ประเทศไทยของเรามีภูมิประเทศในเขตเส้นศูนย์สูตร ทำให้มีอากาศร้อนชื้น 1 ปี มี 3 ฤดูกาล คือ ร้อน ร้อนมาก และร้อนมากถึงมากที่สุด แต่เอาเถอะ ร้อนกายอย่าร้อนใจ ไปเที่ยวกันให้จิตใจร่มเย็นดีกว่า นึกถึงช่วงเวลาแบบนี้ ลมแม่น้ำโขงพัดเย็นสบาย งั้นเราไปชมสถาปัตยกรรมฝีมือช่างญวนริมแม่น้ำโขงกันเถอะ

ในอดีตชาวเวียดนามเข้ามาอาศัยในบ้านเมืองเราตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จำนวนชาวญวนเพิ่มขึ้นจนเป็นชนกลุ่มน้อยที่สำคัญของประเทศ โดยในช่วง พ.ศ. 2488 – 2489 เกิดการอพยพครั้งใหญ่ เพื่อหนีภัยสงครามจากความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองและลัทธิล่าอาณานิคม 

ด้วยความสามารถเฉพาะตัวในเชิงช่าง ชาวญวนจึงมีบทบาททั้งสร้างบ้านแปงเมืองในยุคต้นรัตนโกสินทร์ และสร้างศาสนสถาน ฉันเริ่มต้นการเดินทางที่จังหวัดอุบลราชธานี

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

จุดหมายแรกคือวัดป่าข่า อ.เขื่องใน ที่นั่นฉันได้พบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับหอธรรมาสน์ฝีมือช่างญวนเก่าแก่ที่สุดในภาคอีสานขณะนี้ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2423 ตัวฐานเป็นงานปูน ส่วนตัวหอธรรมาสน์เป็นไม้ สลักลวดลายมงคลอันประณีตอย่างคติที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน ชาดที่ทาสียังแดงสดใส ราวกับกาลเวลาไม่อาจทำลายความงามนี้ลงได้

หอธรรมาสน์หลังนี้ใช้เวลาสร้างอยู่ 9 เดือนจึงแล้วเสร็จ จากความงามและแปลกในรสนิยมทางศิลปะ ท่านอุปัชฌาวงศ์ เจ้าอาวาสวัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ (ในสมัยนั้น) จึงติดต่อว่าจ้างไปสร้างธรรมาสน์สิงห์เทิน

หลังจากนั้นฉันจึงเดินทางสู่จังหวัดมุกดาหาร ณ ริมแม่น้ำโขงใกล้ด่านตรวจคนเข้าเมืองวัดศรีมงคลใต้ เป็นสถานที่ที่ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวลาวต่างมาสักการะพระเจ้าองค์หลวง พระคู่บ้านคู่เมือง

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

วัดแห่งนี้มีจุดสังเกตคือ ตรงซุ้มประตูโขงซึ่งดูคล้ายงานฝีมือแบบไทยผสมจีน ประดับรูปมังกร หรือที่ภาษาเวียดนามเรียกว่า ‘ลอง’ เป็นสัญลักษณ์หมายถึงอำนาจและปัญญา

และมีจารึกไว้ว่าเป็น ‘อนุสรณ์ของชาวเวียดนาม สร้างถวายปี ๒๕๐๓’ เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ. 2502 – 2503 ช่วงที่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภัยกับความมั่นคงของชาติ มีการส่งกลับชาวญวนครั้งใหญ่ ชาวเหวี่ยดที่ต้องกลับในครั้งนั้นจึงร่วมกันสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำให้กับคนในท้องถิ่น อนุสรณ์สถานบางแห่งมีการจารึกเป็นภาษาเวียดนามว่า ‘เหวี่ยด เกี่ยว โห่ย เฮือง” (viet kieu hoi huong) หมายถึง การกลับคืนสู่มาตุภูมิของชาวเหวี่ยด

