Vulcan Coalition คือธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการประเภทต่างๆ มีโอกาสทำงานยุคใหม่ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ด้วยศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพราะความสงสารตามค่านิยมสังคมแบบเดิมๆ 

เมื่อช่วงต้นปี สตาร์ทอัพอายุ 2 ปีรายนี้มีผู้พิการเป็น Software Developer มากฝีมือ 3 คนและอาชีพที่เรียกว่า ‘AI Trainer’ อีกกว่า 200 ชีวิต ทำงานอย่างขยันขันแข็งร่วมกันทั้งผู้พิการและไม่พิการ ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่ที่ใส่ใจความเป็นอยู่อย่างดี

หากมองผิวเผิน สองวงการนี้อาจดูอยู่ไม่ใกล้เคียงกันเสียเท่าไร แต่ จูน-เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งของ Vulcan Coalition มองเห็นปัญหาเรื่องโอกาสเข้าถึงงานอย่างเท่าเทียมของผู้พิการในสังคมไทย อาศัยประสบการณ์จากโครงการ The Guidelight ที่เธอตั้งใจขับเคลื่อนและล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปี สร้างสรรค์โมเดลธุรกิจที่ไม่เพียงสร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้ผู้พิการ แต่ยังตอบโจทย์ภาคธุรกิจทั้งทางพาณิชย์และ CSR

“เราฝันจะเป็นบริษัท AI ในประเทศไทยที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยใช้ทักษะและความสามารถของผู้พิการขับเคลื่อน นี่คือเป้าหมายหนึ่งของ Vulcan” จูนกล่าวด้วยความเชื่อมั่น เธออยากเปลี่ยนภาพจำของสังคมที่อาจยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาอย่างเท่าเทียม

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

ในประเทศไทย ต้น พ.ศ. 2563 เรามีผู้พิการในช่วงวัยทำงาน (15 – 59 ปี) ที่มีข้อมูลในระบบราว 845,000 คน 

ในจำนวนนี้มีเพียง 260,000 คนเท่านั้นที่ประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่เป็นด้านเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป ส่วนอีกราว 200,000 คนประกอบอาชีพไหว แต่ยังไม่มีงานทำ และอีก 320,000 คนไม่ระบุข้อมูลเรื่องอาชีพ

เดิมการเข้าถึงโอกาสและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทางการศึกษา สาธารณูปโภคที่ออกแบบอย่างใส่ใจ และการงานที่ดีก็เป็นอุปสรรคสำหรับคนพิการมากอยู่แล้ว ยิ่งเผชิญ COVID-19 อาชีพหลายอย่างต้องหยุดชะงักหรือเสี่ยงภัย กลายเป็นปัญหากระทบชีวิตความเป็นอยู่รุนแรงขึ้นอีกระดับ

ในสถานการณ์เช่นนี้ เรานัดหมายจูนพร้อมชวน 3 Software Developers รุ่นใหม่จาก Vulcan Coalition อย่าง วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์, ณัช-ณัชพล การวิวัฒน์ และ เจเจ-ปริญวุฒิ โรจนเวทย์ มาร่วมวงพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาแบบพวกเขาที่ยังเดินหน้าได้ท่ามกลางวิกฤต

อ่านจบแล้ว สายตาและความคิดของคุณอาจไม่เร่งรีบแปะป้ายใครว่าเป็นผู้พิการตามค่านิยมเดิมๆ อีกต่อไป 

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
เจเจ ณัช วิน จูน (ซ้ายไปขวา)
01

แสงนำทาง

“ถ้าเปรียบเทียบเป็นเมล็ดพันธุ์ เราเคยเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดูโอกาสเติบโตน้อยมากเลย ไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจ ไม่รู้วิธีการบริหารคน มีแค่ใจที่อยากทำเรื่องนี้จริงๆ เพราะสมัยมหาวิทยาลัยเราเจอเพื่อนที่ตาบอด” ซีอีโอสตาร์ทอัพผู้เรียนจบทางด้านกฎหมายเล่าเหตุผลที่เธอเลือกทำงานกับผู้พิการมานานกว่า 5 ปี

