The Cloud x OKMD

มีประตูอยู่ตรงนั้น 

นานหลายปีมาแล้ว

….

เป็นประตูไม้ธรรมดา ๆ แต่ทว่าเป็นประตูที่นำเราไปสู่ประตูอื่น ๆ อีกหลายประตูในชีวิต

ผมยังคงจดจำไม่ลืมเลือน เมื่อเปิดประตูเข้าไป หนังสือนับร้อยพันเรียงรายอยู่บนชั้น และเราจะอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรก็ได้ 

ผมเปิดหนังสืออ่าน ไม่มีพลาสติกผนึกหุ้มห่อ แม้หนังสือจะมีกลิ่นหมึกกลิ่นกระดาษเพียงเบาบาง แต่ผมรู้สึกว่าหนังสือในร้านหนังสือมีกลิ่นเฉพาะ

ในแบบของมัน 

หรือว่าบางที อาจจะเป็นกลิ่นของร้านหนังสือ

ร้านเล่า จังหวัดเชียงใหม่ ร้านหนังสือเล็ก ๆ ถนนพระอาทิตย์ ร้านหนังสือเดินทาง ล้วนมีกลิ่นที่ว่านี้ 

เมื่อได้เลือกหนังสือสักเล่มจนหนำใจ หรืออาจถูกป้ายยาจากถ้อยคำบนการ์ดที่เจ้าของร้าน หรือคำแนะนำจากพี่ ๆ เจ้าของร้านก็ตามที 

หนังสือจะถูกหุ้มห่อด้วยกระดาษ ประทับตราเครื่องหมายของร้าน แล้วมอบให้เรา บางทีก็มีดอกไม้ดอกเล็กมอบให้ด้วย

อบอุ่นแฮะ

19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน

ในวัยเยาว์ของผม กิจกรรมเดียวที่ผมรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกถึงความมั่นคงภายในได้ดีที่สุดคือการอ่านหนังสือ หากจะกล่าวให้ชัด 

แม้เป็นการหยุดอยู่กับตัวเอง แต่มันคือการเดินทางผ่านหนังสือ

ในห้องสมุด ร้านหนังสือเล็ก ๆ ในจังหวัดที่ผมเติบโตขึ้นมา ผมใช้เวลาอยู่ในนั้นได้หลายชั่วโมงโดยไม่โดนบรรณารักษ์ พนักงาน หรือเจ้าของร้านเหล่ตามอง

ร้านหนังสือนาคร-บวรรัตน์ ร้านหนังสือชื่อฟังดูเคร่งขรึม ๆ ในย่านใจกลางของเมืองแห่งนั้นแขวนรูปจิตร ภูมิศักดิ์ จนทำให้เวลาต่อมาผมอยากรู้ว่า เออนะ คนคนนี้ที่เราไม่รู้จักมาก่อนเป็นใครกันนะ มันทำให้ผมพบกับหนังสือ ฟ้าบ่กั้น ของ ลาว คำหอม เป็นครั้งแรก

ตอนนั้นผมยังอ่านไม่เข้าใจเรื่องราวหลายอย่างในนั้น

แต่ใครเลยจะรู้ว่าเชื้อไฟหนึ่งได้ถูกจุด เปิดบานประตูให้เราได้พบกับผู้คนที่ไม่เหมือนเรา ผู้มีลมหายใจโลดแล่นอยู่ในระหว่างตัวอักษร ในระหว่างบรรทัด เรียกร้องให้เราเข้าใจพวกเขา

บนชั้นสองของร้านหนังสือใกล้สถานีรถไฟ เต็มไปด้วยหนังสืออาชญนิยายและนิยายแนวสืบสวนสอบสวน 

ที่ห้องสมุดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมได้เพลินเพลิดไปกับโลกของเรื่องเล่าที่แปลก หนังสือนิตยสาร ไปยาลใหญ่และ ลลนา เล่มย้อนหลังอยู่ที่นั่น ช่างน่าแปลกที่เราสามารถพักผ่อนจากการอ่าน (ตำราเรียนอันแสนเคร่งเครียด) ด้วยการอ่าน

หนังสือเหล่านี้

ตัวหนังสือของ ศุ บุญเลี้ยง ทำให้ผมรู้จักโกวเล้ง และโชคดีที่หนังสือของโกวเล้งมีอยู่มากมายในห้องสมุดประชาชน (แม้ว่าจะหาหนังสือวรรณกรรมอื่น ๆ ได้กำจัด) จากเล่มหนึ่งไปสู่อีกเล่มหนึ่งและอีกเล่มหนึ่งต่อ ๆ มา เหมือนตาน้ำพุ่งพรู เสมือนประตูทะลุมิติ 

หนังสือ เวลาในขวดแก้ว ซึ่งไม่ใช่เนื้อหาหลักหรอก ที่พาผมไปพบกับขบวนการนักศึกษา ที่ทำให้ผมรักบทกวี และเมื่อมีความรักบทกวีของ คาลิล ยิบราน บทกวีของ พิบูลศักดิ์ ละครพล นั้นช่างงดงามสั่นไหวเหลือเกิน 

หนังสืออ่านง่ายหรืออ่านยาก สำคัญทั้งหมดในการต่อจุด เปิดบานประตูสร้างความเป็นตัวเราขึ้นมา

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ทำให้ผมคิดถึงหนังสือเล่มแรก ๆ ในชีวิต เป็นตอนประถมต้น ๆ ผมได้อ่าน The adventure of uncle Lubin นิยายภาพที่แปลโดย ศรี ดาวเรือง (ผมพบในภายหลังว่าผู้แปลก็เป็นนักเขียนที่เขียนงานวรรณกรรมได้ลึกซึ้ง) อีกเล่มคือ The Giving Tree มันเป็นนิยายภาพทั้งคู่

นิยายภาพเล่มแรกทำให้ผมรู้จักการพาตัวเองไปในโลกจินตนาการ ส่วนเล่มที่สองทำให้ผมรู้จักความอ่อนไหว 

เหนืออื่นใด ผมรู้สึกว่า ‘เล่มแรก’ ของผมสำคัญ มันทำให้ผมชอบพาตัวไปใกล้หนังสือ แต่ผมคงโชคไม่ดี หากโตขึ้นมาแล้วไม่มีห้องสมุดไม่มีร้านหนังสือให้เดินเข้าไป 

วันหนึ่งร้านหนังสือชื่อนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานพบนักเขียน วันนั้นผมได้พบกับ วัฒน์ วรรลยางกูร ผู้เขียน ฉากและชีวิต ซึ่งกลายเป็นหนังสือที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่ง 

แน่นอนว่าผมได้อ่านหนังสือของเขาอีกหลายเล่มต่อหลายเล่ม

ขออภัยที่บันทึกของผมนั้นยืดยาว หากแต่ผมอยากขอบคุณร้านหนังสือ ห้องสมุด นักเขียนทุก ๆ คนและทุก ๆ สิ่งที่มอบประตูไปสู่ร้านหนัง(สือ) ให้ผม 

