กระเป๋านักเรียนสีดำหน้าตาดูดีมีสไตล์ใบข้างหน้าผมนี้ คุณอาจเคยเห็นผ่านๆ โดยบังเอิญในหนังสือรุ่นสมัยคุณพ่อหรือไม่ก็ในมือเด็กนักเรียนวัยรุ่นยุคสมัยปัจจุบัน

หากลองหยิบจับมาสังเกต จะสัมผัสได้ถึงกระเป๋าคุณภาพดีทนทาน ประทับตรารูปสิงห์ 2 ตัวร้อยด้ายลงบนเนกไท พร้อมชื่อแบรนด์แสดงความเป็นสากลประกอบ

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

หลายคนเข้าใจว่านำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่ที่จริงแล้ว กระเป๋าหนังประทับอักษรคำว่า Jacob ผลิตจากฝีมือความสร้างสรรค์ของคนไทย วางขายและส่งออกสู่นานาประเทศเป็นเวลากว่า 80 ปี ด้วยความใส่ใจและมุ่งมั่นที่จะผลิตเครื่องหนังคุณภาพ

The Cloud มีนัดหมายกับ รัศมีวรรณ ชลาวานิช ทายาทรุ่นสองและกรรมการผู้จัดการปัจจุบัน และ โนร่า ชลาวานิช ทายาทรุ่นสามของ บริษัท ศรีภัณฑ์ยาค้อบ จำกัด หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Jacob’ เพื่อพูดคุยเรื่องราวการบริหารธุรกิจเครื่องหนังและการส่งต่อกิจการจากรุ่นสู่รุ่น

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

ทันทีที่เราก้าวเท้าเข้ามาในโรงงาน พนักงานทุกท่านกำลังขยันขันแข็งประกอบร่างสร้างเครื่องหนังขึ้นมาจากวัตถุดิบชั้นดี เมื่อเดินตรงไปห้องประชุม กระเป๋าหลายขนาดหลากสีสันวางรายล้อมต้อนรับเรา ไม่ได้มีเพียงแค่กระเป๋านักเรียนที่หลายคนเคยคุ้น แต่ Jacob ผลิตสินค้าเครื่องหนังคุณภาพอีกหลากหลายรายการ ครอบคลุมตั้งแต่กระเป๋าธนบัตร กระเป๋าสะพาย ทั้งของชายหญิง ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

ไม่ใช่เรื่องง่ายในการยืนหยัดอยู่ในวงการธุรกิจแฟชั่นที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วตามกระแสโลก

อะไรเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทเครื่องหนังรายนี้ แล้วตอนต่อไปในมือทายาทรุ่นสามจะเป็นอย่างไร

คำตอบอยู่กับทายาททั้งสองรุ่นที่พร้อมจะมาเล่าสู่กันฟัง

หากพร้อมแล้ว ขอเชิญรับชมหนังสื่อประวัติศาสตร์เรื่องนี้ไปด้วยกัน

บริษัท: บริษัท ศรีภัณฑ์ยาค้อบ จำกัด (พ.ศ. 2482)
ประเภทธุรกิจ: ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องหนัง
อายุ: 80 ปี
ผู้ก่อตั้ง: คุณสุทิน เทพชาตรี
ทายาทรุ่นสอง: คุณรัศมีวรรณ ชลาวานิช, คุณจามรี เบลนี เดวิดสัน, คุณสุวรรณา เทพชาตรี
ทายาทรุ่นสาม: คุณโนร่า ชลาวานิช

หนังต้นเรื่อง

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว Jacob เป็นแบรนด์เครื่องหนังภายใต้การดูแลของ คุณสุทิน เทพชาตรี ผู้ริเริ่ม Jacob และได้รับการกล่าวขานเป็นปูชนียบุคคลของวงการเครื่องหนังไทย

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

ด้วยความพากเพียรพยายามและวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล ตั้งแต่การใช้ชื่อแบรนด์เป็นอักษรโรมันในยุคที่บริษัทไทยยังไม่ค่อยใช้ การออกแบบแพ็กเกจจิ้งอย่างประณีตเหมือนต่างชาติ และสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่เข็มขัด เสื้อหนัง เสื้อหนาว รองเท้า กระเป๋านักเรียน กระเป๋าธนบัตร กระเป๋าเดินทางดูดีไม่แพ้ใครในสากล ส่งออกไปไกลทั้งมาเลเซีย ฮ่องกง เยอรมนี และนานาประเทศ หลายคนหลงรักคุณภาพ ความคงทนและสวยงามของการออกแบบจนซื้อกลับมามากมายจากต่างแดน โดยไม่รู้ว่าเป็นของคนไทย

ความสำเร็จของ Jacob ทำให้คุณสุทินสามารถดูแลครอบครัวและลูกทั้งแปดคนได้เป็นอย่างดี แต่ละคนได้ศึกษาต่อในระดับสูงทั้งในและต่างประเทศ

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

จนกระทั่ง พ.ศ. 2532 ภรรยาของคุณสุทินเสียชีวิตลง คุณสุทินจึงเรียกรัศมีวรรณที่ทำงานอยู่ธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาให้มาช่วยเป็นกำลังเสริมของกิจการครอบครัวนี้

“ไม่ง่ายอยู่แล้ว เหมือนอยู่บนหลังเสือเลย” รัศมีวรรณหวนย้อนกลับไปถึงความรู้สึกในช่วงแรกของการเข้ามามีบทบาทบริหารกิจการ

หนังดีมีคุณภาพ

รัศมีวรรณกลับมารับบทบาทเป็นกรรมการผู้จัดการ บริหารภาพรวมขององค์กร และทำงานเป็นทีมตามความถนัดของแต่ละคน ร่วมกับพี่สาวทั้งสองคน (จามรีและสุวรรณา) ผู้ดูแลด้านการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งออก 

