นานมาแล้ว ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘การบำบัดด้วยดอกไม้’ (Flower Essence Therapy) ณ ตอนนั้นก็ได้แต่ฟังผ่าน ไม่ได้สนใจ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะแค่ความงดงามของดอกไม้ เพียงแค่เราได้จ้องมอง หรือดอมดม มันก็ช่วยพาความสดชื่น เบิกบาน และรู้สึกสุขในใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย 

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อชีวิตนำพาให้มีบ้านในป่า และไม่ได้ออกไปพบเจอผู้คนเท่าไรนัก ในแต่ละวันฉันใช้เวลาอยู่กับการฝึกชี่ นั่งสมาธิ โยคะ เพื่อนที่เราพูดคุยด้วยนอกจากตัวเองก็คือ ดอกไม้ ใบไม้ ธรรมชาติและสัตว์ป่า ความสัมพันธ์ระหว่างฉันและดอกไม้จึงลึกซึ้งและชัดเจนขึ้น 

ในแต่ละวัน ฉันเห็นดอกไม้รับพลังด้วยการชาร์จแสงอาทิตย์เป็นเวลาหลายชั่วโมง พวกเขามีพลังงานและการสั่นสะเทือน (Vibration) แบบที่ฉันและเราทุกคนมี และฉันก็เชื่อว่าดอกไม้แต่ละชนิดก็มีพลังชีวิตแตกต่างกัน เหมือนการที่เราต่างมีเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ ไม่มีใครจะมาเลียนแบบเราได้ 

จากองค์ประกอบต่างๆ ทั้งด้วยความเชื่อเนิ่นนานด้วยพลังเยียวยาจากธรรมชาติ การฝึกฝนเรื่องพลังงานอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับการได้ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในป่า มันคงถึงเวลาที่ทำให้ฉันได้พบกับ มิเชล (Michelle Teo) เจ้าของ Namreka Sanctuary : Private Wellness Resort แบบบังเอิญ แต่ก็น่าอัศจรรย์ในเวลาเดียวกัน 

Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้

มิเชลทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เธอบอกว่าตัวเองเป็น Energy Work Practitioner มากกว่าจะเป็น Healer ตอนเจอกันครั้งแรก เธอบอกปมภายในของฉันได้อย่างแม่นยำผ่านการอ่านพลังงานด้วยทักษะของเธอ จากนั้นวันต่อมา เธอผสมบางอย่างมาให้ในขวดดรอปเปอร์สีชา แล้วกำชับว่าให้เก็บห่างจากโทรศัพท์มือถือ หยดในน้ำดื่ม 5 – 7 หยด เช้า-เย็น หรือ 4 ครั้งต่อวันก็ได้ถ้าไม่ลืม 

“มันคือยอดน้ำค้างบนดอกไม้ ที่ค้นพบโดยแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ ดร.เอ็ดเวิร์ด บาค (Edward Bach) ผู้ที่มีความเชื่อว่าความเครียดทางอารมณ์ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางกาย การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิธีการมองโลกในแง่บวก ช่วยเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บได้ นายแพทย์ผู้นี้ได้ค้นคว้าทัศนคติลบในจิตใจเท่าที่มนุษย์ได้มีประสบการณ์ร่วมกันไว้ 38 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความกลัว ความสิ้นหวัง ความหดหู่ ท้อแท้ ไม่มั่นใจ ไม่เห็นค่าของตัวเอง 

“จากนั้นเขาก็เริ่มศึกษาคุณลักษณะในทางยาของดอกไม้ทั้งหลาย ผสมผสานกับผัสสะและ Sensitivity อ่านคลื่นความสั่นสะเทือนของดอกไม้แต่ละชนิด ว่าส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างไรบ้าง และคิดค้นสูตร Flower Essence ออกมาทั้งหมดสามสิบแปดขนาน ซึ่งมาจากน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ โดยตัวน้ำค้างเองได้พลังมาจากดอกไม้แต่ละชนิดอีกที

Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้
Flower Essence Therapy ศาสตร์สลายความเครียด ด้วยการดื่มน้ำค้างจากดอกไม้

“การเก็บยอดน้ำค้างจากกลีบดอกไม้ในตอนเช้า มีความเข้นข้นไม่เท่ากับน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ฉันศึกษา Flower Essence กับ Essential Oil มาทั้งคู่ จึงเห็นความแตกต่าง น้ำมันเกิดจากการสกัดพืชและดอกจำนวนมาก ซึ่งมีความเข้มข้นทางยาจากคุณลักษณะของดอกไม้แต่ละชนิด เช่น เปปเปอร์มินต์ มีตัวยาเมนทอลที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส ต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการปวด ดังนั้น จึงถูกนำมาใช้เยียวยาทางกาย แก้ปวดหรือดื่มกิน แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าสูดดมก็ช่วยเรื่องทางด้านจิตใจ คลายเครียด ให้ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ 

ส่วน Flower Essence นั้นไม่ได้สกัดมาจากดอกไม้แต่อย่างใด แต่เป็นการเก็บยอดน้ำค้างจากกลีบดอกไม้ในยามเช้า ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำค้างได้พลังมาจากดอกไม้แต่ละชนิด พลังที่ว่านี้คือคลื่นความถี่ที่มีความละเอียดอ่อนมากๆ การทำงานของ Flower Essence จึงไม่ได้ทำงานกับกายหยาบ (Physical Body) แต่ลงลึกไปที่ความรู้สึก (Emotional Body) และจิตวิญญาณภายใน (Spiritual Body) นั่นเอง”

หลังจาก Dr.Bach เสียชีวิต คนที่ทำงานด้านนี้ต่อคือ เอียน ไวต์ (Ian White) จากออสเตรเลีย เขาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Australian Bush Flower Essences ขึ้นมา เขาค้นคว้าและค้นพบขนานยามากขึ้น เพราะในแต่ละประเทศพืชพันธุ์ก็ต่างกันออกไป และในสมัยที่ Dr.Bach ยังมีชีวิตอยู่ ประเด็นต่างๆ ก็ยังไม่มากมายเท่าปัจจุบัน อย่างเรื่องการข่มขืน การทำร้ายร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์กับแม่ และการให้ความสำคัญในสตรีเพศ เหล่านี้ถูกคิดค้นในภายหลัง 

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ
ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

ปกติแล้ว Flower Essence Therapy จะเป็นการถาม-ตอบ (Consultation) อาการทางกายและใจที่เกิดขึ้น ทางนักบำบัดจะเก็บข้อมูล วิเคราะห์ แล้วผสมตัวยาให้ 

แต่วิธีที่มิเชลวิเคราะห์นั้นต่างออกไป ซึ่งฉันก็อธิบายออกมาเป็นคำพูด หรือหาหลักฐานพิสูจน์ใดๆ ไม่ได้ ฉันแค่หลับตานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่ได้แนะนำตัวหรือพูดอะไรใดๆ ลืมตาขึ้นมา เธอก็รู้แล้วว่าต้องเบลนด์อะไรให้ 

“ในการทำงานของฉัน การถามตอบเป็นการใช้สมองซีกซ้ายมากเกินไป และฉันไม่ชอบใช้วิธีนี้ เพราะคนไข้บางคนมาด้วยความเครียด การถูกถามซ้ำๆ และต้องตอบสิ่งที่เจ็บปวดหรือสิ่งที่ไม่อยากจะคิดถึงมันไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร ฉันจะสัมผัสพลังงานและดูว่ามีจุดติดขัดที่ตรงไหน มีจักระใดที่ไม่สมดุล อย่างเช่นในระหว่าง Session บางเคสฉันรู้ว่ามีการปิดกั้นที่จักระคอ นั่นหมายถึงเขาอาจมีปัญหาการปฏิเสธคน พูดสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้ ตอบปฏิเสธได้ยาก ฉันจะเบลนด์น้ำค้างจากดอกเซนทอรี (Centaury) เพื่อช่วยให้กล้าพูดมากขึ้น และในขณะเดียวกัน เคสแบบนี้ฉันจะผสมน้ำค้างจากดอกอะกริโมนี (Agrimony) เพื่อเอาตัวตนที่แท้จริงออกมา เอาหน้ากากที่สวมไว้ออก เพราะบางครั้งการที่เราพูดอย่างที่เราอยากไม่ได้ ก็เหมือนกับเราไม่ได้เป็นตัวของเราเองนั่นเอง

