ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จัดงานไปแล้ว 22,709 งาน

ในฐานะศูนย์การประชุมระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ศูนย์นี้ให้การต้อนรับคนจากประเทศต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยส่วนใหญ่เมื่อผู้คนเหล่านี้ลงเครื่อง ณ เมืองไทยแล้ว ก็มักไม่มีโอกาสได้ก้าวไปไหนนอกจากก้าวเข้ามาในศูนย์การประชุม โรงแรม ศูนย์การประชุม และกลับบ้าน

นั่นคือสาเหตุที่ในตอนสร้างศูนย์การประชุม ผู้บริหารจึงชวนศิลปินแนวหน้าของไทยมาร่วมสร้างงานศิลปะตกแต่งทั่วอาคาร ทำให้ศูนย์การประชุมเป็นมากกว่าห้องประชุมสี่เหลี่ยมสีเรียบๆ ที่หน้าตาเหมือนกันทุกประเทศ เมื่อใครก้าวเข้ามาก็จะตระหนักได้ทันทีว่า นี่แหละเมืองไทย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

มาถึงวันนี้ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ที่สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 27 ปีที่แล้วดูเล็กลงทันตาเมื่อเทียบกับศูนย์ประชุมใหม่ๆ ที่เปิดตามมา แถมการใช้งานก็ขยายจากแค่เป็นศูนย์ประชุมไปเป็นทั้งจัดนิทรรศการ จัดเลี้ยง และอีกมาก เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการ ปีนี้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จึงมีโครงการปรับปรุงเพื่อขยายพื้นที่ให้สามารถรองรับการจัดงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

The Cloud เลยอยากชวนทุกคนมาศูนย์ฯ สิริกิติ์ ก่อนจะเจอกันอีกทีในศูนย์ใหม่ ไม่ได้เพื่อมาดูงานที่จัดแสดงหรืองานประชุมอะไร แต่เพื่อมาดูตัวศูนย์เองนี่แหละ ว่ามีงานศิลปะล้ำค่าอะไรซ่อนอยู่บ้าง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผู้ที่ให้เกียรติมาเป็นไกด์ให้เราคือ ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารของศูนย์ฯ สิริกิติ์ท่านบอกเราว่า “พวกเราอยู่ที่ศูนย์กันตลอด ก็เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้สนใจ แต่พอลองไปยืนดูงานศิลปะพวกนี้ดีๆ ก็จะทึ่งทุกที”

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ขอเชิญเดินดูไปด้วยกัน

00

สถาปัตยกรรม

ก่อนจะเข้าไปในอาคาร ขอให้ลองมองดูอาคารจากภายนอกก่อน

เมื่อ พ.ศ. 2534 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ครั้งที่ 46 (46th Annual Meeting of the Boards of Governors of the World Bank Group and the International Monetary Foud) ทำให้ต้องสร้างอาคารรับรองการประชุมขึ้น

หากดูเผินๆ ในปัจจุบันอาคารนี้อาจธรรมดาไปแล้ว แต่เมื่อ 27 ปีที่แล้ว อาคารแห่งนี้คือกรณีศึกษาเรื่องศูนย์ประชุมที่เหล่านักศึกษาและสถาปนิกทั่วประเทศต้องมาดูงาน เพราะใช้เทคโนโลยีในการสร้างที่ล้ำยุคมาก มีการจัดสัดส่วนทางเข้าออกที่ถูกต้องตามหลักทุกประการ แถมยังเป็นอาคารแห่งแรกในไทยที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมด้วย

ความจริงแล้วพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสวนเบญจกิติมาก่อน ตัวทะเลสาบขนาดใหญ่ 150 ไร่ อยู่ใกล้ศูนย์กลางของเมืองในตอนนั้นคือสีลม จึงเป็นที่ที่เหมาะจะสร้างศูนย์อย่างยิ่ง ทะเลสาบจึงถูกถมไปประมาณ 50 ไร่ แล้วสร้างอาคารแนวราบเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ และกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบด้าน

