18 พฤศจิกายน 2563
9 K

The Cloud x ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลายครั้งคำพูดที่เราใช้กันจนติดปากก็กลายเป็นนายของความคิด อย่างคำพูดเปรียบเปรยเชิงเชื้อชาติที่มักจะหล่อหลอมวิถีคิดและการมองโลกของเรามาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงคนทมิฬ คนไทยจำนวนหนึ่งจึงยึดติดอยู่กับความเชื่ออย่างหนึ่ง กระทั่งมองข้ามสายสัมพันธ์ที่โยงใยคนทมิฬกับคนไทยมานานนับพันปี ทั้งที่คนสองกลุ่มมีส่วนที่เหมือนกันมากกว่าต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านอุปนิสัยใจคอ ความคิดความเชื่อ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมการกินอยู่

อารยธรรมทมิฬเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งสุวรรณภูมิ ภาษาทมิฬเป็นภาษาโบราณที่เก่าแก่มากที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ภาษาที่สืบทอดมาแต่โบราณคือสิ่งที่ยึดโยงลูกหลานชาวฑราวิทที่ต้องถอยร่นลงใต้จากถิ่นฐานเดิมในลุ่มแม่น้ำสินธุไว้ด้วยกัน ‘ทมิฬกัม’ จึงเป็นชื่อเรียกดินแดนของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาทมิฬเป็นภาษาหลัก ตั้งแต่ปลายแหลมสุดของชมพูทวีปข้ามไปจนถึงตอนเหนือของลังกาทวีป 

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Madras School of Industrial Arts
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

เจระ โจฬะ ปาณฑัย และปัลลวะ เป็นชื่อของอาณาจักรในเขตทมิฬกัมที่คนไทยคุ้นเคย อาณาจักรทมิฬเหล่านี้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการค้าในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเริ่มทวีความสำคัญขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของทมิฬกัม พ่อค้าชาวทมิฬโบราณจึงสามารถสร้างเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงครอบคลุมไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งถ่ายสินค้า พันธุ์พืช และอารยธรรมระหว่างดินแดน 

หากปราศจากกองเรือจากทมิฬกัม พืชพรรณอย่างพริก มะเขือเทศ หรือมะนาว คงเดินทางมาไม่ถึงสุวรรณภูมิ ถ้าชาวทมิฬไม่ได้ลงหลักปักฐานในสุวรรณภูมิและนำอารยธรรมของตนเข้ามาเผยแผ่ ทั้งศาสนา ภาษา วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งอาหาร ไทยก็คงไม่ได้มีหน้าตาอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

ผู้เขียนจึงอยากเชิญชวนผู้อ่านมาร่วมทำความรู้จักกับอาหารทมิฬ ที่อาจจะช่วยให้เราเข้าใจคนทมิฬและดินแดนทมิฬมากขึ้น

ข้าวในวัฒนธรรมทมิฬ

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

คนทมิฬและคนอินเดียทางภาคใต้รับประทานข้าวเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับคนไทย ข้าวของอินเดียใต้มีสายพันธุ์หลากหลาย และแตกต่างจากข้าวพันธุ์บาสมตีที่ปลูกกันทางตอนเหนือของประเทศ คนทมิฬให้ความสำคัญกับอาหารอินทรีย์มาก จึงนิยมข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองมากกว่าข้าวที่ปลูกกันเป็นอุตสาหกรรม 

ข้าวที่คนทมิฬถือว่าเป็นสุดยอดของสายพันธุ์ข้าว เป็นข้าวเมล็ดผอมยาวสีดำและมียางเหนียวชื่อว่า ‘คาวูนี อะรีสี’ หรือข้าวต้องห้าม เชื่อกันว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่พ่อค้าชาวทมิฬนำเข้ามาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่ครั้งโบราณ สมัยก่อนสงวนไว้สำหรับตั้งสำรับถวายเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ในปัจจุบันนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อย 

