ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา COVID-19 อาละวาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วจนสั่นสะเทือนแทบทุกวงการ นอกจากความกังวลที่แวะเวียนมาทุกครั้งที่เริ่มเจ็บคอนิดๆ แถมไอหน่อยๆ ว่า ติดรึยัง อีกเรื่องที่ทั่วโลกลุ้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวญี่ปุ่นก็น่าจะเรื่องจะจัดโอลิมปิกรึเปล่า

แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ไม่หวือหวา แต่ก็ไม่น้อยลง ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในยุโรปและอเมริกาทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ญี่ปุ่นก็ยังยืนหยัดประกาศเดินหน้าจัดงานอย่างไม่แคร์โควิดมาตลอด ท่ามกลางความกังวลและเสียงคัดค้านของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศ

“โอลิมปิกจะต้องเพอร์เฟกต์” นายกอาเบะ ชินโซ เพิ่งย้ำกับสื่อมวลชนไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ในที่สุด ช่วงตอนค่ำของวันอังคารที่ 24 มีนาคม นายกอาเบะและประธาน IOC (International Olympic Committee) เห็นพ้องต้องกันว่าควร ‘เลื่อน’ โดยอย่างช้าที่สุดคือจะจัดในช่วงฤดูร้อนปีหน้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นกับโอลิมปิกชะตาไม่ต้องกัน ครั้งนี้โดนเลื่อนถือว่ายังดี ย้อนกลับไปแปดสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ โอลิมปิกที่ญี่ปุ่นเคยถูก ‘ยกเลิก’ มาแล้ว 

การยกเลิกในครั้งนั้นทำให้เกิดคำว่า ‘โอลิมปิกมายา’ (มะโบะโระชิโนะโอลิมปิก) ซึ่งหมายถึง Tokyo 1940 หรือการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกที่ญี่ปุ่นได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพแต่ไม่ได้จัดนั่นเอง

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

ความฝันที่กลายเป็นจริงก่อนจะสลายเป็นฟองสบู่

คนที่เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการคว้าตำแหน่งเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิก ค.ศ. 1940 คือ จิโกโร คาโน (Jigoro Kano) ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งโอลิมปิก นอกจากเขาจะคิดค้นกีฬายูโด ก่อตั้งสมาคมนักกีฬาสมัครเล่นญี่ปุ่น เป็นสมาชิกกรรมการ IOC เขายังเป็นคนผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดงาน ด้วยความหวังให้โอลิมปิกได้มาจัดในทวีปเอเชียบ้าง จะได้เติมเต็มความเป็นตะวันออกให้การแข่งขันระดับนานาชาติซึ่งสมัยนั้นยังมีขับเคลื่อนด้วยชาติตะวันตกเป็นหลัก และกลายเป็นวัฒนธรรมระดับโลกที่แท้จริง

จิโกโรเป็นป๋าดัน แต่คนที่จุดประกายความทะเยอทะยานของประเทศเกาะเล็กๆ ในเอเชียที่ต้องนั่งรถไฟต่อเรือเป็นเดือนไปแข่งขันที่ต่างประเทศคือ ฮิเดะจิโร นากาตะ (Hidejiro Nagata) ผู้ว่าฯ โตเกียวในสมัยนั้น

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

แม้ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกตั้งแต่ ค.ศ. 1912 แต่การแข่งขันผ่านไป 3 – 4 ครั้ง ก็ยังแทบไม่มีใครรู้จักประเทศญี่ปุ่นเลยด้วยซ้ำ เพราะผลงานไม่โดดเด่น ได้เหรียญบ้างนิดๆ หน่อยๆ เริ่มสร้างชื่อได้บ้างจากการตีไข่แตก คว้าเหรียญทองเหรียญแรกมาได้ใน ค.ศ. 1928 

ใครจะไปคิดว่า 4 ปีถัดมา ญี่ปุ่นจะแจ้งเกิดในระดับโลกได้อย่างเปรี้ยงปร้าง ด้วยการส่งนักกีฬาไปแข่ง 142 คน และคว้า 18 เหรียญกลับบ้านจากโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสใน ค.ศ. 1932 ซึ่งเยอะกว่าประเทศอังกฤษด้วยซ้ำ จากประเทศเล็กๆ ทางตะวันออกอันแสนไกล ญี่ปุ่นกลายเป็นที่รู้จัก โลกตะวันตกถึงกับชื่นชมในพัฒนาการ เริ่มมองเห็นศักยภาพ และยกย่องให้เป็นม้ามืดจากเอเชียที่น่ากลัว

ความสำเร็จที่เซอร์ไพรส์ผู้คนทั่วโลกรวมถึงคนญี่ปุ่นเองในครั้งนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฮิเดะจิโรกล้าคิดการณ์ใหญ่ จะพาโอลิมปิกไปโตเกียว! 

