวลด้วยกลิ่นจากเทียนหอมที่เจ้าบ้านจุดต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ความใส่ใจของเธอ ทำให้การเดินชม 20 นาทีของเราเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าจดจำ

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

เป็นโอเอซิสให้ชุมชน

ตั้งแต่ GalileOasis เกิดขึ้น ย่านชุมชนที่เคยแห้งแล้ง กลับสดชื่นด้วยผู้คนที่แวะเวียนมา ทำให้บรรยากาศโดยรอบไม่เหงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าก็ขายของได้มากขึ้น พี่วินมอเตอไซค์วิ่งกันขวักไขว่ในซอยด้านนอก ตรอกเล็ก ๆ มีผู้คนแวะถ่ายรูปกับกำแพงเก๋ก่อนเดินเข้าพื้นที่ รถขายไก่ย่างด้านหน้าย่างไก่ควันโขมงแทบไม่ได้พัก ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่มีพื้นที่ว่าง ก็จัดสรรเป็นที่จอดรถเพื่อเพิ่มรายได้ เพิ่มอาชีพ เรียกว่าเป็นพื้นที่สานสัมพันธ์คนกับย่านให้แน่นแฟ้น ผ่านการสร้างโอกาสและเป็นมิตรกับคนในชุมชน 

บริเวณทางเข้าด้านหน้า เจ้าของพื้นที่ตัดสินใจเปิดทางเดินให้ทะลุเชื่อมผ่านชุมชน ให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ด้านในเดินผ่านสะดวก จอดรถมอเตอไซค์ขนาบขอบกำแพงได้ เพื่อให้ความรู้สึกว่าพื้นที่นี้เป็นของทุกคนโดยไร้ข้อจำกัดจริง ๆ 

แรก ๆ ชาวบ้านก็ยังไม่ชินกับการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ และผู้คนก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด แหม่มคำนึงถึงความเข้าใจและความสะดวกของคนในชุมชน เธอจึงชวนผู้คนมาทำงานด้วยกันอย่างเป็นมิตร

“พื้นที่ตรงนี้มันมีวิถีชีวิตอยู่รอบ ๆ เราไม่อยากให้คนมาที่นี่อย่างเดียว เราอยากให้เขารู้จักและเข้าหาชุมชนด้วย” 

ผู้ก่อตั้งโครงการอยากให้ผู้คนไม่ว่าจะต่างถิ่น ต่างชุมชน เชื่อมกันได้และมาเยี่ยมเยือนกันอย่างเป็นมิตร

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

เป็นโอเอซิสให้ผู้คน

พื้นที่แห่งอิสรภาพ พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ นิยาม GalileOasis แห่งนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา

หากจะหาร้านนั่งพักผ่อนสักที่ในกรุงเทพฯ คงไม่ยาก แต่ถ้าจะหาสถานที่พักผ่อนที่พักได้ทั้งกายและใจ ดื่มกาแฟ ทานขนม ชมศิลปะ พร้อมซึมซับธรรมชาติ เราว่าคงมีที่แบบนี้ไม่มากนัก โอเอซิสแห่งนี้มีทุกอย่างที่เราตามหา 

มุมสงบใจกลางเมืองแห่งนี้ตั้งใจอยากให้คนมาใช้พื้นที่ร่วมกัน 

“ถ้าเราเคยใช้ชีวิตที่ได้ปล่อยพลัง ได้ค้นหาความฝัน มันจะเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในใจเรา และทำให้เรารู้ว่าเรามีศักยภาพอะไร มันทำให้ชีวิตมีความชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งแล้ง แล้วก็ทำให้เราไม่คิดถึงแต่ตัวเอง เราเลยให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรม เพราะเป็นการได้ทำงานร่วมกับคนอื่น ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด ประสบการณ์ เป็นที่ที่ให้เราและเขาใช้ชีวิตทางสังคมอย่างสร้างสรรค์” อาจารย์เล่า

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม โอเอซิสแห่งนี้ถึงมีกิจกรรมครบครันและผลัดเปลี่ยนหลากหลาย ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์เห็นตรงกันจากการสัมผัสประสบการณ์ส่วนตัวว่า การตามหาแรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงจิตใจและชีวิตคน

“เราอยากให้คนที่มาได้ถามตัวเองว่า อยากจะกลับไปทำอะไร ในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้แล้วยังไม่ได้ทำ” อาจารย์รัศมีย้ำความตั้งใจหลักอีกครั้ง

ก่อนจากลา อาจารย์รัศมีทิ้งท้ายด้วยความจริงใจ ถึงความตั้งใจแรกและความตั้งใจเดียวที่หล่อเลี้ยงโอเอซิสแห่งนี้

“เราตั้งใจเปิดที่นี่ให้เป็นที่พบปะของความผ่อนคลาย การแลกเปลี่ยนพูดคุย การแบ่งปันความคิดและประสบการณ์ การทำงานสร้างสรรค์ การมาดูงานต่าง ๆ ที่หล่อเลี้ยงจิตใจ หรือจะมาร่วมพูดคุยในรายการที่เราจัดขึ้นก็ได้ เรายินดีต้อนรับ มาร่วมสนุกกัน เพราะเราอยากให้พื้นที่ตรงนี้คึกคัก อยากให้มีคนมาใช้งานเยอะ ๆ มาสร้างชุมชนของความสร้างสรรค์ด้วยกัน

“เราคิดว่าพื้นที่แบบนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่กรุงเทพฯ และประเทศไทยกำลังต้องการอย่างมาก” 

เราเชื่อว่าการมาเยือน GalileOasis กลางเมืองย่านบรรทัดทอง คุณจะได้มากกว่าความผ่อนคลาย นั่นคือการเห็นมุมมองความคิดใหม่ ๆ สารพัดไอเดียสร้างสรรค์ มิตรภาพ และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างที่เจ้าของพื้นที่ปรารถนาให้เป็น

โครงการสร้างสรรค์ที่มีคาเฟ่ โรงละคร แกลเลอรี่ และโรงแรม เชื่อมศิลปะ ชุมชน และผู้คน เข้าด้วยกัน

GalileOasis

ที่ตั้ง : 323 ถนนบรรทัดทอง แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 09.00 – 18.00 น. ปิดทุกวันอังคาร

โทรศัพท์ : 06 1386 9898, 06 4931 9898

Facebook : GalileOasis

Instagram : galileoasis

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ยามบ่ายแก่ในวันฟ้าเปิดที่ไร้หมู่เมฆคอยบดบังทิวากร ทั่วทั้งอาณาบริเวณของสุขุมวิท 36 จึงถูกปกคลุมไว้ด้วยมวลอากาศร้อนราวกับจะลุกเป็นไฟ พี่วินมอเตอร์ไซค์หยุดรถเป็นระยะ ๆ เหตุก็เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางเข้ามาในย่านแห่งนี้ บวกรวมกับความไม่คุ้นชินเส้นทาง เราสองจึงต้องคอยดูแผนที่ซ้ำ ๆ เพื่อความแน่ใจ แต่ที่สุดแล้ว พวกเราก็มาถึงสถานที่อันเป็นหมุดหมายปลายทางในวันนี้จนได้

เบื้องหน้าของเราคืออาคารกระจกเปิดโล่ง 2 ชั้นสไตล์โมเดิร์น เหนือบานประตูขนาดใหญ่มีอักษรสีขาวนูนกำกับไว้ว่า ‘FLOHOUSE’ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ FLO, FLOLAB, LIVID และ FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระที่เน้นหนักไปทางหนังสือออกแบบและเฟอร์นิเจอร์

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้จะบอกว่าเป็นร้านหนังสือ แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่หนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะ นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ ทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์ นักออกแบบผู้สร้างแบรนด์ FLO ควบตำแหน่งเจ้าของ FLOBOOKSTORE ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่านั้น ขณะมองสำรวจไปรอบ ๆ พร้อมสูดกลิ่นหอมของกาแฟ เราเห็นภาพของนรุตม์และอีก 4 – 5 คน กำลังจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น 

ด้วยเพราะวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันที่ FLOHouse เปิดต้อนรับอย่างเป็นทางการวันแรก 

