มีซีรีส์บางเรื่องที่เราดูเพื่อความบันเทิง และมีซีรีส์บางเรื่องที่เราดูแล้วรู้สึกว่ากำลังอ่านประวัติศาสตร์ที่ใครบางคนนำมาแต่งขึ้นใหม่ให้งดงามกว่าเดิม
House of the Dragon เป็นแบบหลัง
ซีรีส์ภาคพรีเควลของ Game of Thrones ที่ออกฉายในปี 2022 ทางช่อง HBO ไม่ได้แค่พาเราย้อนกลับไปดูโลก Westeros ในอดีต แต่มันพาเราไปยืนอยู่ตรงจุดที่ทุกสิ่งเริ่มพังทลาย ตรงจุดที่ราชวงศ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แฟนตาซีของ George R.R. Martin ค่อยๆ ต้มตัวเองในหม้อที่ตัวเองจุดไฟ
เรื่องราวใน House of the Dragon ซีซัน 1 ทั้ง 10 ตอน ครอบคลุมช่วงเวลากว่า 20 ปีในประวัติศาสตร์ของตระกูล Targaryen โดยเริ่มต้นจากวันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบ และจบลงด้วยการประกาศสงครามที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ตลอดกาล
นี่คือเรื่องของสองผู้หญิง สองเส้นทาง และหนึ่งบัลลังก์ที่ไม่มีทางพอสำหรับทั้งคู่
ก่อนที่ไฟจะลุก โลกของ Targaryen ณ จุดเริ่มต้น

ในโลกของ Westeros ตระกูล Targaryen ไม่ได้เป็นเพียงราชวงศ์หนึ่ง พวกเขาคือตระกูลมังกร ผู้พิชิตทวีปด้วยเปลวไฟ และสร้างบัลลังก์เหล็กขึ้นจากดาบของศัตรูที่ตนเอาชนะ การมีมังกรคือการมีอำนาจสูงสุด และในยุคที่ House of the Dragon เล่าถึง อาณาจักรของ Targaryen ยังคงรุ่งเรืองอยู่ในจุดสูงสุด
แต่ความยิ่งใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากรอยร้าว
เรื่องเริ่มต้นในรัชสมัยของ กษัตริย์วิเซริส ทาร์แกเรียนที่ 1 (King Viserys I Targaryen) รับบทโดย Paddy Considine นักแสดงชาวอังกฤษที่หยิบยื่นให้ตัวละครตัวนี้มีมิติที่ลึกกว่าที่คาด วิเซริสไม่ใช่กษัตริย์นักรบ เขาไม่ใช่นักวางกลยุทธ์ เขาเป็นผู้ชายที่รักครอบครัว รักสันติภาพ และเชื่อว่าความดีของคนเป็นสิ่งที่มีจริงในโลกนี้
ปัญหาคือโลกของ Westeros ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับคนดี
วิเซริสมีความฝันสูงสุดเดียวกันกับกษัตริย์ทุกพระองค์ก่อนหน้า นั่นคือการมีรัชทายาทชาย แต่ภรรยาของเขา ราชินีแอมมา อาร์ริน (Queen Aemma Arryn) ผ่านความสูญเสียมาหลายครั้ง ทั้งการแท้งบุตรและการสูญเสียทารกหลังคลอด และแล้วในคืนหนึ่งที่โหดร้ายที่สุด เมื่อแอมมาเข้าสู่กระบวนการคลอดที่ยากลำบาก วิเซริสต้องตัดสินใจในเรื่องที่ผู้ชายในยุคนั้นไม่ควรต้องตัดสินใจเลย เขาเลือกพยายามรักษาทารกในครรภ์แทนชีวิตของภรรยา
แอมมาเสียชีวิต ทารกก็เสียชีวิตตาม
ตั้งแต่ฉากนั้นเป็นต้นมา House of the Dragon ส่งสัญญาณให้เราอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่เรื่องราวของฮีโร่และผู้ร้าย แต่เป็นเรื่องราวของผู้คนที่เลือกสิ่งที่ดูดีที่สุดในขณะนั้น และต้องแบกรับผลของการเลือกนั้นไปตลอดชีวิต