แรงบันดาลใจของจูนเริ่มจากการพบเพื่อนผู้พิการทางสายตาสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอค้นพบว่าเขามีศักยภาพไม่ต่างอะไรจากคนทั่วไปเลย เพียงแต่ต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการเรียนรู้และขาดการสนับสนุน จึงก่อตั้ง The Guidelight ขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมหนังสือเสียงและสื่อการสอนให้ผู้พิการ ด้วยความหวังว่าจะเป็นแสงสว่างที่ฉายท่ามกลางความมืดมิด เดินเคียงข้างพวกเขาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

ระหว่างทาง จูนจริงจังถึงขั้นเรียนต่อหลักสูตร Social Entrepreneurship และได้รับคำชี้แนะจาก นุ้ย-พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ แห่ง School of Changemakers และนักสร้างแบรนด์อย่าง บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล คอยพัฒนาตัวเองและโครงการเรื่อยๆ แรกเริ่มเป็นเหมือนโปรเจกต์เสริม แต่ต่อมาลาออกจากงานมาทำเต็มตัว

ก่อนเผชิญความจริงว่า ปัญหาที่เธอพยายามแก้ไขนั้นมีรายละเอียดมากกว่าที่เคยเข้าใจ

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

“ผู้พิการก็เหมือนคนไม่พิการ แต่อาจมีบางมุมที่ซับซ้อนกว่า เช่น บางคนมีสื่อการเรียน ขยัน แต่ครอบครัวบอกว่าออกมาทำงานหาเงินเถอะ เพราะอยากส่งลูกที่ไม่พิการเรียนมากกว่า หรือเรียนจบนะ แต่ไม่มีงานรองรับ การทำ The Guidelight ทำให้เราเข้าใจผู้พิการในหลายๆ มุมมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา”

หลังลองผิดลองถูกพักใหญ่ และใช้เวลาร่วมกับผู้พิการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จูนเข้าใจปัญหาลึกซึ้งขึ้นถึงเชิงโครงสร้าง แต่ยังขาดความเชี่ยวชาญและโมเดลทางธุรกิจที่จะสานความฝันของเธอให้เป็นจริงอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องเฝ้ารอเงินทุนสนับสนุนเพียงอย่างเดียว

การแสวงหาหนทางทำให้เธอมีโอกาสพูดคุยกับ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ซีอีโอของ AVA Advisory ที่พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับการลงทุนและคร่ำหวอดในวงการ

เมื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน จูนค้นพบเส้นทางใหม่ที่รอเธอเลือกเดินอยู่

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
นิรันดร์ ประวิทย์ธนา
02

เทพผู้สร้าง

“จริงๆ AI Scientist ไทยเก่งไม่แพ้จีนหรืออเมริกา แต่เราขาด Ecosystem ที่เอื้อให้พวกเขาเติบโต จะพัฒนา AI ให้ฉลาด ต้องมีข้อมูลที่มากพอ แต่ประเทศเรามีข้อมูลที่ใช้งานได้จริงไม่เยอะ หรือจะเข้าถึงได้ก็ต้องจ่ายแพง นักวิจัยหรือสตาร์ทอัพเล็กๆ จึงแข่งขันได้ยาก” จูนเล่าปัญหาในแวดวง AI ที่นิรันดร์เล่าให้เธอฟัง ในช่วงที่เธอครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้พิการมีอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดี 

ปัจจุบัน AI มีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาก ด้วยศักยภาพการทำงานซับซ้อนได้รวดเร็วโดยไม่รู้สึกเบื่อ ซึ่งต้องอาศัยการป้อนข้อมูลมหาศาลที่ผ่านการระบุและจัดจำแนก (Data Labeling) เข้าไปให้ AI เรียนรู้ คล้ายๆ กับการสอนเด็กให้เกิดปัญญาของตัวเอง บอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร

แต่ประเทศเรายังขาดข้อมูลเหล่านี้ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงบุคลากรที่เป็นดั่งคุณครูของ AI

“เราถามพี่นิรันดร์เลยว่าคนพิการทำงานด้านข้อมูลนี้ได้ไหม ถ้าเป็นงานที่มีความต้องการและมีผู้พิการที่ทำได้ดี คนไม่น่าจะตัดสินพวกเขาแบบที่เคยเป็นมา”

