เวิร์กช็อปของนิสิต นิทรรศการศิลปะ งานเรียนต่อ มหกรรม สัมมนา และคอนเสิร์ต

ไม่ว่าจะอีเวนต์ขนาดเล็กที่เน้นความเงียบสงบแบบสิบคน หรือใหญ่ยักษ์ระดับพบปะกับคนนับหมื่น ทุกอีเวนต์มีคุณค่าและความหมายเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนจากภูมิหลังที่แตกต่างแต่หลงใหลใคร่สงสัยอะไรเหมือนกัน มารวมตัวสร้างสรรค์สังคมแห่งใหม่

นี่คือความเชื่อของ ‘Zipevent’ สตาร์ทอัพอายุราว 5 ขวบ ผู้นิยามตัวเองเป็นแพลตฟอร์มจัดการด้านอีเวนต์แบบครบวงจร

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

หากคุณอยากเดินเล่นอีเวนต์ที่ตรงใจแต่หาที่ใดก็ไม่เจอ เบื่อการกรอกข้อมูลซ้ำไปมาบนกระดาษตอนเข้าร่วมงาน อาจเคยจัดงานอีเวนต์และปวดหัวกับปัญหาร้อยแปดแสนวุ่นวาย หรือไปออกบูทที่ใดก็รำคาญใจกับกระบวนการมากมาย

Zipevent อาจเป็นผู้ช่วยที่คุณกำลังตามหาอยู่ ด้วยระบบและบริการที่กำจัดปัญหาดังกล่าว พร้อมสามารถปรับแต่งการใช้งานได้ตามเหมาะสม ไม่ว่าคุณจะเป็นใครใน 3 ฝ่ายหลักในการจัดอีเวนต์ อันประกอบด้วยผู้เข้าร่วมงาน ผู้จัดงาน และผู้ออกงาน

เป้าหมายของเราคือพยายามจะหาจุดลงตัวระหว่างผู้ใช้งานทุกฝ่ายเป็นตัวตั้ง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการมาอีเวนต์ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ซึ่งเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยตรงนี้และสร้างอิมแพ็คได้

เจภาโรจน์ เด่นสกุล Co-founder และ CEO ของ Zipevent เล่าให้เราฟังถึงความตั้งใจเบื้องหลัง เจมองว่างานอีเวนต์มีเสน่ห์ในการเชื่อมต่อคนเข้าหากันในแบบที่ออนไลน์ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่โลกออนไลน์สามารถเข้ามาเสริมสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อได้ และนี่คือสิ่งที่เจอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน

แต่กว่าจะมาได้ถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในวงการที่มีผู้เล่นมากมายแข่งขันเพื่อสร้างประสบการณ์อีเวนต์ให้ตอบโจทย์ ทำไม Zipevent ถึงเป็นชื่อแรกๆ ที่ได้รับการกล่าวขานและไว้วางใจจากผู้ใช้งาน ดูแลงานระดับแสนคนอย่าง Digital Thailand Bigbang หรืองานที่ทรงคุณค่าอย่างงานแจกหนังสือ ‘The Visionary ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต

ไม่รอช้า เราดำเนินบทสนทนากับเจต่อ เพื่อไขคำตอบเบื้องหลังสตาร์ทอัพสายอีเวนต์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันธรรมดา แต่พร้อมเป็นอะไรก็ได้ที่แก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

ลงทะเบียนร่วมวงการ

จริงๆ เราเริ่มจากแก้ปัญหาให้ตัวเองก่อน สมัยก่อนหาข้อมูลงานอาร์ตหรือดนตรีเล็กๆ ไม่ค่อยได้ และคิดว่าน่าจะมีคนอยากรู้เหมือนเราเจเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำแอปพลิเคชันเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองในระหว่างทำงานประจำ ก่อนค้นพบว่ามีคนพบปัญหาแบบเดียวกันมากพอที่จะพัฒนาเป็นธุรกิจ

Zipevent เริ่มจากการรวมข้อมูลอีเวนต์น้อยใหญ่ไว้ในที่เดียวก่อน ไม่ว่าใครก็ฝากประชาสัมพันธ์งานของตัวเองได้ฟรี เพื่อให้มีอีเวนต์ในระบบมากเพียงพอต่อความสนใจของผู้ใช้ และเป็นจุดเริ่มต้นที่แตกต่างของ Zipevent กับผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันในเวลานั้น