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

ในสมัยนั้น เพึ่งเริ่มมีการใช้ระบบบาร์โค้ดและคอมพิวเตอร์อย่างเป็นรูปธรรมในธุรกิจ รัศมีวรรณเป็นผู้บุกเบิกและปรับเปลี่ยนระบบการทำงานภายในให้มีความทันสมัยขึ้นด้วยความมุ่งมั่นและสามัคคีของทั้ง 3 พี่น้อง Jacob ได้ขยายตลาดไปครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลากหลายทั่วประเทศ โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์และขยายจุดขายไปตามการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลอดจนเพื่อการผลิตกระเป๋าหนังเทียมมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในวงกว้าง

“แฟชันไปเร็ว เราต้องตอบโจทย์คนแต่ละกลุ่มด้วย  เช่น วัยรุ่นอาจอยากได้กระเป๋าที่ดูดี ในราคาที่ย่อมเยาว์ ส่วนกระเป๋านักเรียนเรามีทั้งหนังแท้และหนังเทียมด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ทนทานและราคายุติธรรม” รัศมีวรรณเล่า

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

นอกจากนั้น Jacob ยังผลิตสินค้าส่งออกและเป็นผู้ผลิตให้กับแบรนด์ดังในฝรั่งเศสมากว่า 30 ปี

“ความนิยมของลูกค้าในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน คนเอเชียชอบกระเป๋าแบบเบา ใบเล็กหน่อย ขณะที่คนยุโรปจะชอบกระเป๋าใบใหญ่และชอบหนังที่มีลวดลายตามธรรมชาติชัดเจน ตลอดจนการเลือกใช้สีตามฤดูกาลของปี” ทายาทรุ่นสองเล่าเสริม

Jacob จึงมีสินค้าหลากหลายประเภทและรูปแบบ เพราะต้องปรับตัวอยู่เสมอ

แม้มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา สินค้ามีเพิ่มลดปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม แต่รัศมีวรรณกำชับว่าเวลาคนนึกถึง Jacob ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด สิ่งแรกที่อยากให้เขานึกถึงคือเรื่องคุณภาพและรูปแบบที่ทันสมัย

“หนังแต่ละผืนมีความเป็นเอกลักษณ์และพิเศษ ถ้าเป็นหนังธรรมชาติก็จะมีความทนทานแต่อาจมีรอยธรรมชาติของหนัง (natural grain) ต่างๆ ได้ หนังที่ Jacob ใช้ต้องผ่านการฟอกอย่างดี ได้คุณภาพ ความหนาบางและสีสันสวยงามตามที่เราต้องการ ส่วนหนังเทียม แม้จะมีความคงทนน้อยกว่าหนังแท้ ใช้ได้ประมาณ 2-3 ปี แต่ปัจจุบันมีเทคนิคการผลิตหนังเทียมที่ดีมาก ไม่เพียงทำให้หนังเทียมดูคล้ายหนังแท้จนกระเป๋ามีราคาย่อมเยาว์ลง เป็น 1 ใน 3 ของราคากระเป๋าหนังแท้ เหมาะกับตลาดกลุ่มวัยทำงาน พอเป็นแบบนี้เราทำการคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีตั้งแต่ต้นทางและตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกกระบวนการเพื่อให้ได้คุณภาพที่สุด อยากให้คนได้ใช้ของดี เป็นสิ่งที่เรายึดถือและพัฒนามาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ” รัศมีวรรณเล่าถึงสาเหตุที่ Jacob มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มข้นและใส่ใจในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าที่คุณภาพดีที่สุด จนสามารถส่งต่อได้รุ่นสู่รุ่นและเหมาะกับผู้คน

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

เบื้องหลังหนังแผ่นนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

“ทำธุรกิจมีปัญหาอยู่แล้ว เช่นเราเคยผลิตสินค้าให้บริษัทเยอรมนีจากหนังที่ส่งมาจากโรงฟอกข้างนอกที่ยืนยันคุณภาพแล้ว แต่ปรากฏว่ามีปัญหา ผลคือหนังมีกลิ่น หรืออย่างบางทีหนังใช้ไปแล้วเกิดมีปัญหา เปรอะเปื้อน ตกสีจากกางเกงยีน หมึกติด ขึ้นรา สีจาง ต่างๆ นานา ลูกค้าก็จะร้องเรียนและเคลมเรื่อยๆ” รัศมีวรรณยกตัวอย่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นภาระที่เธอต้องรับผิดชอบและแก้ไขในฐานะผู้บริหาร

ปัญหาที่ไม่คาดคิดเหล่าเหล่านี้ รัศมีวรรณรับมือด้วยการบริการที่จริงใจและรวดเร็ว

“สิ่งใดเป็นความผิดของเราก็ยอมรับ ง่ายแบบนั้นเลย อย่างกรณีบริษัทในเยอรมนี เราไม่ไปโทษใคร เรายอมรับผิดเองและรีบดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ปรากฎว่าเขาเชื่อในความซื่อสัตย์สุจริตของเรา เขานับถือเราแล้วก็เป็นลูกค้าเราตลอดมา เราทำธุรกิจด้วยแนวคิดนี้ ทำให้อยู่กันได้นาน”

ความไว้ใจทำให้ Jacob มีคู่ค้าจำนวนมาก บางรายติดต่อค้าขายกันนานกว่า 30 ปี

ในแง่ของการบริการลูกค้า รัศมีวรรณใช้หลักการเดียวกันในการดูแลลูกค้าส่งออก นอกเหนือจากการผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว คือบริการหลังการขายที่จริงใจ

