บนตึกพิพิธภัณฑ์สีขาว ปรากฏแผ่นภาพขนาดยักษ์ที่ห้อยลงมาจากดาดฟ้าอาคาร ในภาพนั้นมีคน (เด็กชาย?) 2 คนกำลังจ้องมองกัน ชวนให้เราพินิจพิเคราะห์ความเหมือนและความต่างของพวกเขาไปในที คนหนึ่งผิวขาวผมทอง ใส่ชุดสีเขียวอ่อนพาดผ้าพันคอและอุ้มแกะน้อย ชัดเจนเช่นเดียวกับภาพจำจากสมัยที่เราได้เปิดหนังสือ เจ้าชายน้อย อ่านครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว ส่วนอีกคนนั้นดูแปลกตาไปสักหน่อย ถึงแม้ว่าเขาจะใส่ชุดยาว มีดาวประดับอยู่ที่ไหล่ แถมยังถือดาบที่บ่งบอกยศถาบรรดาศักดิ์คล้ายเจ้าชายน้อย แต่สีผิวของเขากลับเข้มเหมือนเมล็ดโกโก้ อีกทั้งจมูกและโหนกแก้มยังใหญ่กว่า มองเห็นเป็นสรีระของชาติพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เขาคือใครกันนะ

ภาพนี้แขวนไว้เพื่อโฆษณาเชิญชวนให้เข้าชมนิทรรศการ ‘เจ้าชายน้อย : หนังสือ การสะสมและการสนทนาข้ามวัฒนธรรม’ ที่กำลังจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นงานที่นำตัวละครในดวงใจของหลายๆ คนอย่างเจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) จากบทประพันธ์ของ อ็องตวน แซ็งแตกซูว์เปรี (Antoine de Saint-Exupéry) มาร้อยเรียงและเล่าเรื่องในมุมมองที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ในวาระครบรอบ 77 ปี การตีพิมพ์ เจ้าชายน้อย เล่มแรก เราจึงเดินทางไปพูดคุยกับ อาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ผู้เป็นภัณฑารักษ์หลักของโชว์นี้ ถึงที่มาที่ไปและความน่าสนใจที่ห้ามพลาดในนิทรรศการ ถือเป็นการแหวกม่านเรียกน้ำย่อย ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะได้ตามไปชมกันเมื่อพิพิธภัณฑ์เปิดอีกครั้งหลังวิกฤต COVID-19

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

วิธีเล่าเรื่องในมุมมองของนักมานุษยวิทยา

คนในแวดวงพิพิธภัณฑ์ทราบกันดีว่า นิทรรศการหมุนเวียนของพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมักมีความ ‘ไม่ธรรมดา’ เสมอ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 โดยมหาวิทยาลัยมอบหมายให้คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเป็นผู้ดูแล ในส่วนของวัตถุในคอลเลกชันนั้นมีหลากหลายประเภทและมีจำนวนเหลือคณานับ ลากยาวตั้งแต่ซากฟอสซิลอายุนับล้านปี หม้อไหบ้านเชียง จนถึงสิ่งของที่เพิ่งพ้นสมัยนิยมกันไปเมื่อทศวรรรษก่อน อาทิ เครื่องเล่นแผ่นเสียงปากแตร เชี่ยนหมากทองเหลือง เป็นต้น 

“ในเมื่อเราเป็นพิพิธภัณฑ์ทางมานุษยวิทยา (Thammasat Museum of Anthropology) ที่มุ่งจัดแสดงผ่านแนวคิดและมุมมองตามความเชี่ยวชาญของคณะฯ เราคาดหวังว่า วัตถุสิ่งของจะพาผู้ชมไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับมิติทางสังคมวัฒนธรรมและมนุษย์ทั้งในฐานะกลุ่มบุคคลและมนุษยชาติ” อาจารย์สุดแดนเท้าความ 

