4 กุมภาพันธ์ 2565
5.55 K

The Cloud x OKMD

อรุณแรกของปี 2022 ฤดูหนาวที่บ้านๆน่านๆ อุ่นขึ้นโข ต่างจากเมื่อปลายธันวา 2021 ที่ควานหาเสื้อกันหนาว ถุงเท้า หมวก ผ้าพันคอกันวุ่น ฉันวางแก้วกาแฟดำลงบนโต๊ะปูนเปลือยหลังห้องสมุด ทำเลใหม่สำหรับจิบเบียร์ยามค่ำ จิบกาแฟยามเช้า ของชาวบ้านๆน่านๆ เปิดก๊อกน้ำ รดต้นไม้

โดยปกติมันเป็นเวลาที่ผ่อนคลาย เบิกบาน

หากวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ฉันสังเกต เฝ้ามองมันมาครึ่งเดือนได้ละ ไม้ยืนต้นต้นเดียวหลังห้องสมุดที่ยังมีอยู่ มันทยอยทิ้งใบ หากยังคงดอกขาวพราวไว้ตามกิ่งก้าน ให้อุ่นใจว่า หน้าหนาวก็เช่นนี้แล ไม้ใหญ่ทิ้งใบให้ชีพยืนยง

เช้านี้ ใบผลิใหม่ที่เคยสดใส สีเขียวอ่อน เปลี่ยนเป็นคล้ำหมอง อับเฉา มั่นใจได้เลยมันไม่รอดแน่

แม้จะไม่เบิกบาน แต่ฉันก็ไม่ซึมเซาเหมือนที่เคยเป็น

เริ่มด้วยมะม่วง ต่อด้วยมะม่วง ตามด้วยอะโวคาโด ปีบ จำปา และมะรุมตามลำดับ แต่ละต้นกำลังอยู่ในวัยสะพรั่งให้ดอกให้ผล งดงาม อุดมสมบูรณ์

พองดงาม ให้ดอกให้ผล ให้ติดใจ ก็จากไปในฤดูหนาวเสมอ

10 ปีเข้ามาละ นับตั้งแต่วันที่ตั้งต้นให้มีให้เป็น ‘บ้านๆน่านๆ’ ห้องสมุดและเกสต์โฮม

10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม

ขวบปีแรก เราทำห้องสมุดคู่กับที่พัก ทั้งสองอย่างเล็ก ๆ ดูแลง่าย ขวบปีถัดมา เราทำคาเฟ่กับร้านหนังสือ ทั้งสองอย่างเล็ก ๆ ดูแลไม่ยาก รวมเป็น 4 อย่างที่เราจัดการดูแล ฉันพบว่าความสุขเป็นสิ่งที่หาง่าย และความทุกข์ก็หาได้ไม่ยาก

ทุกอย่างที่เราทำเติบโต เติบโต และเติบโต ในพื้นที่ 196 ตารางวา ในบ้านไม้ 2 ชั้น 2 หลัง ที่เราบริหารจัดการใส่แต่ละสิ่ง ผสมผสานให้รสมันดีงาม ไปกันได้ ไม่ท้องเสีย ไม่ท้องผูก

เรามีห้องสมุดที่ให้บริการอ่าน ยืมหนังสือ ให้ใช้พื้นที่ สำหรับทุกชาติ ทุกชนชั้น

หนังสือนับหมื่นเล่ม (ที่ส่วนใหญ่คัดสรรแล้ว) ในห้องสมุด กิจกรรมนานาระหว่างปี ล้วนมีที่มาจากมิตรสหายและครอบครัว จำนวนหนังสือเพิ่มขึ้นตามวันเวลา จำนวนผู้มาใช้ห้องสมุดก็เช่นกัน เราเขียนกติกาการใช้ห้องสมุดให้เป็นไปโดยไม่รบกวนตัวเอง ซึ่งก็หมายความว่าเราต้องใจกว้างพอที่จะรับใครก็ไม่รู้เข้ามาสู่พื้นที่ของครอบครัวด้วย

แต่คนแบบไหนล่ะที่เข้าห้องสมุด ชอบอ่านหนังสือ เราจะกลัวเกรงไปไย

10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม

ภาพผู้คน ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งคนในพื้นที่ เอกเขนกนั่งนอนอ่านในห้องสมุด อ่านกันยาวนานจริงจังเป็นครึ่งวัน ค่อนวัน มีให้เห็นมากขึ้น ๆ

