30 มีนาคม 2562
12.93 K

ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จัดงานไปแล้ว 22,709 งาน

ในฐานะศูนย์การประชุมระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ศูนย์นี้ให้การต้อนรับคนจากประเทศต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยส่วนใหญ่เมื่อผู้คนเหล่านี้ลงเครื่อง ณ เมืองไทยแล้ว ก็มักไม่มีโอกาสได้ก้าวไปไหนนอกจากก้าวเข้ามาในศูนย์การประชุม โรงแรม ศูนย์การประชุม และกลับบ้าน

นั่นคือสาเหตุที่ในตอนสร้างศูนย์การประชุม ผู้บริหารจึงชวนศิลปินแนวหน้าของไทยมาร่วมสร้างงานศิลปะตกแต่งทั่วอาคาร ทำให้ศูนย์การประชุมเป็นมากกว่าห้องประชุมสี่เหลี่ยมสีเรียบๆ ที่หน้าตาเหมือนกันทุกประเทศ เมื่อใครก้าวเข้ามาก็จะตระหนักได้ทันทีว่า นี่แหละเมืองไทย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

มาถึงวันนี้ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ที่สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 27 ปีที่แล้วดูเล็กลงทันตาเมื่อเทียบกับศูนย์ประชุมใหม่ๆ ที่เปิดตามมา แถมการใช้งานก็ขยายจากแค่เป็นศูนย์ประชุมไปเป็นทั้งจัดนิทรรศการ จัดเลี้ยง และอีกมาก เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการ ปีนี้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จึงมีโครงการปรับปรุงเพื่อขยายพื้นที่ให้สามารถรองรับการจัดงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

The Cloud เลยอยากชวนทุกคนมาศูนย์ฯ สิริกิติ์ ก่อนจะเจอกันอีกทีในศูนย์ใหม่ ไม่ได้เพื่อมาดูงานที่จัดแสดงหรืองานประชุมอะไร แต่เพื่อมาดูตัวศูนย์เองนี่แหละ ว่ามีงานศิลปะล้ำค่าอะไรซ่อนอยู่บ้าง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผู้ที่ให้เกียรติมาเป็นไกด์ให้เราคือ ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารของศูนย์ฯ สิริกิติ์ท่านบอกเราว่า “พวกเราอยู่ที่ศูนย์กันตลอด ก็เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้สนใจ แต่พอลองไปยืนดูงานศิลปะพวกนี้ดีๆ ก็จะทึ่งทุกที”

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ขอเชิญเดินดูไปด้วยกัน

00

สถาปัตยกรรม

ก่อนจะเข้าไปในอาคาร ขอให้ลองมองดูอาคารจากภายนอกก่อน

เมื่อ พ.ศ. 2534 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ครั้งที่ 46 (46th Annual Meeting of the Boards of Governors of the World Bank Group and the International Monetary Foud) ทำให้ต้องสร้างอาคารรับรองการประชุมขึ้น

หากดูเผินๆ ในปัจจุบันอาคารนี้อาจธรรมดาไปแล้ว แต่เมื่อ 27 ปีที่แล้ว อาคารแห่งนี้คือกรณีศึกษาเรื่องศูนย์ประชุมที่เหล่านักศึกษาและสถาปนิกทั่วประเทศต้องมาดูงาน เพราะใช้เทคโนโลยีในการสร้างที่ล้ำยุคมาก มีการจัดสัดส่วนทางเข้าออกที่ถูกต้องตามหลักทุกประการ แถมยังเป็นอาคารแห่งแรกในไทยที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมด้วย

ความจริงแล้วพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสวนเบญจกิติมาก่อน ตัวทะเลสาบขนาดใหญ่ 150 ไร่ อยู่ใกล้ศูนย์กลางของเมืองในตอนนั้นคือสีลม จึงเป็นที่ที่เหมาะจะสร้างศูนย์อย่างยิ่ง ทะเลสาบจึงถูกถมไปประมาณ 50 ไร่ แล้วสร้างอาคารแนวราบเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ และกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบด้าน

