เมื่อปี 2012 คนไทยได้รู้จักและติดหนับกับ The Voice Thailand รายการประกวดร้องเพลงที่แหวกวงล้อมรายการประกวดและเกมโชว์ที่มีอยู่แล้วมากมายในวงการโทรทัศน์ไทย 

เพียงซีซั่นแรก The Voice Thailand ก็ดังเป็นพลุแตก ทำให้ 6 โมงเย็นวันอาทิตย์กลายมาเป็นเวลาที่หลายครอบครัวมานั่งดูทีวีร่วมกัน สร้างปรากฏการณ์ให้วงการโทรทัศน์ไทยที่เคยมีแต่เวลาหลังข่าวเป็นไพรม์ไทม์ (เวลาที่คนดูโทรทัศน์มากที่สุดและเป็นเวลาที่ผู้ลงโฆษณาเชื่อมั่นมากที่สุด – ผู้เขียน) 

The Voice Thailand สร้างศิลปินนามสกุล The Voice ออกมาในตลาดมากมาย รวมไปถึงโค้ชทั้ง 4 ที่กลายเป็นพระเอก-นางเอกของรายการที่ตรึงคนดูเอาไว้กับโซฟาที่บ้าน เป็นอรรถรสของวันพักผ่อนที่กลมกล่อมและอบอุ่น

ความสำเร็จนี้ ทำให้ The Voice Thailand มีซีซั่นใหม่รายปี แล้วก็ยังมี Sub Brand เป็น The Voice Kids และ The Voice Senior ออกมาเพื่อขยายฐานคนดูซึ่งก็ได้รับความนิยมไปไม่แพ้กัน

วันเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของ The Voice คือซีซั่น 3 เป็นซีซั่นที่เรตติ้งพุ่งทะยานไปถึง 12 เป็นเรตติ้งที่สูงที่สุดของ The Voice Thailand สูงพอ ๆ กับเรตติ้งละครหลังข่าวตอนอวสาน 

มีแบรนด์สินค้าหลายแบรนด์ยอมควักเงินสูงถึง 20 ล้านบาทเพื่อเข้าร่วมสนับสนุนรายการ และก็ยังมีผู้สนใจยอมต่อแถวยาวเหยียด เพื่อเข้าร่วมการออดิชั่นทั่วประเทศจนกลายเป็นกระแสในทุกที่ที่ทีม The Voice ไป

หากแต่คืนวันดี ๆ ไม่อาจคงอยู่ตลอดไปได้ 

กระแสความดังของ The Voice ค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลาตั้งแต่ซีซั่นที่ 4 

ซีซั่น 7 The Voice ย้ายบ้านจากช่อง 3 ไปที่ PPTV HD 36 และหยุดผลิตไปหลังจากจบซีซั่นที่ 8

ปี 2022 นี้ The Voice Thailand กลับมาใหม่ในรูปแบบ The Voice All Stars ทางช่อง one31

การกลับมาทวงบัลลังก์ 6 โมงเย็นวันอาทิตย์รอบนี้ถูกตั้งคำถามด้วยความห่วงใยจากหลาย ๆ คน กลัวว่าจะเป็นการหาทำ เพราะเป็นที่รู้กันว่าฉากทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์ถูกกระจายไปในหลายสื่อมากขึ้น แล้วก็ยังเป็นเม็ดเงินที่น้อยลงด้วย จากพิษเศรษฐกิจที่รุมเร้าทั้งสถานการณ์โลก และโรคระบาด เรียกได้ว่าไม่ใช่ยุคที่น่าดึงดูดใจให้กลับมาทำรายการทีวีที่ต้องลงทุนสูงแบบนี้นัก

แต่กระแสและการตอบรับที่เราได้เห็นในรอบ Blind Audition ที่ผ่านมาจนถึงรอบ Battle ที่เพิ่งผ่านไป ก็ทำให้เห็นว่ามนต์เสน่ห์ของ The Voice ยังมีอยู่ แม้เรตติ้งและสปอนเซอร์จะไม่ครึกครื้นเหมือนซีซั่นแรก ๆ แต่ก็เป็นรายการที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น มิตรภาพ และความรู้สึกขอบคุณของผู้เข้าแข่งขันและโค้ชที่เวียนกลับมาร่วมรายการกันอีกครั้ง