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

เนื่องจากเป็นงานที่ฉีกขนบอาชีพเดิมๆ ของผู้พิการ ทั้งสองลองร่วมมือทดลองแนวคิดนี้กับผู้พิการทางสายตา 30 คนจาก The Guidelight ก่อน โดยชวน เต๋า-ฉัตราวุธ วิริยะสุธี นักพัฒนา AI มาสร้างแพลตฟอร์มให้พวกเขาสามารถฟังไฟล์เสียงและพิมพ์ข้อมูลตามที่ได้ยิน จับคู่กันแล้วนำไปพัฒนาเป็นโมเดล แบบ Text-to-Speech ที่จะช่วยแปลงไฟล์ตัวหนังสือเป็นเสียงได้อย่างรวดเร็ว มอบให้กับสำนักหอสมุดเบญญาลัย มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ปรากฏว่าพวกเขาสามารถเรียนรู้ ทำงานได้ดีและเร็วกว่าคนทั่วไปราว 2 เท่า (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย)

“เราเจอว่าผู้พิการทางสายตาจะระบุแหล่งที่มาของเสียงได้ละเอียดกว่า เพราะสมองจัดระเบียบการทำงานใหม่ เพื่อใช้รับประสาทสัมผัสส่วนอื่นแทนการมองเห็น ในผู้พิการทางการได้ยินก็มีแนวโน้มไปในลักษณะเดียวกัน (ให้ระบุข้อมูลภาพแทนเสียง) นี่กลายเป็นจุดแข็งของผู้พิการในการทำงาน”

เมื่อผู้พิการมีโอกาสใช้ศักยภาพของตัวเองสร้างอาชีพ AI Trainer ที่พวกเขาทำได้ดีจริงๆ โดยไม่ต้องอาศัยความสงสารเพื่อให้ได้งาน จูนตัดสินใจตั้งบริษัททันที โดยนิรันดร์เสนอให้ใช้ชื่อ ‘Vulcan’ เทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง ในเทพปกรณัมโรมัน ผู้สร้างสรรค์อุปกรณ์ต่างๆ ให้เทพบนสรวงสวรรค์ใช้งาน แม้ตัวเองจะตกลงมาและพิการก็ตาม

เพื่อสื่อความหมายว่าผู้พิการคือหนึ่งในบุคคลสำคัญหรือ ‘Vulcan Hero’ ที่จะช่วยขับเคลื่อนวงการ AI ในประเทศไทยให้ไปได้ไกล

“ตอนแรกผู้พิการหลายคนก็รู้สึกว่ายากและไกลตัว แต่หลายคนดีใจที่ได้ใช้ความสามารถของตัวเองจริงๆ และสิ่งที่เขาทำจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้พูดด้วยความเกินจริงเลย”

03

สร้างรายได้ ขับเคลื่อนประเทศ

Vulcan Coalition เปิดรับผู้พิการทั้งทางสายตา การได้ยิน การเคลื่อนไหว และปัญญา ในตำแหน่ง AI Trainer ที่ทำงานจัดระเบียบข้อมูลตามความถนัดของแต่ละคน โดยมีการจัดสอนให้ก่อนเริ่มทำงานจริง และตำแหน่ง Software Developer ที่พัฒนาโมเดล AI และแอปพลิเคชันต่างๆ เหมือนคนไม่พิการ

เมื่อทำงานสำเร็จ ผลงานของพวกเขาจะส่งมอบต่อให้อีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญอย่างภาคธุรกิจและรัฐบาล ที่ช่วยเติมเต็มโมเดลนี้ให้สมบูรณ์ผ่าน 2 วิธีหลักด้วยกัน

หนึ่ง ธุรกิจที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ​ AI จ้าง Vulcan Coalition ให้พัฒนาโมเดล AI หรือจัดทำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มของ Vulcan ที่ออกแบบขึ้นใหม่เพื่องานประเภทนี้โดยเฉพาะ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้บริษัทจ้างงานผู้พิการตามกฎหมาย

เพราะพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 กำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการต้องจ้างผู้พิการเข้าทำงานในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 คน หรือจ่ายเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทนตามมาตรา 34 ไม่เช่นนั้นต้องจ้างเหมาบริการคนพิการตามมาตรา 35 แทน ซึ่งบริษัทสามารถจ้างงานผู้พิการที่ผ่านอบรมการทำข้อมูลของ Vulcan เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

