ขอแสดงความยินดีที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) จะได้ต่อสัญญาอีก 10 ปี

จากใจคนรักหอศิลปกรุงเทพฯ ที่มาเที่ยวชมงานศิลปะกับเพื่อนตั้งแต่สมัยอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มานั่งกินข้าวกินขนม มาทำงานพิเศษ มาช้อปปิ้งของคราฟต์กับอาหารสุขภาพ มาดูหนังฟังเพลง มาฟังเสวนา มาชมการแสดง มาเรียนเวิร์กช็อป ช่วยทำละคร แสดงละคร จนเคยได้รับเลือกให้นำเสนอผลงานละครของตัวเองที่นี่ โดยมีเจ้าหน้าที่หอศิลปฯ ช่วยดูแลสนับสนุนอย่างน่าซาบซึ้งใจ พูดได้เต็มปากว่าการมีอยู่ของ BACC ได้บ่มเพาะมนุษย์กรุงเทพฯ คนหนึ่งให้ใกล้ชิดศิลปวัฒนธรรม จนได้ลงมือทำงานศิลปะของตัวเองสำเร็จ 

หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

‘โชคดีที่มีหอศิลปฯ’ เราคิดเช่นนี้ และเชื่อมั่นว่าชาวไทยรวมถึงชาวต่างชาติอีกมากมายหลายคนก็เห็นด้วย การมีอยู่ของหอศิลปกรุงเทพฯ ที่มีคุณภาพ เมืองที่มีประชากร 10 ล้านคนนี้ได้ประโยชน์ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการศึกษา และด้านการท่องเที่ยวอย่างคุ้มค่ามหาศาล 

ตอนนี้สถานการณ์ของหอศิลปฯ เป็นอย่างไร ทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อ และเหล่าประชาชนคนไทยจะได้ใช้งานหอศิลปฯ และได้ช่วยพัฒนาหอศิลปฯ ต่อไปอย่างไร ลักขณา คุณาวิชยานนท์ กรรมการบริหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหอศิลปฯ มาช่วยไขคำตอบ โดยเราสรุปข้อมูลมาให้ ดังนี้

หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

1. มูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ บริหารงานมา 10 ปีแล้ว และได้ต่อสัญญาอีก 10 ปี

อธิบายอย่างรวบรัดที่สุด 27 ปีก่อน สังคมและประชาชนได้ต่อสู้เรียกร้องยาวนานว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการหอศิลปวัฒนธรรม ไม่ใช่ศูนย์การค้าอีกแห่งใจกลางเมือง จนในที่สุดข้อเรียกร้องนี้ก็สำเร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2553 

พื้นที่และอาคารย่านปทุมวันเป็นของกรุงเทพมหานคร แต่ กทม. มอบอำนาจให้มูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ บริหารเป็นเวลา 10 ปี สัญญากำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ.​ 2564 2 -3 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดคำถามในวงกว้างว่า อนาคตของหอศิลปฯ ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐจะเป็นอย่างไร

กทม. ให้คำตอบแล้วว่า BACC ยังควรบริหารจัดการในรูปแบบมูลนิธิ และให้มูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ เป็นผู้บริหารหอศิลปกรุงเทพฯ ต่อจากสัญญาเดิมอีก 10 ปี 

“สิบปีที่ผ่านมา หอศิลปฯ น่าจะพิสูจน์กับสังคมระดับหนึ่งแล้วว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ คงมีไม่กี่มูลนิธิหรอกที่ได้บริหารพื้นที่ศิลปะแบบนี้ และทำงานให้สังคมได้เห็นทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ จากนี้อีกสิบปีข้างหน้า เราหวังว่าจะได้ออกแบบร่วมกันกับกทม. ว่าทิศทางของหอศิลปฯ ควรเป็นอย่างไร เพราะมันไม่ใช่แค่หอศิลปฯ ของคนกรุงเทพฯ แต่เป็นห้องรับแขกของประเทศไทย ได้รองรับผู้คนมากมาย ตั้งแต่ราชวงศ์ รัฐมนตรีประเทศต่างๆ เรียกได้ว่าใครที่สนใจศิลปะ เมื่อมากรุงเทพฯ ก็ต้องมาที่นี่ 

“ความสำเร็จของ BACC คือความสำเร็จของ กทม. เป้าหมายของหอศิลปฯ คือทำประโยชน์ให้คนกรุงเทพฯ และประชาชนอื่นๆ เราอยากทำหน้าที่แทน กทม. ด้วยการแปรรูปนโยบายทางศิลปวัฒนธรรมของ กทม. เป็นรูปธรรม” ลักขณาเอ่ยอย่างหนักแน่น

2. กรรมการมูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ กำลังจะหมดวาระ และยังไม่มีการคัดเลือกกรรมการชุดใหม่

กรรมการมูลนิธิกำลังจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 กทม. เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ วิธีการคือคัดเลือกกรรมการสรรหาฯ ก่อน ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้คัดเลือกกรรมการมูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ 12 คนอีกที 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ BACC ระบุว่า ปัจจุบันทีมงาน กทม. ครองตำแหน่งคณะกรรมการที่ปรึกษาหอศิลปกรุงเทพฯ ด้วย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการ รองผู้ว่า ปลัด และรองปลัดกรุงเทพมหานคร รวมถึงผู้อำนวยการสำนักต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวม 11 คน 

วิถีเดิมที่นิยมปฏิบัติกันมา คณะกรรมการสรรหาฯ จะคัดเลือกกรรมการมูลนิธิฯ ชุดเดิมบางส่วนจาก 12 คนมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อให้การทำงานราบรื่นต่อเนื่อง การคัดเลือกกรรมการสรรหาฯ น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะหากอย่างช้าที่สุด เดือนกรกฎาคมยังไม่ได้กรรมการมูลนิธิฯ การดำเนินงานในปีนี้และปีถัดไปจะติดขัดลำบาก ทั้งการวางแผนงาน การหาสปอนเซอร์ การร่วมมือกับหน่วยงานหรือศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ 

หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

3. ปัญหางบประมาณ ยังรอการแก้ไข

ที่ผ่านมาหลายคนคงได้ยินข่าวว่า BACC ประสบปัญหาด้านงบประมาณ 

หอศิลปกรุงเทพฯ ใช้เงินราว 70 ล้านบาทต่อปีในการทำงาน ไม่แพงเลยสำหรับคุณภาพและจำนวนผลงานที่ดึงดูดผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเกือบ 2 ล้านคนต่อปี 

 โดยเฉลี่ย มูลนิธิฯ หางบประมาณเองราว 30 ล้านบาท อีก 40 – 45 ล้านบาท ทาง กทม. เป็นผู้อุดหนุน แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา งบสนับสนุนจาก กทม. ก็ชะงักไป ใน พ.ศ. 2564 หอศิลปฯ ได้รับการสนับสนุนเพียงค่าน้ำค่าไฟ 8 ล้านบาทจาก กทม. เท่านั้น ส่วนที่เหลือทางมูลนิธิและทีมงานต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด

 อย่างไรก็ดี สัญญาที่ตกลงไว้กับ กทม. ทำให้มูลนิธิฯ หารายได้ไม่ได้เต็มที่ เพราะห้ามเก็บค่าเข้าอาคาร และค่าเข้าชมงานศิลปะทั้งหมด ทางมูลนิธิฯ เองก็ไม่อยากทุ่มสรรพกำลังและเวลากับการหารายได้เชิงพาณิชย์ จนสูญเสียวิสัยทัศน์เดิม เพราะการมีอยู่ของหอศิลปกรุงเทพฯ คือสวัสดิการรัฐ ซึ่งคนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมเยียนควรเข้าถึงได้ 

“เราคาดหวังว่า พ.ศ. 2565 สภาฯ จะอนุมัติงบเพิ่มเติม ได้เห็นข่าวเบื้องต้นว่าเพิ่มงบค่าทำความสะอาดมาให้ด้วย แต่ยังไม่มีงบกิจกรรม คงต้องหารือกันต่อไป” อดีตผู้อำนวยการหอศิลปฯ พ.ศ. 2554-2560 เอ่ย “สมัยก่อน กทม. ก็มาช่วยดูแลการซ่อมตึกครั้งใหญ่ๆ ให้นะคะ พูดคุยกันได้ ได้รับความร่วมมือดี แรกๆ อาจมีช้าบ้างเพราะต้องปรับตัวกัน มูลนิธิไม่ได้มีระบบแบบราชการ บางทีเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมค่าโปรดักชันเยอะขนาดนี้ ทำไมค่าตัวศิลปินมากเท่านี้ เราก็พยายามอธิบายให้เข้าใจว่างบประมาณนี้ออกมาเป็นเนื้องานยังไง 

“เวลาเราของบอุดหนุน เราชี้แจงล่วงหน้าทั้งปีว่าต้องใช้เงินทำอะไรบ้าง ซึ่งไม่รวมเงินเดือนเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ฐานเงินเดือนเขาสูงกว่าราชการ เพราะเราอยากดึงคนเก่งๆ ที่รู้เรื่องศิลปะ เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาทำงาน โดยการหารายได้มาจัดการส่วนนี้ มูลนิธิหาเองจากการให้เช่าพื้นที่ จัดกิจกรรม และจำหน่ายของที่ระลึกต่างๆ 

“สี่สิบล้านเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐาน น้ำไฟ รปภ. แม่บ้าน และจัดกิจกรรม อย่างจัดนิทรรศการ การแสดงละคร กิจกรรมการศึกษา ทุกอย่างไม่เก็บค่าเข้าชม เพราะเป็นการคืนภาษีของประชาชนกลับไป แต่ถ้า กทม. ไม่สามารถอุดหนุนงบจำนวนเท่าเดิมได้ด้วยข้อจำกัดอะไรบางอย่าง ก็น่าจะปลดล็อกสัญญาบางข้อให้เรา”

ความช่วยเหลือสำคัญที่มูลนิธิฯ ต้องการจากรัฐ คือทำให้มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สามารถจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณะกุศล เพื่อเป็นมูลนิธิที่ช่วยลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจูงใจให้บริษัทห้างร้านและผู้คนบริจาคเงิน ทางมูลนิธิฯ เคยยื่นเรื่องเองหลายครั้งแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ในขณะที่การบริจาคให้กองทุนของกระทรวงวัฒนธรรม หักภาษีได้สองเท่า

“ระบบลดหย่อนภาษีนี้เป็นระบบที่อเมริกาใช้แล้วเวิร์กมาก จนรัฐแทบไม่ต้องอุดหนุนมิวเซียมเลย ทำให้เอกชนอุดหนุนเอกชนกันเอง แล้วเอกชนอยู่ได้ ถ้าทำแบบนี้ ในอนาคตรัฐอาจค่อยๆ ลดงบประมาณอุดหนุนได้ แต่ไม่ถึงขั้นไม่ให้เลย ยังต้องให้เพื่อสร้างกลไกควบคุมไม่ให้มูลนิธิใช้โอกาสแสวงหากำไร แค่ทำให้มูลนิธิไม่ถูกผลักไปทำงานเชิงพาณิชย์ ยังทำตามนโยบายหลักของรัฐได้ 