19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน
19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน

ประตูร้านหนัง(สือ)

ทุกวันนี้มีหนังสือจริง ๆ อยู่ที่ประตูร้านหนัง(สือ) มันเป็นหนังสือที่เปิดด้วยการบรรยายอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไว้ในย่อหน้าเดียว (ให้ทายว่าเล่มไหนครับ)

ร้านหนัง(สือ) ในยุคก่อตั้งนั้นผมตั้งชื่อว่า หนัง(สือ) เพราะมันรวมศาสตร์และศิลปะการเล่าเรื่อง 2 แขนงไว้ด้วยกัน คือวรรณกรรมและภาพยนตร์

  ในแง่กายภาพแล้วร้านนี้ก็ตรงตามตัวอักษรมาก ๆ คือมีชั้นหนังสือวรรณกรรมที่เก็บสะสมมาในช่วงวัยเรียนที่เริ่มเป็นนักเขียนฝึกหัด และมีอีกฝั่งเป็นแผ่นภาพยนตร์ไกลกระแส 

ผมมาอยู่ร้านในช่วงสุดสัปดาห์ ส่วนในวันธรรมดาช่วงเย็น ตั้ม-นันทวุทธิ์ สงค์รักษ์ จะมาเปิดร้านให้หลังเขาเลิกจากงานประจำ 

ร้านหนัง(สือ) สำหรับผมแล้วเหมือนเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะที่ผู้คนมาแชร์คุณค่าบางอย่างร่วมกัน 

ผมเริ่มคิดถึงเรื่องนี้เพราะในวันอาทิตย์หนึ่ง สมาชิกคนหนึ่งหอบแผ่นหนังจำนวนมากมาพร้อมกับหนังสือที่เขาเขียน ยกมาวางที่ร้านเพื่อแบ่งให้คนอื่นหยิบยืมต่อ เขาคือ วิวัฒน์ Filmsick หรือ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ผู้ซึ่งมีประตูเป็นหนังสือ ฟิลม์ไวรัส ของ สนธยา ทรัพย์เย็น ซึ่งพาเขาเปิดออกไปสู่ภาพยนตร์โลกจำนวนมากมาย 

หรือเพื่อนสถาปนิกคนหนึ่ง เมื่อเราเบื่อ ๆ จากการเฝ้าร้านแล้วอยากไปดูหนัง เราก็วานให้เขานั่งอ่านหนังสือเฝ้าร้านให้แทน

19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน
19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน

ร้านหนังสือเริ่มต้นด้วยผู้คนเหล่านี้ – ทุกอย่าง ณ จุดเริ่มต้น ดูเหมือนจะเริ่มต้นอย่างง่าย ๆ เช่นนั้นเอง – ผู้คนที่ต่อมาที่เราชวนมาเป็นเจ้าของร้านด้วยกัน เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งร้านหนัง(สือ) บางคนชักชวนเพื่อนให้มาลงขันและลงแรงหล่อเลี้ยงทำให้พื้นที่นี้ดำรงอยู่ได้เรื่อยมา

พวกเรากลายมาเป็นเพื่อน และบางคู่ก็กลายมาเป็นคนรัก

ผมยังจำได้ถึงวันที่ร้านหนัง(สือ) มีหนังสือเล่มแรกจำหน่าย ชั้นหนังสือนั้นเป็นชั้นวางหนังสือที่ทำด้วยไม้ ของ พี่ขวัญยืน ลูกจันทน์ ผู้เป็นเหมือนตัวแทนนักเขียนภูเก็ตบรรทุกมาให้พร้อมกับหนังสือ ‘ลายพานกลอน’ อันเป็นนิตยสารรวมเรื่องสั้นและบทกวีของกลุ่มนักเขียนภูเก็ต หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้จัดงานบทกวี เปิดตัวหนังสือบทกวี ‘คนโง่ปลูกดอกไม้’ ของ วิสุทธิ์ ขาวเนียม

บทกวีถูกขับขาน ไม้ดอกถูกปลูก ร้านหนังสือถูกสร้าง คล้ายวิถีคุณค่าแบบหนึ่ง 

วันอาทิตย์ ถนนถลาง ย่านเมืองเก่าในยุคนั้นเงียบสงบ เพราะร้านรวงต่าง ๆ พากันปิด หลาย ๆ ครั้งเรานั่งอ่านหนังสือ รอสมาชิกมาเช่าหนังหรือหนังสือ แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนกับพื้นถนน เหมือนทุกอย่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า เป็นช่วงเวลาที่สุขสงบมากจริง ๆ

19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน

Seven kinds of People you find in bookshops 

ผมเพิ่งอ่านหนังสือจบไปเล่มหนึ่ง เนื้อเรื่องในนั้นอาจะไม่ค่อยเกี่ยวกับบันทึกนี้เท่าไรนัก แต่ด้วยชื่อหนังสือเล่มนั้น – Seven Kinds of People You Find in Bookshops ก็ทำให้นึกผู้คนที่ชอบเดินผ่านประตูร้านหนัง(สือ) เหมือนกันนะครับ 

นอกจากเปิดประตูร้านเข้ามา พวกเขายังเปิดโอกาส ‘ครั้งแรก’ ให้เราหลายอย่าง

1. Homo Liber – คนรักหนังสือและห้องสมุด 

หลายปีก่อน ผมได้พบเจอลูกค้าท่านหนึ่งที่ต่อมาเป็นมิตรสหายกัน เขาบอกว่า ที่ร้านหนัง(สือ) ทำให้เขาอ่านหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งจนจบ และทำให้ตกตะกอนถึงอะไรบางอย่าง

แน่นอน พวกเราย่อมดีใจที่ทำให้หนังสือสักเล่มหนึ่งพบได้กับคนอ่าน 

ขณะที่ผมกำลังเขียนบันทึกฉบับนี้ เขา-แม้ย้ายไปทำงานที่เขารักในจังหวัดบ้านเกิดแล้ว ก็ยังมีแก่ใจสื่อสารข้อความมา ผมก็ได้ย้อนคิดว่า ไม่ใช่เพียงหนังสือหรอกที่ได้พบกับคนอ่าน คนอ่านหลาย ๆ คนก็ได้พบกันเพราะหนังสือ

“ช่วงแรก ๆ ได้เข้าไปเพราะหนังสือเลยครับ มีแนวที่เราสนใจครับ ซึ่งแตกต่างจากร้านหนังสือทั่วไป 

แต่พอค่อย ๆ ลงในรายละเอียดแล้ว กลายเป็นว่าเราไม่ได้อ่านหนังสืออย่างเดียว เราได้อ่านการใช้ชีวิต ศึกษาความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่เข้ามาในร้าน เพื่อนหลาย ๆ คนของผมก็พบเจอกันที่นี่ ทุกคนที่ได้รู้จักก็เพราะเรื่องหนังสือ”