ถ้าพ่อรู้ว่าดั้นด้นมาถึงนี่เพื่อมาดูแค่ประตูวัดจะว่าเราบ้ายกแก๊งหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลย เข้าไปกราบพระให้เป็นสิริมงคลเสียหน่อย บังเอิญบนวิหารกำลังบูรณะ จึงได้เห็นการทำลายน้ำคำแบบยุค 4.0 คือ เอาสติ๊กเกอร์มาติดรองพื้น ก่อนจะเอารักเทียมมาทา แล้วเอาทองคำเปลวมาติดวาดลาย แล้วใช้คัตเตอร์สะกิดออก จะได้ลายน้ำคำคมๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

จากจังหวัดมุกดาหารใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงก็ถึงอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่นี่มีวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร สถานที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ 2 ฝั่งโขง ไม่เพียงเสริมสิริมงคลแก่ตัวเอง ยังได้ศึกษาประวัติศาสตร์ด้วย

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

นับจากพระอุรังคธาตุได้รับการสถาปนาเมื่อ พ.ศ. 2408 ก็มีการซ่อมแซมต่อเติมกันเรื่อยมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2444 มีการซ่อมแซมพระธาตุพนมครั้งใหญ่นำโดยพระครูวิโรจน์ รัตโนบล จากการซ่อมแซมในครั้งนั้นยังปรากฏรอยซ่อมฝีมือช่างญวนฝากเอาไว้ด้วย 

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

วันต่อมา ฉันมุ่งหน้าสู่วัดโอกาสศรีบัวบาน สักการะพระติ้ว-พระเทียม พระพุทธรูปฝาแฝดคู่บ้านคู่เมืองนครพนม โดยมีผลพลอยได้จากการมาวัดนี้ คือการมาชมซุ้มประตูโขงฝีมือองแมด ช่างญวนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนถือได้ว่าเป็นสกุลช่างสกุลหนึ่งเลยทีเดียว 

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

แต่ช่างญวนเขาไม่ได้สร้างสรรค์แต่งานทางพุทธศาสนาเท่านั้น เลาะเลียบริมโขงไปไม่ไกลเป็น วัดนักบุญอันนา หนองแสง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคหลังคาทรงแหลม ประดับโรสกลาสด้านข้างตามขนบการสร้าง วันนี้มีพิธีมิสซา แม้ว่าฉันจะไม่ใช่ชาวคริสต์ แต่ก็พยายามสำรวมอย่างที่สุดเพื่อให้เกียรติสถานที่

เมื่อการเดินทางครั้งนี้เป็นทริปเยี่ยมญวน จึงพลาดไม่ได้ที่จะแวะไปเยี่ยมบ้านลุงโฮ บ้านหลังน้อยที่ร่มครึ้มไปด้วยพืชพรรณ ที่แท้แล้วเป็นถึงฐานบัญชาการกู้ชาติจากประเทศเจ้าอาณานิคมทีเดียว 

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

ออกจากนครพนมมุ่งหน้าสู่เมือง 3 ธรรม ก็เมืองสกลนครไงเล่า เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม เจ้ารถคันเล็กพาฉันซอกซอนไปจนถึงบ้านอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ โดยมีหมุดหมายแรกอยู่ที่วัดหนองบัวสร้าง วัดแห่งนี้มี ‘สิม’ (โบสถ์) ฝีมือช่างญวนที่สร้างอย่างคติไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2492 มีลวดลายปูนปั้นนูนต่ำที่น่ารักอย่างเครือเถาของดอกไม้ ดูความซับซ้อนของกลีบน่าจะเป็นดอกโบตั๋น เทวดานางฟ้า และเรื่องราวในพุทธประวัติ

วันนี้โชคดีได้พบช่างที่เคยฝากฝีมือไว้กับสิมหลังนี้ คือพ่อคำมอม ทองเกลี้ยง ปีนี้อายุ 82 ย่าง 83 แล้ว ในตอนที่สร้างสิมหลังนี้พ่อเป็นช่างรุ่นเล็กของทีมงาน มีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น 

