7 มิถุนายน 2565
4 K

หากใครมีช่วงเวลาวัยเด็กที่ได้เติบโตในบ้านสวน หรือมีโอกาสเดินทางไปเห็นบ้านเรือนของผู้คนที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อม เชื่อว่าความรู้สึกของเราที่มีต่อคำว่า ‘สวน’ น่าจะมีรายละเอียดของความรู้สึก แตกต่างจากนิยามสวนแบบสมัยใหม่ที่เรารู้จักในกันปัจจุบัน 

คอลัมน์นี้เลยอยากจะชวนผู้อ่านสำรวจความหมายของคำว่า ‘สวน’ ผ่านสวนของผู้คนทางภาคเหนือ ที่เรียกว่า ‘สวนคนเมืองล้านนา’ ที่มีองค์ประกอบของสวนและพืชพรรณ เป็นสะพานเชื่อมผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ เข้ากับโครงข่ายทางนิเวศธรรมชาติและสังคมที่สลับซับซ้อน จนเกิดเป็นลักษณะร่วมที่น่ารัก งดงาม และนอบน้อมต่อธรรมชาติ

เรื่องราวและพืชพรรณของสวนคนเมืองล้านนาที่เลือกมา น่าจะให้แรงบันดาลใจของการฟื้นคืนธรรมชาติ (Rewilding) รูปแบบหนึ่ง ผ่านพื้นที่เล็ก ๆ หน้าบ้านที่เรามี เพราะถ้าเราเอาพื้นที่เล็ก ๆ เหล่านี้มาต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ ไม่แน่ว่าสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ที่เรามีต่อชีวิตอื่น ๆ รอบตัวอาจจะเปลี่ยนไป 

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

ใครที่ยังนึกไม่ออกว่าสวนแบบที่เรากำลังจะพูดถึงมีหน้าตาอย่างไร อยากให้ลองนึกถึงฉากชนบทหรือหมู่บ้านในหนังของ Studio Ghibli ขึ้นมาสักเรื่อง อย่าง My Neighbor Totoro ก็น่าจะพอทำให้จินตนาการได้ เพราะจิตวิญญาณของสวนและบรรยากาศของความสัมพันธ์ที่เราพูดถึงเป็นแบบนั้น

ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า ‘Satoyama’ ที่ใช้เรียกภูมิทัศน์ระหว่างหมู่บ้านกับภูเขา คำว่า Sato หมายถึง หมู่บ้าน และ Yama หมายถึง ป่าหรือภูเขา โลกทัศน์ของ Satoyama จึงสะท้อนประกายชีวิตของการอยู่ร่วมกันระหว่างบ้านเรือนของผู้คนกับป่าและภูเขา มีองค์ประกอบของทุ่งนา บึงน้ำ สวนผลไม้ ต้นไม้พื้นบ้าน คลอง และลำเหมือง ที่มนุษย์ขุดขึ้น เพื่อผันน้ำที่ไหลจากภูเขาเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม ป่าที่มนุษย์เข้าไปใช้ประโยชน์ และป่าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่สถิตของทวยเทพ

Miyazaki Hayao นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นเจ้าของสำนัก Ghibli จึงมักใช้ฉากของ Satoyama สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านการอยู่ร่วมกัน การใช้ประโยชน์จากกันและกันอย่างสอดคล้องและกลมกลืน ซึ่งสิ่งนี้ปรากฏผ่านวิถีชีวิตและวัตรปฏิบัติของผู้คนในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถออกแบบได้ในกระดาษ โดยปราศจากมิติของฤดูกาล

หากเราลองวาดรูปตัดขวางของภูมิทัศน์ Landscape Transect แบบ Satoyama ตั้งแต่ภูเขาเรื่อยมาจนถึงภายในบ้านของผู้คน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ของภูมิทัศน์นั้นมีโยงใยหากัน ไม่ว่าจะเป็นลำคลอง ถนน บ่อน้ำ ที่เป็นทรัพยากรร่วมที่ถักทอปัจเจกบุคคลให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ความสัมพันธ์ที่ว่านี้ยังเชื่อมโยงความหมายของธรรมชาติอย่างป่าเขา เข้ามาอยู่ในสวนภายในบ้านผ่านสัญญะและความหมายต่าง ๆ 