ส่วนแผนผังอาคารจำลองมาจากหมู่เรือนไทยโบราณที่มีหลายส่วนแล้วเชื่อมกันด้วยโถงทางเดิน โดยแต่ละส่วนจะตกแต่งเป็นภาคกลาง เหนือ อีสาน ใต้ ทำให้ผู้ที่เข้าประชุมสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของไทยได้ในระยะเวลาอันสั้น

01

โลกุตระ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นี่คืองานศิลปะชิ้นที่น่าจะคุ้นตามากที่สุด เพราะตั้งอยู่บริเวณจุดรับส่งทางเข้าศูนย์เพื่อเป็นเหมือนมือพนมต้อนรับผู้ที่มาเยือน

ประติมากรรมขนาดใหญ่สร้างสรรค์โดย อ.ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติปี 2541 โดยนำคำว่า โลกุตระ มาจาก โลกุตระปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เหนือโลก ในเชิงพุทธศาสนาหมายถึงการหลุดพ้นจากทางโลก แต่ อ.ชลูด ได้กล่าวว่า ผู้มาเยือนจะตีความประติมากรรมนี้เป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะมือพนม ดอกบัว หรือเปลวไฟ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

02

เสาช้าง ลูกโลก

เมื่อก้าวเข้ามาในศูนย์จะพบสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างแรก เสาต้นนี้ประกาศตัวตนของศูนย์ในฐานะตัวแทนเมืองไทยที่รองรับคนจากทั่วโลก เหมือนช้างสี่เศียรที่แบกโลกไว้ งานศิลปะชิ้นนี้สร้างสรรค์โดย ธานี กลิ่นขจร ผู้บอกว่า ปกติแล้วประติมากรรมขนาดนี้ต้องใช้เวลาหล่อนาน แต่เวลาที่จำกัดทำให้ท่านเลือกใช้เอสเตอร์เรซิ่นหล่อตัวช้าง และใช้เหล็กดัดทำลูกโลก งานจึงเสร็จออกมาได้ในเวลา 2 – 3 เดือน

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

03

พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์

เมื่อเดินผ่านโถงที่มีเสาช้างลูกโลกเข้ามาถึงโถงทางเดินหลัก ซึ่งเป็นบริเวณธีมภาคกลาง จะพบพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นี่คือจิตรกรรมภาพสีน้ำมันบนผ้าใบที่วาดโดย สนิท ดิษฐพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติปี 2532 รายละเอียดภายในงานถูกต้องตามหลักพระราชประเพณีทุกอย่าง เพราะได้รับคำแนะนำจาก คุณเศวต ธนะประดิษฐ์ ที่ปรึกษาจากสำนักพระราชวัง เกี่ยวกับการทรงเครื่องใหญ่ เครื่องราชูปโภค และเครื่องราชกกุธภัณฑ์

การติดงานศิลปะไว้สูงเหนือหัวเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ให้สูงกว่าประชาชนทั่วไป และทุกทางเดินทั่วศูนย์จะมาเจอกันตรงนี้ เพื่อสื่อสารว่าพระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางของทั้งประเทศ

04

พระราชพิธีอินทราภิเษก

เงยหน้ามองพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์เสร็จแล้ว อย่าลืมหันไปด้านซ้ายเพื่อดูงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นหนึ่ง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

งานแกะสลักไม้ชิ้นนี้เป็นของ จรูญ มาถนอม ศิลปินคนเดียวกับที่สร้างปราสาทสัจธรรมที่พัทยา ไม้ทั้งหมด 56 แผ่นประกอบกันออกมาแล้วมีความยาวเกือบ 23 เมตร เล่าเรื่องการสถาปนาพระอินทร์ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองทวยเทพ เรียกว่าเป็นการเทิดพระเกียรตินั่นเอง

เพราะต้องทำงานให้เสร็จทันเปิดใช้ศูนย์ งานนี้จึงใช้เวลาแกะสลักเพียง 4 เดือน และอบไม้ต่ออีก 2 เดือน แม้โดยทั่วไปจะต้องอบไม้เป็นปีก็ตาม เมื่อนำงานมาจัดแสดงไว้ในห้องแอร์นานๆ ไม้จึงหดตัวและเกิดช่องว่างระหว่างชิ้นไม้ ซึ่งเมื่อ อ.จรูญ มาเห็น ก็กล่าวว่าปัญหานี้ซ่อมแซมได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องหาจังหวะที่จะถอดออกมาประกอบใหม่เท่านั้น

