The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

ทุกครั้งที่ผู้เขียนกับสหายนึกอยากทานอาหารมุสลิมแล้วหลงทางหรือหาร้านไม่เจอ จะต้องมองหาสถานที่ที่มีเครื่องหมายรูปดาวกับจันทร์เสี้ยว ซึ่งอาจจะอยู่บนป้ายร้านค้าหรือบนยอดโดมของมัสยิดหลังใดหลังหนึ่ง หากพบเห็นเมื่อใดก็แสดงว่าเราได้เข้ามาในเขตชุมชนมุสลิมแล้ว และจะต้องมีมะตะบะหรือข้าวหมกไก่ที่เราตามหาอย่างแน่แท้ เพราะสัญลักษณ์รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหมู่ชาวไทยมุสลิมจนแทบจะกลายเป็น ‘โลโก้’ ของศาสนาอิสลาม จนสังคมรับรู้ไปในทางเดียวกันว่า ที่ไหนมีรูปดาว-เดือน ที่นั่นมีมุสลิม

แต่ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเครื่องหมายรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวมิได้มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาอิสลาม หากแต่เป็นอารยธรรมเมโสโปเตเมียที่นับย้อนไปได้ถึง 4,000 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมอื่นๆ ก็ประดิษฐ์เครื่องหมายนี้ขึ้นใช้ในบริบทแตกต่างกัน บางครั้งรูปดาวที่มีรัศมีหลายแฉกกลับไม่ใช่ดาว แต่เป็นดวงอาทิตย์ เครื่องหมายดาว-เดือนได้ผ่านการตีความมาอย่างยาวนาน ก่อนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามในปัจจุบัน

พัฒนาการของสัญลักษณ์รูปดาวกับจันทร์เสี้ยว

รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวที่เก่าแก่ที่สุดพบในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ในฐานะสัญลักษณ์ของสามเทพสูงสุดของชาวบาบิโลน ได้แก่ ‘ชามาส’ สุริยเทพ แทนด้วยรูปดวงอาทิตย์ ‘ซิน’ จันทราเทพ แทนด้วยรูปจันทร์เสี้ยว และ ‘อิชตาร์’ ดาราเทพ แทนด้วยรูปดาว เมื่อกล่าวถึงเทพทั้งสาม ชาวบาบิโลนจึงใช้สัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ จันทร์เสี้ยว และดาวเรียง อยู่ด้วยกัน

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

แผ่นหินของชาวบาบิโลน รูปกษัตริย์นำพระราชธิดาถวายแก่ดาราเทพ จันทราเทพ และสุริยเทพที่ปรากฏในรูปดาว จันทร์เสี้ยว และดวงอาทิตย์
ภาพ: www.newworldencyclopedia.org

ในอารยธรรมกรีกโบราณก็พบการทำสัญลักษณ์ดังกล่าวเช่นกัน เห็นได้จากเหรียญเงินที่ผลิตขึ้นในเมืองไบแซนทิอุม ด้านหนึ่งของเหรียญปรากฏรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวหมายถึง ‘เฮคาเต้หรืออาร์ทิมิส’ เทพีแห่งดวงจันทร์ที่ชาวกรีกยกให้เป็นเทพประจำเมือง ส่วนในอาณาจักรซัสซาเนียน พบเหรียญเงินที่พิมพ์เป็นรูปกษัตริย์สวมมงกุฎที่มียอดเป็นรูปดาวกับพระจันทร์

ชาวเติร์กในเอเชียกลางใช้รูปดาวกับจันทร์เสี้ยว หรือรูปดวงอาทิตย์กับจันทร์เสี้ยวเป็นสัญลักษณ์ของขั้วตรงข้ามเหมือนกับเครื่องหมายหยิน-หยางของชาวจีน โดยดาวหรือพระอาทิตย์คือผู้หญิง และจันทร์เสี้ยวคือผู้ชาย ขณะที่ชาวฮั่นมีพิธีบูชาดวงจันทร์ และถือว่าตนเป็นทายาทของพระอาทิตย์และพระจันทร์ ดังปรากฏในจดหมายของกษัตริย์ชาวฮั่นถึงพระเจ้ากรุงจีน พระองค์ทรงเรียกตนเองว่า ‘ผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งสุริยันจันทรา’