เจ้าหญิงกับราชบัลลังก์ เรนีร่า ทาร์แกเรียน

หากเราต้องหาหัวใจของ House of the Dragon ซีซัน 1 หัวใจนั้นมีชื่อว่า เรนีร่า ทาร์แกเรียน (Rhaenyra Targaryen)
ในช่วงแรกของซีรีส์ เรนีร่าถูกรับบทโดย Milly Alcock นักแสดงสาวชาวออสเตรเลียที่พาตัวละครนี้ออกมาจากหน้ากระดาษได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่ในช่วงหลังของซีซันจะส่งต่อให้ Emma D’Arcy รับช่วงต่อในเวอร์ชันผู้ใหญ่
เรนีร่าในวัยเยาว์คือเด็กสาวที่มีความฝัน เธอรักการบินบนหลังมังกรตัวของเธอ Syrax เธอรักอิสรภาพ และเธอไม่เข้าใจว่าทำไมเพศกำเนิดถึงต้องกำหนดชะตาชีวิต หลังจากการเสียชีวิตของแอมมาและทารก วิเซริสตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในรัชกาลของเขา เขาประกาศให้เรนีร่าเป็นรัชทายาทแห่งบัลลังก์เหล็ก ให้ขุนนางทั่วทวีปสาบานตน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงจะได้รับการแต่งตั้งให้สืบบัลลังก์
นี่คือชนวนระเบิดที่วิเซริสจุดขึ้นด้วยความตั้งใจดี
ขุนนางหลายคนสาบานตนด้วยปากแต่ไม่ด้วยใจ พวกเขาเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาจริง บัลลังก์จะต้องตกอยู่ในมือผู้ชาย และการที่วิเซริสยืนหยัดในการตัดสินใจนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาน่าเคารพ แต่ก็คือสิ่งที่ทำให้เขาถูกบีบจากทุกทิศทาง
สองหญิงในพระราชวัง มิตรภาพที่ค่อยๆ กลายเป็นเส้นแบ่งสงคราม

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ House of the Dragon ยืนหยัดเหนือซีรีส์แฟนตาซีทั่วไปคือความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครหลัก
อลิเซนต์ ไฮทาวเวอร์ (Alicent Hightower) รับบทในวัยเยาว์โดย Emily Carey และในวัยผู้ใหญ่โดย Olivia Cooke เธอคือเพื่อนสนิทที่สุดของเรนีร่า ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันในพระราชวัง เล่าความฝันให้กันฟัง เฝ้าดูแลคนที่รักด้วยกัน และเชื่อมั่นในกันและกันอย่างสนิทใจ
แต่นั่นก่อนที่โลกจะเข้ามาแทรก
อ็อตโต ไฮทาวเวอร์ผู้เป็นพ่อของอลิเซนต์ซึ่งดำรงตำแหน่ง Hand of the King ส่งลูกสาวเข้าไป “ปลอบโยน” กษัตริย์วิเซริสหลังจากการสูญเสียแอมมา ไม่ใช่ด้วยความห่วงใย แต่ด้วยการคำนวณทางการเมือง อลิเซนต์ทำตามพ่อ เพราะเธอได้รับการปลูกฝังมาตลอดชีวิตว่าหน้าที่คือสิ่งสำคัญที่สุด
วิเซริสเลือกแต่งงานกับอลิเซนต์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่ไม่มีทางปะติดกลับ
เรนีร่ารู้สึกถูกทรยศ ไม่ใช่แค่เพราะพ่อแต่งงานกับเพื่อนสนิทของเธอ แต่เพราะเธอไม่รู้เรื่องล่วงหน้าเลย ส่วนอลิเซนต์เองก็ถูกบีบอยู่ระหว่างความรักที่มีต่อเรนีร่าและความจงรักภักดีต่อพ่อกับสามีใหม่
ทั้งคู่พยายามรักษามิตรภาพ แต่โลกไม่อนุญาต
