23 กรกฎาคม 2563
6,636

สถานที่ที่ให้บุคคลทั่วไปเที่ยวชมได้ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่พิพิธิภัณฑ์ก็เป็นหอศิลป์ แต่วันนี้เราจะเปลี่ยนแนวดูบ้าง ฉันจะพาไปชมอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ถึงมีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง 5,800 ไร่ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางให้เวียนหัว เพราะมีรถรับส่งของมหาวิทยาลัย (KKU Smart Transit) คอยบริการสำหรับชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นและประชาชนทั่วไป

เอาล่ะ… เริ่มจากประตูมหาวิทยาลัยฝั่งถนนมะลิวัลย์ เราจะใช้บริการรถสายสีส้ม อ้อมผ่านบึงสีฐานไปไม่ไกล จะพบอาคารหลังแรก ‘บ้านทรงหัวจุก’ เป็นชื่อเล่นที่เราเหล่านักศึกษาใช้เรียกอาคารหลังนี้ตามรูปทรงของมัน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
เดิมบริเวณคุ้มสีฐานเป็นพื้นที่ของบ้านหัวจุก แต่กาลเวลาล่วงผ่านไปกว่า 30 ปี บ้านเหล่านี้ค่อนข้างทรุดโทรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้รื้อถอนออกไปเหลือเพียงไม่กี่หลัง

กระท่อมน้อยหลังนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหมู่บ้านพลัม ใช้เป็นบ้านพักสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยในยุคแรก ชายคาที่ยื่นยาวออกมาช่วยกันแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี ส่วนหัวจุกที่มาของชื่อบ้านเป็นส่วนระบายอากาศร้อนที่ลอยตัวอยู่ด้านบนให้ระบายออกไปด้านนอก ทำให้ภายในบ้านเย็นสบาย

ในบริเวณเดียวกันยังมีบ้านทรงหัวจุกแบบนี้อีก 2 – 3 หลัง แต่มีการปรับปรุงต่อเติมออกไปตามการขยายขนาดของครอบครัว คงเหลือเพียงบ้านหลังแรกริมบึงสีฐานที่ยังมีลักษณะคงเดิม

“พักสายตาเถอะนะคนดี หลับลงตรงนี้…” 

รถบัสสีส้มพาฉันลอดผ่านอุโมงค์ต้นไม้บริเวณโรงสาธิต และข้ามผ่านแปลงหญ้าสาธิตของคณะเกษตร บรรยากาศสีเขียวชื่นตาชวนให้นึกถึงเพลง ตลอดเวลา ของปู พงษ์สิทธิ์ เพลงที่สมัยเป็นนักศึกษาชอบล้อมวงเล่นกัน นึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกอยากพักสายตาขึ้นมาจริงๆ แต่ก่อนที่จะหลับจริงจัง รถบริการก็พาฉันมาถึงหมุดหมายที่ 2 พอดี ‘คณะเกษตรศาสตร์’

ในช่วงทศวรรษแรกของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2507 – 2516) มีเพียง 3 คณะ คือ เกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อาคารเรียนที่ดูล้ำสมัยในยุคนั้น เมื่อผ่านช่วงเวลา 30 – 50 ปีไปแล้ว กลับมามีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

โชคดีที่มีโอกาสไปเรียนวิชาพื้นฐานช่วงปี 1 ที่อาคารเหล่านี้ ฉันจึงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ฉันก้าวลงจากรถสีส้มที่หน้ากองกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ เดินข้ามถนนไปทักทายเพื่อนเก่าอาคารลำดับ 5 ของคณะเกษตรศาสตร์ ‘อาคาร AG 05’ 

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร AG 05 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อาคารหลังนี้ใช้เป็นอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการของ 3 ภาควิชา คณะเกษตรศาสตร์
สร้างเสร็จเมื่อ 22 มีนาคม พ.ศ. 2523 

อาคารหลังนี้ถ้าเปรียบก็เหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทของฉัน ค่าที่มันอยู่ใกล้หอพัก ในช่วงเวลาที่หอสมุดปิดให้บริการ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่นั่งอ่านหนังสือที่เงียบสงบและเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ

อาคาร AG 05 ออกแบบโดยยงยศ สวัสดิ์พรภัลลภ โดยมี ผศ.โกวิท สุรโกมล และ ผศ.ดิลก ศรีนาวิน เป็นวิศวกร ด้านบนหลังคามีโครง 3 มิติ (Space Frame) เป็นโครงสร้างที่นิยมวางทับคอร์ดเพื่อกันฝน และในขณะเดียวกันก็รับแสงธรรมชาติเข้ามาในตัวอาคารด้วย

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
โครงสร้างคานภายในห้องสมุดคณะเกษตรศาสตร์และบรรยากาศภายหลังจากปรับปรุงใหม่ ซึ่งเดิมมีแต่ชั้นหนังสือ

บริเวณเดียวกันกับอาการ AG 05 ยังมีห้องสมุดประจำคณะ มองภายนอกไม่มีอะไรดึงดูดสายตา ทีแรกฉันตั้งใจว่าจะเข้าไปนั่งผึ่งไอเย็นของเครื่องปรับอากาศและรำลึกความหลังเท่านั้น แต่เมื่อผลักประตูกระจกติดฟิล์มทึบแสงเข้าไปเป็นต้องร้องว้าวกับคานรูปทรงใยแมงมุม

บรรณารักษ์ประจำห้องสมุดเล่าว่า บังเอิญฝ้าเพดานนั้นเสื่อมสภาพจึงได้รื้อออกมา โครงสร้างคานสวยๆ จึงเผยโฉมออกมาให้เห็น แต่มีข้อเสียคือทำให้ภายในอาคารค่อนข้างร้อน เครื่องปรับอากาศจึงทำงานหนักจนครางหึ่ง

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร AG 01 มุมต่างๆ ร่มเงาเขียวพรรณพฤกษาสมกับเป็นคณะที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก

ข้ามถนนเล็กๆ ที่คั่นระหว่างห้องสมุดและอาคารหลังแรกของคณะเกษตรศาสตร์ ‘อาคาร AG 01’ แอบอิงอยู่ใต้ร่มฉำฉา สวยงามมีเสน่ห์เหมือนหญิงที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่ง อาคารหลังนี้ออกแบบโดยอาจารย์อมร ศรีวงศ์ และมี ศ. ดร. รชฎ กาญจนะวณิชย์ เป็นวิศวกร ถือว่าเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของมหาวิทยาลัย มีการนำแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปมาเป็นส่วนประกอบตกแต่งของระเบียง ทั้งเพื่อเป็นลูกเล่นเชิงดีไซน์และเพื่อประโยชน์ใช้สอยในการกันฝนสาด