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

เหรียญเงินของชาวกรีก อายุ 100 ปีก่อนคริสตกาล รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวหมายถึงเทพีแห่งดวงจันทร์
ภาพ: www.wildwinds.com

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

เหรียญของชาว สวมมงกุฎรูปดาวกับจันทร์เสี้ยว
ภาพ: www.coinshome.net

หลังจากถูกตีความในหลากหลายบริบท ในที่สุดความหมายของสัญลักษณ์ดาว-เดือนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยชาวอาหรับในคาบสมุทรอาระเบีย พวกเขาอาศัยในพื้นที่เดิมของอารยธรรมเมโสโปเตเมียและรับเอาความเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ของเมโสโปเตเมียมาด้วย

กล่าวกันว่า ชาวอาหรับเคยใช้กะบะฮ์ (อาคารสีดำที่เป็นสถานที่ประกอบพิธีฮัจญ์ของมุสลิมในปัจจุบัน) เป็นวิหารบูชาเทพเจ้า ภายในมีเทวรูปหลายองค์ หนึ่งในนั้นคือจันทราเทพที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปดวงจันทร์ เมื่อศาสนาอิสลามถือกำเนิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชาวอาหรับได้เข้ารับอิสลามและนำรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าในอารยธรรมเมโสโปเตเมียมาใช้เป็นเครื่องหมายของศาสนาอิสลาม โดยดัดแปลงจำนวนรัศมีของดาวให้มีหกแฉก เพื่อสร้างความแตกต่างจากเครื่องหมายของลัทธิความเชื่ออื่นที่มีมาก่อนหน้า ดาวกับจันทร์เสี้ยวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามไปด้วยประการฉะนี้

การที่ชาวอาหรับนำเครื่องหมายดาว-เดือนมาปรับใช้ ยังเป็นเพราะความผูกพันของชาวอาหรับที่มีต่อดวงดาวและดวงจันทร์อีกด้วย เพราะชาวอาหรับส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า ต้องเดินทางไปค้าขายในแดนไกลจึงต้องเดินทางรอนแรมในทะเลทรายเป็นเวลานาน และเพื่อหลีกหนีความร้อนของทะเลทรายในเวลากลางวัน ชาวอาหรับจึงมักจะเดินทางในยามค่ำคืนที่อากาศเย็นสบายกว่า โดยมีดาวกับดวงจันทร์เป็นเครื่องกำหนดทิศ บอกช่วงเวลาของวัน และให้แสงสว่างท่ามกลางทะเลทรายอันมืดมิด

ความสำคัญของดาว-เดือนถูกเขียนไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานเช่นเดียวกัน เช่น

“เขาเหล่านั้นจะถามเจ้าเกี่ยวกับ เดือนแรกขึ้น จงกล่าวเถิดมันคือกำหนดเวลาต่างๆ สำหรับมนุษย์ และสำหรับประกอบพิธีฮัจญ์…” (อัลกุรอาน 2:189)

นอกจากนี้ยังมีบทกล่าวชมความงามของดวงดาวกับดวงจันทร์ และสรรเสริญอัลลอฮ์ผู้ที่สร้างมันขึ้นมา เช่น “แท้จริงเราได้ประดับท้องฟ้าแห่งโลกดุนยาอย่างสวยงามด้วยดวงดาวทั้งหลาย” (อัลกุรอาน 37:6) และ “ความจำเริญยิ่งแด่พระผู้ทรงทำให้ชั้นฟ้ามีหมู่ดวงดาว และได้ทรงทำให้มีตะเกียงในนั้น และดวงจันทร์มีแสงนวล” (อัลกุรอาน 25:61)

เมื่อวิถีชีวิตของมุสลิมผูกพันกับดวงดาวกับดวงจันทร์ จึงมีผู้เปรียบจันทร์เสี้ยวเป็นอัลลอฮ์ และดวงดาวคือศาสดามุฮัมมัด ทั้งสองคือหัวใจหลักของศาสนาอิสลามที่จะไม่มีวันแยกจากกัน