เมื่อเวลาผ่านไป อลิเซนต์ให้กำเนิดลูกชายให้กับวิเซริส เด็กชายคนนั้นมีชื่อว่า เอกอน (Aegon) ตั้งชื่อตาม Aegon the Conqueror บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ และนั่นคือเมื่อคนรอบข้างเริ่มกระซิบว่า ทำไมต้องเป็นเรนีร่า ทั้งที่มีลูกชายของกษัตริย์อยู่แล้ว
อ็อตโต ไฮทาวเวอร์คือผู้ที่เพาะเมล็ดพันธุ์ความสงสัยเหล่านี้มากที่สุด เขาไม่ได้แค่เป็น Hand of the King เขาเป็นผู้ชายที่มองทุกอย่างเป็นหมากบนกระดาน และหมากที่เขาหมายตาคือบัลลังก์เหล็กสำหรับหลานชายของตนเอง
เจ้าชายดาร์ก เดม่อน ทาร์แกเรียน และการทำลายกฎทุกข้อ

ไม่มีตัวละครใดใน House of the Dragon ที่ซับซ้อนและน่าติดตามเท่า เดม่อน ทาร์แกเรียน (Daemon Targaryen) รับบทโดย Matt Smith ในการแสดงที่น่าจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา
เดม่อนคือน้องชายของวิเซริส เขาเป็นนักรบที่เก่งที่สุดในยุคนั้น ขี่มังกร Caraxes ผู้ดุร้าย และมีนิสัยที่ขัดแย้งกันในตัวเองอย่างน่าฉงน เขาดูโหดเหี้ยมและเห็นแก่ตัว แต่ในเวลาเดียวกันก็มีช่วงเวลาที่เขาแสดงความรักอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะต่อเรนีร่าซึ่งเป็นหลานสาว
เดม่อนคือตัวละครที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามตลอดเวลาว่า เขาทำสิ่งที่ทำเพราะรัก เพราะโลภ หรือเพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
ในช่วงต้นของซีรีส์ เดม่อนถูกส่งออกจากพระราชวังหลายครั้งเพราะพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ เขายึดครอง Dragonstone ปราสาทอันเป็นที่ประทับดั้งเดิมของ Targaryen ประกาศตัวเองเป็นกษัตริย์ของ Narrow Sea ออกรบกับ Crabfeeder ศัตรูที่คุกคามเส้นทางการค้า และในที่สุดก็พิชิตชัยชนะด้วยตัวเองโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือของพี่ชาย
แต่สิ่งที่ทำให้เดม่อนเป็น “เดม่อน” อยู่เสมอคือวิธีที่เขาจัดการกับสิ่งที่ขวางทาง เขาฆ่าภรรยาของตัวเองเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระ เขาพาเรนีร่าไปยังซ่องในคืนที่น่าจดจำที่สุดในซีรีส์ เขาทำสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า และเขาไม่เคยขอโทษสักครั้ง
และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้เราไม่อาจหันหน้าหนีจากตัวละครตัวนี้
ตอนที่ 1-3 รากของความขัดแย้ง

ซีรีส์เปิดด้วยการสูญเสีย วิเซริสเสียทั้งภรรยาและลูกในคืนเดียวกัน และการตัดสินใจในคืนนั้นจะหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต
การประกาศให้เรนีร่าเป็นรัชทายาทเป็นสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของวิเซริส แต่มันเป็นการประกาศสงครามในสายตาของคนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะอ็อตโต ไฮทาวเวอร์ที่เข้าใจดีว่าการที่เรนีร่าขึ้นครองบัลลังก์หมายความว่าอะไรสำหรับลูกหลานของเขา