แต่หากองค์กรไม่ได้มีโปรเจกต์ด้าน AI ที่ต้องการความช่วยเหลือ วิธีการที่ 2 ที่พวกเขาทำได้คือลงทุนใน CSR (Corporate Social Responsibility) แทนที่จะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่ม พวกเขาสามารถเปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ มาจ้างผู้พิการที่ผ่านอบรมกับ Vulcan เพื่อทำงาน 2 โปรเจกต์เพื่อสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันแทนตามมาตรา 35

หนึ่ง พัฒนาโมเดล Text-to-Speech เพื่อทำหนังสือเสียงหนึ่งหมื่นเล่ม บริจาคให้สำนักหอสมุดเบญญาลัยฯ

สอง ทำ Open Dataset ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย เพื่อให้นักวิจัย สตาร์ทอัพ หรือใครก็ตามที่อยากทำโมเดล AI ด้านเสียง มีข้อมูลไปใช้สอนโมเดลของเขา

“เรามองว่านี่เป็นโมเดลที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์หมดเลย บริษัทได้ทำ CSR และช่วยประเทศไทยให้มีข้อมูลมากขึ้น ในอนาคต ผู้พิการอาจเห็นโปรดักต์ AI ที่เกิดจากชุดข้อมูลที่เขาทำ มันจะเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขา” จูนเล่าความตั้งใจ พร้อมเสริมว่าทาง Vulcan เป็นผู้ดูแลเรื่องเอกสารการจ้างงานทั้งหมดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงจัดทำงานรายงาน เพื่อบอกว่าผู้พิการทำอะไรบ้างในแต่ละโปรเจกต์

สิ่งที่ผู้พิการได้รับ นอกจากเงินเดือน (ประมาณ 9,250 บาท ทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน) Vulcan ยังเปิดโอกาสให้ผู้พิการเลือกจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมให้ Vulcan นำไปพัฒนา AI โดยพวกเขาแต่ละคนจะถือเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และได้รับเงินปันผล 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ตัวเองดูแล ใครทำมากเท่าไร ยิ่งได้มากเท่านั้น

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

ในตอนแรก การตามหาลูกค้าองค์กรที่เข้าใจประเด็นนี้และยินดีสนับสนุนไม่ใช่เรื่องง่าย จูนจึงลองชวนบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ที่เคยร่วมงานกันตั้งแต่สมัย The Guidelight มาร่วมอุดมการณ์ต่อ เมื่อมีองค์กรใหญ่รายแรกเข้าร่วม องค์กรอื่นๆ ก็เริ่มรู้จักและสนใจสนับสนุน

ล่าสุด Vulcan ร่วมมือกับ SC Asset ให้ผู้พิการช่วยจัดทำข้อมูลและพัฒนาโมเดล AI ใน Smart Home ให้ผู้อยู่อาศัยสั่งการอุปกรณ์ภายในบ้านได้ด้วยเสียง 

“เราดีใจที่เทคโนโลยีนี้จากผู้พิการกำลังถูกนำไปใช้จริงในบ้านราคาหลักสิบล้านบาท สิ่งที่พวกเขาทำมันจับต้องได้ เกิดประโยชน์ และเป็นอิมแพ็คจริงๆ” 

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
04 

ความฝันที่ผู้อื่นไม่อาจปิดกั้น

“ตอนเด็ก ผมเคยบอกครูว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่หลายคนคิดว่าคนตาบอดทำไม่ได้หรอก เป็นอย่างอื่นดีกว่า แต่ผมรู้สึกว่าถ้าเรารักอะไรสักอย่าง เราควรลองทำสิ่งนั้นก่อน” วิน Software Developer ของ Vulcan ผู้กำลังเรียนปริญญาโทด้าน Network Security ควบคู่ไปด้วยเริ่มเล่าชีวิตของเขาให้เราฟัง

วิน ณัช เจเจ ล้วนหลงใหลในความมหัศจรรย์ของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยังเด็กและไขว่คว้าความฝันเรื่อยมา แม้จะเผชิญคำสบประมาท ทั้งสามคนมีประสบการณ์การศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์-ดิจิทัล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และตอนนี้ ทั้งสามคนกำลังร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือให้ลูกค้าของ Vulcan