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

The Cloud ถือโอกาสนี้ ชวน โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ มาเล่าให้เราฟังถึงการเดินทางตั้งแต่วันเริ่มต้น วันที่พุ่ง วันที่แผ่ว และวันที่ตัดสินใจกลับมาทำใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางการผันผวนของวงการสื่อที่กระทบไปทุกภาคส่วน

นอกจาก โอ๋ พัฒนี หรือที่ทีมงานเรียกว่า ‘พี่โอ๋เล็ก’ แล้ว ยังมี โอ๋-อาจกิจ สุนทรวัฒน์ หรือ ‘พี่โอ๋ใหญ่’ ผู้ไม่สะดวกมาร่วมกับเราในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกุนซือผู้เสนอไอเดียการซื้อลิขสิทธ์จากบริษัทแม่ในเนเธอร์แลนด์มาทำในประเทศไทยหลังจากได้ดูการออกอากาศที่สหรัฐอเมริกา และก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายกลยุทธ์ด้านการผลิตรายการ เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของมาตลอด 8 ซีซั่นอีกคนที่จะเราจะลืมไม่ได้

รายการประกวดร้องเพลงที่ไม่เหมือนใคร

รูปแบบรายการที่คัดเลือกผู้เข้ารอบจากเสียงเพียงอย่างเดียว มีโค้ชที่เป็นตัวจริงในแนวเพลงต่าง ๆ และกติกาที่ทำให้ลุ้นทุกนาที จะการันตีความสนุกอยู่แล้ว 

แต่การหากลยุทธ์เข้ามาเสริมเพื่อให้เข้ากับตลาดผู้ชมประเทศไทยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายการใหม่เอี่ยมอ่อง ในช่วงเวลาที่ไม่เคยเป็นที่นิยมมาก่อนประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ซีซั่นแรก

“กระดุมเม็ดแรกที่เราติดถูกคือการเลือกโค้ช” โอ๋เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น 

“เราเลือกโค้ชโดยอ้างอิงคาแรกเตอร์โค้ชใน The Voice USA ที่ต้องมีแรปเปอร์ ดีว่า ร็อก และนักร้องเพลงป๊อปรุ่นใหม่ ซึ่ง โจอี้บอย, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, ก้อง สหรัถ, และ แสตมป์ อภิวัชร์ เป็นศิลปินที่เหมาะกับหน้าที่นี้มาก ทั้งในแง่ความเป็นตัวจริงด้านการร้องเพลง ความสนุกที่จะช่วยสร้างสีสันให้รายการ และความเป็นที่รู้จักในระดับที่เหมาะกับรายการทีวี”

กระดุมเม็ดต่อมาที่ทำให้ The Voice Thailand แตกต่างจากรายการประกวดร้องเพลงรายการอื่นคือการทุ่มทุนด้านการผลิต

โอ๋บอกว่า “เราไม่ได้ทำ The Voice เหมือนรายการทีวีปกติ แต่เราทำคอนเสิร์ตในรายการทีวี”

ด้วยความเป็นคนในวงการดนตรีมายาวนาน และมีประสบการณ์ในสายการพัฒนาศิลปิน ทำให้โอ๋จัดเต็มกับการทำโชว์ให้ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน เพื่อให้ไม่ว่าโค้ชจะกดหันเก้าอี้มาหรือไม่ โชว์ในวันนั้นจะต้องเป็นโชว์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้เข้าแข่งขันและผู้ชม

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

“ไม่รู้ว่าจะเชื่อกันไหม รายการเราไม่มีการเซ็ตหรือล็อกว่าโค้ชจะต้องกดหรือไม่กดให้ใคร ทุกอย่างเป็นไปตามความจริง เพราะเราเชื่อว่าการเช็ตจะทำให้รายการสนุกอยู่ได้ไม่นาน แล้วเราใช้งานโปรดักชันเข้ามาช่วย