“เพราะเป็นจุดที่ได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เกิดปัญหาอะไรจะได้แก้ไขได้ทันที” รัศมีวรรณกำชับกับพนักงาน Jacob อยู่เสมอให้ใส่ใจการบริการและช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหา ในวันที่ Jacob มีช่องทางการขายออฟไลน์ตามจุดขายกว่า 150 จุดทั่วประเทศ และเสริมทัพการบริการด้วยช่องทางออนไลน์ที่ทายาทรุ่นที่ 3 บุกเบิกขึ้นมา

แม้ทุกวันนี้ยังมีปัญหาน้อยใหญ่เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่การเรียนรู้ ยอมรับในข้อบกพร่องและพัฒนาตลอดเวลา ทำให้ทุกปัญหาคลี่คลายและ Jacob ยังได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจเสมอมา

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

หนังตอนต่อไป

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในธุรกิจ ก็ถึงเวลาที่ Jacob จะต้องปรับตัวให้ทันการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของโลก

พอดีกับการกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารธุรกิจในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ของโนร่า ผู้ดูแลระบบปฏิบัติการและการตลาดออนไลน์ หลังจากเธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนและทำงานบริษัทข้างนอกมามากพอ

“แม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าเราควรกลับมาช่วยธุรกิจ เราเรียนจบยังไม่อยากเข้ามาทำตำแหน่งสูงโดยที่ยังทำอะไรไม่เป็น เราเลยไปทำงานที่อื่นก่อน พร้อมก็กลับเข้ามา” โนร่ายิ้มเล่าความตั้งใจและสิ่งที่รัศมีวรรณได้ปลูกฝัง

การกลับเข้ามาบริหารของโนร่าทำให้กิจการพัฒนาขึ้น ด้วยระบบการทำงานและซอฟต์แวร์สมัยใหม่ ทำให้การผลิตมีขั้นตอนเป็นระบบ ทำงานง่ายขึ้น พร้อมเจาะตลาดออนไลน์อย่างทันสมัย

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถทำได้ในข้ามคืน มีพนักงานหลายคนที่สูงวัยและมากประสบการณ์กว่าโนร่า หลายคนอยู่มานานกว่าสิบปี ซึ่งถือเป็นความท้าทายของทายาทในการทำให้คนอื่นเชื่อสิ่งที่คิดและไว้วางใจที่จะทำตาม

ถ้าหากไม่มีใครยอมปรับเปลี่ยน คงไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจอื่นได้ทัน ดังนั้น โนร่าจึงสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการมีส่วนร่วมตั้งแต่ส่วนที่เล็กที่สุด

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

“เราไม่เกี่ยงงาน เราต้องเข้าใจและทำเนื้องานของเขาได้บ้าง ให้เขาสอนเราและลองลงมือทำไปด้วยเลย คัดของ จัดคลัง ได้หมด พอเรารู้ปัญหา เราจะเข้าไปเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ พอเขาเห็นว่าดีขึ้นก็จะเชื่อใจเรา พอมีปัญหาครั้งต่อๆไป เขาจะกลับมาหาเรา” โนร่าอธิบายถึงวิธีการสร้างความเชื่อใจที่เริ่มมาจากการใส่ใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ วิธีการนี้ทำให้เธอสามารถพัฒนาระบบใหม่ๆ และกำหนดทิศทางการทำงานได้มากขึ้น

นับถึงวันนี้ โนร่าเข้ามาบริหารได้เป็นเวลา 4 ปี เธอได้ผ่านช่วงแรกที่รู้สึกหลงทางและไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน จนมาวันนี้ เธอเห็นภาพตัวเองในบริษัทชัดเจนขึ้นและกำลังเรียนรู้อยู่ทุกวัน

“เราใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะหาตัวเองเจอว่าเราอยู่ตรงไหนในบริษัทและทำอะไรได้บ้าง แต่ว่ายังอีกไกล ต้องใจเย็นๆ ของแบบนี้ใช้เวลาอยู่แล้ว” โนร่าเล่าและได้ฝากข้อความถึงทายาทรุ่นเยาว์คนใดก็ตามที่กำลังเข้ามารับกิจการต่อ

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

หนังยังไม่จบ อย่าเพิ่งหยุดการเรียนรู้

อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงและคาดเดาไม่ได้ แต่การทำธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนนี้เสมอ

รัศมีวรรณและโนร่าร่วมมือกันทำงานและอยู่รับมือกับความไม่แน่นอนนี้ด้วยใจที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว

“Jacob จะเป็นไปหรืออยู่ในลักษณะใดก็แล้วแต่ความเหมาะสม เมื่อก่อนรุ่นคุณพ่อเราผลิตทุกอย่าง ถึงจุดจุดหนึ่งเราเลือกผลิตแค่สิ่งที่เราถนัดที่สุดคือกระเป๋าหนัง แต่ต่อไปเป็นอย่างไรไม่รู้ เราอาจใช้มือถือแทนเงินสดและการใช้จ่ายต่างๆ กันหมด ถึงเวลานั้นเราอาจไม่ต้องมีกระเป๋ากันแล้วก็ได้ อะไรจะเกิดก็เกิด แต่เราพร้อมปรับตัว” รัศมีวรรณยิ้ม ไม่ว่าจะเกิดอะไรถ้าใจเราพร้อมจะเปลี่ยนแปลง เราย่อมหาหนทางของตัวเองได้

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

“เราตามข่าวสาร ดูเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าถึงช่องทางออนไลน์มากขึ้น ดูพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป เช่น คนซื้อทางออนไลน์จะซื้อเป็นของเล็กๆ ราคาไม่แพง เราปรับการขายให้เหมาะสม ส่วนเรื่องบริหารภาพรวมธุรกิจ เราไม่ได้มองว่าแค่ว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไร แต่มองว่าอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร ค่อยๆ ใช้เวลาปรับไปในทิศทางนั้น มีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะก็จริง แต่เราพร้อมเรียนรู้” โนร่าพูดในมุมมองของทายาทรุ่นต่อไปที่จะดำเนินกิจการต่อในความไม่แน่นอนนี้อย่างมั่นใจ