“ผมสนใจงานนี้เพราะว่ามันช่วยให้คนใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และอยากพิสูจน์ให้คนเห็นว่าผมทำงานนี้ได้ด้วย ผมจะภูมิใจในความสวยงามของแอปพลิเคชัน” เจเจ ผู้ถนัดด้าน Front-End และ Data Visualization เสริมเหตุผลที่เขาเลือกงานสายนี้ และแบ่งปันว่าสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จาก Vulcan คือการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น

ความสนใจทำให้พวกเขาแสวงหาสื่อและวิธีการเรียนรู้ในแบบของตัวเอง เช่น ณัชและเจเจอาศัยการฟังและสัมผัสในการเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรม ประสบการณ์ส่วนตัวเหล่านี้ทำให้ทั้งสามเข้าใจปัญหา จนออกแบบระบบและแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างใส่ใจ ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้งานกลุ่มเดียวกัน

“ผมเน้นย้ำมากกับพี่ๆ ในวงการ User Experience ว่าควรตื่นตัวเรื่องนี้ ถ้าเป็นไปได้ ควรมีผู้พิการอยู่ในทีมออกแบบเลย เรื่องการเข้าถึง (Accessibility) ของผู้ใช้งานกลุ่มต่างๆ ควรจะอยู่ตั้งแต่ขั้นวางแผนพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันใดๆ เลย ถ้ามาคิดเรื่องนี้ทีหลัง ต้นทุนมันจะสูงกว่าในการแก้ด้วย” วินอธิบาย มีหลายสิ่งในสังคมไทย ทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่เราคงเคยพบเห็นว่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผู้พิการเลย (หรือแม้แต่คนทั่วไปด้วย)

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

เช่น ปุ่ม Next หรือ ต่อไป ในแอปพลิเคชัน คนทั่วไปมองลูกศรทางขวาจะพอเข้าใจความหมายทันที แต่สำหรับผู้พิการทางสายตา บางทีโปรแกรมอ่านจอภาพก็อ่านสัญลักษณ์ไม่ออก หรืออ่านออก แต่ไม่เข้าใจบริบท เพราะคำว่าทางขวาไม่ได้มีความหมายกับผู้พิการทางสายตาเสียเท่าไรนัก

เรื่องเหล่านี้สามารถคิดและออกแบบให้ดีขึ้นได้ตั้งแต่ต้น และยังต้องการผู้พิการจำนวนมากมามีบทบาทขับเคลื่อน ออกแบบร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม

“เรามักถูกปิดกั้นด้วยกรอบทางสังคม หลายครั้งจากคนใกล้ตัว แต่ผมอยากให้มุ่งมั่นในสิ่งที่เราเชื่อ ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถ้าทำไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร ในขณะเดียวกัน ผมอยากให้คนทั่วไปให้โอกาสผู้พิการด้วย

“ไม่ต้องแปะป้ายว่าเขาเป็นคนพิการ เพราะเราอาจมีอคติปน และตั้งธงไว้แล้วว่าเขาทำไม่ได้ แต่จริงๆ ผู้พิการเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝันเหมือนกัน เขาอาจทำเหมือนเพื่อนคนอื่นไม่ได้ แต่หลายอย่างมันมีวิธีอื่นทำแทนได้นะ” วินกล่าว สิ่งที่เขาทำตอนนี้คงลบอคติโดยไม่รู้ตัวในใจใครหลายคนไปได้แล้ว

05 

เราอยากทำงานด้วยกัน

“หนึ่งในดีเอ็นเอของ Vulcan คือการเคารพความเหมือนและแตกต่างในตัวของทุกคน” จูนกล่าวปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมาชิกของ Vulcan ทั้งพิการและไม่พิการทำงานร่วมกันราบรื่น

ก่อนผู้พิการตำแหน่งใดๆ เริ่มทำงานจริง Vulcan จะจัดปฐมนิเทศให้พวกเขามีพื้นที่เล่าข้อจำกัดในการทำงานของตัวเองก่อน เช่น ผู้พิการทางสายตาแต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกัน อาจมองเห็นลางๆ หรือตาบอดกลางคืน หรือในกรณีผู้พิการทางการเคลื่อนไหว แต่ละคนมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องปรับการดูแลให้เหมาะสมด้วย