อีกสายพันธุ์หนึ่งคือข้าวหอมสีขาวที่ชื่อที่ว่า ‘ทุอายะมัลลี’ หรือข้าวขาวมะลิ เมล็ดสั้นป้อมและสีขาวนวลเหมือนกับดอกมะลิตูม ข้าวเหล่านี้นอกจากนำมาหุงรับประทานเป็นข้าวสวยแล้ว ชาวทมิฬก็ยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารและขนมจากแป้งข้าวเจ้าหลากชนิด

‘อิดลี’ และ ‘อิดดีอัปปัม’ เป็นอาหารเช้าที่คนทมิฬนิยม ทั้งสองจานทำมาจากแป้งข้าวเจ้าหมักกับถั่วไว้ค้างคืนจนเกิดยีสต์ตามธรรมชาติ อิดลีมีรูปร่างคล้ายขนมถ้วยฟูของคนไทย ส่วนอิดดีอัปปัมก็คือเส้นขนมจีนของเราดีๆ นั่นเอง 

ทั้งนี้มีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อาหารของอินเดียคนหนึ่งสันนิษฐานไว้ว่า อาหารจานข้าวทั้งสองอย่างนี้อาจมีต้นกำเนิดมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนทมิฬนิยมรับประทานอิดลีและอิดดีอัปปัมกับเครื่องเคียงที่ทำจากมะพร้าวและซัมปาร์ ที่ผู้เขียนมักเรียกว่าแกงส้มมะรุมแบบทมิฬ ด้วยหน้าตาและรสชาติไม่ต่างกัน ครั้งหนึ่งที่เมืองเจนไน ผู้เขียนเคยรับประทานอิดดีอัปปัมกับแกงเผ็ดปลาฉิ้งฉ้าง ที่หากหลับตาก็จะนึกว่ากำลังรับประทานขนมจีนกับแกงตูมี้ของภูเก็ต

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Mdsmds0 
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Viewfinder 18 
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม

ข้าวสำคัญกับชีวิตคนทมิฬมาก ในเทศกาลปีใหม่ทมิฬที่เรียกว่า ‘ไทปองกัล’ หรือ ‘ปองกัล’ ราวกลางเดือนมกราคมของทุกปีต้องมีอาหารจานข้าวเป็นนางเอกคนสำคัญของงาน ข้าวใหม่ที่หุงกับนมและน้ำตาลอ้อยในหม้อดิน ต้มให้เดือดจนน้ำนมล้นเอ่อออกมา ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์พูนสุขในชีวิต

สำรับข้าวทมิฬ

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Rajesh dangi

สำรับข้าวทมิฬ หรือ ‘สัปปาฑู’ ประกอบด้วยกับข้าวและเครื่องเคียง 5 หรือ 6 อย่างเป็นอย่างน้อย คือ คูฬัมบู โปริยัล ระซัม ซัมปาร์ อัปปาลัม อูรุกาย ปายาซัม และทายีร์ โดยในมื้อพิเศษกับข้าวในสำรับข้าวทมิฬอาจมีจำนวนถึง 20 อย่างเลยทีเดียว กับข้าวทมิฬรสชาติเข้มข้นครบรสคล้ายกับอาหารไทย ไม่หนักเครื่องเทศมากจนฉุน กับข้าวหลายชนิดที่พบทางภาคใต้ของไทยก็มักมีญาติหน้าตาคล้ายๆ กันอยู่ที่ทมิฬนาฑู

คูฬัมบู ก็คือแกงเผ็ดอย่างในสำรับอาหารไทยนั่นเอง เป็นกับข้าวจานหลักของมื้อ คูฬัมบูนั้นมีมากมากหลายชนิด มีทั้งที่เป็นน้ำแกงใสหรือน้ำแกงข้นจากกะทิหรือนม รสชาติต้องปรุงให้ออกเปรี้ยวร้อนด้วยน้ำมะขามเปียกกับพริกหรือพริกไทย

โปริยัล คืออาหารจานผัดหรือทอด ส่วนมากแล้วเป็นผักสีเขียวรสสัมผัสกรุบกรอบ อย่างกระเจี๊ยบ มะระขี้นก หรือถั่วฝักยาว ผัดไฟแรงด้วยน้ำมันเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือ ขมิ้น พริกแห้ง ลูกผักชี หรือเมล็ดผักกาด