แม้ไร้บทสนทนา แต่เราก็รับรู้ได้ในทันทีว่า พวกเขาทุกคนกำลังตั้งใจอย่างหนัก

เมื่อนาฬิกาเดินถึงยามที่เรานัดหมาย นรุตม์วางมือจากทุกสิ่งอย่าง พร้อมกับบทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟของร้านหนังสือที่ผูกโยงไว้กับเฟอร์นิเจอร์ด้วยเชือกสายอันเหนียวแน่นก็เริ่มต้นขึ้น

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

ร้านขายประสบการณ์

“ที่นี่เพิ่งเสร็จใหม่ ๆ เลย” ชายตรงหน้าบอกกับเราด้วยแววตาเป็นประกาย

‘ที่นี่’ ที่ว่าก็คือ FLOHouse ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์เด็กมาก่อน และหากลองเพ่งสายตาดี ๆ ก็จะเห็นร่องรอยของกาลเวลาบันทึกไว้บนเพดานไม้สลับปูน

หันมองไปรอบกาย ที่แห่งนี้มีบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย และมีแสงอุ่น ๆ สาดส่องเข้ามาทั่วทั้งบริเวณ นรุตม์ตั้งใจให้อาคารทั้งหลังเป็นกระจกใส (แต่ไม่ร้อน) เพื่อให้ผู้สัญจรไปมามองเห็นว่า ด้านในมีหนังสือ มีร้านกาแฟ มีเก้าอี้น่านั่ง มีมุมสวย ๆ และมีบรรยากาศของการเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร

FLOBOOKSTORE อาจจะเป็นร้านหนังสือที่ต่างจากภาพจำของหลายคนนิด ๆ ด้วยพื้นที่ทั้งร้านไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือทั้งหมด แต่ยังมีพื้นที่ให้กับกิจกรรมอื่น ๆ เพราะนรุตม์ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น ‘Furniture Design Space’ พื้นที่ของคนรักเฟอร์นิเจอร์และหนังสือ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไป ณ กึ่งกลางของร้าน ตรงนั้นมีเหล่าแท่นวางหนังสือและชั้นหนังสือที่ดีไซน์มาให้วางอวดปกสวย ๆ ของหนังสือได้ ซึ่งนรุตม์เรียกพื้นที่นั้นว่า ห้องจัดแสดงของ FLOLab แต่สิ่งที่เราลงความเห็นว่าช่างน่ารักเสียจริง คือการที่เขาตั้งชื่อให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นด้วยนามปากกาของนักเขียนที่ชื่นชอบ อาทิ Murakami Bookconsole, Kafka Bookstand, Marquez Bookstand ฯลฯ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

FLOLab คือห้องทดลองของ FLO ที่ทดลองทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ ฉีกออกไปจากเดิม และเป็นเหมือนรวมเรื่องสั้นที่ในหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มีเรื่องเดียว แต่มีเรื่องสั้น A เรื่องสั้น B C D… ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่จัดแสดงอยู่ ณ ตอนนี้เป็นเพียง Chapter แรกจากหนังสือเล่มหนา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

นรุตม์พยายามเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยน ทำกิจกรรมร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจ ผู้มาเยือนได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ การจับคู่กับ LIVID คาเฟ่ที่เป็นที่มาของกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งร้านจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ 

“เขาทำเรื่องที่เขาถนัด ผมทำเรื่องที่ผมถนัด พออยู่ด้วยกันน่าจะเกิดอะไรใหม่ ๆ ได้” 

ด้วยกาแฟที่ง่ายต่อการดื่ม และสไตล์การคั่วแบบ Nordic Roasting Style ของ Livid Coffee Roasters ทำให้นรุตม์คิดว่า ช่างเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ของเขา ซึ่งมีความเป็นสแกนดิเนเวียนผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่นนิด ๆ จึงก็ก่อเกิดเป็นการจับคู่ที่ผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ 

เราหันมองไปยังเคาน์เตอร์บาร์ของร้านกาแฟ LIVID ไล่ตั้งแต่แก้วเซรามิกที่เรียงรายอยู่บนชั้น ถัดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์สีดำ และเครื่องไม้เครื่องมือมากมายทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ข้าวของทั้งหมดจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ที่ตรงนั้นเป็นอีกมุมที่มีอีกหลาย ๆ เรื่องราวเฝ้าคอยการถูกค้นพบ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