เมื่อรับฟังแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการแสวงหนทางทำงานร่วมกัน

“เราไม่ปิดกั้นและคิดว่าคุณทำสิ่งนี้ไม่ได้ แต่จะถามว่าควรทำอย่างไรให้ทำงานร่วมกันได้ เพราะเราอยากทำงานกับคุณ เป็นสิ่งที่ Management Team ของ Vulcan เรียนรู้ที่จะทำด้วยกันทั้งหมด 

“เช่น พี่เต๋าเป็นหัวหน้าทีมของวิน ณัช เจเจ เขาเชื่อว่าทุกคนทำได้ แค่ชีวิตมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน พี่เต๋าจะรู้ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร แล้วคิดต่อว่าจะบริหารอย่างไร” จูนเล่าวัฒนธรรมองค์กรที่ตั้งใจสร้าง

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

ตั้งแต่เริ่ม Vulcan ออกแบบโครงสร้างการทำงานให้ทีมงานสามารถ Work From Home เพื่อให้เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้พิการ โดย AI Trainer จะมี Group Lead ที่เป็นผู้พิการคอยประกบดูแลการทำงาน เช่น ณัชเป็นผู้พิการทางสายตาและเป็น Group Lead ที่ดูแลสมาชิกที่พิการทางสายตาอีกราว 30 คน สื่อสารกันผ่านทางออนไลน์

“ผมพยายามประสานให้ทุกคนได้มีโอกาสพูดคุยและฟังมุมมองกัน มีให้รีวิวการทำงานในแต่ละสัปดาห์ เจอปัญหาอะไรจะได้หาวิธีแก้ไขด้วยกัน” ณัชเล่า แต่ละสัปดาห์ Group Lead จะเช็กอินกับสมาชิกว่าเป็นอย่างไรบ้าง และเปิดกว้างให้เสนอว่าควรพัฒนาอะไรต่อไป 

นอกจากนี้ Group Lead ยังมีการคุยกับทีมพัฒนาและบริหาร เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ โดยทีมบริหารจะคอยถามว่า Vulcan ช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเขาทำงานดีขึ้นได้อย่างไรอีกบ้าง

“บางทีการทำงานที่เป็นอุปสรรคไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา แต่อาจเป็นเพราะเราหรือแพลตฟอร์มยังมีปัญหา เราคิดว่ามันไม่ใช่การแก้ที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่ต้องทำงานร่วมกัน” ซีอีโอผู้ทำงานด้วยความเข้าใจเล่า

06

โอกาสที่เท่าเทียมเป็นของทุกคน

“หนึ่งอุปสรรคใหญ่คือ โอกาสทางการศึกษาและทำงานของคนพิการในปัจจุบันยังน้อยมากๆ ผู้พิการคนหนึ่งจะไปเรียนคณะที่ไม่เคยมีคนพิการประเภทเดียวกันเรียนมาก่อน เป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย” ณัชเล่าปัญหาที่เพื่อนพ้องน้องพี่เขากำลังพบเจอ หลายครั้งผู้พิการต้องผ่านกระบวนการซับซ้อนกว่าคนทั่วไป จนน่าทอดถอนใจเกินกว่าจะทำอะไร

เมื่อผู้พิการไม่เห็นหนทาง ผสมซ้ำกับการโดนคำพูดดับฝันอย่างไร้ความรับผิดชอบจากคนอื่นอยู่เรื่อยๆ พวกเขาจำนวนไม่น้อยจึงปล่อยชีวิตให้ผ่านเลยไป หากไม่มีองค์กรใดเห็นศักยภาพ ก็เลือกได้แต่งานรายได้น้อยและหมดไฟในที่สุด กลายเป็นวงจรอันน่าเศร้าต่อไปไม่รู้จบ

จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่สถาบันการศึกษาและองค์กรควรเปิดโอกาสให้ผู้พิการอย่างเท่าเทียม แม้รู้สึกยากบ้างในช่วงแรกก็ตาม