ปัจจุบันอาคารหลังนี้ไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นสำนักงานและเป็นทางผ่านไปยังอาคารเรียนหลังอื่นๆ ฉันก้าวยาวๆ ขึ้นทางลาดสำหรับเชื่อมต่อระหว่างอาคาร AG 02 เพื่อทดสอบความชัน พบว่าอยู่ในระยะการก้าวที่ไม่เมื่อยเกินไปนัก แสงแดดยามสายทาบทอลงมาประทับกับตัวอาคารให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เหมือนได้กลับมายังบ้านที่คุ้นเคยอีกครั้ง

อย่างที่ได้เล่าเมื่อข้างต้นว่า ไม่เพียงแค่วิชาพื้นฐานของคณะเกษตรศาสตร์ ฉันยังต้องไปเรียนวิชาพื้นฐานที่คณะวิทยาศาสตร์ด้วย และนี่คืออาคารเรียนที่ฉันรักมากที่สุด ‘ตึกกลม’ ชื่อเล่นนี้เรียกตามลักษณะของอาคารที่เป็นทรงกลม แต่มีความพิเศษตรงการเล่นระดับพื้น หลังคามีความลาดเอียง สมัยก่อนนักศึกษาแก่นๆ ขึ้นไปปั่นจักรยานบนหลังคานี้ต่างสนามกีฬาเอ็กซ์ตรีมก็มี

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
มุมต่างๆ ของตึกกลม มีทั้งพื้นต่างระดับและช่องสำหรับให้แสงธรรมชาติส่องผ่าน

อาคารรูปทรงเก๋ไก๋หลังนี้ออกแบบโดย อาจารย์อมร ศรีวงศ์ และมี ศ. ดร. รชฎ กาญจนะวณิชย์ ผู้ถือได้ว่าเป็นวิศวกรคู่ใจของท่าน เดิมใช้เป็นอาคารเรียนวิชาเคมีเพียงอย่างเดียว แต่ภายหลังธนาคารไทยพาณิชย์ที่เข้ามาเปิดสาขามหาวิทยาลัย ได้ขอใช้พื้นที่ร่วมชั่วคราว ( พ.ศ. 2521 – 2525) ทางฝั่งทิศตะวันตกของตัวอาคาร เมื่อสำนักงานถาวรทางด้านหน้าโรงพยาบาศรีนครินทร์สร้างเสร็จจึงย้ายออกไป

ในวันที่ฉันเข้าไปสำรวจ ตึกกลมได้เลิกใช้งานแล้วเนื่องจากความทรุดโทรม เจ้าหน้าที่นักการที่กำลังขนย้ายโต๊ะเก้าอี้ออกจากห้องอนุญาตให้ฉันเข้าไปสูดกลิ่นอดีตจนอิ่มหน่ำ ก่อนจะดึงเหล็กม้วนลงและคล้องแม่กุญแจปิดขังความหลังไว้ภายใน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร SC 01 ตึกแรกของคณะวิทยาศาสตร์ที่มีศิลปะแทรกอยู่ตามโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคานหรือระเบียงตึกที่ใช้วิธีเรียงอิฐช่วยในการรับน้ำหนักและลิฟต์ที่อยู่คู่ตึกมาตั้งแต่ยุคแรก

ใกล้กับตึกกลมเป็นอาคารเรียนปฏิบัติการวิชาเคมี SC 01 มีโครงสร้างคานที่สานกันเป็นตาข่าย สวยงามทั้งในเชิงศิลปะโครงสร้างและช่วยรับน้ำหนักไปด้วยในตัว

ในสมัยเป็นนักศึกษา เราเริ่มเรียนวิชาปฏิบัติการทางเคมีตั้งแต่บ่ายโมง กว่าจะสรุปผลกันเสร็จเวลาก็ล่วงเข้า 2 ทุ่ม แม้ว่าโครงสร้างตึกจะสวยติดใจ แต่ท้องฟ้าที่มืดสนิท ผนวกกับความเก่าที่ดูขรึมขลังของตัวอาคาร และความหลอนของลิฟต์ทำให้พวกเราเลือกที่จะใช้บันไดแทน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
ตึกหลอด SC 06 อาคารสำนักงานของคณะวิทยาศาสตร์ ได้ชื่อเล่นนี้มาจากโครงสร้างด้านข้างตึกที่ดูคล้ายหลอดสีขาว
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
เวทีในร่มองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ลักษณะโครงสร้างหลังคาเป็นจั่วฟันปลาทำให้มีน้ำขัง แต่ได้มีการทำรางน้ำเพื่อแก้ไข
ปัญหานี้จึงหมดไป

ในเมื่อมาถึงถิ่นเก่าแล้ว จะไม่กลับไปเยี่ยมหอพักเดิมก็กระไร โชคดีที่ผู้วางผังมหาวิทยาลัยตอนนั้นออกแบบให้อาคารเรียน หอพัก และโรงอาหาร อยู่ไม่ไกลกันนัก จึงเดินเท้าชมอาคารต่างๆ ได้สบายๆ ที่พำนักเดิมของฉันคือ ‘หอพักหญิงที่ 2’ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเสียไพเราะว่า ‘หอดาหลา’

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
ทางลาดด้านข้างหอพักหญิงที่ 2 ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องราวเข้าใจผิด

นับตั้งแต่กาลพฤกษ์ช่อแรกจนมาถึงรุ่นของฉันที่เป็นช่อที่ 36 (และรุ่นปัจจุบันคือรุ่นที่ 56) เสน่ห์ของอาคารหลังนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ของ รศ. ธิติ เฮงรัศมี ที่ออกแบบให้อาคารมีการเล่นกับดับเบิล สเปซ (Double Space) มีช่องเปิดให้เห็นวิวข้างนอกและโชว์โครงสร้าง

หอพักหญิงหลังนี้ ด้วยความเก่าของมันจึงทำให้มีเรื่องเล่าเขย่าขวัญที่พวกรุ่นพี่ๆ ขนเอามาหลอกน้องๆ ขวัญอ่อนให้ได้ขนลุกขนชันกันไม่เว้นแต่ละวัน ที่ฮอตฮิตที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่เล่ากันว่า หอพักแห่งนี้เคยเป็นอาคารพักผู้ป่วยโรคเรื้อน และทางลาดด้านข้างตึกก็ทำไว้เพื่อเข็นเตียงผู้ป่วยขึ้นลงตึก มีคนตายมากมาย ตอนกลางคืนเห็นคนใส่ชุดผู้ป่วยเดินไปเดินมาบนตึก ฯลฯ

