“เมื่อก่อนรั้วของอาคารศาลากลางกินบริเวณจนชิดถนนพระปกเกล้าเลย จนสมัยผู้ว่าฯ ชัยยา พูนศิริวงศ์ ถึงมีการขยับรั้วให้ชิดเข้ามาอยู่หน้าอาคาร พอรั้วเข้าไป เชียงใหม่ก็ได้จัตุรัสของเมือง เป็นพื้นที่สาธารณะแห่งแรกของเชียงใหม่” อาจารย์จุลทัศน์ กิติบุตร ศิลปินแห่งชาติและคณะกรรมการบริหารเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ กล่าว

ในสวนด้านหลังสำนักงาน Chaing Mai Architects Collaborative สำนักงานสถาปนิกของอาจารย์จุลทัศน์ใจกลางเมืองเก่าเชียงใหม่ อาจารย์รำลึกความหลังถึงพื้นที่ก่อนจะมาเป็นข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่คนเชียงใหม่คุ้นเคย

“เมื่อก่อนผมพักที่นี่ (สำนักงานฯ-ผู้เขียน) มีธุระกับทางราชการก็เดินจากบ้านเลียบถนนราชดำเนิน เลี้ยวขวาไปนิดเดียวก็ถึงศาลากลางเชียงใหม่ ที่จำได้ดีไม่ใช่เพราะอยู่ใกล้บ้าน แต่อาคารหลังนี้เป็นอาคารทรงตะวันตกหลังแรกๆ ของเมือง คนเมืองเรียกกันในชื่อ ‘ตึกฝรั่ง’ เป็นอาคารที่สัดส่วนสวยและน่าประทับใจมาก ขณะเดียวกัน จัตุรัสด้านหน้าในยุคต่อมาก็กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่จัดงาน รวมไปถึงพื้นที่ทางการเมืองของคนเชียงใหม่” อาจารย์จุลทัศน์กล่าว

จากสำนักงาน ผมเดินไปตามเส้นทางที่อาจารย์บอก หันหน้าไปทางดอยสุเทพ เลียบถนนราชดำเนิน เลี้ยวขวาบริเวณสี่แยกกลางเวียงสู่ถนนพระปกเกล้า เดินต่ออีกไม่ถึง 5 นาที จะพบลานโล่งสุดสายตา เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พญามังราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง หนึ่งกษัตริย์ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ และอีก 2 สหายกษัตริย์ที่ปรึกษาในการตั้งเมืองตามพงศาวดาร  

ผู้คนรู้จักพื้นที่ดังกล่าวในชื่อ ‘ข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์’ ส่วนอาคารฝรั่งที่อาจารย์จุลทัศน์พูดถึงคือ ‘อาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่’ หรือ ‘หอศิลป์สามกษัตริย์’ ที่อยู่ด้านหลัง กระนั้นคนในท้องที่ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะคุ้นปากเรียกว่า ศาลากลางเก่า ตามหน้าที่ดั้งเดิมของมัน

ศาลากลางหลังเก่าถูกเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปวัฒนธรรมหลังใหม่และแห่งแรกของเมือง เมื่อ พ.ศ. 2545 หากตามราชกิจจานุเบกษา ระบุว่าอาคารหลังดังกล่าวแรกเริ่มถูกสร้างเป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ ในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม เปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2462

อาคารศาลากลางหลังเก่า ก่อนมีการขยับรั้วเข้าไปด้านในเพื่อสร้างข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถ่ายโดยบุญเสริม สาตราภัย พ.ศ. 2512

แน่นอนว่า พ.ศ. 2562 นี้ อาคารมีอายุครบ 100 ปีพอดี  

ถ้าเทียบกับสิ่งปลูกสร้างในเมืองที่สถาปนาขึ้นเมื่อกว่า 700 ปี มาแล้วอย่างเชียงใหม่ อาคารอายุ 100 ปี ดูจะไปวัดไปวากับวัดวาอายุอย่างน้อยๆ ก็ 500 ปี ที่ตั้งอยู่โดยรอบไม่ได้ กระนั้น ถ้ามองในมุมกลับ จะมีอาคารที่สร้างขึ้นในยุคสมัยใหม่สักกี่หลังที่ยังคงตระหง่านข้ามเวลามาได้ถึงศตวรรษ และยังคงมีการใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่นับรวมความหมายเชิงพื้นที่ที่อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ ซึ่งเกาะเกี่ยวกับความเป็นเมืองเชียงใหม่มาเกินกว่าอายุของอาคาร ไม่รู้ต่อกี่เท่า 