หลายต่อหลายครั้งที่มีคนแท็กเพจร้านหนัง(สือ) ถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง แล้วบอกว่าพวกเขาพบกันครั้งแรกที่นี่ ผมนึกถึงหนังสือชื่อ เราพบกันเพราะหนังสือ ของ บินหลา สันกาลาคีรี ชะมัดเลยหละ

ทุกวันนี้ที่หนัง(สือ) ตรงบันไดทางขึ้นไปยังชั้นสอง เราได้ออกแบบพื้นที่ของห้องสมุด คล้ายชั้นหนังสือที่มีบันไดพาด หนังสือเก่าจำนวนมากสถิตอยู่ตรงนั้น ตามประสามนุษย์ Sentimental ผมหวังว่าใครบางคนจะหยิบขึ้นมาอ่าน และอาจได้พบกับใครสักคน

19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน

2. Homo Cinematographic – คนรักภาพยนตร์ 

ผมยังคงจดจำการฉายครั้งแรกที่ร้านได้ดี ตอนนั้นเรายังมีสวนเล็ก ๆ ด้านหลังร้าน ซึ่งพอจะดัดแปลงให้กางจอได้ เป็นการฉายหนังในพื้นที่คล้ายกลางแปลง ผู้คนนั่งดูกันบนเสื่อและเก้าอี้เล็ก ๆ โปรแกรมสารคดีข้างบ้านเป็นโปรเจกต์ของ พี่ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ และ พี่สุภาพ หริมเทพาธิป แห่งนิตยสาร Bioscope งานฉายหนังวันนั้นเกิดได้ด้วยการสนับสนุนของ พี่เต้-ไกรวุฒิ จุลพงศธร (ตอนนี้เป็นอาจารย์ด้านภาพยนตร์ศึกษาไปแล้ว) 

เมื่อมีหนังฉาย ผู้ชมจึงปรากฏตัวขึ้น เกิดเป็นชุมชนของคนรักการดูหนังแต่ตั้งนั้นมา มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันหลังหนังจบ บรรยากาศแบบนั้นเราพยายามทำให้เกิดขึ้นหลังฉายหนังจบทุกครั้ง 

หลังจากนั้นเราเปลี่ยนไปฉายหนังกันในพื้นที่ชั้นบน ผู้จัดโปรแกรมเป็นใครไม่ได้นอกจาก Filmsick ผู้ซึ่งนอกจากเป็นเภสัชกรแล้ว ยังเป็นมนุษย์ฉายหนังในนามของ Filmvirus และโปรเจกต์ส่วนตัวอื่น ๆ 

หลัง ๆ นี้เราจัดฉายหนังของ Doc Club ด้วยความช่วยเหลือของ กลุ่ม Phuket needs this Film  ควบคู่ไปกับโปรแกรมของ Filmsick จนกระทั่งหยุดไปเมื่อมีสถานการณ์โรคระบาด และเรากำลังจะกลับไปฉายหนังอีกครั้ง

3. Homo Artem – คนรักศิลปะ 

นานจนเกือบจะลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่ง หนัง(สือ) เคยเป็นพำนักของศิลปินในโครงการ Artist in Residence หรือศิลปินในพำนักของเรา โดยทาบทามนักศึกษาและคนทำงานศิลปะรุ่นใหม่มาพักที่หนัง(สือ) เพื่อให้พวกเขาได้พูดคุยกับคนในชุมชน และทำงานศิลปะออกมาจัดแสดง ศิลปินคนแรกคือ ธาดา เฮงทรัพย์กูล ผมเขียนบันทึกถึงตรงนี้ก็ให้คิดว่า ตอนนั้นเราบ้ามาก มีความฝันและทะเยอทะยานมาก ๆ ในการสร้างพื้นที่ให้กับงานศิลปะที่เชื่อมโยงผู้คน เราจึงสร้างพื้นที่ชั้นสองของร้านหนัง(สือ) ให้เป็นพื้นที่ของงานศิลปะและนิทรรศการศิลปะที่ค่อนช่างเป็นงานทดลอง

19 ปี ร้านหนัง(สือ) ตำนานร้านหนังสือ(และหนัง)ทางเลือก กลางเมืองภูเก็ตของหมอนักเขียน

4. Homo Activistarum – นักกิจกรรม 

หนังสือ ศิลปะ ภาพยนตร์ ไม่เคยแยกขาดจากสังคม หลายต่อหลายครั้ง เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เราจัดงานเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านนิทรรศการ ศิลปะ หนัง หนังสือ และงานพูดคุยเสวนา 

ครั้งหนึ่งภาพถ่ายชีวิตประจำวันจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลงานของ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ตัวหนังสือของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และบทสนทนาจากผู้หญิงในพื้นที่ ก็เปิดความรับรู้นอกสื่อกระแสหลักให้เรา

เมื่อแรกที่เปิดร้านใหม่ ๆ เป็นปีที่เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ปีหลังจากนั้น เราจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งของชั้นล่างเป็นออฟฟิศของเครือข่ายนักเขียนฟื้นฝั่งอันดามัน ที่ทำงานเกี่ยวกับงานศิลปะบำบัด งานฟื้นฟูห้องสมุดและทุนการศึกษา ในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา เราจัดงานดนตรี ‘ขอให้ความรักมีพลัง’ เพื่อจัดงานระดมทุนให้กับกิจกรรมเหล่านั้น 

ล่าสุด พวกเราได้ทำกิจกรรมกับกลุ่ม ‘บ้านเกิด’  ที่แสดงงานศิลปะแสดงสด ภาพยนตร์สั้น และวงสนทนา ว่าด้วยคนชายขอบของเมือง รวมถึงนิทรรศการภาพถ่ายของช่างภาพรุ่นใหม่ไฟแรงชาวภูเก็ตอย่าง @kenhitive

5. Quaesitor Juvenis – เด็กๆ ที่ค้นหาตัวเอง 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงเห็นความฝันและความบ้าบิ่นของกลุ่มคนในวัยเยาว์ พวกที่ทำร้านมามาด้วยกัน (เหล่ามนุษย์ทีมงานหรือ Operaraii) รุ่นแรก ๆ ที่เหมือนเอาความสนใจของตัวเองเป็นตัวตั้ง 

แม้จะดูเหมือนว่าได้ทำอะไรมากมาย แต่สิ่งที่พวกเราทำก็เป็นเพียงสิ่งที่เราอยากทำ มันไม่เคยได้ถูกวางแผนตั้งแต่ต้น แต่มันก็เกิดขึ้นในระหว่างทาง และบางที ในระหว่างทางนั้นก็ดูคล้ายว่าพวกเราก็กำลังหามองหาสิ่งที่เราหลงใหลอยู่เหมือนกัน