แต่ความจริงคือ เดิมพื้นที่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเคยเป็นนิคมโรคเรื้อน แต่ตัวโรงพยายานและสถานพักฟื้นผู้ป่วยนั้นตำแหน่งเดิมอยู่ที่บริเวณโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะนิติศาสตร์ หอพักหญิงที่ 2 จึงทำหน้าเป็นหอพักมาตั้งแต่ต้น ส่วนทางลาดต้นเรื่องนั้นได้รับการเฉลยว่า สมัยก่อนระบบน้ำยังไม่ค่อยสะดวก พบปัญหาเรื่องน้ำไม่ไหลอยู่บ่อยครั้ง ทางลาดจึงมีไว้สำหรับการขนน้ำสำหรับอุปโภคขึ้นไปยังชั้นบนนั่นเอง

เดินสำรวจมาตั้งแต่เช้าจนสาย ตั้งใจว่าจะแวะไปดื่มน้ำผลไม้ปั่นที่โรงอาหารเล็กๆ ใกล้หอพักที่เรานักศึกษาตั้งชื่อเรียกเล่นๆ ให้ว่า ‘โรงเตี๊ยม’ เสียหน่อย แต่ปรากฏว่าโรงอาหารไม้หลังนั้นถูกรื้อไปเสียแล้ว ได้แต่ดื่มน้ำจากกระบอกที่พกมาดับกระหายแล้วออกเดินต่อไป โดยหมุดหมายต่อไปเป็น ‘แฟลตอาจารย์โสด’

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
บรรยากาศบริเวณด้านล่างแฟลตอาจารย์โสด

ตัวอาคารเปิดโล่ง ลมพัดผ่านสะดวก มีช่องรับแสงธรรมชาติส่องสว่าง ต้นไม้เขียว อาคารที่พักในสไตล์ทรอปิคอล (Tropical) หลังนี้ออกแบบโดย รศ. ธิติ เฮงรัศมี และวิศวกรคือ คุณณรงค์ กุหลาบ

นั่งรับลมสักหน่อยจึงออกเดินเท้าสู่บ้านพักอาจารย์หลังสุดท้ายที่ตั้งใจมาเยือน ‘บ้านหมอลำ’ คือชื่อเล่นของมัน 

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
บ้านหมอลำ

ทางไปบ้านหมอลำร่มครึ้มไปด้วยพรรณไม้ ซึ่งเป็นป่าที่มีอยู่เดิมของมหาวิทยาลัย ฉันรู้จักบ้านหลังนี้เพราะใช้เป็นเส้นทางลัดไปคณะ ที่บ้านหลังนี้ถึงจะได้ชื่อว่าบ้านหมอลำ แต่ไม่ได้เป็นที่พักอาศัยของนักขับเพลงพื้นบ้านแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะถ้ามองด้านข้างจะเหมือนสเต็ปเวทีหมอลำ

บ้านรูปทรงแปลกตาหลังนี้ออกแบบโดยคุณสถาพร และคุณวาณี เกตกินทะ ปัจจุบันบ้านพักชุดนี้ทรุดโทรมมากจนไม่มีบุคลากรพักอาศัยแล้ว บุคลากรยุคบุกเบิกของมหาวิทยาลัยเล่าว่า ตอนที่เห็นบ้านหลังนี้ถึงกับโอดครวญว่า “บ้านหน้าตาอย่างกับฮ้านหมอลำ จะอยู่เข้าไปได้ยังไง” แต่สุดท้ายไม่เพียงสร้างครอบครัวขยายจำนวนสมาชิก หากยังอยู่อาศัยจนเกษียณอายุราชการทีเดียว เข้ามาในมหาวิทยาลัยเมื่อใด เป็นต้องขับรถวนมาดูบ้านเก่าด้วยความคิดถึงทุกครั้งไป 

บ้านหมอลำที่มองดูเผินๆ เหมือนอยู่ในดงไม้หน้าทึบ แท้จริงห่างถนนหลักของมหาวิทยาลัยไม่ถึง 10 เมตร ฉันเดินทะลุหมู่แมกไม้ออกมารอรถสองแถวสาย 8 เพื่อกลับเข้าไปยังตัวเมือง

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
สะพานขาวที่มาของเรื่องราวผีหัวขาดที่ยามค่ำคืนนักศึกษารุ่นเก่าไม่กล้าขับรถผ่าน ปัจจุบันมีการจัดงานถนนศิลปะ (Art Lane) ทำให้คึกคักขึ้นมาบ้าง

รถสองแถวสีฟ้าแล่นจ้วดจ้าดถึงใจวัยรุ่นข้ามผ่านสะพานขาว สะพานที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์เขย่าขวัญ แม้กาลเวลาจะช่วยเจือจางความสยดสยองนี้ลงไป แต่ฉันก็ยังเผลอกลั้นหายใจจนข้ามถึงอีกฝั่งอย่างวันเยาว์ที่เคยโดนรุ่นพี่หลอก เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็ขำตัวเองอยู่ไม่น้อย

รถโดยสารพาฉันผ่านแปลงหญ้าสาธิตของเกษตรเหมือนเมื่อครั้งเข้ามา แล้วทิ้งประตูหน้าของมหาวิทยาลัยไว้เพียงเบื้องหลัง ฉันเหลียวกลับมามองบ้านหลังที่ 2 อีกครั้ง พร้อมคำมั่นในใจ 

“หากวันไหนมีเวลา จะกลับมาเยี่ยม มาชาร์จแบตที่นี่อีกครั้ง”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

20 พฤศจิกายน 2564
860

ประตูเครื่องบินปิดลงที่สนามบินเดลี ประเทศอินเดีย ผู้โดยสารชุดสุดท้ายเดินขึ้นมาบนเครื่องบิน เสียงสื่อสารระหว่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังขึ้นว่า “Boarding Completed” นั่นหมายถึงจะไม่มีผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องบินมาเพิ่มอีกแล้ว 

ผมหน้าซีด หันไปหาเพื่อนอีก 3 คน และพบว่าทุกคนหน้าซีดพอกัน เพราะเราทุกคนต่างรู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้เดินทางมาแค่ 4 คน แต่กลุ่มของเราต้องมีให้ครบ 7 คนจึงจะสมบูรณ์