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

“บางคนยึดติดกับอดีตมากไป หรือให้อดีตมามีผลกระทบกับปัจจุบัน ก้าวไปต่อไม่ได้ ต้องใช้น้ำค้างจากดอกสายน้ำผึ้ง (Honeysuckle) ถ้าคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่นับถือตัวเอง เราจะใช้น้ำค้างจากดอกสนลาร์ช (Larch) หรือคนที่ชอบคิดว่าตัวเองโชคร้ายเสมอ หรือแบบว่าตัวเองไม่สมควรได้รับโชคดี ทับถมตัวเอง อันนี้ก็ต้องใช้จากต้นหลิว (Willow) หรือคนที่คิดว่าตัวเองไม่เคยดีพอ แครบแอปเปิ้ล (Crabapple) จะช่วยได้ 

“ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของขนานยาน้ำค้างจากดอกไม้ ที่ทำงานกับแรงสั่นสะเทือนของอารมณ์ต่างๆ ในร่างกาย ฉันเรียกมันว่า Vibrational Medicine และนี่คือเหตุผลที่ฉันแนะนำให้วางมันไกลจากโทรศัพท์มือถือ เพราะมันกวนคลื่นกันและกันได้

“ปกติแล้วเวลาผสม เรามักจะไม่เบลนด์เกินเจ็ดชนิด เพราะเชื่อว่าถ้าเยอะเกินไป อาจแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด แต่สำหรับบางคน ฉันอาจจะเบลนด์ถึงเก้าชนิด ถ้ามันจำเป็นสำหรับเขาจริงๆ แต่ละเคสนั้นมีความเฉพาะตัวและไม่มีใครเหมือนใคร”

ตอนที่ฉันได้ Flower Essence จากมิเชลเป็นของขวัญ ฉันไม่ได้ถามว่าเธอใส่อะไรเข้าไป ฉันเริ่มดื่มได้ 2 – 3 วันก็ตัดสินใจนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน อยู่กับตัวเอง ไม่ออกไปไหน ไม่เจอใคร ปิดโทรศัพท์สัก 7 วัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฉันนอนยาววันหนึ่งเต็มๆ เหนื่อย เพลีย และง่วงมาก ฉันฝันตลอด ความฝันที่ผุดขึ้นเป็นความทรงจำเก่าๆ จากอดีต ที่ไม่คิดว่าจะจำได้ มิเชลบอกฉันว่า 

ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ
ทำความรู้จักการบำบัดใจ ด้วยศาสตร์การผสมยอดน้ำค้างจากดอกไม้ที่สะสมพลังจากธรรมชาติ

“มันเป็นเรื่องปกติ ถ้า Flower Essence ที่เบลนด์นั้นมันเหมาะกับคุณ และเข้าไปถึงปัญหาที่คุณมี ร่างกายคุณจะเกิดการดีท็อกซ์ เช่น เพลีย ปวดหัว เป็นไข้นิดหน่อย ท้องเสีย เพราะร่างกายต้องการขับพิษที่สะสมมานานออก และเราเรียกช่วงเวลานี้ว่า Healing Crisis โดยปกติแล้วหลังจาก Session ฉันมักบอกให้คนไข้ดื่มน้ำ มีสติ สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง 