“อย่างเช่นนิทรรศการที่ผ่านมา ‘แสง สิ่งของ และการมองเห็น’ เราจัดแสดงสิ่งของที่นักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาได้มาจากงานภาคสนาม ซึ่งของแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นถึงความคิดและมุมมองที่เกี่ยวกับของชิ้นนั้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความคิดและมุมมองของผู้ครอบครองด้วย 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“หรือนิทรรศการ ‘I Think the old days are really gone-ภาพวูบไหวในคำบอกเล่าของเมืองเชียงใหม่’ เล่าถึงผู้คนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมรดกวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ คนเมือง นักโทษ แรงงานไทใหญ่ และธุรกิจสีเทาของเมือง ผ่านการจัดแสดงสิ่งของ เช่น ภาพถ่าย วัตถุทางวัฒนธรรมล้านนา และจดหมายที่ส่งออกมาจากคุก เป็นต้น

“เราพยายามจัดแสดงและสร้างกิจกรรมเพื่อตอบรับกับนิยามใหม่ๆ ของพิพิธภัณฑ์ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงสถาบันความรู้ที่ไม่แสวงหากำไร แต่ถูกเรียกร้องบทบาทเชิงปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น เช่น เป็นพื้นที่เพื่อการสนทนาที่เท่าเทียมกันระหว่างวัฒนธรรม การตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และมุ่งไปสู่ความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางสังคม นิทรรศการ เจ้าชายน้อย : หนังสือ การสะสมและการสนทนาข้ามวัฒนธรรม’ เป็นอีกนิทรรศการหนึ่งที่มุ่งไปในทางนี้”

อาจารย์สุดแดนรู้จักหนังสือ เจ้าชายน้อย มาทั้งแต่สมัยมัธยม เรื่องราวที่เรียบง่ายของเจ้าชายที่ต้องออกเดินทางเพราะทะเลาะกับดอกไม้ ระเห็จไปตามดาวต่างๆ จนมาพบกับนักบินปีกหักบนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก สำหรับเขา เชื่อมโยงไปถึงปรัชญาที่เป็นนามธรรม มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน อีกทั้งความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้สัมพันธ์ด้วย 

และถึงแม้ตัวเขาเองจะสะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับ เจ้าชายน้อย ไว้บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่อยากจะจัดเป็นนิทรรศการ จนวันหนึ่งได้ไปอ่านเจอคำถามหนึ่งในบนโลกออนไลน์ที่จุดประกายให้กับเขา

“ฉันแค่อยากรู้ว่า อ็องตวน แซ็งแตกซูว์เปรี จะเคยได้ยินชื่อ ซารา บาร์ตแมน ไหมนะ…” 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

คำถามนี้โยงสองคนที่ชีวิตดูเหมือนจะสวนทางกัน คนหนึ่งเป็นนักเขียนดังของฝรั่งเศส ชื่นชอบและประทับใจวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองแอฟริกัน และเป็นผู้สร้างเจ้าชายน้อยผู้มีจิตใจอันแสนจะงดงามขึ้นมา กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ถูกขาย ให้กับเจ้าของคณะโชว์และคนฝึกสัตว์ชาวฝรั่งเศส เพื่อมาเปิดแสดงเป็นของแปลกจากแอฟริกา ก่อนที่จะมาเสียชีวิตอย่างตกต่ำที่กรุงปารีส  

“นึกขึ้นมาได้ว่า เรารู้จักคนทั้งสองคนนี่นา ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ได้ดูนิทรรศการ La Saga de l”Homme : L’Homme Exposé (มหากาพย์แห่งมนุษยชาติ : การจัดแสดงมนุษย์)  ที่พิพิธภัณฑ์แห่งมนุษยชาติ (Musée de l’ Homme) ปารีส ได้เห็นร่างจำลองของซารา บาร์ตแมน คนเดียวกันนี้แหละจัดแสดงอยู่” อาจารย์สุดแดนเล่า 

“เรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัวนานเป็นปี และคิดพยายามจะโยงเรื่องทั้งหมดนี้เข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่หนังสือที่เคยอ่านสมัยวัยรุ่น ของสะสม การเผชิญหน้าทางวัฒนธรรม ความเป็นอาณานิคม มานุษยวิทยา และด้านมืดของ (การจัดแสดงใน) พิพิธภัณฑ์”

 หรือ ซารา คือในคนผิวสีที่กำลังประจัญหน้าเจ้าชายน้อยบนโปสเตอร์นั่นเอง?