เราทำห้องสมุดโดยรู้อยู่เต็มอกว่า มันไม่ได้เงินทองโดยตัวมันเองดอก แต่ก็พอจะรู้ว่าห้องสมุดจะเป็นตัวเรียกทรัพย์ปัญญา ทรัพย์เงินทอง มาให้เราในที่สุด

เรามีห้องพักที่เน้นขายความเงียบ ขายความน้อย อยู่ชั้นบนของบ้านเจ้าของบ้าน 4 ห้อง และอยู่ชั้นสองของห้องสมุดอีก 2 ห้อง รวม 6 ห้อง ลูกค้าชาวไทย ชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งเลือกมาพักที่นี่ เพราะเรามี ห้องสมุด ช่างน่าชื่นใจ รัก ชอบ จะมาพักก็เปิดอินเทอร์เน็ตดูรูป อ่านกติกา หาโลเคชัน ให้ชัดก่อนตัดสินใจจอง

พอมีห้องสมุด มีที่พัก ก็น่าจะมีกาแฟสดให้ดื่มด่ำ  

โต๊ะ เก้าอี้ สำหรับอ่าน ทำงานในห้องสมุด ต้นไม้ การตกแต่งและบรรยากาศเหมาะที่จะดื่ม จะจิบอยู่แล้ว แล้วยังมีห้องสี่เหลี่ยมขนาด 2 x 3 เมตร อยู่ห้องหนึ่ง เพียงย้ายสัมภาระออก ก็เป็นห้องชงกาแฟได้เหมาะเจาะ

ตลอดวันเวลาที่เป็นคาเฟ่ จวบจนบัดนี้ เรามีบาริสต้า 3 คน

10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม
10 ปี บ้านๆ น่านๆ ร้านหนังสือ/ห้องสมุด/ที่พัก/คาเฟ่ ท่ามกลางหนังสือคัดสรรนับหมื่นเล่ม

คนแรกเป็นนักดนตรี กลางคืนร้องเพลงเล่นกีตาร์ กลางวันชงกาแฟ

คนที่ 2 เป็นเจ้าของห้องสมุดผู้คิดผู้ทำ บ้านๆน่านๆ

คนปัจจุบันเป็นกวี นอกจากการชงกาแฟแล้ว การเขียนบทกวีคล้ายจะเป็นชีวิตของเขาคู่กับ การอ่านหนังสือและดื่มเบียร์แบบไม่หยุดหย่อน บทสนทนาในท่วงทำนองหนังสือหนังหา ในจังหวะของบท กวี มีเสมอ ๆ เมื่อบาริสต้ารับออเดอร์แล้วคุณเอ่ยเอื้อนออกปากชวนเขาจำนรรจา

เราขายหนังสือด้วย

เขียนป้ายบนแผ่นไม้ด้วยชอล์กสี เหนือผนังชั้นวางหนังสือขายว่า Banban Nannan Book Shop จะเขียนด้วยภาษาไทยว่า ‘ร้าน’ ก็ฟังดูใหญ่โต เราไม่ได้มีหนังสือแน่น ๆ เต็มพื้นที่เหมือนร้านหนังสืออื่นเขา เราเลือกหนังสือจากไม่กี่สำนัก และจากนักเขียนไม่กี่คนมาวางขาย

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน
Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

ทว่าความน้อยกลับคือความโดดเด่น หนังสือแต่ละเล่มหันหน้าอวดปก โชว์ตัว ให้คนเลือกซื้อเห็นเต็ม ๆ ตา ให้เปิดอ่านกันเต็ม ๆ ใจ เรียงรายกระทบแสงไฟอยู่บนชั้นไม้ติดผนังแข็งแรง ราวกับมันคือชิ้นงานศิลปะที่ศิลปินนำมาจัดแสดง คอยเรียกผู้คนให้เข้าไปหา ราวกับตกอยู่ในภวังค์

มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในสถานที่นี้

เราจึงพบเห็นทั้งคนอ่านคนซื้อหนังสือจริงมากมาย และคนตั้งท่าถ่ายรูปกับหนังสือจังมากมาย