ชาวมุสลิมใช้รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวเป็นสัญลักษณ์ของจักรวรรดิอิสลามเรื่อยมาและแพร่หลายยิ่งขึ้นในช่วงสงครามครูเสด แต่ผู้ที่ทำให้บทบาทของสัญลักษณ์นี้ชัดเจนยิ่งขึ้นคืออาณาจักรออตโตมัน (เรืองอำนาจ ค.ศ. 1299 – 1922 ปัจจุบันคือสาธารณรัฐตุรกี)

พวกเขานำเครื่องหมายนี้ไปประดับมัสยิด ฉลองพระองค์ ธงประจำกองทัพ ฯลฯ โดยเฉพาะภายหลังจากที่สุลต่านออตโตมันพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล และเปลี่ยนเป็นนครของอิสลามในนามใหม่ว่า ‘อิสตันบูล’ สัญลักษณ์รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวก็ถูกนำไปใช้ทั่วราชอาณาจักร รวมถึงในเขตอาณานิคมของออตโตมันด้วย โดยใช้เพียงรูปจันทร์เสี้ยวหรือจันทร์เสี้ยวคู่กับดวงดาว

แต่ภายหลังดวงดาวเริ่มถูกเปลี่ยนเป็นรูปดวงอาทิตย์ ซึ่งอาจรับมาจากแนวคิดของศิลปะตะวันตก ดังปรากฏในตราของอาณาจักรออตโตมันที่ออกแบบโดยชาวอังกฤษเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เหนือตรามีรูปจันทร์เสี้ยวซ้อนทับอยู่บนดวงอาทิตย์ที่แผ่รัศมีออกมา หมายถึงความเรืองรองของอาณาจักร ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวตุรกีได้ประดิษฐ์ธงขึ้นใช้ มีพื้นเป็นสีแดง ตรงกลางมีรูปดาวห้าแฉกกับจันทร์เสี้ยวสีขาว ซึ่งเป็นต้นแบบให้ธงของประเทศมุสลิมต่างๆ ในเวลาต่อมา

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ตราของอาณาจักรออตโตมัน
ภาพ: Kemal Özdemir. Osmanlı Arması. Ankara: Dönence, 1997.

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ธงของสาธารณรัฐตุรกีและประเทศมุสลิมอื่นๆ ในปัจจุบัน
ภาพ: www.quora.com

เมื่อมุสลิมแทนตนเองด้วยรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวอย่างชัดเจน ชาวตะวันตกจึงเข้าใจว่ามันคือสัญลักษณ์ของชนมุสลิม เห็นได้จากภาพพิมพ์ชิ้นหนึ่งของศิลปินตะวันตกเป็นรูปสุลต่านสุลัยมานกับช้างในพระราชวัง ที่ซุ้มประตูมีรูปจันทร์เสี้ยวอยู่ใต้พระนามของอัลลอฮ์ มงกุฎของช้างก็เป็นรูปจันทร์เสี้ยวด้วย

ทั้งยังมีช่วงหนึ่งที่ชาวตะวันตกหลงใหลอารยธรรมอิสลาม เนื่องจากการติดต่อกับมุสลิมในสงครามครูเสด จึงมีศิลปินยุโรปไม่น้อยที่นำรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวมาเป็นแรงบันดาลใจในงานศิลปะ ทั้งยังปรากฏในรูปแบบอาหารอีกด้วย

กล่าวกันว่า เมื่อครั้งที่ออตโตมันพ่ายแพ้ในการบุกยึดเวียนนาเมื่อ ค.ศ. 1683 ผู้คนในเวียนนาได้ทำขนมอบรูปจันทร์เสี้ยวชื่อ ‘คิปฟัล’ ขึ้นแทนตัวทหารออตโตมัน แล้วนำมาฉีกกินอย่างเอร็ดอร่อยเพื่อฉลองชัยชนะของตนต่อออตโตมัน เจ้าคิปฟัลนี้เองที่เป็นต้นแบบของ ‘ครัวซองต์’ ขนมอบสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งชื่อของมันแปลว่า พระจันทร์เสี้ยว

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ภาพพิมพ์ของชาวตะวันตก รูปสุลต่านสุลัยมานและช้างที่สวมมงกุฎรูปจันทร์เสี้ยว บนซุ้มประตูมีรูปจันทร์เสี้ยวใต้พระนามของอัลลอฮ์
ภาพ: www.britishmuseum.org