สารพันสิ่งของจากดวงดาว B 612

เมื่อเราเข้าไปด้านในห้องจัดแสดง เราจะได้เห็นกับสารพัดสิ่งของที่เกี่ยวกับ เจ้าชายน้อย ตั้งแต่ตุ๊กตากระจุกกระจิก เสื้อยืด กล่องขนม กล่องดนตรี ชุดถ้วยชา ไปจนถึงแผนที่ของพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อยจากญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้บ่งบอกอิทธิพลและความโด่งดังของตัวละครนี้ในวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ดี แต่ชุดวัตถุที่เตะตาเราอย่างมาก คือรูปปั้นตัวละครต่างๆจากหนังสือ เจ้าชายน้อย ที่ทำจากเซรามิก กระจายอยู่ตามตู้ต่างๆ และสร้างสรรค์สถานการณ์ในเรื่องออกมาเป็นภาพสามมิติอย่างงดงาม 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“เราได้ร่วมมือกับศิลปินเซรามิกจากสุโขทัยท่านหนึ่ง คือ คุณเฉลิมเกียรติ บุญคง จากโมทนาเซรามิก เพื่อปั้นรูปเจ้าชายน้อยกำลังสนทนากับ ซารา บาร์ทแมน ซึ่งเป็นฉากสำคัญของนิทรรศการ เราเล่าเค้าโครงความคิดของนิทรรศการให้กับผู้ปั้นและเปิดโอกาสให้ผู้ปั้นใช้ความคิดและจินตนาการต่ออย่างอิสระ

“จากการตีความต่อของผู้สร้าง ช่วยทำให้นิทรรศการนี้ซับซ้อนมากขึ้นอย่างน่าสนใจ และยังมีของสะสมอีกชุดหนึ่ง เป็นเซรามิกรูปบุคคลอื่นๆ ที่เจ้าชายน้อยได้พบเจอระหว่างการเดินทางผ่านดวงดาวต่างๆ เช่น นักภูมิศาสตร์ คนจุดโคม นักธุรกิจ ชายขี้เมา ที่เราจัดแสดงรวมไว้ในตู้ทะเลทราย ซึ่งเป็นผลงานของชาวสุโขทัยอีกคนหนึ่ง คือคุณภารุจีร์ บุญชุ่ม ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ที่ผันตัวมาเป็นช่างปั้นเซรามิกอิสระ” 

อาจารย์สุดแดนกล่าวอย่างภูมิใจ “ของจัดแสดงอีกชิ้นหนึ่งที่ชอบมาก ตื่นเต้นมาก มีความหมายมาก และได้มาอย่างบังเอิญ ซึ่งได้รับการอนุเคราะห์ให้ยืมจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ก็คือ หมาป่าอาร์กติกสตัฟฟ์ขนสีขาวสะอาด กำลังขดตัวหลับชั่วนิรันดร์อยู่อย่างสงบ แม้มิใช่สุนัขจิ้งจอกทะเลทรายอย่างที่กล่าวไว้ในเรื่อง แต่ความน่ารักของมันก็เป็นตัวแทนและชวนให้นึกถึง Fennex Fox ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของแซ็งแตกซูว์เปรี ผู้เขียนหนังสือ เจ้าชายน้อย ขณะที่เขาเป็นนักบินประจำการอยู่ที่แหลมจูบี แอฟริกา”

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

นักเขียน / นักบิน / กวี / คนนอก / ผู้แสวงหา

พอพูดถึงผู้เขียน เราจึงชวนอาจารย์คุยถึงบุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง เจ้าชายน้อย สักนิด เราทราบจากในนิทรรศการว่า อ็องตวน แซ็งแตกซูว์เปรี มีชีวิตอยู่ระหว่างช่วงมรสุมของสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ตั้งแต่เด็ก เขาตื่นเต้นกับสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ‘เครื่องบิน’ มาเสมอ การเป็นนักบินคืออีกอาชีพที่เขาทำควบคู่กับงานเขียน และงานเขียนของเขาหลายเล่มพูดถึงประสบการณ์การบินของเขา