ทมิฬ ชาวอินเดียที่นำพริก มะนาว กาแฟ เข้าเมืองไทย และมีตำรับอาหารอร่อยคล้ายชาวสยาม
ภาพ : Kalaiselvi Murugesan

ระซัม และ ซัมปาร์ เป็นน้ำแกงที่ออกรสเปรี้ยว หวาน และเผ็ด ระซัมนั้นคนไทยเชื้อสายทมิฬมักเรียกว่า น้ำพริกไทย ด้วยเป็นน้ำแกงใสรสชาติคล้ายต้มส้มที่ปรุงรสด้วยพริกไทยและน้ำมะขามเปียก ในขณะที่ซัมปาร์เป็นแกงผักที่ปรุงน้ำให้ข้นด้วยถั่วซีก มักจะใส่บวบและฝักมะรุมอ่อน

อัปปาลัม เป็นแผ่นข้าวเกรียบที่ช่วยเพิ่มรสสัมผัสให้แก่มื้ออาหาร ในร้านอาหารอินเดียมักเรียกชื่อกันตามอย่างคนอังกฤษและคนปัญจาบีว่า ปัปปาดัม หรือ ปาปัด รับประทานเรียกน้ำย่อยหรือคู่กับมื้ออาหารก็ได้ไม่ว่ากัน ส่วนอูรุกาย คือผักดองเค็มรสเผ็ดที่ใช้เสริมรสอาหารเหมือนกับน้ำพริกในสำรับไทย

สำรับข้าวทมิฬมักจบด้วย ปายาซัม และ ทายีร์ เสมอ ปายาซัมก็คือขนมหวานที่แต่เดิมทำจากข้าวหุงกับนมและน้ำตาล ตามแบบข้าวมธุปายาสในตำนานพุทธประวัติ ในปัจจุบันหมายถึงขนมหวานโดยทั่วไป ทายีร์หรือนมเปรี้ยวที่เอาไว้รับประทานเป็นลำดับท้ายสุดนั้นช่วยดับรสเผ็ดและย่อยอาหาร ก่อนล้างปากด้วยกาแฟที่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของอินเดียใต้ 

เชื่อกันว่านักบุญมุสลิมซูฟีจากอินเดียได้ลักลอบนำเมล็ดกาแฟออกจากเยเมนเข้ามาปลูกในรัฐกรณาฏกะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงรับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟมาจากพ่อค้ามุสลิมทมิฬที่เข้ามาค้าขายผ่านทางคาบสมุทรมาลายูอีกทอดหนึ่ง ผู้คนในแถบบ้านเราจึงเรียกกาแฟว่า โกปี ตามอย่างสำเนียงภาษาทมิฬ

ทมิฬในความเป็นไทย

หากเราลองก้าวข้ามพรมแดนแห่งอคติดูสักครั้ง ก็จะพบว่าวัฒนธรรมไทยทมิฬและวัฒนธรรมไทยมีส่วนที่คล้ายคลึงกันมากกว่าต่าง คนทมิฬเป็นน่ารักและใจดี ต่างจากคำพูดเปรียบเปรยที่คนไทยใช้จนติดปาก ปฏิสังสรรค์ระหว่างทมิฬกัมและสุวรรณภูมิแต่ครั้งโบราณก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ยากจะระบุว่าใครเป็นเจ้าของ 

คำไทยหลายคำ เช่น ทองคำ เนย เจียระไน ฯลฯ ล้วนเป็นคำเดียวกันกับคำที่ใช้ในภาษาทมิฬ ประเพณีการกินเจที่ไม่พบในเมืองจีนก็มาตรงกับประเพณีนวราตรีของคนทมิฬ ตรงกันแม้กระทั่งข้อห้ามของวัตถุดิบ ที่สำคัญ รสชาติอาหารของคนทมิฬก็ยังคล้ายกับอาหารของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าอาหารของคนอินเดียด้วยกันในภูมิภาคอื่น