เมื่อวิเซริสแต่งงานกับอลิเซนต์ อาณาจักรก็เริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างเงียบๆ ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนเรนีร่า อีกฝ่ายเริ่มตั้งตาดูลูกชายของอลิเซนต์
ตอนที่ 4 คืนแห่งการทรยศ

หนึ่งในตอนที่สำคัญที่สุดของซีซัน และน่าจะเป็นตอนที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างทุกตัวละครหลักอย่างถาวร
เดม่อนพาเรนีร่าออกเที่ยวยามค่ำคืน พวกเขาปลอมตัวเดินในเมือง และในที่สุดก็ไปจบที่ซ่องโสเภณี ที่นั่นเดม่อนเริ่มต้นสิ่งที่เขาไม่เคยทำให้สำเร็จ และเรนีร่าก็รู้สึกถึงความต้องการที่เธอไม่เคยสารภาพกับใคร
แต่เดม่อนถอยออกมาโดยไม่มีคำอธิบาย
เรนีร่ากลับพระราชวังและหันไปหา Ser Criston Cole ผู้พิทักษ์ของเธอ ซึ่งตกหลุมรักเจ้าหญิงมานานแล้ว ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ทำให้ทุกอย่างยิ่งซับซ้อนขึ้น
สายลับรายงานให้อ็อตโตทราบว่าเรนีร่ากับเดม่อนปรากฏตัวในซ่อง วิเซริสโกรธ เดม่อนถูกเนรเทศ อ็อตโตถูกปลดออกจากตำแหน่ง และเรนีร่าถูกบังคับให้แต่งงาน
อลิเซนต์รู้สึกว่าเรนีร่าโกหกเธอเรื่องคืนนั้น และรอยร้าวในมิตรภาพก็กลายเป็นรอยแตกที่ไม่มีทางซ่อม
ตอนที่ 5 งานแต่งงานที่จุดไฟ

เรนีร่าแต่งงานกับ เลเนอร์ เวลาเรียน (Laenor Velaryon) ในงานเลี้ยงที่ควรจะเฉลิมฉลอง แต่กลับกลายเป็นฉากที่น่าจดจำในแบบที่ไม่มีใครอยากจำ
อลิเซนต์ปรากฏตัวในชุดสีเขียว สีแห่งสงครามของตระกูล Hightower สัญญาณที่ทุกคนในห้องเข้าใจ และ Ser Criston Cole ผู้เปราะบางทางอารมณ์ก็ทำสิ่งที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของตัวเองอย่างถาวร เขาเอาชีวิตชายคนหนึ่งในงานเลี้ยงนั้น และสาบานตัวเองให้เป็นศัตรูตลอดกาลกับเรนีร่า ก่อนจะกลายมาเป็นผู้ภักดีต่ออลิเซนต์แทน
ตอนที่ 6 สิบปีให้หลัง

ซีรีส์กระโดดข้ามเวลา 10 ปี และนักแสดงชุดใหม่เข้ามาสวมบทบาทตัวละครหลัก Milly Alcock ส่งต่อบทบาทเรนีร่าให้ Emma D’Arcy และ Emily Carey ส่งต่ออลิเซนต์ให้ Olivia Cooke
ในสิบปีที่ผ่านไป เรนีร่ามีลูกชายสามคนกับเลเนอร์ แต่เป็นความลับที่โลกทั้งใบรู้ว่าพ่อที่แท้จริงคือ Ser Harwin Strong ส่วนอลิเซนต์ก็มีลูกของตัวเองกับวิเซริส ทั้งเอกอนและ เอมอนด์ (Aemond)
ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายไม่ใช่แค่ระหว่างเรนีร่ากับอลิเซนต์อีกต่อไป แต่มันซึมลงมาถึงลูกๆ ของพวกเธอ
Larys Strong บุตรชายของ Hand of the King คนใหม่ กลายมาเป็นตัวละครที่น่ากลัวที่สุดในซีรีส์ เขาฆ่าพ่อและพี่ชายของตัวเองตามคำขอของอลิเซนต์ เพียงเพื่อนำอ็อตโตกลับมาสู่ตำแหน่ง Hand of the King อีกครั้ง