ผมเองคิดว่าพลังงานแห่งความโกลาหลนี้ ได้ดึงดูดเหล่าเด็ก ๆ ที่กำลังค้นหาตัวเองอยู่ 

พวกเขาเหล่านั้น หลาย ๆ คน หลาย ๆ รุ่นที่ผมหรือเพื่อน ๆ ได้พบเจอ ได้แบ่งปันเรื่องราวที่ลึกซึ้ง อดีต ปัจจุบัน และอะไรที่พวกเขาอยากจะทำ ผมยังจำโมงยามเหล่านั้นได้เสมอ จากวันนั้นถึงวันนี้ ด้วยมิตรภาพอันแสนยาวนาน ผมนึกขอบคุณพวกเขาที่อนุญาตให้เราได้เห็นการเติบโตของพวกเขา 

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน
ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

6. Capulus Amans – นักดื่ม(ด่ำ) 

มีนักเขียนท่านหนึ่งเอ่ยในทำนองหยอกล้อว่า ร้านหนัง(สือ) นี่มันไม่ใช่ร้านหนังสือ 

ทำให้ผมขัดเขินเล็กน้อยเมื่อได้รับการเชิญชวนมาเขียนบันทึกที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวนี้ เพราะสิ่งที่พอจะเลี้ยงดูเหล่ามนุษย์ Operaraii ก็เป็นรายได้จากการขายกาแฟและเครื่องดื่ม    

ทุกวันนี้มีมิตรสหายที่ช่วยดูในเรื่องกาแฟให้คือพี่ๆน้องๆในวงการกาแฟของภูเก็ตคือพี่วิทยา สำแดงภัยแห่ง สุนทรีย์ และกิตติภพ เอ่งฉ้วนแห่ง Asterisk espresso           

ย้อนไปถึงวันเปิดร้านวันแรก ผมยังจำเมนูแรกที่ขายตั้งแต่วันแรก ๆ มีชื่อว่า The Little Prince เครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนั้น 

เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนนั้น ถนนถลางเป็นถนนที่เงียบเหงา ยังไม่มีร้านกาแฟสักร้านเดียว แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเชิงการตลาดหรอกที่เราขายกาแฟในร้านหนัง(สือ) 

เราขายกาแฟเพราะเราต้องดื่มกาแฟ

ถึงตรงนี้ อยากจะขอบคุณนักดื่มทุกคนที่นำพาให้ผมไปหลงใหลในโลกของกาแฟและการผสมเครื่องดื่ม สื่งนี้ได้หล่อเลี้ยงและหลอมรวมทุกอย่างเอาไว้

บอรเฆสเคยกล่าวเอาไว้ว่า 

“I have always imagined that Paradise will be a kind of a Library” 

ผมอยากจะเขียนต่อว่า ถ้าสรวงสวรรค์ห้องสมุดนั้นมีบาร์กับกาแฟด้วยก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

7. Viator non Tacitus – นักท่องเที่ยว

เนื่องจากต่อมา ถนนถลางย่านเมืองเก่าได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้ผู้คนได้ชมสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส เกิดร้านรวงที่ทำธุรกิจกับนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นมากมาย (แน่นอนว่าค่าเช่าของเราก็เพิ่มขึ้นด้วยตามความนิยมของทำเล) 

  มนุษย์ประเภทที่ 7 นี้ทำให้ผมทั้งรักและชัง เพราะบางทีพวกเขาก็เป็นนักหย่อนใจในคาเฟ่หนังสือที่เงียบสงบ แต่บางทีพวกเขาก็ส่งเสียงดังและหมกมุ่นอยู่กับการถ่ายรูปจนรบกวนคนอื่น และทำให้มนุษย์ที่เหลือต่างรู้สึกเหมือนมีคนหยิกหัวใจ

แต่ก็มีนักท่องเที่ยวนี่หละครับ ที่เรารักและรอคอยการกลับมาเปิดประตูที่มีหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ที่มือจับอีกครั้ง 

มีหลายคนที่เคยมาแล้วก็จะมาอีกในปีต่อมา ๆ เพราะจริง ๆ แล้วพวกเขาก็คือมนุษย์ประเภทอื่น ๆ ที่ปลอมตัวมาเป็นนักท่องเที่ยว ยินดีต้อนรับและขอบคุณจริง ๆ ครับ 

มีประตูอยู่ตรงนั้น   

ในอีกหลายปีต่อมา

….

เป็นประตูกระจกธรรมดา ๆ ที่มือจับมีหนังสือเล่มหนึ่งสถิตอยู่ 

เป็นหนังสือที่เปิดด้วยการบรรยายอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไว้ในย่อหน้าเดียว มีหลายมือที่เปิดประตูเข้าไปยังโลกของหนังสือและภาพยนตร์ และคงนำไปสู่ประตูอีกหลายบานในอีกหลายๆแห่งหน  เชื่อว่าเมื่อโลกแห่งเรื่องเล่าให้ถูกเชื้อเชิญให้เข้ามาในชีวิตเรา อดีตและอนาคตถูกทำให้เป็นปัจจุบันโดยมีตัวเราผู้ที่กำลังอ่านหรือชมเป็นผู้เชื่อมต่อ  โลกภายนอกอันแสนตระการ งดงาม อัปลักษณ์ มหัศจรรย์หรือโลกภายในที่ละเอียดอ่อน กระทบเบื้องลึกที่สุด ทั้งหมดนั้นล้วนทำให้ชีวิตเราลงรอยกับโลกแห่งความจริงมากขึ้น ขอบคุณสำหรับการเดินทางของทุกคนครับ

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

แนะนำหนังสือ

1

Window Magazine

ผู้เขียน : กึกก้อง ถิรธํารงเกียรติ และ วสุธรา นาราคาม 

ราคา : 800 บาท
นิตยสารเล่มหนา 300 หน้านี้ว่าด้วยศิลปิน งานศิลปะ และความผูกพันของบ้าน คนทำนิตยสารผู้เป็นสถาปนิก พาไปนั่งคุยกับศิลปิน 13 คนที่บ้านของศิลปินเหล่านั้น 

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

2

สาปสำเริงในสวนสำราญ 

ผู้เขียน : รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค

สำนักพิมพ์ : โรคเขตร้อนการพิมพ์

ราคา : 112 บาท

หนังสือหมายเลขสองของ ‘โรคเขตร้อนการพิมพ์’ โดย รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค บทภาพยนตร์ที่ไม่ได้สร้างเรื่องนี้เป็นบทใคร่ครวญต่อความจีน/คนจีนในไทย โดยรัชฏ์ภูมิซึ่งเป็นคนทำหนังเชื้อสายแต้จิ๋ว-ไหหลำที่มีความสนใจในประเด็นประวัติศาสตร์ไทย

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

3

ทางแยกเวลาในหน้าต่าง 

ผู้เขียน : อุเทน มหามิตร 

สำนักพิมพ์ : PS 

ราคา : 240 บาท

 “สิ้นสุดวัน ใกล้ชิดความเงียบไหว ขณะบางใจเตือนใจให้คอยรอ” บทกวี ‘ทางแยกเวลาในหน้าต่าง’ งานศิลปะในรูปแบบบทกวีของ อุเทน มหามิตร ที่พาบทกวีไปไกลกว่าห้วงอวกาศ