“ถ้าปิดล็อกทุกทาง บริจาคก็ไม่จูงใจ เก็บค่าเข้าชมก็ไม่ได้ เราไม่อาจสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองต้องมีส่วนร่วมสนับสนุนศิลปะ อาจเก็บค่าเข้าชมนิทรรศการบ้าง หรือเปิดโอกาสให้เราทำระบบสมาชิกและเก็บค่าสมาชิกได้ ก็จะทำให้ภาคประชาชนได้เข้ามาช่วยสนับสนุน ไม่จำเป็นต้องรอแต่บริษัทรายใหญ่ ซึ่งคนอาจกลัวว่านายทุนจะมาครอบงำ อำนาจนั้นก็จะกระจายออกไป”

หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

4. หอศิลปฯ เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับทุกคน ไม่ควรมีลักษณะเหมือนศูนย์การค้า

BACC เองเป็นกรณีศึกษาในคอร์สออนไลน์ Massive Open Online Course (MOOC) ให้มหาวิทยาลัย Leuphana University Digital School ในเยอรมนี ด้วยโมเดลการทำงานที่เป็นลูกผสมระหว่าง Art Center กับมิวเซียม มีการเปลี่ยนนิทรรศการทุก 3 เดือน จึงนำเสนอประเด็นที่วิวัฒน์ไปกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ตลอด 

“ข้อเสียคือเราไม่มีนิทรรศการถาวร แต่ในเวลาเดียวกันก็มีพื้นที่ให้หน่วยงานอื่นที่ใช้ศิลปะเล่าเรื่อง เช่น ทัศนศิลป์ วรรณกรรม ภาพยนตร์ เข้ามาใช้พื้นที่เปิดประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ จึงเป็นพื้นที่ร่วมสมัยตามแนวโน้มของโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่แค่พื้นที่ของคนสนใจทัศนศิลป์ มีเนื้อหาสำหรับคนหลากหลายกลุ่มจริงๆ เดินเข้ามาแล้วไม่เกร็ง ไม่ต้องเรียนศิลปะก็มาได้ ตัวงานก็เปิดให้พูดคุย ถกเถียง ตั้งคำถาม”

“บางวันแค่อยากมาพักผ่อน เจอเพื่อน เจอคนทำงานสร้างสรรค์สาขาต่างๆ ก็มีมุมให้มาได้ ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านเครื่องประดับ ร้านไอศกรีม ร้านช็อกโกแลต ทุกร้านไอเดียสร้างสรรค์ ไม่ใช่แบรนด์ที่เจอที่ไหนก็ได้ บรรยากาศก็ไม่เหมือนห้าง แต่มีบรรยากาศเฉพาะซึ่งคิดว่าจำเป็นสำหรับเมือง มันกลมกลืนเป็นมิตร ไม่แข็งจนเกินไป เราคิดว่าพื้นที่แบบนี้แหละที่ทำให้ต่างชาติสนใจ ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่ กทม. ช่วยคิดมาตั้งแต่เริ่มด้วยนะ

“เราพูดเสมอว่า BACC ทำงานแบบประชารัฐสามัคคีมาตั้งนานแล้ว ทั้ง Public คือภาครัฐ Private คือมูลนิธิที่มีสถานะนิติบุคคล รวมถึงบริษัทห้างร้านต่างๆ และ People ประชาชนที่เป็นเจ้าของตัวจริงของที่นี่ ผู้สะท้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเขาอยากเห็นอะไรที่นี่ มีคนบอกว่าถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน ก็ทำเป็นห้างสิ ชั้น 1 – 5 นี่ทำเป็นห้างไปเลย ให้ร้านแฟรนไชส์ดังๆ มาเช่า เหลือไว้แค่ชั้น 7- 9 ที่เป็นหอศิลปฯ ถามว่าทำแบบนั้นประชาชนจะยอมไหม แบบนั้นคุณไปห้างสรรพสินค้าอื่นในสยามก็ได้ มันต้องนำเสนอทางเลือกที่แตกต่างให้สังคมบ้าง”

หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

5. หอศิลปฯ เป็นทั้งแกลเลอรี่ โรงหนัง โรงละคร ห้องเรียน และอื่นๆ อีกสารพัด

พื้นที่หอศิลปฯ ตั้งแต่ชั้น 1 – 9 มีนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายหมุนเวียน ตัวอย่างชัดๆ โด่งดังคือ เป็นพื้นที่หลักในการจัดแสดง Bangkok Art Biennale นอกจากนี้ยังเคยมีนิทรรศการหลากหลาย เช่น ‘เมืองจมน้ำ’ พ.ศ​. 2554 ซึ่งทางหอศิลปฯ คิดล่วงหน้าก่อนน้ำท่วมพอดิบพอดี ว่าการพัฒนาเมืองแบบผิดวิธีจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง จนเกิดภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง หรืองาน Retrospective จัดแสดงผลงานและเรื่องราวของศิลปินไทยรุ่นใหญ่อย่าง อาจารย์ชะลูด นิ่มเสมอ, อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ, อาจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก ซึ่งเล่าประวัติศาสตร์และพัฒนาการวงการศิลปะไทย 

ที่นี่ยังเคยมีนิทรรศการไทยเท่…จากท้องถิ่นสู่อินเตอร์ เล่าเรื่องการพัฒนาศิลปะไทยตลอด 40 ปีจนถึงศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน มีนิทรรศการจัดแสดงโมเดลสถาปัตยกรรมระดับโลกที่ออกแบบโดยบริษัท Foster + Partners ที่ชาวสถาปัตย์มาดูกันอย่างคึกคัก และที่สนุกมากๆ คือการแสดงงานของศิลปินออสเตรียระดับโลก Erwin Wurm ที่ผู้ชมได้แปลงร่างเป็น Sculpture คนละ 1 นาที 

นอกจากนี้ยังมีงานกิจกรรมในรูปแบบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากงานนิทรรศการหรืองานทัศนศิลป์ อาทิ Cinema Diverse เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร, เทศกาลละครกรุงเทพฯ, เทศกาลศิลปะการแสดง Performative Art Festival ที่เริ่มมีการเปิด Open Call เพื่อสนับสนุนศิลปินสาขาศิลปะการแสดง และมีโครงการแลกเปลี่ยนอีกมากมาย 

