23 กรกฎาคม 2563
9 K

สถานที่ที่ให้บุคคลทั่วไปเที่ยวชมได้ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่พิพิธิภัณฑ์ก็เป็นหอศิลป์ แต่วันนี้เราจะเปลี่ยนแนวดูบ้าง ฉันจะพาไปชมอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ถึงมีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง 5,800 ไร่ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางให้เวียนหัว เพราะมีรถรับส่งของมหาวิทยาลัย (KKU Smart Transit) คอยบริการสำหรับชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นและประชาชนทั่วไป

เอาล่ะ… เริ่มจากประตูมหาวิทยาลัยฝั่งถนนมะลิวัลย์ เราจะใช้บริการรถสายสีส้ม อ้อมผ่านบึงสีฐานไปไม่ไกล จะพบอาคารหลังแรก ‘บ้านทรงหัวจุก’ เป็นชื่อเล่นที่เราเหล่านักศึกษาใช้เรียกอาคารหลังนี้ตามรูปทรงของมัน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
เดิมบริเวณคุ้มสีฐานเป็นพื้นที่ของบ้านหัวจุก แต่กาลเวลาล่วงผ่านไปกว่า 30 ปี บ้านเหล่านี้ค่อนข้างทรุดโทรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้รื้อถอนออกไปเหลือเพียงไม่กี่หลัง

กระท่อมน้อยหลังนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหมู่บ้านพลัม ใช้เป็นบ้านพักสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยในยุคแรก ชายคาที่ยื่นยาวออกมาช่วยกันแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี ส่วนหัวจุกที่มาของชื่อบ้านเป็นส่วนระบายอากาศร้อนที่ลอยตัวอยู่ด้านบนให้ระบายออกไปด้านนอก ทำให้ภายในบ้านเย็นสบาย

ในบริเวณเดียวกันยังมีบ้านทรงหัวจุกแบบนี้อีก 2 – 3 หลัง แต่มีการปรับปรุงต่อเติมออกไปตามการขยายขนาดของครอบครัว คงเหลือเพียงบ้านหลังแรกริมบึงสีฐานที่ยังมีลักษณะคงเดิม

“พักสายตาเถอะนะคนดี หลับลงตรงนี้…” 

รถบัสสีส้มพาฉันลอดผ่านอุโมงค์ต้นไม้บริเวณโรงสาธิต และข้ามผ่านแปลงหญ้าสาธิตของคณะเกษตร บรรยากาศสีเขียวชื่นตาชวนให้นึกถึงเพลง ตลอดเวลา ของปู พงษ์สิทธิ์ เพลงที่สมัยเป็นนักศึกษาชอบล้อมวงเล่นกัน นึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกอยากพักสายตาขึ้นมาจริงๆ แต่ก่อนที่จะหลับจริงจัง รถบริการก็พาฉันมาถึงหมุดหมายที่ 2 พอดี ‘คณะเกษตรศาสตร์’

ในช่วงทศวรรษแรกของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2507 – 2516) มีเพียง 3 คณะ คือ เกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อาคารเรียนที่ดูล้ำสมัยในยุคนั้น เมื่อผ่านช่วงเวลา 30 – 50 ปีไปแล้ว กลับมามีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

โชคดีที่มีโอกาสไปเรียนวิชาพื้นฐานช่วงปี 1 ที่อาคารเหล่านี้ ฉันจึงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ฉันก้าวลงจากรถสีส้มที่หน้ากองกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ เดินข้ามถนนไปทักทายเพื่อนเก่าอาคารลำดับ 5 ของคณะเกษตรศาสตร์ ‘อาคาร AG 05’ 

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร AG 05 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อาคารหลังนี้ใช้เป็นอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการของ 3 ภาควิชา คณะเกษตรศาสตร์
สร้างเสร็จเมื่อ 22 มีนาคม พ.ศ. 2523 

อาคารหลังนี้ถ้าเปรียบก็เหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทของฉัน ค่าที่มันอยู่ใกล้หอพัก ในช่วงเวลาที่หอสมุดปิดให้บริการ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่นั่งอ่านหนังสือที่เงียบสงบและเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ

อาคาร AG 05 ออกแบบโดยยงยศ สวัสดิ์พรภัลลภ โดยมี ผศ.โกวิท สุรโกมล และ ผศ.ดิลก ศรีนาวิน เป็นวิศวกร ด้านบนหลังคามีโครง 3 มิติ (Space Frame) เป็นโครงสร้างที่นิยมวางทับคอร์ดเพื่อกันฝน และในขณะเดียวกันก็รับแสงธรรมชาติเข้ามาในตัวอาคารด้วย