ครับ, บทความนี้ผมจะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์ของอาคารหลังนี้กัน ประวัติศาสตร์ของที่ดินก่อนอาคารจะปลูกสร้าง ก่อนจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ประชุม และห้องรับแขกกลางเวียงของคนเชียงใหม่

1

ณ ที่ที่เป็นศูนย์กลาง 

เมื่อพิมพ์คำว่าหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ใน Google Maps แผนที่ดาวเทียมจะเผยให้เห็นทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางเขตเมืองเก่า ที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำและแนวกำแพงเมืองเก่าในรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เสาหลักเมืองเชียงใหม่ หรือ ‘อินทขิล’ จึงรประดิษฐานไว้ ณ วัดสะดือเมือง (วัดอินทขิล-ชื่อปัจจุบัน) วัดที่ว่ากันว่าตั้งอยู่ในพื้นที่สะดือ หรือจุดศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เพียงเดินข้ามถนน 

ในแผนที่เมืองเชียงใหม่ฉบับ พ.ศ. 2436 ซึ่งเป็นแผนที่ทางการฉบับแรกๆ ของเมือง ทำเลของหอศิลป์สามกษัตริย์ในปัจจุบันยังปรากฏอยู่ในชื่อ หอพระแก้วร้าง สอดคล้องไปกับตำนานพระแก้วมรกตที่ระบุว่าเมื่อพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายลำดับที่ 9 อัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเขลางค์นคร (ลำปาง) มายังเชียงใหม่ พระองค์ทรงสร้างโลหะปราสาทสำหรับประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้ ก่อนจะมีการอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวงระหว่าง พ.ศ. 2011 – 2096

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
ภาพอาคารศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ เมื่อครั้งใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) พ.ศ. 2468

ปัจจุบันพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ โลหะปราสาทที่เชียงใหม่ไม่มีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับหอพระแก้วร้างที่ปรากฏเพียงชื่อบนแผนที่โบราณ กระนั้นก็มีข้อสันนิษฐานหนึ่งที่ว่า แนวกำแพงโบราณที่ถูกขุดพบและจัดแสดงอยู่ชั้นใต้ดินหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ (พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นภายหลัง) ด้านหลังอาคารหอศิลปวัฒนธรรมฯ อาจเป็นแนวกำแพงของโลหะปราสาท สถานที่ที่เคยใช้ประดิษฐานพระแก้วมรกต  

ใช่เพียงความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์และความเชื่อ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นศูนย์บัญชาการทางการเมืองและจุดเริ่มต้นของความทันสมัยของเชียงใหม่ ความที่ว่าในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ ก่อนที่มณฑลพายัพ (ชื่อเรียกเชียงใหม่และจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ ระหว่าง พ.ศ. 2442 – 2476) จะเป็นจังหวัดของสยาม ปรากฏหลักฐานของการสร้างคุ้มหลวงหรือสถานที่พำนักและว่าราชการของเจ้าผู้ครองนครในละแวกดังกล่าวหลายต่อหลายครั้ง ภายหลังโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของภาคเหนืออย่างโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ถือกำเนิดจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ประทานพื้นที่คุ้มหลวงบางส่วนสำหรับสร้างโรงเรียน โดยพื้นที่ที่ว่าอยู่เยื้องกับข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ในปัจจุบัน

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
แนวกำแพงโบราณที่มีการค้นพบด้านหลังหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

และนั่นเป็นช่วงเวลาไม่นานก่อนที่เชียงใหม่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม และมีการจัดสร้างและเปิดใช้ อาคารศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ ใน พ.ศ. 2462 อาคารก่ออิฐถือปูนความสูง 2 ชั้น ครอบด้วยหลังคาทรงปั้นหยา มีคอร์ตกลางอยู่ภายใน นี่คืออาคารทรงโคโลเนียลหลังแรกๆ หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่ของอดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา

ศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพเปิดทำการอยู่ได้เพียง 13 ปี ภายหลังคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง สยามเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2475 อาคารหลังเดิมถูกเปลี่ยนนามให้เป็นที่รู้กันในเจเนเรชันหลังว่า ศาลากลางเชียงใหม่ 

