23 กรกฎาคม 2563
8 K

สถานที่ที่ให้บุคคลทั่วไปเที่ยวชมได้ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่พิพิธิภัณฑ์ก็เป็นหอศิลป์ แต่วันนี้เราจะเปลี่ยนแนวดูบ้าง ฉันจะพาไปชมอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ถึงมีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง 5,800 ไร่ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางให้เวียนหัว เพราะมีรถรับส่งของมหาวิทยาลัย (KKU Smart Transit) คอยบริการสำหรับชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นและประชาชนทั่วไป

เอาล่ะ… เริ่มจากประตูมหาวิทยาลัยฝั่งถนนมะลิวัลย์ เราจะใช้บริการรถสายสีส้ม อ้อมผ่านบึงสีฐานไปไม่ไกล จะพบอาคารหลังแรก ‘บ้านทรงหัวจุก’ เป็นชื่อเล่นที่เราเหล่านักศึกษาใช้เรียกอาคารหลังนี้ตามรูปทรงของมัน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
เดิมบริเวณคุ้มสีฐานเป็นพื้นที่ของบ้านหัวจุก แต่กาลเวลาล่วงผ่านไปกว่า 30 ปี บ้านเหล่านี้ค่อนข้างทรุดโทรม ทางมหาวิทยาลัยจึงได้รื้อถอนออกไปเหลือเพียงไม่กี่หลัง

กระท่อมน้อยหลังนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหมู่บ้านพลัม ใช้เป็นบ้านพักสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยในยุคแรก ชายคาที่ยื่นยาวออกมาช่วยกันแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี ส่วนหัวจุกที่มาของชื่อบ้านเป็นส่วนระบายอากาศร้อนที่ลอยตัวอยู่ด้านบนให้ระบายออกไปด้านนอก ทำให้ภายในบ้านเย็นสบาย

ในบริเวณเดียวกันยังมีบ้านทรงหัวจุกแบบนี้อีก 2 – 3 หลัง แต่มีการปรับปรุงต่อเติมออกไปตามการขยายขนาดของครอบครัว คงเหลือเพียงบ้านหลังแรกริมบึงสีฐานที่ยังมีลักษณะคงเดิม

“พักสายตาเถอะนะคนดี หลับลงตรงนี้…” 

รถบัสสีส้มพาฉันลอดผ่านอุโมงค์ต้นไม้บริเวณโรงสาธิต และข้ามผ่านแปลงหญ้าสาธิตของคณะเกษตร บรรยากาศสีเขียวชื่นตาชวนให้นึกถึงเพลง ตลอดเวลา ของปู พงษ์สิทธิ์ เพลงที่สมัยเป็นนักศึกษาชอบล้อมวงเล่นกัน นึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกอยากพักสายตาขึ้นมาจริงๆ แต่ก่อนที่จะหลับจริงจัง รถบริการก็พาฉันมาถึงหมุดหมายที่ 2 พอดี ‘คณะเกษตรศาสตร์’

ในช่วงทศวรรษแรกของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2507 – 2516) มีเพียง 3 คณะ คือ เกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อาคารเรียนที่ดูล้ำสมัยในยุคนั้น เมื่อผ่านช่วงเวลา 30 – 50 ปีไปแล้ว กลับมามีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

โชคดีที่มีโอกาสไปเรียนวิชาพื้นฐานช่วงปี 1 ที่อาคารเหล่านี้ ฉันจึงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ฉันก้าวลงจากรถสีส้มที่หน้ากองกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ เดินข้ามถนนไปทักทายเพื่อนเก่าอาคารลำดับ 5 ของคณะเกษตรศาสตร์ ‘อาคาร AG 05’ 

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่า มข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร AG 05 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อาคารหลังนี้ใช้เป็นอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการของ 3 ภาควิชา คณะเกษตรศาสตร์
สร้างเสร็จเมื่อ 22 มีนาคม พ.ศ. 2523 

อาคารหลังนี้ถ้าเปรียบก็เหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทของฉัน ค่าที่มันอยู่ใกล้หอพัก ในช่วงเวลาที่หอสมุดปิดให้บริการ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่นั่งอ่านหนังสือที่เงียบสงบและเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ

อาคาร AG 05 ออกแบบโดยยงยศ สวัสดิ์พรภัลลภ โดยมี ผศ.โกวิท สุรโกมล และ ผศ.ดิลก ศรีนาวิน เป็นวิศวกร ด้านบนหลังคามีโครง 3 มิติ (Space Frame) เป็นโครงสร้างที่นิยมวางทับคอร์ดเพื่อกันฝน และในขณะเดียวกันก็รับแสงธรรมชาติเข้ามาในตัวอาคารด้วย

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
โครงสร้างคานภายในห้องสมุดคณะเกษตรศาสตร์และบรรยากาศภายหลังจากปรับปรุงใหม่ ซึ่งเดิมมีแต่ชั้นหนังสือ