หนังสือที่เลือกมาขาย เป็นของนักเขียน/สำนักที่เรารู้จักคุ้นเคย และมีเนื้อหาที่เราสนใจ ทั้งยังไม่ค่อยจะมีขายในร้านหนังสือทั่ว ๆ ไป อันได้แก่หนังสือของ สนพ.บางลำพู ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์, สนพ. Shine Publishing House ของ วาด รวี, สนพ.ลูกสมุน (งานเขียนของ วัฒน์ วรรลยางกูร), สนพ.สมมติ (ส่วนใหญ่จะเป็นบทกวีและการเมือง), สนพ.10 มิลลิเมตร, หนังสือชุด ชายคาเรื่องสั้น, หนังสือรวมบทกวีของกวีหน้าใหม่, หนังสือของ สนพ.อ่าน (ซึ่งตอนนี้มีอยู่ไม่มาก), สำนักไต้ฝุ่นของ ปราบดา, สำนัก Sunday Afternoon ของ ปาลิดา พิมพะกร, สนพ.แซนด์วิช, สนพ.ไรท์เตอร์, สำนักกะทิกะลาของ ศุ บุญเลี้ยง และหนังสือบางเล่มของบางนักเขียน

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน
Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

ในยุคสมัยที่บ้านเมืองมีร้านหนังสือน้อยนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด โอกาสที่จะพบเจอ หนังสือที่ชอบที่ใช่บนแผงจึงน้อยตาม ความเป็นสิ่งละอันพันละน้อยของเรา ทั้งที่พัก ห้องสมุด และคาเฟ่ คือตัวเชิญชวนให้ผู้คนมาพบเจอหนังสือหลายปกหลายเล่มที่เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักคนเขียน แต่เมื่อได้เปิด อ่าน ทำให้เขาพบว่า หนังสือที่ชอบที่ใช่ มีอยู่ที่นี่

แน่นอนว่าเราได้เงิน ได้ส่วนแบ่งจากการขายหนังสือ

แต่อื่นใดที่สำคัญกว่า มีความหมายกว่า คือการทำให้ผู้คนรู้จักและอ่านหนังสือที่เราเลือกสรร

หนังสือที่เลือกสรร นำพาเราเปิดประตูสู่โลกแห่งความรู้ ที่เคยปิดตายมายาวนาน

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน
Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

แนะนำหนังสือ

1

วัยหนุ่ม รวมความเรียงคัดสรร ในรอบ 15 ปี ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ (2002 – 2017)

ผู้เขียน : วรพจน์ พันธุ์พงศ์

สำนักพิมพ์ : บางลำพู

ราคา : ปกอ่อน 450 บาท ปกแข็ง 690 บาท

ความเรียงกว่า 50 ชิ้น ในรอบ 15 ปี (2002 – 2017) ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนังสือหนา 480 หน้า อ่านอิ่มกับตัวตน เรื่องราว การงาน ความคิด ความเชื่อ ทรรศนะของวรพจน์ในแต่ละช่วงปี

2

ด้วยรักแห่งอุดมการณ์

ผู้เขียน : วัฒน์ วรรลยางกูร

สำนักพิมพ์ : ลูกสมุน

ราคา : 350 บาท

‘ด้วยรักแห่งอุดมการณ์’ เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมือง ว่าด้วยหนุ่มสาวนักอุดมคติที่มีความคิดฝันดีงาม เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมบ้านเมืองจากเงื้อมมือเผด็จการศักดินาและบรรดาขุนศึกให้เป็นสังคมอุดมคติ ให้ประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ปัจจุบัน วัฒน์ วรรลยางกูร เป็นผู้ลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส

3

เสรีนิยมยืนขึ้น

ผู้เขียน : ปราบดา หยุ่น

สำนักพิมพ์ : ไต้ฝุ่น

ราคา : 295 บาท

‘เสรีนิยมยืนขึ้น’ เป็นความเรียงที่ชวนพิจารณาความเป็นมาของแนวคิดเสรีนิยม ความแตกต่างระหว่างเสรีนิยมในประเทศที่เป็น ‘สมัยใหม่’ กับประเทศที่ยังอยู่ในเงาของจารีตนิยม ‘ก่อนสมัยใหม่’ และชวนทบทวนถึงพื้นที่ของผู้มีแนวคิดเป็นเสรีนิยมในสังคมจารีต ที่มักกล่าวหาว่าเสรีนิยมเป็นภัยต่อความมั่นคง บนความเชื่อที่ว่าการพัฒนาสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและความเป็นประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการยอมรับแนวคิดเสรีนิยมอย่าจริงใจและจริงจังให้ได้เสียก่อน