เสี้ยวหนึ่งของความเคลื่อนไหวบนพื้นที่อันเป็นศูนย์กลางนครโบราณที่ยังคงมีชีวิต เป็นเช่นนี้

2

ย้ายศูนย์ราชการ

“แต่เดิมเกือบทุกสำนักงานของรัฐรวมอยู่ในอาคารนี้หมด แต่พอเมืองขยายขึ้น มีผู้คนมาใช้ชีวิตอยู่มากขึ้น พื้นที่เดิมจึงไม่อาจรองรับได้พอ” สุวารี วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ชี้ให้ผมดูตราสำนักงานคลังและตราสำนักงานสรรพากร ซึ่งประดับอยู่บนผนังด้านหลังของอาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ หลักฐานของการเคยมีอยู่ของสำนักงานราชการ

แม้ไม่ใช่อาคารทรงโคโลเนียลหลังแรก หากความที่ว่านี่เป็นอาคารทรงโคโลเนียลที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้งานภายในได้ การมีอยู่ของอาคารหลังนี้ในยุคแรกจึงเป็นเรื่องน่าตื่นตาสำหรับคนเชียงใหม่เป็นพิเศษ

สอดคล้องกับความเห็นของอาจารย์จุลทัศน์ ที่ชวนผมย้อนคิดถึงสภาพเมืองเมื่อศตวรรษที่แล้ว เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการลอดใต้ถุนเรือนเป็นสิ่งอัปมงคล คนเชียงใหม่จึงใช้ชีวิตอยู่ในเรือนไม้ชั้นเดียวเป็นหลัก กระทั่งช่วงรัชกาลที่ 4 ที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้า และนำเทคโนโลยีและค่านิยมการสร้างอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นเข้ามา เหล่าเจ้าผู้ครองนคร ข้าหลวง และเศรษฐี จึงนิยมสร้างบ้านเรือนแบบตะวันตกเพื่อสะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งและทันสมัย สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เข้ามาเปลี่ยนความคิดและความเชื่อของผู้คนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย กระนั้นสิ่งปลูกสร้างเกือบทั้งหมดก็ล้วนเป็นพื้นที่เฉพาะของอภิสิทธิ์ชน หรือไม่ก็สำนักงานของบริษัทเอกชน มีเพียงอาคารศาลากลางหลังนี้ที่เป็นพื้นที่สาธารณะหนึ่งในไม่กี่แห่งที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมพื้นที่ภายในได้ 

กระทั่งผ่านไปเกินครึ่งศตวรรษ ราวทศวรรษ 2520 ภายหลังที่เชียงใหม่เปลี่ยนสถานะจากจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยสู่เมืองท่องเที่ยวชั้นนำ รวมไปถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรัฐระดับภูมิภาคแห่งแรกของประเทศ อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่เริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่มีศูนย์ราชการบรรจุรวมกันอยู่ในอาคารทรงโคโลเนียลความสูง 2 ชั้นเพียงหลังเดียว ซึ่งไม่พอรองรับประชาชนผู้มาใช้บริการ 

“น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 2520 ที่ผู้ว่าฯ ชัยยาริเริ่มแนวคิดในการย้ายศูนย์ราชการจังหวัดไปตั้งอยู่นอกเมือง และความที่พื้นเพของผู้ว่าฯ เป็นสถาปนิกผังเมืองมาก่อน ทศวรรษนั้นจึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกายภาพเมืองครั้งสำคัญของเชียงใหม่” 

สุวารีพูดถึงชัยยา พูนศิริวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2530) ผู้ว่าฯ คนเดียวกับที่อาจารย์จุลทัศน์บอกว่า เป็นผู้ดำริให้มีการขยับแนวรั้วของศาลากลาง ก่อนมีการจัดสร้างข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ใน พ.ศ. 2526 ซึ่งนอกจากผลงานที่ว่า เขายังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้มีการบูรณะโบราณสถานภายในและรอบสี่เหลี่ยมคูเมือง โดยเฉพาะประตูท่าแพที่มีการสร้างแนวกำแพงและประตูขึ้นใหม่พร้อมกับลานอเนกประสงค์ด้านหน้าในปี 2528 ทั้งยังมีการทำทางเท้ารอบคูเมือง เปลี่ยนผ่านจากเมืองที่เคยซ้อนทับกับซากปรัก สู่เมืองที่กลมกลืนไปกับโบราณสถาน กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
ตราสัญลักษณ์สำนักงานคลังและสรรพากรเชียงใหม่