“เวลาเราจัดงาน ไม่ใช่แค่ให้สถานที่ บางครั้งมีทุนให้ศิลปินทำงาน ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกลางระหว่างศิลปินกับผู้ชม ออกแบบกิจกรรมการศึกษา พัฒนาผู้ชม ไม่ใช่แค่ประชาสัมพันธ์งานแล้วรอคนเข้ามา เหมือนเป็นสถาบันการศึกษาไปด้วยในตัว เพราะเราเห็นว่าการศึกษาหลักขาด Art Education ขาด Art Appreciation ทำอบรมครูศิลปะในโรงเรียน ไม่ใช่แค่ให้เด็กมาทัศนศึกษาเพียงอย่างเดียว”

ตัวอย่างโครงการดูแลศิลปินรุ่นใหม่ที่ทางมูลนิธิฯ ภูมิใจคือ ‘โครงการ Early Years Project’ บ่มเพาะสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ เปิด Open Call ให้ยื่นขอพื้นที่และทุนสนับสนุนการแสดงงาน โดยคัดเลือก 8 – 12 โปรเจกต์ต่อปี ศิลปินหลายคนที่เคยผ่านโครงการนี้เติบโตจนได้รับการยอมรับในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ แถม BACC ยังมีทุนสนับสนุนให้ไปดูงานต่างประเทศ และทุน Artist Residency ให้ศิลปินรุ่นใหม่ไปพำนักและทำงานศิลปะอีก 2 รางวัล

สำหรับผลงานอันใกล้ในปีนี้ หอศิลปฯ กำลังจะมีนิทรรศการ ‘กรุงเทพเปลี่ยนแปลง’ ที่ให้สถาปนิก นักออกแบบ คนทำงานเรื่องเมือง การเกษตร ฯลฯ มาเล่าเรื่องโมเดลการจัดการเมืองเพื่อพัฒนาวิถีชีวิต ซึ่งจะเปิดเดือนกันยายนนี้ 

หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

6. เป้าหมายของมูลนิธิฯ คือทำให้ BACC เป็นพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมเต็มรูปแบบที่พึ่งตัวเองได้มากขึ้น 

เมื่อถามถึงทิศทางอนาคตของหอศิลปกรุงเทพฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหอศิลปฯ เอ่ยปากว่าไม่อยากให้การต่อสัญญากับ กทม. เกิดขึ้นทุก 10 ปี 

“องค์กรสร้างสรรค์ต่างๆ ในเมืองไทย เป็นการบริหารกึ่งรัฐกึ่งเอกชนทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรมหาชน เช่น CEA ห้องสมุด TK Park มิวเซียมสยาม หอภาพยนตร์ เพราะองค์กรเชิงสร้างสรรค์ต้องการความคล่องตัว ขณะเดียวกันก็ยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ เป็นสวัสดิการสังคมที่รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบ ถ้า กทม. คิดว่าโมเดลมูลนิธิเหมาะสมแล้ว ก็ไม่อยากให้มีกรอบเวลากำหนด ยกเว้นว่าอนาคตมีโมเดลอื่นที่เหมาะสมกว่าก็ควรปรับเปลี่ยน

“เรายังอยากให้คงโมเดล Public, Private และ People ไว้ รัฐไม่ต้องสนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์ มูลนิธิพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ภาระ เอกชนก็ควรมีส่วนร่วมสนับสนุนได้ แต่หอศิลปฯ ยังเป็นพันธกิจของรัฐ ถ้ารัฐไม่สนับสนุนเลย ก็ไม่อาจคงสถานะไม่แสวงหาผลกำไรได้ เพราะองค์กรต้องการงบประมาณมาจัดกิจกรรมให้ได้มาตรฐาน ให้เกิดประโยชน์กับสังคมจริงๆ

“ในประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ เยอรมนี และประเทศยุโรปต่างๆ รัฐก็ช่วยสนับสนุนศิลปะ เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสาธารณะ รัฐมีหน้าที่ตอบแทนพลเมือง เหมือนโรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ เพียงแต่ว่าสถานที่เหล่านั้น กทม. บริหารจัดการเองได้ แต่เรื่องศิลปะ ณ วันนี้ระบบภายในของราชการยังไม่มีบุคลากรเชี่ยวชาญ ถึงต้องแต่งตั้งมูลนิธิมาบริหารจัดการ ซึ่งคล่องตัวกว่า”

ในแง่ผลงาน กรรมการบริหาร BACC แย้มว่าอาจทบทวนเรื่องการทำนิทรรศการถาวรควบคู่กับนิทรรศการหมุนเวียน โดยยืมงานศิลปะจากนักสะสมหรือสถาบันต่างๆ มาทำเป็นงาน Crossover กำหนดบทบาท BACC ว่าเป็นห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ และเจาะลึกแต่ละยุคสมัยอย่างจริงจัง 

ขณะเดียวกันก็จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมออกแบบมากขึ้น และสร้างพื้นที่บ่มเพาะอาชีพด้านศิลปะให้มากขึ้น สร้างบุคลากรเฉพาะทาง จากที่เป็นโรงเรียนฝึกหัดคิวเรเตอร์แบบกลายๆ ก็ทำให้ชัดเจนเต็มรูปแบบ รวมถึงตั้งเป้าว่าจะจัดงานระดับนานาชาติปีหรือสองปีครั้ง มีงานดีๆ ระดับโลกที่คนไทยอยากดู มาจัดแสดงได้บ้าง นอกเหนือจากงาน Bangkok Art Biennale