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ จะเด็กจะเล็กอย่างไรก็ตาม หากเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เราจะมีวิชาที่พาเราผ่านพ้นทุกสถานการณ์ไปได้

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

“คนเราถอยสักก้าว ขอบฟ้าจะกว้างขึ้น ยอมสักนิด ทะเลจะสงบ”

“ความรู้เหมือนพายเรือทวนน้ำ ไม่พายขึ้นก็ถอยลง”

ด้วยความที่คุณสุทินชื่นชอบสุภาษิตจีน ข้อคิดของครอบครัวนี้มักจะส่งต่อสู่กันและกันในรูปคำคมสั้นๆ ชวนขบคิด

“ถ้าคุณรู้จักถอยออกมาบ้าง คุณจะมองเห็นภาพใหญ่ เห็นเหตุการณ์ ทางเลือกและทางออกมากขึ้น ถ้าคุณรู้จักยอม หยุดการต่อล้อต่อเถียงบ้าง ปัญหาใหญ่ๆ จะสงบลงได้ ส่วนเรื่องความรู้ คุณพ่อสอนให้เรารักการเรียนเสมอ” รัศมีวรรณแปลความประโยคที่คุณพ่อสอนอยู่เสมอ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ายังสามารถประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตรวมถึงทายาทกิจการต่างๆ การรับช่วงต่อกิจการของทายาทไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำให้ดีได้ด้วยสติ อดทนและการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ทางด้านโนร่า หลังจากก้าวเข้ามาเรียนรู้การบริหารธุรกิจ เธอค้นเจอจุดที่ตัวเองสามารถทำได้ดีและพร้อมกำหนดทิศทางที่อยากพา Jacob ไปต่อในอนาคต

“เราอยากทำให้แบรนด์ Jacob มีความชัดเจนมากขึ้น ปรับตัวให้ทันกับกระแสและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เราทำตรงนี้ได้ แน่นอนว่า Jacob เน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลักอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดตอนนี้คือเรามีผลิตภัณฑ์หลากหลายมาก เราอยากให้คนรู้ว่าเราไม่ได้ทำแค่กระเป๋านักเรียนนะ แต่เราเป็นแบรนด์กระเป๋าหนังคุณภาพของคนไทย”

กระเป๋านักเรียน Jacob, เครื่องหนัง

บริษัท ศรีภัณฑ์ยาค้อบ จำกัด (พ.ศ. ๒๔๘๒)

ก่อนหน้าที่จะพัฒนาเป็นแบรนด์ Jacob ได้อย่างทุกวันนี้ คุณพ่อของคุณสุทิน เทพชาตรี ค้าขายธุรกิจเครื่องเงินอยู่ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี แต่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ต้องย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และเริ่มทำเนคไทและกางเกงแพรโดยนำเข้าผ้าแพรจากประเทศญี่ปุ่น ขณะที่สุทินได้เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญและอัสสัมชัญคอมเมิร์ส ทำให้คุณสุทินได้ศึกษาวิชาการด้านต่างๆ รวมถึงภาษาอังกฤษด้วย

จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ธุรกิจต้องหยุดดำเนินการติดต่อค้าขายกับประเทศญี่ปุ่นในทันทีเพื่อความปลอดภัยในช่วงสงคราม คุณพ่อของคุณสุทินตัดสินใจหันมาผลิตเครื่องหนังแทน โดยเริ่มต้นจากกระเป๋าใส่เอกสารและกระเป๋านักเรียน

เมื่อคุณแม่ของคุณสุทินเสียชีวิต คุณสุทินจำเป็นต้องหยุดเรียนและเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจ แม้ผ่านความยากลำบากในช่วงสงคราม แต่คุณสุทินสามารถฝ่าฟันแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างดี หลังจากครอบครัวจึงค่อยๆ ขยายการผลิตเป็นหมวก เสื้อหนัง เสื้อหนาว ถุงมือ รองเท้า เข็มขัด กระเป๋าเดินทางและเครื่องหนังอื่นๆ ก่อนทำการจดทะเบียนสินค้าภายใต้ชื่อ Jacob เมื่อ พ.ศ. 2499 ซึ่งเป็นชื่อนักบุญในคัมภีร์ไบเบิลที่คุณสุทินได้เรียนรู้มาจากการเรียนคำสอนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก นับเป็นธุรกิจรายแรกในวงการเครื่องหนังที่ใช้ชื่อแบรนด์เป็นภาษาอังกฤษ

แม้จะมีวิกฤตหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ภายนอกและความเห็นที่ไม่ตรงกันด้านการบริหารจัดการของคนในครอบครัว แต่เพราะความขยันหมั่นเพียร อดทน เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จนธุรกิจเติบโต ส่งต่อกิจการและปรัชญาให้กับทายาทรุ่นต่อไปได้บริหารต่อจนถึงทุกวันนี้

คุณสุทินได้ให้สัมภาณ์ไว้ในนิตยสารเมื่อ พ.ศ 2542 ในนิตยสาร ดิฉัน หลังวางมือในการบริหารธุรกิจมาระยะเวลาหนึ่ง ความตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์นี้ คุณสุทินกล่าวไว้ว่า “ความสุขอันใดก็ไม่เท่าเทียบกับความสุขที่ได้มองเห็นลูกๆ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และยิ่งเป็นการงานที่ผู้เป็นพ่อปูทางไว้ให้ ย่อมต้องนำความภาคภูมิใจมาสู่ผู้เป็นพ่อ เหมือนเป็นการยืนยันให้เห็นว่าความขยันหมั่นเพียรและการต่อสู้ของพ่อนั้นไม่สูญเปล่า”