“เฮ้ย! มีคนตกเครื่อง” ผมอุทาน 

ผมเคยเป็นวิทยากรนำทัวร์ในประเทศอินเดียมาแล้วหลายครั้ง และรู้ว่าเหตุการณ์นี้วิกฤตมาก เพราะจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองเลห์ (Leh) บนเทือกเขาหิมาลัย สูงจากระดับน้ำทะเลไปถึง 3,500 เมตร หมอกลงปกคลุมหนาแน่น เที่ยวบินมีเฉพาะช่วงเช้าและมีจำนวนเที่ยวบินจำกัด ตั๋วใบใหม่อาจหาไม่ได้ภายในวันนี้

และที่สำคัญ เพื่อนอีก 3 คนที่มาขึ้นเครื่องบินไม่ทันนั้น เพิ่งเคยมาอินเดียเป็นครั้งแรก ใจผมรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนควรจะตกเครื่อง คนคนนั้นควรเป็นผมมากกว่า เพราะอย่างน้อยจากประสบการณ์ของการเดินทางในอินเดียหลายครั้ง ผมคงพอจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ใครที่เคยเดินทางในประเทศอินเดีย คงจะทราบดีว่าสิ่งที่คาดหมายว่าแน่ก็อาจจะไม่แน่ เพราะสิ่งที่ไม่แน่นั้นมักจะเกิดขึ้นแน่นอน 

ผมขอให้เพื่อนของผมอีกคนหนึ่งช่วยติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องนั้นให้ซื้อตั๋วใหม่โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความคิดที่ปั่นป่วนอยู่ในสมองของผม ว่าจะต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไรบ้าง ในเมื่อคณะเดินทางมีคนตกเครื่องครึ่งคณะอย่างนี้

เครื่องบินกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่รันเวย์ ทันใดนั้นก็มีข้อความส่งเข้ามาว่าตั๋วเครื่องบินใบใหม่ทั้งสามใบได้อยู่ในมือของเพื่อนแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางรู้สึกว่าการเป็นหัวหน้าทริปให้กลุ่มเพื่อนครั้งนี้ ดูท่าจะต้องเจอโจทย์หินเข้าให้แล้วจริง ๆ

เตรียมตัวไปเลห์

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

คณะเดินทางของเราทั้ง 7 คนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปีที่รู้จักกัน ทำให้เรารู้เช่นเห็นชาติกันดียิ่งกว่าอย่างอื่น วันแรกที่ผมได้รับโจทย์จากเพื่อนๆ ว่าเราจะไปเลห์-ลาดักห์กันนั้น ผมก็รับปากว่าจะจัดทริปให้ด้วยความตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่ง (ในฐานะที่เป็นหัวโจกจัดทริปมาหลายครั้ง) ผมก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เพราะการเดินทางในเขตเทือกเขาสูงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่เงื่อนไขที่เพื่อน ๆ ของผมตั้งไว้นั้นก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาขอแค่อาหารอร่อย รสชาติไม่ประหลาด ที่พักสะดวกสบาย ควรจะมีน้ำอุ่น รถยนต์สะอาด คนขับรถยนต์ต้องสุภาพ โปรแกรมจะต้องไม่เหนื่อย และที่สำคัญก็คือราคาไม่แพง

เงื่อนไขง่าย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ แหะ แหะ…

ผมเคยเดินทางบนเทือกเขาหิมาลัยมาแล้ว 4 ครั้ง ประสบการณ์ทั้ง 4 ครั้งสอนให้ผมรู้ว่า โจทย์ที่เพื่อนตั้งนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าสมการ 5 ตัวแปรเสียอีก ผมรีบติดต่อกับพี่ไกด์ที่คุ้นเคย บอกเงื่อนไขทั้งหมด และขีดเส้นงบประมาณเอาไว้ว่าต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ หลังจากผ่านการเลือกแล้วเลือกอีกหลายครั้ง เราก็ได้โรงแรมที่มีน้ำอุ่น ห้องนอนมาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยในราคาที่ยอมรับได้ (ผมต่อรองเพิ่มด้วยว่า ในฐานะไกด์โดยสมมติ ต้องเข้าไปทำอาหารในครัวได้) รวมถึงได้ไกด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองเลห์มาประกบร่วมทีม 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางเราเจรจาอย่างไรไม่ทราบได้ ทางอินเดียจึงดูเป็นห่วงพวกเรามาก ด้วยเหตุนี้ทางบริษัททัวร์ฝั่งอินเดียส่งทีมงานอีกหนึ่งคนมาดูแลเราเป็นพิเศษ ตั้งแต่สนามบินเดลีและอยู่กับพวกเราตลอดทริป เท่ากับว่าคณะนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมด 6 คน แต่ใช้ทีมงานดูแลถึง 3 คน (รวมผมเป็นทีมงานด้วย) เรียกได้ว่าประกบบริการกัน 2 ต่อ 1 ทะนุถนอมชนิดที่ว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรมาแผ้วพานได้เลยทีเดียว

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
นอร์บู มัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวลาดักห์

การเดินทางครั้งนี้ผมมาอยู่ที่เดลีล่วงหน้าเพื่อน ๆ 2 วัน และเดินทางไปเจอทุกคนที่สนามบินเดลี ในชีวิตของผมมีอยู่ไม่กี่ครั้งที่จะหาตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้กับตัวเอง แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมตัดสินใจเอาไมล์การบินไทยที่มีไปแลกที่นั่งชั้นธุรกิจมาจนได้ เพราะต้องการน้ำหนักสัมภาระมากถึง 50 กิโลกรัม (และผมใช้เต็มโควต้าด้วย)

ในน้ำหนัก 50 กิโลกรัมประกอบด้วยเสื้อผ้าของผมเอง 10 กิโลกรัม ส่วนอีก 40 กิโลกรัมเป็นของกิน ที่ผมวางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบว่า ถ้าเพื่อนรับประทานอะไรไม่ได้เลย ทุกคนจะต้องมีอาหารกินครบ 3 มื้อตลอดทุกวัน โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

เครื่องบินลดระดับลงที่เมืองเลห์ ภาพเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนปรากฏขึ้นตรงหน้า เดือนเมษายนยังคงเป็นเดือนที่อากาศเย็นจัดสำหรับที่นี่ เราคลุมเสื้อกันหนาวให้กระชับตัว ก่อนจะออกไปปะทะกับสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัยที่ภายนอก ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเลห์แล้ว