“จริงๆ อยากทำอีกมาก แต่คงตอบโจทย์ประเทศไทยไม่ได้ทุกอย่าง เราก็ทำตามกำลังที่เรามี ข้อดีคือเรามี Partnership ที่ดี มีสตาฟที่เชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆ มีศิลปินที่เป็นนักจับชีพจรสังคม หยิบเรื่องราวขึ้นพูดแล้วทำให้คนหันมาฟัง” ลักขณากล่าวปิดท้าย

หอศิลปกรุงเทพ BACC ได้ไปต่ออีก 10 ปี สรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่าย จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

บทความนี้อุทิศแด่ เพียงดาว จริยะพันธุ์ และ ภาวิณี สมรรคบุตร และบรรดาศิลปินผู้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพศิลปะในประเทศนี้

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

23 มิถุนายน 2564
623

6 ตุลาคม พ.ศ.​ 2519 วันวิปโยคของประวัติศาสตร์ไทย

ผู้มีอำนาจเข้าล้อมปราบขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นักศึกษาและปัญญาชนหัวก้าวหน้าต้องหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด ภายหลังจากเหตุการณ์ ทำให้บรรยากาศความเคลื่อนไหวภายในเมืองต้องเงียบเชียบ สื่อถูกปิดปาก บทเพลงที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นต้นทางของบทเพลงเพื่อชีวิตต่างก็หยุดบรรเลงไปพร้อมกับผู้ขับร้องที่หนีเข้าป่า ไม่ต่างกับเพื่อนปัญญาชนคนอื่นๆ

ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงนั้นเอง จู่ๆ ก็มีบทเพลงขับขานเรื่องราวของสามัญชนและสังคมดังขึ้นมาจากทิวดอยแดนเหนือ อุ๊ยคำ เพลงที่บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของหญิงชราที่ลูกหลานทอดทิ้ง ณ ขณะนั้น บทเพลงแห่งสามัญชนถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง และทำให้หลายคนรู้จักศิลปินหนุ่มจากเชียงใหม่ นาม จรัล มโนเพ็ชร

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

กระทั่งนักศึกษาและปัญญาชนออกจากป่ากลับสู่เมือง ศิลปินคนนี้ก็ยังแต่งเพลง รางวัลแด่คนช่างฝัน เป็นกำลังใจให้พวกเขา หากเพลง คิดถึงบ้าน หลายคนรู้จักในชื่อ เดือนเพ็ญ ที่แต่งขึ้นเป็นบทกวีโดย นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ก่อนจะถูกนำมาแปลงเป็นเพลง เพลงนี้เป็นเพลงที่ปัญญาชนในป่าใช้ขับร้องเพื่อปลอบประโลมใจตนเอง ยามออกจากป่ามา รางวัลแด่คนช่างฝัน ของจรัล ก็คือบทเพลงที่ช่วยมอบขวัญกำลังใจให้แก่พวกเขา เป็นดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทองให้กับพวกเขาสู้สู่วันใหม่ข้างหน้า และเป็นบทเพลงที่นำมาใช้ขับร้องสร้างกำลังใจให้ผู้คนทั่วไปจนถึงทุกวันนี้

จรัล มโนเพ็ชร ประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินนักร้องเป็นอย่างมาก ได้รับรางวัลต่างๆ รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชันโฟล์กซองคำเมืองของประเทศไทย ด้วยบทเพลงจำนวนมากที่ถูกขับร้องด้วยคำเมืองหรือภาษาเหนือ ทั้งบอกเล่าสภาพสังคม วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น วัฒนธรรมของภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งเนื้อหากินใจและพูดแทนใจสามัญชน 

บ้างก็แฝงไปด้วยอารมณ์ขันชวนสนุก ทำให้หลายคนรู้จักกับภาษาเหนือ และบทเพลงของจรัลยังคงถูกขับร้องทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง สาวมอเตอร์ไซค์, พี่สาวครับ, บ้านบนดอย, สาวเชียงใหม่, ลูกข้าวนึ่ง, หมะเมี๊ยะ, มิดะ, ล่องแม่ปิง, ของกิ๋นคนเมือง, คนสึ่งตึง ที่หลายคงคุ้นหูและรู้จักกันดี รวมถึงบทเพลงอีกจำนวนมาก

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง
จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

นอกจากบทบาทการเป็นนักร้อง จรัลยังเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปินล้านนาให้คนทั่วไปรู้จักเป็นวงกว้าง และยังมีโอกาสแสดงความสามารถทางการแสดงในภาพยนตร์กับละครจำนวนมาก รวมถึงหนึ่งในละครเวทียิ่งใหญ่เรื่องเยี่ยมที่เคยเกิดขึ้นในไทย อย่าง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ หรือ ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า โดย ยุทธนา มุกดาสนิท ซึ่งจรัลได้รับบท ดอนกิโฆเต้ ตัวเอกของเรื่อง มี ศรัณยู วงษ์กระจ่าง รับบทเดียวกันในอีกรอบการแสดง

จากผลงานจำนวนมากมายที่กล่าวมา ทำให้ศิลปินชาวเหนือคนนี้มีภาระจากหน้าที่การงานจำนวนมาก และที่เขาต้องทำงานมากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพื่อเงินทองสำหรับตัวเขาเพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการจะรวบรวมเงินทุนเพื่อจัดตั้งให้เกิด ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนา’ รวมถึงช่วยเหลือความเคลื่อนไหวด้านวัฒนธรรมล้านนาอีกจำนวนมาก 

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

แต่แล้วในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.​ 2544 แผ่นดินล้านนาก็ต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รัก 

จรัล มโนเพ็ชร จากไปไม่มีวันหวนคืน เหลือไว้แต่คุณูปการจำนวนมากที่เคยทำไว้กับเมืองเหนือที่เขารักยิ่ง