“ทุกโชว์ตั้งแต่รอบ Blind Audition จะมีการออกแบบเวที เลือกเพลง เรียบเรียง วางกิมมิก เอฟเฟกต์ มุมกล้อง เหมือนกับผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นศิลปินที่เราจัดคอนเสิร์ตให้” 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายการเป็นที่รักของคนดู โอ๋เชื่อว่าเป็นเพราะทีมงานที่เปรียบประหนึ่งทีม Avengers ที่รวมตัวกันมาจากหลากหลายวงการ

“ทีมงานที่เราชวนมาทำไม่ใช่การตั้งงบแล้วหาบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาเหมาไป แต่เราไปชวนคนที่เป็นตัวจริงในแต่ละวงการมาทำด้วยกัน แล้วก็มีบางตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการรายการทีวีปกติ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิกไดเรกเตอร์ โชว์ไดเรกเตอร์ มีหน้าที่ทำเรื่องเพลงและการแสดงโดยเฉพาะ เสริมจากผู้กำกับที่ดูภาพรวมของรายการ ทีมเวที ทีมฉาก ซึ่งเป็นทีมที่ทำคอนเสิร์ตมาก่อน ทีมกล้องที่มี 13 ตัวเพื่อความละเอียดในการจับเหตุการณ์ อารมณ์ และบรรยากาศ รวมทั้งทีมคัดเลือกผู้เข้าประกวดซึ่งใช้งบประมาณไปเยอะมาก” 

เราอดถามไม่ได้ว่าต้นทุนการผลิตอยู่ที่ซีซั่นละเท่าไหร่ 

“ซีซั่นแรก ๆ ต้นทุนประมาณ 150 ล้าน” โอ๋กล่าว

โอ๋-พัฒนี จรียะธนา Executive Producer และผู้ถือลิขสิทธิ์ The Voice Thailand

วงจรที่แยกไม่ขาดของคุณภาพ เรตติ้ง และเงินโฆษณา

ต้นทุนที่สูงทำให้ได้รายการที่มีคุณภาพโดดเด่นกว่ารายการอื่นในตลาด 

แต่ช่วงเวลาและช่องที่ออกอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำคุณภาพนั้นให้ไปถึงสายตาผู้ชม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ชิ้นเด็ดอีกชิ้นที่ทำให้ The Voice Thailand เข้าตาผู้ชมตั้งแต่ซีซั่นแรก

เวลา 6 โมงเย็น วันอาทิตย์ ทางช่อง 3 เป็นการวางแผนที่ถูกต้องเป๊ะ เพราะเป็นเวลาครอบครัวที่สถานีโทรทัศน์อื่นไม่ได้เอารายการสไตล์วาไรตี้ซึ่งดูได้ทุกวัยแบบนี้มาลง ทำให้มีคู่แข่งไม่มาก

และช่อง 3 ก็ได้รับความนิยมในหมู่คนเมืองซึ่งเข้ากันได้ดีกับรูปแบบรายการที่มาจากต่างประเทศแบบนี้

The Voice จึงเรียกเรตติ้งมาประดับรายการได้อย่างสวยงาม อันนำไปสู่การถาโถมของเงินจากสปอนเซอร์ 

แต่ความไก่กับไข่ก็คือ กว่าสปอนเซอร์จะควักเงินก็หลังจากมั่นใจกับเรตติ้งที่รายการได้รับมา ซึ่งก็เป็นผลมาจากเงินลงทุนที่จะได้มาเพื่อคุณภาพ

โอ๋จึงต้องเลือกยอมขาดทุนในซีซั่นแรก เพื่อแลกกับคุณภาพที่จะสร้างทั้งเรตติ้งและความมั่นใจ 