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

คิปฟัล (kipferl) ที่ชาวเวียนนาทำขึ้นแทนตัวทหารออตโตมัน
ภาพ: www.haubis.com/en

จะเห็นได้ว่าสัญลักษณ์รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวนั้นมีความเป็นมาอันยาวนาน ผ่านการตีความจากอารยธรรมต่างๆ จนทำให้เกิดเครื่องหมายรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวขึ้นหลายรูปแบบ หลากความหมาย แต่สุดท้ายผู้ที่นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของตนอย่างประสบความสำเร็จคือชาวมุสลิม โดยมีออตโตมันเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันให้เครื่องหมายนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของโลกอิสลาม

สัญลักษณ์รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวในสังคมของชาวไทยมุสลิม

เครื่องหมายดาว-เดือนในฐานะตัวแทนของศาสนาอิสลามได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงประเทศไทยเช่นเดียวกัน ชาวไทยมุสลิมนิยมนำเครื่องหมายนี้มาประดับตามส่วนสำคัญของมัสยิดหรือจุดที่เห็นได้เด่นชัด เช่น บนยอดหลังคาหรือบนหอคอยประกาศเวลาละหมาด รั้ว กรอบหน้าต่าง และตามส่วนต่างๆ ของมิห์รอบ (ซุ้มในมัสยิดสำหรับกำหนดทิศในการละหมาด) และมิมบัร (ธรรมาสน์สำหรับการเทศนาในวันศุกร์) แม้ในส่วนเล็กๆ อย่างเชิงชายของมัสยิดที่เป็นเรือนไม้ยังสอดแทรกลายฉลุรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวเอาไว้อย่างน่าชม

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ดาวกับจันทร์เสี้ยวบนโดมและหอคอยของมัสยิดแก้วนิมิตร

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ลายฉลุรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวบนเชิงชายของอาคารเจริญวิทยาคาร ข้างมัสยิดบางอ้อ

ลักษณะของเครื่องหมายนิยมใช้เป็นรูปดาวห้าแฉกที่มีจันทร์เสี้ยวอยู่ด้านข้างหรือด้านล่าง อย่างไรก็ดี มีมัสยิดหลายแห่งที่พยายามออกแบบเครื่องหมายดาว-เดือนให้ต่างออกไป เช่น รูปดาวสามแฉกบนซุ้มประตูของมัสยิดยามิอุ้ลมุตตะกีน (ลำสาลี) ขณะที่บางแห่งเลือกใช้ดาวหรือจันทร์เสี้ยวเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลายเขียนรูปดาวห้าแฉกบนผนังของกุฎีเจริญพาศน์หลังเดิม

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ดาวสามแฉกกับจันทร์เสี้ยวเหนือซุ้มประตูของมัสยิดยามิอุ้ลมุตตะกีน (ลำสาลี)

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ลายเขียนรูปดาวห้าแฉกบนผนังของกุฎีเจริญพาศน์หลังเดิม
ภาพ: สุดารา สุจฉายา (บรรณาธิการ). ธนบุรี. กรุงเทพฯ: สารคดี. 2553, 150.

ไม่เพียงแต่ในมัสยิดเท่านั้น บ้านเรือนของมุสลิมที่อยู่รายรอบมัสยิดก็มักจะมีรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวติดไว้บริเวณหน้าบ้าน ร้านค้าหรือหน่วยงานต่างๆ ของมุสลิมก็นำรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวมาทำเป็นตราสัญลักษณ์กันอย่างคึกคัก เช่น ตราของสมาคมสนธิอิสลาม หรือตราของร้านอาหารต่างๆ ซึ่งเจ้าของอาจต้องการแจ้งให้ลูกค้าที่เป็นมุสลิมทราบว่า ทางร้านปรุงอาหารอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา และยังใช้เป็นโลโก้ของอาหารฮาลาลเพื่อเรียกลูกค้าที่ไม่ใช่มุสลิม แต่ชื่นชอบอาหารฮาลาล บางร้านไม่มีรูปดาวกับจันทร์เสี้ยวแต่แฝงไว้ในชื่อร้าน เช่น ‘ดาวเดือนสเต็ก’ ร้านดังของชุมชนมุสลิมในตำบลท่าอิฐ จังหวัดนนทบุรี