“วันนี้ผมกำลังจะทำงานที่ค่อนข้างหนักอีกแล้ว ผมก็หวังใจว่าท่านผู้ชม ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านจะสนับสนุนให้กลุ่มที่ทำงานชมรมส่งเสริมศิลปินล้านนาได้มีโอกาสได้ดูแลให้เป็นมูลนิธิ เพื่อว่าการทำงานจะได้สืบสานมั่นคงต่อไปในภายหน้า เพราะผมเชื่อว่าวันหนึ่งผมก็ต้องจากไป ผมต้องไปอยู่แล้ว ไปวันไหนไม่รู้ และยังมีกิเลสตัณหาอยู่ในกมลสันดานเล็กน้อย คือ ยังห่วงงานตัวเองอยู่ ถ้ามีองค์กรที่มั่นคงดูแลไว้แล้ว ก็น่าจะดี…” 

จรัล มโนเพ็ชร กล่าวก่อนเข้าเพลง อุ๊ยคำ ในคอนเสิร์ต ม่านไหมใยหมอก ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2541

ในวาระครบรอบ 20 ปี การจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่รักศิลปินคนนี้จึงคิดจะทำอะไรบางอย่างขึ้นเพื่อเชิดชูและสานต่อความฝันของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของล้านนาในนาม ‘จรัลรำลึก’ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ความฝันของอ้ายจรัลมีอยู่ไม่กี่เรื่อง อย่างแรก อ้ายจรัลเป็นคนที่อยากทำหอศิลป์สล่าเลาเลือง ซึ่งแปลว่าศิลปินที่งดงามอลังการ เพื่อบันทึกการทำงานทั้งหมดของศิลปินภาคเหนือไว้ ปัจจุบันความฝันนี้ของอ้ายสำเร็จแล้วเมื่อต้นปี และตั้งอยู่ที่จังหวัดลำพูน อีกความฝันของอ้ายจรัลก็คือ การฟื้นผืนแผ่นดินนี้ให้งดงามด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ในอดีต ซึ่งเราต้องการสานฝันอันนี้ของอ้าย” อาจารย์ธเนศวร์ เริ่มเล่าที่มาของโครงการจรัลรำลึกที่เขาจัดทำขึ้นกับเพื่อนฝูง

“เนื่องจากใกล้จะครบวาระยี่สิบปีที่อ้ายจรัลจากไป ลูกสาวบอกกับผมว่า ถ้ารุ่นพ่อไม่ทำอะไร จะไม่มีใครทำอีกแล้วนะ ปัจจุบันลูกสาวของผมอายุสามสิบสอง เขาได้ยินผมพูดเรื่องอ้ายจรัลมาตั้งแต่เล็กๆ แต่คนที่โตมากับเขาไม่มีใครพูดถึงเลย ลูกสาวผมกลายเป็นคนอธิบายเรื่องของอ้ายจรัลให้คนในรุ่นของเขาฟัง เขาเลยรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว คนรุ่นผมต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ให้กับศิลปินที่สร้างความดีไว้กับเมืองเหนือจำนวนมากในวาระนี้

“ตอน พ.ศ. 2520 ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนนั้นผมกับเพื่อนกำลังประชุมกันเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่บ้านของผมในนิวยอร์ก มีแต่คนหัวก้าวหน้าที่อยู่ที่นั้นมารวมกัน แล้วก็มีคนหนึ่งหยิบเทปของอ้ายจรัลมาเปิด ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะเป็นเพลงที่ร้องด้วยภาษาคำเมือง ผมเองก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลง ชอบแต่งเพลง ผมเคยมีความคิดที่อยากจะลองแต่งเพลงภาษาคำเมืองขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้สักที พอได้ยินบทเพลงของอ้ายจรัลในวันนั้น จึงทำให้ผมทึ่งและชื่นชมในศิลปินคนนี้ โดยติดตามผลงานเขาตลอด กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ทีนี้การมีโอกาสได้ไปต่างประเทศ ทำให้ผมได้เห็นไอเดียดีๆ อะไรเท่ๆ จากที่นู่นเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีรูปปั้นของนักเขียนนวนิยายชื่อดังของโลกอยู่ นั่นก็คือ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า (Miguel de Cervantes Saavedra) ผู้ประพันธ์เรื่อง ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า ซึ่งผมทราบมาว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงชื่นชมนักเขียนคนนี้อย่างมาก เมื่อไหร่ที่พระองค์ท่านมีโอกาสไปประเทศจีน ก็จะต้องหาโอกาสไปวางดอกไม้หน้ารูปปั้นนี้ให้ได้ เรื่องราวนี้ทำให้ผมประทับใจอย่างมาก และวันนี้ นี่คือเรื่องราวของศิลปินที่โด่งดังมากที่สุดและเป็นคนแรกของเชียงใหม่ แม้ว่าตัวของอ้ายจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนเขียนถึงอยู่ ผมอาจจะเขียนถึงเยอะกว่าคนอื่นหน่อย” 

อาจารย์ธเนศวร์หัวเราะสนุกหลังแซวตนเอง ก่อนเล่าต่อด้วยความเพลิดเพลิน “ยังคงมีคนฟังเพลงของอ้าย ชื่นชมผลงานของอ้ายอยู่ และปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีใครแทนอ้ายได้ ผมเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อระลึกถึงและชื่นชมผลงานของแก ส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป ผมจึงมีความคิดว่า นี่คือเวลาเหมาะสมแล้วที่เราจะมีรูปปั้นของ จรัล มโนเพ็ชร ตั้งในที่สาธารณะให้ผู้คนได้มาชื่นชมและเรียนรู้แรงบันดาลใจจากอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

โครงการจรัลรำลึกเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 และประกาศให้คนทั่วไปรับทราบถึงแนวคิดการสร้างรูปปั้น จรัล มโนเพ็ชร บนเพจเฟซบุ๊กชื่อเดียวกับโครงการ เพื่อขอระดมทุนสนับสนุนสำหรับการสร้างอนุสาวรีย์