เมื่อคลุกคลีพูดคุยกับผู้คนในวงการอีเวนต์มากขึ้น ปัญหาฝั่งผู้จัดงานเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

การเก็บข้อมูลคนร่วมงานและการลงทะเบียนซื้อบัตรที่ไม่สะดวกและใช้เวลานาน ไม่มีระบบอัตโนมัติที่ดีเพียงพอเป็นเรื่องแรกๆ ที่เจลองพัฒนา Zipevent ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มพร้อมใช้งานในการเก็บข้อมูลและความคิดเห็นคนร่วมงานแบบเรียลไทม์

การทดลองครั้งนั้นได้เสียงตอบรับที่ดีกลับมา เป็นจุดเริ่มต้นที่เจปรับทิศทางแอปพลิเคชันให้มีศักยภาพในการปรับแต่งให้เหมาะกับโจทย์ของผู้ใช้งาน

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

ผู้ใช้งานเป็นหัวใจสำคัญที่เจเน้นย้ำตลอดบทสนทนากับเรา อาจเพราะเข้าใจความเจ็บปวด (Pain Point) ที่เกิดขึ้นด้วยประสบการณ์ของตัวเอง เจจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานไม่จะว่าเป็นคนไหนให้ดีที่สุด

เราอาจเป็นสตาร์ทอัพที่ความเชื่อแตกต่างกับเจ้าอื่นอยู่บ้าง เราเชื่อว่าสตาร์ทอัพที่ดีควรได้รับการลงทุนจากผู้ใช้งานก่อนที่จะเป็นนักลงทุน ถ้าเราทำให้สินค้าตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ สุดท้ายจะมีรายได้ขึ้นมา จากนั้นค่อยขยายก็ไม่สายเจเล่าให้ฟังถึงเคล็ดลับส่วนหนึ่งที่เขาคิดว่าทำให้ Zipevent กำเนิดขึ้นได้

เมื่อจังหวะเวลาเหมาะสม เข้าใจปัญหาของผู้ใช้งานอย่างถ่องแท้ เจจึงตัดสินใจลาออกจากงาน ตีตั๋วเข้าร่วมวงการสตาร์ทอัพในฐานะผู้บริหาร

เราทำโดยไม่ได้รู้สึกว่าจะล้มหรือเลิกเลยไม่ได้กลัวตรงนี้ เกือบ 2 ปีที่เราทำงานประจำสลับกับการพัฒนา Zipevent ออกไปทดสอบ คุยกับกลุ่มผู้ใช้งานเรื่อยๆ พัฒนาจนได้สิ่งที่แก้ปัญหาผู้ใช้ได้จริง เราเชื่อตรงนี้ เราเห็นความเป็นไปได้และออกมาทำเต็มตัว

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

เป็นทุกอย่าง (เรื่องอีเวนต์) ให้เธอแล้ว

Zipevent ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงแอปพลิเคชันเท่านั้น คุณค่าที่เจตั้งใจมอบให้ผู้คนคือวิธีการแก้ไขสารพันปัญหาในทุกกระบวนการจัดงานอีเวนต์อย่างชาญฉลาด ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ภายใน และหลังจบงาน

“Zipevent เปรียบเสมือนอาหารที่มีทั้งจานหลักและเครื่องเคียง ในเมนูหลักของเราผู้จัดงานจะมีระบบลงทะเบียนที่ปรับแต่งได้ อยากขายเมื่อไหร่ บัตรกี่ประเภท ราคาเท่าไหร่ จ่ายผ่านช่องทางไหน ปรับได้ครบ คนที่มาร่วมงานอีเวนต์ก็สะดวก ยืนยันเข้าร่วมงานได้รวดเร็วผ่าน QR Code เพราะมีข้อมูลเก็บไว้ในระบบเรา หารายละเอียดบูทได้ง่าย เอาโค้ดไปยืนยันตัวตนแลกข้อมูลกับเจ้าของบูทแทนการแลกนามบัตรได้เลย ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำไปมา คนที่ไปออกบูทก็สมัครเข้าร่วมงานได้ง่ายขึ้น มีระบบการจัดการหลังบ้านที่ดูแลได้อย่างครอบคลุม ลดความวุ่นวายในการเตรียมงาน