บริเวณเดียวกันกับอาการ AG 05 ยังมีห้องสมุดประจำคณะ มองภายนอกไม่มีอะไรดึงดูดสายตา ทีแรกฉันตั้งใจว่าจะเข้าไปนั่งผึ่งไอเย็นของเครื่องปรับอากาศและรำลึกความหลังเท่านั้น แต่เมื่อผลักประตูกระจกติดฟิล์มทึบแสงเข้าไปเป็นต้องร้องว้าวกับคานรูปทรงใยแมงมุม

บรรณารักษ์ประจำห้องสมุดเล่าว่า บังเอิญฝ้าเพดานนั้นเสื่อมสภาพจึงได้รื้อออกมา โครงสร้างคานสวยๆ จึงเผยโฉมออกมาให้เห็น แต่มีข้อเสียคือทำให้ภายในอาคารค่อนข้างร้อน เครื่องปรับอากาศจึงทำงานหนักจนครางหึ่ง

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร AG 01 มุมต่างๆ ร่มเงาเขียวพรรณพฤกษาสมกับเป็นคณะที่เกี่ยวกับการเพาะปลูก

ข้ามถนนเล็กๆ ที่คั่นระหว่างห้องสมุดและอาคารหลังแรกของคณะเกษตรศาสตร์ ‘อาคาร AG 01’ แอบอิงอยู่ใต้ร่มฉำฉา สวยงามมีเสน่ห์เหมือนหญิงที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่ง อาคารหลังนี้ออกแบบโดยอาจารย์อมร ศรีวงศ์ และมี ศ. ดร. รชฎ กาญจนะวณิชย์ เป็นวิศวกร ถือว่าเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของมหาวิทยาลัย มีการนำแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปมาเป็นส่วนประกอบตกแต่งของระเบียง ทั้งเพื่อเป็นลูกเล่นเชิงดีไซน์และเพื่อประโยชน์ใช้สอยในการกันฝนสาด

ปัจจุบันอาคารหลังนี้ไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นสำนักงานและเป็นทางผ่านไปยังอาคารเรียนหลังอื่นๆ ฉันก้าวยาวๆ ขึ้นทางลาดสำหรับเชื่อมต่อระหว่างอาคาร AG 02 เพื่อทดสอบความชัน พบว่าอยู่ในระยะการก้าวที่ไม่เมื่อยเกินไปนัก แสงแดดยามสายทาบทอลงมาประทับกับตัวอาคารให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เหมือนได้กลับมายังบ้านที่คุ้นเคยอีกครั้ง

อย่างที่ได้เล่าเมื่อข้างต้นว่า ไม่เพียงแค่วิชาพื้นฐานของคณะเกษตรศาสตร์ ฉันยังต้องไปเรียนวิชาพื้นฐานที่คณะวิทยาศาสตร์ด้วย และนี่คืออาคารเรียนที่ฉันรักมากที่สุด ‘ตึกกลม’ ชื่อเล่นนี้เรียกตามลักษณะของอาคารที่เป็นทรงกลม แต่มีความพิเศษตรงการเล่นระดับพื้น หลังคามีความลาดเอียง สมัยก่อนนักศึกษาแก่นๆ ขึ้นไปปั่นจักรยานบนหลังคานี้ต่างสนามกีฬาเอ็กซ์ตรีมก็มี

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
มุมต่างๆ ของตึกกลม มีทั้งพื้นต่างระดับและช่องสำหรับให้แสงธรรมชาติส่องผ่าน

อาคารรูปทรงเก๋ไก๋หลังนี้ออกแบบโดย อาจารย์อมร ศรีวงศ์ และมี ศ. ดร. รชฎ กาญจนะวณิชย์ ผู้ถือได้ว่าเป็นวิศวกรคู่ใจของท่าน เดิมใช้เป็นอาคารเรียนวิชาเคมีเพียงอย่างเดียว แต่ภายหลังธนาคารไทยพาณิชย์ที่เข้ามาเปิดสาขามหาวิทยาลัย ได้ขอใช้พื้นที่ร่วมชั่วคราว ( พ.ศ. 2521 – 2525) ทางฝั่งทิศตะวันตกของตัวอาคาร เมื่อสำนักงานถาวรทางด้านหน้าโรงพยาบาศรีนครินทร์สร้างเสร็จจึงย้ายออกไป