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม
ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

จากอำเภอกุสุมาลย์ ฉันเดินทางต่อไปยังบ้านท่าแร่ ที่แห่งนี้มีคฤหาสน์โบราณเรียกว่าตึกฝรั่งช่างญวน กลุ่มคฤหาสน์นี้ก่อสร้างอย่างสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ช่างชาวญวนเขาถนัด เป็นต้นว่ากรอบโค้งเหนือประตูหน้าต่าง ช่องระเบียงเจาะเป็นทรงรี และลวดลายปูนปั้นเครือเถาองุ่นอ่อนหวานประณีต

มีบ้านหลังหนึ่งค้าขายน้ำปั่นและอาหารตามสั่งยอมเปิดบ้านให้เราเข้าไปชม ที่บ้านหลังนี้มีกรอบโค้งเหนือหน้าต่างประดับลายปูนปั้นนูนต่ำแบบอิทธิพลศิลปะจากจีนและยุโรป อย่างกวาง เครือเถา ริบบิ้น เข้ากันอย่างลงตัว เมื่อขึ้นไปชมชั้นบนจึงเห็นว่าส่วนล่างของบ้านก่อด้วยศิลาแลง ไม่รู้เขาไปเอามาจากไหน พื้นไม้กระดานผ่านการขัดถูและใช้งานจนมันวาว ชั้นบนตกแต่งอย่างเรียบง่าย บนฝาบ้านประดับรูปชาวเหวี่ยดที่น่าจะเป็นคนในครอบครัวของเจ้าบ้าน

หลังขอบคุณเจ้าบ้านใจอารีและอุดหนุนของกินเล่นเล็กน้อย ฉันก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองสกลนคร

มาถึงแล้วก็ต้องสักการะรอยประชุมพระบาทของโคตมพุทธเจ้าและอดีตพระพุทธเจ้า ที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร โดยไม่ลืมแวะไปดูสิมญวนหลังน้อยด้านข้างวิหารด้วย

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

ปกติฉันมักจะเจอสิมทึบเสียส่วนใหญ่ แต่สิมหลังนี้เป็นสิมกึ่งโถงเปิดโล่งเห็นภายใน หน้าบันมีฮูปแต้ม (จิตรกรรม) เทวดานางฟ้า ด้านในวาดเครือเถาเป็นรัศมีรอบเศียรพระพุทธรูปสวยหวานทีเดียว พิจารณารสทางศิลปะอยู่นาน มารู้สึกตัวอีกที ความมืดโรยตัวคลุมท้องฟ้าจนมืดมิดแล้ว ถึงเวลาเข้าที่พักเสียที

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

วันต่อมา ฉันเดินทางสู่วัดศรีสระเกษ ซึ่งประดับด้วยกระจก แต่ไม่ใช่กระจกหุงหรือกระจกเกรียบหรอกนะ เป็นกระจกจากตลับแป้งและกระจกที่มีด้ามมาประดับทั้งอัน เก๋ไก๋แปลกตาทีเดียว วัดโบราณแห่งนี้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากร หลวงพ่อท่านเห็นคนมามุงสิมเก่ากันมากมาย จึงตกใจรีบฉวยไม้เท้าวิ่งมาจนจีวรปลิว

“นึกว่าหน่วยงานสิมารื้อสิมเก่า” ท่านว่า

“ปัดโธ่! หลวงพ่อคะ สมัยนี้เขาไม่รื้อหรอกมีแต่จะอนุรักษ์ไว้”

ที่ฐานของสิมน้อยนี้ก็มีศิลาแลงเป็นฐานอีก ไปเอามาจากไหนกันมากมายนะ ฉันหอบความสงสัยนี้ไปยังวัดสะพานคำ

