Vulcan Coalition คือธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการประเภทต่างๆ มีโอกาสทำงานยุคใหม่ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ด้วยศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพราะความสงสารตามค่านิยมสังคมแบบเดิมๆ 

เมื่อช่วงต้นปี สตาร์ทอัพอายุ 2 ปีรายนี้มีผู้พิการเป็น Software Developer มากฝีมือ 3 คนและอาชีพที่เรียกว่า ‘AI Trainer’ อีกกว่า 200 ชีวิต ทำงานอย่างขยันขันแข็งร่วมกันทั้งผู้พิการและไม่พิการ ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่ที่ใส่ใจความเป็นอยู่อย่างดี

หากมองผิวเผิน สองวงการนี้อาจดูอยู่ไม่ใกล้เคียงกันเสียเท่าไร แต่ จูน-เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งของ Vulcan Coalition มองเห็นปัญหาเรื่องโอกาสเข้าถึงงานอย่างเท่าเทียมของผู้พิการในสังคมไทย อาศัยประสบการณ์จากโครงการ The Guidelight ที่เธอตั้งใจขับเคลื่อนและล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปี สร้างสรรค์โมเดลธุรกิจที่ไม่เพียงสร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้ผู้พิการ แต่ยังตอบโจทย์ภาคธุรกิจทั้งทางพาณิชย์และ CSR

“เราฝันจะเป็นบริษัท AI ในประเทศไทยที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยใช้ทักษะและความสามารถของผู้พิการขับเคลื่อน นี่คือเป้าหมายหนึ่งของ Vulcan” จูนกล่าวด้วยความเชื่อมั่น เธออยากเปลี่ยนภาพจำของสังคมที่อาจยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาอย่างเท่าเทียม

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

ในประเทศไทย ต้น พ.ศ. 2563 เรามีผู้พิการในช่วงวัยทำงาน (15 – 59 ปี) ที่มีข้อมูลในระบบราว 845,000 คน 

ในจำนวนนี้มีเพียง 260,000 คนเท่านั้นที่ประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่เป็นด้านเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป ส่วนอีกราว 200,000 คนประกอบอาชีพไหว แต่ยังไม่มีงานทำ และอีก 320,000 คนไม่ระบุข้อมูลเรื่องอาชีพ

เดิมการเข้าถึงโอกาสและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทางการศึกษา สาธารณูปโภคที่ออกแบบอย่างใส่ใจ และการงานที่ดีก็เป็นอุปสรรคสำหรับคนพิการมากอยู่แล้ว ยิ่งเผชิญ COVID-19 อาชีพหลายอย่างต้องหยุดชะงักหรือเสี่ยงภัย กลายเป็นปัญหากระทบชีวิตความเป็นอยู่รุนแรงขึ้นอีกระดับ

ในสถานการณ์เช่นนี้ เรานัดหมายจูนพร้อมชวน 3 Software Developers รุ่นใหม่จาก Vulcan Coalition อย่าง วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์, ณัช-ณัชพล การวิวัฒน์ และ เจเจ-ปริญวุฒิ โรจนเวทย์ มาร่วมวงพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาแบบพวกเขาที่ยังเดินหน้าได้ท่ามกลางวิกฤต

อ่านจบแล้ว สายตาและความคิดของคุณอาจไม่เร่งรีบแปะป้ายใครว่าเป็นผู้พิการตามค่านิยมเดิมๆ อีกต่อไป 

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
เจเจ ณัช วิน จูน (ซ้ายไปขวา)
01

แสงนำทาง

“ถ้าเปรียบเทียบเป็นเมล็ดพันธุ์ เราเคยเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดูโอกาสเติบโตน้อยมากเลย ไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจ ไม่รู้วิธีการบริหารคน มีแค่ใจที่อยากทำเรื่องนี้จริงๆ เพราะสมัยมหาวิทยาลัยเราเจอเพื่อนที่ตาบอด” ซีอีโอสตาร์ทอัพผู้เรียนจบทางด้านกฎหมายเล่าเหตุผลที่เธอเลือกทำงานกับผู้พิการมานานกว่า 5 ปี