4

ย่ำรุ่งอันยาวนาน

ผู้เขียน : รชา พรมภวังค์

สำนักพิมพ์ : Shine Publishing House

ราคา : 300 บาท

รวมบทกวีหลายรสของคนหนุ่ม ทั้งสุข เศร้า เหงา รัก การเมือง ‘ความรักไม่เคยถูกค้นพบ เธอไปถึงขอบโลก ขณะที่ฉันเพิ่งเดินทาง’ (เสี้ยวหนึ่งของบทกวีในเล่ม)

5

กวีราษฎร

ผู้เขียน : ไม้หนึ่ง ก.กุนที

จัดพิมพ์ : Lookshine

ราคา : ปกอ่อน 500 บาท ปกแข็ง 700 บาท

รวมบทกวี ของ ไม้หนึ่ง ก.กุนที ที่แทบจะครบทุกชิ้น ทั้งที่ไม่เคยตีพิมพ์แล้วและตีพิมพ์แล้ว (บางเราในนคร, รูปทรง มวลสาร พลังงาน และความรัก, สถาปนาสถาบันประชาชน)

ไม้หนึ่ง ก.กุนที ถูกยิงตายอย่างอุกอาจกลางลานจอดรถร้านครกไม้ไทยลาว ย่านลาดปลาเค้า กรุงเทพฯ เมื่อ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557 และจวบจนถึงวันนี้ คดียังไม่มีความคืบ คนร้ายยังคงลอยนวล

สั่งซื้อได้ที่ Facebook : Banban Nannan library and guest home

Banban Nannan library and guest home : บันทึกจากเจ้าของร้านน่านๆ บ้านๆ สวรรค์อันเนิบช้าของเหล่าหนอนหนังสือที่จังหวัดน่าน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

ชโลมใจ ชยพันธนาการ

อดีตข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดน่าน สอนวิชาภาษาไทย ผู้พานักเรียนเขียนหนังสือ ทำหนังสือ ขายหนังสือ ปัจจุบัน เจ้าของห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ ให้บริการที่พัก คาเฟ่ ห้องสมุด ขายหนังสือ ช่องทางติดต่อ : Banban Nannan library and guest home

Photographer

ทิฐธรรม คลี่ใบ

ช่างภาพ เจ้าของเพจ Momanggo Studio

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

ตอนเด็ก ๆ ป๊ามีโอกาสร่ำเรียนน้อย เรียนถึงแค่ ป.4 เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและน้อง ๆ” นี่คือประโยคที่แม่ผมพูดถึงพ่ออยู่บ่อยครั้ง 

ผมเติบโตมากับร้านหนังสือที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’

ผมขอย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2509 ‘เสียงทิพย์’ เป็นร้านขายและซ่อมวิทยุทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ที่มีแผงหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา วันเวลาผ่านไปได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วิทยุทรานซิสเตอร์ สินค้าแฟชั่นที่เคยได้รับความนิยมค่อย ๆ จางหายไป ช่วงเวลานั้นหนังสือได้เข้ามาแทนที่ และเปลี่ยนร้านเสียงทิพย์ให้กลายเป็นร้านขายหนังสือ

จากความทรงจำในวัยเด็กของผม ร้านหนังสือเปรียบเหมือนสถานที่นัดพบ (Landmark) ของนักเรียนหลังเลิกเรียน และผู้คนในชุมชนมากมาย ทุกวันหลังเลิกเรียน ลูก ๆ ของร้านเสียงทิพย์ต้องผลัดกันมาเฝ้าร้าน เพื่อขายหนังสือและคิดเงินให้ลูกค้า

พ.ศ. 2550 ชายผู้มีปณิธานอันตั้งมั่นได้จากเราไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าให้แก่ครอบครัวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ในเวลานั้นผมทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ และตัดสินใจลาออก เพื่อกลับบ้านมาสานต่อร้านหนังสือในทันที