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท น้อมจิตต์ แมนนูแฟกเจอร์ริ่ง จำกัด, บริษัท น้อมจิตต์ อินคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท น้อมจิตต์ รีเทล จำกัด

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม

ปีก่อตั้ง : พ.ศ.​ 2505

อายุ : 59 ปี

ผู้ก่อตั้ง : นางน้อมจิตต์ จิตรมีศิลป์, นายสุมิตร จิตรมีศิลป์

ทายาทรุ่นสอง : นางสาวอรนุช จิตรมีศิลป์, นายอนันต์ จิตรมีศิลป์, นายอานนท์ จิตรมีศิลป์, นายเอนก จิตรมีศิลป์ และ นายอาณัติ จิตรมีศิลป์

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี
น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ชุดนักเรียน ‘น้อมจิตต์’ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2505 โดย คุณแม่น้อมจิตต์ และ คุณพ่อสุมิตา จิตรมีศิลป์ 

เริ่มจากเป็นร้านคูหาเล็กๆ แถวบางกระบือ ลักษณะคล้ายโชห่วย ขายของจิปาถะ ตลอดปีจึงมีสินค้าสลับสับเปลี่ยนไม่ขาดสาย โดยยึดตามช่วงเทศกาลเป็นหลัก เช่น เดือนไหนมีวันพระใหญ่ก็ขายสังฆภัณฑ์

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ส่วนเดือน 4 และ 5 เป็นเทศกาลเปิดเทอม คุณแม่น้อมจิตต์เลยสั่งชุดนักเรียนมาขาย

เมื่อเวลาผ่านไป จากที่รับซื้อก็เปลี่ยนมาผลิตเองเพื่อสร้างคุณภาพ เลิกขายสินค้าอื่นๆ และลงแรงใจกับชุดนักเรียนอย่างเดียว ก่อนจะส่งต่อให้ทายาทรุ่นสองทั้ง 5 ผู้เข้ามาเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สต็อกสินค้า การขาย การผลิต ช่างเย็บ และเครื่องจักร เพื่อให้น้อมจิตต์ขยายกิจการและกำลังการผลิตได้มากขึ้น จนปัจจุบันมีหน้าร้าน 4 สาขา พร้อมส่งขายตามโรงเรียนและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ 

ถึงอย่างนั้น น้อมจิตต์ก็ยังไม่หยุดอยู่กับที่ ยังมุ่งหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้สินค้าที่พวกเขาบอกว่า ‘คนซื้อไม่ได้ใส่ คนใส่ไม่ได้ซื้อ’ และยึดถือความเชื่อที่ส่งผ่านมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ 

‘จงซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทำสินค้าให้ดี และอย่าหยุดพัฒนา’ 

จนสามารถอยู่คู่นักเรียนไทยมาได้ถึง 60 ปี

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ตำนานบางกระบือ

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน ชุดนักเรียนในยุคคุณแม่มีผู้ผลิตจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นช่างเย็บรับเย็บทีละตัวแล้วก็ขาย ไม่มีมาตรฐานแน่นอน ขายไปคนขายก็หงุดหงิด เพราะของไม่ดี ทางคนซื้อก็ไม่พอใจ เพราะของไม่ได้อย่างใจเขา 

แม้จะเป็นธุรกิจแบบซื้อมาขายไป แต่คุณแม่เป็นคนละเอียด พิถีพิถัน จึงตัดสินใจหาช่างเพื่อเย็บเอง

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี
น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

หลังลองผิดลองถูกและใช้เวลาหลายปีให้แบรนด์ ‘น้อมจิตต์’ เข้าไปอยู่ในใจลูกค้า ขณะเดียวกันเดือนที่ไม่ใช่วันเปิดเทอมก็ขายของประเภทอื่นๆ เหมือนเก่า จากห้องแถวเดียวขยายเป็น 2 ห้อง 3 ห้อง 4 ห้อง ธุรกิจรุ่งเรื่องเรื่อยๆ จนกลายเป็นเซ็นเตอร์

เซ็นเตอร์อยู่ได้สักพักก็ต้องทยอยปิดตัวลง เพราะห้างสรรพสินค้าเริ่มเข้ามา คุณพ่อสุมิตรและคุณแม่น้อมจิตต์จึงตัดสินใจพัฒนาชุดนักเรียนอย่างจริงจัง

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ทายาทรุ่นสอง

“จะขายเสื้อนักเรียนทำไม ปีหนึ่งขายครั้งเดียว” 

มีคนถามคุณพ่อสุมิตรและคุณแม่น้อมจิตต์อย่างนี้ตลอด แต่ทั้งสองไม่สนใจ ค่อยๆ ขยายตลาดจากแค่ที่ร้านไปตามห้างสรรพสินค้าและโรงเรียนต่างๆ ขณะเดียวกันก็ปลูกฝังลูกชายลูกสาวทั้ง 5 คนให้มีส่วนร่วมกับธุรกิจ คุณเอี้ยง-อานนท์ จิตรมีศิลป์ เคยทำมาหมดแล้วทั้งขับรถส่งของ ตัดด้าย รุ่น คุณเนย-อาณัติ จิตรมีศิลป์ ได้ขายของหน้าร้าน

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

คุณเอี้ยงเข้ามารับช่วงต่อตามพี่ชายและพี่สาวหลังทำงานธนาคารได้ 6 เดือน เพราะฝันอยากช่วยแก้ปัญหาของธุรกิจที่บ้านที่เห็นมาตลอด โดยไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะชอบหรือไม่ชอบการทำธุรกิจนี้ ส่วนคุณเนยเข้ามาหลังจากนั้น 