ส่วนแผนผังอาคารจำลองมาจากหมู่เรือนไทยโบราณที่มีหลายส่วนแล้วเชื่อมกันด้วยโถงทางเดิน โดยแต่ละส่วนจะตกแต่งเป็นภาคกลาง เหนือ อีสาน ใต้ ทำให้ผู้ที่เข้าประชุมสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของไทยได้ในระยะเวลาอันสั้น

01

โลกุตระ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นี่คืองานศิลปะชิ้นที่น่าจะคุ้นตามากที่สุด เพราะตั้งอยู่บริเวณจุดรับส่งทางเข้าศูนย์เพื่อเป็นเหมือนมือพนมต้อนรับผู้ที่มาเยือน

ประติมากรรมขนาดใหญ่สร้างสรรค์โดย อ.ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติปี 2541 โดยนำคำว่า โลกุตระ มาจาก โลกุตระปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เหนือโลก ในเชิงพุทธศาสนาหมายถึงการหลุดพ้นจากทางโลก แต่ อ.ชลูด ได้กล่าวว่า ผู้มาเยือนจะตีความประติมากรรมนี้เป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะมือพนม ดอกบัว หรือเปลวไฟ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

02

เสาช้าง ลูกโลก

เมื่อก้าวเข้ามาในศูนย์จะพบสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างแรก เสาต้นนี้ประกาศตัวตนของศูนย์ในฐานะตัวแทนเมืองไทยที่รองรับคนจากทั่วโลก เหมือนช้างสี่เศียรที่แบกโลกไว้ งานศิลปะชิ้นนี้สร้างสรรค์โดย ธานี กลิ่นขจร ผู้บอกว่า ปกติแล้วประติมากรรมขนาดนี้ต้องใช้เวลาหล่อนาน แต่เวลาที่จำกัดทำให้ท่านเลือกใช้เอสเตอร์เรซิ่นหล่อตัวช้าง และใช้เหล็กดัดทำลูกโลก งานจึงเสร็จออกมาได้ในเวลา 2 – 3 เดือน

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

03

พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์

เมื่อเดินผ่านโถงที่มีเสาช้างลูกโลกเข้ามาถึงโถงทางเดินหลัก ซึ่งเป็นบริเวณธีมภาคกลาง จะพบพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นี่คือจิตรกรรมภาพสีน้ำมันบนผ้าใบที่วาดโดย สนิท ดิษฐพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติปี 2532 รายละเอียดภายในงานถูกต้องตามหลักพระราชประเพณีทุกอย่าง เพราะได้รับคำแนะนำจาก คุณเศวต ธนะประดิษฐ์ ที่ปรึกษาจากสำนักพระราชวัง เกี่ยวกับการทรงเครื่องใหญ่ เครื่องราชูปโภค และเครื่องราชกกุธภัณฑ์

การติดงานศิลปะไว้สูงเหนือหัวเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ให้สูงกว่าประชาชนทั่วไป และทุกทางเดินทั่วศูนย์จะมาเจอกันตรงนี้ เพื่อสื่อสารว่าพระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางของทั้งประเทศ

04

พระราชพิธีอินทราภิเษก

เงยหน้ามองพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์เสร็จแล้ว อย่าลืมหันไปด้านซ้ายเพื่อดูงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นหนึ่ง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

งานแกะสลักไม้ชิ้นนี้เป็นของ จรูญ มาถนอม ศิลปินคนเดียวกับที่สร้างปราสาทสัจธรรมที่พัทยา ไม้ทั้งหมด 56 แผ่นประกอบกันออกมาแล้วมีความยาวเกือบ 23 เมตร เล่าเรื่องการสถาปนาพระอินทร์ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองทวยเทพ เรียกว่าเป็นการเทิดพระเกียรตินั่นเอง