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวจากบ้านหลังหนึ่งในย่านมัสยิดญามิอุ้ลคอยรียะฮ์ (บ้านครัว)

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ตราสัญลักษณ์ของสมาคมสนธิอิสลาม
ภาพ: สุกรี สะเร็ม

อิสลาม, อิหม่าม, มัสยิด, อัลกุรอาน, ดาวกับจันทร์เสี้ยว

ดาวกับจันทร์เสี้ยวบนบ้านของมุสลิมหลังหนึ่งในเขตมัสยิดดารอสอะดะห์

สำหรับที่มาของสัญลักษณ์รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวในประเทศไทยยังคงเป็นปริศนา บ้างก็ว่าชาวไทยมุสลิมพบเห็นเครื่องหมายนี้บนโปสการ์ดหรือของที่ระลึกจากการไปแสวงบุญในกลุ่มประเทศอาหรับ บ้างก็ว่ารับมาจากอาณาจักรออตโตมันผ่านทางอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย เพราะทั้งสองเคยเกี่ยวข้องกับอาณาจักรออตโตมันและมีมัสยิดหลายแห่งที่ประดับด้วยเครื่องหมายดาว-เดือน ชาวไทยมุสลิมโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ก็ติดต่อกับมุสลิมในอินโดนีเซียและมาเลเซียอยู่เสมอ จึงเป็นไปได้ว่าสัญลักษณ์รูปดาวกับจันทร์เสี้ยวจะเข้ามาในสังคมไทยด้วยเหตุผลดังกล่าว

ผู้เขียนมีโอกาสไปสัมภาษณ์อิหม่ามของมัสยิดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อครั้งพานักศึกษาไปเยี่ยมชมมัสยิด ท่านถามว่า “ให้ทายว่าอะไรคือสัญลักษณ์ของมุสลิม ก. ไม่กินหมู ข. ข้าวหมกไก่ ค. ดาวกับพระจันทร์” หลายคนไม่กล้าตอบ บางคนเลือกตอบข้าวหมกไก่ บางคนตอบว่าถูกทุกข้อ อิหม่ามหัวเราะแล้วให้คำเฉลยที่น่าประทับใจ จึงขอยกมาเป็นตัวจบบทความนี้ ท่านตอบว่า

“ไม่ใช่ทั้งสามอย่าง การละหมาดต่างหากคือสัญลักษณ์ของมุสลิมที่แท้จริง”

บรรณานุกรม

สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย, ผู้แปล. พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมความหมายภาษาไทย. มะดีนะฮ์: ศูนย์กษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน, 2553.

รอมฎอน ท้วมสากล. อิหม่ามประจำมัสยิดบางหลวง. สัมภาษณ์, มิถุนายน 2561.

อาดิศร์ รักษมณี. มัสยิดในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2557.

Andrew Peterson. Dictionary of Islamic Architecture. London: Routledge, 1996.

Fezvi Kurtoğlu. Türk Bayrağı ve Yıldız. Ankara: TTK, 1987.

Madonna Gauding. Signs and Symbols Bible. London: Octopus, 2009.

Sinan Ceco. İstanbul’un 100 Sembolü. İstanbul: İBB Kültür A.Ş., 2012.

Writer & Photographer

Avatar

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

เสน่ห์ของริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาผ่านเขตเมืองเก่าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ คือสีสันและวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน ‘งานอาหารสานใจ ชิม ช็อป ล่องเรือ’ ของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยงานนี้ถือว่าคนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเปิดบ้านต้อนรับผู้สนใจและอยากสัมผัสชาวมุสลิมในมิติต่าง ๆ ได้รับฟังบรรยายประวัติศาสตร์ชุมชน เดินชมมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารทั้งคาวหวานอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ และช่วยให้เราได้ทำความรู้จักชุมชนมุสลิม ‘แขกแพ’ ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงขอเก็บเรื่องราวของชาวแขกแพและมัสยิดบางอ้อมาเล่าให้ฟัง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ความเป็นมาของชุมชนแขกแพและมัสยิดบางอ้อ