สวนคนเมืองล้านนาและภูมิทัศน์ของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ที่ราบเชิงเขาในหลากหลายวัฒนธรรม ก็มีลักษณะไม่ต่างจาก Satoyama มากนัก เพียงแต่อาจจะมีรายละเอียดของพืชพรรณแตกต่างกันตามลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศ 

ลมหายใจของสวนคนเมืองล้านนา 

ในโลกทัศน์ของคนล้านนาและน่าจะรวมถึงผู้คนในอดีต เวลาพูดถึงคำว่า ‘สวน’ มักจะเป็นที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นที่ได้ใช้ประโยชน์และอยู่ถัดไปจากบริเวณบ้าน และคำว่า ‘สวน’ นี้ก็มีเซนส์ของการกระทำที่ต้องลงแรงและดูแล มากกว่านั่งชื่นชมความงามเพียงอย่างเดียว สวนจึงมีชีวิตและเติบโตไปพร้อมกับเจ้าของสวนบนวัฏจักรของฤดูกาล 

นอกจากสวนยังมีอีกคำคือ ‘โต้ง’ ซึ่งหมายถึงทุ่งนา ที่มีองค์ประกอบของ ผืนนา คันนา ลำเหมือง ฝาย บึงน้ำที่คนขุดไว้ หรือพื้นที่ปล่อยวัวควายในฤดูแล้ง รวมทั้ง ‘ป่าหอ’ (พื้นที่หย่อมป่ากลางทุ่งนาที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สงบและเย็น) แต่ละองค์ประกอบก็จะมีพืชพรรณตามระบบนิเวศย่อย ๆ ของตัวเอง ถัดไปจากพื้นที่นิเวศทุ่งนา ก็จะมีคำว่า ‘แพะ’ หรือ ‘ป่าแพะ’ หมายถึงพื้นที่ชายป่า ซึ่งส่วนใหญ่ของภาคเหนือเป็นนิเวศแบบป่าเต็งรัง ที่ผู้คนเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า เก็บเห็ด ยอดผัก และยาสมุนไพร เก็บฟืนและตัดไม้ไผ่มาใช้ในชีวิต 

ถัดขึ้นไปจากป่าแพะ ก็จะเรียกว่า ‘ห้วย’ หมายถึงป่าต้นน้ำ ที่เป็นแหล่งน้ำใช้สอยของหมู่บ้าน มีลำห้วยซึ่งมีน้ำไหลตลอดปี เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าที่ใช้พื้นที่บางส่วนร่วมกันกับมนุษย์ ป่าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่ว่าจะโดยวิถีชุมชนหรือจากหน่วยงานของรัฐ ระบบนิเวศของ ‘ห้วย’ ‘แพะ ‘โต้ง’ ‘สวน’ เชื่อมกันด้วยเส้นทางเดิน ลำห้วยและโครงข่ายเหมืองฝาย จนเป็นเหมือนสะพานนิเวศขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงป่าธรรมชาติมาสู่บ้านที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้คน รอยต่อระหว่างสวนกับความเป็นธรรมชาติจึงไม่ได้เป็นเส้นขอบเขตที่คมชัด หากแต่พร่าเลือนเหมือนเป็นพื้นที่ขอบ Edge ขนาดใหญ่

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli
‘เหมือง’ ระบบชลประทานของหมู่บ้านที่จัดการร่วมโดยชุมชน
‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli
‘ป่าหอ’ หย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่งนา

ส่วนคำว่า ‘บ้าน’ ของคนเมืองล้านนา มีความหมายอยู่ 2 นัยยะ คือ พื้นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ผู้คนปลูกบ้านและอยู่อาศัยร่วมกัน ซึ่งอาจจะมีพื้นที่สาธารณะร่วมกัน เช่น ลานกลางบ้าน วัด หอผีบรรพบุรุษ หรือใช้น้ำจากลำเหมืองร่วมกัน นับถือและศรัทธาบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน 

