21 กุมภาพันธ์ 2565
2 K

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เราไม่ได้มีโอกาสเงยหน้ามองท้องฟ้าในค่ำคืนที่มืดมิด ปล่อยจิตใจและความรู้สึกนึกคิดไปกับฟ้ามืดที่งามสงัด ให้จุดแสงนับหมื่นแสนของดวงดาวสกาวฟ้า เป็นเพื่อนสนทนากับความคิดและจินตนาการของเรา 

เชื่อว่าตอนเด็ก ๆ เราทุกคนคงเคยมีประสบการณ์การนอนดูดาว ฟังนิทานตำนานดาวที่ถูกเล่าต่อ ๆ กันมาอย่างไม่รู้เบื่อ อย่างเรื่องดาวลูกไก่ หรือไม่ก็เรื่องราวของกระต่ายบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นความทรงจำที่มีค่าในวัยเด็กที่อยู่ในลิ้นชักความทรงจำ แต่พอเติบโตมา ดวงดวงดาวนับล้านที่เคยน่าตื่นตาตื่นใจในวัยเด็ก ก็อาจจะค่อย ๆ หมดความน่าสนใจไปจากชีวิตของเรา ความสนใจของเราถูกแทนที่ด้วยแสงสีฟ้าจากดาวดวงเล็ก ๆ ที่เราเป็นศูนย์กลาง เราต่างก้มหน้าอยู่ในดวงดาวของตัวเองทั้งกลางวันและกลางคืน โดยตัดขาดจากจักรวาลและสรรพสิ่งรอบตัว หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเมืองที่เราอยู่อาศัยนั้นสว่างไสวจนเกินไป ทำให้เราไม่มีโอกาสได้กลับมาเชื่อมโยงกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก

ช่วงปลายฤดูหนาวนี้ ผมจึงอยากจะชวนเพื่อน ๆ ล้อมวงพูดคุยกับ แจ็ค-ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของเรากับดวงดาว พร้อมกับบอกเล่าถึงความสำคัญของความมืดสนิทของฟากฟ้าในยามค่ำคืน

เราดูดาวทำไม

ในอดีตผู้คนใช้ดวงดาวเป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหาทิศทาง บอกฤดูกาลและเวลา รวมทั้งตรวจดูโชคชะตาราศี การเงยหน้ามองฟ้าก็เพื่อหาตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง ในโลกที่หมุนเปลี่ยนเวียนสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว เราเรียนรู้เวลาในแต่ละวันจากการขึ้นลงของดวงอาทิตย์และดวงดาว รู้เดือนจากดวงจันทร์ผ่านข้างขึ้นข้างแรม รู้ถึงการมาของฤดูกาลหนึ่งไปสู่อีกฤดูกาลหนึ่งในรอบปี จากการเคลื่อนที่ของกลุ่มดาว 12 ราศีบนท้องฟ้า

ในอดีตมีตำนานเล่าขานกันว่า ผู้ที่จะเป็นทหารได้นั้น ต้องมองเห็นและวาดกระจุกดาวลูกไก่ (Pleiades) ได้ครบ 7 ดวง หากใครวาดไม่ได้หรือมองเห็นไม่ครบ แสดงว่าสายตาไม่ดีไม่เหมาะที่จะเป็นทหาร นอกจากดวงดาวยังใช้เป็นเครื่องมือตรวจวัดสายตาสำหรับทหารแล้ว ดาวโจร หรือ ดาวซิริอุส (Sirius) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า ยังเป็นเครื่องมือบอกเวลาฤดูกาลเก็บเกี่ยวของชาวนา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โจรป่าจะเข้ามาปล้นผลผลิตที่เก็บไว้ในยุ้งฉาง

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก
เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก

แต่ในโลกปัจจุบันที่เรามีนาฬิกาและโทรศัพท์มือถือล้ำสมัย ซึ่งแทบจะเป็นทุกอย่างมากกว่าการบอกทิศ บอกเวลา และช่วยสแกนดูดาวได้ทั้งฟ้าแม้ในสายตาจริง ๆ เราไม่อาจจะมองเห็น การเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยตาเปล่านั้นมีประโยชน์อะไร นี่เป็นคำถามเก่าแก่แต่ทว่าคลาสสิก เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญาในขณะเดียวกัน สำหรับแจ๊ค การได้ดูดาวและอยู่กับท้องฟ้าที่มืดมิดนั้นให้ความสุข มันทำให้เรารู้สึกค้นพบ และอยากค้นพบวัตถุบนท้องฟ้าที่เรายังไม่รู้จัก ที่สำคัญ การดูดาวช่วยให้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า จากภาระหน้าที่และเอกสารงานประชุมที่อยู่แต่ในหน้าจอ 

สำหรับผมที่ไม่ได้เป็นนักดาราศาสตร์และคนที่สนใจถ่ายภาพดวงดาว การได้มองท้องฟ้ามืดสนิทเห็นดาวกระจ่างเต็มฟากฟ้า คือประตูในการเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกบาน ไปสู่โลกที่เราเล็กจิ๋วและไม่สลักสำคัญ เป็นแค่ฝุ่นเล็ก ๆ ในจักรวาลที่ไร้ขอบเขต

ดูดาว Stargazing 101

เราดูดาวได้ทุกฤดู แต่ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดกับการดูดาว คือเดือนพฤศจิกายนถึงปลายกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ฟ้าเปิด ไม่มีเมฆบดบัง และยังเป็นช่วงเวลาที่เห็นปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอื่น ๆ ได้อีก เช่น ทางช้างเผือก (Milky Way) ซึ่งจะเห็นชัดตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ตอนรุ่งเช้า

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก
ภาพถ่ายบริเวณใจกลางทางช้างเผือก สถานที่ถ่ายภาพ เหนือบริเวณอ่างเก็บน้ำวังชมพู จังหวัดลำพูน
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

ก่อนที่จะเริ่มดูดาว เราต้องหาทิศเหนือให้เจอเพื่อระบุตำแหน่งการมองเห็นของเรา เดี๋ยวนี้การหาตำแหน่งทิศเหนือนั้นง่ายดาย ด้วยเข็มทิศที่ติดมากับนาฬิกาหรือมือถือ แต่การหาทิศเหนือหรือดาวเหนือ (Polaris) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ของขั้วฟ้าเหนือ ด้วยความรู้ทางด้านดาราศาสตร์พื้นฐาน อาจจะทำให้เราสัมพันธ์กับดวงดาวและฤดูกาลมากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญ มันทำให้เรารู้จักและจดจำกลุ่มดาวต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ

ในช่วงฤดูหนาว เราหาดาวเหนือ (Polaris) ได้จาก กลุ่มดาวค้างคาว หรือ ดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) สังเกตได้ง่ายจากดาวสว่าง 5 ดวงที่เรียงกันคล้ายตัว M ซึ่งคนไทยจินตนาการเป็นรูปค้างคาว วิธีหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวค้างคาว ก็โดยการลากเส้นสมมติเป็นเส้นตรงจากปีกค้างคาวทั้งสองข้างขึ้นไปบนท้องฟ้า จุดที่เส้นตรงสองเส้นตัดกันนั้น ให้ลากจากจุดนั้นผ่านกลางลำตัวค้างคาวหรือท้องตัว M มาเรื่อย ๆ ก็จะเจอดาวเหนือพอดี 

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในไทย กับการนอนดูดาวที่จะพาเราไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเรากับโลก
ภาพถ่ายกลุ่มดาวหมีใหญ่และกลุ่มดาวค้างคาว สามารถใช้เป็นกลุ่มดาวนำทางไปยังบริเวณดาวเหนือหรือขั้วเหนือของท้องฟ้า ที่นักดาราศาสตร์ใช้ในการหาทิศเหนือ สถานที่ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

