5 พฤศจิกายน 2562

เราเรียกน้ำยาล้างจานจนติดปากว่า ‘ซันไลต์’

ใครเป็นเหมือนกันบ้างที่ยี่ห้อนี้กลายมาเป็นชื่อแรกในหัวเมื่อคิดถึงน้ำยาล้างจาน ซันไลต์เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1884 โดยบริษัทอังกฤษชื่อ Lever Brothers ที่ก่อตั้งโดย William Hesketh Lever เขาขยายกิจกรรมร้านขายของชำจากพ่อเท่าที่ทำได้ ก่อนจะมองหาโอกาสทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายก็เลือกสบู่ทำความสะอาด เพราะงานแรกในชีวิตของเขาคือการตัดและห่อสบู่ก้อนที่ร้านขายของชำของพ่อ

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

ตั้งแต่นั้นซันไลต์ก็เติบโตมาเรื่อยๆ อย่างในช่วงกลางของ 1890s ที่ขายสบู่ได้ถึง 40,000 ตันต่อปี แล้วจึงค่อยๆ ขยายธุรกิจไปยังทวีปอื่นๆ และหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งเรามีโอกาสได้คุยกับ ฤชุพัณณ์ ชูครุวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ล้างจาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ถึงเรื่องราวของแบรนด์น้ำยาล้างจานที่อยู่ในใจตลอดมา

ดูเผินๆ ซันไลต์อาจจะเป็นแค่ธุรกิจอุปโภคบริโภคธรรมดาที่เราเคยชินจนไม่ตื่นเต้นกับมันแล้ว แต่จริงๆ เบื้องหลังของซันไลต์มีอะไรสนุกมากกว่านั้น น้อยคนอาจไม่รู้หรือไม่เคยรู้ว่า

ผลสำรวจของแบรนด์พบว่ามีคนนำซันไลต์ไปใช้ทำอย่างอื่นนอกจากล้างจาน

Port Sunlight สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองลิเวอร์พูลเป็นผลพวงมาจากโรงงานของซันไลต์ในศตวรรษที่ 19

น้ำยาล้างจานซันไลต์แบบไม่ใช้น้ำมีแค่ในแอฟริกาเท่านั้น

เคยมีคนสับสนระหว่างขวดซันไลต์กับน้ำมะนาว

วิธีล้างจานของคนไทยมี 3 แบบหลักๆ

และซันไลต์พัฒนาผลิตภัณฑ์เพราะเชื่อว่าน้ำยาล้างจานที่ดีจะทำให้ผู้บริโภคได้ออกไปใช้ชีวิต

ขณะที่เราเขียนบทความนี้อยู่ เราไม่ได้มองซันไลต์ว่าเป็นน้ำยาล้างจานที่จะเจอบนซิงค์ในบ้านเสมอ แต่เป็นเหมือนบางอย่างที่โตมาด้วยกัน

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

1 สินค้าแรกไม่ใช่น้ำยาล้างจาน แต่เป็นสบู่ซักผ้า

สบู่ซันไลต์ออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1884 เพราะในช่วงนั้น ประเทศอังกฤษกำลังประสบปัญหาความยากจนและสุขภาพ Lever เจ้าของจึงต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้ โดยสบู่ซันไลต์รุ่นแรกมีไว้ใช้ซักผ้าและทำความสะอาดทั่วไป ทั้งยังเป็นสบู่ทำความสะอาดอันแรกที่มีแบรนด์ยี่ห้ออย่างชัดเจน

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

2 ซันไลต์เคยเปลี่ยนแพ็กเกจเพราะกลัวคนเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำมะนาว

ในปี ค.ศ. 1971 ซันไลต์เปลี่ยนรูปแบบจากการเป็นสบู่มาเป็นแบบน้ำ แพ็กเกจใหม่นี้มีรูปมะนาวขนาดใหญ่ และมีคำอธิบายเล็กๆ ว่า ‘น้ำยาทำความสะอาด’ สุดท้ายแบรนด์ตัดสินใจออกแบบบแพ็กเกจใหม่เนื่องจากมีคำร้องเรียนจากทางบ้านว่า อาจจะทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำมะนาวแล้วเอาไปดื่ม