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

สิมญวนหลังนี้มีบานประตูแกะสลักลายประแจ อย่างที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน ส่วนนาคที่อยู่ด้านหน้านั้นลดทอนความฟุ้งเฟ้อลงจนดูเรียบง่ายแต่โมเดิร์นอยู่ในที ส่วนฐานก็ก่อจากศิลาแลง ที่แท้ก็มีแหล่งหินตัดอยู่ที่ดอนเชียงบานนี่เอง เมื่อความสงสัยยุติ ฉันจึงมุ่งหน้าสู่วัดโคกนาดี

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

สิมของวัดประจำหมู่บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 อีก 10 ปีต่อมาจึงได้ต่อเติมมุขยื่นออกมา แม้ไม่ปรากฏชื่อของช่างผู้สร้าง แต่ก็แสดงลักษณะของสิมญวนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีฮูปแต้มประดับสิมที่ภายนอกด้วย ความน่าสนใจคือตรงหน้าบันวาดเป็นรูปพานแว่นฟ้า เพื่อแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองในเรื่องรัฐนิยม สื่อถึงความเท่าเทียมตามระบอบประชาธิปไตย ก่อนออกจากเขตจังหวัดสกลนคร ฉันยังแวะชมหอแจก (ศาลาการเปรียญ) แบบงานสร้างสรรค์ช่างญวนอีก 2 – 3 แห่ง

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

เนื่องจากครั้งนี้ฉันขับรถเป็นวงกลม ขากลับจึงผ่านจังหวัดมุกดาหารอีกครั้ง เมื่อถึงอำเภอหว้านใหญ่ ก็อดใจไม่ได้ที่จะหักพวงมาลัยเลี้ยวไปทางตำบลชะโนด เพื่อแวะที่วัดลัฏฐิกวันสักหน่อย ไปชมความสร้างสรรค์ในการสร้างฉากมารผจญ ซึ่งแสดงภาพพวกหมู่มารถูกน้ำจากมวยผมพระแม่ธรณีท่วมไปอย่างน่าสนใจ

ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม
ตามหาตึกเก่าทั่วอีสานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ช่างอพยพจากเวียดนาม

ช่างปั้นหุ่นมารแค่ครึ่งตัวและใช้กระเบื้องสีฟ้าแทนน้ำ ที่วัดนี้ยังมีสิมโถงอีกหลัง มีคันทวย (ค้ำยัน) ปีกอย่างสวยงามมีเสน่ห์ ภายในสิมมีฮูปแต้มทศชาติ น่าเสียดายที่ถูกลัทธินิยมสีทองอันฉาบฉวยทำลายเสียพินาศ

ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันมีความคิดฟุ้งอยู่ในหัวอยู่หลายเรื่อง แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือแผนการสำหรับทริปหน้า… ใครจะไปกับฉันบ้าง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

28 พฤษภาคม 2565
156

ถ้าพูดถึง New York City หนึ่งในสิ่งที่ควรทำย่อมหนีไม่พ้นการชมการแสดงในโรงละครย่าน Broadway ใจกลางเมือง โรงละครและการแสดงเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญและเป็นเวทีสำคัญสำหรับเหล่านักแสดงทั้งหลาย ทั้งที่กำลังเริ่มต้นอาชีพ กำลังประสบความสำเร็จในอาชีพ หรือแม้กระทั่งประสบความสำเร็จมาก ๆ ในโลกโทรทัศน์-ภาพยนตร์ แต่ต้องการกลับมาแสดงสดบนเวที

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้โอกาสเดินทางเข้านิวยอร์กเป็นครั้งแรกในรอบน่าจะเกือบ 3 ปี โรงละครบรอดเวย์เหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดของโควิด-19 ถ้าใครเคยไปดู จะเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าทำไม เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงละครในแบบเก่า ที่นั่งติดกันเป็นแถว ช่องว่างระหว่างแถวแคบยิ่งกว่าที่นั่งชั้น Economy ของสายการบิน Low Cost 