ในวันที่ฉันเข้าไปสำรวจ ตึกกลมได้เลิกใช้งานแล้วเนื่องจากความทรุดโทรม เจ้าหน้าที่นักการที่กำลังขนย้ายโต๊ะเก้าอี้ออกจากห้องอนุญาตให้ฉันเข้าไปสูดกลิ่นอดีตจนอิ่มหน่ำ ก่อนจะดึงเหล็กม้วนลงและคล้องแม่กุญแจปิดขังความหลังไว้ภายใน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
อาคาร SC 01 ตึกแรกของคณะวิทยาศาสตร์ที่มีศิลปะแทรกอยู่ตามโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคานหรือระเบียงตึกที่ใช้วิธีเรียงอิฐช่วยในการรับน้ำหนักและลิฟต์ที่อยู่คู่ตึกมาตั้งแต่ยุคแรก

ใกล้กับตึกกลมเป็นอาคารเรียนปฏิบัติการวิชาเคมี SC 01 มีโครงสร้างคานที่สานกันเป็นตาข่าย สวยงามทั้งในเชิงศิลปะโครงสร้างและช่วยรับน้ำหนักไปด้วยในตัว

ในสมัยเป็นนักศึกษา เราเริ่มเรียนวิชาปฏิบัติการทางเคมีตั้งแต่บ่ายโมง กว่าจะสรุปผลกันเสร็จเวลาก็ล่วงเข้า 2 ทุ่ม แม้ว่าโครงสร้างตึกจะสวยติดใจ แต่ท้องฟ้าที่มืดสนิท ผนวกกับความเก่าที่ดูขรึมขลังของตัวอาคาร และความหลอนของลิฟต์ทำให้พวกเราเลือกที่จะใช้บันไดแทน

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
ตึกหลอด SC 06 อาคารสำนักงานของคณะวิทยาศาสตร์ ได้ชื่อเล่นนี้มาจากโครงสร้างด้านข้างตึกที่ดูคล้ายหลอดสีขาว
แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
เวทีในร่มองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ลักษณะโครงสร้างหลังคาเป็นจั่วฟันปลาทำให้มีน้ำขัง แต่ได้มีการทำรางน้ำเพื่อแก้ไข
ปัญหานี้จึงหมดไป

ในเมื่อมาถึงถิ่นเก่าแล้ว จะไม่กลับไปเยี่ยมหอพักเดิมก็กระไร โชคดีที่ผู้วางผังมหาวิทยาลัยตอนนั้นออกแบบให้อาคารเรียน หอพัก และโรงอาหาร อยู่ไม่ไกลกันนัก จึงเดินเท้าชมอาคารต่างๆ ได้สบายๆ ที่พำนักเดิมของฉันคือ ‘หอพักหญิงที่ 2’ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเสียไพเราะว่า ‘หอดาหลา’

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม
ทางลาดด้านข้างหอพักหญิงที่ 2 ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องราวเข้าใจผิด

นับตั้งแต่กาลพฤกษ์ช่อแรกจนมาถึงรุ่นของฉันที่เป็นช่อที่ 36 (และรุ่นปัจจุบันคือรุ่นที่ 56) เสน่ห์ของอาคารหลังนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ของ รศ. ธิติ เฮงรัศมี ที่ออกแบบให้อาคารมีการเล่นกับดับเบิล สเปซ (Double Space) มีช่องเปิดให้เห็นวิวข้างนอกและโชว์โครงสร้าง

หอพักหญิงหลังนี้ ด้วยความเก่าของมันจึงทำให้มีเรื่องเล่าเขย่าขวัญที่พวกรุ่นพี่ๆ ขนเอามาหลอกน้องๆ ขวัญอ่อนให้ได้ขนลุกขนชันกันไม่เว้นแต่ละวัน ที่ฮอตฮิตที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่เล่ากันว่า หอพักแห่งนี้เคยเป็นอาคารพักผู้ป่วยโรคเรื้อน และทางลาดด้านข้างตึกก็ทำไว้เพื่อเข็นเตียงผู้ป่วยขึ้นลงตึก มีคนตายมากมาย ตอนกลางคืนเห็นคนใส่ชุดผู้ป่วยเดินไปเดินมาบนตึก ฯลฯ

แต่ความจริงคือ เดิมพื้นที่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเคยเป็นนิคมโรคเรื้อน แต่ตัวโรงพยายานและสถานพักฟื้นผู้ป่วยนั้นตำแหน่งเดิมอยู่ที่บริเวณโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะนิติศาสตร์ หอพักหญิงที่ 2 จึงทำหน้าเป็นหอพักมาตั้งแต่ต้น ส่วนทางลาดต้นเรื่องนั้นได้รับการเฉลยว่า สมัยก่อนระบบน้ำยังไม่ค่อยสะดวก พบปัญหาเรื่องน้ำไม่ไหลอยู่บ่อยครั้ง ทางลาดจึงมีไว้สำหรับการขนน้ำสำหรับอุปโภคขึ้นไปยังชั้นบนนั่นเอง