“เราลงทุนเต็มที่ตั้งแต่การออดิชัน ซึ่งใช้งบประมาณเยอะมากกับการหาทีมที่เชี่ยวชาญด้านการหาศิลปิน 7 – 8 ทีม ไปลงพื้นที่ทั่วประเทศ ชวนให้คนมาออดิชันด้วยรถแห่ จนมาถึงการออกแบบโชว์ที่ถึงขั้นสร้างฝนตกในสตูดิโอเพื่อให้โชว์ได้อรรถรสสูงสุด”

ผลก็คือ The Voice ดังเป็นพลุแตก และกลายมาเป็นรายการที่นักวางแผนสื่ออยากช่วงชิงมาใส่ไว้ในแผนเพื่อขายลูกค้ามากที่สุดอย่างแทบไม่เกี่ยงราคาในซีซั่นถัด ๆ มา

“ตอนนั้นเราขายสปอนเซอร์เจ้าละ 20 ล้าน ก็มีคนแย่งกันซื้อ” โอ๋เล่า 

พอเงินมา บวกกับความสามารถของทีมงาน ซีซั่นที่ 3 ก็เป็นซีซั่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ The Voice Thailand ทั้งเรื่องรายได้และเรตติ้ง

เรตติ้งที่สูงที่สุดของ The Voice คือช่วงซีซั่น 3 ที่เรตติ้งพุ่งไปแตะเลข 12 – 13

ถ้านึกไม่ออกว่ามันเยอะแค่ไหน เราขอเทียบกับคอนเทนต์ที่เป็นตำนานเรตติ้งของช่อง 3

ละคร บุพเพสันนิวาส ออกอากาศช่วงไพรม์ไทม์ เคยได้เรตติ้งสูงที่สุด 18.6

รายการ โหนกระแส ออกอากาศช่วงเที่ยง และกลายมาเป็นรายการที่สร้างช่วงเวลาเรตติ้งสูงใหม่ ๆ เหมือนกัน เคยได้เรตติ้งสูงที่สุด 2.98 

พอรายการคุณภาพดี เรตติ้งก็มา เงินจากสปอนเซอร์ก็เพิ่มพูน แล้วก็วนกลับมาเป็นงบในการทำรายการที่คุณภาพดี ให้ได้เรตติ้งดี สปอนเซอร์เพิ่มเงิน วนลูปไปอย่างนี้จนยิ้มแก้มปริกันไปอย่างมีความสุข

หากแต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ The Voice Thailand และวงการโทรทัศน์บ้านเราต้องมาเผชิญความท้าทายก้อนใหญ่ ในช่วงการเปลี่ยนการออกอากาศโทรทัศน์มาเป็นระบบดิจิทัล และการหยิบชิ้นปลามันในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปโดยสื่อออนไลน์

บทเรียน 10 ปี The Voice Thailand และการกลับมาในวันที่วงการทีวีไม่เหมือนเดิม

ยุคท้าทายของวงการทีวี

บทเรียน 10 ปี The Voice Thailand และการกลับมาในวันที่วงการทีวีไม่เหมือนเดิม

ตั้งแต่ปี 2014 – 2016 เป็นช่วงที่วงการโทรทัศน์ไทยปั่นป่วนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

จากที่เคยมีฟรีทีวีให้ชมเพียง 5 ช่องมาหลายทศวรรษ ก็กลายมาเป็นฟรีทีวี 28 ช่อง ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตจะลำบากเพราะคู่แข่งเพิ่มขึ้น แต่ผู้ชมก็ลำบากเพราะต้องมีอุปกรณ์เสริมในการรับชมและช่องที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้บางบ้านถึงกับต้องจดเลขช่องโปรดแปะเอาไว้หน้าทีวี

ซ้ำเติมด้วยการรัฐประหารที่เข้ามาควบคุมการออกอากาศวิทยุ-โทรทัศน์ทุกช่องทาง 

และปิดท้ายด้วยช่วงไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่มีการงดรายการปกติไปหลายช่วง 