“ฉันนับถือคนทุกคนที่เข้ามารักษากับฉันมากๆ เพราะผลจากอารมณ์ที่คั่งค้าง จากจิตใต้สำนึก แรงสั่นสะเทือนของ Flower Essence ไปเปิดความทรงจำ ความเจ็บปวด ปมต่างๆ ในอดีตได้ แต่หลังจากนั้น พอผ่านช่วง Healing Crisis ไปแล้ว ซึ่งปกติจะไม่นานมาก ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ คุณจะรู้สึกดีขึ้น เบาขึ้น และอยากจะดูแลตัวเองมากขึ้น” 

หลังจากดื่ม Flower Essence หมดไปหนึ่งขวด ฉันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง จึงเริ่มตั้งคำถามกับเธอว่าเบลนด์นั้นคืออะไร เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนแบบที่ยิ้มให้ฉันเสมอแล้วบอกว่า 

“มียอดน้ำค้างจากต้นสน (Pine) ทำให้เธอเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นจากดอกเซนทอรี เพื่อให้เธอกล้าพูดในสิ่งที่อยากพูด ตอบว่าได้เมื่อต้องการ ตอบว่าไม่เมื่อไม่ต้องการแบบไม่รู้สึกผิดใดๆ ส่วนน้ำค้างจากดอกเวอร์บีน่า (Vervain) ให้เธอไม่ต้องผลักดันตัวเองให้หนักเกินไป ฉันรู้เธอตั้งใจฝึกฝนตัวเองทุกวัน แต่ถ้าวันไหนเธอไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเครียดว่าไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้”

ขอบคุณนะคะมิเชล

Facebook : Namreka Sanctuary Koh Phangan 

Instagram : Namrekasanctuary

โทรศัพท์ : 09 3574 2693

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

คาดการณ์ว่าเทรนด์หนึ่งในปี 2022 นี้ จะเป็นการกินเพื่อสุขภาพใจที่ดี หลังจากที่คนทั่วโลกต้องเผชิญวิกฤตมาร่วมกัน และส่งผลต่อสภาพจิตใจมาต่อเนื่องและเนิ่นนาน

การกินเพื่อบำบัดจิตใจมีหลายวิธีการและหลากหลายระดับความเชื่อ แต่แนวทางหนึ่งที่เราสนใจคือวิถีของ Nik Heartsong นักบำบัดผู้ที่ตรวจสอบร่างกายด้วยวิถีธรรมชาติ และใช้วิธีการกินอาหารเพื่อปรับสมดุลของสภาวะในร่างกาย เป้าหมายเพื่อขับสิ่งที่ไม่ดี และทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับการเกิดพลังงานดีที่จะมีผลต่อสภาพจิตใจโดยตรง

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

“ไม่รู้ว่าจะเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ฉันเริ่มเจ็บป่วยมาตั้งแต่อายุ 25 แบบที่หาสาเหตุไม่ได้ ก่อนหน้านั้น ฉันเป็นเด็กที่แข็งแรง ชอบเล่นกีฬา เล่นยิมนาสติก แต่หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นเยอะมาก จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากไม่มีแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนไม่อิ่ม หลับยาก สมองคิดอะไรไม่ค่อยออก แพ้ มีอาการคันตามผิวหนัง และรู้สึกถึงการอักเสบในร่างกาย มีการติดเชื้อ ฉันไปหาหมอหลายที่ ไปหาแพทย์ทางเลือก ทั้งฝังเข็มและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีใครหาสาเหตุได้ ต่างคนต่างก็วินิจฉัยไปในวิถีทางของตัวเอง” นิคเริ่มเล่าเรื่องของตัวเธอให้ฟังในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่เราเพิ่งทำซาวน่าด้วยกันเสร็จ 