ข้อเสนอของผู้ว่าฯ ชัยยาในการย้ายศาลากลางออกไปนอกเมือง มาพร้อมกับคำถามที่ว่า แล้วอาคารโคโลเนียลหลังเดิมหลังนี้จะเปลี่ยนไปทำหน้าที่อะไร แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนอาคารศาลากลางให้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จึงเกิดขึ้นด้วยความเห็นชอบจากภาคประชาคมในเชียงใหม่

“คุณูปการที่สำคัญของการก่อสร้างข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์คือ มันได้กลายมาเป็นพื้นที่กลางที่ให้ชาวเชียงใหม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เห็นได้ชัดคือช่วง 6 ตุลาฯ นักศึกษาเชียงใหม่ออกมาประท้วงรัฐบาลในพื้นที่ดังกล่าว หรืออย่าง พ.ศ. 2529 ที่เกิดการเสนอโครงการก่อสร้างกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ คนเชียงใหม่ก็รวมตัวกันคัดค้านกันที่นี่

“การมีพื้นที่สาธารณะแบบนี้มันเอื้อให้เกิดเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง อย่างการระดมความเห็นในการเปลี่ยนศาลากลางหลังเก่าให้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมฯ รวมไปถึงการขับเคลื่อนให้ภาครัฐย้ายเรือนจำหญิงที่สร้างทับคุ้มหลวงเวียงแก้วในอดีต เพื่อปรับพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ ก็เกิดขึ้นที่นี่” สุวารีกล่าว

ผ่านการเคลื่อนไหวทั้งในภาคประชาชนและการผลักดันผ่านร่างนโยบายในรัฐสภามาเกือบทศวรรษ ท้ายที่สุด พ.ศ. 2539 จึงจัดได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะปีที่ครบรอบ 700 ปี ของการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ หากยังเป็นปีที่สำนักงานราชการทั้งหมดได้ย้ายออกจากอาคารศาลากลางหลังเดิม และเริ่มต้นการบูรณะอาคารหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมระดับภูมิภาคหลังแรกของประเทศไทย

3

เปลี่ยนผ่านอย่างมีวัฒนธรรม

“ก่อนหน้านี้ในเชียงใหม่แทบไม่มีโครงการบูรณะอาคารเก่าให้เป็นพิพิธภัณฑ์เลย ทุกอย่างจึงเหมือนต้องเรียนรู้ใหม่หมด” ปานเทพ วิริยานนท์ วิศวกรผู้ควบคุมการบูรณะอาคารศาลากลางหลังเก่า กล่าว

ต้นทศวรรษ 2540 ภายหลังสำนักงานราชการทั้งหมดย้ายไปตั้ง ณ ศูนย์ราชการแห่งใหม่บนถนนโชตนา ชานเมืองทางทิศเหนือของเทศบาลนครเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าของโครงการได้ทำการว่าจ้าง บริษัท มรดกโลก จำกัด ออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์หลังใหม่สวมทับเข้าไปในอาคารศาลากลางหลังเก่า โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัด อลงกต ที่ปานเทพทำงานอยู่ รับหน้าที่บูรณะและก่อสร้าง

22 ปีให้หลัง วิศวกรรุ่นใหญ่ผู้นี้ได้กลับมายังอาคารที่เขาและทีมงานเคยใช้เวลาขลุกอยู่กับมันกว่า 4 ปี เปลี่ยนผ่านจากอาคารสำนักงานสู่พิพิธภัณฑ์ เขากำลังเดินนำผมสำรวจช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านนั้น

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

ปานเทพเล่าว่าหนึ่งในความท้าทายของโครงการนี้คือโจทย์ที่กรมศิลาปากรขอให้ผู้ก่อสร้างเก็บอัตลักษณ์เดิมของอาคารไว้ให้มากที่สุด กระนั้นในยุคสมัยดังกล่าว องค์ความรู้เรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่ายังไม่ได้แพร่หลายหรือมีการศึกษาลงลึกเช่นทุกวันนี้ แต่เคราะห์ดีที่ว่าเชียงใหม่ไม่เคยขาดแคลนช่างหัตถศิลป์มากฝีมือ และเขาได้รับความร่วมมือจากผู้รู้และสล่าเหล่านี้เป็นอย่างดี 