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

3 บ้านพนักงานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของลิเวอร์พูล

ถ้าใครเคยไปลิเวอร์พูลคงพอคุ้นๆ กับ Port Sunlight สถานที่ท่องเที่ยวที่อุดมไปด้วยศิลปวัฒนธรรม มีทั้งพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ ร้านอาหาร ผับบาร์ต่างๆ แต่น้อยคนจะรู้ว่าบริเวณนี้เคยเป็นหมู่บ้านพนักงานของโรงงานซันไลต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 ซึ่งชื่อก็ล้อมาจากชื่อแบรนด์นั่นแหละ

4 ซันไลต์เคยสร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะน้ำยาล้างจานที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด

ใน พ.ศ.2553 ผลิตภัณฑ์ซันไลต์เลมอน เทอร์โบ สร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะน้ำยาล้างจานที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด สามารถล้างจานได้ถึง 10,488 ใบ และในปี พ.ศ.2557 ได้ทำลายสถิติตัวเองด้วยการล้างจานได้ถึง 40,800 ใบ

5 Pain point ในการล้างจานของคนไทยคือ คราบมัน

เพราะเป็นแบรนด์ระดับนานาชาติ การทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคในแต่ละประเทศต้องการอะไร อุปสรรคในชีวิตประจำวันเขาคืออะไร จึงเป็นเรื่องสำคัญ นั่นหมายถึงว่าการออกผลิตภัณฑ์สักชิ้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการจากแบรนด์แม่ทั้งหมด แต่ซันไลต์ประเทศไทยต้องทำงานร่วมกันตามบริบทและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น อุปสรรคของคนไทยคือ คราบมัน ถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่าคนไทยมีวิธีล้างจานหลายรูปแบบ หนึ่ง หยดน้ำยาล้างจานบนฟองน้ำ สอง หยดน้ำยาล้างจานบนจาน และสามคือแบบที่ล้างในกะละมัง ซันไลต์จึงพยายามนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถขจัดคราบมันไม่ว่าล้างจานด้วยวิธีไหน นอกจากนี้ ยังมีความต้องการใหม่ๆ เข้ามาตลอด เช่น น้ำยาล้างจานสำหรับภาชนะสำหรับเด็ก สำหรับผิวแพ้ง่าย สำหรับขจัดกลิ่นกำจัดยาก เช่น อาหารทะเล น้ำปลา กระเทียม เป็นต้น

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

6 น้ำยาล้างจานแบบสเปรย์คือคำตอบของไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน

ซันไลต์เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ที่ผ่านมาจึงมีนวัตกรรมมากมาย จากสบู่ ครีม มาสู่น้ำยาล้างจานแบบใส และในยุคที่ใครๆ ก็ใช้กระบอกน้ำหรือหลอดลดโลกร้อน ปัญหาที่พบอย่างแรกคือการทำความสะอาดที่ฟองน้ำเข้าไปไม่ถึง หลังจากผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างซันไลต์ประเทศไทยและโกลบอล ซันไลต์ในฐานะแบรนด์ที่ฟังเสียงของผู้ใช้มาตลอดจึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นน้ำยาล้างจานชนิดสเปรย์ สามารถล้างคราบสกปรกออกได้โดยไม่ต้องถู ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุปสรรคการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อย 

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

7 มีคนใช้ซันไลต์ล้างมอเตอร์ไซค์ และซันไลต์กลิ่นซากุระมีแค่ประเทศไทย 

จากการสอบถามผู้บริโภคคนไทยพบว่ามีการนำซันไลต์ไปล้างรถมอเตอร์ไซค์ เพราะสามารถขจัดคราบน้ำมันได้ดี และผลิตภัณฑ์ซันไลต์บางชนิดไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ ประเทศไทยชอบเรื่องกลิ่นและความสวยงาม จึงมีผลิตภัณฑ์เฉพาะบ้านเราอย่างน้ำยาล้างจานกลิ่นซากุระ ที่แม้แต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่มี ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะมีซันไลต์แบบโฟมที่พัฒนามาจากพฤติกรรมของคนในประเทศเขา หรืออย่างในแอฟริกา มีซันไลต์สูตรที่สามารถเช็ดออกได้เลยโดยไม่ต้องใช้น้ำ ซึ่งพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำในประเทศ

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

8 ไม่ใช่แค่น้ำยาล้างจาน แต่คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น

วิธีการทำความเข้าใจผู้บริโภคของซันไลต์คือการไปคุยที่บ้าน เพื่อที่จะได้เห็นชีวิต ครอบครัว และวิธีล้างจานของเขา หัวใจหลักของการเข้าหาผู้บริโภคคือ การไปฟังความคิดเห็น ไม่ใช่เข้าไปนำเสนอไอเดียหรือขายของ วิธีการแบบนี้ทำให้เข้าใจชีวิตผู้ใช้ เขาตื่นกี่โมง มีลูกกี่คน มีความฝัน มีความต้องการอะไร เพราะซันไลต์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่ผลิตภัณฑ์ แต่มีแนวคิดอยากให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำตามความฝันของตัวเอง เป้าหมายของแบรนด์จึงเป็นการพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ ที่จะช่วยทำให้การทำงานบ้านง่ายขึ้น เร็วขึ้น เพื่อที่ทุกคนจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่อยากทำ เลยเกิดเป็นแคมเปญ #ชีวิตที่มากกว่าที่บ้าน ที่นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงทำงานบ้านที่มีความฝันอยากทำอะไรมากกว่านั้น

9 เปลี่ยนโลกด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี เริ่มจากขวดพลาสติกเป็นอย่างแรก

นอกจากจะเป็นแบรนด์แรกของ Unilever แล้ว ยังเป็นแบรนด์แรกที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในปี 2560 มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เป็นขวดสีเหลืองขุ่นเปลี่ยนเป็นขวดใสที่ทำจากพลาสติกคุณภาพสูง (​PET 100 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ และจะช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติกจำนวนถึง 274 ตันต่อปี หรือเท่ากับซันไลต์ 26 ล้านขวด มาปีนี้ ซันไลต์ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ขึ้นไปอีกโดยใช้พลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด ซึ่งสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้ถึง 56 เปอร์เซ็นต์

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

10 มองอนาคตและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กับผู้บริโภค

ซันไลต์ประเทศไทยพยายามสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านการรณรงค์หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ การชวนคนรุ่นใหม่มาทำงานศิลปะจากพลาสติกเหลือใช้ พร้อมออกแบบขวดซันไลต์รุ่นพิเศษ ในแคมเปญ ‘ซันไลต์ Go Green Art Exhibition’ เพื่อสร้างการรับรู้ของคนต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและนำรายได้ส่วนหนึ่งไปมอบให้โรงเรียนทับสะแกวิทยา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากนั้น จะมีโครงการต่อเนื่องที่ทำร่วมกับ ปตท.ชื่อ Upcyling the Ocean Thailand นำงานศิลปะเหล่านี้ไปรีไซเคิลตแล้วผลิตเป็นจีวรต่อ เพื่อบริจาคให้กับวัดในจังหวัดเดียวกัน

แบรนด์เชื่อว่า สินค้าอุปโภคบริโภคมีผลซึ่งกันและกันต่อการใช้งานของผู้บริโภค ในฐานะแบรนด์ที่ยึดความต้องการของผู้บริโภคเป็นหนึ่ง ซันไลต์จึงต้องกลับมาคิดวิธีที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน อย่างปัญหาสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ที่ไม่ใช่แค่การทำตามเทรนด์เหมือนคนอื่นๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างไม่มีข้อแม้

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธัชชา ศุภกิจเจริญ

นักเรียนกราฟิคดีไซน์ชื่อฟ้า ผู้ฝึกงานถ่ายภาพกับบริษัทก้อนเมฆ หลงรักกล้องฟิล์ม และออกเดินทางเพื่อสะสมเรื่องราวลงกลักฟิล์มม้วนใหม่เสมอๆ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load