มันเป็นเส้นทางที่ยากลำบากและเข้มข้นกับการหาสาเหตุความเจ็บป่วยด้วยตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ และเธอก็พอใจและภูมิใจในผลลัพธ์เอามาก ๆ และสุดท้ายจากประสบการณ์ของเธอ ทำให้ได้ทำงานที่เธอรัก ช่วยเหลือผู้คน นิคมีอาชีพเป็น Quantum Bioresonance Therapist หรือนักบำบัดโรคด้วยคลื่นความถี่ (เราจะยังไม่พูดถึงบทบาทนี้ของเธอในบทความนี้ แต่ติดตามได้ว่าเธอมีคอร์สอะไรบ้างได้ที่ www.wingedhearthealing.com) เธอใช้ตัวเองพิสูจน์ว่าโรคต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้มันมีสาเหตุมาจากอะไร ทำให้นิคอยากแลกเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับใครอีกหลายคน

“จากจุดนั้น ฉันเลยเริ่มมาสังเกตตัวเองอย่างละเอียด ดูอาการของตัวเอง ใช้การรับรู้ความรู้สึกและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ดูวิถีการใช้ชีวิต การกิน 

“จนสุดท้าย ฉันค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย ปรสิต และอาหาร” นิคเล่าถึงสิ่งที่เธอค้นพบ

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

ตอนนี้นิคอายุ 36 แต่เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่เธอเพียรหาคำอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสุดท้ายเธอคิดว่ามันเป็นความโชคดีที่เธอเจ็บป่วยมาตั้งแต่ตอนนั้น เพื่อให้เข้าใจร่างกาย อาหารที่ก่อโรค และดูแลตัวเองได้อย่างที่มันควรจะเป็นจนถึงทุกวันนี้

“ฉันใช้ตัวเองเป็นตัวทดลอง เพื่อรักษาตัวฉันเองโดยไม่พึ่งพาหมออีกต่อไป ฉันสังเกตทุกอย่างว่ากินอาหารอะไร แล้วมันส่งผลต่อร่างกายแบบไหน แล้วสุดท้ายฉันก็ค้นพบว่า ปรสิตอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด 

“ทุกการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และไม่มีหมอคนไหนพูดถึงสิ่งนี้ให้ฉันฟัง จากอาการของฉันที่กล่าวมาข้างต้น มันไปจบที่การเป็นมะเร็งได้ จึงอธิบายได้ว่าอาหารบางประเภทเป็นอาหารที่ทำให้ปรสิตเติบโตมากขึ้น มันสร้างสภาพแวดล้อมให้ปรสิตเติบโตได้ดี และน้ำตาลเป็นตัวอันตรายที่สุด (ส่วนน้ำตาลมะพร้าว หญ้าหวาน และน้ำผึ้ง ทานได้) นอกจากนั้นยังมีแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม กลูเตน และถั่วเหลืองอีก ซึ่งถ้าหากไม่บอกว่าอาหารเหล่านี้เป็นอาหารชั้นดีของปรสิต อาหารเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อภายในร่างกายได้ง่ายมาก” 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

นิคลองเข้ารับ Treatment และ Therapy มาเกือบหมดทุกอย่าง ไปมาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทั้งการฉีดวิตามิน การใส่ออกซิเจนในร่างกาย หรือแม้แต่ทำเลเซอร์เพื่อรักษาโรค แต่กลับไม่มีวิธีไหนได้ผลดีเลย จนได้พบว่าปรสิตนี้เองที่เป็นตัวการ เพราะเมื่อปรสิตเข้าไปในร่างกายเรา มันจะสร้างรัง ซึ่งรังนี้ก็จะดูดแบคทีเรีย เชื้อรา และโลหะหนัก ให้หมักหมมอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดโรค ถ้าเราฆ่าเฉพาะแค่แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยไม่ทำลายปรสิตไป เมื่อมีแบคทีเรียและเชื้อราตัวใหม่เข้ามา มันก็จะไปเติบโตในรังของปรสิตอยู่ดี พอรู้อย่างนี้ ฉันก็หาวิธีที่จะกำจัดปรสิตในร่างกาย ศึกษาอยู่หลายวิธี ทั้งที่แบบซื้อยาจากร้านขายยา แต่มันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร 