แม้แต่ตัวละคร ‘นักบิน’ ในเรื่อง เจ้าชายน้อย ที่ทำเครื่องบินตกในทะเลทรายก็อ้างอิงมาจากประสบการณ์ของเขา ใน ค.ศ. 1940 เขาลี้ภัยจากฝรั่งเศสไปสหรัฐอเมริกา และเขียน เจ้าชายน้อย ใน ค.ศ. 1943 จากคำยุยงของเพื่อน (ทำให้วรรณกรรมชิ้นนี้ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษก่อนฝรั่งเศส) ปีต่อมาเขาหายสาบสูญไปขณะขับเครื่องบินลาดตระเวน Lockheed P-38 Lighting 

“เพราะว่าเขาเป็นนักบิน เขาเป็นนักเดินทางและชอบผจญภัย การได้พบผู้คนหลากวัฒนธรรมท่ามกลางสถานการณ์คับขัน โดดเดี่ยว อาจทำให้เขามีความเข้าใจชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่ละเอียดอ่อน” อาจารย์สุดแดนตั้งข้อสันนิษฐานไว้อย่างน่าสนใจ 

นอกจากนี้ในรูปเล่มที่สำหรับนักอ่านผู้ใหญ่ ดูมันจะเป็นหนังสือเด็กเกินไป และสำหรับเด็กมันก็เป็นหนังสือผู้ใหญ่เกินไปนั้น มีเค้าว่าผู้เขียนจะสอดแทรกอะไรไว้มากมายกว่าที่เราคิด 

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“ในหนังสือ เจ้าชายน้อย ดูจะเล่าเรื่องที่ไม่ได้ระบุวันเวลาและสถานที่เป็นการเฉพาะ มีเพียงตอนเดียวเท่านั้นที่ผู้เขียนระบุปี (ค.ศ. 1909) และสถานที่ที่เฉพาะเจาะจงไว้ คือ ตุรกี (ในบทที่ 4)

“ผมมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่า ดาวดวงที่เจ้าชายน้อยจากมา คือดาวดวงที่ B 612 ดาวดวงนี้นักดาราศาสตร์ชาวตุรกีส่องกล้องพบเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2452 เขาได้เสนอการค้นพบนี้แก่สภาดาราศาสตร์ระหว่างชาติแต่ไม่มีใครเชื่อเขา เนื่องจากการแต่งกายของเขาแปลกเกินไป พวกผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ เคราะห์ดีสำหรับดาวดวงนี้ เพราะต่อมานักเผด็จการตุรกีได้บังคับให้ประชาชนแต่งกายตามแบบยุโรป ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษถึงประหารชีวิต นักดาราศาสตร์ผู้นี้ ได้เสนอการค้นพบของเขาอีกครั้ง ใน พ.ศ. 2463 โดยแต่งตัวอย่างสง่างามแบบชาวยุโรป และคราวนี้ทุกคนก็เชื่อเขา

“ผมลองไปค้นเล่นๆ ว่า วันเวลาที่กล่าวอ้างไว้นั้น มีความสำคัญอย่างไรบ้างหรือไม่ในสถานการณ์ของโลกยามนั้น เมื่อพลิกดูประวัติศาสตร์ของตุรกี จะพบว่า พ.ศ. 2452 คือหนึ่งปีหลังการปฏิวัติโดยกลุ่มยังเติร์ก (Young Turk) ซึ่งมีผลให้ระบอบสุลต่านต้องล่มสลายในเวลาต่อมา ส่วน พ.ศ. 2463 พรรคบอลเชวิกในรัสเซียได้ชัยชนะในสงครามกลางเมือง และอีกสามปีต่อมา มุสตาฟา เคมาล (อตาเติร์ก) ผู้นำทหารชาตินิยมตุรกีได้สถาปนาสาธารณรัฐตุรกีขึ้น เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรออตโตมันเดิมสู่ระบบสาธารณรัฐ ผู้นำของรัฐมีเป้าหมายปลุกเร้าความเป็นชาติเตอรกิช-ตุรกีแทนการมีอัตลักษณ์อิสลาม ด้วยการบังคับให้เลิกใช้ตัวอักษรอาหรับ-เปอร์เซีย และให้ผู้ชายสวมหมวกแบบตะวันตก ด้วยการเลิกโพกศรีษะด้วยผ้าหรือสวมหมวก (Fez) ตามแบบประเพณี