เดินสำรวจมาตั้งแต่เช้าจนสาย ตั้งใจว่าจะแวะไปดื่มน้ำผลไม้ปั่นที่โรงอาหารเล็กๆ ใกล้หอพักที่เรานักศึกษาตั้งชื่อเรียกเล่นๆ ให้ว่า ‘โรงเตี๊ยม’ เสียหน่อย แต่ปรากฏว่าโรงอาหารไม้หลังนั้นถูกรื้อไปเสียแล้ว ได้แต่ดื่มน้ำจากกระบอกที่พกมาดับกระหายแล้วออกเดินต่อไป โดยหมุดหมายต่อไปเป็น ‘แฟลตอาจารย์โสด’

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
บรรยากาศบริเวณด้านล่างแฟลตอาจารย์โสด

ตัวอาคารเปิดโล่ง ลมพัดผ่านสะดวก มีช่องรับแสงธรรมชาติส่องสว่าง ต้นไม้เขียว อาคารที่พักในสไตล์ทรอปิคอล (Tropical) หลังนี้ออกแบบโดย รศ. ธิติ เฮงรัศมี และวิศวกรคือ คุณณรงค์ กุหลาบ

นั่งรับลมสักหน่อยจึงออกเดินเท้าสู่บ้านพักอาจารย์หลังสุดท้ายที่ตั้งใจมาเยือน ‘บ้านหมอลำ’ คือชื่อเล่นของมัน 

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
บ้านหมอลำ

ทางไปบ้านหมอลำร่มครึ้มไปด้วยพรรณไม้ ซึ่งเป็นป่าที่มีอยู่เดิมของมหาวิทยาลัย ฉันรู้จักบ้านหลังนี้เพราะใช้เป็นเส้นทางลัดไปคณะ ที่บ้านหลังนี้ถึงจะได้ชื่อว่าบ้านหมอลำ แต่ไม่ได้เป็นที่พักอาศัยของนักขับเพลงพื้นบ้านแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะถ้ามองด้านข้างจะเหมือนสเต็ปเวทีหมอลำ

บ้านรูปทรงแปลกตาหลังนี้ออกแบบโดยคุณสถาพร และคุณวาณี เกตกินทะ ปัจจุบันบ้านพักชุดนี้ทรุดโทรมมากจนไม่มีบุคลากรพักอาศัยแล้ว บุคลากรยุคบุกเบิกของมหาวิทยาลัยเล่าว่า ตอนที่เห็นบ้านหลังนี้ถึงกับโอดครวญว่า “บ้านหน้าตาอย่างกับฮ้านหมอลำ จะอยู่เข้าไปได้ยังไง” แต่สุดท้ายไม่เพียงสร้างครอบครัวขยายจำนวนสมาชิก หากยังอยู่อาศัยจนเกษียณอายุราชการทีเดียว เข้ามาในมหาวิทยาลัยเมื่อใด เป็นต้องขับรถวนมาดูบ้านเก่าด้วยความคิดถึงทุกครั้งไป 

บ้านหมอลำที่มองดูเผินๆ เหมือนอยู่ในดงไม้หน้าทึบ แท้จริงห่างถนนหลักของมหาวิทยาลัยไม่ถึง 10 เมตร ฉันเดินทะลุหมู่แมกไม้ออกมารอรถสองแถวสาย 8 เพื่อกลับเข้าไปยังตัวเมือง

แกะรอยอาคารสไตล์โมเดิร์นยุคแรกของภาคอีสาน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น, ตึกเก่าในมข., KKU, สถาปัตยกรรม, อาคารโมเดิร์น
สะพานขาวที่มาของเรื่องราวผีหัวขาดที่ยามค่ำคืนนักศึกษารุ่นเก่าไม่กล้าขับรถผ่าน ปัจจุบันมีการจัดงานถนนศิลปะ (Art Lane) ทำให้คึกคักขึ้นมาบ้าง

รถสองแถวสีฟ้าแล่นจ้วดจ้าดถึงใจวัยรุ่นข้ามผ่านสะพานขาว สะพานที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์เขย่าขวัญ แม้กาลเวลาจะช่วยเจือจางความสยดสยองนี้ลงไป แต่ฉันก็ยังเผลอกลั้นหายใจจนข้ามถึงอีกฝั่งอย่างวันเยาว์ที่เคยโดนรุ่นพี่หลอก เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็ขำตัวเองอยู่ไม่น้อย

รถโดยสารพาฉันผ่านแปลงหญ้าสาธิตของเกษตรเหมือนเมื่อครั้งเข้ามา แล้วทิ้งประตูหน้าของมหาวิทยาลัยไว้เพียงเบื้องหลัง ฉันเหลียวกลับมามองบ้านหลังที่ 2 อีกครั้ง พร้อมคำมั่นในใจ 

“หากวันไหนมีเวลา จะกลับมาเยี่ยม มาชาร์จแบตที่นี่อีกครั้ง”

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นัทธ์หทัย วนาเฉลิม

จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนอิสระ นิยมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load