และอีกความหมายหนึ่ง คือบ้านที่เป็นหลัง ๆ ของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ที่รวมเอาพื้นที่ลานกิจกรรมกลางแจ้ง ที่เรียกว่า ‘ข่วงบ้าน’ ที่เชื่อมองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ห้องน้ำ บ่อน้ำ เล้าสัตว์ ยุ้งฉาง รั้วบ้าน สวนครัว ให้เป็นพื้นที่ของการมีชีวิตที่สัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายนอกและภายใน 

นิยามของคำว่า ‘บ้าน’ มีสวนเป็นองค์ประกอบสำคัญ และมีความรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งอื่น ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความหมาย ความรู้สึก หรือการมองเห็น เวลาเราเข้าไปในหมู่บ้านในท้องถิ่นสักแห่งหนึ่ง เราจึงสัมผัสได้ถึงความต่อเนื่องความกลมกลืนของบางสิ่งบางอย่าง ที่บอกไม่ได้ชัด ๆ แต่รู้ว่ามันมีอยู่ อาจจะเป็นสัดส่วนของอาคารและที่ว่าง ความสูงของรั้ว คุณภาพความเข้มอ่อนของแสงเงาที่ผ่านกิ่งใบของต้นไม้ รูปร่างของเส้นขอบฟ้า หรือแม้กระทั่งกลิ่นของสถานที่ และแน่นอนที่สุด คือลักษณะร่วมของต้นไม้และพืชพรรณ 

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli
‘ข่วงบ้าน’ ลานดินโล่ง ๆ ที่เชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

‘ภูมิทัศน์’ หรือ ‘สวนแบบคนล้านนา’ จึงกินขอบเขตทางกายภาพของความรู้สึก ไกลเกินกว่ารั้วบ้านตามโฉนดที่ดินแบบที่เราคุ้นเคย เพราะพื้นที่ที่ถัดออกไปจากรั้วบ้านของเรา อยู่ในโลกทัศน์และสำนึกที่เราใช้อ่านภูมิทัศน์เพื่อกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเรากับสภาพแวดล้อม เพื่อทำให้ภูมิทัศน์รอบตัวกลายเป็นพื้นที่ขอบของชีวิตที่รุ่มรวย ซึ่งเราจะใช้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ผ่านการกิน การใช้ การชื่นชม หรือแม้แต่บูชา 

ในปัจจุบันสวนแบบคนล้านนาค่อย ๆ หายไปอย่างเงียบ ๆ แน่นอนว่าเราไม่อาจย้อนกลับไปสร้างสรรค์ภูมิทัศน์แบบนี้ที่ดูเป็นเหมือนภาพอุดมคติขึ้นมาใหม่ได้ เพราะวิถีวัฒนธรรมของเราได้เปลี่ยนไปจากเดิม และโครงสร้างเศรษฐกิจและการจัดการภูมิทัศน์ก็เป็นไปในเชิงปัจเจกมากกว่าร่วมหมู่เหมือนแต่ก่อน 

หากแต่คุณค่าของความเข้าใจเหล่านี้ อาจถูกปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับการมีชีวิตที่ดีของเราได้ในปัจจุบัน Ordinary of Good Life ทั้งชีวิตด้านในที่เราปรารถนาการเชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ชีวิตทางสังคมที่เรามีกับคนอื่น ๆ เพื่อนิยามความเป็นชุมชนและความรู้สึกร่วมในรูปแบบใหม่ ๆ ชีวิตทางกายภาพที่เราจะมีอาหารที่สะอาดและปลอดภัย และเติบโตบนผืนดินที่เราจะรักษาดูแล และชีวิตที่ดีคือการเห็นชีวิตอื่น ๆ ที่ร่วมใช้พื้นที่และดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กับเรา