แรงบันดาลใจของจูนเริ่มจากการพบเพื่อนผู้พิการทางสายตาสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอค้นพบว่าเขามีศักยภาพไม่ต่างอะไรจากคนทั่วไปเลย เพียงแต่ต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการเรียนรู้และขาดการสนับสนุน จึงก่อตั้ง The Guidelight ขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมหนังสือเสียงและสื่อการสอนให้ผู้พิการ ด้วยความหวังว่าจะเป็นแสงสว่างที่ฉายท่ามกลางความมืดมิด เดินเคียงข้างพวกเขาไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

ระหว่างทาง จูนจริงจังถึงขั้นเรียนต่อหลักสูตร Social Entrepreneurship และได้รับคำชี้แนะจาก นุ้ย-พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ แห่ง School of Changemakers และนักสร้างแบรนด์อย่าง บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล คอยพัฒนาตัวเองและโครงการเรื่อยๆ แรกเริ่มเป็นเหมือนโปรเจกต์เสริม แต่ต่อมาลาออกจากงานมาทำเต็มตัว

ก่อนเผชิญความจริงว่า ปัญหาที่เธอพยายามแก้ไขนั้นมีรายละเอียดมากกว่าที่เคยเข้าใจ

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

“ผู้พิการก็เหมือนคนไม่พิการ แต่อาจมีบางมุมที่ซับซ้อนกว่า เช่น บางคนมีสื่อการเรียน ขยัน แต่ครอบครัวบอกว่าออกมาทำงานหาเงินเถอะ เพราะอยากส่งลูกที่ไม่พิการเรียนมากกว่า หรือเรียนจบนะ แต่ไม่มีงานรองรับ การทำ The Guidelight ทำให้เราเข้าใจผู้พิการในหลายๆ มุมมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา”

หลังลองผิดลองถูกพักใหญ่ และใช้เวลาร่วมกับผู้พิการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จูนเข้าใจปัญหาลึกซึ้งขึ้นถึงเชิงโครงสร้าง แต่ยังขาดความเชี่ยวชาญและโมเดลทางธุรกิจที่จะสานความฝันของเธอให้เป็นจริงอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องเฝ้ารอเงินทุนสนับสนุนเพียงอย่างเดียว

การแสวงหาหนทางทำให้เธอมีโอกาสพูดคุยกับ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ซีอีโอของ AVA Advisory ที่พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับการลงทุนและคร่ำหวอดในวงการ

เมื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน จูนค้นพบเส้นทางใหม่ที่รอเธอเลือกเดินอยู่

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
นิรันดร์ ประวิทย์ธนา
02

เทพผู้สร้าง

“จริงๆ AI Scientist ไทยเก่งไม่แพ้จีนหรืออเมริกา แต่เราขาด Ecosystem ที่เอื้อให้พวกเขาเติบโต จะพัฒนา AI ให้ฉลาด ต้องมีข้อมูลที่มากพอ แต่ประเทศเรามีข้อมูลที่ใช้งานได้จริงไม่เยอะ หรือจะเข้าถึงได้ก็ต้องจ่ายแพง นักวิจัยหรือสตาร์ทอัพเล็กๆ จึงแข่งขันได้ยาก” จูนเล่าปัญหาในแวดวง AI ที่นิรันดร์เล่าให้เธอฟัง ในช่วงที่เธอครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้พิการมีอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดี 

ปัจจุบัน AI มีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาก ด้วยศักยภาพการทำงานซับซ้อนได้รวดเร็วโดยไม่รู้สึกเบื่อ ซึ่งต้องอาศัยการป้อนข้อมูลมหาศาลที่ผ่านการระบุและจัดจำแนก (Data Labeling) เข้าไปให้ AI เรียนรู้ คล้ายๆ กับการสอนเด็กให้เกิดปัญญาของตัวเอง บอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร

แต่ประเทศเรายังขาดข้อมูลเหล่านี้ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงบุคลากรที่เป็นดั่งคุณครูของ AI

“เราถามพี่นิรันดร์เลยว่าคนพิการทำงานด้านข้อมูลนี้ได้ไหม ถ้าเป็นงานที่มีความต้องการและมีผู้พิการที่ทำได้ดี คนไม่น่าจะตัดสินพวกเขาแบบที่เคยเป็นมา”