ตามประวัติคำบอกเล่าของคนในชุมชนกล่าวว่า ‘แขกแพ’ คือกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเรือนแพซึ่งจอดอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและคลองในอยุธยามาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี (Sunni) อีกทั้งยังประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ ชาวมลายู และชาวจาม ฯลฯ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายหรือรับราชการเป็นขุนนาง อีกทั้งการที่พวกเขาลงหลักปักฐานในอยุธยาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการแต่งงานกับคนท้องถิ่น ผสมกลมกลืนจนเรียกได้ว่าเป็น ‘มุสลิมท้องถิ่น’ (Localized Muslim) กลุ่มหนึ่งของลุ่มน้ำภาคกลาง

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
จิตรกรรมรูปแขกแพในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

เมื่อถึงคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บรรดาแขกแพเหล่านี้อพยพหนีสงคราม ถอนเรือนแพล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาหาทำเลปลอดภัย บ้างเข้าไปสมทบกับชุมชนชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ (จังหวัดนนทบุรี) แต่ส่วนใหญ่จะล่องแพต่อลงมาจนถึงราชธานีใหม่ที่เมืองบางกอก โดยจะไปรวมตัวกันอยู่ที่กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ใกล้ปากคลองบางหลวง (บางกอกใหญ่) เพื่อประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่แขกแพบางกลุ่มไปตั้งชุมชนบริเวณปากคลองบางกอกน้อย (มัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮ์) หรือลงใต้ไปจนไปถึงย่านคลองสานและย่านบางลำพูล่าง (เจริญนคร) เหล่าลูกหลานของแขกแพเหล่านี้ยังคงสืบสายสกุล และมีสายสัมพันธ์เครือญาติโยงใยตลอดสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ จวบจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชุมชนมัสยิดบางอ้อ แขกแพกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันผูกแพริมตลิ่งย่านบางอ้อ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่เรือกสวนเพาะปลูกผลไม้ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า มัสยิดบางอ้อหลังแรกเป็นเรือนไม้บนแพสำหรับใช้ประกอบพิธีละหมาด แต่เมื่อชุมชนขยายจนมีจำนวนคนมาละหมาดมากขึ้น จึงได้ยกมัสยิดเรือนแพขึ้นมาบนฝั่งและขยายต่อเติมให้กว้างขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจึงได้อุทิศที่ดินเพื่อเป็นมัสยิด และร่วมกับออกทุนทรัพย์สร้างมัสยิดก่ออิฐถือปูนอย่างดงงามหลังปัจจุบันขึ้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวชุมชนมัสยิดบางอ้อยังมีประวัติด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ อย่างการได้รับสัมปทานค้าไม้ซุงจากภาคเหนือ และนำเรือไปลากซุงมาจากปากน้ำโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงเลื่อยไม้และเรือเมล์วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพอีกด้วย จากภาพถ่ายทางอากาศภาพหนึ่งของ ปีเตอร์ วิลเลียม-ฮันต์ ใน พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นแพซุงผูกรวมกันทอดยาวอยู่ด้านหน้ามัสยิดบางอ้อและอู่ซุงขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตกิจการอันรุ่งเรืองและเป็นรากฐานสำคัญให้กับคนชุมชนแห่งนี้ 

หากสังเกตภูมินามย่านบางอ้อ-บางพลัด ในแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังคงปรากฏการใช้นามสกุลของนายห้างมุสลิมค้าซุงจากชุมชนมัสยิดบางอ้อเป็นชื่อเรียก อาทิ ซอยมุขตารี ซอยโยธาสมุทร ซอยสิทธิวณิช ซอยดำรงผล ซอยมานะจิตต์ เป็นต้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
รูปถ่ายทางอากาศ

ความงามของสถาปัตย์-ศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในชุมชน จะสะดุดตากับมัสยิดบางอ้อสีเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มัสยิดหลังนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบตะวันตกสมัยนิยมช่วงรัชกาลที่ 6 ผสานกับส่วนประกอบอาคารของศิลปะอิสลามอย่างหออะซานคู่ได้อย่างลงตัว 

บริเวณตรงกลางเหนือประตูทางเข้ามัสยิด มีคำจารึกภาษาอาหรับเขียนว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮ์” แปลว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” คือคำปฏิญญาณตนของชาวมุสลิม 