คาแรกเตอร์ของคนขายหนังสือ

“ชีวิตและงานของผม มันคือหนังสือที่ผมอ่านและเรื่องราวที่ผมชอบ” เขาเปรย

วัยเด็กของนรุตม์เติบโตมาพร้อมกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว เฟอร์นิเจอร์อยู่ในทุก ๆ ช่วงเวลาของเขา ขณะเดียวกัน หนังสือก็อยู่ในทุกช่วงเวลาของเขาเช่นกัน การเติบโตของชายผู้นี้เกิดขึ้นพร้อมกับจำนวนหนังสือที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ลดละ ที่สุดแล้วหนังสือเหล่านั้นก็กลายมาเป็นหลาย ๆ ส่วนในชีวิตเขา 

การอ่านของนรุตม์เริ่มต้นจากหนังสือนิยาย สู่เรื่องสั้น สู่หนังสือปรัชญา หนังสือพุทธศาสนา หนังสือประวัติศาสตร์ ไล่ไปจนถึงหนังสือดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ เขาเล่าว่าเคยบวช 15 วัน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา และทฤษฎีต่าง ๆ ที่เขารู้จากการอ่าน รวมทั้งวิธีการที่จะนำไปใช้จริงในชีวิต

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“ผมมีเพจชื่อ FLOBOOKSTORE” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมเปิดให้เราดู 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ด้วยเพราะอยากแบ่งปันเรื่องราวของหนังสือแต่ละเล่ม เขาสร้างสมุดบันทึกความทรงจำออนไลน์ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันและเขียนเล่าเรื่องราวหนังสือที่ชอบแต่ละเล่มอย่างบรรจงทุกตัวอักษรและทุก ๆ ข้อความ 

นรุตม์พยายามถ่ายทอดทุกความประทับใจที่เขามีต่อหนังสือแต่ละเล่มออกมาให้ได้มากที่สุด ที่น่ารักที่สุดคงเป็นการที่เขาใส่แง่มุมน่าค้นหาของหนังสือแต่ละเล่มไว้อย่างน่าติดตาม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เพียงเป็นนักอ่าน แต่ยังเป็นทั้งนักเขียน นักเรียน และนักปฏิบัติที่เก่งกาจ ผู้ไม่เคยหยุดแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้การตัดสินใจเปิดร้านหนังสืออิสระในครั้งนี้จะถูกทักท้วงโดยคนในครอบครัว แต่เขาก็ยกเอาเหตุผลและความชอบส่วนตัวเข้าสู้ จึงก่อกำเนิดเป็นร้านหนังสืออิสระแห่งนี้ขึ้นมาจนได้

“ถ้าถามตัวเองว่าก่อนตายอยากจะทำอะไร ร้านหนังสือคือหนึ่งในนั้น” เขายิ้ม

เฟอร์นิเจอร์กับหนังสือ เชือกสายที่ตั้งใจผูก

“ผมรู้สึกว่าที่ไหนก็ตามที่มีหนังสือ ที่นั่นจะดีเสมอ ไม่รู้เพราะอะไร” 

นรุตม์เดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนมาหลายหนแห่ง ทุกครั้งที่เขาเดินทาง ร้านหนังสือของเมืองนั้น ๆ มักเป็นหมุดหมายแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจของเขาเสมอ ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ การพบเจอความต่างก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น บางร้านมีหนังสือเล่มนี้ ทำไมบางร้านไม่มี เป็นความแตกต่างที่นรุตม์ยกตัวอย่าง 