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

เนื่องจากเป็นงานที่ฉีกขนบอาชีพเดิมๆ ของผู้พิการ ทั้งสองลองร่วมมือทดลองแนวคิดนี้กับผู้พิการทางสายตา 30 คนจาก The Guidelight ก่อน โดยชวน เต๋า-ฉัตราวุธ วิริยะสุธี นักพัฒนา AI มาสร้างแพลตฟอร์มให้พวกเขาสามารถฟังไฟล์เสียงและพิมพ์ข้อมูลตามที่ได้ยิน จับคู่กันแล้วนำไปพัฒนาเป็นโมเดล แบบ Text-to-Speech ที่จะช่วยแปลงไฟล์ตัวหนังสือเป็นเสียงได้อย่างรวดเร็ว มอบให้กับสำนักหอสมุดเบญญาลัย มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ปรากฏว่าพวกเขาสามารถเรียนรู้ ทำงานได้ดีและเร็วกว่าคนทั่วไปราว 2 เท่า (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย)

“เราเจอว่าผู้พิการทางสายตาจะระบุแหล่งที่มาของเสียงได้ละเอียดกว่า เพราะสมองจัดระเบียบการทำงานใหม่ เพื่อใช้รับประสาทสัมผัสส่วนอื่นแทนการมองเห็น ในผู้พิการทางการได้ยินก็มีแนวโน้มไปในลักษณะเดียวกัน (ให้ระบุข้อมูลภาพแทนเสียง) นี่กลายเป็นจุดแข็งของผู้พิการในการทำงาน”

เมื่อผู้พิการมีโอกาสใช้ศักยภาพของตัวเองสร้างอาชีพ AI Trainer ที่พวกเขาทำได้ดีจริงๆ โดยไม่ต้องอาศัยความสงสารเพื่อให้ได้งาน จูนตัดสินใจตั้งบริษัททันที โดยนิรันดร์เสนอให้ใช้ชื่อ ‘Vulcan’ เทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง ในเทพปกรณัมโรมัน ผู้สร้างสรรค์อุปกรณ์ต่างๆ ให้เทพบนสรวงสวรรค์ใช้งาน แม้ตัวเองจะตกลงมาและพิการก็ตาม

เพื่อสื่อความหมายว่าผู้พิการคือหนึ่งในบุคคลสำคัญหรือ ‘Vulcan Hero’ ที่จะช่วยขับเคลื่อนวงการ AI ในประเทศไทยให้ไปได้ไกล

“ตอนแรกผู้พิการหลายคนก็รู้สึกว่ายากและไกลตัว แต่หลายคนดีใจที่ได้ใช้ความสามารถของตัวเองจริงๆ และสิ่งที่เขาทำจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้พูดด้วยความเกินจริงเลย”

03

สร้างรายได้ ขับเคลื่อนประเทศ

Vulcan Coalition เปิดรับผู้พิการทั้งทางสายตา การได้ยิน การเคลื่อนไหว และปัญญา ในตำแหน่ง AI Trainer ที่ทำงานจัดระเบียบข้อมูลตามความถนัดของแต่ละคน โดยมีการจัดสอนให้ก่อนเริ่มทำงานจริง และตำแหน่ง Software Developer ที่พัฒนาโมเดล AI และแอปพลิเคชันต่างๆ เหมือนคนไม่พิการ

เมื่อทำงานสำเร็จ ผลงานของพวกเขาจะส่งมอบต่อให้อีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญอย่างภาคธุรกิจและรัฐบาล ที่ช่วยเติมเต็มโมเดลนี้ให้สมบูรณ์ผ่าน 2 วิธีหลักด้วยกัน

หนึ่ง ธุรกิจที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ​ AI จ้าง Vulcan Coalition ให้พัฒนาโมเดล AI หรือจัดทำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มของ Vulcan ที่ออกแบบขึ้นใหม่เพื่องานประเภทนี้โดยเฉพาะ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้บริษัทจ้างงานผู้พิการตามกฎหมาย

เพราะพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 กำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการต้องจ้างผู้พิการเข้าทำงานในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 คน หรือจ่ายเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทนตามมาตรา 34 ไม่เช่นนั้นต้องจ้างเหมาบริการคนพิการตามมาตรา 35 แทน ซึ่งบริษัทสามารถจ้างงานผู้พิการที่ผ่านอบรมการทำข้อมูลของ Vulcan เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