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
โครงสร้างคานภายในห้องสมุดคณะเกษตรศาสตร์และบรรยากาศภายหลังจากปรับปรุงใหม่ ซึ่งเดิมมีแต่ชั้นหนังสือ

บริเวณเดียวกันกับอาการ AG 05 ยังมีห้องสมุดประจำคณะ มองภายนอกไม่มีอะไรดึงดูดสายตา ทีแรกฉันตั้งใจว่าจะเข้าไปนั่งผึ่งไอเย็นของเครื่องปรับอากาศและรำลึกความหลังเท่านั้น แต่เมื่อผลักประตูกระจกติดฟิล์มทึบแสงเข้าไปเป็นต้องร้องว้าวกับคานรูปทรงใยแมงมุม

บรรณารักษ์ประจำห้องสมุดเล่าว่า บังเอิญฝ้าเพดานนั้นเสื่อมสภาพจึงได้รื้อออกมา โครงสร้างคานสวยๆ จึงเผยโฉมออกมาให้เห็น แต่มีข้อเสียคือทำให้ภายในอาคารค่อนข้างร้อน เครื่องปรับอากาศจึงทำงานหนักจนครางหึ่ง

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร AG 01 มุมต่างๆ ร่มเงาเขียวพรรณพฤกษาสมกับเป็นคณะที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก

ข้ามถนนเล็กๆ ที่คั่นระหว่างห้องสมุดและอาคารหลังแรกของคณะเกษตรศาสตร์ ‘อาคาร AG 01’ แอบอิงอยู่ใต้ร่มฉำฉา สวยงามมีเสน่ห์เหมือนหญิงที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่ง อาคารหลังนี้ออกแบบโดยอาจารย์อมร ศรีวงศ์ และมี ศ. ดร. รชฎ กาญจนะวณิชย์ เป็นวิศวกร ถือว่าเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของมหาวิทยาลัย มีการนำแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปมาเป็นส่วนประกอบตกแต่งของระเบียง ทั้งเพื่อเป็นลูกเล่นเชิงดีไซน์และเพื่อประโยชน์ใช้สอยในการกันฝนสาด

ปัจจุบันอาคารหลังนี้ไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นสำนักงานและเป็นทางผ่านไปยังอาคารเรียนหลังอื่นๆ ฉันก้าวยาวๆ ขึ้นทางลาดสำหรับเชื่อมต่อระหว่างอาคาร AG 02 เพื่อทดสอบความชัน พบว่าอยู่ในระยะการก้าวที่ไม่เมื่อยเกินไปนัก แสงแดดยามสายทาบทอลงมาประทับกับตัวอาคารให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เหมือนได้กลับมายังบ้านที่คุ้นเคยอีกครั้ง

อย่างที่ได้เล่าเมื่อข้างต้นว่า ไม่เพียงแค่วิชาพื้นฐานของคณะเกษตรศาสตร์ ฉันยังต้องไปเรียนวิชาพื้นฐานที่คณะวิทยาศาสตร์ด้วย และนี่คืออาคารเรียนที่ฉันรักมากที่สุด ‘ตึกกลม’ ชื่อเล่นนี้เรียกตามลักษณะของอาคารที่เป็นทรงกลม แต่มีความพิเศษตรงการเล่นระดับพื้น หลังคามีความลาดเอียง สมัยก่อนนักศึกษาแก่นๆ ขึ้นไปปั่นจักรยานบนหลังคานี้ต่างสนามกีฬาเอ็กซ์ตรีมก็มี

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
มุมต่างๆ ของตึกกลม มีทั้งพื้นต่างระดับและช่องสำหรับให้แสงธรรมชาติส่องผ่าน

อาคารรูปทรงเก๋ไก๋หลังนี้ออกแบบโดย อาจารย์อมร ศรีวงศ์ และมี ศ. ดร. รชฎ กาญจนะวณิชย์ ผู้ถือได้ว่าเป็นวิศวกรคู่ใจของท่าน เดิมใช้เป็นอาคารเรียนวิชาเคมีเพียงอย่างเดียว แต่ภายหลังธนาคารไทยพาณิชย์ที่เข้ามาเปิดสาขามหาวิทยาลัย ได้ขอใช้พื้นที่ร่วมชั่วคราว ( พ.ศ. 2521 – 2525) ทางฝั่งทิศตะวันตกของตัวอาคาร เมื่อสำนักงานถาวรทางด้านหน้าโรงพยาบาศรีนครินทร์สร้างเสร็จจึงย้ายออกไป

