5 พฤศจิกายน 2562
22 K

เราเรียกน้ำยาล้างจานจนติดปากว่า ‘ซันไลต์’

ใครเป็นเหมือนกันบ้างที่ยี่ห้อนี้กลายมาเป็นชื่อแรกในหัวเมื่อคิดถึงน้ำยาล้างจาน ซันไลต์เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1884 โดยบริษัทอังกฤษชื่อ Lever Brothers ที่ก่อตั้งโดย William Hesketh Lever เขาขยายกิจกรรมร้านขายของชำจากพ่อเท่าที่ทำได้ ก่อนจะมองหาโอกาสทำธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายก็เลือกสบู่ทำความสะอาด เพราะงานแรกในชีวิตของเขาคือการตัดและห่อสบู่ก้อนที่ร้านขายของชำของพ่อ

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

ตั้งแต่นั้นซันไลต์ก็เติบโตมาเรื่อยๆ อย่างในช่วงกลางของ 1890s ที่ขายสบู่ได้ถึง 40,000 ตันต่อปี แล้วจึงค่อยๆ ขยายธุรกิจไปยังทวีปอื่นๆ และหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งเรามีโอกาสได้คุยกับ ฤชุพัณณ์ ชูครุวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ล้างจาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ถึงเรื่องราวของแบรนด์น้ำยาล้างจานที่อยู่ในใจตลอดมา

ดูเผินๆ ซันไลต์อาจจะเป็นแค่ธุรกิจอุปโภคบริโภคธรรมดาที่เราเคยชินจนไม่ตื่นเต้นกับมันแล้ว แต่จริงๆ เบื้องหลังของซันไลต์มีอะไรสนุกมากกว่านั้น น้อยคนอาจไม่รู้หรือไม่เคยรู้ว่า

ผลสำรวจของแบรนด์พบว่ามีคนนำซันไลต์ไปใช้ทำอย่างอื่นนอกจากล้างจาน

Port Sunlight สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองลิเวอร์พูลเป็นผลพวงมาจากโรงงานของซันไลต์ในศตวรรษที่ 19

น้ำยาล้างจานซันไลต์แบบไม่ใช้น้ำมีแค่ในแอฟริกาเท่านั้น

เคยมีคนสับสนระหว่างขวดซันไลต์กับน้ำมะนาว

วิธีล้างจานของคนไทยมี 3 แบบหลักๆ

และซันไลต์พัฒนาผลิตภัณฑ์เพราะเชื่อว่าน้ำยาล้างจานที่ดีจะทำให้ผู้บริโภคได้ออกไปใช้ชีวิต

ขณะที่เราเขียนบทความนี้อยู่ เราไม่ได้มองซันไลต์ว่าเป็นน้ำยาล้างจานที่จะเจอบนซิงค์ในบ้านเสมอ แต่เป็นเหมือนบางอย่างที่โตมาด้วยกัน

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

1 สินค้าแรกไม่ใช่น้ำยาล้างจาน แต่เป็นสบู่ซักผ้า

สบู่ซันไลต์ออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1884 เพราะในช่วงนั้น ประเทศอังกฤษกำลังประสบปัญหาความยากจนและสุขภาพ Lever เจ้าของจึงต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้ โดยสบู่ซันไลต์รุ่นแรกมีไว้ใช้ซักผ้าและทำความสะอาดทั่วไป ทั้งยังเป็นสบู่ทำความสะอาดอันแรกที่มีแบรนด์ยี่ห้ออย่างชัดเจน

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

2 ซันไลต์เคยเปลี่ยนแพ็กเกจเพราะกลัวคนเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำมะนาว

ในปี ค.ศ. 1971 ซันไลต์เปลี่ยนรูปแบบจากการเป็นสบู่มาเป็นแบบน้ำ แพ็กเกจใหม่นี้มีรูปมะนาวขนาดใหญ่ และมีคำอธิบายเล็กๆ ว่า ‘น้ำยาทำความสะอาด’ สุดท้ายแบรนด์ตัดสินใจออกแบบบแพ็กเกจใหม่เนื่องจากมีคำร้องเรียนจากทางบ้านว่า อาจจะทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำมะนาวแล้วเอาไปดื่ม