แต่ในช่วงกลางปีที่อาจจะไม่เห็นกลุ่มดาวค้างคาว เราก็ใช้กลุ่มดาวจระเข้ หรือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) ช่วยหาได้เช่นกัน ซึ่งเป็นกลุ่มดาวสว่างเรียงกัน 7 ดวง ผู้คนแต่ละวัฒนธรรมอาจเห็นรูปร่างที่แตกต่างกันไป เช่น เห็นเป็นหมีหรือเห็นเป็นจระเข้ แต่ถ้าดูแบบบ้าน ๆ คนส่วนใหญ่จะเห็นเป็นรูปกระบวยตักน้ำ ให้ลากเส้นตรงผ่านดาวสองดวงแรกที่อยู่ตรงปากกระบวย แล้วลากเส้นตรงออกไปประมาณ 4 เท่าของระยะห่างของดวงดาวสองดวงนี้ ก็จะนำทางไปยังดาวเหนือพอดี นอกจากสองกลุ่มดาวนี้ เรายังหาทิศเหนือ ทิศตะวันออก-ตะวันตก ได้จากกลุ่มดาวอื่น เช่น กลุ่มดาวนายพราน (Orion) เมื่อเราเจอดาวเหนือเพื่อระบุทิศทางของเราในฟ้ามืดได้ เราก็จะใช้ทิศเหนือหรือกลุ่มดาวนั้นเชื่อมโยงไปยังกลุ่มดาวอื่น ๆ ได้ทั้งฟ้า ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีกลุ่มดาวจักรราศี (Zodiac Constellation) ที่เป็นดาวเด่นเห็นได้ชัดประจำทิศตะวันออกของช่วงหัวค่ำให้ได้เห็น

ไม่แน่ว่าการหาทิศเหนือบนฟ้าที่มืดสนิทพบ อาจเป็นอุปมาอุปไมยในการกลับไปค้นพบทิศทางภายในของเราแต่ละคนก็เป็นได้ หากความเงียบทำให้เราได้ยินเสียงภายในใจของตัวเอง ความมืดดำที่งามสงัดก็อาจจะมีพลังในแบบเดียวกัน เพียงแต่ปัจจุบันเราอาจตัดตัวเองออกจากความมืด หรืออยู่ในโลกที่สว่างไสวเกินไป เราเลยต่างหลงทางและค้นหาทิศเหนือของตัวเองไม่เจอ

ความงามในความมืด Dark Sky

อุปสรรคสำคัญของการดูดาว คือ แสงประดิษฐ์ที่เกินพอดี ซึ่งเดี๋ยวนี้เรารู้จักมันในนาม ‘มลภาวะทางแสง’ (Light Pollution) ที่ถูกเรียกว่าเป็นมลภาวะ ไม่ได้เพียงเพราะว่ามันทำให้เราดูดาวไม่ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบของโลกยุคใหม่ ที่ส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ลามไปยังพืชและสัตว์ต่าง ๆ ในระบบนิเวศที่เปราะบาง เช่น การหลงทิศทางของสัตว์ที่เกิดจากแสงไฟประดิษฐ์ อย่างที่เกิดขึ้นกับเต่าทะเลหรือเมืองที่สว่างมาก ๆ จนนกอพยพหลงทาง แมลงหลงฤดูกาล และที่สำคัญ พลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งในการผลิตแสงสว่างนั้น ร่วงและฟุ้งกระจายไปบนท้องฟ้าโดยไม่เกิดประโยชน์กับใครเลย

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ชื่อภาพ ‘ฟ้าหลังฝนกับคนถ่ายดาว’ เป็นภาพถ่ายของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่ใช้เวลาหลังเกษียณงาน มาเรียนรู้การถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้าเป็นงานอดิเรก
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ 

สำหรับมนุษย์อย่างเราที่ระบบร่างกายมีวิวัฒนาการสัมพันธ์กับเวลาและฤดูกาล เรียกว่าจังหวะของนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) แสงประดิษฐ์ที่ผิดเวลามีผลทำให้ระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเยียวยาร่างกายลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค NCDs หรือ โรคไม่ติดต่อที่มีอาการเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หลอดเลือดหัวใจ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง

เพื่อจะทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยมืดมิดกลับมามืดอีกครั้ง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ จึงทำโครงการเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดขึ้น หรือแคมเปญที่เรียกกันว่า ‘Dark Sky Places’ เพื่อรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์เขตท้องฟ้ามืด โดยควบคุมการใช้แสงสว่างในเวลากลางคืน เพื่อให้สถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อุทยาน พื้นที่ชุมชน พื้นที่ส่วนบุคคล หรือพื้นที่บริเวณชานเมือง ได้เป็นเขตฟ้ามืดที่ผู้คนได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้า ดวงดาว และปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ได้ นอกเหนือประโยชน์ที่พื้นที่นั้นจะได้รับจากกิจกรรมทางดาราศาสตร์ อย่างเช่น กิจกรรมการดูดาว แคมเปญนี้ยังช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงาน และสร้างพื้นที่มืดที่มีคุณภาพให้กับสัตว์ต่าง ๆ อีกด้วย แถมได้รายได้ที่อาจจะเพิ่มขึ้น จากต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ของท้องฟ้ายามค่ำคืน 

หลายชุมชนก็ได้ริเริ่มและร่วมแคมเปญนี้ อย่างชุมชนที่บ้านปงห้วยลาน อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดการพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำห้วยลานให้กลายเป็นพื้นที่ดูดาวและปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ อย่างฝนดาวตกเจมินิดส์ได้สวยงามที่สุด

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ภาพปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ ที่อ่างเก็บน้ำห้วยลาน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

ลองคิดกันเล่น ๆ ว่า ถ้าทุกบ้าน ร้านค้า ที่พักโรงแรม หรือสถานที่ราชการในเมืองที่เราอยู่อาศัย เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงบาดตาอย่างหลอดคอมแพกฟลูออเรสเซนต์ (CFL) ซึ่งมีโลหะหนักในกระบวนการผลิต มาเป็นหลอดประหยัดไฟ LED ที่มีครอบไฟเพื่อควบคุมทิศทางของแสง และไม่ให้ฟุ้งกระจายขึ้นท้องฟ้า ปิดหรือปรับองศาของหลอดไฟที่เคยส่องต้นไม้ให้กดต่ำลง บ้านเมืองของเราคงสวยงามและโรแมนติกมากกว่านี้ในยามค่ำคืน 

จากเมืองที่ไม่เคยหลับใหลและสว่างไสวด้วยไฟนีออนที่ชวนให้จิตใจอ่อนล้า จะกลับกลายเป็นเมืองดาวที่เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะธรรมชาติ ในทุกค่ำคืนของฟ้าหน้าหนาวที่เป็นฤดูดาว เราคงอยากออกมาปูเสื่อหรือลากฟูกนุ่ม ๆ มานอนดูดาวด้วยกัน แบ่งปันเรื่องราวสารทุกข์สุกดิบต่าง ๆ ให้กันฟังท่ามกลางความมืด เด็ก ๆ ของเราคงจะมีนิทานตำนานดาวในความทรงจำมากกว่านี้

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ภาพทางช้างเผือกสะท้อนน้ำ บริเวณพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ นับเป็นจุดถ่ายภาพทางช้างเผือกในฝันของหลาย ๆ คน
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) นักดาราศาสตร์คนสำคัญของยุค เคยบอกเราว่า “เราต่างคือฝุ่นของดวงดาวในจักรวาล” นั่นเพราะธาตุพื้นฐานทั้ง 6 ที่เป็นองค์ประกอบของชีวิตเรา ล้วนแล้วแต่มาจากธาตุพื้นฐานของดวงดาวต่าง ๆ ในกาแล็กซี การได้เงยหน้ามองฟ้าทุกครั้ง ก็เพื่อกลับไปรับรู้ว่าเรามาจากไหน และรู้สึกสัมพันธ์ (แต่อาจจะไม่สำคัญ) กับสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลมากกว่าที่เราเคยคิด

ความทรงจำอันล้ำค่าของการนอนดูดาว และการแก้ปัญหามลภาวะแสงด้วยการทำเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด
ภาพถ่ายบริเวณเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด ในเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า ในเขตอุทยาน Death valley สหรัฐอเมริกา
ภาพ : สถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load