ก้าวแรกในเลห์

เรื่องกลุ่มของผมตกเครื่องกัน 3 จาก 7 คน เป็นที่โจษจันและขบขันในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนต่างก็อัศจรรย์ใจว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็ยืนยันแล้วยืนยันอีก ว่าผมได้ไปตามหาเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องก่อนจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้วแต่ก็ไม่พบ จึงได้วางใจว่าทุกคนน่าจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้ว แต่ทำไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไปผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องให้เจ้าตัวมาอธิบายเอง

เลห์เป็นเมืองเอกของเขตการปกครองพิเศษลาดักห์ (Union territory of Ladakh) ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ เลห์เป็นอำเภอเมืองของจังหวัดลาดักห์นั่นเอง ตั้งอยู่บนที่สูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฉะนั้น นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เดินทางมาที่นี่จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness) กันทุกคน นอกเหนือจากการรับประทานยาลดความดันป้องกันมาก่อนหน้าแล้ว สิ่งที่คนต่างถิ่นควรจะทำก็คือการนอนราบโดยสมบูรณ์ (Absolute Bed Rest) ก่อนระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะออกซิเจนน้อย จึงทำให้โปรแกรมวันแรกของเราไม่มีอะไรนอกจากการนอนเฉย ๆ (และรอให้คนที่ตกเครื่องเดินทางตามมาถึง) ก่อนจะออกไปสำรวจเมืองเลห์แห่งเขตการปกครองลาดักห์กันในช่วงเย็น

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

ลาดักห์เคยเป็นนครรัฐบนเทือกเขาหิมาลัยที่มีเจ้านครรัฐปกครองมาก่อน ชาวลาดักห์ส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต และภาษาลาดักห์ก็เป็นภาษาตระกูลทิเบตเช่นกัน เราจึงรู้สึกได้ทันทีว่าลาดักห์มีความคล้ายคลึงกับทิเบตมากกว่าอินเดีย ถึงขนาดที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า ลาดักห์คือผืนแผ่นดินที่เก็บรักษาจิตวิญญาณของความเป็นทิเบตได้ดีที่สุด หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผนวกทิเบตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโดยสมบูรณ์

ลาดักห์เคยเป็นเมืองบนเส้นทางการค้าข้ามเทือกเขาหิมาลัยในสมัยโบราณ และมีเจ้าผู้ปกครองเป็นของตนเอง พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว ค.ศ.1600 ตั้งอยู่เคียงคู่กับวัดเซโม (Namgyal Tsemo Monastery) ที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 150 ปี สถานที่ทั้งสองแห่งนั้นสร้างขึ้นบนภูเขาอันสูงชัน จึงเปรียบได้กับศูนย์กลางของเมืองเลห์ในอดีต ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจึงนิยมขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ หรือไม่ก็อาจจะไปชมทิวทัศน์จากสถูปสันติภาพ (Shanti Stupa) ก็ได้ แน่นอนว่าเราได้ชมทิวทัศน์จากทุกสถานที่ข้างต้น ทิวทัศน์นั้นสวยงามจับใจทุกคน

ยับ – ยุม 

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่เราเริ่มปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศและสภาพอากาศได้แล้ว เราจึงออกเดินทางไกลกันสักหน่อย โปรแกรมของเราในวันนี้คือการเดินทางออกนอกเมืองเลห์ไปยังวัด 3 วัด คือ Matho Gompa, Hemis Gompa และ Thiksey Gompa และพระราชวัง 2 แห่ง คือ Shey Palace และ Stok Palace

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
Thiksey Gompa

พระพุทธศาสนาในเขตลาดักห์นั้นได้รับอิทธิพลจากทิเบตแทบทั้งหมด พระพุทธศาสนาในแถบนี้จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน มีการบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ เพราะตามทฤษฎีแล้ว พระพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็คือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นที่นับถือวิญญาณและความเร้นลับมาแต่เดิม จึงทำให้พระพุทธศาสนาในแถบนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ผมเองพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องศิลปะทิเบตอยู่บ้าง แต่คิดว่าเพื่อนคงไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรนัก ผมจึงไม่ได้อธิบายอะไรมาก นอกจากบอกเพื่อนคร่าวๆ ว่าให้ไหว้พระตามแบบที่เคยทำอยู่เป็นปกติในเมืองไทยก็ใช้ได้แล้ว เพราะเป็นศาสนาเดียวกัน แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนาที่นี่แตกต่างจากพระพุทธศาสนาที่เราคุ้นเคยมาก จึงมีคนเกิดข้อสงสัยตั้งแต่วัดแรกที่เราไปถึงในตอนเช้า

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
พระพุทธรูปประธาน Matho Gompa

เพื่อนผมคนหนึ่งเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากวิหารหลักของวัด พร้อมสะกิดให้เพื่อนที่เหลือเดินตามเข้าไปดู เห็นกิริยาอย่างนั้น ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนไปพบเจอเข้ากับอะไร ผมจึงตามเพื่อนไปทันที เพราะเข้าใจว่าเพื่อนต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน และผมก็ไม่ผิดหวังในตัวเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

เพราะที่หน้าจิตรกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้าพระประธาน ปรากฏรูปพระโพธิสัตว์หน้าตาดุดัน กำลังใช้แขนกอดเกี่ยวอยู่กับสตรีนางหนึ่ง ร่างกายเบื้องล่างของคนทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดสนิทกันเป็นหนึ่งเดียว คนทั้งสองจุมพิตกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ร่างของพระโพธิสัตว์นิ่งสง่าอยู่กับที่ ในขณะที่ร่างของฝ่ายหญิงนั้นดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอ้อมกอดของฝ่ายตรงข้าม

“นี่มันอะไรกัน นี่มันในวัดไม่ใช่เหรอ” เพื่อนผมทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ (และชอบใจพอ ๆ กัน)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
ตัวอย่างจิตรกรรมยับ – ยุม
ภาพ : www.dollsofindia.com

เมื่อหลายปีก่อน ในประเทศไทยของเราเคยมีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้โพสต์ภาพพระพุทธรูป (หรือพระโพธิสัตว์) ประทับนั่ง และมีสตรีนั่งทับอยู่ด้านบน แน่นอนว่าผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมร้อนใจ เพราะเข้าใจว่ามีคนกำลังล้อเลียนพระพุทธศาสนา จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็ต้องมีผู้รู้รีบมาเฉลยให้ฟังว่า รูปเคารพที่มีลักษณะดังว่านั้นเป็นประติมากรรมที่ทำขึ้นทั่วไปในพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน โดยฝ่ายชายที่นั้นอาจเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ได้ และฝ่ายหญิงเป็นศักติหรือชายาของฝ่ายชาย