ในช่วงที่วงการโทรทัศน์เผชิญความยากลำบากนั้น อุปกรณ์ที่รองรับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี ก็มีราคาถูกลงมาก แพลตฟอร์มออนไลน์เลยได้โอกาสเข้าถึงผู้คนมากขึ้น พร้อมนำเสนอเนื้อหาที่มีอิสระมากกว่า ผู้ชมทั้งหลายเลยปันใจไปหาช่องทางออนไลน์กันแบบกู่ไม่กลับ

ในช่วงปีนั้นคนในวงการโทรทัศน์ต่างรู้กันว่า หลังจากนี้วงการทีวีไทยจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว 

หลังจาก ซีซั่น 4 ซึ่งเป็นช่วงปี 2015 ที่ช่อง Digital TV เริ่มมีรายการใหม่ ๆ ซึ่งเป็นวาไรตี้เหมือนกัน กลุ่มผู้ชมกลุ่มเดียวกัน และออกอากาศช่วงเวลาเดียวกันมาแย่งความนิยม เรตติ้งและกระแสของ The Voice Thailand ก็ตกลงเรื่อย ๆ 

โอ๋ยอมรับว่าไม่ใช่แค่ปัจจัยภายนอกเท่านั้น แต่ด้วยการต้องเปลี่ยนโค้ช และรูปแบบรายการที่ไม่ได้มีอะไรใหม่แบบก้าวกระโดด การหาผู้เข้าแข่งขันที่จะทำให้คนดูตื่นเต้นได้เหมือนซีซั่นแรก ๆ ก็ยากขึ้น จึงทำให้ความนิยมไม่มากมายเหมือนเก่า พอเรตติ้งตก เงินโฆษณาก็ลดลง จนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“ตอนซีซั่นที่ 7 ปี 2018 เราตัดสินใจลดต้นทุนด้วยการย้ายจากช่อง 3 ไป PPTV HD 36 เนื่องจากเขาเสนอจะร่วมลงทุนด้วย แต่เวลาที่ได้จะไม่ได้เป็นวันอาทิตย์ 6 โมงเย็นเหมือนเดิม เนื่องจากมีรายการกีฬาซึ่งเป็นรายการหลักออนแอร์ช่วงนั้นพอดี

“เวลาที่เราคิดว่าดีที่สุดตอนนั้นจึงเป็นตอน 2 ทุ่มวันจันทร์ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่ก็เป็นไพรม์ไทม์ และเป็นวันที่คนน่าจะอยู่บ้านมากที่สุด” โอ๋เล่าถึงการตัดสินใจที่จำเป็นต้องเลือกตัวเลือกที่แม้ไม่ดีที่สุด แต่ก็มีข้อเสียน้อยที่สุด

การเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลมากกว่าที่คิด เรตติ้งเฉลี่ยในซีซั่นที่ 7 ของ The Voice Thailand ลดลงไปอยู่ที่ 0.7 แม้จะเป็นเรตติ้งที่สูงสำหรับช่อง PPTV HD 36 แต่ก็เป็นตัววัดว่ารายการไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นตัวเลือกแข่งกับเนื้อหาช่วงไพรม์ไทม์ของช่องอื่น ๆ ได้ 

แต่โอ๋ก็บอกว่า “ยังโชคดีที่กลุ่มคนดูเป็นกลุ่มคนในเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ย้ายไปดูสื่อออนไลน์ และยังตามดูเราในออนไลน์ เราก็เลยยังพอจะมีตัวเลขเอาไปคุยกับผู้ลงโฆษณาได้บ้าง”

“คนย้ายไปดูออนไลน์ ก็ไปทำรายการในออนไลน์อย่างเดียวสิ”

แม้เรตติ้งทางทีวีจะลด แต่ยอดวิวใน YouTube ของ The Voice Thailand กลับสูงมากถึง 400 – 500 ล้านวิวต่อซีซั่น หลายคนจึงสงสัยว่าในเมื่อกลุ่มคนดูย้ายไปดูในออนไลน์แล้ว ทำไมถึงไม่ไปทำเป็นรายการออนไลน์เสียเลย