“เพราะที่บ้านกับที่ทำงานคือที่เดียวกัน เราโตมาก็เห็นคุณแม่ทำ เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องสต็อกสินค้า คน การผลิต และการขาย บางทีลูกค้ามาซื้อ ไซส์ที่เขาจะเอาไม่มี ไซส์ที่ไม่เอาเต็มโกดังเลย นั่นคือเรื่องสต็อกและการผลิต ซึ่งส่งผลไปถึงตอนขาย กว่าจะปิดการขายได้ ลูกค้าต้องเทียบสีเสื้อทุกตัวที่ซื้อ เพราะมาตรฐานงานเย็บและสีผ้าไม่เหมือนกัน ทำให้ขายไม่ทัน คิดเงินผิดคิดเงินถูก มันเป็นปัญหาของ SMEs เล็กๆ ในรุ่นบุกเบิกที่เราค่อยซึบซับเข้ามา”

ธุรกิจครอบครัวมักมีลักษณะคล้ายๆ กัน

รุ่นแรกเป็นขาลุย อาจจะไม่ได้เรียนสูง ไม่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์หรือระบบควบคุมมาตรฐานต่างๆ ทุกอย่างอาศัยประสบการณ์ที่ลงมือทำงานจริง เลยจะได้เปรียบในธุรกิจขนาดเล็กที่มีทีมงานเพียง 4 – 5 คน แต่เมื่อถึงเวลาขยายธุรกิจ การทำงานแบบดูเองทุกอย่างคงไม่เหมาะสมอีกต่อไป จึงเป็นโอกาสดีที่คนรุ่นสองต้องเข้ามา

รุ่นสองมีแต้มต่อเรื่องความรู้ แม้ไม่ลุยงานเท่ารุ่นแรก แต่ยังได้เห็นพ่อแม่ลำบาก ได้เรียนวิชาธุรกิจจากที่เขาทำงานให้ดู 

ยกระบบ

น้อมจิตต์ แบรนด์ชุดนักเรียนในมือทายาทรุ่นสองผู้สร้างระบบมาตรฐานจนอยู่มาถึง 60 ปี

ทายาทรุ่นสองของครอบครัวจิตรมีศิลป์เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจหลายอย่าง ดังนี้

สต็อกสินค้า

สต็อกสินค้าเป็นปัญหาหลักของธุรกิจชุดนักเรียน ถ้าดูจากกราฟจะเห็นว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายตกอยู่ในเดือนเปิดเทอมใหญ่ ถ้าบริหารจัดการไม่ดี จะทำให้สต็อกสินค้ามีปัญหาและไม่ตอบโจทย์ลูกค้า เหมือนที่คุณเอี้ยงเล่าว่า “สินค้าที่ลูกค้าต้องการไม่มี สินค้าที่ไม่ต้องการกลับมีเยอะ เรามีเต็มสต็อกของแต่ขายไม่ได้เลย”

สมัยก่อนตอนคุณแม่น้อมจิตต์สั่งออเดอร์โดยไม่แจกแจงรายละเอียด ให้ช่างคุยกันเองโดยดูจากยอดสั่งซื้อปีก่อน ไซส์ไหนสั่งเยอะก็ทำเยอะ 

ทายาทรุ่นสองเข้ามาวางระบบใหม่ เริ่มจากการบัญชีง่ายๆ มีการจดบันทึกว่าแบบไหน ไซส์อะไร ขายได้กี่ตัว เพื่อจะได้คาดการณ์สินค้าที่ควรสั่งผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้มีสินค้าค้างสต็อกน้อยลง

การขาย

จากเรื่องสต็อกก็เชื่อมโยงมาถึงการขาย สมัยก่อนใช้วิธีขายแบบเปิดบิล กดเครื่องคิดเลข แล้วค่อยมาตัดสต็อก กว่าจะบริการลูกค้าหนึ่งรายใช้เวลานาน ลูกค้ารอคิวยาว แถมยังเจอข้อผิดพลาดบ่อย ถ้ายังใช้วิธีแบบเดิมในวันที่ธุรกิจขยายสาขาน่าจะลำบาก คุณเอี้ยงและ คุณน้อย-เอนก จิตรมีศิลป์ น้องชายอีกคนจึงตัดสินใจเขียนโปรแกรมการขาย นำคอมพิวเตอร์มาใช้ จนเปลี่ยนมาใช้ระบบบาร์โค้ดในที่สุด

การผลิต

คุณเอี้ยงและคุณเนยเล่าว่า ปัญหาเรื่องการผลิตอยู่มาตลอดในรุ่นคุณพ่อคุณแม่ เมื่อก่อนช่างคนหนึ่งเย็บเสื้อหรือกางเกงทั้งตัว จะสวยไม่สวยขึ้นอยู่กับฝีมือช่างแต่ละคนล้วนๆ โจทย์ของทายาทรุ่นใหม่คือ ทำอย่างไรให้สินค้าได้มาตรฐานทุกชิ้น ลูกค้าไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องเทียบสีผ้าก่อนซื้อ จึงเปลี่ยนระบบการผลิตใหม่ให้มีมาตรฐาน ช่างหนึ่งคนทำแค่หนึ่งอย่าง คนเย็บปกเย็บปกอย่างเดียว คนเย็บแขนก็เย็บแขนอย่างเดียว แล้วค่อยเอามาประกอบให้เป็นตัวทีหลัง 

ซึ่งการเปลี่ยนวิถีคนทำงานต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับตัว ค่อยๆ ทำให้เขาเห็นว่าวิธีนี้ดีกว่า ได้มาตรฐานกว่า และดีกับแบรนด์มากกว่า

เครื่องจักร

เครื่องจักรเป็นอีกหนึ่งปัญหาของธุรกิจการผลิต การเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เงินมหาศาล คนใช้อยากเปลี่ยน แต่เจ้าของมักคิดว่าอะไรที่ยังใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน 