หากผู้จัดงานอยากได้อะไรเพิ่มก็สั่งเครื่องเคียงได้ เช่น ประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมบนแพลตฟอร์ม สั่งทำริสต์แบนด์ที่มี QR Code แจกจ่าย วิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด หรือระบบถามตอบในงานสัมมนา เราทำได้หมด”  เจบรรยายสรรพคุณที่คิดค้นมาอย่างครบเครื่อง เรื่องเหล่านี้เจไม่ได้คิดออกมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้ระหว่างทางและปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้คน

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

การเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการของอีเวนต์และยินดีในการปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานเป็นเรื่องพิเศษ แต่ก็ต้องแลกมากับภาระการดูแลที่มากขึ้นตามไปด้วย เช่น มีคนโทรศัพท์มาถามหาข้อมูลอีเวนต์กับทางบริษัทราวกับเป็นคอลเซ็นเตอร์ให้งาน ซึ่งทาง Zipevent ไม่ได้เกี่ยวข้องในส่วนนี้

แม้ไม่ใช่หน้าที่ แต่เจเชื่อว่าการส่งมอบความรู้สึกดีๆ และส่งต่อคุณค่าที่เราทำได้ให้ผู้ใช้งานเป็นกุญแจสำคัญที่จะตราตรึงอยู่ในใจคน

เราคงทนไม่ได้ด้วยถ้าเห็นเพื่อนเราบ่น Zipevent ว่าห่วยในโลกออนไลน์ เราอยากให้คนได้รับสิ่งที่น่าประทับใจกลับไป ซึ่งต้องเริ่มจากภายในบริษัทเจพูดติดตลก แต่แนวคิดนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการนำบริษัทให้ทุกคนไปในทิศทางเดียวกัน

ผลพลอยได้คือ ยิ่งมีข้อมูลจากผู้คนมากขึ้นเท่าไหร่ Zipevent ยิ่งมีความรู้เชิงลึกที่สามารถนำมาแนะนำผู้ใช้งานคนอื่นๆ ต่อได้อย่างตรงใจไม่แพ้ใคร

ถ้าเรามีข้อมูลมากพอ เราจะเห็นเทรนด์บางอย่าง บางทีแนะนำคนได้เลยว่าบัตรงานศิลปะควรขายตอนไหนกี่โมงดี ชอบงานประเภทนี้ควรไปอีเวนต์ไหนต่อ ตอนนี้ใช้คนแนะนำอยู่ ต่อไปถ้าจะให้ดีคือระบบแนะนำได้ด้วยตัวเองเลย เป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำอยู่

ยิ่งเป็นผู้ให้..ยิ่งเป็นได้ทุกอย่างสำหรับเธอ

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

ปรับตัวได้ ไม่ต้องกลัวอะไร

ความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วถือเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของ Zipevent ยิ่งในวงการเทคโนโลยีที่ต้องปรับตัวให้ได้ปีต่อปี การมีดีเอ็นเอนี้บรรจุอยู่ในบริษัทถือเป็นอาวุธสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลง

เราปรับตัวตลอด เช่นเรารู้ว่าจริงๆ คนขี้เกียจดาวน์โหลดแอปพลิเคชันถ้าไม่ได้ใช้บ่อย เราก็สร้างเว็บไซต์ ทำคอนเทนต์ มีแชทบอตขึ้นมา ทำให้ง่ายและกลายเป็นจุดหลักที่คนเข้ามาหาเรา หรืออย่างคีออส (Kiosk) ที่เริ่มใช้ในงาน Startup Thailand ไอเดียมาจากเราคุยกับลูกค้าแล้วมีหลายคนแนะนำให้ทำเพราะสะดวก ตั้งเป็นแท่นแล้วเปิดไฟ คนเห็นง่าย เดินมาเสียบบัตรประชาชนในเครื่องแล้วจบเลย เราลองศึกษาข้อมูลแล้วเห็นว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีก็ทำเลย ถือว่าเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำตรงนี้เจเล่าถึงนวัตกรรมที่ Zipevent ทดลองปรับใช้กับงานอีเวนต์และประสบความสำเร็จอย่างมาก