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

3 บ้านพนักงานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของลิเวอร์พูล

ถ้าใครเคยไปลิเวอร์พูลคงพอคุ้นๆ กับ Port Sunlight สถานที่ท่องเที่ยวที่อุดมไปด้วยศิลปวัฒนธรรม มีทั้งพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ ร้านอาหาร ผับบาร์ต่างๆ แต่น้อยคนจะรู้ว่าบริเวณนี้เคยเป็นหมู่บ้านพนักงานของโรงงานซันไลต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 ซึ่งชื่อก็ล้อมาจากชื่อแบรนด์นั่นแหละ

4 ซันไลต์เคยสร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะน้ำยาล้างจานที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด

ใน พ.ศ.2553 ผลิตภัณฑ์ซันไลต์เลมอน เทอร์โบ สร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะน้ำยาล้างจานที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด สามารถล้างจานได้ถึง 10,488 ใบ และในปี พ.ศ.2557 ได้ทำลายสถิติตัวเองด้วยการล้างจานได้ถึง 40,800 ใบ

5 Pain point ในการล้างจานของคนไทยคือ คราบมัน

เพราะเป็นแบรนด์ระดับนานาชาติ การทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคในแต่ละประเทศต้องการอะไร อุปสรรคในชีวิตประจำวันเขาคืออะไร จึงเป็นเรื่องสำคัญ นั่นหมายถึงว่าการออกผลิตภัณฑ์สักชิ้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการจากแบรนด์แม่ทั้งหมด แต่ซันไลต์ประเทศไทยต้องทำงานร่วมกันตามบริบทและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น อุปสรรคของคนไทยคือ คราบมัน ถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่าคนไทยมีวิธีล้างจานหลายรูปแบบ หนึ่ง หยดน้ำยาล้างจานบนฟองน้ำ สอง หยดน้ำยาล้างจานบนจาน และสามคือแบบที่ล้างในกะละมัง ซันไลต์จึงพยายามนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถขจัดคราบมันไม่ว่าล้างจานด้วยวิธีไหน นอกจากนี้ ยังมีความต้องการใหม่ๆ เข้ามาตลอด เช่น น้ำยาล้างจานสำหรับภาชนะสำหรับเด็ก สำหรับผิวแพ้ง่าย สำหรับขจัดกลิ่นกำจัดยาก เช่น อาหารทะเล น้ำปลา กระเทียม เป็นต้น

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

6 น้ำยาล้างจานแบบสเปรย์คือคำตอบของไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน

ซันไลต์เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ที่ผ่านมาจึงมีนวัตกรรมมากมาย จากสบู่ ครีม มาสู่น้ำยาล้างจานแบบใส และในยุคที่ใครๆ ก็ใช้กระบอกน้ำหรือหลอดลดโลกร้อน ปัญหาที่พบอย่างแรกคือการทำความสะอาดที่ฟองน้ำเข้าไปไม่ถึง หลังจากผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างซันไลต์ประเทศไทยและโกลบอล ซันไลต์ในฐานะแบรนด์ที่ฟังเสียงของผู้ใช้มาตลอดจึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นน้ำยาล้างจานชนิดสเปรย์ สามารถล้างคราบสกปรกออกได้โดยไม่ต้องถู ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุปสรรคการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อย 

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

7 มีคนใช้ซันไลต์ล้างมอเตอร์ไซค์ และซันไลต์กลิ่นซากุระมีแค่ประเทศไทย 

จากการสอบถามผู้บริโภคคนไทยพบว่ามีการนำซันไลต์ไปล้างรถมอเตอร์ไซค์ เพราะสามารถขจัดคราบน้ำมันได้ดี และผลิตภัณฑ์ซันไลต์บางชนิดไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ ประเทศไทยชอบเรื่องกลิ่นและความสวยงาม จึงมีผลิตภัณฑ์เฉพาะบ้านเราอย่างน้ำยาล้างจานกลิ่นซากุระ ที่แม้แต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่มี ส่วนประเทศญี่ปุ่นจะมีซันไลต์แบบโฟมที่พัฒนามาจากพฤติกรรมของคนในประเทศเขา หรืออย่างในแอฟริกา มีซันไลต์สูตรที่สามารถเช็ดออกได้เลยโดยไม่ต้องใช้น้ำ ซึ่งพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำในประเทศ

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight ซันไลต์ เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

8 ไม่ใช่แค่น้ำยาล้างจาน แต่คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น

วิธีการทำความเข้าใจผู้บริโภคของซันไลต์คือการไปคุยที่บ้าน เพื่อที่จะได้เห็นชีวิต ครอบครัว และวิธีล้างจานของเขา หัวใจหลักของการเข้าหาผู้บริโภคคือ การไปฟังความคิดเห็น ไม่ใช่เข้าไปนำเสนอไอเดียหรือขายของ วิธีการแบบนี้ทำให้เข้าใจชีวิตผู้ใช้ เขาตื่นกี่โมง มีลูกกี่คน มีความฝัน มีความต้องการอะไร เพราะซันไลต์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่ผลิตภัณฑ์ แต่มีแนวคิดอยากให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำตามความฝันของตัวเอง เป้าหมายของแบรนด์จึงเป็นการพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ ที่จะช่วยทำให้การทำงานบ้านง่ายขึ้น เร็วขึ้น เพื่อที่ทุกคนจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่อยากทำ เลยเกิดเป็นแคมเปญ #ชีวิตที่มากกว่าที่บ้าน ที่นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงทำงานบ้านที่มีความฝันอยากทำอะไรมากกว่านั้น

9 เปลี่ยนโลกด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี เริ่มจากขวดพลาสติกเป็นอย่างแรก

นอกจากจะเป็นแบรนด์แรกของ Unilever แล้ว ยังเป็นแบรนด์แรกที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในปี 2560 มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เป็นขวดสีเหลืองขุ่นเปลี่ยนเป็นขวดใสที่ทำจากพลาสติกคุณภาพสูง (​PET 100 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ และจะช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติกจำนวนถึง 274 ตันต่อปี หรือเท่ากับซันไลต์ 26 ล้านขวด มาปีนี้ ซันไลต์ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ขึ้นไปอีกโดยใช้พลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด ซึ่งสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้ถึง 56 เปอร์เซ็นต์

10 สิ่งที่ทำให้ Sunlight เป็นมากกว่าแบรนด์น้ำยาล้างจาน

10 มองอนาคตและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กับผู้บริโภค

ซันไลต์ประเทศไทยพยายามสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านการรณรงค์หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ การชวนคนรุ่นใหม่มาทำงานศิลปะจากพลาสติกเหลือใช้ พร้อมออกแบบขวดซันไลต์รุ่นพิเศษ ในแคมเปญ ‘ซันไลต์ Go Green Art Exhibition’ เพื่อสร้างการรับรู้ของคนต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและนำรายได้ส่วนหนึ่งไปมอบให้โรงเรียนทับสะแกวิทยา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากนั้น จะมีโครงการต่อเนื่องที่ทำร่วมกับ ปตท.ชื่อ Upcyling the Ocean Thailand นำงานศิลปะเหล่านี้ไปรีไซเคิลตแล้วผลิตเป็นจีวรต่อ เพื่อบริจาคให้กับวัดในจังหวัดเดียวกัน

แบรนด์เชื่อว่า สินค้าอุปโภคบริโภคมีผลซึ่งกันและกันต่อการใช้งานของผู้บริโภค ในฐานะแบรนด์ที่ยึดความต้องการของผู้บริโภคเป็นหนึ่ง ซันไลต์จึงต้องกลับมาคิดวิธีที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน อย่างปัญหาสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ที่ไม่ใช่แค่การทำตามเทรนด์เหมือนคนอื่นๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างไม่มีข้อแม้

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธัชชา ศุภกิจเจริญ

นักเรียนกราฟิคดีไซน์ชื่อฟ้า ผู้ฝึกงานถ่ายภาพกับบริษัทก้อนเมฆ หลงรักกล้องฟิล์ม และออกเดินทางเพื่อสะสมเรื่องราวลงกลักฟิล์มม้วนใหม่เสมอๆ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load