เรื่องนี้โอ๋อธิบายว่า “เงินโฆษณาที่ได้จากออนไลน์มันน้อยมาก ไม่พอจะเอามาผลิตรายการในรูปแบบนี้ ทั้งค่าลิขสิทธ์ ค่าผลิต ค่าทีมงาน แม้ในซีซั่นหลัง ๆ เราจะพยายามลดต้นทุนด้านต่าง ๆ ก็ยังต้องมีไม่น้อยกว่า 90 ล้านอยู่ดี” 

โอ๋เล่าว่าในขณะที่มีผู้ยินดีสนับสนุนรายการทางทีวี 20 ล้านบาท แต่ในออนไลน์ผู้ลงโฆษณายินดีจ่ายเพียง 2 – 3 แสนบาทเท่านั้น (เนื่องจากระดับราคาของสื่อออนไลน์ถูกกว่าทีวีมาก และมีตัวเลือกในการลงโฆษณาเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเยอะมาก – ผู้เขียน) แม้จะรับได้หลายเจ้ามากขึ้น แต่ใน 1 ซีซั่นค่าโฆษณาทางออนไลน์ก็รวบรวมมาได้ไม่ถึง 10 ล้าน 

หลังจากจบซีซั่น 8 ในปี 2019 โอ๋ตัดสินใจเลิกทำด้วยทั้งปัจจัยด้านความนิยม และข้อจำกัดด้านการถ่ายทำในช่วงโควิด-19 ทำให้รายการห่างหายไป 2 ปี

โอ๋บอกว่า “คิดว่าเลิกแล้วแน่ ๆ ถึงขนาดกำจัดอุปกรณ์ พร็อพ สัญลักษณ์รายการไปหลายอย่างแล้ว เหลือแต่เก้าอี้โค้ชที่ยังเก็บไว้”

การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต
การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต

การกลับมาในเวลาที่ใช่ 

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา The Voice Thailand ก็ได้กลับสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง

การกลับมาของรอบนี้ เกิดจากการกระตุกต่อมความรักความคิดถึงรายการที่ปลุกปั้นมากับมือ 

โอ๋เล่าว่า บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง one31 เป็นผู้ชวนให้กลับมาทำรายการด้วยการให้สิ่งที่อยากได้มากที่สุด

“เขาบอกว่า ผมมีเวลา 6 โมงเย็นวันอาทิตย์ให้ได้นะ” โอ๋เล่าถึงประโยคที่ทำให้ตั้งใจกลับมาสู้อีกสักตั้ง

“คิดว่ามันเป็นโอกาสที่จะปล่อยไปไม่ได้ เราได้เวลาที่มั่นใจที่สุดกลับมา มันเป็นเวลาของเรา ประกอบกับ The Voice ปล่อยรูปแบบใหม่เป็นการเอาผู้เข้าร่วมแข่งขันจากซีซั่นก่อน ๆ มารวมกันแข่งใหม่เป็น The Voice All Stars ซึ่งเหมาะกับการกลับมาทำใหม่รอบนี้มาก”

การทำ The Voice ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนี้ มีหลายกลยุทธ์ที่โอ๋และทีมงานต้องปรับตาม

สิ่งแรกคือ ต้องลดต้นทุน

The Voice All Stars นี่เราลดต้นทุนจากทุกส่วน ตั้งแต่การลดขอบเขตลิขสิทธ์เพื่อให้เจ้าของลิขสิทธ์ลดราคาให้ ลดต้นทุนเรื่องโปรดักชัน โชคดีที่ค่าอุปกรณ์และเทคโนโลยียุคนี้ถูกลงมาก ทีมงานหลายคนก็ยอมรับค่าตัวในราคาเป็นมิตร เพราะเขาอยากกลับมาทำรายการด้วยกันอีกครั้ง” โอ๋เล่า

“แต่รวม ๆ แล้วก็ยังเป็นต้นทุนการทำรายการทีวีที่สูงมาก คือ 50 ล้านบาท”