อีกหนึ่งความยากลำบากของการเป็นสตาร์ทอัพคือการขยายตัวออกไปให้ไกล ในไทยก็ว่ายากแล้ว ขยายไปต่างประเทศยิ่งยากกว่า ครั้งหนึ่งเจเคยไปรับงานที่จัดในต่างประเทศและได้สัมผัสความท้าทายใหม่

แต่ละพื้นที่มีการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น คนเวียดนามเคยชินกับการกรอกกระดาษ ถ้าให้พิมพ์จะค่อนข้างช้า หรือที่เมียนมา คนมีแต่ชื่อจริง ไม่มีนามสกุล ถ้าใช้แพลตฟอร์มเหมือนที่บ้านเราเขาคงงงกันมากๆ เป็นต้นเจเล่าให้ฟังถึงโจทย์ที่ยาก การขยายต่อไปได้ต้องทำให้แพลตฟอร์มแข็งแรงและมีทีมที่พร้อมลุยไปขยายต่อในต่างแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนก้าวต่อไปที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เราพยายามจะเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอีเวนต์และธุรกิจ MICE (Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions) ในประเทศไทยเข้าด้วยกันและเรากลายเป็นศูนย์กลางที่ดึงอีเวนต์น่าสนใจในต่างประเทศเข้ามาในเครือข่าย อาจจะเริ่มจากในอาเซียน ถ้าเกิดการเชื่อมต่อข้ามประเทศกันได้คงจะเจ๋งน่าดู

แม้เทคโนโลยีจะไปไวแค่ไหน แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับเลย เพราะ Zipevent พร้อมปรับตัวและขยายไปอยู่ในรูปแบบไหนก็ได้ เพียงแค่สามารถเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกันผ่านอีเวนต์ ไม่ว่าด้วยวิธีการหรือรูปแบบใดก็ตาม

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

คุณค่าที่มอบให้คนที่พบเจอ

หลังจากมีประสบการณ์มากมายหลายอีเวนต์ เราถามเจว่าอีเวนต์ไหนท้าทายหรือน่าประทับใจที่สุด

งานแจกหนังสือ The Visionary ครับเจตอบอย่างรวดเร็ว

งานนี้แจกหนังสือที่ทางสานต่อที่พ่อทำจัดขึ้นมา โจทย์ที่เราได้รับคือช่วยดูแลการลงทะเบียนรับหนังสือประมาณ 40,000 เล่มให้หมดภายใน 3 วัน ซึ่งคนสนใจและถามคำถามเข้ามาเยอะมาก เราต้องจัดระบบการลงทะเบียนเข้ารับหนังสือให้ดีและรวดเร็วเพื่อไม่ให้คนต่อแถวยาวเกินไป เตรียมรับมือถ้าเกิดระบบขัดข้องขึ้นมา แต่สุดท้ายงานก็ผ่านไปได้ด้วยดี ได้เสียงตอบรับที่ดี นอกจากความท้าทายของการจัดการแล้ว เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการมอบสิ่งดีๆ อย่างหนังสือเล่มนี้ไปให้กับคน

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

งานดังกล่าวผ่านไปได้อย่างดี รับหนังสือได้อย่างรวดเร็วจนหลายต่อหลายคนชื่นชมในความเป็นมืออาชีพ

การมีอยู่ของ Zipevent นอกจากจะแก้ปัญหาเรื่องเวลาและความสะดวกสบายในการจัดอีเวนต์ต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญคือการสร้างพื้นที่ให้อีเวนต์แต่ละอีเวนต์ได้เฉิดฉายและทำหน้าที่อย่างราบรื่นสมบูรณ์

และเจไม่ลืมที่จะพูดถึงผลลัพธ์ที่ดีเหล่านี้แก่ทีมงานเบื้องหลังการเติบโตของ Zipevent เพราะเชื่อว่าการผลักดันอีเวนต์เหล่านี้ให้ดำเนินไปได้ด้วยดีไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ทำให้ทีมงานของเขาได้พัฒนาขึ้น