“หลายคนมีเจตนาดี แต่ไม่รู้ว่าจะทำงานกับคนพิการอย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมา แทบไม่เคยมีใครสอนเราเรื่องการใช้ชีวิตร่วมงานกับผู้พิการเลย ไม่แปลกที่เกร็งโดยธรรมชาติ ทำตัวไม่ถูก

“แต่สิ่งสำคัญคือ องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมว่าการทำงานกับผู้พิการเป็นเรื่องปกติขององค์กร และเรียนรู้ว่าควรอยู่ร่วมกันอย่างไร ซึ่งผู้นำองค์กรจะเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้คนเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

เมื่อโครงสร้างเอื้ออำนวยและองค์กรต่างๆ ล้วนให้โอกาสอย่างเท่าเทียม เมื่อนั้นผู้พิการคงมีโอกาสทำงานได้ทุกตำแหน่งที่ใจอยาก ไม่เว้นแม้แต่ซีอีโอ

“ในอนาคต ตำแหน่งซีอีโอของ Vulcan Coalition เองก็อาจเป็นของผู้พิการก็ได้ แต่ไม่ว่าจะตำแหน่งใด ถ้าเขามีศักยภาพและพยายาม มันไม่ต้องมาแปะป้ายเลยว่าพิการหรือไม่พิการ” 

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
07

การเรียนรู้ของชีวิต

“ตอนทำ The Guidelight มีช่วงที่ล้มติดๆ กัน และทำอะไรก็ผิดไปหมดทุกอย่าง เลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ มีคนบอกเราว่าให้ตาย คนคนนี้ก็ทำไม่สำเร็จหรอก หรือเราทำสิ่งนี้เพราะอยากได้เงินจากผู้พิการ มันเป็นการทำร้ายความเชื่อและคุณค่าของเราจนเริ่มหมดหวังกับสิ่งนี้” จูนเล่าถึงช่วงเวลาที่มืดมนของช่วงชีวิต

การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมไม่เคยง่าย ปัญหานั้นแสนซับซ้อนชวนปวดหัว สิ่งสำคัญที่ยังทำให้จูนไม่ล้มเลิกและทำต่อจนถึงทุกวันนี้ คือการพบเจอคนที่เข้าใจในสิ่งที่ทำและเชื่อในตัวเธอ เป็นแรงผลักดันสำคัญให้สู้ต่อแม้ต้องแลกกับอะไรมากมาย

นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาสังคมและเปลี่ยนชีวิตผู้คนแล้ว การเดินบนเส้นทางนี้ทำให้ตัวจูนเองเติบโตอย่างก้าวกระโดดในโลกการทำงาน และรู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย

“เราเจอว่าสิ่งที่ตัวเองชอบคือการสร้าง Ecosystem อาจเพราะเราไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่เราเติบโตได้เพราะมี Ecosystem ที่ดี ได้รับโอกาสจากคนอื่น เราเลยอยากออกแบบตรงนี้ให้ทุกคนเติบโตได้เหมือนกัน” จูนกล่าวด้วยรอยยิ้ม หากพืชอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ย่อมเติบโตอย่างงดงาม

เป้าหมายต่อไปเร็วๆ นี้ของ Vulcan Coalition คือการขยับขยายให้งานเข้าถึงผู้พิการหลักพัน และสร้าง Career Path ใหม่ เช่น ฝึกทักษะการบริหารให้ Group Lead เป็นผู้นำที่มีทักษะการดูแลทีมได้ดีขึ้น หรือเปิดตำแหน่งอย่าง Data Specialist

และในอีก 10 ปีข้างหน้า ทีมงานของ Vulcan อาจเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน GDP 1 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ด้วยข้อมูลและ AI ที่ผ่านการสอนโดยคนพิการ

อาจดูไกลตัว แต่ทุกความจริงเริ่มต้นจากความฝันที่ไม่ยอมให้ใครมาจำกัดกรอบ และหวงแหนรักษาไว้ด้วยชีวิตทั้งนั้น

จูน ณัช วิน เจเจ และทีมงาน Vulcan พิสูจน์มาแล้ว และเราเชื่อว่าพวกเขาจะเดินหน้าสร้างเส้นทางแห่งความหวังนี้ต่อไป

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load