กิริยาเช่นนั้นอาจเปรียบง่าย ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนปริศนาธรรม คือฝ่ายชายเปรียบเสมือนความกรุณาที่ต้องมีความมั่นคง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเปรียบเสมือนปัญญาที่ต้องรู้จักพลิกแพลง ปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ฉะนั้น ฝ่ายชายในรูปเคารพหรือภาพวาดประเภทนี้จึงมักจะไม่เคลื่อนไหว ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เคลื่อนไหวแทน สะท้อนว่าเมื่อใดก็ตามที่ปัญญาและความกรุณาในแต่ละบุคคลผสานกันเป็นหนึ่งเดียว บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงธรรมะได้ และแน่นอนว่าการเข้าถึงธรรมะนั้นย่อมนำมาซึ่ง ‘ความสุขอย่างยิ่ง’ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน

สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาทิเบตว่า ‘ยับ – ยุม’ โดย ยับ หมายถึงเพศชาย และ ยุม หมายถึงเพศหญิง

การใช้สัญลักษณ์โดยธรรมชาติของมนุษย์แทนนี้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน แม้ว่าเราจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้ แต่การทำความรู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ต้องตกใจ เวลาเดินเข้าไปในศาสนสถานบนเทือกเขาหิมาลัยแล้วพบเจอ ยับ – ยุม ไปหมดทุกแห่ง

ผมเห็นว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคยนั้นน่ารู้จักเสมอ เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาที่ต่างบริบทกัน ก็ย่อมมีการตีความและการสร้างศิลปวัตถุที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักกับความหลากหลายนั้นไว้ ก็คงจะสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่ได้เรียนรู้บ้างไม่มากก็น้อย เหมือนกับเพื่อน ๆ ของผมทุกคน ที่แม้ว่าพวกเราจะกลับจากลาดักห์มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจดจำและเข้าใจปรัชญา ยับ – ยุม ได้อย่างแม่นยำ และเล่ารายละเอียดได้เป็นฉาก ๆ เลยทีเดียว

ผมภูมิใจในตัวเพื่อนทุกคนครับ ทุกคนเก่งมาก

หุบเขา สายลม และธงห้าสี

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 3 ของพวกเราบนเทือกเขาแห่งนี้ เรามีกำหนดการเดินทางไกลไปยังหุบเขานูบรา (Nubra Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนดินแดนลาดักห์ เราจะไปค้างคืนในหุบเขานั้นคืนหนึ่ง การเดินทางวันนี้เป็นการเดินทางไกลพิเศษ เพราะต้องใช้เวลานั่งรถนานถึง 6 ชั่วโมง และต้องเดินทางผ่านหนึ่งในทางหลวงแผ่นดินที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก คือ 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชื่อว่าช่องเขาคาร์ดุง หรือออกเสียงเป็นภาษาลาดักห์ว่าคาร์ดุง ลา (Khardung La)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
หุบเขานูบรา (Nubra Valley)

เมื่อเราเดินทางอยู่บนเส้นทางหิมาลัยมุมใดก็ตาม สิ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปคือธงห้าสีที่แขวนพาดจากภูเขาด้านหนึ่งยังภูเขาอีกด้านหนึ่ง ธงห้าสีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธงมนตรา มีความหมายสำคัญสำหรับชาวทิเบตและดินแดนใกล้เคียงมาก เนื่องจากบนธงห้าสีนี้จะมีบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเขียนหรือพิมพ์อยู่

ในอดีตนั้นผู้คนในแถบนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะฉะนั้น การจะสาธยายมนต์จากตัวอักษรจึงเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในหมู่ผู้รู้หนังสือเท่านั้น คนแถบนี้จึงเขียนบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ลงบนธงราว และนำไปแขวนอยู่บนที่สูง เป็นความเชื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สายลมพัดผ่านธงมนตราเหล่านี้ สายลมก็จะพัดพาเอาบทสวดมนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้แผ่ลงไปสร้างความสันติสุขทั่วทั้งหุบเขา ด้วยคติอันเป็นมงคลนี้เองทำให้ชาวลาดักห์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทิเบตมาเต็มที่ นิยมผูกธงมนตราไว้บนที่สูงกับเขาด้วย

ธงห้าสีนั้นประกอบด้วยสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง และสีเขียว แทนสีพระวรกายของพระธยานิพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์ (นิกายวัชรยานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่ประสูติบนโลกมนุษย์นั้นเป็นการแบ่งภาคลงมาเกิดของพระพุทธเจ้าเหล่านี้) พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นประกอบด้วยพระพุทธเจ้าไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอักโษภยะ พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ ซึ่งมีสีพระวรกายเป็นสีตามลำดับข้างต้น

และพระพุทธเจ้าที่แบ่งภาคลงมาเกิดในโลกมนุษย์จากพระพุทธเจ้าเหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าเมตไตรยะ (พระศรีอาริยเมตไตรย) ในปัจจุบันพวกเราทุกคนอยู่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งทรงแบ่งภาคมาจากพระอมิตาภพุทธบนสรวงสวรรค์ เราจึงได้ยินพระนามของพระอมิตาภพุทธอยู่บ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนาที่ไม่ใช่นิกายเถรวาทนั่นเอง

ผมชอบธงมนตราเหล่านี้เป็นการส่วนตัว เพราะรู้สึกว่าเป็นกุศโลบายที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ผมจึงซื้อธงมนตราจากตลาดมา 5 ม้วน เพื่อที่จะแบ่งธงมนตราบางส่วนไปผูกบนคาร์ดุง ลา และเมื่อพวกเราได้ขึ้นไปถึงทางหลวงแผ่นดินที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสผูกธงมนตราสมใจ

เรามีกำหนดการจะต้องเดินทางไปให้ถึงนูบราวัลเลย์ตอนมื้อเที่ยง เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารขึ้นมาแล้วผมก็อดโล่งใจไม่ได้ ทีแรกผมกลัวมากว่าเพื่อน ๆ จะไม่มีใครรับประทานอาหารบนเส้นทางนี้ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อาหารมื้อแรกที่เราเดินทางมาถึง เพื่อนผมก็ตักอาหารเติมลงบนจานของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รอช้า เป็นอันว่าอาหารเสริมที่ผมหอบมาจากกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพราะพวกเรารับประทานอาหารท้องที่ผสมผสานไปกับอาหารที่เราคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี 