อ่าวเบงกอลจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า แต่คือเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ ในตัวคนไทยจึงมีคนทมิฬ และในตัวคนทมิฬจึงมีคนไทย

หากภาพในจินตนาการยังไม่แจ่มชัด และอยากสำรวจวัฒนธรรมแห่งภูมิภาคอ่าวเบงกอลเพิ่มเติมผ่านการเดินทาง อาหาร ผู้คน ศิลปะการแสดง และคำบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญเอเชียใต้ศึกษา รวมทั้งผู้ที่เคยพำนักอาศัยในกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอล และซุ้มวัฒธรรมจากประเทศสมาชิกบิมสเทค (BIMSTEC) วันที่ 20 – 21 พฤศจิกายน 2563 นี้ ขอเชิญชวนร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ได้ในงาน The Bay of Bengal : อ่าวเบงกอล แรงบันดาลใจสู่ความยั่งยืน ณ ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ (เวลา 11.00 – 20.00 น.) จัดโดยศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยประสานงานเครือข่ายคลังสมองด้านนโยบายบิมสเทค (BIMSTEC Network of Policy Think Tanks) และศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer

จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

นักนิเทศศาสตร์ที่หันมาทำงานด้านเอเชียใต้ศึกษา เรียนรู้โลกผ่านการเดินทาง เรื่องราวของผู้คน และสำรับอาหาร

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ปตท. คือบริษัทพลังงานแห่งชาติ หลายคนทราบกันดี

แต่ปัจจุบันภารกิจหลักของ ปตท. ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจที่คำนึงถึงสังคมส่วนรวมที่กว้างกว่าแค่เพียงธุรกิจตัวเอง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในด้านต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ปัจจุบันที่ว่า ‘Powering Life with Future Energy and Beyond’ 

เมื่อธุรกิจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องดูแลรับผิดชอบสังคมของทุกคนร่วมกัน และควรวางแผนให้เกิดความยั่งยืนจริง ปตท. ในฐานะองค์กรใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คนมากมาย เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และจัดตั้งทีมที่คอยดำเนินการอย่างจริงจัง

The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ คุณดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ ของ ปตท. เพื่อสอบถามแนวคิดและทิศทางการทำงานเพื่อสังคมของธุรกิจที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและพนักงานประจำหลายพันคน

หลังจากทำงานในสายธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นเวลานาน ผู้บริหารหญิงคนนี้พลิกบทบาทมาดูแลหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างผลกระทบต่อสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ

“ปตท. มีวิสัยทัศน์ว่า องค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนขึ้น ด้วยความเชื่อว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ดี เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” คุณดวงพรกล่าว 

แม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่างโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ ปตท. กลับตัดสินใจจ้างงานเพิ่ม และฝึกฝนทักษะความรู้ให้คนนับหมื่น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

และนอกจากดูแลงานด้านกิจการเพื่อสังคมแล้ว อีกหน้าที่สำคัญของหน่วยงานนี้ คือการกำกับดูแลภายในองค์กร จัดการเรื่อง GRC (Governance, Risk Management, Compliance) ให้บริษัทดำเนินการไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎข้อบังคับต่างๆ 

ดูแลทั้งภายในและภายนอก สอดคล้องไปกับค่านิยม ‘SPIRIT + D’ ที่แทนการผลักดันให้พนักงานเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร

ธุรกิจพลังงานชั้นนำคิดเรื่องสังคมและมีวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ อย่างไร สร้างผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหน เราขอชวนคุณมาสำรวจจิตวิญญาณของ ปตท. ไปด้วยกัน

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

For People & Planet

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปตท. ดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคมในหลากหลายเรื่อง แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ทีมงานของคุณดวงพรเลือกวางแผนและปฏิบัติงานเฉพาะด้านให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ชัดเจน 

“เรามองว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งเน้นแล้วจะเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศได้มากที่สุด จนตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นว่าคือเรื่องการศึกษา เพราะเป็นการลงทุนในมนุษย์ (People) และสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลก (Planet)” คุณดวงพรเล่าสองประเด็นสำคัญที่หยิบยกเป็นเรื่องหลักขององค์กร