“แต่ก่อนอาคารไม่ได้มีแปลนอย่างที่เห็น จะมีแค่พื้นที่ส่วนหน้าอย่างเดียว แล้วค่อยมีการต่อเติมในยุคต่อมาเรื่อยๆ เช่น อาคารด้านหลังฝั่งทิศเหนือนี่สร้างขึ้นหลังอาคารส่วนหน้าราวสามสิบปี ส่วนบริเวณด้านข้างฝั่งเจดีย์แปดเหลี่ยม (อาคารฝั่งวัดอินทขิล-ผู้เขียน) เดิมเป็นลานโล่ง เพิ่งมีการก่อสร้างอาคารรูปตัวแอล (L) มาล้อมจนเกิดเป็นคอร์ตด้านหลังในช่วงเวลาห้าสิบปีให้หลังมานี้” นั่นคือกายภาพล่าสุดของอาคารศาลากลางก่อนที่ปานเทพจะเริ่มบูรณะ 

จากภายนอก ปานเทพชี้ให้ผมเห็นหลังคาที่เขาต้องเปลี่ยนกระเบื้องใหม่หมด เช่นเดียวกับกรอบประตู หน้าต่าง และฝ้า ทั้งนี้การเปลี่ยนใหม่ในความหมายของปานเทพ คือการถอดรื้อของเก่าออกจากอาคาร นำชิ้นส่วนที่ได้ไปตามหาช่างไม้พื้นเมืองที่สามารถแกะแบบ เพื่อผลิตซ้ำในเวอร์ชันที่สมบูรณ์ หรือใกล้เคียงกับของเดิมให้ได้มากที่สุด

“กลอนประตู กุญแจ กระเบื้องเซรามิก ปูนปั้น นี่ก็ทั้งหมด ต้องตระเวนไปทั่วภาคเหนือเพื่อหาสล่ามาผลิตให้ แต่ยังไม่ยากเท่างานผนัง ซึ่งเคยถึงกับถอดใจกันมาแล้ว” ปานเทพเล่าถึงส่วนที่ยากที่สุด คือการบูรณะผนังทั้งภายในและภายนอกอาคารที่ทรุดโทรมอย่างหนักจากความชื้นสะสม รวมไปถึงการทำตามข้อกำหนดกับกรมศิลปากรที่ว่าอาคารหลังนี้ต้องฉาบด้วยปูนโบราณ

เดินผ่านส่วนนิทรรศการที่อาคารด้านหน้า ปานเทพชี้ให้ผมมองไปยังปล่องระบายอากาศสีขาวที่ประทับอยู่บนผนังของทางเดินยาวในอาคารด้านหลัง ปล่องถูกวางเว้นระยะเท่าๆ กัน เรียงต่อกันยาวไปสุดผนัง เหล่านี้คือเทคนิคที่ทีมงานเลือกใช้ เจาะรูเนื้อคอนกรีตบนผนัง ต่อท่อออกมาเพื่อระบายอากาศและขับไล่ความชื้น จากนั้นนำตาข่ายเหล็กมาปิดพวกมันไว้ และหล่อปูนปั้นบริเวณขอบปล่องเพื่อความสวยงาม คอนกรีตถูกควบคุมอุณหภูมิด้วยวิธีดังกล่าว 

ปล่องระบายอากาศที่ใช้ระบายความชื้นภายหลังการบูรณะอาคาร

“พอจัดการความชื้นเสร็จ ต่อมาก็เรื่องการฉาบปูน ทีมงานต้องลงพื้นที่ไปสำรวจตามวัดเก่าแก่ต่างๆ ทั่วเชียงใหม่ เพื่อหาส่วนผสมของปูนโบราณตามข้อกำหนด แต่กลับไม่พบวัดแห่งไหนเพิ่งมีการบูรณะผนังปูนเลย จึงตามไปถึงช่างปูนที่มีองค์ความรู้เหล่านี้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ในเชียงใหม่ เราเดินทางลงไปถึงวัดในจังหวัดเพชรบุรี แต่สุดท้ายก็ไม่พบอยู่ดี” 