พรรณไม้ 10 กลุ่มที่แนะนำนี้ เป็นแค่ส่วนน้อยในความหลากหลายที่เคยมีอยู่เดิม แต่ไม่มากก็น้อยอาจจะมีส่วนช่วยในการสร้างบรรยากาศ และความต่อเนื่องระหว่างชีวิตในบริบทใหม่ กับภูมิทัศน์ดั้งเดิมที่เราจะเข้าไปอยู่ร่วมอาศัย 

บางชนิดอาจจะช่วยปลุกความทรงจำในวัยเด็กของเรา หรือกลายเป็นความทรงจำใหม่ของลูกหลานที่จะประทับอยู่ในตัวเขา บางชนิดอาจจะให้ประโยชน์ใช้สอยที่เราจะค่อย ๆ เรียนรู้ เพื่อฟื้นคืนทักษะพื้นฐานของชีวิต เช่น การทำอาหาร การหยิบจับมาดูแลตัวเอง หรือชื่นชมความงามของธรรมชาติใกล้ตัว 

เชื่อว่าเรื่องราวของพรรณไม้และสวนแบบนี้ จะเปิดบทสนทนาให้เราค้นหาความหมายใหม่ ๆ ของสวน ได้รื้อค้นความทรงจำของความสัมพันธ์ของเรากับสวนและพืชพรรณต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อให้เราได้กลับมาเชื่อมโยงกับสวนในมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม 

พรรณไม้บ้าน ๆ ของสวนแบบล้านนาที่น่าปลูก

1. หมากเมือง (หมากสง)

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

สมัยนี้ผู้คนอาจจะไม่ได้เคี้ยวหมากเหมือนเมื่อก่อน แต่การปลูกหมากเป็นดงหรือเป็นแนวก็ช่วยสร้างบรรยากาศของเส้นขอบฟ้าที่ให้ความรู้สึกของความเป็นพื้นถิ่น นอกจากนั้น หมากยังใช้พื้นที่น้อยในการปลูก ช่วยยึดแนวดินบริเวณที่ชื้นแฉะอย่างร่องน้ำได้ดีมาก ๆ รากหมากช่วยกรองน้ำให้ใส ตามหมู่บ้านชอบปลูกรอบบ่อน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำใต้ดิน และที่สำคัญคือ เวลาที่หมากออกดอกนั้นจะหอมเย็นมาก ๆ เป็นความหอมแบบพิเศษที่เราไม่รู้แหล่งที่มา เพราะช่อดอกหมากจะอยู่สูงเกินกว่าระดับที่สายตาจะเห็น

2. อูนบ้าน

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

ต้นอูนบ้านเริ่มค่อย ๆ หายไปจากภูมิทัศน์ท้องถิ่นแล้ว อาจจะเพราะว่าในอดีตเราไม่จำเป็นต้องปลูก เมล็ดของอูนจะลอยมาตามลำเหมือง และขึ้นเองตรงริมตลิ่งบ้าง ริมบ่อน้ำในที่ชื้น ๆ บ้าง พวงดอกของอูนบ้านสีขาวสวย ตัดกับใบสีเขียว เห็นแล้วชื่นตาเย็นใจ พูดว่าอูนบ้านใครหลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า อูนบ้าน คือ Elderflower หลายคนอาจจะร้องอ๋อ เพราะอาจจะเคยกินแยม Elderflower หรือ น้ำ Elderflower Soda 

อูนบ้านกับอูนป่าเป็นคนละต้น แต่ดอกคล้าย ๆ กัน ส่วนใหญ่อูนป่าจะพบได้ในป่าดิบอยู่ตามลำห้วย อูนป่านั้นพิเศษตรงที่มีดอกที่หอมเย็นมาก ๆ แต่ผลกินไม่ได้เหมือนอูนบ้าน ถ้าใครหามาปลูกด้วยกันได้น่าจะดีทีเดียว ได้ทั้งกินและกลิ่นไปพร้อมกัน 

3. ซอมพอ (หางนกยูงไทย)