ถัดลงมาคือจารึกคำว่า “อัลมัสยิด อัลอุบูดียะฮ์” แปลว่า “สถานที่ก้มกราบของบ่าวผู้ภักดี” ยามแหงนขึ้นไปมองจะได้ตั้งจิตระลึกก่อนที่จะเดินเข้าไปนมัสการพระเจ้าภายใน ส่วนด้านข้างขนาบด้วยจารึกคำว่า “เยามุลอะฮัด 7 ฟี ชะฮ์ริ เศาะฟัร อัลมุบาร็อก 1339” แปลว่า “วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเศาะฟัร อันประเสริฐ (เดือนที่สองตามปฏิทินอิสลาม) ฮิจเราะฮ์ศักราช 1339” ซึ่งก็คือปีที่สร้างมัสยิดบางอ้อหลังนี้นั่นเอง ตรงกับ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั่นเอง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเข้าไปด้านมัสยิด บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมประตูทางเข้ามัสยิดจึงไม่ตรงแกนอาคารโถงละหมาด ต้องอธิบายก่อนว่า ในการละหมาดหรือการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าของชาวมุสลิมนั้นจะต้องหันหน้าไปยัง ‘ทิศกิบละฮ์’ (Qiblah) ที่ตั้งของวิหารอัลกะอ์บะฮ์ ในมัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชุมทิศและเอกภาพในการนมัสการของชาวมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ามัสยิดจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก ผู้ออกแบบจะต้องคำนวณตำแหน่งและวางแกนให้มัสยิดหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ (สำหรับกรุงเทพฯ จะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย หรือประมาณ 287.5°) 

อย่างไรก็ดี นอกจากสถาปนิกผู้ออกแบบมัสยิดบางอ้อจะสร้างให้ถูกต้องตามแกนทิศกิบละฮ์แล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดโดยคำนึงถึงความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มัสยิดบางอ้อจึงได้รับการออกแบบให้ด้านหน้าของมัสยิดตั้งหันหน้าตรงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ใครที่ล่องเรือผ่านไปมาต่างเห็นมัสยิดบางอ้อหันหน้าออกสู่แม่น้ำแลดูสง่างาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ภายในโถงละหมาดมัสยิดมีการประดับตกแต่งแบบเรียบง่าย สร้างบรรยากาศสงบนิ่งมีสมาธิ ในส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงจะเป็น ‘มิห์รอบ’ (Mihrab) หรือช่องในกำแพงทิศกิบละฮ์ เป็นจุดบอกทิศทางในการหันหน้าละหมาด อีกทั้งยังเป็นที่ยืนของอิหม่ามและที่ตั้งมินบัร (ธรรมาสน์) สำหรับใช้คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ของชาวมุสลิม สำหรับมิห์รอบถูกออกแบบเป็นวงโค้ง ด้านบนตรงกลางมี Keystone ประดับปูนปั้นสัญลักษณ์รูปดาวเดือน เหนือขึ้นไปมีปูนปั้นอักษรวิจิตรภาษาอาหรับ (Arabic Calligraphy) ที่คัดมาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานวรรคหนึ่ง มีความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีสำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์เป็นที่พำนัก” (อัลกุรอาน 18:107)

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งศิลปกรรมของมัสยิดบางอ้อ ทำให้ชวนนึกถึงมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ ที่ออกแบบสถาปนิกชาวมุสลิมเชื้อสายยะหวา (ชวา) นามว่า รองอำมาตย์ตรีเอ็ม.เอ กาเซ็ม หรือ กาเซ็ม แปลน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายเกษม อิทธิเกษม) ผู้มีความสามารถออกแบบมัสยิดสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยนั้น อีกทั้งยังสองมัสยิดยังสร้างขึ้นในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้ว่ามัสยิดบางอ้ออาจจะได้รับการออกแบบจากสถาปนิกคนเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นน่าสนใจที่จะสืบประวัติต่อไป