เราอยากให้คนที่มาทำงานกับเราและมีส่วนเกี่ยวข้องกับอีเวนต์ที่เราทำได้เรียนรู้และเติบโต สิ่งที่เขาทำตอบโจทย์ชีวิต เราพยายามให้น้องๆ ได้ทดลองผ่านการได้ลงมือทำจริง ทุกทีมจะได้เห็นสิ่งที่ผู้ใช้งานเสนอแนะมาเพื่อนำไปพัฒนาต่อ ถ้าเขียนโปรแกรม เขาจะได้เห็นว่าผู้ใช้ต้องการอะไร มีตรงไหนที่เขาควรปรับแก้ ถ้าทำคอนเทนต์ คนดูชอบและได้ประโยชน์หรือเปล่า ทีมจะได้เห็นผลลัพธ์จากการลงมือทำและคุณค่าของสิ่งที่ทำ

ในโลกที่คนกล่าวกันว่าสตาร์ทอัพกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ล้มหายตายจาก ไม่น่าแปลกใจที่ Zipevent สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและพร้อมพัฒนาต่อไป เพราะความตั้งใจในการมอบคุณค่าให้กับคนที่พบเจอนี้เอง

First-time Founder, Life-long Learner

หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมาร่วม 5 ปีกับ Zipevent เจได้ทบทวนและแบ่งปันถึงเส้นทางของเขาในฐานะผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพให้เราฟัง

สตาร์ทอัพต้องเติบโตอย่างรวดเร็ว เราในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริการยิ่งต้องเติบโตให้ไว เราเป็นพนักงานประจำมาก่อน ไม่เคยมีทีม ทำงานด้วยตัวเอง พอมาทำสตาร์ทอัพของตัวเองต้องคิดเยอะขึ้นไป มีน้องจบใหม่มาทำงานกับเราเป็นงานแรก เริ่มจากมี 5 – 6 คน ตอนนี้มี 20 กว่าคน จะทำให้เขาโตได้ยังไง จะพาธุรกิจให้ไปรอดได้ยังไง ต้องคิดในหลายมิติมากขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ให้เร็ว เป็นความท้าทายที่หนักสุดที่เจอ

สุดท้าย เจฝากบทเรียน 3 ข้อที่ยึดอยู่ในใจเสมอในการทำสตาร์ทอัพ สำหรับใครที่สนใจร่วมตีตั๋วลงทะเบียนมาร่วมในวงการด้วยกัน

มี 3 ข้อคือ A, B และ C – A หมายถึง Adaptability คือปรับตัวได้ ถ้าทำสตาร์ทอัพจะมีช่วงขาลงสุดๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อย เราต้องพร้อมปรับตัวอย่างรวดเร็วให้อยู่รอด ส่วน B หมายถึง Belief คือความเชื่อ ถ้าเราไม่เชื่อ ไม่มั่นใจในสิ่งที่กำลังทำ เราจะขาดกำลังใจ ห่อเหี่ยวและหมดไฟเมื่อปัญหามีมากขึ้น

สุดท้ายคือ C ที่มาจาก Communication การสื่อสารสำคัญมาก ไม่ว่าจะคุยในทีมหรือคุยกับผู้ใช้งาน ถ้าเราสื่อสารได้ไม่ตรงจุด คนจะไม่เชื่อในศักยภาพของผลิตภัณฑ์เรา เราอยากให้คนสื่อสารกัน เราถือว่าล้มเหลวไปครึ่งหนึ่งถ้าทำสตาร์ทอัพแล้วคนไม่สื่อสารกัน

อนาคต Zipevent จะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครรู้ แต่มั่นใจได้ว่า Zipevent พร้อมเรียนรู้ ปรับตัวและสื่อสารให้เรารับรู้ด้วยความเชื่อที่มีอยู่

ความเชื่อที่ว่าพวกเขาสามารถเชื่อมต่อและสร้างสรรค์สังคมใหม่และมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ผู้คนที่พบเจอ

Zipevent, สตาร์ทอัพ, เจ-ภาโรจน์ เด่นสกุล

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

Yindii (ยินดี) คือแพลตฟอร์มซื้อ-ขาย เบเกอรี่ ขนม ผักผลไม้ สารพัดอาหารทางออนไลน์ในไทยที่มีอายุเพียง 1 ขวบ แต่กำลังเป็นที่กล่าวถึงบนโลกโซเชียลและเติบโตอย่างน่าติดตาม แม้อยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดของบริษัทยักษ์ใหญ่

จุดเด่นของสตาร์ทอัพน้องใหม่ชื่อไทยรายนี้คือ ผู้ใช้งานสามารถซื้อเบเกอรี่หรืออาหารคุณภาพดีจากโรงแรมระดับ 5 ดาวและร้านค้าสุดพรีเมี่ยม ด้วยราคาที่ถูกลง 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ ช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจในภาวะซบเซา และลดการสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