ฮิเดะจิโรรู้ดีว่าคนที่จะสานฝันเขาให้เป็นจริงได้มีเพียง จิโกโร ชาวญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวในคณะกรรมการ IOC แถมยังครองตำแหน่งหลายปี รู้จักหัวใจของโอลิมปิก องค์กร IOC และ อ็องรี เดอ บาแย-ลาตูร์ (Henri de Baillet-Latour) ประธาน IOC ดีกว่าใคร แน่นอนว่าจิโกโรเห็นดีเห็นงามด้วยกับความคิดนี้ และไม่ปล่อยให้กระแสนี้จางหายไปโดยเปล่าประโยชน์ ชายวัย 72 ที่ยังเก๋าและว่องไวเริ่มเดินเกมตั้งแต่ในงานเลี้ยงฉลองวันสุดท้ายของการแข่งขันโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งเขาได้รับเลือกให้พูดสปีชในงาน จิโกโรเริ่มหยอดเรื่องการจัดการแข่งขันในเอเชีย เพื่อสร้างสะพานสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของโลกตะวันตกและตะวันออก

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

ทุกคนมองเห็นความเป็นไปได้

เรื่องราวเหมือนจะไปได้สวย จิโกโรเตรียมข้อมูลเดินสายโน้มน้าวใจคณะกรรมการ จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามใช้ทางลัด เช่น ยื่นขอเสนอหยุดขายอาวุธให้เอธิโอเปียแลกกับการที่มุสโสลินีถอนโรมออกจากการชิงตำแหน่งเจ้าภาพงาน 1940 ซึ่ง IOC มองว่าญี่ปุ่นมี Hidden Agenda ทางการเมืองซึ่งขัดกับหัวใจของโอลิมปิกที่ต้องการสร้างสันติภาพ

จิโกโรวิ่งรอกแก้ไขความขุ่นเคืองนั้นจนได้ และในที่สุด โตเกียวก็ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกของทวีปเอเชีย 

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

จังหวะกำลังดี นักกีฬากำลังฮึกเหิม ชาวเมืองกำลังคึกคัก แต่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นกลับตัดสินใจ ‘ยกเลิก’ การแข่งขันไปใน ค.ศ. 1938 หลังจากได้รับเลือกแค่เพียง 2 ปี เพราะญี่ปุ่นในช่วงนั้นกำลังง่วนกับสงคราม Sino-Japanese War งบประมาณเกินกว่าครึ่งถูกนำไปทุ่มเทให้กับสงคราม 

Legacy ที่จับต้องได้จากโอลิมปิกมายา

นอกจากจะมีโอลิมปิกที่ไม่ได้จัด โตเกียวยังมีสนามกีฬาและหมู่บ้านโอลิมปิกที่ไม่ได้สร้างเป็น Legacy เสริมความมายาอีกอย่างจาก Tokyo 1940 ด้วย

Komazawa Golf Course เคยถูกหมายมั่นปั้นมือให้เป็นสนามกีฬาหลักในการจัดงาน Komazawa Olympic Village แทนการรีโนเวต Meiji Jingu Gaien Stadium ที่สร้างเสร็จ ค.ศ. 1924 และเป็นดาวเด่นมาตลอด สนามกีฬาใหม่ที่ไม่ได้สร้างแห่งนี้จะจุผู้ชมได้ถึง 100,000 คนและเป็นที่แข่งขันกรีฑา ฟุตบอล แฮนด์บอล ขี่ม้า และยิมนาสติก ในความน่าเสียดาย โตเกียวก็ยังได้ความเจริญติดมือมาบ้าง คือ Kachidoki สะพานยกอันแรกของฝั่งตะวันออกนั่นเอง

ส่วนเรื่องงานดีไซน์ ต้องขอบคุณคณะกรรมการโอลิมปิกของโตเกียวที่ขยับตัวไว ชิงจัดประกวดออกแบบโปสเตอร์ก่อนรัฐบาลจะตัดสินใจบุกไปทำสงครามกับประเทศจีน เราจึงมีโอกาสชมอาร์ตเวิร์กสวยๆ จากสมัยนั้น โจทย์ในการออกแบบโปสเตอร์ คือความภาคภูมิใจและความตื่นเต้นของชาวญี่ปุ่นที่จะได้จัดโอลิมปิก มีคนเดาว่าที่โปสเตอร์หลักออกมาดูแนวกรีก เพราะต้องการฉลองความงดงามของร่างกายมนุษย์ด้วยสไตล์คลาสสิคดั้งเดิม