ขนาดว่าถ้ามีคนมาใหม่ ต้องการเข้าไปนั่งที่นั่งตรงกลางแถว คนด้านนอกเกือบทุกคนต้องลุกขึ้นและบางครั้งอาจจะต้องเดินออกมาจากแถวที่นั่ง เพื่อให้คนมาใหม่เข้าไปยังที่นั่งของตัวเองด้านในได้ ดังนั้นมาตรการป้องกันโควิด-19 เช่นการเว้นระยะห่างจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการแสดงเหล่านี้ 

ถ้าถามว่าจะให้จัดที่นั่งแบบเว้นห่างกัน ถึงแม้ว่าจะทำได้ในทางทฤษฎี แต่ทางธุรกิจและความเป็นจริงแล้วทำได้ยากมาก ๆ เพราะการแสดงแต่ละโชว์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากต่อสัปดาห์ และรายได้จากแต่ละที่นั่งในโรงละครจะทำให้การแสดงนั้นเปิดต่อไปได้ หลายโชว์แม้ว่าจะได้รีวิวดีเพียงใด แต่ถ้ายอดขายไม่ดี ก็มีโอกาสต้องปิดตัวก่อนกำหนดได้ง่าย ๆ 

ติ่ง Hugh Jackman ดูวูล์ฟเวอร์รีนหนุ่มร้อง-เต้น The Music Man ณ Broadway นิวยอร์ก

โชว์ในบรอดเวย์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ Musical หรือละครเพลงที่หลายคนคุ้นเคย กับ Play คือเป็นละครเวทีเฉย ๆ ไม่มีเพลง 

มิวสิคัลชื่อดังที่ยังคงมีเล่นอยู่เรื่อย ๆ เช่น The Phantom of the Opera, Chicago, Wicked, The Lion King หรือเรื่องยอดฮิตในช่วง 5 ปีหลัง เช่น Hamilton ในขณะที่ละครเวทีส่วนใหญ่มักเปิดการแสดงระยะสั้นไม่กี่เดือน Play ที่ดังมาก ๆ และยังเปิดการแสดงต่อเนื่องอยู่ตอนนี้คงหนีไม่พ้น Harry Potter and The Cursed Child 

นอกเหนือจากนักแสดงบรอดเวย์ขาประจำแล้ว บางครั้งก็มีนักแสดงโทรทัศน์-ภาพยนตร์หลาย ๆ คนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาแสดงสด ไม่มีการตัดต่อ ส่วนใหญ่มักเล่นละครพูด เช่น Tom Hiddleston, Daniel Radcliffe หรือ Andrew Garfield แต่หลายคนก็มาเล่นมิวสิคัล แน่นอนว่าทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งแสดง ต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมงครึ่ง 8 ครั้งต่อสัปดาห์

นักแสดงคนล่าสุดที่ตอนนี้กำลังทำการแสดงอยู่คือ Hugh Jackman หรือ The Wolverine จาก The X-Men สำหรับเราที่ไม่ได้ชื่นชอบหนังสไตล์ซูเปอร์ฮีโร่เท่าไหร่ เราประทับใจฮิวจ์จากบท P.T. Barnum ในเรื่อง The Greatest Showman มากกว่า ฮิวจ์เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงมิวสิคัลและเคยเล่นละครเพลงมาก่อน เราจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะจากที่เห็นใน The Greatest Showman ตอนที่ฮิวจ์ แจ็กแมน ประกาศว่าจะกลับมาบรอดเวย์ใน The Music Man 

จริง ๆ The Music Man เป็นหนึ่งในละครเพลงยอดนิยมและคลาสสิกในช่วงยุค 60 มีการกลับมาทำซ้ำแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2000 ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ดังนั้นทั้งการประกาศสร้างโชว์และประกาศตัวนักแสดงทำให้เรื่องนี้เป็นที่จับตามองพอสมควร เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ โชว์ 

ตอนแรกเรื่องนี้มีกำหนดเปิดการแสดงในปี 2020 แต่ก็ต้องเลื่อนเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และเพิ่งได้เริ่มเปิดการแสดงเป็นทางการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