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ใน นิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

“น่าสนใจว่าทำไมผู้เขียนอ้างถึงสิ่งที่เชื่อมโยงได้ เช่น สถานการณ์ทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคนั้น ในขณะเดียวกันมีผู้ไปพยายามค้นหาว่าในปีนั้นมีการค้นพบดวงดาวใดหรือไม่ ก็ได้ข้อมูลแต่เพียงว่า มีดาวเคราะห์น้อย 612 อยู่จริง แต่เป็นดาวชื่อ B 612 Veronika ซึ่งค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ใน พ.ศ. 2449” 

เป็นไปได้ไหมว่า หนังสือ เจ้าชายน้อย มีความเกี่ยวพันกับความทรงจำของผู้เขียนอย่างยิ่ง ด้วยการนำเสนอการเผชิญหน้ากันของคู่ตรงข้าม อาทิเด็กและผู้ใหญ่ ตะวันออกและตะวันตก เรื่องจริงและเรื่องแต่ง การแสวงหาและการค้นพบ

การถอดรหัสระหว่างบรรทัด

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการจัดแสดงหนังสือ เจ้าชายน้อย หลากหลายเวอร์ชันในนิทรรศการนี้ แสดงให้เห็นว่างานเขียนชิ้นนี้ก้าวข้ามกำแพงของภาษาไปหาคนทั่วโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ถูกแปลไปมากที่สุดในโลก รองจากคัมภีร์ไบเบิล!

“ในการจัดแสดงครั้งนี้ต้องถือว่าโชคดีที่เราได้หนังสือหลายฉบับที่หาได้ยาก เช่น เจ้าชายน้อย ฉบับอักษรเบรลล์และภาพเพื่อการสัมผัส ซึ่งจัดพิมพ์จำหน่ายเพียงเก้าร้อยยี่สิบชุด หนังสือ เจ้าชายน้อย ฉบับภาษามอร์ส หรือ เจ้าชายน้อย ภาษาไทย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (พ.ศ. 2512) จากนักสะสมหนังสือท่านหนึ่งที่ศรีสะเกษ” อาจารย์สุดแดนกล่าว

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

ในรายละเอียดของการแปลความหมาย เจ้าชายน้อย นั้นก็มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ในการแปลเป็นภาษาถิ่นสุโขทัย ผู้แปลใช้ชื่อว่า ‘ขุนน้อย’ แต่ในภาษาโทบา ซึ่งใช้พูดกันทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา มีปัญหาตั้งแต่การแปลชื่อเรื่อง เพราะในภาษาของเขาไม่มีความคิดว่าด้วยเรื่องเจ้าชาย ส่วนในภาษาอมาสิกห์แถบโมร็อกโก ก็ไม่มีคำศัพท์ในภาษาที่ตรงกันกับคำว่า ‘ความน่าเบื่อหน่าย’ หรือ ‘ความไร้สาระ’ ในขณะที่ภาษาไทยและภาษาอื่นๆ เลือกศัพท์ให้ตรงตามต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส (Renard) ว่า ‘สุนัขจิ้งจอก’ แต่ในฉบับภาษาลาวเลือกใช้เป็น ‘อีเห็น’ เป็นต้น

“ผมคิดว่าการแปลเป็นความพยายามในการสนทนาข้ามวัฒนธรรม ลองดูบทแปลจากตอนสำคัญตอนหนึ่งที่เจ้าชายน้อยสนทนากับสุนัขจิ้งจอกในภาษาเพื่อนบ้านของเราดู จะเห็นว่าน่าสนใจมาก”

แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี
แอบดูสารพันสิ่งของจากดาว B612 ในนิทรรศการเจ้าชายน้อย ฉลองวาระอายุ 77 ปี