ตอนที่ 7 Driftmark และการสูญเสียที่รอบด้าน

งานศพของ เลนา เวลาเรียน (Laena Velaryon) ภรรยาคนที่สองของเดม่อน ซึ่งเลือกที่จะตายด้วยเปลวไฟของมังกรตัวเองมากกว่าจะทนทุกข์ทรมานจากการคลอดบุตรที่ผิดปกติ กลายเป็นฉากที่รวบรวมทุกตัวละครไว้ที่เดียวกัน
และเมื่อทุกคนมาอยู่ที่เดียวกัน ความขัดแย้งก็ระเบิดออก
เอมอนด์ลูกชายของอลิเซนต์ขโมยมังกร Vhagar มังกรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งใจจะส่งต่อให้ลูกสาวของเดม่อน การทะเลาะวิวาทระหว่างเด็กๆ ทั้งสองฝ่ายลุกลามจนเรนีร่าต้องขีดลูกตาข้างหนึ่งของเอมอนด์ออก
อลิเซนต์จับดาบขีดแขนเรนีร่า ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทรงพลังมาก มันคือการประกาศว่าสงครามระหว่างสองคนนี้ถึงจุดที่ไม่อาจกลับคืนได้อีกแล้ว
เดม่อนช่วยเลเนอร์แกล้งทำเป็นตายและหนีไปกับคนรักข้ามทะเล ก่อนจะแต่งงานกับเรนีร่าตามที่เขาต้องการมาตลอด
ตอนที่ 8 กษัตริย์ที่กำลังจะจากไป

วิเซริสผ่านทุกอย่างมา เขายังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างสองฝ่าย แต่ร่างกายของเขาไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนใจ โรคที่คล้ายโรคเรื้อนค่อยๆ กัดกินร่างกายของเขา เขาต้องสวมหน้ากากทองเพื่อซ่อนใบหน้าที่เน่าเปื่อย
แต่ในตอนที่ 8 มีช่วงเวลาหนึ่งที่งดงามที่สุดในซีรีส์ทั้งหมด วิเซริสลุกขึ้นจากเตียงพยาบาลด้วยความมุ่งมั่นทั้งหมดที่เหลืออยู่ สวมชุดเกราะ ยืนหยัด และเดินไปสู่โต๊ะสภาเพื่อปกป้องลูกสาว เพื่อยืนยันว่าเรนีร่าคือรัชทายาทของเขา ไม่ใช่เอกอน
นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นวิเซริสในสภาพที่สมบูรณ์
ในคืนนั้น วิเซริสเดินไปหาอลิเซนต์และในความมึนงงของยา เขาพูดถึงคำทำนาย “Song of Ice and Fire” ว่าด้วยฝันของ Aegon the Conqueror ว่าจะมีภัยพิบัติมาจากทางเหนือและต้องมี Targaryen บนบัลลังก์เพื่อป้องกันมัน
แต่อลิเซนต์เข้าใจผิด เธอคิดว่าวิเซริสต้องการให้ลูกชายของเธอ เอกอน ขึ้นครองบัลลังก์
ความเข้าใจผิดครั้งนั้นคือชนวนของสงครามที่แท้จริง
ตอนที่ 9 The Green Council แผนการในวันที่กษัตริย์สิ้น

วิเซริสสิ้นพระชนม์ และอ็อตโตกับอลิเซนต์ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อเอาอำนาจ
สภาของกษัตริย์ถูกจัดตั้งใหม่ ผู้ที่ไม่ยอมร่วมมือถูกปิดปาก Ser Harrold ผู้บัญชาการ Kingsguard ผู้ซื่อสัตย์ถูกปลด Ser Criston Cole กลายมาเป็นมือขวาของฝ่ายสีเขียว
เอกอน ทาร์แกเรียน ลูกชายคนโตของอลิเซนต์ที่ไม่เคยต้องการบัลลังก์ถูกสวมมงกุฎโดยที่เขาเองก็แทบไม่รู้ตัว
มีเพียง Rhaenys Targaryen “ราชินีที่ไม่เคยได้เป็น” ซึ่งเคยถูกปฏิเสธบัลลังก์ในอดีตเพียงเพราะเป็นผู้หญิง เลือกที่จะแหกพิธีกรรมสวมมงกุฎด้วยมังกรตัวใหญ่ของเธอ แต่ในท้ายที่สุดเธอก็บินหนีไปแทนที่จะใช้เปลวไฟ สิ่งที่เธอทำในฉากนั้นพูดในนามของเธอมากกว่าคำพูดใดๆ