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

05

ประตูกัลปพฤกษ์และมือจับพญานาค

ใต้พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ก็มีงานศิลปะซ่อนอยู่อีกหลายชิ้น ตามตู้กระจกรอบเพลนนารี ฮอลล์ ที่เก็บงานหัตถกรรมจากพื้นถิ่นต่างๆ ไว้ แต่ที่โดดเด่นกว่างานเหล่านั้น คือประตูของฮอลล์เองนี่แหละ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ประตูทั้ง 16 บานเป็นผลงานของ ไพเวช วังบอน จำลองแบบมาจากประตูของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วัดประจำวังหน้า โดยแต่ละบานเกิดจากการลงรักปิดทองด้วยมือตามวิธีโบราณ เป็นลวดลายต้นกัลปพฤกษ์และสัตว์หลากหลายชนิด ทั้งนก เสือ สิงห์ มังกรไทย มังกรจีน แต่ละบานมีสัตว์ไม่ซ้ำกันเลย

อย่าแปลกใจหากคุณไม่คุ้นกับงานชิ้นนี้ เพราะเมื่อมีการจัดนิทรรศการใหญ่ๆ ทางศูนย์จะเปิดประตูฮอลล์ค้างไว้ ทำให้เรามองไม่เห็นลวดลายบนบานประตู และยังคงรักษาสภาพดีมาได้ตลอด 27 ปี

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

06

นาคฮดสรง

ตัดภาพมาโซน A ที่ปัจจุบันเป็นร้านแบล็กแคนยอน ขอให้นึกย้อนกลับไปตอนศูนย์เปิดใหม่ๆ บริเวณนี้มีไว้รับรองแขกให้ได้พักผ่อนระหว่างงาน โดยตกแต่งให้อยู่ภายใต้ธีมภาคอีสาน

ในตอนนี้ ศิลปะที่ยังเหลือประดับอยู่เป็นหลักฐานของภาคอีสาน คือนาคฮดสรง โดย จรูญ มาถนอม เจ้าของเดียวกับภาพแกะสลักพระราชพิธีอินทราภิเษก โดยนาคฮดสรงนี้ทำจากไม้จำปา จำลองมาจากต้นแบบในรูปถ่ายโบราณที่ใช้เป็นที่สรงน้ำแก่ภิกษุผู้ใหญ่ที่ได้เลื่อนยศ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

07

เทวรูปพระศิวะและพระนารายณ์

นอกจากงาน 2 ชิ้นที่กล่าวไปแล้ว อ.จรูญ ยังฝากงานศิลปะไว้อีก 2 ชิ้น คือเทวรูปไม้สูงเกือบ 3 เมตรที่ยืนอยู่ซ้ายขวาของทางขึ้นไปยังโซน D จำหลักไม้ตามรูปแบบทวารบาลทางขึ้นลานประทักษิณที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช คาดว่าสาเหตุที่ตั้งตรงนี้ เพราะแต่ก่อนใช้เป็นห้องรับรองแขกพิเศษ และวางเทวรูปไว้เป็นเชิงปกปักรักษาแขกทุกท่านให้ปลอดภัย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

08

หนังใหญ่เรื่อง รามเกียรติ์ และเรือกอและ

เมื่อเดินผ่านเทวรูปไม้เข้ามา ในโซน D ตกแต่งเป็นธีมภาคใต้ โดยมีงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นที่ชาวต่างชาติมักตื่นตาตื่นใจและชอบมาถ่ายรูปด้วย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นี่คือหนังใหญ่ขนาด 11×4 เมตร ที่ไม่ได้ทำจากหนัง! ประพันธ์ สุวรรณ ศิลปินชาวใต้ มองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้หนังทำงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ เพราะหาหนังผืนใหญ่ไม่ได้และไม่อาจแขวนให้ตึงได้ ท่านเลยเลือกใช้เหล็กอัลลอยแทน โดยเอาสว่านมาเจาะแทนการใช้สิ่ว ต้องหาวิธีเจาะอยู่นานกว่าจะออกมาพลิ้วไหวชดช้อยเหมือนหนังใหญ่ งานชิ้นนี้จึงพิเศษสุดๆ แบบที่น่าจะหาการทำเทคนิคนี้ที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