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ณ เวลานั้น ถือเป็นจุดสูงสุดของธุรกิจร้านหนังสือ ผู้คนอ่านหนังสือกันมากทุกหมวดหมู่ นำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมั่นใจ ผมจึงขยายเพิ่มอีก 2 สาขาในจังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้นไม่กี่ปี ความมั่นใจนี้ไม่เป็นดังที่วาดไว้ รายได้ไม่เป็นไปตามแผน “เริ่มมีอะไรบางอย่างเข้ามาแย่งความสนใจของผู้คนไปจากการอ่านและหนังสือ” ผมจึงได้ปิด 2 สาขานั้นลง

ผมกลับมาคิดทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง “เราทำร้านหนังสือไปเพื่ออะไร ร้านของเรายังควรจะเปิดต่อไปไหม เมืองนี้ยังต้องการหนังสืออยู่ไหม” ผมได้คำตอบว่า คนพิษณุโลกต้องอ่านหนังสือ

พ.ศ. 2560 ท่ามกลางความท้อแท้ของวงการสิ่งพิมพ์ หนังสือได้รับความนิยมน้อยมาก ร้านหนังสือต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลง ลดจำนวนสาขา แต่เรายังคงยืนหยัดดังปณิธานของคุณพ่อที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’ ผมจึงใช้พื้นที่ร้านนี้เป็นตัวกลางให้ผู้คนหันมาสนใจหนังสือมากขึ้น เราปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ ให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการอ่านเพิ่มขึ้น และเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลขยอดขายที่สวนทางลดลงมาตลอด

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

ร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือสังคมผ่านสินค้าและบริการ คุณค่าในสิ่งที่เราทำให้ผลลัพธ์ที่ประเมินไม่ได้… หลายสิบปีที่เราเฝ้ามองผู้คน และผู้อ่านมากมายหลายรุ่น หลายช่วงอายุ ที่แวะเวียนกันเข้ามาที่ร้านหนังสือ เราเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร เราเห็นว่าผู้คนกำลังอ่านอะไร และเราเห็นว่าผู้คนสนใจใฝ่รู้หรือไม่

เราอยากสร้าง ‘Story of Hope’ ท่ามกลางผู้อ่านที่อาจลดน้อยถอยลงไปบ้าง มีคนถามว่า “ทำไมเราถึงยังทำร้านขายหนังสืออยู่ ในขณะที่ร้านขายหนังสือทยอยปิดตัวลง หรือปรับเปลี่ยนธุรกิจไปทำอย่างอื่น”

เราเชื่อมาตลอดว่า นอกจากรายได้แล้ว ร้านของเราได้รับความสุขเป็นส่วนเติมเต็มจากหนังสือ และผู้ที่รักการอ่านหนังสือเหมือนกับเรา เรายึดมั่นใน ‘ปณิธาน’ ของการมีอยู่ของหนังสือ มากกว่าการมีอยู่ของร้าน หรืออาจพูดได้ว่า เราดำเนินร้านของเราต่อไปได้ เพราะการมีอยู่ของหนังสือและผู้อ่านหนังสือนั่นเอง เราให้หนังสือเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแหล่งส่งต่อความรู้ ความคิด และสร้างมิตรภาพให้กันและกัน

ด้วยประสบการณ์ของร้านเกือบ 60 ปี ทำให้ร้านของเรามีหนังสือมากมายหลายประเภท ครอบคลุมทุกความชื่นชอบของผู้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงวัย เราอยากเป็นร้านที่ให้บริการกับทุกคนอย่างแท้จริง

เคยมีลูกค้าคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่อำเภอหนึ่งในต่างจังหวัด เล่าให้เราฟังว่า เมื่อตอนยังเป็นเด็กนักเรียน ได้มาซื้อคู่มือหนังสือเรียนกับทางร้าน โดยนั่งรถไฟมาและเดินจากสถานีรถไฟ เพื่อมาซื้อหนังสือที่ร้านเป็นประจำ เพราะมีหนังสือให้เลือกซื้อได้เยอะ และครบในทุกระดับชั้นเรียน จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว จากลูกค้าแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อน พี่น้อง ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ผ่านภาพความทรงจำของร้านเสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หากย้อนเวลาไป 10 – 15 ปีก่อน การเข้าถึงความรู้ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างจำกัด และการซื้อขายทางออนไลน์ยังไม่ง่ายเหมือนอย่างปัจจุบัน รวมถึงความเท่าเทียมในการได้รับความรู้ ก็เหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองกับคนนอกเมือง และระหว่างคนที่ฐานะเพียงพอจะซื้อหนังสือ กับคนที่ไม่เพียงพอแม้แต่จะได้ทานสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