“เยาวชนคืออนาคตของประเทศชาติ และในทางเศรษฐกิจ ประเทศเราจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Resource-based หรือการมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรให้เกิดผลิตภัณฑ์ กลายเป็น Knowledge-based ที่คิดค้นอะไรที่สร้างคุณค่าใหม่และนวัตกรรม จึงต้องบ่มเพาะพวกเขาด้วยทักษะที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตในอนาคต” 

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19
ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

เพื่อดำเนินการตามแนวคิดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2558 ปตท. จึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์​ (KVIS)’ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)’ ศูนย์รวมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

รวมถึงช่วยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายทั้งหมด 204 โรงเรียนใน 17 จังหวัด โดยเน้นสอดแทรก 4E ที่จำเป็นคือ

‘Energy Literacy’ หรือความเข้าใจด้านพลังงาน เพราะทุกธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น คนควรทราบว่าต้องใช้พลังงานในรูปแบบใดให้เหมาะสมและประหยัดที่สุด

‘Environmental Awareness’ หรือการตระหนักรู้และสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่เราต้องเร่งรักษาไว้ร่วมกัน

‘Entrepreneurship’ หรือความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เมื่อมีไอเดีย พวกเขาสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้อยู่รอด

และ ‘Ethics and Growth Mindset’ หรือจริยธรรมและการคิดถึงสังคมส่วนรวม เพราะคนควรจะเก่งและดีไปควบคู่กัน

ข้อดีคือ หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดวิชาและประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงธุรกิจที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทำให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมกับการทำงานในอนาคต

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานยังจำเป็นต้องปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างทาง ปตท. พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นมิตรต่อสรรพสิ่งร่วมโลกมากยิ่งขึ้นเสมอมา และแสวงหาหนทางการดูดซับ กักเก็บก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon)

หนึ่งในวิธีที่ ปตท. เลือกใช้คือการสร้างพื้นที่สีเขียว อาจฟังดูเป็นทางออกทั่วไป แต่พวกเขาทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านไร่ทั่วภูมิภาค ได้รับการดูแลมาอย่างต่อเนื่องจากการร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนต่อยอดด้วยการจัดตั้งเป็น สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. และศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกรุงเทพมหานคร ทำงานกับชุมชนเพื่อพิทักษ์ผืนป่าและส่งต่อความรู้ให้ประชาชน

นอกเหนือจาก 2 เรื่องหลักด้านบนแล้ว ปตท. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบไม่เน้นการบริจาคเงิน แต่สร้างความยั่งยืนผ่านการหาโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนอย่างมีเป้าหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ชุมชนต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง

“เมื่อไปทำธุรกิจบนพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชน ต้องช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเจริญเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ทำลายหรือสร้างผลกระทบแก่เขา” คุณดวงพรเน้นย้ำความตั้งใจขององค์กร โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ ‘สานพลังวิสาหกิจ’ หน่วยงานด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของ ปตท. ที่ตั้งขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง

และเมื่อเกิดวิกฤตใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานทางการแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ ทุนทรัพย์ และความสามารถ ตั้งแต่เริ่มการระบาดจนถึงปัจจุบัน มูลค่ารวมแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจส่วนหนึ่งของ ปตท. ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานโดยตรง แต่ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

Restart Thailand

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายบริษัทต้องชะลอการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคม ปตท. ซึ่งพอมีทรัพยากรอยู่จึงตัดสินใจไม่นิ่งเฉย จัดตั้งโครงการ ‘Restart Thailand’ เพื่อสร้างโอกาสทางการงานรวมกว่า 25,000 อัตรา ตั้งแต่เมื่อปีก่อน เปิดรับแรงงานทั้งในโครงการก่อสร้าง พนักงานประจำเพิ่มเติม และนักศึกษาจบใหม่ระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีที่อยากพัฒนาภูมิลำเนาของตนให้ดียิ่งขึ้น

“เรายังคงดำเนินโครงการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจประเทศและสร้างงานในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การจ้างงานจะช่วยให้คนที่ตกงานจากสถานการณ์ยังคงได้พัฒนาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ เขาจะมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่จะไปทำงานอื่นต่อ และโครงการของเราก็ดำเนินการต่อได้เลย” 

ในจำนวนการจ้างงานนี้ กว่า 900 คนคือกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยผลักดันโครงการ ‘นวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม’ มุ่งเน้นการใช้ศักยภาพและเทคโนโลยีของ ปตท. ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชนแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ Smart Farming และ Smart Marketing

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

“ชุมชมส่วนใหญ่ในเครือข่ายเป็นภาคเกษตรกรรมที่ยังทำงานแบบเดิมอยู่ แต่เขาสามารถเอานวัตกรรมที่เรามีไปใช้ในงานเกษตร มาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้เกิดผลิตผลที่ดีขึ้น สิ่งที่ทำคือการคัดเลือกและจ้างนักศึกษาจบใหม่พื้นที่เข้าโครงการ Restart Thailand มาอบรมให้ความรู้ในเรื่องนวัตกรรม อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการเกษตรได้ สอนการวิเคราะห์ความคุ้มทุน จากนั้นก็ทำให้เขาลงไปวิเคราะห์พื้นที่จริงและนำเสนอโปรเจกต์ ว่าต้องการลงทุนในอุปกรณ์อะไร เพื่อพัฒนาผลิตผลในด้านไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่

“โดยมีพนักงานกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่คอยให้คำแนะนำและประสานงานด้วย” คุณดวงพรเล่าถึงงานด้าน Smart Farming ที่ริเริ่มในยี่สิบห้าพื้นที่นำร่องที่กลุ่ม ปตท. ดูแลอย่างใกล้ชิดและขับเคลื่อนงานตามบริบทของชุมชนที่เป็นอยู่

เช่น บางพื้นที่ต้องจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมาใหม่ เพื่อการบริหารจัดการระยะยาว แต่บางพื้นที่มีความพร้อม เริ่มติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ของกลุ่ม ปตท. อย่างโรงเรือนอัจฉริยะที่ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติด้วยระบบ IoT (Internet of Things) ระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือโดรนการเกษตร เพื่อใช้งาน ลองปลูกพืชใหม่ๆ และขยายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปตท. ไม่ได้ทำเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังจับมือกับภาคส่วนต่างๆ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำหรับการตรวจวิเคราะห์สภาพดิน และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สำหรับงบประมาณสนับสนุนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนจริง 

“เราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง หลายๆ งานทำคนเดียวอาจจะยาก จึงร่วมมือเป็นพันธมิตรกับพาร์ตเนอร์ที่มีทักษะและองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เปิดรับการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีพันธกิจสอดคล้อง เพื่อให้เกิดอิมแพคที่กว้างขึ้น”

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนทางด้าน Smart Marketing เป็นการเสริมศักยภาพด้านการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชน รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยว แม้จะมีสินค้าหรือสถานที่น่าท่องเที่ยวเพียงใด แต่หากขาดกลยุทธ์การขายและประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่เหมาะสม ให้คนได้สัมผัสเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำพื้นที่ ก็คงไปไม่ได้ไกล

วิธีการทำงานเรื่องนี้คล้ายกับ Smart Farming คือการให้ความรู้คนในพื้นที่จากโครงการ Restart Thailand ในเรื่องการตลาด จากนั้นให้เขาลงพื้นที่เพื่อสำรวจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนา

ทาง ปตท. ยังสร้าง Online Market Platform ‘ชุมชนยิ้มได้’ เพื่อเพิ่มตัวเลือกช่องทางการขายและจัดส่ง สำหรับผลิตภัณฑ์ในโครงการที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วโดยเฉพาะ

ปัจจุบัน มีร้านค้าอยู่บนแพลตฟอร์มราว 195 ร้าน รวมกว่า 672 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารแปรรูป ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของตกแต่งและของใช้ สมุนไพรแปรรูป และเครื่องดื่ม