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนภาษาไทย)

“ลาก่อนนะ”

“ลาก่อน” สุนัขป่าตอบ

นี่คือความลับของฉันมันแสนจะธรรมดา เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้นสิ่งสำคัญนั้น ไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา

“สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา” เจ้าชายน้อยพูดตามเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนภาษาพม่า)

“ไปก่อนนะ” เจ้าชายน้อยกล่าว

“ไปเถิด” หมาจิ้งจอกตอบ 

นี่ ความลับนี้ของฉันน่ะ มันกระจ่างมาก

ดวงตานั้นไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่มีทางมองเห็นสิ่งสำคัญได้หรอก ต่อเมื่อรู้สึกด้วยหัวใจเท่านั้นล่ะ จึงจะมองเห็นได้ถูกต้อง

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนจากภาษาเขมร)

ต่อมา เขาก็กลับไปตามหาสุนัขจิ้งจอก แล้วกล่าวว่า “ลาก่อนนะ ลาลุอวสาน” (ลาก่อนชั่วนิรันดร์) 

สุนัขจิ้งจอกตอบ “ลาก่อน ลาลุอวสานเช่นกัน ตอนนี้ฉันจะบอกความลับข้อหนึ่งแก่เธอ เรื่องนี้เป็นเรื่องสามัญมาก คือต้องมองสิ่งใดด้วยจิต จึงจะแจ่มแจ้ง (ภาษาเขมรใช้คำว่า จิตฺต คือ จิตใจ) สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นด้วยตาได้เลย”

“สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นด้วยตาได้เลย” เจ้าชายน้อยทวนคำพูดเพื่อให้จดจำได้

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (สำนวนจากภาษาลาว)

“ไปก่อนเด้อ”

“ไปดีท้อน (ไปดีเถอะ), เหงนตอบ : “นี้เด้อ ความลับของข้อยง่ายดายที่สุด มีแต่หัวใจเท่านั้น ที่เฮ็ดให้พวกเฮาเห็นกันได้ดี สิ่งเล็กเซิ่งตาพวกเราเบิ่งบ่เห็นดอก”

“สิ่งเล็ก เซิ่งตาพวกเฮาเบิ่งบ่เห็น” , ท้าวน้อยจ่มซ้ำ เพื่อให้จื่อ.

ความลับของสุนัขจิ้งจอก (ภาษาฝรั่งเศส)

Adieu, dit le renard. Voici mon secret. Il est très simple : on ne voir bien qu’avec le cœur. L’essentiel est invisible pour les yeux.

L’essentiel est invisible pour les yeux, répéta le petit prince, afin de se souvenir.

ถ้อยคำที่ทุกคนสัมผัสได้ด้วยหัวใจ 

ในฐานะแฟนคลับของหนังสือเล่มนี้ เราเป็นคนหนึ่งที่อ่านมันหลายรอบมาก และแต่ละรอบก็ตระหนักถึงความหมายที่ต่างกันไปตามวัยวุฒิของเราตอนอ่าน การมาได้เจอกับถ้อยคำในเล่มที่เราคุ้นเคย นำมาตัดแปะเคียงข้างวัตถุ เพื่อเล่าเรื่องใหม่ๆ ในพื้นที่นี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย 

“ระหว่างที่จัดวางเนื้อหานิทรรศการและสิ่งของสะสมเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการนี้ ผมยังเกรงว่าคนที่รัก เจ้าชายน้อย จะโกรธไหมนะ เพราะผู้มาชม อาจคิดว่าเราลากเรื่องไปไกลมากๆ เราดึงเอาเจ้าชายน้อยไปพบกับคนที่ไม่ปรากฏในเรื่องเล่า เราจินตนาการว่า ถ้าเจ้าชายน้อยเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ และสนามหลวง ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เจ้าชายน้อยจะคิดอย่างไร 