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

4

สิ้นสุรีย์

ผู้เขียน : วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา 

สำนักพิมพ์ : เม่นวรรณกรรม 

ราคา : 160 บาท

ผลงานในแบบ Semi-Novella หรือเราอาจจะเรียกว่าเรื่องสั้นชุดก็ได้ ตัวละครในแต่ละเรื่องเกี่ยวพันกันบนใยแมงมุมของแก่นกลางโครงเรื่อง

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

5

ชิ้นส่วนปลากระเบน

ผู้เขียน : ทศพล บุญสินสุข

สำนักพิมพ์ : Volcano Cries

ราคา : 200 บาท 

สำหรับเรา ตัวหนังสือของ ทศพล บุญสินสุข นั้นมีเสน่ห์เสมอ มันเหมือนสถานที่หนึ่งซึ่งมีที่ว่างให้การตีความของเราล่องลอย มีบรรยากาศแปลกต่างที่น่าพิศวงชวนให้เราออกไปเดินเล่น 

ร้านหนัง(สือ) บ้านของวรรณกรรมและภาพยนตร์ทางเลือกกลางเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มได้ด้วยความฝันและพลังการขับเคลื่อน

ร้าน(หนัง)สือ

ที่ตั้ง ​: 61 ถนนถลาง ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง ภูเก็ต 83000 ​(แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 – 19.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8090 0657

Facebook : หนัง(สือ)2521

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

นิล ปักษนาวิน

นายแพทย์และนักเขียน ซึ่งตอนนี้หลงใหลศาสตร์การหมักดอง สนใจเรื่อง Microbiota เพราะในแง่ปรัชญาแล้ว Microbiota บอกว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นมนุษย์เดี่ยวๆ ที่แยกขาดจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อารมณ์ความรู้สึก สมดุลของร่างกายของเรายังอยู่ภายใต้อิทธิพลของจุลชีพที่อาศัยอยู่ในตัวเรา

Photographer

ทยาวีร์ สุพันธ์

ช่างภาพอิสระ บ้านอยู่ภูเก็ต หลงรักการดื่มกาแฟ ขับรถเที่ยว ชมธรรมชาติ การถ่ายรูปทะเลและผู้คน ชอบดนตรี ตีกลองเป็นงานอดิเรก

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

จำนวนปีในการทำร้านหนังสือของผม เกินหน้าระยะเวลาในการทำนิตยสารมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่มีความฝันเรื่องทำหนังสือ เขียนหนังสือ เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มน้อย แล้วมีโอกาสย่างเท้าก้าวเข้ามาสู่วงการ ชีวิตผมก็อยู่แถวนี้ตลอด ไม่เคยคิดถอนเท้าออก ไม่ได้ทำนิตยสารก็เป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสารต่าง ๆ ช่วงกลางของการรับจ้างเขียนคอลัมน์ ผมได้ลงมือทำร้านหนังสือชื่อ ‘บุ๊คโทเปีย’ ที่บ้านเกิด-อุทัยธานี ไม่ใช่ร้านแบบที่ขายหนังสือพิมพ์และนิตยสารด้วย หากเป็นอีกแบบ 

อย่างไรก็ตาม ตอนเริ่มนั้น ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับบุ๊คโทเปียยังไม่ชัด ยังไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน แต่ทำร้านได้สัก 2 – 3 ปี ผมพอรู้บ้างแล้วว่า ทิศใดที่เราจะไม่ไป แม้ทิศดังกล่าวอาจทำให้ขายหนังสือได้เพิ่มขึ้น

บุ๊คโทเปียเป็นร้านหนังสือที่มีแฟนประจำ บางปี เราชวนนักอ่านที่รู้จักมักคุ้นกันมาทำนา ตั้งชื่อโครงการว่า ‘ทำนาประสา Booktopia’ ชาวนาคนหนึ่งเรียนจบวิศวะ แล้วไม่อยากเป็นวิศวกร แต่ชอบทำเกษตร คุยกับเขาจนกระทั่งเกิดไอเดีย ชวนนักอ่านมาทำนาน่าจะดีเหมือนกัน โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ดำนาช่วงสิงหาฯ จนถึงเก็บเกี่ยวตอนธันวาฯ นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ผมไถนา ดำนา และเกี่ยวข้าว 

หลายคนที่มาร่วมทำนา ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาเหมือนกันที่ได้ลงไปเดินบนท้องนา บางปี ผมได้ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และสอนอยู่ 1 เทอม การเรียนการสอนเริ่มต้นทุกบ่ายโมงวันศุกร์ และเรียนกันใต้ต้นไม้ใหญ่ โครงการ ‘ห้องเรียนใต้ร่มไม้’ มีต้นธารจากแฟนร้านหนังสืออีกนั่นแหละ โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งหมด 22 คน (เด็กเล็กจนถึงประถม 6) วิชาที่ผมเลือกไปสอน ก็อย่างเช่น วิชาท้องฟ้า วิชาความสุข วิชาฟังเพลง ฯลฯ บางศุกร์มีรุ่นน้องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมาช่วยสอนด้วย

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี
บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

แต่ที่คล้ายว่าไปสอนเด็กนั้น ความจริงเด็ก ๆ สอนผมมากกว่า ผมใช้เวลาหลายสัปดาห์ทีเดียวกว่าจะแทนตัวเองว่า ‘ครู’ เวลาพูดกับเด็กเหล่านี้อย่างไม่ขัดเขิน และเมื่อสนิทสนมกันดีแล้ว ต่างก็ผูกพันกันมากขึ้น เวลาผมไปถึงโรงเรียน พวกเขาจะวิ่งมาหา มาช่วยขนของลงจากรถ ศุกร์สุดท้ายของการสอนและเป็นวันปิดภาคเรียนของห้องเรียนใต้ร่มไม้ มีรุ่นน้องและแฟนร้านหนังสือมาร่วมปิดภาคด้วย ผมเขียนนิทานให้เด็ก ๆ และเตรียมมาอ่านในวันนี้ โดยหนึ่งในผู้ที่มาช่วยให้เสียงในนิทาน คือ เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ 

โรงเรียนดังกล่าวชื่อโรงเรียนบ้านท่าดาน อยู่ที่อำเภอทัพทัน จ.อุทัยธานี หนึ่งปีต่อมาโรงเรียนซื่อ ๆ น่ารักก็ถูกยุบ แต่ห้องเรียนใต้ร่มไม้ถือเป็นความทรงจำที่แสนพิเศษสำหรับผมจนกระทั่งปัจจุบัน