นรุตม์ลงความเห็นว่า ร้านหนังสือแต่ละที่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ไม่ควรจะเหมือนกัน เพราะร้านหนังสือมีคาแรกเตอร์ของผู้เป็นเจ้าของแฝงอยู่ นรุตม์หลงใหลในเฟอร์นิเจอร์ เขาจึงเลือกเชื่อมโยง 2 สิ่งที่รักอย่างเฟอร์นิเจอร์กับหนังสือเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น FLO – BOOK(s) – STORE 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“หนังสือกับเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกันโดยตัวมันเอง แต่ทั้งสองอย่างทำให้ชีวิตเราดีขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเฟอร์นิเจอร์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะตอนตื่น ตอนนอน ทำกิจวัตรต่าง ๆ หรือการนั่งดูหนังสักเรื่อง หากได้เก้าอี้ดี ๆ ก็จะทำให้ป๊อปคอร์นอร่อยขึ้น ดูหนังสนุกขึ้น เกิดเป็นการเติมพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม ขณะเดียวกันหนังสือก็ทำหน้าที่เป็นกุญแจและประตูพาผู้คนไปยังเรื่องราว โลกใบใหม่ หรืออาจจะเสนออีกมุมมองหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากที่เราเคยรับรู้ 

เมื่อพูดถึงหนังสือดีไซน์ นรุตม์บอกกับเราว่าเขาไม่อยากเห็นหนังสือดีไซน์จัดอยู่แค่ในมุมเล็ก ๆ ของร้าน และอยากให้มีจำนวนหนังสือประเภทนี้เยอะ ๆ เขาอยากนำเสนอให้ผู้คนเห็นว่า ในโลกของการออกแบบ ตอนนี้มีใครกำลังโลดแล่นอยู่บ้าง และใครกำลังทำอะไรบ้างในต่างประเทศ 

ที่ขาดไม่ได้คือ หนังสือดีไซน์ที่เล่าเรื่องราวของดีไซเนอร์ซึ่งเป็นฮีโร่ของนรุตม์ 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไปยังชั้นวางและโต๊ะไม้ที่มีหนังสือเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ในนั้นมีหนังสือหลายหมวดหมู่ เช่น Design, Furniture Design, Interior Designer, Photography, Architecture และ Art and Culture ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่คนขายเคยอ่าน

“ผมชอบนะ เวลามีคนมาปรึกษาผม ถ้าเขามีปัญหาแบบนี้ เขาจะอ่านอะไรดี” 

นรุตม์อยากเป็นพนักงานขายและผู้ร่ายมนต์เยียวยาที่เก่งกาจ เขาอยากแนะนำหนังสือให้ตรงกับสิ่งที่ผู้มาเยือนแสวงหา ให้คนมาเลือกซื้อได้ค้นพบหนังสือที่ตัวเองชอบผ่านคนขายหนังสือ เพราะมันคือการมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้มาเยือน

หนังสือและเรื่องราวที่อยากแบ่งปัน

เราถามนรุตม์ว่า หากมา FLOBOOKSTORE หนังสือ 5 เล่มที่เขาจะแนะนำมีเล่มใดบ้าง 

คนขายหนังสือเดินไปหน้าชั้นทันที เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเลือกหยิบแต่ละเล่มอย่างง่ายดาย มีตั้งแต่หนังสืออ่านง่ายไปจนถึงหนังสือที่มีเนื้อหาการดีไซน์แบบเข้มข้นกลมกล่อม ซึ่งไม่ว่าจะหยิบจับเล่มไหน ก็เขาแนะนำมันด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง ความตื่นเต้น ความชอบ และความหลงใหล

เล่มที่ 1

Ettore Sottsass and the Poetry of Things Sudjic 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองของนรุตม์ และมีต่อผลงานออกแบบของ Ettore Sottsass สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลี ผู้เป็นหัวหอกแห่งวงการออกแบบ นรุตม์เล่าว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการอธิบายงานออกแบบ คือหนังสือเล่มนี้เล่าบริบทเบื้องหลังที่โอบล้อมตัว Sottsass ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจ และการออกแบบของเขา

เล่มที่ 2

Axel Vervoordt Stories and Reflection 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

“ชีวิตเขาสนุกดี” นรุตม์เล่าถึงเรื่องราวของ Axel Vervoordt ที่ตอนนี้มีบ้านอยู่ในปราสาท เขาออกแบบเฟอร์นิเจอร์และมีแกลเลอรี่เป็นของตัวเอง 

