14 พฤศจิกายน 2561
29 K

ปัญหาหนึ่งของแบรนด์ที่มีสินค้าไกลตัว นานๆ ซื้อที และยากที่ผู้คนจะเห็นความแตกต่างก็คือ การทำตัวให้ดูน่าคบ น่าใกล้ชิดสนิทสนม ตอนแรกเราก็รู้สึกกับแบรนด์มิชลินแบบนี้ นอกจากจะรู้ว่ามิชลินเป็นแบรนด์ขายยางรถยนต์ มีมาสคอตสีขาวดูใจดี และมีการจัดลำดับร้านอาหารซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลกแล้ว เราก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมิชลินอีกเลย แล้วก็ไม่รู้ว่า 3 อย่างนี้มันเกี่ยวข้องกันยังไงด้วย

มิชลินไกด์

พอมีโอกาสได้สนทนากับ ลีโอเนล ด็องเทียก ประธานและกรรมการผู้จัดการกลุ่มมิชลินประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและออสเตรเลีย เรายิงหลายคำถามที่ค้างคาใจ แล้วก็ได้พบว่า แบรนด์ที่มีอายุ 100 กว่าปีแบรนด์นี้มีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาเลย

มิชลินไกด์

 

01

มิชลินเป็นบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส เดิมเป็นโรงงานผลิตยาง และคิดค้นยางรถยนต์แบบถอดได้

ชื่อมิชลินมาจากนามสกุลของสองพี่น้องมิชลิน อองเดร (André) และ เอดูอาร์ (Édouard) ผู้เป็นต้นกำเนิดนวัตกรรมสำคัญของโลกอย่างยางรถที่ถอดได้ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมนุษย์ผลิตอะไรหลายอย่างเพื่อทำลายข้อจำกัดของตัวเอง พี่น้องชาวมิชลินก็ทำให้มนุษย์เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระมากขึ้น ไปได้ไกลมากขึ้น และนั่นก็เป็นแนวคิดหลักของแบรนด์มาตลอด จนถึงวันนี้ก็ 129 ปีแล้ว

มิชลินไกด์ มิชลินไกด์

 

 

02

มิชลินไม่ใช่บริษัทผลิตยางรถยนต์ แต่สร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการสัญจร

พี่น้องมิชลินคิดแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำยางรถที่ถอดได้ อย่างการทำล้อรถที่ถอดได้ ไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ช่วยให้ดูแลยางรถยนต์ได้ง่ายขึ้น คนพกล้อสำรองติดรถไปได้ ทำให้มนุษย์เดินทางได้ไกลกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม และปลอดภัยกว่าเดิม

วิสัยทัศน์ในการสร้างนวัตกรรมของมิชลินในเวลาต่อมาจึงไม่ได้มีแค่ยางรถยนต์รูปแบบต่างๆ แต่ยังรวมไปถึงการทำถนน ทำแผนที่ ทำรองเท้าบูต บริการเกี่ยวกับการดูแลรักษายาง โปรแกรมพิเศษเพื่อติดตามการใช้น้ำมันและการเดินทางของรถบรรทุก และที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดก็คือคู่มือแนะนำการท่องเที่ยวและร้านอาหารที่เรียกว่า ‘มิชลินไกด์’

 

03

ทุกอย่างที่มิชลินทำตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำให้การสัญจรดีขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น

ลีโอเนลบอกเราว่า “ไม่ว่านวัตกรรมที่เราสร้างจะเป็นอะไร ถ้ามันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมิชลิน มันก็ยากที่จะไม่ประสบความสำเร็จ” หลักคิดคือ นวัตกรรมใดๆ ก็ตามต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย ไม่อย่างนั้นก็ป่วยการที่จะทำ

 