แต่หากองค์กรไม่ได้มีโปรเจกต์ด้าน AI ที่ต้องการความช่วยเหลือ วิธีการที่ 2 ที่พวกเขาทำได้คือลงทุนใน CSR (Corporate Social Responsibility) แทนที่จะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่ม พวกเขาสามารถเปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ มาจ้างผู้พิการที่ผ่านอบรมกับ Vulcan เพื่อทำงาน 2 โปรเจกต์เพื่อสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันแทนตามมาตรา 35

หนึ่ง พัฒนาโมเดล Text-to-Speech เพื่อทำหนังสือเสียงหนึ่งหมื่นเล่ม บริจาคให้สำนักหอสมุดเบญญาลัยฯ

สอง ทำ Open Dataset ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย เพื่อให้นักวิจัย สตาร์ทอัพ หรือใครก็ตามที่อยากทำโมเดล AI ด้านเสียง มีข้อมูลไปใช้สอนโมเดลของเขา

“เรามองว่านี่เป็นโมเดลที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์หมดเลย บริษัทได้ทำ CSR และช่วยประเทศไทยให้มีข้อมูลมากขึ้น ในอนาคต ผู้พิการอาจเห็นโปรดักต์ AI ที่เกิดจากชุดข้อมูลที่เขาทำ มันจะเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขา” จูนเล่าความตั้งใจ พร้อมเสริมว่าทาง Vulcan เป็นผู้ดูแลเรื่องเอกสารการจ้างงานทั้งหมดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงจัดทำงานรายงาน เพื่อบอกว่าผู้พิการทำอะไรบ้างในแต่ละโปรเจกต์

สิ่งที่ผู้พิการได้รับ นอกจากเงินเดือน (ประมาณ 9,250 บาท ทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน) Vulcan ยังเปิดโอกาสให้ผู้พิการเลือกจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมให้ Vulcan นำไปพัฒนา AI โดยพวกเขาแต่ละคนจะถือเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และได้รับเงินปันผล 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ตัวเองดูแล ใครทำมากเท่าไร ยิ่งได้มากเท่านั้น

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

ในตอนแรก การตามหาลูกค้าองค์กรที่เข้าใจประเด็นนี้และยินดีสนับสนุนไม่ใช่เรื่องง่าย จูนจึงลองชวนบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ที่เคยร่วมงานกันตั้งแต่สมัย The Guidelight มาร่วมอุดมการณ์ต่อ เมื่อมีองค์กรใหญ่รายแรกเข้าร่วม องค์กรอื่นๆ ก็เริ่มรู้จักและสนใจสนับสนุน

ล่าสุด Vulcan ร่วมมือกับ SC Asset ให้ผู้พิการช่วยจัดทำข้อมูลและพัฒนาโมเดล AI ใน Smart Home ให้ผู้อยู่อาศัยสั่งการอุปกรณ์ภายในบ้านได้ด้วยเสียง 

“เราดีใจที่เทคโนโลยีนี้จากผู้พิการกำลังถูกนำไปใช้จริงในบ้านราคาหลักสิบล้านบาท สิ่งที่พวกเขาทำมันจับต้องได้ เกิดประโยชน์ และเป็นอิมแพ็คจริงๆ” 

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
04 

ความฝันที่ผู้อื่นไม่อาจปิดกั้น

“ตอนเด็ก ผมเคยบอกครูว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่หลายคนคิดว่าคนตาบอดทำไม่ได้หรอก เป็นอย่างอื่นดีกว่า แต่ผมรู้สึกว่าถ้าเรารักอะไรสักอย่าง เราควรลองทำสิ่งนั้นก่อน” วิน Software Developer ของ Vulcan ผู้กำลังเรียนปริญญาโทด้าน Network Security ควบคู่ไปด้วยเริ่มเล่าชีวิตของเขาให้เราฟัง

วิน ณัช เจเจ ล้วนหลงใหลในความมหัศจรรย์ของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยังเด็กและไขว่คว้าความฝันเรื่อยมา แม้จะเผชิญคำสบประมาท ทั้งสามคนมีประสบการณ์การศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์-ดิจิทัล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และตอนนี้ ทั้งสามคนกำลังร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือให้ลูกค้าของ Vulcan