เล่มที่ 3

THE GOOD. THE BAD. THE UGLY

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นรุตม์หยิบหนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับเปิดงานออกแบบชิ้นหนึ่งให้เราดู เขาเล่าว่ามันคือเก้าอี้รูปร่างแปลกตาที่เบื้องหลังมีการลงทุนไปกว่า 10 ล้าน เก้าอี้ตัวนี้ขายไม่ได้เป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งมีสถาปนิกคนหนึ่งนำเก้าอี้ตัวนี้ไปใช้ที่มิวเซียมแห่งหนึ่ง และกลายเป็นว่าเก้าอี้ตัวนั้นเป็นสินค้าขายดีที่สุด นรุตม์เสริมว่า เหตุการณ์นั้นทำให้เขาเห็นว่า ดีไซน์ตัดสินกันไม่ได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

เล่มที่ 4

B Vitra

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

Vitra เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเล่มนี้นำเสนอแง่มุมที่ว่า เขาทำธุรกิจอย่างไร จึงทำให้ร้านขายของเมื่อปี 1950 ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เล่มที่ 5

Giorgio Morandi: Late Paintings

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นี่คือหนังสือเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพพอร์เทรตซ้ำ ๆ แต่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการวางของไปมาจนเกิดความชำนาญ ทำให้เขานึกถึง Jiro Dreams of Sushi ที่เชี่ยวชาญในสิ่งนี้มาก เจ้าของร้านหนังสืออิสระพูดเปรียบอย่างขบขันว่า “เหมือนการชกลมวันละพันครั้งจนกลายเป็นเซียนชกลม”

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

สิ่งสำคัญที่นรุตม์ตกตะกอนได้และเล่าสู่กันฟัง คือ

“บางทีเราต้องฟังคอมเมนต์ แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองตามความเห็นของคนอื่น ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน” เขาย้ำหนักแน่น

ก่อนกาแฟจะจืดจาง

ก่อนบทสนทนาเคล้ากลิ่นหอมของกาแฟในครั้งนี้จะสิ้นสุดลง เราชวนนรุตม์เลือกหนังสืออีกหนึ่งเล่มเพื่อเป็นตัวแทนของ FLOBOOKSTORE ซึ่งเขาร้องโอดออกมาทันทีว่า ยากเหลือเกิน 

นั่นอาจเป็นเพราะ FLOBOOKSTORE บรรยายไม่ได้ด้วยหนังสือเล่มเดียวจริง ๆ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเดินวนไปเวียนมาอยู่สักพัก เขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า ‘The Danish Chair’ 

หนังสือปกสีน้ำเงินเล่มนั้นบอกเล่าความเชื่อมโยงของเก้าอี้แต่ละตัวกับนักออกแบบแต่ละคน พร้อมกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถักทอสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุและผล

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36
หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เป็นความทรงจำของเขาที่ Design Museum Denmark ณ โคเปนเฮเกน มิวเซียมที่จัดนิทรรศการ The Danish Chair – an International Affair รวบรวมเก้าอี้จากนักออกแบบทั่วโลกกว่า 113 ตัว นรุตม์เดินทางไปที่เมืองนั้น 2 ครั้ง และแวะเวียนไปที่นิทรรศการนั้น 2 ครั้งเช่นกัน ครั้งแรกเขาไปเยือนพร้อมกับแสงแรกของพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ครั้งที่สองเขาไปที่นั่นในฤดูหนาว พร้อมกับความเข้าใจที่มีต่อนิทรรศการมากขึ้น หลังจากได้อ่านเรื่องราวของเก้าอี้และนักออกแบบแต่ละคนจากหนังสือเล่มโปรด

อีกหนึ่งเหตุผลที่เขาเลือกหยิบเล่มนี้ เพราะคอนเซ็ปต์ของ FLOBOOKSTORE คือการกลับมาทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของดีไซน์และสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และเฝ้าคอยการถูกค้นพบจากนักเดินทางที่เปิดประตูเข้ามา 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

FLOBOOKSTORE

ที่ตั้ง : 107 ถนนพระรามที่ 4 แขวง คลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.

Facebook : FLOBOOKSTORE

Instagram : FLOBOOKSTORE

Writer

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load