การกลับมาทำ The Voice ครั้งนี้ โอ๋ทำในนามบริษัท Exit365 ซึ่งเธอเป็นเจ้าของเอง และหาทุนด้วยการหานายทุนมาร่วมลงทุน ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับรายการที่คนจำไปแล้วว่าเป็นรายการที่ ‘เคยดัง’ 

“ตอนแรกมีคนตกลงร่วมทุนแล้ว คุณบอยก็แถลงข่าวแล้วว่าจะมี The Voice ฉายทางช่อง one31 แต่นักลงทุนเจ้านั้นก็มาถอนตัวตอนนาทีสุดท้าย

“ตอนนั้นเครียดมาก ถึงกับเดินน้ำตาตก เพราะเราแบกต้นทุนคนเดียวไม่ไหว และเวลาก็งวดเข้ามาแล้ว จะต้องตัดสินใจว่าจะทำต่อหรือพอแค่นี้” โอ๋เล่าถึงความเครียดที่ทำให้เธอรู้ว่าการไหว้พระขอพรที่จำเป็นที่สุดคือการไหว้ขอให้มีสติ

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเลิกปัญหามันก็จะหมดไปแหละ แต่ความน่าเชื่อถือทั้งหมดที่สะสมมาในชีวิตการทำงานก็คงจะเสียหาย ช่อง one31 จะหาอะไรมาออนแอร์แทนได้ในเวลากระชั้นแบบนี้ แล้วก็ยังมีผู้ชมที่รอคอยการกลับมาของ The Voice อีก เลยตัดสินใจเดินหน้าหานายทุนต่อ โชคดีที่ได้บริษัท PlanB เข้ามาร่วมลงทุน”

บริษัท PlanB เป็นบริษัทเจ้าของสื่อนอกบ้าน ซึ่งอยู่นอกเกมการแข่งขันสื่อออนแอร์ (โทรทัศน์) และ ออนไลน์ (อินเทอร์เน็ต) เพราะยังไงคนก็ยังคงใช้ชีวิตตามท้องถนนอยู่

การมีบริษัท PlanB มาร่วมหุ้นก็เป็นช่องทางใหม่ ๆ ให้ The Voice เข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่เป็นคนเมืองที่ทุกวันนี้ดูโทรทัศน์น้อยลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่โอ๋เลือกมาใช้ให้เข้ากับยุคสมัย

“ซีซั่นนี้เราคิดใหม่ทำใหม่กับการโปรโมตเยอะ ใช้ทั้งสื่อนอกบ้านและสื่อออนไลน์มาช่วย แล้วก็ทำเนื้อหาโปรโมตให้เข้ากับคนดูยุคนี้ ที่ไม่ชอบรอลุ้น แต่อยากรู้เลยว่าจะได้ดูอะไร เราก็หยิบเนื้อหาในรายการมาโปรโมต บอกเลยว่าใครจะมาให้เขาคอยรอดู”

ใครไถ TikTok แล้วเจอคอนเทนต์จาก The Voice All Stars Official แล้วหยุดดูทุกครั้งเหมือนเราบ้าง ยกมือขึ้น

All the Love for The Voice All Star

การรวมดาวชาว The Voice ในรอบนี้มีความหมายมากกว่าการกลับมาของรายการที่คนดูชื่นชอบ แต่ยังเป็นเหมือนงานคืนสู่เหย้าของผู้เข้าแข่งขัน ทีมงาน และโค้ช ที่แยกย้ายกับไปเติบโต

‘ที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง’ เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่รายการพยายามเล่าถึงผู้เข้าแข่งขันที่กลับมาร่วมงานกัน ทำให้รู้ว่านามสกุล The Voice สร้างฝันของหลายคนให้เป็นจริง ให้โอกาสหลายคนได้ลืมตาอ้าปาก และสร้างศิลปินมากความสามารถประดับวงการบันเทิงไทยมากมาย

ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดอาชีพศิลปินก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก การกลับมาของ The Voice All Stars ก็ถือว่าได้เห็นอีกหนึ่งช่องทางให้ศิษย์เก่าทั้งหลายกลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้ง

“ทีมงานที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ซีซั่นแรกอย่างทีมมิวสิกไดเรกเตอร์ ที่ออกแบบโชว์และเพลงให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนตั้งแต่รอบออดิชัน ไปจนถึงคนส่งไมค์ให้ศิลปินก่อนขึ้นเวทีก็มาทำกับเราในซีซั่นนี้ด้วย เวลาได้เห็นพวกเขาได้กลับมาเจอกัน ทักทายกัน เรารู้สึกว่ามันเป็นความพิเศษของรายการที่ทำให้ทุกคนผูกพันกันแบบนี้” โอ๋เล่าบรรยากาศการถ่ายทำที่แม้จะเหนื่อยเพราะต้องถ่ายจำนวนมาก ๆ ในเวลาจำกัดเพื่อลดต้นทุน แต่ก็อบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากทีมงานและผู้เข้าแข่งขัน

แล้วก็ยังบอกด้วยว่า “เรตติ้งก็ค่อย ๆ กลับมา เริ่มมีกระแสคนพูดถึง เริ่มมียอดผู้ชมในออนไลน์มากขึ้นเรื่อย กำลังใจก็กลับมา สปอนเซอร์ก็เริ่มมาสนับสนุน”

การแข่งขันที่รวมผู้ผ่านรอบ Blind Audition จากทั้ง 8 ซีซั่นรวมทั้ง The Voice Kids นั้นเหมือนการรวมเอายอดฝีมือมาแข่งกันเอง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก และความเสี่ยงสำหรับคนที่กลายเป็นศิลปินชื่อดังแล้ว แต่โอ๋ยืนยันว่าทุกคนยินดีและมีความสุขที่ได้กลับมา

การกลับมาครั้งนี้นอกจากกลยุทธ์ในการลดต้นทุนและคิดใหม่ทำใหม่เรื่องการโปรโมตแล้ว โอ๋ยังบอกว่าเธอได้เรียนรู้เรื่องการสร้างสมดุลของการจัดเต็มกับโปรดักชันกับสิ่งที่คนดูต้องการด้วย 

เธอบอกว่า “คนดูทีวีไม่ได้ต้องการดูโปรดักชันที่อลังการมากเหมือนดูคอนเสิร์ต แต่ต้องการความตลก ความบันเทิง อะไรที่ดูง่าย ๆ ไม่เครียด คราวนี้เราเลยลดความอลังการของแสงสีเสียง และมีการเชิญ โค้ชโจ๊ก โซคูล กับ โค้ชซานิ จาก The Voice Kids มาสร้างสีสัน” 

และเราก็รู้สึกว่าหลังจากร่วมงานกันมาหลายปี โค้ชทั้ง 3 ก็มีลีลาแพรวพราวมากขึ้นมาก ยิ่งพอมี โค้ช ป๊อบ ปองกูล มาร่วม ก็ทำให้รายการตลก สนุกมากขึ้น โดยยังคงแก่นความเป็นตัวจริงเสียงจริงอยู่

หลังจากรอบ Battle เทปแรก ความสนุกของ The Voice ก็ยิ่งงวดขึ้นเรื่อย ๆ โอ๋แอบบอกว่าการรวมดาวครั้งนี้จะมีอะไรสนุก ๆ มากขึ้นอีกมาก 

“คนเคยคิดว่าเมื่อจบรอบ Blind Audition แล้ว The Voice ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้น เรายืนยันว่าจะไม่เกิดสิ่งนั้นใน The Voice All Stars” โอ๋ป้ายยาเอาไว้ทิ้งท้าย

การเดินทางของ The Voice Thailand ภาพสะท้อนรายการโทรทัศน์ในยุคที่อำนาจอยู่ในมือผู้บริโภค ทั้งรีโมต มือถือ แทบเล็ต

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load