จะว่าบอกว่าสิ่งที่เตรียมเก้อและคั่งค้างไม่มีประโยชน์เลยก็ไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นก็ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมพรีเซนต์เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ จนได้เป็นเจ้าภาพอย่างสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1964 

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด
อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

กลยุทธ์ที่ทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จคือการเน้นเรื่องจิตวิญญาณของโอลิมปิกที่อยู่ประชาชนคนญี่ปุ่นทุกคนแม้จะยังไม่เคยได้เป็นเจ้าภาพสักครั้ง ว่ากันว่าประโยคที่มัดใจกรรมการในตอนนั้นคือ

“จิตวิญญาณของโอลิมปิกถูกเขียนไว้ในหนังสือเรียนของเด็กประถมญี่ปุ่นด้วยซ้ำ พวกเขาจะอยากเห็นโอลิมปิกด้วยตาของตนเองมากแค่ไหนกันนะ” 

โอลิมปิกเกิดขึ้นมาครั้งแรกเพราะ ปีแยร์ เดอ กูแบร์แต็ง (Pierre de Coubertin) อยากสร้างมิตรภาพ รวมใจคนทั้งโลกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน หลังแบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างชัดเจนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Core Value 3 ประการของโอลิมปิกจึงได้แก่ 

Excellence – การทำให้ดีที่สุดทั้งในการแข่งขันและชีวิตจริง สิ่งสำคัญไม่ใช่ชัยชนะแต่เป็นการมีส่วนร่วม พัฒนาตนเองทั้งทางกายและจิตใจและสามารถรวมทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว 

Respect – ความเคารพตนเอง ร่างกาย คนอื่น กฎกติกาและมารยาทในการแข่งขัน รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม

Friendship – หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโอลิมปิก เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นกีฬาเป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจระหว่างกันในระดับบุคคลและประเทศ

สถานการณ์ในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสงครามโลก เรามีศัตรูคนเดียวกันคือโรคระบาด ซึ่งต้องใช้ทั้ง Excellence Respect Friendship ในการเอาชนะศึกครั้งนี้ การเลื่อนไปจัดการแข่งขันปีหน้าหลังการต่อสู้จบลงถือเป็น Tribute ให้การจัดการแข่งขันโอลิมปิกที่งดงามมาก เมื่อเทียบกับการดึงดันจัดโดยมองข้ามสุขภาพนักกีฬา กรรมการ คนดู ฯลฯ รวมไปถึงความไม่พร้อมทางอารมณ์และจิตใจของคนส่วนมาก ยิ่งมีหลายชาติออกตัวชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมโอลิมปิกปีนี้แน่ๆ เห็นได้ชัดเลยว่า Tokyo 2020 ขาดทั้ง 3 Core Value 

ถึงแม้จะต้องรอไปอีก 1 ปี เสียค่าใช้จ่ายและสะสางความวุ่นวายต่างๆ นานา แต่ต้องมีครบทั้งสามอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นโอลิมปิกที่เพอร์เฟกต์

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

ภาพ : theolympians.co และ www.alphabetilately.org

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

‘United by Emotion’ คำขวัญของ Tokyo Olympic 2020 เพิ่งประกาศออกมาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยต้องการสื่อถึงพลังของกีฬาที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน
Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน
Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน
Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน
ภาพจากคลิป United by Emotion

ทั้งๆ ที่เหลืออีกไม่กี่เดือนจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยมาตลอด 4 ปี แต่ความรู้สึกที่ทุกคนมีร่วมกันทั่วโลกตอนนี้กลับไม่ใช่ความตื่นเต้น น่าจะเป็นความตื่นกลัวเสียมากกว่า เพราะการแพร่กระจายอันรวดเร็วของไวรัสวายร้าย Covid-19 เชื่อมโยงพวกเราไว้เข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น 

อย่างที่ทราบกันดี สถานการณ์ในญี่ปุ่นนั้นหนักหนาสาหัสเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นโยบายการจัดการและควบคุมการแพร่ระบาดบนเรือสำราญหละหลวม คนที่ได้รับการปล่อยตัวและเจ้าหน้าที่เองตรวจพบว่าติดเชื้อกันหลายคน ยังไม่รวมผู้ที่ไม่แสดงอาการแต่เป็นพาหะ ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกระจายไปทั่วประเทศแบบหาต้นตอไม่ได้ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือต่างๆ ยังคงขาดแคลน แม้รัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตหน้ากากแล้วก็ตาม

คำถามคือ ญี่ปุ่นจะยังจัดโอลิมปิกที่แค่จำนวนนักกีฬาไม่รวมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและผู้ชมจากทั่วโลกก็มากกว่า 10,000 ชีวิตแล้วหรือไม่

คำตอบ (ในตอนนี้) คือ จัด!