04

มิชลินไกด์เกิดมาเพื่อตอบโจทย์การสัญจรในยุคนั้น และช่วยเพิ่มยอดขายแบบนอกกรอบ

2 ปีหลังทำยางรถถอดได้ พี่น้องมิชลินอยากให้มีคนใช้ยางรถของเขามากขึ้น แต่แทนที่พี่น้องมิชลินจะโฆษณาความดีความงามของยาง พวกเขากลับเลือกวิธีเพิ่มปริมาณคนใช้รถในประเทศฝรั่งเศส ผ่านการดึงดูดให้คนออกเดินทาง

สมัยนั้นการเดินทางจำกัดอยู่ในเส้นทางที่คุ้นเคย มิชลินเลยพิมพ์หนังสือแนะนำข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ การดูแลยางระหว่างทาง ปั๊มน้ำมัน โรงแรมทั่วฝรั่งเศส และร้านอาหารแนะนำ แจกฟรีให้ลูกค้า เมื่อมีข้อมูลมากขึ้นคนก็กล้าเดินทางไกลขึ้น บนท้องถนนก็จะมีรถมากขึ้น และการใช้ยางก็จะมากขึ้นตามไปด้วย เป็นวิธีการขายของที่แยบยลมากๆ  

พี่น้องมิชลินเขียนคำนำในมิชลินไกด์เล่มแรก เมื่อปี 1900 ว่า “หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นพร้อมการเริ่มศตวรรษใหม่ และมันจะมีชีวิตยืนยาวเฉกเช่นเดียวกับศตวรรษ” (This guide was born with the century and will be just as long-lived.) 118 ปีผ่านไป สิ่งที่มิชลินกล่าวไว้นั้นไม่ผิดเลย นักชิมบางสำนักถึงกับกล่าวเอาไว้ว่า “ในบรรดาหนังสือพาชิมทั้งหมด มีแต่มิชลินไกด์เท่านั้นที่เขาเชื่อใจ”

มิชลินไกด์

ภาพ : www.michelin.com
05

ผู้ตรวจสอบมิชลิน : องค์กรลับที่เปิดเผยตัวไม่ได้ และดำเนินการอย่างลับๆ มาเป็นศตวรรษ

ตั้งแต่ในช่วง 10 ปีแรกของมิชลินไกด์ พี่น้องมิชลินรับรู้ได้ถึงพลังของหนังสือคู่มือเล่มนี้ จึงเสาะหา ‘ผู้ตรวจสอบมิชลิน’ เพื่อมาเป็นคนตรวจสอบร้านอาหารที่ได้มาตรฐานตามที่มิชลินต้องการ ความเท่ที่สุดขององค์กรนี้คือ ผู้ตรวจสอบมิชลินทุกคนต้องปกปิดตัวตน ห้ามให้ใครรู้ว่าเขาและเธอคือใคร เพื่อความยุติธรรมในการตัดสิน ไม่เพียงเจ้าของร้านที่จะไม่มีทางรู้ว่าคนที่กินอาหารอยู่ในร้านเป็นผู้ตรวจสอบจากมิชลินหรือไม่ ทุกวันนี้แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของมิชลินก็ยังไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร แม้แต่ครอบครัวของผู้ตรวจสอบมิชลินเหล่านี้ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาทำงานอะไร  

สิ่งเดียวที่ลีโอเนลบอกเราได้ และอาจเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือ “มีคนไทยที่เป็นผู้ตรวจสอบมิชลิน เขาเหล่านี้ไม่ได้ตรวจสอบร้านอาหารแค่ในประเทศไทย แต่ยังไปตรวจสอบรสชาติแบบไทยๆ ที่ต่างประเทศด้วย”

 

06

มิชลินสตาร์ไม่ได้วัดที่ความอร่อย แต่วัดที่คุณภาพวัตถุดิบ ชั้นเชิงของรสชาติ การปรุง และคาแรกเตอร์ของเชฟ