หน้าหนังใหญ่มีเรือกอและตั้งอยู่ ทำโดย กวี ศิริธรรม ล้อกับเรือจับปลาชายฝั่งของแท้ที่ใช้ในภาคใต้ โดยปกติแล้วศูนย์จะใช้เป็นที่จัดดอกไม้ต้อนรับแขก

09

ปราสาทธรรมาสน์

ในบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างโซน C โซน D และเพลนนารี ฮอลล์ ยกให้เป็นธีมภาคเหนือ และชูโรงด้วยปราสาทธรรมาสน์ งานศิลปะชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดในศูนย์ เพราะคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับผิดชอบเป็นผู้เชิญธรรมาสน์ไม้โบราณลงมาจากวัดกู่ดำน้อยในลำปาง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ตัวธรรมาสน์มาพร้อมฐานที่รายล้อมด้วยรูปสัตว์หิมพานต์แกะไม้ลอยตัวด้วยไม้เนื้ออ่อน ปิดทองประดับกระจก ส่วนตัวปราสาทเป็นไม้เนื้อแข็งย้อมสีแดง ปิดทองเป็นลวดลายประดับ รอบๆ มีตุงแขวนอยู่ คือผ้าที่คนเหนือใช้ประดับงานมงคลเฉลิมฉลอง

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

10

ศาลาไทย

ไม่ใช่แค่ภายในตัวอาคารเท่านั้น เมื่อเดินออกด้านนอกจะพบไฮไลท์สุดท้ายที่รออยู่

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ศาลาไทยที่ทำจากไม้ ติดกระจก และปิดทอง ตั้งตระหง่านสู้แดดฝนมาเกือบ 30 ปี นี่คือมาสเตอร์พีซของ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติปี 2537 ผู้ที่ฝากงานสถาปัตยกรรมไทยไว้หลายชิ้น ส่วนที่บอกว่าชิ้นนี้เป็นมาสเตอร์พีซ เพราะหลังจากทำเสร็จไม่นานท่านก็ได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ตัวศาลาสร้างจากแนวคิดว่าไม่ได้ทำเพื่อชนชั้นสูง สังเกตได้จากลวดลายแกะสลัก ที่เลือกทำเป็นลายดอกพุดตาน เป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจากทุกที่อย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ ศูนย์ยังมีงานศิลปะเก็บอยู่อีกกว่า 1,500 ชิ้น แต่ก่อนผลงานศิลปะทั้งหมดจัดแสดงตามพื้นที่ต่างๆ แต่เมื่อมีการปรับพื้นที่ให้สามารถรองรับการจัดงานได้มากขึ้น ผลงานศิลปะจึงถูกโยกย้ายไปจัดแสดงตามห้องประชุมต่างๆ โดยมีบางส่วนที่ถูกจัดเก็บไว้

เมื่อศูนย์เปิดใหม่ สัญญาว่าคุณจะได้เห็นผลงานศิลปะต่างๆ อีกครั้ง พร้อมกับงานชิ้นใหม่ๆ ที่จะรังสรรค์ขึ้นใหม่ด้วย โดยการจัดวางก็จะเหมาะสมลงตัวและยิ่งใหญ่กว่าเดิม ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ศิลปะเหล่านี้ก็จะยังเป็นไฮไลท์อยู่เสมอ

“วันนี้เราอาจไม่ใช่ศูนย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เราจะกลับมาเป็นอย่างนั้นให้ได้” ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สัญญาปิดท้าย

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2565
4.66 K

เบื้องหลังคลองภักดีรำไพที่ทอดยาวเลียบไปกับถนน คือทิวทัศน์ของภูเขาและหนึ่งฟ้ากว้างเคล้ากับหมอกจาง ๆ ที่มองแล้วรู้สึกสงบใจ ใครจะคิดว่าวิวนี้มองเห็นได้จากศูนย์การค้าอย่าง ‘เซ็นทรัล จันทบุรี’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศูนย์การค้าแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดจันทบุรี ที่รุ่มรวยทั้งวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างภูเขา น้ำตก ทะเล ผลไม้เมืองร้อน ไปจนถึงอัญมณี ราวกับเป็น Hidden Gem แห่งภาคตะวันออกที่รอการเจียระไนให้เฉิดฉาย 