การเปิดร้านหนังสือสัก 14 – 15 ปี ความทรงจำที่สืบเนื่องมาจากบุ๊คโทเปียย่อมไม่น้อยเป็นธรรมดา ปลายปีที่แล้ว มีน้องคนหนึ่งพาเพื่อนของเขามาที่ร้าน โดยบอกเพื่อนว่าจะพามาดูจุดเริ่มต้น ปัจจุบันน้องคนนี้ทำงานออกแบบเครื่องประดับในกรุงเทพฯ แรกเปิดร้าน เขามาบุ๊คโทเปียกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนชั้นมัธยม เคยมาเล่าเรื่องเก็บเงินเพื่อไปดูคอนเสิร์ตเลดี้ กาก้า เรา (ร้านหนังสือ) ยุให้ไปดูเลย บางทีก็มาถ่ายรูปสนุก ๆ แปลก ๆ ที่บุ๊คโทเปีย 

เพื่อนที่เขาพามาเป็นหลานชายของ พี่ไข่-สมชาย แก้วทอง การแต่งเนื้อแต่งตัวและท่วงท่าการพูดคล้ายพี่ไข่มาก พอเอ่ยถึงช่างภาพแฟชั่นบางคนที่เป็นเพื่อนผม เขาก็รู้จักมักคุ้นด้วย ผมรู้สึกดีที่บุ๊คโทเปียได้มีส่วนในการเป็นแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เด็กมัธยมคนหนึ่งได้เดินตามเส้นทางที่วาดฝันเอาไว้ ผมชวนทั้งคู่… วันหลังมาทำอะไร ๆ เรื่องเสื้อผ้าที่อุทัยฯ ดีไหม

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี
บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

การทำร้านหนังสือไม่แตกต่างจากการทำงานอื่น ๆ คือมีทั้งวันดีและวันไม่ดี มีช่วงที่คึกคักไฟลุกโชนและช่วงที่เบื่อหน่าย ตอนเบื่อนั้น ผมเคยคิดว่ามานั่งเฝ้าร้านหนังสือเล็ก ๆ แคบ ๆ ทำไม แต่ความคิดดังกล่าว ผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไปอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2554 ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ บุ๊คโทเปียประสบ (อุทก) ภัยเช่นกัน เราปิดร้านประมาณ 2 เดือน ผมได้ยินเสียงน้ำเสียงเรือจนเบื่อ ตอนแรกรู้สึกเพลิน ๆ ที่มีเรือมาจอดหน้าร้าน เพลินที่เห็นน้ำสาดซัด เห็นเรือแล่นผ่านราวกับร้านตั้งอยู่ริมคลอง แต่พอหลายวันหลายสัปดาห์ก็เริ่มอึดอัดขัดข้องกับสภาพความเป็นอยู่ ร่องรอยน้ำท่วมร้านหนังสือยังพอเหลือให้เห็น

แล้วการปิดร้านที่ยาวนานกว่าน้ำท่วมใหญ่ก็เกิดขึ้น กลางเดือนมกราฯ พ.ศ.​ 2563 บุ๊คโทเปียจัดสนทนาธรรมของ หลวงพี่ไพศาล วิสาโล ที่หน้าร้าน นี่คือครั้งที่ 2 ที่เรานิมนต์หลวงพี่มาสนทนาธรรมให้นักอ่านฟัง และเรื่องที่เลือกมาคุยได้แก่หนังสือ 2 เล่มที่ท่านแปล (เหนือห้วงมหรรณพ และ ประตูสู่สภาวะใหม่) ครั้งนี้มีชาวบ้านที่รู้ข่าวหอบหิ้วเก้าอี้มานั่งฟังด้วย บรรยากาศของเย็นวันนั้นยอดเยี่ยมทีเดียว และธรรมะที่หลวงพี่ท่านแสดงก็ลึกซึ้ง ข่าวการระบาดของไวรัสตัวใหม่มาถึงแล้ว แต่ก็ยังดูเป็นเรื่องไกลตัว และนึกไม่ถึงว่าโควิด-19 จะสร้างแรงสั่นสะเทือน ตลอดจนความเสียหายต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาลในเวลาต่อมา หลังจากการสนทนาธรรมของหลวงพี่ไพศาลครั้งนั้น บุ๊คโทเปียก็ยังไม่ได้จัดกิจกรรมที่หน้าร้านอีกเลย

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

พ.ศ. 2563 – 2564 เราปิดร้านมากกว่าเปิด บางช่วงกลับมาเปิดได้ แต่ไม่นานก็ต้องปิดอีก ปีที่แล้ว บุ๊คโทเปียเปิดร้านรวม ๆ กัน ไม่น่าจะเกิน 70 วันด้วยซ้ำ ใครบ้างไม่เดือดร้อนเพราะโคโรน่าไวรัส ผมใช้เวลาตอนไม่ได้นั่งเฝ้าร้าน เขียนหนังสือเล่มใหม่ที่เขียนค้างไว้จนจบ รวมถึงทำงานอย่างอื่น การไม่เปิดร้านสร้างความเคยชินใหม่ ๆ ให้ ชีวิตมีกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจน ที่เคยรอว่าเมื่อไรจะได้เปิดร้าน นานวันเข้าก็รู้สึกไม่เป็นไร ครั้งหนึ่งที่กลับมาเปิดร้าน… ประตูเหล็กหน้าร้านถูกเปิดกว้าง ไฟในร้านทุกดวงถูกเปิด แสงจากด้านนอกลอดเข้ามา และผมรู้สึกอย่างจริงจังว่าบุ๊คโทเปียสว่างมาก

เกี่ยวกับความเดือดร้อนนั้น หากไม่ไปตอกย้ำคร่ำครวญ เราก็ลดทอนอำนาจของมันลงได้ตามสมควร โควิดทำให้บางแผนการของบุ๊คโทเปียเลื่อนออกไป บางแผนก็ชะลอไว้ก่อน แต่การเขียนหนังสือสามารถทำได้ทันที ผมเริ่มเขียนหนังสืออีกเล่มตอนต้นปี และเมื่อเดือนมีนาฯ ก็เริ่มอีกเล่ม เล่มหลังคือ Rocktopia : Revisited ซึ่งตั้งท่ามานาน จึงถึงเวลาลงมือเสียที ขณะที่ยังเขียนงานได้และยังมีเรื่องที่อยากเล่าก็ควรทำ ร้านหนังสือนั้นไม่ค่อยมีอะไรให้ทดลองมากนัก แต่ในงานเขียน ผมมีหลายสิ่งที่อยากทดลอง

การทำร้านหนังสือทำให้ได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ เสมอ หลายอายุและหลากอาชีพ แต่ก็เคยมีคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าร้าน แล้วบอกว่าจะมาขอเช่าพระ นานมาแล้ว มีตำรวจมาที่ร้าน บอกว่านายให้มาดูสถานที่ก่อน เดี๋ยวจะมา นายของเขาคือภรรยาของพลตำรวจตรี และบางกรณีก็เหมือนเรื่องแต่ง ผู้หญิงคนหนึ่งมาที่ร้าน บอกว่าอดีตคนรักของเธอเคยพูดถึงบุ๊คโทเปีย พอเลิกกันแล้ว เธออยากเดินทางไปยังสถานที่ที่อดีตคนรักชอบ 