ด้วยความที่ชอบมิวสิคัลและฮิวจ์ แจ็กแมน อยู่แล้วเป็นทุนเดิม เราจึงไม่อยากพลาดโชว์นี้ แต่ถ้าใครเคยดูละครเพลงเหล่านี้ จะทราบดีว่าตั๋วแต่ละใบนั้นราคาเรียกว่าแพงกระเป๋าฉีก และเราไม่ได้วางแผนซื้อบัตรล่วงหน้ามาก่อน เลยตัดสินใจไปซื้อตั๋วหน้าโรงละครก่อนการแสดงเปิด เพราะโชว์นี้มีโควตา Rush Ticket ราคาย่อมเยาเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์ แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าแต่ละรอบจะมีโควต้ากี่ใบ และที่นั่งที่ได้จะอยู่ตรงไหน

ติ่ง Hugh Jackman ดูวูล์ฟเวอร์รีนหนุ่มร้อง-เต้น The Music Man ณ Broadway นิวยอร์ก

วันที่เราไปเป็นเช้าวันเสาร์ที่น่าหดหู่วันหนึ่ง เพราะฝนตกต่อเนื่องมาตั้งแต่วันศุกร์ อากาศไม่ค่อยน่าพิศมัย ทำให้เราคิดว่าคงไม่ค่อยมีคนอยากมาต่อแถวซื้อบัตรในวันที่อากาศแบบนี้ เรามาถึงตอน 8.30 น.ก่อน Box Office เปิด 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็เจอคนมาก่อนหน้าเราประมาณ 40 คนได้ ความรู้สึกตอนนั้นคือแทบทรุด ตั๋วจะเหลือมาถึงเรามั้ยเนี่ย แต่ก็ตัดใจยืนรอท่ามกลางฝนที่ตกหนักขึ้นและอากาศที่เย็นขึ้นเรื่อย ๆ เราที่โชคดีมี Rain Jacket หนึ่งตัว แต่นอกนั้นดูจะไม่พร้อมกับอากาศระดับนี้เลยแม้แต่น้อย

ความรู้สึกตอนที่ Box Office เปิด แล้วคนข้างหน้าเริ่มทยอยได้ตั๋วนี่บรรยายได้ยากมาก คือดีใจกับทุกคน แต่ในขณะเดียวกันก็แสนจะกังวลว่าตั๋วจะเหลือถึงเรามั้ย โชคดีอย่างหนึ่งคือวันเสาร์เป็นวันที่มีโชว์ 2 รอบ ตอนบ่ายกับตอนเย็น ทุกคนในแถวที่ยังไม่ถึงคิวตัวเองก็ปลอบใจกันไปเรื่อย ๆ ว่ามันน่าจะเหลือมาถึงบ้างละน่า วินาทีที่ถึงคิวเราแล้วเจ้าหน้าที่บอกยังเหลือบัตรนี่คือดีใจมาก ๆ แบบสุด ๆ พูดไม่ออก ได้แต่กระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้าห้องขายตั๋ว 

ตั๋วที่เราได้เป็นที่นั่งในโซน Orchestra แถวที่ 4 จากหน้าสุด แต่ริมสุด ซึ่งเป็นที่นั่งที่เรียกว่า Partial View เพราะมองไม่เห็นการแสดงในบางมุม แต่ที่นั่งตรงนี้ก็ทำให้เห็นฮิวจ์ แจ็กแมน แบบใกล้มาก ๆ ใกล้มากแบบมาก ๆ โดยเฉพาะฉากหนึ่งที่เขาออกมาจากฝั่งที่เรานั่ง วินาทีนั้นคือบรรยายไม่ถูก 