เพราะต้องทำงานให้เสร็จทันเปิดใช้ศูนย์ งานนี้จึงใช้เวลาแกะสลักเพียง 4 เดือน และอบไม้ต่ออีก 2 เดือน แม้โดยทั่วไปจะต้องอบไม้เป็นปีก็ตาม เมื่อนำงานมาจัดแสดงไว้ในห้องแอร์นานๆ ไม้จึงหดตัวและเกิดช่องว่างระหว่างชิ้นไม้ ซึ่งเมื่อ อ.จรูญ มาเห็น ก็กล่าวว่าปัญหานี้ซ่อมแซมได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องหาจังหวะที่จะถอดออกมาประกอบใหม่เท่านั้น

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

05

ประตูกัลปพฤกษ์และมือจับพญานาค

ใต้พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ก็มีงานศิลปะซ่อนอยู่อีกหลายชิ้น ตามตู้กระจกรอบเพลนนารี ฮอลล์ ที่เก็บงานหัตถกรรมจากพื้นถิ่นต่างๆ ไว้ แต่ที่โดดเด่นกว่างานเหล่านั้น คือประตูของฮอลล์เองนี่แหละ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ประตูทั้ง 16 บานเป็นผลงานของ ไพเวช วังบอน จำลองแบบมาจากประตูของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วัดประจำวังหน้า โดยแต่ละบานเกิดจากการลงรักปิดทองด้วยมือตามวิธีโบราณ เป็นลวดลายต้นกัลปพฤกษ์และสัตว์หลากหลายชนิด ทั้งนก เสือ สิงห์ มังกรไทย มังกรจีน แต่ละบานมีสัตว์ไม่ซ้ำกันเลย

อย่าแปลกใจหากคุณไม่คุ้นกับงานชิ้นนี้ เพราะเมื่อมีการจัดนิทรรศการใหญ่ๆ ทางศูนย์จะเปิดประตูฮอลล์ค้างไว้ ทำให้เรามองไม่เห็นลวดลายบนบานประตู และยังคงรักษาสภาพดีมาได้ตลอด 27 ปี

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

06

นาคฮดสรง

ตัดภาพมาโซน A ที่ปัจจุบันเป็นร้านแบล็กแคนยอน ขอให้นึกย้อนกลับไปตอนศูนย์เปิดใหม่ๆ บริเวณนี้มีไว้รับรองแขกให้ได้พักผ่อนระหว่างงาน โดยตกแต่งให้อยู่ภายใต้ธีมภาคอีสาน

ในตอนนี้ ศิลปะที่ยังเหลือประดับอยู่เป็นหลักฐานของภาคอีสาน คือนาคฮดสรง โดย จรูญ มาถนอม เจ้าของเดียวกับภาพแกะสลักพระราชพิธีอินทราภิเษก โดยนาคฮดสรงนี้ทำจากไม้จำปา จำลองมาจากต้นแบบในรูปถ่ายโบราณที่ใช้เป็นที่สรงน้ำแก่ภิกษุผู้ใหญ่ที่ได้เลื่อนยศ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

07

เทวรูปพระศิวะและพระนารายณ์

นอกจากงาน 2 ชิ้นที่กล่าวไปแล้ว อ.จรูญ ยังฝากงานศิลปะไว้อีก 2 ชิ้น คือเทวรูปไม้สูงเกือบ 3 เมตรที่ยืนอยู่ซ้ายขวาของทางขึ้นไปยังโซน D จำหลักไม้ตามรูปแบบทวารบาลทางขึ้นลานประทักษิณที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช คาดว่าสาเหตุที่ตั้งตรงนี้ เพราะแต่ก่อนใช้เป็นห้องรับรองแขกพิเศษ และวางเทวรูปไว้เป็นเชิงปกปักรักษาแขกทุกท่านให้ปลอดภัย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