ส่วนบางเรื่องก็เกิดขึ้นยาก เช่นการที่ฝาแฝด 2 คู่มาอยู่ที่ร้านในเวลาเดียวกัน ผมเคยคิดจะเขียนเรื่องราวทั้งหลายของบุ๊คโทเปีย ตั้งชื่อหนังสือไว้แล้วว่า The Ballad of Booktopia แต่คงจะไม่เขียน เพราะมีสิ่งอื่นที่อยากเขียนมากกว่า แต่ถ้าร้านหนังสือเล่าเรื่องเองได้ ผมอยากรู้ว่าร้านหนังสือจะพูดถึงคนเฝ้าร้านอย่างไรบ้าง

เวลาเคลื่อนไปข้างหน้าทุกขณะ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ตอนที่เป็นคอลัมนิสต์งานชุก ผมใช้ชีวิตที่โต๊ะทำงานค่อนข้างมาก และตั้งแต่ทำร้านขายหนังสือเมื่อสิบกว่าปีก่อน ชีวิตส่วนใหญ่ก็หมดไปในร้านหนังสือ นั่งเขียนงาน นั่งอ่านหนังสือ นั่งฟังเพลง นั่งหลับ ฯลฯ 

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

ช่วงที่ทำหนังสือของสำนักพิมพ์อารีมิตร ร้านบุ๊คโทเปียก็แปลงร่างเป็นสำนักพิมพ์จิ๋ว ๆ เป็นออฟฟิศของคนทำหนังสือ บางขณะผมนึกถึงบรรยากาศสมัยทำงานประจำ ซึ่งมีการปิดเล่มและอื่น ๆ ผมเลิกทำงานประจำนานเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ก็มีเหตุให้นึกถึงหรือพูดถึงอยู่บ้าง บางเรื่องนั้นใช่จะเลือนหายไปจากชีวิตได้ง่าย ๆ 

หลังพิมพ์หนังสือเสร็จ เรามักจัดเปิดตัวที่หน้าร้าน บางการเปิดตัว เราก็ปิดถนนบริเวณร้านหนังสือ ปกติคนที่นี่เขาจะปิดถนนเพื่อจัดงานบวช งานแต่ง หรืองานทำนองเดียวกัน ที่หน้าบุ๊คโทเปียเคยมีการแสดงดนตรีเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย พี่ซัน-มาโนช พุฒตาล ก็เคยมาเล่นกีตาร์และร้องเพลงในงานเปิดตัวหนังสือของ พี่เชน-หม่อมหลวงปริญญากร วรวรรณ

หน้าบุ๊คโทเปียเป็นพื้นที่สำหรับพบปะพูดคุย อย่างว่านั่นแหละ ร้านเราเล็ก อยู่กันสัก 7 – 8 คนก็จะดูแออัด บางทีหลังงาน (กิจกรรมเปิดตัวหนังสือ) จบลงในตอนดึกมาก รุ่งขึ้นก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งจากเมื่อคืนตกค้างอยู่ พวกเขาดื่มกิน พูดคุย และรื่นรมย์จนเย็น บ้างก็มาทำความรู้จักกันตอนนี้ กิจกรรมหน้าร้านหนังสืออย่างไม่เป็นทางการเกิดขึ้นเนือง ๆ 

เมื่อเริ่มต้นทำบุ๊คโทเปีย ผมยังมองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของร้านหนังสือ ไม่ใช่หน้าตาและรูปร่างที่หมายถึงสิ่งปลูกสร้างและการตกแต่ง หากคือรูปร่างของความเป็นร้านหนังสือ ผมคิดว่าร้านอะไรก็ตามต่างมีบุคลิกเฉพาะตน (ยกเว้นร้านที่ถูกออกแบบให้เหมือนกันไปหมด) เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นแบบไหน ร้านของเขาก็จะเป็นอย่างนั้นด้วย

บุ๊คโทเปียมีทั้งความเป็นผมและความเป็นภรรยาของผม เช่นเพลงในร้านเป็นผม แต่หนังสือในร้านเป็นเธอ วรรณกรรมรัสเซียเป็นเธอ ส่วนเรื่องศาสนาน่าจะเป็นผม เราไม่ได้วางแผนให้บุ๊คโทเปียมีหน้าตาอย่างที่เป็นอยู่ แต่เมื่อลงมือทำไปเรื่อย ๆ ความเป็นร้านหนังสือในแบบเราก็ทยอยชัดขึ้น การทำงานกับการเรียนรู้คือสิ่งที่มาคู่กัน และไม่ใช่รู้เพราะเขาบอกว่า หรือรู้จากที่อ่านมา ทว่ารู้จากการปฏิบัติ ผมนำความรู้ที่ได้จากการทำนิตยสารมาใช้ในการทำร้านหนังสือด้วย โดยสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ไม่น้อยจากบุ๊คโทเปียคือเรื่องผู้คน จะมีคนใหม่ ๆ มาให้พบปะและรู้จักเสมอ และเมื่อมีคนใหม่ก็จะมีเรื่องใหม่

บันทึก 15 ปีร้าน Booktopia เมื่อนักเขียนกลับบ้านไปทำร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่อุทัยธานี

 ตั้งแต่ทำร้านหนังสือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มีเหตุให้ผมเขียนถึงและพูดถึงบุ๊คโทเปียบ่อยครั้ง พอนานปีนานวัน เรื่องที่เขียนที่พูดก็เริ่มซ้ำจนรู้สึกได้ แต่ชีวิตคนเราเกี่ยวข้องกับความซ้ำกันเป็นปกติมิใช่หรือ บางความซ้ำเรารู้สึกว่าซ้ำ และก็มีความซ้ำที่ไม่รู้สึกว่ามันซ้ำ 

หลังจากโรคระบาดใหญ่มาถึง บุ๊คโทเปียปิดทำการมากกว่าเปิด นอกจากพบปะผู้คนน้อยลง ผมก็เขียนถึงและพูดถึงร้านหนังสือน้อยลง ข้อดีของโรคระบาดนั้นมี ไม่ใช่ไม่มี มันทำให้ผมนิ่งคิดและไตร่ตรองเรื่องชีวิตเรื่องโลกเพิ่มขึ้น ส่วนการพูดและเขียนถึงบุ๊คโทเปียน้อยลงก็ไม่มีอะไรซับซ้อน พอสูงวัย ผมชอบที่จะเป็นผู้ชมผู้ฟังมากกว่า ชีวิตนี้เขียนมาเยอะแล้ว จึงอยากเขียนเท่าที่สมควรแก่เหตุ

 ผมโตมากับการอ่านหนังสือ เป็นหนุ่มในสำนักงานนิตยสาร และแก่เฒ่าในร้านหนังสือที่บ้านเกิด เตี่ยผมอยู่กับร้านตัดเสื้อผ้าผู้ชายทั้งชีวิต เพื่อนรุ่นน้องและขาไพ่ของเตี่ยก็ขายก๋วยเตี๋ยวทั้งชีวิต โลกเต็มไปด้วยเรื่องธรรมดาทำนองนี้นะครับ และหลายเรื่อง เราก็คิดไปเองว่ามันพิเศษ