ตอนที่ 10 The Black Queen
เรนีร่าได้รับข่าวการสิ้นพระชนม์ของพ่อและการแย่งชิงบัลลังก์ของฝ่ายอลิเซนต์ในเวลาพร้อมๆ กับที่เธอกำลังเจ็บท้องคลอด
เธอให้กำเนิดทารกที่เสียชีวิต เธอสูญเสียพ่อ เธอรู้ว่าบัลลังก์ถูกแย่งไป แต่เธอยังคงเลือกที่จะพยายามรักษาสันติภาพก่อน เธอส่งลูกชายทั้งสองไปหาขุนนางพันธมิตร
Jace บุตรคนโตเดินทางไปทางเหนือ
Luke บุตรคนรองเดินทางไปยัง Storm’s End แต่เมื่อลูกถึงที่นั่น เขาพบว่าเอมอนด์มาถึงก่อนแล้วพร้อมกับ Vhagar มังกรยักษ์ ลูกกลับขึ้นมังกร Arrax และบินหนีออกจาก Storm’s End แต่เอมอนด์ตามมาพร้อม Vhagar ทั้งสองไม่ต้องการให้เรื่องนี้จบด้วยการต่อสู้ แต่มังกรทั้งสองมีใจของตัวเอง
Arrax ยิงเปลวไฟใส่ Vhagar และ Vhagar กัด Arrax ขาด ทั้งมังกรและ Luke ตกลงสู่ทะเลในคืนที่พายุกระหน่ำ
ซีซันปิดฉากด้วยเดม่อนบอกข่าวกับเรนีร่า และเธอหันหน้าออกไปมองทะเล ดวงตาของเธอในฉากนั้นไม่ใช่ดวงตาของแม่ที่กำลังร้องไห้อีกต่อไป มันคือดวงตาของผู้นำที่ตัดสินใจแล้ว
สงครามเริ่มต้นแล้ว
บทสรุปและความหมายที่ซ่อนอยู่
หากดู House of the Dragon เพียงผิวเผิน มันคือซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีที่เต็มไปด้วยมังกร การเมือง และเลือด แต่ถ้าดูให้ลึก มันคือเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์ทำต่อกันเมื่ออำนาจและความกลัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
เรื่องของผู้หญิงในโลกที่ผู้ชายสร้างกฎ — ทั้งเรนีร่าและอลิเซนต์คือเหยื่อของระบบเดียวกัน แม้ว่าพวกเธอจะอยู่คนละฝ่าย เรนีร่าต้องต่อสู้ทุกวันเพื่อพิสูจน์ว่าเธอมีสิทธิ์ในบัลลังก์ที่พ่อมอบให้ ส่วนอลิเซนต์ถูกส่งเข้าไปในเตียงของกษัตริย์โดยพ่อของเธอเองตั้งแต่ยังเด็ก และต้องแบกภาระของบทบาทราชินีโดยไม่มีทางเลือก
ซีรีส์ถามคำถามนี้ตลอดเวลาว่า ถ้าไม่มีระบบที่กดทับพวกเธอ มิตรภาพของทั้งสองจะยังคงอยู่ไหม? คำตอบที่ซีรีส์แอบบอกไว้คือ อาจจะใช่ และนั่นคือสิ่งที่เศร้าที่สุด
เรื่องของการสื่อสารที่ผิดพลาด — ความขัดแย้งทั้งหมดในซีซัน 1 สามารถสรุปได้ว่ามันเริ่มต้นจากการที่คนไม่พูดความจริงกัน เรนีร่าโกหกอลิเซนต์เรื่องคืนที่ซ่อง วิเซริสไม่เคยนั่งพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับลูกสาวและภรรยา และในตอนสุดท้าย วิเซริสพูดกับอลิเซนต์เรื่องคำทำนายในสภาวะที่ไม่มีสติ ความผิดพลาดเล็กๆ ในการสื่อสารนั้นจุดชนวนสงครามที่จะคร่าชีวิตผู้คนอีกนับไม่ถ้วน