เนื่องจาก ‘ความอร่อย’ เป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตก พี่น้องมิชลินจึงไม่เคยเอาเรื่องความอร่อยมาเป็นหลักในการให้ดาว แต่ใช้หลักการที่จับต้องได้มากกว่า คือคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ ผู้ตรวจสอบของมิชลินต้องเชี่ยวชาญที่จะรู้ได้ว่าอาหารในจานนี้วัตถุดิบคืออะไร คุณภาพเป็นแบบไหน อย่าลืมว่าผู้ตรวจสอบของมิชลินต้องปกปิดตัวตน การขอเข้าไปดูในครัวเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้น ความเชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะบอกได้

และอะไรที่แบนๆ ไม่เหมาะกับแบรนด์ที่ขายยางแน่ๆ ถ้าเทียบเป็นคน ร้านที่จะได้รับดาวจากมิชลินต้องเป็นร้านที่มีคาแรกเตอร์ นอกจากคุณภาพของวัตถุดิบแล้ว รสชาติก็ต้องโดดเด่น เทคนิคการทำอาหารต้องมีชั้นเชิง เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเชฟที่สะท้อนความหลงใหลออกมาในอาหารต้องน่าสนใจ เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้มันคือประสบการณ์ในมื้ออาหารที่จะทำให้คนประทับใจไปอีกนาน

มิชลินไกด์

 

 

07

เมืองที่มีร้านอาหารได้รับมิชลินสตาร์มากที่สุดคือ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ร้านอาหารในโตเกียวได้รับดาวมิชลินรวมกันทั้งหมด 314 ดาว มากกว่า 141 ดาวในเมืองแรกที่มีการให้ดาวมิชลินอย่างปารีส ประเทศฝรั่งเศส กว่าเท่าตัว

 

08

ทุกคนร่วมให้เบาะแสกับผู้ตรวจสอบมิชลินได้!

เราเลยแอบถามลีโอเนลว่า ถ้าอยากเป็นผู้ตรวจสอบมิชลินต้องทำอย่างไร เขาแนะนำว่า “ผู้ตรวจสอบมิชลินต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เกี่ยวกับเรื่องอาหารเป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ ต้องหลงใหลในการทำสิ่งนี้” แม้การเป็นผู้ตรวจสอบมิชลินต้องมีคุณสมบัติเพียบพร้อม แต่ลีโอเนลก็ปลอบใจว่า เราทุกคนช่วยให้เบาะแสกับผู้ตรวจสอบมิชลินได้ ใครเจอร้านอาหารที่มีคุณสมบัติตรงกับที่บอกมา ไม่ว่าจะเป็นอยู่มุมไหนของโลก ก็แจ้งเบาะแสที่ Facebook ของมิชลินประเทศไทยได้เลย

 

09

สัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยและเป็นมิตรของมิชลินคือ มิชลินแมน หรือบีเบนดั้ม มาสคอตอายุ 120 ปี และเป็นหนึ่งในมาสคอตที่อยู่มานานที่สุดในโลก

เจ้ามาสคอตตัวกลมสีขาวตัวนี้ชื่อบีเบนดั้ม นอกจากจะปรากฏตัวตามงานอีเวนต์และในงานโฆษณาของมิชลินแล้ว บีเบนดั้มยังผูกติดกับทุกอย่างที่มิชลินทำ จนเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงวัฒนธรรมของมิชลิน ที่เชื่อในการขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าด้วย

ล่าสุดมาสคอตอายุกว่า 100 ปี ตัวนี้ได้รับรางวัล Icon of the millennium จาก Advertising Week ด้วย

มิชลินไกด์

 

10

บีเบนดั้มเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับการสัญจรที่สะดวกและปลอดภัย

ชื่อของบีเบนดัมมาจากวลี ‘Nunc est bibendum’ แต่งโดยกวีชื่อ Horace เป็นภาษาละตินแปลว่า ‘ดื่มให้หมด’ (Drink up) พอเอามาใช้กับโฆษณาชิ้นแรกในปี 1898 มิชลินให้ความหมายกับการดื่มนี้ว่า เป็นการดื่มอุปสรรคบนท้องถนนให้หมดไป C‘est à dire : À votre santé. Le pneu Michelin boit l’obstacle. (That is to say, to your health. The Michelin tire drinks up obstacles.)