เราอยากให้ร้านของเราเป็นพื้นที่สำหรับ ‘แหล่งความรู้ ความคิด และมิตรภาพ’ ในการเป็นร้านตัวเลือกที่มีหนังสือครบทุกประเภท ทุกช่วงวัย และทุกช่วงฐานะทางสังคม

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘ผู้คนเปิดหนังสืออ่าน’

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘รอยยิ้มของผู้คนผ่านการอ่านหนังสือ’

เรามีความสุขทุกครั้งที่ ‘เป็นส่วนหนึ่งของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความรู้’

แม้เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในโลกอันกว้างใหญ่ แต่ปณิธานนี้ไม่เคยจืดจางไปเลย

จากสถิติใน พ.ศ. 2564 พบว่า คนไทยใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย โดยเฉลี่ยสูงถึง 2 ชั่วโมง 36 นาที เชื่อว่าเวลาส่วนนี้อาจเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มถูกลดบทบาทลงไป เวลาของคนคนหนึ่งมีจำกัดต่อวัน ทางเลือกของกิจกรรมมีมากขึ้น การทำกิจกรรมหนึ่งจึงอาจให้เวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับทำอีกกิจกรรมหนึ่ง บทบาทของหนังสือเล่มจึงลดลงไป

อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ได้เปิดการสั่งจองหนังสือล่วงหน้า พร้อมส่วนลดพิเศษ สายส่งหนังสือรายใหญ่ต่างกระหน่ำแจกจ่ายโปรโมชันลดราคา แต่เราไม่สามารถลดต้นทุนได้ เพราะมีพนักงานอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล เราจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสำนักพิมพ์รายใหญ่ได้ รายได้ของเราจึงลดลงไป

เราเรียนรู้ในทุก ๆ วันจากการหมุนเวียนของผู้คนที่ผ่านเข้าร้าน วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าดีหรือถูกต้องในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สำหรับวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราจึงปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและผู้คน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ปรับเปลี่ยนและยึดมั่นมาเสมอ นั่นคือปณิธานของเรา 

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ร้านหนังสือเราต้องไม่เป็นเพียงสถานที่หยิบเลือกหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินจากไป ร้านหนังสือต้องสร้างสังคมของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง เพื่อกลับมาเป็นสถานที่นัดพบ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดที่หลากหลายของผู้คน ตอนนี้เป้าหมายของเรายังไปไม่ถึงหรอกครับ แต่ถ้าเรายืนหยัดและยืนนานพอก็คงไปถึงได้ ‘สักวันหนึ่ง’

ตลอดเวลาเกือบ 60 ปี เราสร้างความผูกพันกับนักอ่านไว้มากมาย จนเมื่อปลาย พ.ศ. 2564 เรามีโอกาสนั่งคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง ที่เติบโตมากับหนังสือในร้านของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน เขาทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอบอกผมว่า “จัดกิจกรรม Book Club กันไหมพี่ เดี๋ยวผมช่วย” เราตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “จัดไปครับ” 

กิจกรรม Book Club ของเราจึงเริ่มขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนนักอ่านที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดซึ่งกันและกัน มีผู้ร่วมงานมากกว่าที่ตั้งไว้มาก บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด สิ่งนี้อาจสะท้อนได้ว่า พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดในปัจจุบันนั้นยังค่อนข้างจำกัด และการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาครัฐยังไม่เพียงพอ จนถึงวันนี้เราได้จัดไปทั้งสิ้น 4 ครั้งแล้ว ในหัวข้อหนังสือที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง และเราจะยังคงจัดกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายชุมชนนักอ่านให้มากขึ้น

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ครั้งที่ 1 เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องหนังสือที่ดีที่สุดใน พ.ศ. 2564 ผู้อ่านแต่ละคนได้นำหนังสือที่ตนรัก มาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน

ครั้งที่ 2 เราลองจัดเป็นลักษณะ 2 หัวข้อที่สนใจ ในช่วงเช้าเรื่อง ‘เป็นเด็กมันเหนื่อย’ ร่วมกับจิตแพทย์เด็กและสำนักพิมพ์หนังสือเด็ก และช่วงบ่าย ‘AI Superpowers’ ร่วมกับเจ้าของสำนักพิมพ์บิงโก

ครั้งที่ 3 เราจัดในหัวข้อวรรณกรรมนิยายที่ชื่นชอบ

และล่าสุดครั้งที่ 4 จัดขึ้นในหัวข้อ ‘อ่านอย่างไรให้เป็นนักลงทุน’ ร่วมกับเพจลงทุนศาสตร์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และผู้เข้าร่วมอยากให้เราจัดต่อไป 

ในทุกครั้งที่เราได้จัดนั้น เราได้กำลังใจ และได้พลังชีวิตมากมาย และเราได้ยินเสียงสะท้อนบอกว่า “หนังสือและผู้อ่านหนังสือนั้นไม่มีวันหายไป”

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หนังสือแนะนำ

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

นักแปล : วิทิยา จันทร์พันธ์

สำนักพิมพ์ : Springbooks

ราคา : 199 บาท

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

แม้หนังสือเล่มนี้จะตั้งชื่อให้เราเข้าใจว่าเหมาะกับวัยรุ่น แต่ในมุมมองของผมแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะสมกับผู้อ่านทุกวัย เพราะให้ข้อคิดและกำลังใจได้เป็นอย่างดี ผมขอหยิบบางบทของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ข้อคิดกับชีวิตผมเป็นอย่างยิ่ง มาเป็นตัวอย่างครับ

“ในชีวิตหนึ่ง ไม่มีช่วงอายุใดเร็วเกินไปหรือสายเกินแก้” ประโยคที่คอยกระซิบบอกผมอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญของชีวิตคือเวลา และอย่าเร่งรีบกับชีวิตเกินไป โดยอาจารย์คิมเปรียบเทียบว่า หากเวลา 24 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1,440 นาที ชีวิตที่มีอายุขัย 80 ปี จะมีค่าเท่ากับปีละ 18 นาที ผมยกตัวอย่าง อายุ 40 ปี เวลาในช่วงชีวิตของเราจะเท่ากับ 12 หรือเที่ยงวัน เวลาเที่ยงวันนี้บอกผมว่า เรายังพอมีเวลากับชีวิตอยู่ ขอเพียงดำเนินต่อไป อย่าหยุดก้าวเดิน อย่าท้อแท้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในรูปแบบที่เราเลือกเดิน

อีกบทหนึ่งนั้น คือ ‘ฤดูกาลที่ตัวคุณผลิบาน’ ดอกไม้แต่ละชนิดมีฤดูกาลที่ผลิบานแตกต่างกัน เหมือนกับชีวิตของเรา เราอาจจะประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นก็คงไม่เป็นไร หากเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่ามีความสุขและถูกต้อง วันหนึ่งที่ฤดูแห่งการผลิบานของชีวิตเรามาถึง ก็คงเป็นวันที่สวยงามเช่นกัน

2

เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

นักเขียน : Simon Sinek

นักแปล : วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ราคา : 295 บาท

นักเขียน : Simon Sinek เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงธุรกิจว่าเป็นเกมที่ไร้ขอบเขต ธุรกิจจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีผู้ชนะหรือผู้ที่ดีที่สุด แต่เราดูที่ธุรกิจของใครดำเนินต่อไปได้ยาวนานกว่า ธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้จะหายไปจากเกมเอง โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ ‘ปณิธาน’ หากเรามีปณิธานที่ดีงามและตั้งมั่น สิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันและกำหนดทิศทางให้เราเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่า เราอาจไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่ให้ความหมายกับส่วนที่เติมเต็มพลังใจของเรา การกระทำแบบนี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง และยืนหยัดในระยะยาวได้

เกมไร้ขอบเขตนี้นำมาใช้กับชีวิตได้เช่นกัน ชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องชนะหรือดีไปกว่าใคร ขอแค่ดีในแบบของเรา และดีต่อสังคมก็เพียงพอแล้ว ปณิธานเหล่านี้เองที่จะมอบความหมาย ให้กับชีวิตในแต่ละวันของเรา