เรื่องของมรดกและความกดดันจากคนรุ่นก่อน — ทุกตัวละครใน House of the Dragon กำลังแบกรับมรดกบางอย่าง เรนีร่าแบกรับมรดกของรัชทายาทที่พ่อตั้งใจมอบให้ เดม่อนแบกรับความอิจฉาและความต้องการพิสูจน์ตัวเองต่อพี่ชาย และวิเซริสแบกรับคำทำนายของ Aegon the Conqueror ไว้คนเดียว เชื่อว่าเขามีภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองในฐานะกษัตริย์ แต่ก็ไม่เคยสามารถสื่อสารน้ำหนักนั้นให้คนอื่นรับรู้ได้อย่างถูกต้อง
ตัวละครสนับสนุนที่ไม่ควรมองข้าม
House of the Dragon มีตัวละครสนับสนุนที่น่าสนใจพอๆ กับตัวเอก
เลนา เวลาเรียน ภรรยาของเดม่อนที่เสียชีวิตในตอนที่ 6 คือหนึ่งในตัวละครที่สั้นที่สุดแต่ทรงพลังที่สุด เธอเลือกที่จะตายด้วยไฟของมังกรตัวเองมากกว่าจะทนทุกข์ทรมาน และในการตัดสินใจนั้นมีความงามที่แปลกประหลาดอยู่
Rhaenys Targaryen “ราชินีที่ไม่เคยได้เป็น” รับบทโดย Eve Best คือตัวละครที่ฉลาดที่สุดในซีรีส์ เธอมองเห็นทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอพยายามเตือน แต่ก็ถูกเพิกเฉย และในตอนที่ 9 เธอมีโอกาสจบทุกอย่างด้วยมังกรของเธอ แต่เธอไม่ทำ เพราะเธอรู้ว่าสงครามที่จบด้วยเลือดและไฟในวันนั้นจะไม่ใช่ชัยชนะที่คุ้มค่า
Corlys Velaryon “The Sea Snake” ผู้บัญชาการกองเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือตัวละครที่เตือนใจเราเสมอว่าในโลกของการเมือง ทุกคนมีผลประโยชน์ของตัวเอง แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะอยู่ฝ่ายที่ถูกต้อง
บทวิจารณ์รวม
เมื่อมีการประกาศสร้าง House of the Dragon ความกังวลแรกของแฟนๆ Game of Thrones คือ “จะดีเหมือนของเดิมได้ไหม?” โดยเฉพาะหลังจากที่ซีซันสุดท้ายของ Game of Thrones ทำให้แฟนๆ จำนวนมากรู้สึกผิดหวัง
แต่ House of the Dragon ไม่พยายามจะเป็น Game of Thrones
มันมีจังหวะที่ช้ากว่า มีการตัดสินใจข้ามเวลาที่กล้าหาญ และมีความกล้าที่จะให้เราติดตามตัวละครเป็นปีๆ ก่อนที่เหตุการณ์ใหญ่จะเกิดขึ้น ผู้สร้าง Ryan J. Condal และ George R.R. Martin เลือกที่จะให้เวลาเราเรียนรู้รักตัวละครก่อน เพื่อให้การสูญเสียในภายหลังมีน้ำหนักจริงๆ
การที่ใช้นักแสดงสองชุดสำหรับตัวละครหลักแต่ละตัวคือความท้าทายที่น่าเป็นห่วงในตอนแรก แต่กลับกลายเป็นจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ Milly Alcock และ Emily Carey สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับตัวละครของตน จนเมื่อ Emma D’Arcy และ Olivia Cooke เข้ามา พวกเขาก็ไม่ได้สวมบทบาทที่แปลกใหม่ แต่กำลังสานต่อการเดินทางที่เราเห็นมาตั้งแต่ต้น
Matt Smith ในฐานะ Daemon คือการแสดงที่ควรได้รับรางวัล เขาทำให้ตัวละครที่ควรจะเป็นผู้ร้ายกลายเป็นสิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้น เราเกลียดเขา เราชื่นชมเขา เราเป็นห่วงเขา และเราไม่เคยรู้แน่ชัดว่าควรรู้สึกอย่างไรกับเขาดี ซึ่งนั่นคือสิ่งที่การแสดงที่ยอดเยี่ยมทำได้