จนนิคค้นพบวิธีธรรมชาติ นั่นก็คือการทำ Juice Fasting หรือการอดอาหารและดื่มน้ำผลไม้อย่างเดียว ร่วมกับการสวนทวารด้วยน้ำกาแฟหรือกระเทียม โดยใช้กระเทียม 3 กลีบปั่นกับน้ำสะอาดแล้วสวนล้างทวารเข้าไป ต่อเนื่องเป็นเวลา10 วัน และทำซาวน่าเป็นบางวัน 

หรือการทาน Juice Shot ที่นิคเรียกมันว่า Parasite Bomb ทุกเช้าที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ กระเทียม ขมิ้น ขิงมะนาว ส้ม และหยดออริกาโนออยล์ 2 – 3 หยดเป็นเวลา 2 อาทิตย์ 

ส่วนวิธีที่ง่ายที่สุดและราคาไม่แพง แต่ใช้เวลานานสุดคือ การกินดินเบาหรือไดอะตอมไมต์ (Diatomaceous Earth) 2 – 3 เวลาต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน โดยตักมา 1 ช้อนโต๊ะผสมในน้ำแล้วดื่ม เป็นวิธีที่ปลอดภัย แม้แต่เด็กก็ทานได้ เพราะดินเบามีคุณสมบัติดูดซับไขมันที่ผนังลำตัวชั้นนอกของปรสิต ทำให้มีการสูญเสียน้ำ ประกอบกับรูปร่างของดินเบา ถ้าส่องกล้องจุลทรรศน์ดูจะเห็นว่าชั้นผิวรอบนอกขรุขระ ซึ่งขีดข่วนลำตัวปรสิตให้สูญเสียน้ำเช่นกัน และเนื่องจากปรสิตเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก การสูญเสียน้ำนิดเดียวมันก็ตายได้ 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน
การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

วิธีสุดท้ายคือการรักษาด้วยสมุนไพร ซึ่งจะกินเป็นแบบแคปซูลหรือแบบผงก็ได้ มี 3 อย่างด้วยกัน คือ วอลนัทดำ บอระเพ็ด และกานพลู ซึ่งต้องกินติดต่อกัน 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน เพราะปรสิตมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ละชนิดก็มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน บางพันธุ์สั้น บางพันธุ์ยาว ดังนั้นบางทีเราฆ่าตัวไปแล้ว แต่ไข่อาจจะยังอยู่

ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจว่าปรสิตเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคทางกาย แต่ถ้าให้มองลึกลงไปในแง่พลังงาน เจ้าปรสิตนี้ก็มีผลต่อจิตใจและอารมณ์เช่นกัน เพราะสสารทุกอย่างเริ่มต้นที่พลังงาน มันมีแรงสั่นสะเทือน มีความถี่ ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นพลังงาน และเมื่อคลื่นความถี่ในร่างกายถูกรบกวน ร่างกายและจิตใจก็เกิดความไม่สมดุล ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและใจ จึงกลับมาเล่นงานเราได้นั่นเอง 

มีความเชื่อว่าบางครั้งการเติบโตของปรสิตในร่างกาย ก็มาจากนิสัยบางอย่างที่เกิดจากความไม่ชัดเจนในตัวเอง เช่น การไม่สร้างเกราะให้ตัวเอง เช่น การไม่สามารถพูดว่า ได้ หรือ ไม่ได้ แบบตรงไปตรงมา พลังงานความถี่ของนิสัยเหล่านี้ จะส่งผลกลับให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของปรสิตเช่นกัน 

ปกติแล้ว เราดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมวของเราด้วยการให้กินยาฆ่าพยาธิทุกเดือน แล้วทำไมเราถึงจะดูแลตัวเองไม่ได้ 