“ผมสนใจงานนี้เพราะว่ามันช่วยให้คนใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และอยากพิสูจน์ให้คนเห็นว่าผมทำงานนี้ได้ด้วย ผมจะภูมิใจในความสวยงามของแอปพลิเคชัน” เจเจ ผู้ถนัดด้าน Front-End และ Data Visualization เสริมเหตุผลที่เขาเลือกงานสายนี้ และแบ่งปันว่าสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จาก Vulcan คือการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น

ความสนใจทำให้พวกเขาแสวงหาสื่อและวิธีการเรียนรู้ในแบบของตัวเอง เช่น ณัชและเจเจอาศัยการฟังและสัมผัสในการเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรม ประสบการณ์ส่วนตัวเหล่านี้ทำให้ทั้งสามเข้าใจปัญหา จนออกแบบระบบและแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างใส่ใจ ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้งานกลุ่มเดียวกัน

“ผมเน้นย้ำมากกับพี่ๆ ในวงการ User Experience ว่าควรตื่นตัวเรื่องนี้ ถ้าเป็นไปได้ ควรมีผู้พิการอยู่ในทีมออกแบบเลย เรื่องการเข้าถึง (Accessibility) ของผู้ใช้งานกลุ่มต่างๆ ควรจะอยู่ตั้งแต่ขั้นวางแผนพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันใดๆ เลย ถ้ามาคิดเรื่องนี้ทีหลัง ต้นทุนมันจะสูงกว่าในการแก้ด้วย” วินอธิบาย มีหลายสิ่งในสังคมไทย ทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ที่เราคงเคยพบเห็นว่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผู้พิการเลย (หรือแม้แต่คนทั่วไปด้วย)

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

เช่น ปุ่ม Next หรือ ต่อไป ในแอปพลิเคชัน คนทั่วไปมองลูกศรทางขวาจะพอเข้าใจความหมายทันที แต่สำหรับผู้พิการทางสายตา บางทีโปรแกรมอ่านจอภาพก็อ่านสัญลักษณ์ไม่ออก หรืออ่านออก แต่ไม่เข้าใจบริบท เพราะคำว่าทางขวาไม่ได้มีความหมายกับผู้พิการทางสายตาเสียเท่าไรนัก

เรื่องเหล่านี้สามารถคิดและออกแบบให้ดีขึ้นได้ตั้งแต่ต้น และยังต้องการผู้พิการจำนวนมากมามีบทบาทขับเคลื่อน ออกแบบร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม

“เรามักถูกปิดกั้นด้วยกรอบทางสังคม หลายครั้งจากคนใกล้ตัว แต่ผมอยากให้มุ่งมั่นในสิ่งที่เราเชื่อ ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถ้าทำไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร ในขณะเดียวกัน ผมอยากให้คนทั่วไปให้โอกาสผู้พิการด้วย

“ไม่ต้องแปะป้ายว่าเขาเป็นคนพิการ เพราะเราอาจมีอคติปน และตั้งธงไว้แล้วว่าเขาทำไม่ได้ แต่จริงๆ ผู้พิการเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝันเหมือนกัน เขาอาจทำเหมือนเพื่อนคนอื่นไม่ได้ แต่หลายอย่างมันมีวิธีอื่นทำแทนได้นะ” วินกล่าว สิ่งที่เขาทำตอนนี้คงลบอคติโดยไม่รู้ตัวในใจใครหลายคนไปได้แล้ว

05 

เราอยากทำงานด้วยกัน

“หนึ่งในดีเอ็นเอของ Vulcan คือการเคารพความเหมือนและแตกต่างในตัวของทุกคน” จูนกล่าวปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมาชิกของ Vulcan ทั้งพิการและไม่พิการทำงานร่วมกันราบรื่น

ก่อนผู้พิการตำแหน่งใดๆ เริ่มทำงานจริง Vulcan จะจัดปฐมนิเทศให้พวกเขามีพื้นที่เล่าข้อจำกัดในการทำงานของตัวเองก่อน เช่น ผู้พิการทางสายตาแต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกัน อาจมองเห็นลางๆ หรือตาบอดกลางคืน หรือในกรณีผู้พิการทางการเคลื่อนไหว แต่ละคนมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องปรับการดูแลให้เหมาะสมด้วย