มัสยิดบางอ้อนับว่าเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยการบูรณะอาคารมัสยิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องดีดยกอาคารและปรับปรุงซ่อมแซมส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของกรรมการมัสยิดและคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญ และช่วยกันอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้ได้อย่างดี ตลอดจนความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ปัจจุบันอาคารมัสยิดได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ด้านข้างมัสยิดบางอ้อมีอาคารน่าสนใจอีกหลังอีกคือ อาคารเจริญวิทยาคาร เป็นเรือนไม้ขนมปังขิงแบบตะวันตก ฉลุลายไม้และประดับกระจกสีอย่างสวยงาม แต่เดิมใช้เป็นอาคารโรงเรียน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับการนมัสการ (ละหมาด) หรือที่เรียกว่า ‘บาแล’ ในกรณีที่มีผู้มานมัสการในมัสยิดจนเต็ม ตลอดจนใช้ในการเรียนการสอนพระคัมภีร์อัลกุรอานและกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน 

นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือ ตราลวดลายอักษรภาษาอาหรับดูอ่อนช้อยบนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘ทูรา’ (Tughra) ซึ่งน้อยคนจะทราบว่ามันคือ พระปรมาภิไธยของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ หรือ ออตโตมันตุรกี (Ottoman Empire) ผู้เขียนแกะคำอ่านออกมาได้ว่า “อับดุลมะญีด คาน” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นพระนามของสุลต่านอับดุลมะญีดที่ 1 (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ.1839 – 1861) หรืออาจหมายถึง เคาะลีฟะฮ์อับดุลมะญีดที่สอง (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1922 – 1924) เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของชาวมุสลิมจากราชวงศ์ออตโตมันหรือไม่ ขอไม่ยืนยัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าตราทูรานี้น่าจะเป็นการเลียนแบบโดย Simplify หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
ซุ้มประตูพระราชวังโทพคาปึ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

เยื้อง ๆ กับมัสยิดบางอ้อยังมีอาคาร 100 ปีมัสยิดบางอ้อ ที่ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่โดยคุมโทนให้เข้ากับหมู่อาคารเก่าแก่ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งนี้ ได้มีการเลือกใช้รูปแบบการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตอิสลาม (Islamic Geometry) และลายประเบื้องเคลือบที่ถ่ายทอดลวดลายจากรูปศิลปะอิสลามแบบจารีตมาปรับใช้เพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิมร่วมสมัยอีกด้วย บริเวณนี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของคนที่ชอบถ่ายรูปอาคารอีกจุดหนึ่งนั่นเอง

อาหารสานใจ อาหารสำรับบางอ้อ

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

อีกสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสจากงานนี้ คือวัฒนธรรมอาหารของชุมชมมัสยิดบางอ้อ โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไปถึงช้าและอาหารขายเกือบหมดแล้ว ถึงกระนั้น ยังโชคดีที่ยังทันชิม ‘หรุ่ม’ จากฝีมือของ คุณป้าไร-อุไร มุฮำหมัด และ คุณกุ้ง-ซารีนา นุ่มจำนงค์ หรุ่มเป็นเมนูอาหารชาววังที่ปรากฏอยู่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ซึ่งกลายมาเป็นของว่างแกล้มน้ำชาของชาวบางอ้อที่ปัจจุบันนับว่าหาทานได้ยากยิ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น สองท่านนี้นับว่าเป็นผู้ริเริ่ม ‘โครงการอาหารสานใจ’ เกิดจากการที่สมาชิกในชุมชนเองต้องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ โดยหยิบเอาอาหารมาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน เป็นการสร้างกิจกรรมให้ผู้ใหญ่ได้เปิดใจถ่ายทอดสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำรับอาหารชาวบางอ้อให้ยังคงอยู่สืบไป 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาหารต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชนได้รับความสนใจ และงานอาหารสานใจครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และหวังว่าจะคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ชาวมัสยิดบางอ้อได้สานต่อกิจกรรมดี ๆ ต่อไป หากใครอยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชมความงามของมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศน่ารัก ก็แวะเวียนไปได้

ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ Facebook : อาหารสานใจ 

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

ข้อมูลอ้างอิง

สรยุทธ ชื่นภักดี, (บรรณาธิการ). (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กรุงเทพฯ: จิรรัชการพิมพ์ หจก.

สมาน อรุณโอษฐ์, ประมาณ ฮะกีมี, ดิเรก ฮะกีมี. (2543) สายสกุลสัมพันธ์ 2543

communityarchive.sac.or.th/community/MatsayitBangO

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load