อย่างที่บอกไปข้างต้น วิธีที่ทรงพลังและได้ผลที่สุดคือ Juice Fasting ซึ่งจะเป็นน้ำผักผลไม้อะไรก็ได้ที่ไม่มีกากใย แต่ถ้าเน้นเป็นผักใบเขียวได้ก็จะดี เพราะวิธีนี้เชื่อมต่อกับจิตใจของเราด้วย มันสร้างวินัยอย่างสูง และสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจให้เราผ่านไปได้ 

มันอาจทำให้บางคนอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ Distract ตัวเองด้วยการออกไปเจอเพื่อน ไปเจออาหาร เป็นเหมือนการเยียวยาทั้งกายใจไปพร้อมกัน แต่ในกระบวนการนี้จะมีข้อห้าม เช่น ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่ ซึ่งเป็นข้อดีที่การอดไปสักระยะ เป็นการชนะใจตนเองในรูปแบบหนึ่งหลังจากผ่านไปได้ 10 วัน หรือยิ่งถ้าบางคนทำได้นานกว่านั้น ก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง รู้สึกเข้มแข็งจากภายใน

หลังจากทำแล้ว ถ้าใครเจ็บป่วยอยู่หรือมี Body Awareness มาก ๆ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่ายกายและจิตใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน ในช่วงแรกที่ทำแนะนำให้ทำทุก 3 เดือนครั้ง หลังจากนั้นค่อยปรับเป็นปีละ 2 ครั้ง 

การกินบำบัด : เมื่อเรารักษาใจและกายของตัวเองได้ด้วยการกิน

หลังจาก Fast ครบ 10 วันแล้ว ให้ค่อย ๆ ปรับตัวมาเริ่มกินอาหารอ่อนก่อน เช่น Smoothie แล้วก็ซุป ค่อย ๆ ให้ร่างกายปรับตัว แล้วก็ให้เริ่มกินโพรไบโอติกและอาหารหมักดอง เพื่อเพิ่มแบคทีเรียที่ดีในร่างกาย เพราะตอนที่เราฆ่าปรสิต เราก็ฆ่าแบคทีเรียที่ดีในร่างกายไปด้วย 

ทั้งโพรไบโอติกและอาหารหมักดองเป็นสิ่งที่เราควรกินทุกวัน ใส่มันไปในมื้ออาหารทุกมื้อ อาจเป็นมิโซะ กิมจิ ซาวเคราท์ Apple Cider Vinegar หรือคีเฟอร์ก็ได้ อาหารเหล่านี้มีผลดีต่อลำไส้และสมอง ถ้าวันไหนรู้สึกโกรธ รู้สึกแย่ รู้สึกหดหู่ อาหารเหล่านี้ช่วยได้ 

อีกอย่างหนึ่งคือไขมันดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว ถั่วต่าง ๆ เมล็ดแฟลกซ์ ปลาที่มีโอเมก้า 3 

ในเมืองไทยเรามักใช้น้ำมันที่ไม่ค่อยดีในการประกอบอาหาร แต่ที่จริงแล้วน้ำมันที่ดีมีมากมายในเมืองไทย เช่นน้ำมันมะพร้าว รองลงมาก็น้ำมันมะกอกและน้ำมันอะโวคาโด การใช้น้ำมันที่ดีมีผลต่อสุขภาพ ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ด้วย 

“จะว่าไปแล้วทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันไปทั้งหมด มาจากการกระทำของมนุษย์เรานี่เอง ปรสิตก็มาจากอาหาร อากาศ น้ำ ของที่เรากินเข้าสู่ร่างกาย ยิ่งตอนนี้ปรสิตเติบโตมากมาย ก็เพราะเราปฏิบัติต่อโลกไม่ดี เราไม่ดูแลบำรุงดิน เราปลูกพืชซ้ำไปมา เราใช้เคมีในพืชและในดิน เราเลี้ยงสัตว์ที่เรากินในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีเชื้อโรคมากมาย เราใช้เคมีในสัตว์ แล้วพอกินเข้าไปเราก็ป่วย เหมือนเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง” นิคเล่าปิดท้าย

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load