หลังจากงมเข็มอยู่เป็นเดือนๆ ท้ายที่สุดปานเทพจึงปรึกษากรมศิลปากร และทดลองส่วนผสมปูนฉาบให้ได้บุคลิกแบบสิ่งปลูกสร้างโบราณในพื้นที่มากที่สุด ผ่านการทดลองอยู่หลายครั้ง เขาพบว่าหินที่เกิดจากการนำไปเผาเพื่อทำปูนขาวในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อนำมาผสมกับทราย น้ำ และปูนขาว หมักทิ้งไว้ราว 3 เดือน กลายเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดสำหรับการฉาบผนัง และพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่หลังนี้ก็มีพื้นผิวที่งดงามอย่างโบราณสมใจ

ปานเทพใช้เวลา 2 ปี (2540 – 2542) ในการบูรณะอาคาร และอีก 2 ปีให้หลัง (2542 – 2544) ในการทำงานร่วมกับนักออกแบบ นักวิชาการ และตัวแทนจากภาคประชาสังคมเชียงใหม่ จัดสร้างส่วนแสดงนิทรรศการภายใน โดยยังไม่ทันที่พิพิธภัณฑ์จะได้เปิดทำการ อาคารหลังนี้ก็ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทที่ทำการสาธารณะ โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2542  

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เปิดทำการอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นประธานในพิธีเปิด

“การที่อาคารที่เรามีส่วนในการบูรณะ ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แต่นั่นทำให้ผมปลื้มใจได้ไม่เท่าความประทับใจระหว่างการทำงานที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคนเชียงใหม่ เหมือนได้เห็นว่าทุกคนต่างเฝ้าคอยและตระหนักดีว่า อาคารหลังนี้คือสมบัติของเมือง คือสมบัติร่วมของพวกเขา 

สุวารี วงศ์กองแก้ว (ซ้าย) และปานเทพ วิริยานนท์ (ขวา) ขณะพูดคุยในงาน Curator Talk 100 ปี การเปลี่ยนผ่านสู่อาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

“ขณะเดียวกันเมื่อมารู้ภายหลังว่าหอศิลป์ฯ แห่งนี้จุดประกายให้เกิดการบูรณะอาคารราชการหลังเก่า เพื่อจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดต่างๆ ก็ยิ่งพบว่าโครงการที่เราทำมันมีคุณค่าต่อชีวิตเรามาก” วิศวกรที่ปัจจุบันย้ายไปใช้ชีวิตอยู่บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าถึงหนึ่งในโครงการก่อสร้างที่สำคัญอันดับต้นๆ ในชีวิตการทำงาน และเขายังคงจดจำในทุกการเปลี่ยนผ่านได้ดี

4

มากกว่าพิพิธภัณฑ์ 

สุวารี วงศ์กองแก้ว เป็นหนึ่งในคนเชียงใหม่อีกหลายคนที่มีส่วนในการผลักดันให้เกิดหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่อย่างเป็นรูปธรรม หากแตกต่างก็ตรงที่ภายหลังหอศิลป์ฯ​ ได้รับการจัดสร้างแล้วเสร็จ เธอก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการของที่นี่ ปัจจุบันสุวารีดำรงตำแหน่งนี้มา 17 ปี

พื้นเพจากการทำงานในภาคประชาชน ก่อนจะรับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่ ในบทบาทของผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ โจทย์ของการบริหารจัดการจึงแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ทั่วไป

“เชียงใหม่เป็นเมืองที่ผู้คนแอ็กทีฟต่อเรื่องเมืองมาก การเกิดขึ้นของหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ก็มาจากกระบวนการการมีส่วนร่วม อันเป็นแรงขับเคลื่อนจากภาคประชาสังคม นี่คือบุคลิกสำคัญของการเกิดขึ้นของสถานที่แห่งนี้ เมื่อเราเข้ามาทำงานเราก็ต้องพยายามรักษาบุคลิกนี้ไว้” สุวารีกล่าว

บุคลิกที่ว่าคือการคงสถานะพื้นที่ส่วนกลาง หรือพื้นที่สาธารณะ ที่เปิดให้ภาคประชาสังคมเคลื่อนไหว แสดงออกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะของเมืองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

“แน่นอน ในฐานะหอศิลปวัฒนธรรม เราคือพื้นที่ที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมตามกรอบของพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยทำเลที่อยู่กลางเมืองและการมีพื้นที่อเนกประสงค์รองรับกิจกรรมอันหลากหลายเหล่านี้ ถือเป็นต้นทุนที่ดีในการมีส่วนนำการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเราเริ่มต้นและปฏิบัติเช่นนี้เสมอมานับตั้งแต่หอศิลป์ฯ เปิดทำการ”