นี่คงเรียกว่าวิถีติ่งที่สมบูรณ์ ฮิวจ์ทั้งโชว์ ทั้งร้อง ทั้งเต้น เต็มที่มากตลอดโชว์ ประหนึ่งเห็น The Greatest Showman เล่นสด นอกจากฮิวจ์แล้ว นักแสดงหลักหญิงคือ Sutton Foster ก็เล่นดีมาก ๆ เหมือนกัน เพลงเพราะมาก ชอบมาก ๆ นักแสดง Ensemble ทุกคนก็เก่งมาก ๆ กันทุกคน เต้นกันแบบไม่รู้เหนื่อย เสื้อผ้า ฉาก ทุกอย่างถือว่าดี โดยรวมถือว่าเป็น 2 ชั่วโมงครึ่งที่เต็มอิ่ม และคุ้มค่ากับการยืนรอท่ามกลางฝนเมื่อเช้า 1 ชั่วโมงครึ่งเป็นที่สุด

แฟนคลับ Hugh Jackman สู้ฝนซื้อตั๋วดูบอร์ดเวย์ เรื่อง The Music Man ที่ Winter Garden Theatre, นิวยอร์ก

โดยปกติแล้วหลังจบการแสดง ก่อนหน้าโควิด-19 นักแสดงหลายคนจะออกมาที่ Stage Door ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลังเวทีสำหรับนักแสดงเพื่อพบปะแฟน ๆ ถ่ายรูป แจกลายเซ็น ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ดูดีขึ้น แต่ก็มีข่าวประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าอาจจะไม่มี Stage Door 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังมีแฟน ๆ อีกหลายคนที่ตัดสินใจไปรอ และในที่สุดฮิวจ์ก็ออกมา ถึงแม้ว่าจะไม่มีการแจกลายเซ็น ถ่ายเซลฟี่ เหมือนสมัยก่อนโควิด-19 ระบาด แต่เขาก็ยังออกมาทักทาย โบกมือ ยิ้มให้กล้องตามคำเรียกร้องของเหล่าแฟน ๆ อยู่ประมาณ 5 – 10 นาที เป็นการปิดท้ายการตามติ่งดาราด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มและมีความสุขมาก ๆ 

สำหรับเราแล้ว มิวสิคัลและบรอดเวย์ให้อะไรมากมาย แม้ว่าตั๋วแพงแสนแพง แต่การแสดงสดพวกนี้มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราหาไม่ได้จากการนั่งดูทีวีหรือหนังในโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่ว่าทั้งสองอย่างไม่ดี แต่ว่าแต่ละมีเดียก็มีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันออกไป 

เราชอบบรรยากาศการแสดงสด ไม่มีการตัดต่อ การที่โชว์และนักแสดงมีปฏิสัมพันธ์กับคนดู เพราะมันทำให้เรารู้สึกถึงความมีชีวิต ซึ่งขาดหายไปเหลือเกินตั้งแต่ช่วงเข้าวัยผู้ใหญ่ และยิ่งขาดมากเข้าไปอีกจากโรคระบาดและมาตรการ Social Distancing การได้กลับมาเยือนบรอดเวย์สั้น ๆ ในรอบนี้ของเรา ช่วยดึงบรรยากาศเก่า ๆ และความรู้สึกเหล่านั้นกลับมาอีกครั้ง 

สุดท้าย ขอขอบคุณคนแปลกหน้าผู้ร่วมชะตากรรมยืนต่อแถวกลางสายฝนที่คอยชวนคุย ให้ยืมร่ม หรือแม้กระทั่งจองที่ให้ระหว่างที่ขอไปห้องน้ำ ขอบคุณนักแสดงทุกคนสำหรับประสบการณ์ดี ๆ และขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจจัดทริปนี้ หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับประสบการณ์วิถีติ่งของเรา ณ The Great White Way แห่งนี้นะคะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กรกนก ศฤงคารีเศรษฐ์

ว่าที่กุมารแพทย์ที่ชื่นชอบละครเพลงและดนตรีหลากหลายประเภทเป็นชีวิตจิตใจ และคิดว่ายังคงอยู่ในระยะฝึกหัดของการใช้ชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load