ดิก พอนด์ (Dick Pound) หนึ่งในคณะกรรมการของ International Olympic Committee (IOC) ให้สัมภาษณ์ว่า ทาง IOC จะตัดสินใจอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยดูจากสถานการณ์และให้ World Health Organization เป็นผู้ตัดสินใจเพราะพวกเขาไม่มีความถนัดเรื่องโรคระบาด ในขณะเดียวกันเขาก็เชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นและจีนจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อรับมือวิกฤตนี้

ญี่ปุ่นซึ่งลงทุนไปกับงานนี้แล้วถึง 12.6 พันล้านดอลลาร์ (เท่าที่ยอมบอกออกสื่อ) จะทำอย่างไรบ้างเพื่อกอบกู้สถานการณ์ภายใน 2 เดือนก่อนโดนลงดาบ

13 กุมภาพันธ์ มีประชุมหารือเรื่องการรับมือกับ Covid-19 โดยกำหนดช่องทางการสื่อสาร สร้างเน็ตเวิร์กระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อเผยแพร่และสอบถามข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีรายงานสรุปสถานการณ์และมาตรการการรับมือของแต่ละหน่วยงาน เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการท่องเที่ยว กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงต่างประเทศ 

Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน
แผนผังการประสานงานของแต่ละหน่วยงาน
Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน
มาตรการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสโคโรน่าของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ต่อมามีประกาศของรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ว่าในช่วง 2 สัปดาห์ต่อไปนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการหยุดการแพร่ระบาด ซึ่งน่าจะมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว รัฐบาลประกาศขอความร่วมมือให้ลด เลื่อน หรือเลิก การชุมนุม งานอีเวนต์ต่างๆ ที่รวมผู้คนจำนวนมาก ส่งผลให้หลายอีเวนต์ยกเลิกหรือเลื่อนไปก่อน เช่น J. League (ฟุตบอล) และ Top League (รักบี้) ประกาศเลื่อนการแข่งขัน W League (การแข่งขันบาสเกตบอลหญิง) งานแฟชั่นโชว์ประกาศเดินแบบไลฟ์สดให้คนชมจากทางบ้าน งานคอนเสิร์ตวง Perfume ที่จัด 2 วันก็โดนขอร้องให้ยกเลิกหลังจัดไปแล้ว 1 วัน แต่ก็มีการแข่งขันบางรายการที่เดินหน้าต่อแบบไม่ให้มีผู้ชม เช่น การแข่งขันเทนนิส Davis Cup รอบชิงชนะเลิศระหว่างญี่ปุ่นกับเอกวาดอร์

จัดการเรื่องการแข่งขันและอีเวนต์ต่างๆ ไปแล้ว ต่อมานายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ขอให้โรงเรียนระดับประถมและมัธยมทั่วประเทศปิดตลอดช่วงปิดเทอมของฤดูใบไม้ผลิ (ส่วนมากจะยาวจนถึงต้นเดือนเมษายน) หลายมหาวิทยาลัยก็เริ่มออกมาตรการต่างๆ เอง เช่น มหาวิทยาลัยวาเซดะ (Waseda University) สั่งยกเลิกพิธีจบการศึกษา (เดือนมีนาคม) และพิธีปฐมนิเทศ (เดือนเมษายน) รวมถึงสั่งเลื่อนกิจกรรมที่รวมผู้คนจำนวนมาก และห้ามใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย เช่น หอประชุม จัดกิจกรรม 

เลื่อน ลด เลิก เกือบทุกอย่าง แต่การวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกที่เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ทาง Tokyo Organising Committee of the Olympic and Paralympic Games ยังยืนยันว่า 

“ไม่คิดเรื่องยกเลิกเลยแม้แต่นิดเดียว”

การวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกครั้งนี้ใช้เวลาถึง 121 วัน เพราะไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่จังหวัดฟุกุชิมะ ลงไปทางใต้จรดโอกินาว่า แล้วตีขึ้นเหนือไปยังฮอกไกโด ก่อนจะกลับมาจบที่โตเกียว แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักคือการอวดของดีวิวเด่นในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะการบอกเล่าถึงความพยายามฟื้นฟูเมืองที่ประสบภัยธรรมชาติครั้งใหญ่อย่างฟุกุชิมะหรือคุมาโมโตะ จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์ ‘Hope lights our way’

Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน

ทางคณะกรรมการอาจคิดว่าอุตส่าห์ออกแบบคบเพลิงเป็นรูปทรงดอกซากุระให้สอดคล้องกับช่วงที่วิ่งคบเพลิง จะขอความร่วมมือดอกไม้ให้เลื่อนช่วงที่บานก็ทำไม่ได้ เขาจึงออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ในแต่ละจังหวัดดำเนินการอย่างรัดกุมแทน

จริงๆ แล้วการวิ่งคบเพลิงญี่ปุ่นน่าสนใจมาก คบเพลิงดีไซน์เป็นดอกซากุระ สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น และใช้เทคโนโลยีสุดล้ำสมัยในการขึ้นรูปแบบไร้รอยต่อด้วยแผ่นเหล็กแผ่นเดียว ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับการสร้างรถไฟชินคันเซ็น อีกหนึ่งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) มาก เช่น 30 เปอร์เซ็นต์ของวัสดุที่ใช้ทำคบเพลิงเป็นอะลูมิเนียม ซึ่งรีไซเคิลมาจากที่อยู่อาศัยชั่วคราวตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2011 แม้แต่เสื้อผ้าของผู้ถือคบเพลิงก็ทำมาจากเส้นใยที่รีไซเคิลจากขวดพลาสติก ส่วนโลโก้ที่เท่แบบเรียบๆ ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเทคนิคการไล่สีแบบอูกิโยะ (Ukiyo-e) ศิลปะเก่าแก่ที่พิมพ์ภาพด้วยบล็อกไม้

Covid-19 vs Tokyo 2020 ส่องมาตรการสยบไวรัสเพื่อ #savetokyo2020 ภายใน 2 เดือน

ถ้าการวิ่งคบเพลิงกลายเป็นการเผยแพร่โรคภัยมากกว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความตั้งใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อย

ในวันเดียวกันกับที่คณะกรรมการให้สัมภาษณ์กับสื่อเพื่อยืนยันว่าจะวิ่งส่องไฟแห่งความหวังทั่วประเทศแน่นอน เขายังประกาศในเว็บไซต์ด้วยว่า จะตัดสินใจเรื่องการจัดงานโอลิมปิกในเดือนกรกฎาคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกคน และบอกแนวทางในการรับมือกับโรคระบาดนี้ในกรณีที่เดินหน้า Tokyo Olympic 2020 ต่อว่า

  • จะจัดการเรื่องการล้างมือ การกำหนดมารยาทในการไอจามอย่างเข้มงวด 
  • จะจัดเตรียมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและที่ล้างมือไว้ตามจุดต่างๆ ให้ทั่วถึง 
  • จะติดต่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเตรียมหน้ากากอนามัยกันมาเอง
  • ใครมีไข้ ไอ จาม หรืออาการอื่นๆ จะไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขัน (หรือมาทำงาน)
  • เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายในระหว่างที่อยู่ในพื้นที่จัดงาน คนร่วมงานทั่วไปขอให้กลับบ้านทันทีถ้ามีไข้ ส่วนเจ้าหน้าที่ แจ้งหัวหน้าแล้วกลับบ้านได้เลย

อ่านแล้วไม่รู้สึกอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย แต่เชื่อว่าถ้าสถานการณ์ไม่สดใส แม้ทางญี่ปุ่นจะยื้อขอจัดตามเดิมแค่ไหน ทาง IOC น่าจะไม่ใจอ่อน เหมือนตอนที่แม้เจ๊ผู้ว่าโตเกียวจะยืนยันออกสื่อหลายรอบว่าไม่ย้าย ย้ายไม่ได้ ฉันเตรียมงานไว้หมดแล้ว แต่ทาง IOC หักดิบย้ายการแข่งวิ่งมาราธอนจากโตเกียวไปซัปโปโร เพราะอากาศช่วงนั้นร้อนมาก อาจเป็นภัยต่อสุขภาพนักกีฬา

ตอนนี้ได้แต่ภาวนาขอให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นในเร็ววัน มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ใช่แค่ผู้จัด แต่นักกีฬา อาสาสมัคร และคนดูทุกคน ต่างเอาใจช่วยอยากให้ได้จัดงานอย่างสมศักดิ์ศรีแดนอาทิตย์อุทัย ถ้าพวกเรามองเห็นความหวัง ทุกคนย่อมพร้อมสะบัดความกลัวมุ่งหน้าสู่ Tokyo Olympic 2020 ไปด้วยกัน

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load