มิชลินไกด์

 

11

บีเบนดั้มถูกปรับลุคมาแล้ว 8 ครั้งให้เข้ากับยุคสมัย

 

 

มิชลินไกด์

 

 

12

มิชลินอยู่ในประเทศไทยมา 31 ปี และบีเบนดั้มก็เป็นส่วนหนึ่งในการสัญจรของคนไทยในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

พอถามถึงความรู้สึกของลีโอเนลเกี่ยวกับการเอาบีเบนดั้มมาใช้แบบไทยๆ ลีโอเนลถึงกับหัวเราะออกมาแล้วบอกว่า “ทุกคนที่มิชลินชื่นชมความผูกพันและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่มีกับบีเบนดั้มมาก แม้ว่าการเอาไปใช้บางทีมันจะผิดมาตรฐานของแบรนด์ แต่เราก็ยินดี เพราะว่ามันน่ารักมาก” และบอกต่อว่า ปรากฏการณ์เอาบีเบนดั้มมาแต่งรถกันขนาดนี้ มีแค่เมืองไทยที่เดียวเท่านั้น

มิชลินไกด์ มิชลินไกด์

ภาพ: Facebook Michelin Thailand

 

13

บีเบนดั้มภาษาละตินหมายถึงการดื่ม แต่ในเมืองไทยความอวบอ้วนของมันหมายถึงความมีกินมีใช้

มิชลินเคยตั้งคำถามกับแฟนๆ ผ่านทางเฟซบุ๊กว่าทำไมถึงเอาตุ๊กตามิชลินมาติดหน้ารถ เราเลยได้รู้ว่าคนไทยมีความผูกพันกับบีเบนดั้มแบบพิเศษจริงๆ แฟนๆ ที่เข้ามาตอบคำถามล้วนแต่บอกว่าตุ๊กตามิชลินที่อ้วนจ้ำม่ำหมายถึงความมีกินมีใช้ แล้วก็ทำให้รู้สึกปลอดภัย เพราะว่ามันตัวอ้วนกลมทำให้รู้สึกนุ่ม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ได้ต่างจากตัวตนจริงๆ ของบีเบนดั้มเลย

 

14

ก้าวต่อไปมิชลินจะออกแบบนวัตกรรมที่จะทำให้การสัญจรใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด

จากที่มิชลินเคยพามนุษย์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่การเดินทางที่อิสระมากขึ้นเมื่อสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุกวันนี้มิชลินเปลี่ยนมาพาผู้ใช้งานมุ่งไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยางรถยนต์ในอนาคตของมิชลินจะทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ ด้วยการนำยางเก่ามารีไซเคิลและใช้วัสดุชีวภาพ ไม่ต้องใช้ลม พิมพ์ดอกยางเพิ่มได้เรื่อยๆ แถมยังมีระบบแจ้งเตือนผู้ขับเกี่ยวกับสภาพยางเพื่อความปลอดภัยด้วย

มิชลินไกด์

ภาพ: www.michelin.com
15

ทำยางให้ใช้ได้นานขึ้น แต่ไม่ทำให้รายได้น้อยลง

มิชลินอยากให้ยางของพวกเขาใช้งานได้นานขึ้น นั่นหมายความว่า ยอดขายก็จะน้อยลง แต่การรักโลกก็ไม่ทำร้ายตัวเองขนาดนั้น เพราะมิชลินปรับโมเดลทางธุรกิจให้สอดคล้องกับสิ่งนี้ นั่นก็คือ พวกเขาจะเลิกขายยาง แต่เปล่ียนไปให้เช่ายางแทน ซึ่งทุกวันนี้เริ่มให้บริการนี้กับเครื่องบินและรถบรรทุกแล้ว นั่นหมายความว่า ยิ่งยางหนึ่งเส้นใช้งานได้นานขึ้นเท่าไหร่ มิชลินก็ได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load