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

เวลานึกถึงบรรยากาศบ้านพื้นถิ่นภาคเหนือ คนส่วนใหญ่มักจะเห็นภาพต้นนี้เป็นภาพแรก ๆ ไม้พุ่มกลาง ดอกสีสดตัดกับผนังไม้สีน้ำตาล ซอมพอนั้นให้ดอกสวยและมีหลายสี ส้ม ชมพู และเหลือง ต้นซอมพอปลูกง่าย โตเร็ว นอกจากจะเห็นเป็นต้น ๆ แล้ว เรายังเห็นดอกซอมพออยู่ในสวยดอกที่ใช้ในพิธีทางศาสนา คนล้านนาเลยชอบปลูกซอมพอตรงมุมบันได ตรงรั้วบ้าน เพราะใช้ได้ในหลายโอกาส ภาพที่น่ารักที่สุดคือช่อดอกซอมพอที่ปักแทนปิ่น บนมวยผมยาวที่เกล้ามัดบนหัวของผู้หญิงล้านนา ไม่ว่าสาวแก่แม่เฒ่ายังไงก็งดงาม  

4. ฉัตรสวรรค์

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

เรามักจะเห็นฉัตรสวรรค์ขึ้นตามชายป่า ด้วยช่อดอกตั้งทรงฉัตรที่ค่อย ๆ ซ้อนชั้น มีทั้งสีส้ม สีขาว และช่อดอกทนนาน ทำให้ฉัตรสวรรค์โดดเด่นมาก ๆ ฉัตรสวรรค์ยังดึงดูดผีเสื้อหลากหลายชนิด เหมาะที่จะปลูกผสมผสานไปกับต้นไม้อื่น ๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ เพราะเวลาโตกิ่งจะยืดขึ้น ช่วยให้พื้นที่ไม้พุ่มเตี้ยที่ชอบแดดรำไรได้มีพื้นที่ปลูกในระดับล่างได้ ฉัตรสวรรค์ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกเยอะเลย ซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยได้ทดลองใช้ หากใครเคยใช้เขียนมาบอกเล่าแบ่งปันกันได้ 

5. รั้วมะขาม

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

รั้วของคนยุคก่อนอาจไม่จำเป็นต้องก่อสร้างด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงมาก ๆ อย่างในปัจจุบัน รั้วจึงมีเพียงเพื่อบอกอาณาเขตและป้องกันคนและสัตว์เข้าพื้นที่ และพอให้ลมถ่ายเทไหลเวียนได้ รั้วมะขามเป็นรั้วแบบหนึ่งที่นิยมไม่แพ้รั้วต้นข่อย แต่ที่น่าสนใจกว่ารั้วของต้นข่อยคือรั้วมะขามนั้นกินได้ ในภาคเหนือจึงมีเมนูยำยอดมะขามที่เด็ดได้จากรั้วมาตำกับแคบหมู พริกแห้ง หอมแดง น้ำปลา มะนาว รั้วมะขามปลูกจากเมล็ดมะขามพันธุ์ไหนก็ได้ ทั้งมะขามหวานและมะขามเปรี้ยว เอามาหยอดในหลุมเรียงกันเป็นแถวห่างสักคืบ พอโตขึ้นก็ตัดแต่งเรื่อย ๆ ให้เป็นรั้ว จะได้รั้วสีเขียวดูนุ่มนวลกว่ารั้วไทรเกาหลีหรือชาฮกเกี้ยนแน่นอน 

6. เอื้องหมายนาและดอกอาว (กระเจียว)

ทั้งเอื้องหมายนาและดอกอาว (ภาคกลางเรียกว่ากระเจียว) เป็นพืชในตระกูลขิงข่าที่ขึ้นตามชายป่า ชายทุ่งที่ชื้นแฉะ เรามักจะเห็นเอื้องหมายนาปลูกคู่กับกระเจียวในสวนหลังบ้าน แทรกกับพวกขิง ข่า ขมิ้น และตาเหิน (มหาหงส์) น่าจะเพราะว่าเอื้องหมายนา ต้นสูงกว่าเลยให้ร่มเงากับดอกอาวได้ดี จึงมักปลูกคู่กัน เอื้องหมายนาพันธุ์ไทยแท้ดอกมีสีขาวช่อฐานดอกสีแดงงามโดดเด่น ส่วนดอกอาวนั้นกินกับน้ำพริกได้ ทั้งคู่จะงามช่วงฤดูฝน ช่วงที่ทั้งสองต้นนี้ออกดอก สวนจะให้อารมณ์ของป่าฝนเขตร้อนได้ดี