“อ้ายจรัลเป็นศิลปินที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชนผ่านบทเพลงจำนวนมาก เพราะอ้ายมีใจให้กับมวลชนผู้ยากไร้ มีใจให้กับท้องถิ่น ไม่ว่ากี่เพลงต่อกี่เพลงที่ออกมาก็ล้วนเป็นอย่างนี้ตลอด เราเลยตั้งใจกันว่าจะให้การสร้างอนุสาวรีย์ของอ้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมใจของสามัญชนที่รักอ้ายจรัล ซึ่งเราต้องใช้เงินในการทำให้สำเร็จทั้งสิ้นประมาณสี่แสนกว่าบาท แต่ทางโครงการจรัลรำลึกของเราตัดสินใจจะตั้งเป้ายอดระดมทุนไว้ที่ห้าแสนบาท 

“นอกจากค่าทำรูปปั้น เราตั้งใจช่วยสานฝันที่อ้ายอยากช่วยเหลือและส่งเสริมศิลปินล้านนา โดยเงินที่เหลือจากการทำรูปปั้น เราตั้งใจแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่ง สำหรับจัดทำเป็นรางวัลจรัล มโนเพ็ชร มอบให้กับศิลปินที่โดดเด่นเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมทุกๆ ปี สอง เราจะทำกองทุนจรัล มโนเพ็ชร เพื่อมอบทุนให้แก่เด็กที่สนใจด้านศิลปะวัฒนธรรม แต่มีฐานะยากจน ให้มีโอกาสเล่าเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ เราตั้งกฎไว้ว่าจะรายงานยอดระดมทุนทุกสัปดาห์บนเพจ จะไม่มีการถอนแม้แต่บาทเดียว เพราะถือว่านี่เป็นเงินที่พี่น้องบริจาคมาเพื่อทำรูปปั้นอ้ายจรัลเท่านั้น”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ภารกิจการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้กับศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้น

ในแต่ละสัปดาห์หลังจากประกาศการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้คนทั่วไปรับทราบ ทางทีมจรัลรำลึกจะมีการจัดงานเสวนาไลฟ์ผ่านทางเพจจรัลรำลึก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง อันยา โพธิวัฒน์ ภรรยาของจรัล มาพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับจรัล จำนวนทั้งหมด 18 หัวข้อเสวนา อาทิ มรดกของจรัล มโนเพ็ชร ต่อล้านนาและสังคมไทย ผู้คนหลากหลายในเพลงจรัล ลมหายใจเชียงใหม่กับเพลงอ้ายจรัล เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจก็กลับไปตามชมได้ที่เพจจรัลรำลึก หรืออ่านจากหนังสือ กึ๊ดเติงหาอ้ายจรัล ซึ่งรายได้จากการซื้อหนังสือจะถูกนำไปสมทบทุนของโครงการ 

นอกจากงานเสวนายังมีการจัดคอนเสิร์ตจรัลรำลึก ณ เชียงดาว โดยมีศิลปินถิ่นเหนือมาร่วมกันทำการแสดงเพลงของจรัล มโนเพ็ชร เพื่อนำเงินจากตั๋วคอนเสิร์ตมาสนับสนุนโครงการ ซึ่งจัดไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤษภาคม โครงการจรัลรำลึกก็ระดมทุนจนครบตามที่ต้องการได้ในเดือนมกราคมปีนี้ จากการช่วยเหลือของผู้คนที่รักจรัล หลังจากนั้นทางทีมก็เริ่มต้นงานปั้นทันที โดยได้ อาจารย์ภูธิป บุญตันบุตร ศิลปินปั้นมือดีชาวเชียงใหม่รับหน้าที่เป็นประติมากร โดยรูปปั้นจรัล มโนเพ็ชร ที่ทางทีมจรัลรำลึกตั้งใจสร้างขึ้นมานั้น มีขนาดเท่าตัวจริง เป็นศิลปินสามัญชน ไม่สูงใหญ่ ไม่ชูกีตาร์หรือซึงให้ดูอลังการ ไม่อวดตัว ไม่มีแท่นยกสูงจากพื้น หากแต่เรียบง่ายในลักษณะนั่งเล่นกีตาร์บนม้านั่งที่วางกับพื้น เป็นสามัญชนติดดิน ดั่งที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเหนือผู้นี้เป็น

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อ้ายจรัลเป็นคนที่มีรอยยิ้มอบอุ่น นี่เป็นสิ่งที่คนรอบตัวของอ้ายเล่าให้ผมฟัง หลังจากเริ่มต้นปั้นรูปปั้นของอ้าย” อาจารย์ภูทิป เริ่มต้นเล่าเรื่องราวการทำงานปั้น “ผมเริ่มต้นการปั้นจากแบบสเก็ตช์ของ รศ.ดร.สุกรี เกษรเกศรา ที่เป็นผู้แนะนำผมให้เป็นผู้รับผิดชอบการปั้นรูปปั้นของอ้ายจรัล ซึ่งขั้นตอนการปั้น ผมได้รับความช่วยเหลือจากป้าหมู (อันยา โพธิวัฒน์) ภรรยาของอ้ายจรัล เพื่อให้ปั้นออกมาเหมือนอ้ายที่สุด เดิมผมใช้ภาพต้นแบบจากปกเทปที่อ้ายใส่เสื้อหนาๆ 