แต่เมื่อโจทย์ของน้อมจิตต์คือการสร้างมาตรฐาน คนรุ่นสองจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรรุ่นใหม่ ทำให้ฝีเข็มคงที่ เย็บได้เร็วขึ้น หูเข็มขัดที่เคยทำมือ ยาวสั้นไม่เท่ากัน พอใช้เครื่อจักรก็เท่ากันหมด ปกเสื้อเปลี่ยนเป็นปกฟิวส์แบบเสื้อเชิ้ตผู้ชาย จากที่เคยวาดแบบด้วยมือแล้วมีข้อผิดพลาดเยอะ ก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องวาด พอได้แบบที่ดีแล้วไปตัดด้วยมือก็เสียของ สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นเครื่องตัดอัตโนมัติไปด้วย

ปรับตัวให้ทัน

“ทันยุคที่นักเรียนผู้หญิงใส่กระโปรงเอวสูงมากๆ ไหม” คุณเอี้ยงถามขึ้นก่อนเล่าว่า ชุดนักเรียนที่เห็นว่าใส่กันมาตั้งแต่รุ่นแม่ก็ต้องมีการปรับตัว

เมื่อ 30 – 40 ปีก่อน นักเรียนผู้ชายนิยมใส่กางเกงสั้นๆ มายุคที่ศิลปินโจอี้บอยดังมากๆ ก็หันมาใส่ยาวๆ กับเสื้อตัวโคร่งๆ หลวมๆ สไตล์แรปเปอร์แทน 

ฝั่งนักเรียนผู้หญิงก็มีทั้งยุคที่ใส่กระโปรงเอวสูงมากๆ และเอวต่ำมากๆ มีช่วงนิยมใส่กระโปรงยาวไปจนกระโปรงสั้น สลับเทรนด์ไปมา

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

“เราตามจากเทรนด์แฟชั่นทั่วไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ฟังเสียงลูกค้าที่มาซื้อ บางช่วงขอแม่ซื้อกระโปรงสั้นหน่อย บางช่วงสังเกตเห็นว่าเด็กชอบเสื้อเบอร์ใหญ่เกินตัว แล้วก็เอามาปรับแบบของเราเท่าที่ทำได้ และไม่ผิดระเบียบโรงเรียน เช่น ช่วงนี้แขนยาวหน่อย ช่วงนี้แขนสั้นหน่อย ช่วงนี้ตัวโคร่งหน่อย ช่วงนี้ตัวเล็กหน่อย ปกเสื้อแต่ก่อนเล็กๆ เดี๋ยวนี้ก็ใหญ่ขึ้นมาหน่อย”

ไม่ใช่แค่แฟชั่นที่เปลี่ยนตามยุคสมัย พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าก็เปลี่ยนไปเยอะจากเมื่อก่อน สมัยนั้นครอบครัวหนึ่งมีลูกหลายคน สมัยนี้อย่างมากก็แค่ 2 คน และหันไปเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนเอกชนที่มีเครื่องแบบเฉพาะของตัวเองมากขึ้น รูปแบบการซื้อเสื้อผ้าของพ่อแม่ผู้ปกครองก็เปลี่ยนไป พอมีลูกน้อยก็มองหาสินค้าที่ดีขึ้นไปอีก

น้อมจิตต์มีแนวคิดว่า ธุรกิจที่จะอยู่รอดต้องรู้จักปรับตัว เพราะเป็นสินค้าที่ ‘คนซื้อไม่ได้ใส่ คนใส่ไม่ได้ซื้อ’ จึงต้องพยายามหา Pain Point ของผู้ใช้จริง แล้วสรรหานวัตกรรมใหม่มาพัฒนาให้ชุดนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น

“อย่างเสื้อลูกเสือเนตรนารีหนาๆ ใส่ทีไรก็ร้อน ผ้าแข็ง คัน ขี้เกลือขึ้น เป็นปัญหาที่มีมาตลอด แต่ไม่มีใครทำอะไรกับมัน เราต้องไปหาว่าต้องใช้ผ้าอะไรที่จะตอบโจทย์ Pain Point นั้น จนได้รุ่น Air Cool ที่ทำให้ทั้งเสื้อลูกเสือเนตรนารีและชุดนักเรียนทั่วไปนิ่ม ใส่สบาย ซับเหงื่อ กันกลิ่น กันยูวี

“ไม่ใช่ว่าชุดนักเรียนเมื่อห้าสิบปีก่อนเป็นยังไง ตอนนี้ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างต้องพัฒนาให้ดีขึ้น”

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี
ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

อุปสงค์ = 0

ในวิกฤตที่ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบ บางธุรกิจโชคดีที่มีระบบออนไลน์อยู่แล้ว หลายธุรกิจต้องปรับตัวหรือเปลี่ยนไปใช้ระบบเดลิเวอรี่ให้ทันท่วงที แต่สำหรับชุดนักเรียนที่อุปสงค์กลายเป็นศูนย์ เพราะเด็กไม่ต้องไปโรงเรียน ความท้าทายที่น้อมจิตต์ต้องเจอจึงแตกต่างจากธุรกิจเหล่านั้น

“วิกฤตนี้กระทบทั้งตลาดและกระทบทุกยี่ห้อ เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรอ ถ้าจะอยู่รอดเราต้องลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ เมื่อเพิ่มรายได้ไม่ได้ก็ต้องลดต้นทุน

“เราพยายามให้พนักงานมีรายได้พื้นฐานที่อย่างน้อยพอเลี้ยงชีพไปได้ ช่างเย็บก็ยังต้องเย็บ เราสั่งผลิตในปริมาณขั้นต่ำมาตลอด แต่ภาระคือเราต้องเก็บสต็อกมากขึ้น ตอนนี้น่าจะ Overstock แต่เรายอมเพราะต้องรักษาคนไว้”