“แต่ถึงอย่างนั้น นิทรรศการนี้ไม่ได้ทิ้งเรื่องราวของผู้เขียน ไม่ได้ละเลยความคิดของเจ้าชายน้อยเมื่อเขาได้เจอคนต่างๆ ผ่านดวงดาวที่เขาจากมา นิทรรศการนี้ไม่ได้ละเลยความคิดสำคัญในเรื่องที่เจ้าชายน้อยได้ค้นพบและสื่อสารกับเรา” อาจารย์สุดแดนอธิบาย

“การจัดทำนิทรรศการครั้งนี้เพื่อใคร ใครคือผู้ชม เป็นปัญหาสำคัญอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับหนังสือ เจ้าชายน้อย ว่ามันเป็นหนังสือสำหรับเด็กหรือหนังสือสำหรับผู้ใหญ่กันแน่ บางคนว่า มันเป็นหนังสือสำหรับอ่านในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตจากวัยรุ่นไปสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งเมื่อเติบโตแล้วก็จะไม่สนใจในประเด็นเหล่านั้นอีก

“แต่ขณะเดียวกัน มีคนจำนวนมากกล่าวว่าเหตุที่หนังสือ เจ้าชายน้อย เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ก็เพราะว่ามันทำให้ผู้ใหญ่ที่อ่านได้รำลึกถึงวันเวลาในวัยเด็ก (หรือหนุ่มสาว) และทำให้เขาหรือเธอได้หวนไปรำลึกถึงมันใหม่อีกครั้งด้วย ได้ทบทวนและทอดอาลัย ว่าด้วยเรื่องความรัก ความสัมพันธ์กับคนอื่น และการรับผิดชอบในสิ่งที่เคยสัมพันธ์

“เราหวังว่านิทรรศการเจ้าชายน้อย จะเป็นพื้นที่ของการสนทนากับคนได้หลากหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนที่เคยอ่านและหลงใหล หรือคนที่เพิ่งเคยเจอเจ้าชายน้อยเป็นครั้งแรก เขาอาจเดินทางเข้ามาชมนิทรรศการด้วยความชื่นชมเป็นส่วนตัว และเราอยากให้เขาออกไปพร้อมกับคำถามและคำตอบบางอย่าง” 

เจ้าชายน้อยกับ COVID-19

ก่อนจากกัน เราถามอาจารย์ว่า ถ้าเจ้าชายน้อยมองโลกเราตอนนี้ที่กำลังวุ่นวาย เขาจะบอกอะไรกับเรา

“ผมคิดว่าเจ้าชายน้อยจะเป็นแรงบันดาลใจให้เสมอ” อาจารย์สุดแดนตอบ

“ช่วงที่สถานการณ์ COVID-19 กำลังขยายตัวไปทั่วโลก มีคนนำรูปเจ้าชายน้อยมาเผยแพร่พร้อมข้อความให้กำลังใจ มีคนทำเจลล้างมือแปะยี่ห้อเจ้าชายน้อยเพื่อแจก มีคนวาดรูปการ์ตูนเจ้าชายน้อยร้องขอให้นักวิทยาศาสตร์ ‘วาดวัคซีน’ ให้ฉันหน่อยสิ 

“ก่อนหน้านี้นานหลายปี เจ้าชายน้อย และเรื่องราวของเขาได้ถูกนำไปใช้เพื่อรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ รูปภาพเจ้าชายน้อยผิวสี ถูกนำไปเป็นโปสเตอร์ขององค์การสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิวและการทำร้ายเด็ก มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นในนาม ‘เจ้าชายน้อย’ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การศึกษา และดาราศาสตร์ รวมถึงหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเด็กที่เจ็บป่วยขั้นรุนแรงและอยากทำความฝันให้เป็นจริง” 

คำพูดของอาจารย์ชี้ให้เราเห็นถึงพลังของหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ยังประคองแสงเทียนแห่งความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือภาษาใดมา 77 ปี จวบจนในห่าฝนของความโกลาหลของปัจจุบัน 

มันเป็นพลังที่ให้ความหวังกับเราอย่างเปี่ยมล้น

 ไปปักหมุดรอวันนิทรรศการเปิดอีกครั้งพร้อมๆ กันที่ Facebook : พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ภาพ : เดชาภิวัชร์ นพมิตร

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load