หากใครเป็นสายช้อป อยากสนับสนุนชุมชน ขอชวนลองแวะเวียนไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนบนเว็บไซต์ www.ชุมชนยิ้มได้.com กันได้เลย

“ต่อไปจะมีผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มมากขึ้น และหลายพื้นที่จะใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มากขึ้น แม้โควิด-19 จะทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องการเดินทางและสื่อสารบ้าง แต่ทางทีมที่ทำงานยังมุ่งมั่นเหมือนเดิม” ผู้บริหารหญิงกล่าวถึงความตั้งใจและทุ่มเทของพนักงาน ที่ช่วยประคับประคอง ดูแลกัน เพื่อผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปให้ได้ด้วยกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ดูแลทั้งภายนอกและภายใน

แม้ ปตท. จะมีผู้บริหารและทีมที่ดูแลงานด้านกิจการสังคมโดยเฉพาะ แต่หากอยากขับเคลื่อนให้เกิดผลในวงกว้างจริง ความร่วมมือกันของคนทั้งองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

โชคดีที่พนักงานปัจจุบันของ ปตท. มีความสนใจและพร้อมช่วยเหลือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภารกิจนี้จึงไม่ยากเกินเอื้อมไปนัก 

“เราสังเกตเห็นว่าคนในองค์กรมีใจช่วยเหลือสังคมและจิตสาธารณะอยู่แล้ว จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง เช่น งานเยอะ ไม่มีเวลา แต่ถ้าว่างเมื่อไรก็สนใจที่จะทำ สิ่งที่ทีมเราทำได้ คือการออกแบบและอำนวยความสะดวกให้เขามีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น” คุณดวงพรกล่าว การสร้างพื้นที่ให้เข้าถึงง่ายและหลากหลาย จะช่วยให้คนในองค์กรได้ช่วยเหลือตามความถนัดและเหมาะสม

นอกจากผลักดันการทำงานเพื่อสังคมรอบข้างแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องทำในการบริหารองค์กรที่ดี คือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่คุณดวงพรต้องดูแลด้วยเช่นกัน

ถ้าภายนอกดูดี แต่ภายในมีข้อขัดข้อง ก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

“เราต้องดูให้กระบวนการทำงานตั้งแต่หน้างานจนถึงระดับผู้บริหารมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดช่องว่างให้คนทุจริต ต้องมีการตรวจสอบกันและกันในกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด” คุณดวงพรเล่าถึงหน้าที่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ ปตท. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม

ความท้าทายคือ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งยังอยู่ภายใต้ระเบียบราชการบางส่วน เดิมมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ค่อยกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง ปตท. ต้องหาวิธีปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังรักษาธรรมาภิบาลไว้ครบถ้วน เปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลองเสี่ยงหรือทำอะไรที่นอกกรอบเดิมมากขึ้น บนกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้ต้องทำงาน เพื่อขับเคลื่อนให้ ปตท. ดูแลผู้คนรอบข้างทั้งภายนอกและภายในองค์กรได้อย่างสมบูรณ์

แต่อย่างน้อย เราพอจะวางใจได้ว่า ปตท. จะคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ในกระบวนการของธุรกิจตลอดเวลา

Future and Beyond

ในอนาคต ปตท. ตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ครอบคลุมไปถึงธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น ทำให้หน่วยงานที่ดูแลกำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับธุรกิจ โดยไม่หลงลืมที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมอย่างรอบด้านมากกว่าเดิมด้วย

ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายมิติที่ต้องได้รับการพัฒนา องค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สามารถช่วยเหลือและรับผิดชอบต่อสังคม น่าติดตามว่าก้าวเดินต่อไปของ ปตท. และองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง จะมีทิศทางการดูแลส่วนรวมร่วมกันอย่างไร

ถ้าทุกคนทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลและช่วยเหลือกัน เราจะรีสตาร์ทกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววันนี้ และสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ร่วมกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก ปตท.

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load