ในวันที่ฉันเข้าไปสำรวจ ตึกกลมได้เลิกใช้งานแล้วเนื่องจากความทรุดโทรม เจ้าหน้าที่นักการที่กำลังขนย้ายโต๊ะเก้าอี้ออกจากห้องอนุญาตให้ฉันเข้าไปสูดกลิ่นอดีตจนอิ่มหน่ำ ก่อนจะดึงเหล็กม้วนลงและคล้องแม่กุญแจปิดขังความหลังไว้ภายใน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร SC 01 ตึกแรกของคณะวิทยาศาสตร์ที่มีศิลปะแทรกอยู่ตามโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคานหรือระเบียงตึกที่ใช้วิธีเรียงอิฐช่วยในการรับน้ำหนักและลิฟต์ที่อยู่คู่ตึกมาตั้งแต่ยุคแรก

ใกล้กับตึกกลมเป็นอาคารเรียนปฏิบัติการวิชาเคมี SC 01 มีโครงสร้างคานที่สานกันเป็นตาข่าย สวยงามทั้งในเชิงศิลปะโครงสร้างและช่วยรับน้ำหนักไปด้วยในตัว

ในสมัยเป็นนักศึกษา เราเริ่มเรียนวิชาปฏิบัติการทางเคมีตั้งแต่บ่ายโมง กว่าจะสรุปผลกันเสร็จเวลาก็ล่วงเข้า 2 ทุ่ม แม้ว่าโครงสร้างตึกจะสวยติดใจ แต่ท้องฟ้าที่มืดสนิท ผนวกกับความเก่าที่ดูขรึมขลังของตัวอาคาร และความหลอนของลิฟต์ทำให้พวกเราเลือกที่จะใช้บันไดแทน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
ตึกหลอด SC 06 อาคารสำนักงานของคณะวิทยาศาสตร์ ได้ชื่อเล่นนี้มาจากโครงสร้างด้านข้างตึกที่ดูคล้ายหลอดสีขาว
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
เวทีในร่มองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ลักษณะโครงสร้างหลังคาเป็นจั่วฟันปลาทำให้มีน้ำขัง แต่ได้มีการทำรางน้ำเพื่อแก้ไข
ปัญหานี้จึงหมดไป

ในเมื่อมาถึงถิ่นเก่าแล้ว จะไม่กลับไปเยี่ยมหอพักเดิมก็กระไร โชคดีที่ผู้วางผังมหาวิทยาลัยตอนนั้นออกแบบให้อาคารเรียน หอพัก และโรงอาหาร อยู่ไม่ไกลกันนัก จึงเดินเท้าชมอาคารต่างๆ ได้สบายๆ ที่พำนักเดิมของฉันคือ ‘หอพักหญิงที่ 2’ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเสียไพเราะว่า ‘หอดาหลา’

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
ทางลาดด้านข้างหอพักหญิงที่ 2 ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องราวเข้าใจผิด

นับตั้งแต่กาลพฤกษ์ช่อแรกจนมาถึงรุ่นของฉันที่เป็นช่อที่ 36 (และรุ่นปัจจุบันคือรุ่นที่ 56) เสน่ห์ของอาคารหลังนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ของ รศ. ธิติ เฮงรัศมี ที่ออกแบบให้อาคารมีการเล่นกับดับเบิล สเปซ (Double Space) มีช่องเปิดให้เห็นวิวข้างนอกและโชว์โครงสร้าง

หอพักหญิงหลังนี้ ด้วยความเก่าของมันจึงทำให้มีเรื่องเล่าเขย่าขวัญที่พวกรุ่นพี่ๆ ขนเอามาหลอกน้องๆ ขวัญอ่อนให้ได้ขนลุกขนชันกันไม่เว้นแต่ละวัน ที่ฮอตฮิตที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่เล่ากันว่า หอพักแห่งนี้เคยเป็นอาคารพักผู้ป่วยโรคเรื้อน และทางลาดด้านข้างตึกก็ทำไว้เพื่อเข็นเตียงผู้ป่วยขึ้นลงตึก มีคนตายมากมาย ตอนกลางคืนเห็นคนใส่ชุดผู้ป่วยเดินไปเดินมาบนตึก ฯลฯ

แต่ความจริงคือ เดิมพื้นที่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเคยเป็นนิคมโรคเรื้อน แต่ตัวโรงพยายานและสถานพักฟื้นผู้ป่วยนั้นตำแหน่งเดิมอยู่ที่บริเวณโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะนิติศาสตร์ หอพักหญิงที่ 2 จึงทำหน้าเป็นหอพักมาตั้งแต่ต้น ส่วนทางลาดต้นเรื่องนั้นได้รับการเฉลยว่า สมัยก่อนระบบน้ำยังไม่ค่อยสะดวก พบปัญหาเรื่องน้ำไม่ไหลอยู่บ่อยครั้ง ทางลาดจึงมีไว้สำหรับการขนน้ำสำหรับอุปโภคขึ้นไปยังชั้นบนนั่นเอง