3

The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch)

ผู้แปล : วนิษา เรซ

สำนักพิมพ์ : Amarin HOW-TO

ราคา : 175 บาท

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch) The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

“ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร” เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่อ่าน ก็จะได้อะไรที่ต่างออกไป 

เมื่อช่วงอายุ 28 เล่มนี้ให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการทำตามความฝันของตัวเอง และให้แง่คิดในการใช้ชีวิต มันสะเทือนอารมณ์ที่สุด เมื่ออ่านเล่มนี้อีกครั้งตอนมีครอบครัวและมีลูก ๆ แล้ว เพราะมันให้มุมมองของผู้เป็นพ่อ ที่มีเรื่องราวมากมายอยากจะสอนลูก ๆ ของเขา เฝ้ามองดูการเติบโต สอนสิ่งที่สำคัญ และรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับชีวิต 

แต่เวลาของเขาเหลือน้อยมากแล้ว เขาจึงใส่ทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้ ลงไปในเดอะลาสต์เลกเชอร์ ปาฐกถาที่บันทึกการบรรยายเอาไว้และหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าวันหนึ่ง เมื่อเวลานั้นมาถึง ลูก ๆ ของเขาจะได้รับคำสอนที่ผู้เป็นพ่อนั้นฝากเอาไว้

4

โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

ผู้เขียน : ริชาร์ด บาก

ผู้แปล : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สำนักพิมพ์ : จินต์

ราคา : 220 บาท

วรรณกรรมยุค 70 เชิงปรัชญาระดับโลก ชวนให้ค้นหาความเป็นปัจเจกของมนุษย์แต่ละคน ชวนให้คนอ่านแสวงหาวิถีและความมีอิสระของตนเอง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล เป็นเหมือนหนังสือ How To ในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ คนยุคใหม่ เอาไปใช้เป็นแรงผลักดันตนเอง ให้พยายามทำในสิ่งที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็นไปไม่ได้

นกนางนวล โดยธรรมชาติแล้วจะบินออกจากฝั่งไปหาอาหาร โดยโฉบตามเรือประมงที่มีปลา หรือเรือที่คอยโยนเศษขนมปังและเศษอาหาร ใจความสำคัญของนกนางนวลมีแค่นี้ มันทำอยู่แค่นี้ มันมีชีวิตเพียงเพื่อกินและอยู่ให้ชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับ ‘โจนาทาน’ เป็นนางนวลกบฏ เป็นนางนวลแหกคอกที่คิดต่าง มันไม่โฉบไปแย่งอาหารกับตัวอื่น ๆ แต่ใช้เวลากับการฝึกบิน บินให้สูง บินให้เร็ว บินด้วยท่าที่พิสดาร บินด้วยรูปแบบที่แปลกใหม่ และที่สำคัญ คือ ‘มีอิสรภาพและเสรี’

ในหนังสือมีการใช้คำว่า ‘นกผู้ใหญ่’ และ ‘นางนวลผู้ใหญ่’ แทนผู้ที่ยึดถือในขนบดั้งเดิมของสังคม ส่วนโจนาทาน คือ ‘นกเด็ก’ ผู้ที่ต้องการแสวงหาอิสระเสรี และเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบของตน

เล่มนี้เหมาะกับคนทุกวัยในสังคมเรายุคนี้มากครับ เพราะ ‘เรามีทั้งนกผู้ใหญ่และนกเด็ก’

เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

ที่ตั้ง ​: 108/3 – 5 เอกาทศรฐ ถนนเอกาทศรฐ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก (แผนที่)

เวลาทำการ : 09.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 5525 8862

Facebook : Siangthip book center

เว็บไซต์ : www.stbookcenter.com

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

นิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์

คนพิษณุโลก มีบ้านเป็นร้านหนังสือ มีเพื่อนเยอะ ชอบถ่ายภาพ หลงใหลกาแฟ อดีตเป็นสถาปนิกบริษัทในกรุงเทพฯ ปัจจุบันสานต่อธุรกิจครอบครัว ขายหนังสือ เพิ่มเติมคือเป็นบาริสต้าและนักลงทุน

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load