เซ็นทรัลพัฒนาจึงปักหมุดพื้นที่กว่า 40 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม และคอนเวนชันฮอลล์สำหรับจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ต่าง ๆ โดยมีโจทย์คือทำอย่างไรให้เชื่อมโยงพื้นที่จากภายในอาคารสู่ภายนอกอาคารได้อย่างลื่นไหล กลมกลืน รวมทั้งใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดเป็นศูนย์การค้าแบบ Semi-outdoor ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การกิน เที่ยว ช้อปปิ้งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ 

ความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ คือดีไซน์ที่ไม่ป่าวประกาศว่าเป็นอาคารหน้าใหม่ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดจันทบุรี หากเป็นการผสมผสานความทันสมัยและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้โอบรับกับวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายช่วงวัย 

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เสน่ห์เมืองจันท์ที่แทรกซึมอยู่ในการออกแบบ

ถ้ามีใครถามหาคู่มือ ‘รู้จักจันทบุรีฉบับรวบรัด’ เราคงแนะนำให้เดินทางมายังเซ็นทรัล จันทบุรี เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนการรวบรวมเอาความรุ่มรวยของทั้งจังหวัด มาไว้ในการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Charming Chanthaburi’ หรือ ‘มหัศจรรย์จันทบุรี’ 

หากมองจากภายนอกตัวอาคาร เราจะพบสัญลักษณ์ของเมืองจันท์อย่าง Art Feature กระต่ายสีขาวแสนน่ารักในหลากหลายอิริยาบถรอบ ๆ ศูนย์การค้า ชวนให้เรารู้สึกสดใสและอบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนบริเวณด้านหน้า เราจะเห็นฟาซาด (Façade) หรือองค์ประกอบด้านหน้าของอาคาร เป็นสีน้ำตาลอิฐที่มีรูปทรงโค้งมนซ้อนทับกันหลายชั้น โดยลวดลายดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเสื่อจันทบูร ผสมผสานกับประกายของอัญมณีเมืองจันท์

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เราจะพบว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของอาคารเป็นแบบเปิดโล่งหรือ Semi-outdoor เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติ โดยตัวอาคารค่อนข้างโปร่ง ทำให้อากาศถ่ายเทเย็นสบาย เมื่อรวมกับวัสดุกึ่งปูนกึ่งไม้ ยิ่งได้กลิ่นอายของบ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร แต่ความละเอียดของสถาปัตยกรรมดังกล่าวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อมองลึกลงไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเสาบริเวณชั้น 1 จะเห็นว่าเสาถูกตกแต่งด้วยเสื่อจันทบูรลายเก๋ ตลอดจนลายกระเบื้องบริเวณศูนย์อาหาร (Food Patio) ก็มีการเลือกใช้สีสันและแพตเทิร์นที่คล้ายกับเสื่อกกเช่นกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงจันทบุรี คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติผลไม้เมืองร้อน อย่างเงาะ มังคุด ทุเรียน หรือลองกอง ซึ่งความน่ารักของบริเวณชั้น 2 คือ โซนสำหรับนั่งพักที่บ่งบอกถึงความเป็นจันทบุรี ผ่านเฟอร์นิเจอร์สีสวยดีไซน์สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเก้าอี้รูปทรงทุเรียนและมังคุดสุดมินิมอล ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่นั่งได้จริง

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

คงกลิ่นอายความเป็นชุมชน

นอกจากการออกแบบที่คำนึงถึงท้องถิ่นแล้ว สิ่งที่ทำให้เซ็นทรัล จันทบุรี โดดเด่น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยชูอัตลักษณ์ของดีแห่งจันทบุรี นำร้านรวงและสินค้าท้องถิ่นมาเปิดขายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของดีเมืองจันท์ ในงานสีสันจันทบูร ร้านกาแฟคราฟต์ของนักธุรกิจท้องถิ่นรุ่นใหม่อย่าง กาแฟบ้านทวด และ ‘โซนพลอยจันท์’ ที่เต็มไปด้วยร้านอัญมณีชื่อดังของจังหวัด