ส่วนกระแสเรื่องการใส่ชุดนักเรียนตอนนี้ ทั้งคุณเอี้ยงและคุณเนยบอกว่ามีมาตลอดที่ทำธุรกิจมา 

“ในอนาคตชุดนักเรียนอาจกลายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากขึ้น และอาจจะไม่ต้องเหมือนกันทั้งประเทศ อย่างโรงเรียนในชนบทหรือบางกลุ่ม การใส่ชุดนักเรียนอาจจะเป็นภาระสำหรับเขา” 

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

ห้างน้อมจิตต์

นอกจากธุรกิจชุดนักเรียน ทายาทรุ่นสองยังรับช่วงต่อห้างน้อมจิตต์หรือในชื่อใหม่ N Mark Plaza ที่บางกะปิ ซึ่งมีวิธีคิดและการปรับตัวที่น่าสนใจมาก

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

ห้างนี้เริ่มจากตึกแถว 10 ห้องที่คุณพ่อสุมิตรมาซื้อไว้เมื่อ พ.ศ. 2527 ตอนนั้นแถวนี้ข้างทางเป็นป่ารกร้าง อยู่ไกลจากตัวเมือง คุณพ่อเห็นว่าแถวนี้มีการเคหะแห่งชาติ คนเริ่มย้ายมาอยู่ จึงตัดสินใจเปิดเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต

ห้างน้อมจิตต์เริ่มต้นในยุคเดียวกับห้างรูปแบบคล้ายๆ กันอย่างตั้งฮั่วเส็ง, New World, December, JC และพาต้า เป็นยุคที่การขายสนุกสนาน ใช้โทรโข่ง มีโปรโมชันนาทีทอง

หลังเกิดวิกฤตการเงิน พ.ศ. 2540 บริษัทที่ทำธุรกิจซื้อขายโดยใช้เครดิตเงินเกิดปัญหา ห้างไทยในยุคนั้นทยอยปิดตัวลง น้อมจิตต์ก็อยู่ในช่วงวิกฤตซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่ปีก่อนหน้าที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ มาเปิดสาขาฝั่งตรงข้าม

ทายาทรุ่นสองชุดนักเรียนน้อมจิตต์ผู้เข้ามาสร้างระบบมาตรฐานและพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ธุรกิจอยู่มาถึง 60 ปี

“เราเกือบจะแย่อยู่แล้ว แต่พี่ชายคนโต (คุณอนันต์ จิตรมีศิลป์) คิดมุมกลับ เขาบอกว่าทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนจากการทำธุรกิจเทรดดิ้งไปเป็นการเช่าพื้นที่ล่ะ” คุณเนยเล่า

“จากที่เรามองเดอะมอลล์ว่าเป็นคู่แข่ง เราเลยมองเป็นการส่งเสริม มองว่าเราเป็นแผนกหนึ่งของห้างใหญ่อีกที เสริมเข้าไปในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ”

พอมองคู่แข่งให้เป็นหุ้นส่วน ก็เกิดการเชื่อมสะพานระหว่างห้างน้อมจิตต์กับเดอะมอลล์ ทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นกลุ่มการค้าบางกะปิที่ทำเองคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ และทั้งสองธุรกิจก็เติบโตไปด้วยกันได้

ความภูมิใจ

สิ่งที่ยึดมั่นและส่งต่อมาจากคุณแม่น้อมจิตต์คือ จงซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทำสินค้าให้ดี และอย่าหยุดพัฒนา เมื่อของดี ลูกค้าซื้อไปใช้ดีก็กลับมาซื้อซ้ำ และบอกต่อคนอื่นๆ ทำให้ธุรกิจอยู่มาได้ถึงวันนี้

ทายาทรุ่นสองเริ่มพูดถึงการเตรียมตัวส่งต่อให้ทายาทรุ่นสามด้วยวิธีการที่แตกต่าง

“รุ่นพ่อแม่มองรุ่นเราก็ดูไม่ทนงาน แต่เราก็มีแนวทางการทำงานของเรา รุ่นเรามองรุ่นสามก็เหมือนกัน และเขาก็มีแนวทางในการทำงานของเขา เขาไม่ต้องมาฝึกงานขับรถส่งของหรือยืนขายเหมือนเราแล้ว แต่ต้องตั้งใจ เอาใจใส่ จะวิธีไหนผมไม่ติดเลย

“ธุรกิจมันเปลี่ยนไปทุกรุ่น รุ่นหนึ่งทำการตลาดติดป้ายข้างรถเมล์ มีเสียงตามสาย วิทยุ รุ่นสอง มีเดียเป็นทีวี ทีวีดาวเทียม อินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ยูทูบ รุ่นสาม ไม่แน่อาจเป็น Metaverse ก็ได้” คุณเอี้ยงว่าอย่างนั้น

ความภูมิใจของตัวแทนทายาทรุ่นสองในวันนี้ คือการพา ‘น้อมจิตต์’ และความตั้งใจคุณแม่อยู่มานานจะครบ 60 ปีในปีหน้า

“เราจะพัฒนาสินค้าไปเรื่อยๆ พยายามเข้าถึงเด็กที่เป็นผู้ใส่ เพราะสักวันหนึ่งเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นพ่อแม่ต่อ แบรนด์เราจะได้อยู่ในใจ เป็น First of Mind ของเขา

“ตอนเข้ามาทำที่บ้านแรกๆ พี่ชายคนโตบอกให้ผมตั้งเป้าว่า น้อมจิตต์ต้องอยู่ไปถึงสามร้อยปี แล้วทำตามเป้าหมายนั้น” คุณเนยทิ้งท้าย

ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities

งานเสวนาออนไลน์ที่นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และความเป็นไปได้ของการทำธุรกิจครอบครัวในบริบทใหม่ของโลก

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2564 เวลา 13.00 – 18.00 น.

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ คลิก

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load