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่

ส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนดังกล่าว เช่น การเปิดเวทีระดมความคิดเห็นในการปรับปรุงทัณฑสถานหญิงที่สร้างทับคุ้มหลวงเวียงแก้วในอดีตให้กลายเป็นสวนสาธารณะ (ปัจจุบันข้อเสนอผ่านมติเห็นชอบจากรัฐมนตรี มีการย้ายทัณฑสถานหญิงออกไปได้สำเร็จ และพื้นที่อยู่ระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร)

การก่อตั้งโครงการ ‘ฟื้น บ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่’ ทำงานร่วมกับชาวบ้านในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและสิ่งแวดล้อมภายในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ การเปิดห้องสมุดฟื้นบ้านย่านเวียงเชียงใหม่บริเวณด้านหลังหอศิลป์ฯ ห้องสมุดที่ผู้เขียนมองว่าเป็นห้องสมุดชุมชนที่เป็นมิตรและดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ 

การจัดตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ การจัดเสวนา Urban Talk เชื้อเชิญวิทยากรผู้มีความรู้เรื่องการพัฒนาเมืองหลากสาขามาแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้คนในชุมชน มีส่วนในการจัดทำเทศบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคารในเขตพื้นที่เมืองเก่า รวมไปถึงเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเชียงใหม่ (พื้นที่สี่เหลี่ยมคูเมืองและดอยสุเทพ) ให้เข้าไปอยู่ในลิสต์พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก ฯลฯ

สำรวจประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งศตวรรษของเมือง ผ่านอาคาร หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา (บูรณะจากอาคารศาลแขวงหลังเก่า)

“ทีมงานของหอศิลป์ฯ คอยตั้งโจทย์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งโจทย์ที่เป็นพื้นฐานอย่างจะทำอย่างไรให้คนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของเรามากขึ้น ไปจนถึงกระบวนการในการขับเคลื่อนเมืองให้เท่าทันสถานการณ์และเห็นผล โดยไม่ได้จมอยู่แต่กับรูปแบบเดิมๆ ด้วยเหตุนี้หัวใจสำคัญของหอศิลป์ฯ จึงไม่ได้อยู่แค่การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม แต่เราพยายามทำทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว สิ่งแวดล้อม ผังเมือง การส่งเสริมการอ่าน และอีกหลากหลายเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของการพัฒนา และทำให้เมืองเชียงใหม่น่าอยู่” สุวารีกล่าว

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ปิดปรับปรุงพื้นที่ส่วนนิทรรศการครั้งใหญ่ไปเมื่อ พ.ศ. 2559 ก่อนจะเปิดทำการอีกครั้งพร้อมนิทรรศการที่มีการอัพเดตเนื้อหาและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อปลาย พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ปัจจุบันหอศิลป์ฯ เปิดทำการ พร้อมกับหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ (ตั้งอยู่ด้านหลัง) และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา (ซึ่งเกิดจากการบูรณะอาคารศาลแขวงเก่า ฝั่งตรงข้ามข่วงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) ในนามเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ ภายใต้การบริหารจัดการโดยคณะกรรมการเครือข่ายฯ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของตัวแทนจากภาครัฐ นักวิชาการ สื่อมวลชน และตัวแทนจากภาคประชาชนหลากวิชาชีพ 

จากศูนย์กลางทางความเชื่อและศาสนาแต่ดั้งเดิม สู่ศูนย์กลางการเมืองตัวแทนจากสยาม และการปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอด 1 ศตวรรษ อาคารทรงโคโลเนียลหลังเดิมยังคงตระหง่านเด่นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์แบบบนลงล่าง (Top Down) มาสู่ศูนย์กลางร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนในสังคมประชาธิปไตยร่วมสมัย ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนรักในการเดินพิพิธภัณฑ์

กล่าวตามตรง แม้มีนิทรรศการที่จัดแสดงได้มาตรฐาน ก็ไม่อาจบอกได้ว่าหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ คือพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในประเทศ

กระนั้น หากมองในเชิงบทบาทของการมีส่วนร่วม และสถานะของการเป็นสถาบันที่มีส่วนในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมือง พูดได้เต็มคำว่า พิพิธภัณฑ์ของคนเชียงใหม่ในอาคารที่เพิ่งมีอายุ 100 ปี ไปหมาดๆ หลังนี้ ไม่เป็นสองรองใคร

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load