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

‘ตลาดจริงใจ’ ที่มีผักและผลไม้จากสวนในท้องถิ่น เช่น มะปี๊ดหรือส้มจี๊ด หน่อไม้ มังคุด ลองกอง เงาะ ฯลฯ ส่วนบริเวณ Semi-outdoor ของชั้น G ก็ได้รวมเอาของดีจาก 10 อำเภอดังมาจัดจำหน่ายอีกด้วย

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนภายนอกอาคาร ยังมี ‘จุดชมจันท์’ ที่มองวิวบริเวณคลองภักดีรำไพได้แบบ 360 องศา โดยชั้นล่างเปิดเป็นคาเฟ่ ‘Seed Of Siam’ คาเฟ่ที่ตั้งใจจะฟื้นคืนกาแฟจันทบูรที่เคยห่างหายไปนับร้อยปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟจันทบูร คือรสช็อกโกแลตที่จิบแล้วมีรสหวานตบท้าย เรียกว่าเป็นอีกโซนหนึ่งที่ได้สัมผัสทั้งบรรยากาศและรสชาติในแบบฉบับของเมืองจันท์เลยทีเดียว

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เซ็นทรัล จันทบุรี ยังจ้างงานคนท้องถิ่นมาทำงานในศูนย์การค้า เปิดโอกาสให้ชาวจันทน์ที่ต้องไปทำงานต่างบ้าน ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในจังหวัด ดูแลท้องถิ่น และสร้างความรู้สึกให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง

พื้นที่สาธารณะที่โอบรับคนทุกวัย

อีกจุดเด่นของเซ็นทรัล จันทบุรี คือพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกช่วงวัย โดยภายในอาคารจะมี ‘บ้านชานจันท์’ Co-working Space ร้านกึ่งคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ ถัดไปไม่ไกลจากบริเวณนั้นยังมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เด็ก ๆ เข้าไปปีนป่ายเล่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เมื่อเดินออกมาจากโซน Semi-outdoor เราจะพบพื้นที่กว่า 4 ไร่ที่ถูกพัฒนามาเป็น ‘สวนเพลิน’ เพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนหย่อนใจของชาวจันทบุรี สำหรับคนที่อยากนั่งเงียบ ๆ ก็มี ‘เรือนจันทบูร’ ให้หย่อนใจทอดสายตามองวิวแม่น้ำและภูเขา ส่วนสายออกกำลังกาย ที่นี่มีทั้งลู่วิ่งรอบสวน ความยาวกว่า 400 เมตร จุดจอดจักรยาน ลานสเกตบอร์ด สนามบาสเกตบอล เครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
เรือนจันทบูร
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
สวนเพลิน

ถัดจากโซนสัตว์เลี้ยง คือบริเวณ ‘ลานอินจัน’ ที่ตั้งชื่อตามต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี โดยลานนี้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ความพิเศษคือท่ามกลางไม้ดอกไม้ประดับ เราจะเห็นต้นอินจันและผลไม้ท้องถิ่นอย่างมะปี๊ด มังคุด และทุเรียน ปลูกแซมอยู่ภายในสวน เพื่อรอวันให้เราได้ยลโฉม (และอาจจะได้ลิ้มรส) เมื่อต้นไม้เหล่านี้ผลิดอกออกผลเต็มที่

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

หากย้อนกลับมามองในภาพรวมของเซ็นทรัล จันทบุรี เราจะไม่ได้เห็นเพียงผู้คนที่ก้าวเข้ามาซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่เราจะเห็นผู้มาเยือนที่ได้ทำความรู้จักจังหวัดนี้ผ่านดีไซน์และร้านรวงต่าง ๆ ได้เห็นเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุก วัยรุ่นมาถ่ายรูปเช็กอิน วัยทำงานมาใช้พื้นที่ Co-working Space ครอบครัวพาเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นออกกำลังกาย เพราะนอกจากการเป็นศูนย์การค้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมต่อผู้คนมากหน้าหลายตาให้เข้ามาใช้ชีวิต และสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างเต็มอิ่ม

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load