สำหรับการเดินทางมานูบราวัลเลย์ ผมเตรียมหมูหย็องมาสองถุงใหญ่ บวกกับส้มตำสำเร็จรูปและน้ำพริกกากหมูอีกจำนวนหนึ่ง เดือนเมษายนเรามีเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวพิเศษ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในลาดักห์มีมาก เราแบ่งปันเสบียงที่เตรียมมาให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ ด้วย บรรยากาศจึงอบอุ่นมาก แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด คือการไปขี่อูฐที่เนินทรายฮุนเดอร์ (Hunder Sand Dunes) ที่นี่มีอูฐพันธุ์บักเตรียน (Bactrian Camel) ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากมองโกเลียให้นักท่องเที่ยวทดลองขี่ อูฐชนิดนี้มีเอกลักษณ์คือเป็นอูฐ 2 หนอก ในอดีตเมื่อครั้งการค้าเส้นทางสายไหมยังรุ่งเรือง คาราวานสินค้าใช้อูฐชนิดนี้เป็นเครื่องมือขนส่งสินค้าข้ามภูมิภาค ทำให้มีสายพันธุ์อูฐเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตเทือกเขาหิมาลัยและเอเชียกลาง

การขี่อูฐที่นี่จะขี่เป็นกลุ่ม ๆ ใครมาด้วยกันก็ให้ขี่ไปด้วยกัน สนุกสนานมากเพราะพวกเราเฮฮาไปพร้อมกับเพื่อนได้ตลอดทาง ยิ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนมาก ก็จินตนาการได้เลยว่าที่เนินทรายฮุนเดอร์มีเสียงภาษาไทยกึกก้องสักเท่าไหน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คืนวันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว เราพบว่าโรงแรมที่เราพักมีมาตรฐานของห้องที่ไม่เสมอกัน บางห้องเล็กแต่บางห้องใหญ่ บางห้องมีผ้าห่มให้ 2 ผืน ในขณะที่บางห้องให้ผ้าห่มถึง 4 ผืน บางห้องมีหน้าต่าง 3 ด้าน ในขณะที่บางห้องมีหน้าต่างเพียงด้านเดียว (ซึ่งห้องที่หน้าต่างน้อยก็จะไม่หนาวทรมาน เหมือนกับห้องที่มีหน้าต่างมาก) พวกเราสนุกสนานกับการสำรวจว่าแต่ละห้องนั้นต่างกันอย่างไร หลังจากนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งนูบราวัลเลย์ เป็นเหตุให้เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ทำงาน และเราทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้ความมืดสนิทอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เพราะเราต่างหัวเราะให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าเราต้องทุกข์ร้อนอะไร เพราะเราตั้งใจมาสัมผัสกับธรรมชาติมิใช่หรือ

โจทย์การเดินทางที่ผมคิดว่ายากกลับคลี่คลายไปทีละน้อย ผมคิดว่าการเดินทางร่วมกันก็ควรเป็นเช่นนี้ คือควรถ้อยทีถ้อยอาศัย เจอปัญหาก็แก้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ป้องกันไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับและปรับตัว ไม่เช่นนั้นบรรยากาศของการเดินทางก็จะเสียไปทั้งหมด ผมยังนึกขอบคุณเพื่อนอยู่เสมอที่เข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่ และทำให้การยกแก๊งคุณชายไปเที่ยวหิมาลัยของเราไม่ได้ยากเย็นถึงขนาดนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเราขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของนูบราวัลเลย์กันที่วัดดิสกิต (Diskit Monastery) วัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตนี้ พระอารามแห่งนี้สถาปนาขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 และจนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยร้างผู้คน ปัจจุบันยังมีการก่อสร้างรูปเคารพพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่ขึ้นที่บริเวณวัด เพื่อเป็นมงคลสัญลักษณ์ที่จะทำให้มั่นใจว่า หุบเขาแห่งนี้ที่จะได้รับการอำนวยพรจากมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ไปนานเท่านาน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
พระศรีอาริยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า วัดดิสกิต (Diskit Monastery)

ทะเลสาบพันกอง

เช้าวันถัดมาเราออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อใช้เวลา 5 ชั่วโมงข้ามช่องเขา Chang La ไปยังทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สดนามว่า ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีอาณาเขตบางส่วนเชื่อมต่อกับแผ่นดินทิเบตตะวันตก พื้นที่แห่งนี้จัดเป็นแอ่งที่ราบที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Endorheic Basin) และได้รับความคุ้มครองในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์

เดือนเมษายนจัดเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ผิวทะเลสาบพันกองจึงมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมพอให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินได้ ผมจึงได้โอกาสลงไปเดินเล่นบนทะเลสาบน้ำแข็งกับเขาด้วย บนผิวทะเลสาบแห่งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก บวกกับนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นอีกเล็กน้อย สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านผืนน้ำสีคราม ผสานเข้ากับสีน้ำตาลทะมึนของขุนเขาโดยรอบ สร้างบรรยากาศอันขรึมขลังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วในระหว่างที่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เป็นใจนั้น ก็ปรากฏเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากอีกด้าน และเสียงนั้นก็คือเสียงของกลุ่มเพื่อนที่เหลือของผมซึ่งรออยู่ที่ริมฝั่งนั้นเอง

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

ต้นเหตุของเสียงเอะอะโวยวาย ก็คือลมเหนือทะเลสาบพันกองกำลังพัดกระโชกแรงเต็มที่ จนกระทั่งผลักให้ผิวทะเลสาบซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง ถ้ารอช้าอาจจะต้องติดอยู่บนแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลสาบภายใต้อุณหภูมิติดลบก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังเพลิดเพลินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งจึงต้องกระโดดขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในเวลานั้นคล้ายกับการกู้ภัย เราให้ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุกระโดดขึ้นฝั่งไปก่อน 

จากนั้นจึงตามด้วยผู้ชาย โดยมีผมและเพื่อนอีกคนซึ่งเดินไปไกลกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นตามมาเป็นคนสุดท้าย ตอนนั้นแผ่นน้ำแข็งเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งมากแล้ว เราไม่มีทางอื่นนอกจากต้องถอดรองเท้าและเดินลุยน้ำ เพื่อนของผมลุยน้ำข้ามไปก่อนอย่างทุลักทุเลพอตัว ส่วนผมกำลังจะโยนรองเท้าให้เพื่อนบนฝั่งช่วยรับ แต่ดูเหมือนริมขอบแผ่นน้ำแข็งจะรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวมายาวนานเกินไป จนกระทั่งทานน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้าลงลุยน้ำ แผ่นน้ำแข็งใต้เท้าผมก็แตกออก พร้อมกับการที่ตัวของผมดิ่งลงสู่น้ำอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งทันที

ภาวะตกใจสุดขีดเป็นเช่นนี้เอง !