08

หนังใหญ่เรื่อง รามเกียรติ์ และเรือกอและ

เมื่อเดินผ่านเทวรูปไม้เข้ามา ในโซน D ตกแต่งเป็นธีมภาคใต้ โดยมีงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นที่ชาวต่างชาติมักตื่นตาตื่นใจและชอบมาถ่ายรูปด้วย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นี่คือหนังใหญ่ขนาด 11×4 เมตร ที่ไม่ได้ทำจากหนัง! ประพันธ์ สุวรรณ ศิลปินชาวใต้ มองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้หนังทำงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ เพราะหาหนังผืนใหญ่ไม่ได้และไม่อาจแขวนให้ตึงได้ ท่านเลยเลือกใช้เหล็กอัลลอยแทน โดยเอาสว่านมาเจาะแทนการใช้สิ่ว ต้องหาวิธีเจาะอยู่นานกว่าจะออกมาพลิ้วไหวชดช้อยเหมือนหนังใหญ่ งานชิ้นนี้จึงพิเศษสุดๆ แบบที่น่าจะหาการทำเทคนิคนี้ที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

หน้าหนังใหญ่มีเรือกอและตั้งอยู่ ทำโดย กวี ศิริธรรม ล้อกับเรือจับปลาชายฝั่งของแท้ที่ใช้ในภาคใต้ โดยปกติแล้วศูนย์จะใช้เป็นที่จัดดอกไม้ต้อนรับแขก

09

ปราสาทธรรมาสน์

ในบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างโซน C โซน D และเพลนนารี ฮอลล์ ยกให้เป็นธีมภาคเหนือ และชูโรงด้วยปราสาทธรรมาสน์ งานศิลปะชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดในศูนย์ เพราะคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับผิดชอบเป็นผู้เชิญธรรมาสน์ไม้โบราณลงมาจากวัดกู่ดำน้อยในลำปาง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ตัวธรรมาสน์มาพร้อมฐานที่รายล้อมด้วยรูปสัตว์หิมพานต์แกะไม้ลอยตัวด้วยไม้เนื้ออ่อน ปิดทองประดับกระจก ส่วนตัวปราสาทเป็นไม้เนื้อแข็งย้อมสีแดง ปิดทองเป็นลวดลายประดับ รอบๆ มีตุงแขวนอยู่ คือผ้าที่คนเหนือใช้ประดับงานมงคลเฉลิมฉลอง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

10

ศาลาไทย

ไม่ใช่แค่ภายในตัวอาคารเท่านั้น เมื่อเดินออกด้านนอกจะพบไฮไลท์สุดท้ายที่รออยู่

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ศาลาไทยที่ทำจากไม้ ติดกระจก และปิดทอง ตั้งตระหง่านสู้แดดฝนมาเกือบ 30 ปี นี่คือมาสเตอร์พีซของ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติปี 2537 ผู้ที่ฝากงานสถาปัตยกรรมไทยไว้หลายชิ้น ส่วนที่บอกว่าชิ้นนี้เป็นมาสเตอร์พีซ เพราะหลังจากทำเสร็จไม่นานท่านก็ได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ตัวศาลาสร้างจากแนวคิดว่าไม่ได้ทำเพื่อชนชั้นสูง สังเกตได้จากลวดลายแกะสลัก ที่เลือกทำเป็นลายดอกพุดตาน เป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจากทุกที่อย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ ศูนย์ยังมีงานศิลปะเก็บอยู่อีกกว่า 1,500 ชิ้น แต่ก่อนผลงานศิลปะทั้งหมดจัดแสดงตามพื้นที่ต่างๆ แต่เมื่อมีการปรับพื้นที่ให้สามารถรองรับการจัดงานได้มากขึ้น ผลงานศิลปะจึงถูกโยกย้ายไปจัดแสดงตามห้องประชุมต่างๆ โดยมีบางส่วนที่ถูกจัดเก็บไว้

เมื่อศูนย์เปิดใหม่ สัญญาว่าคุณจะได้เห็นผลงานศิลปะต่างๆ อีกครั้ง พร้อมกับงานชิ้นใหม่ๆ ที่จะรังสรรค์ขึ้นใหม่ด้วย โดยการจัดวางก็จะเหมาะสมลงตัวและยิ่งใหญ่กว่าเดิม ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ศิลปะเหล่านี้ก็จะยังเป็นไฮไลท์อยู่เสมอ

“วันนี้เราอาจไม่ใช่ศูนย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เราจะกลับมาเป็นอย่างนั้นให้ได้” ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สัญญาปิดท้าย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565
64

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load