หนังสือแนะนำ

 1

หัวใจ, เวลา, กลางป่าแสงจันทร์ 

นักเขียน : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

สำนักพิมพ์ : Booktopia

ราคา : 198 บาท

หัวใจ, เวลา, กลางป่าแสงจันทร์  นักเขียน : ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

ไม่ง่ายนักที่จะให้เลือกหนังสือแค่ 5 เล่ม คล้าย ๆ กัน – ให้เลือกเพลงแค่ 5 เพลง เลือกหนังแค่ 5 เรื่อง ก็ย่อมไม่ง่าย มีหนังสือ 2 เล่ม เป็นหนังสือที่เราพิมพ์เอง เล่มแรก หัวใจ, เวลา, กลางป่าแสงจันทร์ ของ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ หนังสือของช่างภาพสัตว์ป่าแถวหน้าของเมืองไทย เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับป่า สัตว์ป่า ผู้คน ฯลฯ ที่โรแมนติกและมากด้วยความรู้สึกสำหรับผม ลีลาและท่วงท่าในการเล่าเรื่องด้วยตัวหนังสือของพี่เชนงดงามอย่างเรียบง่าย

2

Rocktopia

นักเขียน : วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

สำนักพิมพ์ : Booktopia

ราคา : 330 บาท

Rocktopia นักเขียน : วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

เล่มที่สองที่เราพิมพ์เองคือ Rocktopia ของผม ผมเขียนถึงศิลปินร็อกที่ตายแล้ว และไปใช้ชีวิตแปลก ๆ ในดินแดนแปลก ๆ ชื่อ ‘ร็อกโทเปีย’ 

3

ผลพวงแห่งความคับแค้น

นักเขียน : จอห์น สไตน์เบ็ก

นักแปล : ณรงค์ จันทร์เพ็ญ

สำนักพิมพ์ : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์

ราคา : 550 บาท

ผลพวงแห่งความคับแค้น นักเขียน : จอห์น สไตน์เบ็ก

‘ผลพวงแห่งความคับแค้น’ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Grapes of Wrath เขียนโดย จอห์น สไตน์เบ็ก ในเวอร์ชันภาษาไทย ณรงค์ จันทร์เพ็ญ เป็นผู้แปล ผมชอบงานแบบไตน์เบ็กมากกว่าเออร์เนสต์ เฮมิ่งเวย์ เพราะงานของสไตน์เบ็กกระทบใจได้มากกว่า ผลพวงฯ ว่าด้วยชีวิตของชนชั้นล่างที่ต้องดิ้นรนอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อความอยู่รอด 

เรื่องราวในนิยายเกิดขึ้นช่วงที่สหรัฐอเมริกาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง (The Great Depression) เมื่อทศวรรษที่ 1930 ตัวแทนของผู้ยากไร้คือครอบครัวโจ้ด และทอม โจ้ด ก็เป็นสัญลักษณ์ของการไม่สยบยอมต่อนายทุนผู้กดขี่ หนังสือหนาเกือบ 1,000 หน้า ผมเอาใจช่วยทอม โจ้ด และครอบครัวของเขาตั้งแต่ต้นจนจบ นี่คือวรรณกรรมที่ทำให้สไตน์เบ็กได้ทั้งรางวัลพูลิตเซอร์และรางวัลโนเบล

4

เดอะ ก็อดฟาเธอร์

นักเขียน : มาริโอ พูโซ

นักแปล : ธนิต ธรรมสุคติ

สำนักพิมพ์ : มติชน

ราคา : 350 บาท

เดอะ ก็อดฟาเธอร์ นักเขียน : มาริโอ พูโซ

แม้การกลับมาดู The Godfather ทั้ง 3 ภาคครั้งล่าสุด จะให้ความรู้สึกแตกต่างจากการดูครั้งแรก แต่หนังไตรภาคที่ว่าด้วยวิถีชีวิตของเจ้าพ่อก็ยังโอฬารเช่นเดิม หนังสร้างจากอาชญนิยายของ มาริโอ พูโซ (แปลเป็นไทยโดย ธนิต ธรรมสุคติ) ผมดูหนังก่อน แล้วจึงมาอ่านนิยายภายหลัง หลายรายละเอียดที่ไม่ปรากฏในหนัง มีอยู่ในนิยาย และการอ่านเหตุการณ์ที่รู้แล้ว (จากการดูหนัง) ก็ไม่ทำให้ความเข้มข้นของเนื้อหาถูกลดทอนลง เดอะ ก็อดฟาเธอร์ ไม่เพียงเป็นมหากาพย์ของพวกมาเฟีย แต่ยังเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย มิตรภาพ ความเป็นครอบครัว ฯลฯ 

5

หิโตปเทศ 

นักเขียน : เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป

สำนักพิมพ์ : ศยาม

ราคา : 100 บาท

หิโตปเทศ นักเขียน : เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป

เล่มสุดท้ายที่ผมเลือก คือ หิโตปเทศ ด้วยสำนวนอย่างเก่า วิธีเล่าเรื่องในแบบนิยายขนาดสั้นที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ อาจไม่ถูกจริตนักอ่านส่วนใหญ่ แต่ถ้าก้าวข้ามสิ่งนี้ได้ เนื้อหาของ หิโตปเทศ เป็นจริงทุกยุคสมัยและยังมีคติสอนใจให้ฉุกคิด เช่น ร่มเงาของเมฆ ไมตรีกับคนโหด รวงข้าวใหม่ สตรี ความเป็นหนุ่ม และความมั่งมี เหล่านี้จะให้ความบันเทิงใจได้เพียงชั่วคราว


Booktopia

ที่ตั้ง ​: 9/17 ถนนณรงค์วิถี ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : หยุดทุกวันพุธ เปิดทำการ 10.30 – 18.30 น. โดยประมาณ แต่บางทีก็มีเหตุให้ไม่ได้เปิด-ปิด ตามที่กำหนดไว้ โทรศัพท์มานัดหมายก่อนได้ 

โทรศัพท์ : 0 5651 2932

Facebook : Booktopia

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

อายุมากแล้ว เกิดที่จังหวัดอุทัยธานี ใช้ชีวิตในบ้านเกิด เขียนหนังสือ ทำหนังสือ เปิดร้านหนังสือ และอ่านหนังสือ รักแผ่นดินไทย เชื่อในศานติ ชอบมีญาติมิตร นับถือศาสนาพุทธ ฟังเพลงทุกวัน นอกจากเขียนหนังสือและทำหนังสือ ก็ทำอย่างอื่นไม่ค่อยเป็น อยากเห็นผู้คนรักกันมากขึ้น เพื่อจะแบ่งแยกน้อยลง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load