เมื่อรับฟังแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการแสวงหนทางทำงานร่วมกัน

“เราไม่ปิดกั้นและคิดว่าคุณทำสิ่งนี้ไม่ได้ แต่จะถามว่าควรทำอย่างไรให้ทำงานร่วมกันได้ เพราะเราอยากทำงานกับคุณ เป็นสิ่งที่ Management Team ของ Vulcan เรียนรู้ที่จะทำด้วยกันทั้งหมด 

“เช่น พี่เต๋าเป็นหัวหน้าทีมของวิน ณัช เจเจ เขาเชื่อว่าทุกคนทำได้ แค่ชีวิตมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน พี่เต๋าจะรู้ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร แล้วคิดต่อว่าจะบริหารอย่างไร” จูนเล่าวัฒนธรรมองค์กรที่ตั้งใจสร้าง

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer

ตั้งแต่เริ่ม Vulcan ออกแบบโครงสร้างการทำงานให้ทีมงานสามารถ Work From Home เพื่อให้เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้พิการ โดย AI Trainer จะมี Group Lead ที่เป็นผู้พิการคอยประกบดูแลการทำงาน เช่น ณัชเป็นผู้พิการทางสายตาและเป็น Group Lead ที่ดูแลสมาชิกที่พิการทางสายตาอีกราว 30 คน สื่อสารกันผ่านทางออนไลน์

“ผมพยายามประสานให้ทุกคนได้มีโอกาสพูดคุยและฟังมุมมองกัน มีให้รีวิวการทำงานในแต่ละสัปดาห์ เจอปัญหาอะไรจะได้หาวิธีแก้ไขด้วยกัน” ณัชเล่า แต่ละสัปดาห์ Group Lead จะเช็กอินกับสมาชิกว่าเป็นอย่างไรบ้าง และเปิดกว้างให้เสนอว่าควรพัฒนาอะไรต่อไป 

นอกจากนี้ Group Lead ยังมีการคุยกับทีมพัฒนาและบริหาร เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ โดยทีมบริหารจะคอยถามว่า Vulcan ช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเขาทำงานดีขึ้นได้อย่างไรอีกบ้าง

“บางทีการทำงานที่เป็นอุปสรรคไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา แต่อาจเป็นเพราะเราหรือแพลตฟอร์มยังมีปัญหา เราคิดว่ามันไม่ใช่การแก้ที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่ต้องทำงานร่วมกัน” ซีอีโอผู้ทำงานด้วยความเข้าใจเล่า

06

โอกาสที่เท่าเทียมเป็นของทุกคน

“หนึ่งอุปสรรคใหญ่คือ โอกาสทางการศึกษาและทำงานของคนพิการในปัจจุบันยังน้อยมากๆ ผู้พิการคนหนึ่งจะไปเรียนคณะที่ไม่เคยมีคนพิการประเภทเดียวกันเรียนมาก่อน เป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย” ณัชเล่าปัญหาที่เพื่อนพ้องน้องพี่เขากำลังพบเจอ หลายครั้งผู้พิการต้องผ่านกระบวนการซับซ้อนกว่าคนทั่วไป จนน่าทอดถอนใจเกินกว่าจะทำอะไร

เมื่อผู้พิการไม่เห็นหนทาง ผสมซ้ำกับการโดนคำพูดดับฝันอย่างไร้ความรับผิดชอบจากคนอื่นอยู่เรื่อยๆ พวกเขาจำนวนไม่น้อยจึงปล่อยชีวิตให้ผ่านเลยไป หากไม่มีองค์กรใดเห็นศักยภาพ ก็เลือกได้แต่งานรายได้น้อยและหมดไฟในที่สุด กลายเป็นวงจรอันน่าเศร้าต่อไปไม่รู้จบ

จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่สถาบันการศึกษาและองค์กรควรเปิดโอกาสให้ผู้พิการอย่างเท่าเทียม แม้รู้สึกยากบ้างในช่วงแรกก็ตาม