7. นางแย้ม

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

นางแย้มเป็นไม้พื้นบ้านอีกชนิดที่ให้อารมณ์สวนคนเมือง ดอกนางแย้มนั้นหอมเย็นกลิ่นคล้ายมะลิ เหมาะกับการปลูกใกล้บ้านตรงที่มีหน้าต่าง ช่อดอกทนนานคล้ายไฮเดรนเยีย แต่ดูแลง่ายกว่ามาก ๆ จึงเหมาะตัดเอามาใส่แจกัน ว่ากันว่าดอกนางแย้มที่ตัดออกมาจากต้นแล้วจะไม่หอมเหมือนอยู่กับต้น จริงไม่จริงอย่างไรลองหามาปลูกและพิสูจน์เอา 

8. งา

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

งาเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น นอกจากปลูกในไร่ผสมไปกับข้าว ชาวบ้านภาคเหนือบางส่วนยังปลูกผสมในสวนเล็ก ๆ หน้าบ้าน โดยปลูกช่วงปลายฝนเพื่อเก็บเกี่ยวช่วงฤดูหนาว เพราะจะใช้งาในการทำอาหารและขนมต่าง ๆ เก็บเป็นน้ำมันงาเอาไว้กินกับทั้งทาเป็นยา เพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกายช่วงฤดูหนาว งาปลูกง่ายมาก ๆ และดอกสีขาวเล็ก ๆ ก็สวยเมื่อแทรกอยู่กับดอกไม้อื่นๆ 

9. ฝ้าย

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

ฝ้ายเป็นต้นไม้อีกชนิดที่ปลูกง่าย และดอกฝ้ายก็สวยไม่แพ้ดอกไม้ป่าชนิดอื่น ๆ เพราะดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปตามช่วงแดด ต้นฝ้ายเป็นไม้พุ่มระดับกลาง เหมาะกับการปลูกเป็นแนวรั้วแทรกกับต้นอื่น ๆ เพราะมีอายุหลายปี คนในอดีตปลูกฝ้ายไว้ใช้ทอผ้า หรือฝั้นฝ้ายเพื่อทำด้ายสายสิญจน์มัดข้อมือให้ลูกหลานในวันสำคัญ ในสมัยนี้เราอาจจะมีเสื้อผ้าจากระบบอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องทอเองกับมือ แต่การปลูกฝ้ายทิ้ง ๆ ไว้บ้าง อาจเป็นประโยชน์กับนกที่เขาจะเก็บปุยฝ้ายไปรองในรังเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับลูกน้อย 

10. ว่านต่าง ๆ ที่ให้ดอก เช่น ว่านสี่ทิศ ว่านแสงอาทิตย์ ว่านมหาบัว ว่านมหาลาภ

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านสี่ทิศ
10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านแสงอาทิตย์
10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านมหาบัว
10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านมหาลาภ

ช่วงตั้งแต่ปลายฤดูร้อนต่อต้นฤดูฝน เป็นช่วงเวลาที่ร้อนอบอ้าวที่สุดของปี พอฝนห่าแรกลง เราจะเห็นว่านเหล่านี้ทั้งโผล่พ้นดินขึ้นมา หรือเปล่งช่อดอกตูมโดดเด่นในระดับพื้นที่ดิน ว่านเหล่านี้เป็นเหมือนคำสัญญาของสายฝน ความทรงจำของเรากับฤดูฝนมักจะมีพืชเหล่านี้อยู่ในฉากของบรรยากาศ ดอกของว่านเหล่านี้สวยมาก ๆ คนที่สนใจศาสตร์การจัดแจกันดอกไม้ขอแนะนำเลย

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load