เดินสำรวจมาตั้งแต่เช้าจนสาย ตั้งใจว่าจะแวะไปดื่มน้ำผลไม้ปั่นที่โรงอาหารเล็กๆ ใกล้หอพักที่เรานักศึกษาตั้งชื่อเรียกเล่นๆ ให้ว่า ‘โรงเตี๊ยม’ เสียหน่อย แต่ปรากฏว่าโรงอาหารไม้หลังนั้นถูกรื้อไปเสียแล้ว ได้แต่ดื่มน้ำจากกระบอกที่พกมาดับกระหายแล้วออกเดินต่อไป โดยหมุดหมายต่อไปเป็น ‘แฟลตอาจารย์โสด’

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
บรรยากาศบริเวณด้านล่างแฟลตอาจารย์โสด

ตัวอาคารเปิดโล่ง ลมพัดผ่านสะดวก มีช่องรับแสงธรรมชาติส่องสว่าง ต้นไม้เขียว อาคารที่พักในสไตล์ทรอปิคอล (Tropical) หลังนี้ออกแบบโดย รศ. ธิติ เฮงรัศมี และวิศวกรคือ คุณณรงค์ กุหลาบ

นั่งรับลมสักหน่อยจึงออกเดินเท้าสู่บ้านพักอาจารย์หลังสุดท้ายที่ตั้งใจมาเยือน ‘บ้านหมอลำ’ คือชื่อเล่นของมัน 

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
บ้านหมอลำ

ทางไปบ้านหมอลำร่มครึ้มไปด้วยพรรณไม้ ซึ่งเป็นป่าที่มีอยู่เดิมของมหาวิทยาลัย ฉันรู้จักบ้านหลังนี้เพราะใช้เป็นเส้นทางลัดไปคณะ ที่บ้านหลังนี้ถึงจะได้ชื่อว่าบ้านหมอลำ แต่ไม่ได้เป็นที่พักอาศัยของนักขับเพลงพื้นบ้านแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะถ้ามองด้านข้างจะเหมือนสเต็ปเวทีหมอลำ

บ้านรูปทรงแปลกตาหลังนี้ออกแบบโดยคุณสถาพร และคุณวาณี เกตกินทะ ปัจจุบันบ้านพักชุดนี้ทรุดโทรมมากจนไม่มีบุคลากรพักอาศัยแล้ว บุคลากรยุคบุกเบิกของมหาวิทยาลัยเล่าว่า ตอนที่เห็นบ้านหลังนี้ถึงกับโอดครวญว่า “บ้านหน้าตาอย่างกับฮ้านหมอลำ จะอยู่เข้าไปได้ยังไง” แต่สุดท้ายไม่เพียงสร้างครอบครัวขยายจำนวนสมาชิก หากยังอยู่อาศัยจนเกษียณอายุราชการทีเดียว เข้ามาในมหาวิทยาลัยเมื่อใด เป็นต้องขับรถวนมาดูบ้านเก่าด้วยความคิดถึงทุกครั้งไป 

บ้านหมอลำที่มองดูเผินๆ เหมือนอยู่ในดงไม้หน้าทึบ แท้จริงห่างถนนหลักของมหาวิทยาลัยไม่ถึง 10 เมตร ฉันเดินทะลุหมู่แมกไม้ออกมารอรถสองแถวสาย 8 เพื่อกลับเข้าไปยังตัวเมือง

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
สะพานขาวที่มาของเรื่องราวผีหัวขาดที่ยามค่ำคืนนักศึกษารุ่นเก่าไม่กล้าขับรถผ่าน ปัจจุบันมีการจัดงานถนนศิลปะ (Art Lane) ทำให้คึกคักขึ้นมาบ้าง

รถสองแถวสีฟ้าแล่นจ้วดจ้าดถึงใจวัยรุ่นข้ามผ่านสะพานขาว สะพานที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์เขย่าขวัญ แม้กาลเวลาจะช่วยเจือจางความสยดสยองนี้ลงไป แต่ฉันก็ยังเผลอกลั้นหายใจจนข้ามถึงอีกฝั่งอย่างวันเยาว์ที่เคยโดนรุ่นพี่หลอก เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็ขำตัวเองอยู่ไม่น้อย

รถโดยสารพาฉันผ่านแปลงหญ้าสาธิตของเกษตรเหมือนเมื่อครั้งเข้ามา แล้วทิ้งประตูหน้าของมหาวิทยาลัยไว้เพียงเบื้องหลัง ฉันเหลียวกลับมามองบ้านหลังที่ 2 อีกครั้ง พร้อมคำมั่นในใจ 

“หากวันไหนมีเวลา จะกลับมาเยี่ยม มาชาร์จแบตที่นี่อีกครั้ง”

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load