“หลายคนมีเจตนาดี แต่ไม่รู้ว่าจะทำงานกับคนพิการอย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมา แทบไม่เคยมีใครสอนเราเรื่องการใช้ชีวิตร่วมงานกับผู้พิการเลย ไม่แปลกที่เกร็งโดยธรรมชาติ ทำตัวไม่ถูก

“แต่สิ่งสำคัญคือ องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมว่าการทำงานกับผู้พิการเป็นเรื่องปกติขององค์กร และเรียนรู้ว่าควรอยู่ร่วมกันอย่างไร ซึ่งผู้นำองค์กรจะเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้คนเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

เมื่อโครงสร้างเอื้ออำนวยและองค์กรต่างๆ ล้วนให้โอกาสอย่างเท่าเทียม เมื่อนั้นผู้พิการคงมีโอกาสทำงานได้ทุกตำแหน่งที่ใจอยาก ไม่เว้นแม้แต่ซีอีโอ

“ในอนาคต ตำแหน่งซีอีโอของ Vulcan Coalition เองก็อาจเป็นของผู้พิการก็ได้ แต่ไม่ว่าจะตำแหน่งใด ถ้าเขามีศักยภาพและพยายาม มันไม่ต้องมาแปะป้ายเลยว่าพิการหรือไม่พิการ” 

Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ ในฐานะ AI Trainer
07

การเรียนรู้ของชีวิต

“ตอนทำ The Guidelight มีช่วงที่ล้มติดๆ กัน และทำอะไรก็ผิดไปหมดทุกอย่าง เลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ มีคนบอกเราว่าให้ตาย คนคนนี้ก็ทำไม่สำเร็จหรอก หรือเราทำสิ่งนี้เพราะอยากได้เงินจากผู้พิการ มันเป็นการทำร้ายความเชื่อและคุณค่าของเราจนเริ่มหมดหวังกับสิ่งนี้” จูนเล่าถึงช่วงเวลาที่มืดมนของช่วงชีวิต

การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมไม่เคยง่าย ปัญหานั้นแสนซับซ้อนชวนปวดหัว สิ่งสำคัญที่ยังทำให้จูนไม่ล้มเลิกและทำต่อจนถึงทุกวันนี้ คือการพบเจอคนที่เข้าใจในสิ่งที่ทำและเชื่อในตัวเธอ เป็นแรงผลักดันสำคัญให้สู้ต่อแม้ต้องแลกกับอะไรมากมาย

นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาสังคมและเปลี่ยนชีวิตผู้คนแล้ว การเดินบนเส้นทางนี้ทำให้ตัวจูนเองเติบโตอย่างก้าวกระโดดในโลกการทำงาน และรู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย

“เราเจอว่าสิ่งที่ตัวเองชอบคือการสร้าง Ecosystem อาจเพราะเราไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่เราเติบโตได้เพราะมี Ecosystem ที่ดี ได้รับโอกาสจากคนอื่น เราเลยอยากออกแบบตรงนี้ให้ทุกคนเติบโตได้เหมือนกัน” จูนกล่าวด้วยรอยยิ้ม หากพืชอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ย่อมเติบโตอย่างงดงาม

เป้าหมายต่อไปเร็วๆ นี้ของ Vulcan Coalition คือการขยับขยายให้งานเข้าถึงผู้พิการหลักพัน และสร้าง Career Path ใหม่ เช่น ฝึกทักษะการบริหารให้ Group Lead เป็นผู้นำที่มีทักษะการดูแลทีมได้ดีขึ้น หรือเปิดตำแหน่งอย่าง Data Specialist

และในอีก 10 ปีข้างหน้า ทีมงานของ Vulcan อาจเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน GDP 1 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ด้วยข้อมูลและ AI ที่ผ่านการสอนโดยคนพิการ

อาจดูไกลตัว แต่ทุกความจริงเริ่มต้นจากความฝันที่ไม่ยอมให้ใครมาจำกัดกรอบ และหวงแหนรักษาไว้ด้วยชีวิตทั้งนั้น

จูน ณัช วิน เจเจ และทีมงาน Vulcan พิสูจน์มาแล้ว และเราเชื่อว่าพวกเขาจะเดินหน้าสร้างเส้นทางแห่งความหวังนี้ต่อไป

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load