เคราะห์ดีที่ผมพยุงตัวขึ้นมาได้ทัน น้ำจึงท่วมขึ้นมาไม่ถึงอก ทว่าตั้งแต่ท้องลงไปถึงเท้าของผมเปียกโชกเต็มที่ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในบริเวณนั้น ยกเว้นกลุ่มเพื่อนของผมที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังได้แต่หัวเราะขบขัน ผมเองก็พลอยหัวเราะขบขันไปกับเขาด้วย และถือได้ว่าเป็นการตกทะเลสาบที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต เพราะผมต้องสละโทรศัพท์มือถือไปหนึ่งเครื่อง ยังโชคดีที่อกผมไม่โดนน้ำ เพราะเราจะต้องเดินทางข้ามภูเขาหิมะอีก 5 ชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึงเลห์ ถ้าอกผมโดนน้ำ เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นปอดบวมได้ การเป็นปอดบวมบนภูเขาหิมะนั้นฟังดูไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอน

ทักษะในการหัวเราะไปกับทุกสถานการณ์นั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ช่วยประคับประคองความรู้สึกได้จริง เพราะถ้ามัวแต่จ่อมจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว (และป้องกันไม่ได้ด้วย เนื่องจากเป็นอุบัติเหตุ) ก็จะพลอยทำให้จิตใจของเราขุ่นมัววุ่นวาย อีกทั้งยังจะส่งผลให้คนอื่น ๆ พลอยไม่สนุกไปกับเราด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ผมจะย้ำเตือนกับตัวเองเวลาเจอเรื่องไม่คาดฝันว่า ให้คิดเสมอว่าทุกอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีทางออก เราลงมือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเสียก่อน อะไรทำได้ก็ทำ อะไรยังทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ และค่อย ๆ ใช้สติพิจารณา เพราะดีกว่าการหงุดหงิดว้าวุ่นเป็นไหน ๆ จริงไหมครับ

แต่การตกทะเลสาบอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์นั้น ผมขอครั้งเดียวในชีวิตก็นับว่าเพียงพอ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่เล่าลือขบขันไปในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียบนเส้นทางหิมาลัยอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ

วันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมสบาย ๆ เดินทางไปยังวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาทุกวัดที่เราไปมา และเลยไปยังหมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru) ที่มีภูมิทัศน์แปลกตา เส้นทางวันนี้เป็นที่ลุ่มต่ำลงกว่าเมืองเลห์ สองข้างทางจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ผลิบานประชันสีกันงดงามกว่าทุกวัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
หมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru)

เย็นวันนั้นเป็นเย็นวันสุดท้ายหลังจากใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยมาได้ครบสัปดาห์ พวกเรานั่งกองกันอยู่ที่โรงแรมเหมือนเช่นทุกวัน ผมมองกลุ่มเพื่อนรอบตัวแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุข พวกเราเดินทางร่วมกันบนเส้นทางที่ท้าทายแห่งนี้ด้วยกันได้สำเร็จ ย้อนกลับไปตั้งแต่ผมเริ่มเตรียมทริป สิ่งที่นึกกลัวอยู่ในใจก็คือการที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า มีเพื่อนบางกลุ่มที่คบหาสนิทสนมกันมานาน แต่กลับต้องมาแตกคอกันเมื่อตัดสินใจออกเดินทางร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่ฟังดูแล้วเส้นทางเหล่านั้น ก็ดูไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเลยแม้แต่น้อย แล้วการเดินทางในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างลาดักห์นั้นเล่า จะทำให้เรายังคงเป็นเพื่อนกันได้อยู่หรือไม่เมื่อจบทริป

ผมพบว่าเพื่อนของผมอยู่ง่าย กินง่ายกว่าที่คิด ทุกคนเข้าใจข้อจำกัดที่เกิดขึ้นอย่างยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่านี่คือเครื่องจรรโลงมิตรภาพ เพราะการเป็นเพื่อนกันนั้นต้องร่วมทุกข์และร่วมสุข จะให้มีแต่เฉพาะสุขและไม่มีทุกข์เลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความอิ่มเอมใจและเป็นสุข พลางนึกในใจว่า ถ้ามีพรสักข้อหนึ่งให้ผมอธิษฐานได้ ผมจะขอให้พวกเราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตลอดไป 

ชั่ววินาทีนั้นเองมีสายลมเบา ๆ พัดผ่านริ้วธงมนตราบนภูเขามากระทบตัวผมวูบหนึ่ง คล้ายกับจะสื่อสารให้ผมมั่นใจได้ว่า พระโพธิสัตว์และสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งปวงในขุนเขาหิมาลัย ทรงได้ตอบรับคำอธิษฐานของผมแล้ว

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คนต้นเรื่อง

เขมพัฒน์ หวังทวีทรัพย์, ชนัญญู จงสุตกวีวงศ์, ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์, โตยธร อิการาชิ, บารมี มหคุณวรรณ, ปฐวี รักษ์สุธี และอธิยุต เลิศประพัฒน์

ที่ปรึกษาการเดินทาง

พิริยา ภูพงศ์พิรัตน์

แหล่งอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์และศิลปะ

เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2562). ประติมานวิทยาในศิลปะทิเบตโดยสังเขป. ประกอบการบรรยายเรื่องศิลปะทิเบต.  

____________. (2562). พระพุทธเจ้าในลัทธิมหายาน. ประกอบการบรรยายวิชาประติมานวิทยาในศิลปะตะวันออก. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธนู แก้วโอภาส. (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียยุคใหม่. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. (2559). ศิลปะทิเบต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Photographer

โตยธร อิการาชิ

เพื่อนต้นคูนผู้ซึ่งโหยหาการเดินทางเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนโควิดจะไม่เข้าใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load