“ป้าหมูทักว่า ปกติอ้ายจรัลไม่ใส่ ใส่เพื่อถ่ายปกเท่านั้น ป้าหมูเลยกลับไปเอาเสื้อผ้าที่อ้ายใช้จริงๆ มาให้ใช้เป็นแบบ มีทั้งรองเท้า นาฬิกา แหวน ที่อ้ายจรัลใส่บ่อยๆ ซึ่งตอนปั้นส่วนนาฬิกา ถ้าปั้นหน้าปัดโล้นๆ จะดูไม่สวย ก็เลยคิดว่าน่าจะใส่อะไรที่บ่งบอกถึงการรำลึกถึงอ้าย ผมเลยใช้วันสุดท้ายที่อ้ายหยุดไว้ตอนจากไปมาใส่ เพื่อให้ยังอยู่ต่อไป”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อีกส่วนที่มีการปรับค่อนข้างละเอียดก็คือรอยยิ้มของอ้าย ซึ่งผมใช้วิธีศึกษาจากรูปภาพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตอนแรกผมปั้นเป็นหน้าที่ยังไม่ยิ้ม ส่งให้ทีมจรัลรำลึกและหลายคนที่ใกล้ชิดกับอ้ายจรัลดู เกือบทุกคนก็เล่าให้ผมฟังว่า ปกติเวลาอ้ายจรัลอยู่กับคนอื่น อ้ายเป็นคนยิ้มง่าย เป็นคนที่ยิ้มแล้วดูอบอุ่นมาก ทุกคนเลยอยากให้รูปปั้นเป็นตอนอ้ายยิ้ม ผมก็เลยไปค้นหาจังหวะที่อ้ายยิ้มจากบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ แต่ก็ยังคงไม่เหมือนตัวตนของอ้าย 

“กระทั่งป้าหมูส่งภาพถ่ายของอ้ายรูปหนึ่งมาให้ เป็นรูปที่อ้ายจรัลยิ้มเล็กน้อย รวมถึงแววตาของอ้ายก็ยิ้มด้วยเช่นกัน โดยผมได้ความช่วยเหลือจาก อาจารย์อ๊อฟ (อัษฎายุธ อยู่เย็น) มาช่วยปั้นส่วนใบหน้าของอ้าย กระทั่งออกมาเหมือนรอยยิ้มของอ้ายจรัล อย่างที่คนใกล้ชิดของอ้ายเคยได้รับขณะที่อ้ายยังมีชีวิตอยู่” นักปั้นเล่ากระบวนการ

เป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงรักในตัวตนของศิลปินผู้นี้…

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“สำหรับสถานที่ตั้งของรูปปั้นอ้ายจรัล ที่จังหวัดเชียงใหม่เรามีรูปปั้นที่เป็นอนุสาวรีย์ อย่าง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว ผมมองว่านั้นไม่ใช่ตัวตนของอ้ายจรัล” อาจารย์ธเนศวรพูดเรื่องประเด็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ 

“เราตั้งใจว่าจะวางรูปปั้นของอ้ายไว้ใต้ต้นไม้ นั่งเล่นกีตาร์ขับกล่อมผู้คนใต้ต้นไม้อยู่ในมุมเล็กๆ ไม่มีท่าทีอหังการแต่อย่างใด อาจจะต้องก้มผ่านกิ่งไม้เข้าไปถึงจะมองเห็นด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เราอยากให้รูปปั้นของอ้ายตั้งอยู่ในที่สาธารณะ ไม่มีรั้วกั้น อยู่ข้างนอก ผู้คนที่มาโอบกอดอ้ายได้ตลอดเวลา จะร้องเพลงกับอ้ายหรือนั่งกินเบียร์กับอ้ายก็ได้ ยี่สิบสี่ชั่วโมง 

“และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมา จะต้องคอยช่วยดูแลรูปปั้นของอ้ายอย่างแน่นอน นี่ถึงจะเหมาะกับศิลปินสามัญชนติดดิน เราต้องการให้รูปปั้นนี้เป็นสมบัติของประชาชน และให้อ้ายเป็นแรงบันดาลใจกับทุกคน”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ตอนนี้ทีมจรัลรำลึกกำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นขอสถานที่ตั้งให้ตรงตามความตั้งใจไว้ให้ได้มากที่สุด

“ผมยืนยันเรื่องความต้องการให้รูปปั้นของอ้ายอยู่ในที่สาธารณะ เพราะผมเชื่อว่านี่จะเป็นที่ที่อ้ายใกล้ชิดกับผู้คนทั่วไปได้มากที่สุด ผมต้องการให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวของอ้าย บทเพลงของอ้าย รวมถึงให้อ้ายสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ผมมองว่าเพลงของอ้ายส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และยังใช้การได้จนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะปัญหาหลายอย่างที่ถูกพูดในเพลง ก็ยังไม่ถูกแก้ไข 

“อุ๊ยคำ ยังเดี่ยวดายจนถึงทุกวันนี้ สาวโรงบ่ม ก็เปลี่ยนไปจากขี่จักรยานไปโรงบ่มตอนนี้ก็ไปอยู่โรงงานอุตสาหกรรมที่กรุงเทพฯ ปัญหาการจราจรในเพลง ตากับหลาน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สาวมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่เอาแล้วมอเตอร์ไซค์เอารถเก๋งแล้ว มันยังเป็นปัญหาเดิมๆ ที่เปลี่ยนบริบทไปเรื่อยๆ 

“ที่ต้องพูดให้ไปไกลกว่านั้นคือ มนุษย์ทุกคนเกิดมาจากผลผลิตของสังคมในยุคนั้นๆ ประเด็นที่น่าห่วงใยก็คือ เราอยากเห็นคนอย่างอ้ายจรัล มโนเพ็ชร เกิดมาใหม่ในยุคนี้ และอธิบายสังคม ณ ตอนนี้ ซึ่งคือใครกันล่ะ…”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ภาพ : จรัลรำลึก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากสานความฝันของอ้ายจรัล มโนเพ็ชร ในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่สนใจนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมและสภาพสังคม สามารถสนับสนุนผ่านโครงการของจรัลรำลึก ผ่านทาง Facebook : จรัลรำลึก

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load