ก่อตั้งโดย Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์) ซีอีโอชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่ไทยเมื่อราว 2 ปีก่อน และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาสร้างแพลตฟอร์ม เดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ตอนที่ COVID-19 กำลังแพร่ระบาดในวงกว้างเป็นครั้งแรก 

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)

ดูเสี่ยงไม่ใช่น้อย แต่หลุยส์เลือกเดินพันกับภารกิจนี้ เพื่อแก้ไขหนึ่งในปัญหาของสังคมที่เขาพอจะทำอะไรได้บ้าง อย่างเรื่อง ‘อาหารส่วนเกิน’ (Surplus Food) 

“วิสัยทัศน์ของผมคือ Yindii จะเป็นมากกว่าพื้นที่ซื้อขาย แต่เป็นไลฟ์สไตล์ของผู้คน เราอยากเปลี่ยนแปลงวงการอาหารและเดลิเวอรี่ให้เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น สร้างความตระหนักรู้เรื่องขยะอาหารและผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีการนี้ เราจะป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ร่วมกันได้” หลุยส์กล่าว

ขยะอาหารอาจฟังดูไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่เรื่องนี้อยู่ใกล้ตัวและเร่งด่วนกว่าที่คิด เพราะราว 17 เปอร์เซ็นต์ (931 ล้านตัน) ของอาหารที่ผลิตในโลกตอนนี้ มีจุดจบสุดท้ายเป็นขยะอาหาร ส่วนหนึ่งเน่าเสีย เกินอายุ สูญเสียไประหว่างกระบวนการ อีกส่วนเป็นอาหารส่วนเกินที่ยังคุณภาพดีอยู่ แต่ไม่มีคนซื้อทานก่อนหมดวันขาย ถูกคัดทิ้งด้วยหน้าตาที่ดูไม่สวยงามตามมาตรฐาน หากตีเป็นเงินแล้ว มูลค่าความเสียหายจะสูงถึงราว 936,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในขณะที่ประชากรกว่า 690 ล้านคนกำลังหิวโหยอยู่ทั่วโลก หากเราลดขยะอาหารได้เพียงสัก 1 ใน 4 ของทั้งหมดและกระจายต่อให้เข้าถึงได้ พวกเขาจะมีอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิตทันที

“คนอาจรู้สึกว่าทิ้งขนมปังชิ้นเดียวเอง ไม่เป็นอะไรหรอก แต่จริงๆ ขนมปังนี้หมายถึงน้ำที่ต้องใช้ไปเป็นลิตรตั้งแต่ต้นทาง หมายถึงเหงื่อของชาวนาที่ปลูกข้าวสาลี แก๊สและพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่ง ผลกระทบของขยะอาหารนั้นสูงกว่าที่ใครหลายคนจินตนาการถึงเลย” หลุยส์เน้นย้ำ พร้อมบอกว่าการผลิตอาหารและต้องกำจัดทิ้งปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็น 8 – 10 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดในโลก มากกว่าอุตสาหกรรมการบินตั้ง 4 – 5 เท่า

เศษบนจานข้าวของเราแต่ละคนจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรเพิกเฉย และเป็นเหตุผลที่เรามาคุยกับซีอีโอผู้ใช้ชื่อตำแหน่งตัวเองว่าเป็น ‘Food Waste Fighter’ คนนี้

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)
01

ยินดีแก้ปัญหา

“ผมตัดสินใจเรื่องงานตั้งแต่เนิ่นๆ ในชีวิตเลยว่าอยากทำงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลง” หลุยส์เล่าแนวคิดที่มีในใจเสมอมาตั้งแต่เริ่มทำงาน

10 ปีที่ผ่านมา งานประจำของเขาคือการพัฒนาสตาร์ทอัพให้เติบโต ตระเวนไปตามประเทศต่างๆ ตั้งแต่สเปน โปรตุเกส แถบละตินอเมริกา สหรัฐอเมริกา ก่อนคว้ากระเป๋า ย้ายมาอีกซีกโลกหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน

“ผมคิดว่าภูมิภาคนี้กำลังเติบโตและมีโอกาสมากมายที่น่าตื่นเต้น ก่อนหน้านี้ ผมเคยมาประเทศไทยและรู้สึกชอบ เมื่อถึงเวลา ผมจึงเลือกมาที่กรุงเทพฯ” 

ระหว่างทำงานในโลกธุรกิจ หลุยส์เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครของ SOS Thailand (Scholars of Sustenance หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร) ที่ขับเคลื่อนการจัดการอาหารส่วนเกินให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน โดยมีส่วนเข้าไปช่วยคิดแนวทางการระดมทุน ประสบการณ์นี้ทำให้เขาค่อยๆ เริ่มเข้าใจเรื่องปัญหาขยะอาหารในไทย

จนเมื่อ COVID-19 แพร่ระบาดช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลุยส์ตัดสินใจผันตัวเป็นผู้ประกอบการ นำประสบการณ์มาลองสร้างโมเดลการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในรูปแบบธุรกิจ

“นักท่องเที่ยวหาย คนตกงานมากขึ้น อาหารเหลือเต็มไปหมด ผมอยากจะทำประโยชน์อะไรสักอย่าง เลยชวนเพื่อนมาลองสร้างอะไรกันเร็วมากๆ แล้วดูว่าเวิร์กไหม เราแค่เริ่มจากปัญหาเลย”

02

ยินดีทำให้ทุกฝ่าย

“เราอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอน ปัญหาใหญ่ของร้านอาหารคือคาดการณ์ไม่ได้ว่าวันนี้จะขายได้เท่าไร” นักธุรกิจผู้ผ่านประสบการณ์มาหลากหลายเล่าปัญหาที่สังเกตเห็น ซึ่งชัดเจนยิ่งขึ้นในภาวะโรคระบาดที่กระทบทั้งอุตสาหกรรมอย่างหนักหน่วง

“หากคุณทำอาหารน้อยไป คุณจะเสียโอกาสในการขาย แต่ถ้าทำมากเกิน เมื่อถึงเวลาปิดร้าน จะมีอาหารที่คุณขายวันต่อไปไม่ได้อีก แต่ยังทานภายในวันนี้ได้อยู่ คุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย และหลายคนก็รักอาหารที่ตัวเองทำ แต่กลับต้องแจกจ่ายหรือทิ้ง ทำให้สูญเสียรายได้และต้องจ่ายเงินเพื่อจัดการอีกด้วย”

ในขณะที่ฝั่งผู้บริโภค มีคนจำนวนมากแสวงหารสชาติอาหารชั้นเลิศอยู่แล้ว หากเข้าถึงได้ในราคาที่ถูกลงมากถึง 50 หรือ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็คงตอบโจทย์ชีวิตเป็นอย่างดี

Yindii จึงรับหน้าที่เป็นตัวกลาง พัฒนาแอปพลิเคชันและเว็บไซต์สำหรับซื้อ-ขาย อาหารออนไลน์ จับคู่ความต้องการและมอบประสบการณ์ใหม่ให้ทั้งสองฝ่าย

ในแพลตฟอร์ม ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปกดจองล่วงหน้าเพื่อสั่งซื้อเบเกอรี่และอาหารจากร้านที่ต้องการตามเวลาที่กำหนดไว้ มีทั้งช่วงเช้า สาย กลางวัน และเย็น โดยเมนูจะเป็นแบบสุ่ม จัดใส่ลงถุงปริศนา (Yindii Box) เพราะขึ้นอยู่กับอาหารที่มี ณ ช่วงเวลานั้นๆ (กรอกเพื่อแจ้งข้อจำกัดการทานอาหารก่อนได้)

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก

เช่น ชุดอาหารเช้าจาก Grand Hyatt Erawan หรือเบเกอรี่จาก Le Macaron แต่ละรอบมีจำนวนชุดอาหารจำกัด ถือเป็นการเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้คอยลุ้นกันว่าจะมื้อนี้จะจองได้ไหม และจะได้ทานอะไร

“ตอนเราไปคุยกับร้าน เขาตอบกลับมาว่ามีของเหลืออยู่แล้ว แต่ไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเหลือบ้างในแต่ละวัน เท่าไร ตอนนั้นเรารู้ทันทีว่าต้องทำให้แตกต่างจากเดลิเวอรี่อาหารอื่นๆ ถือเป็นโอกาสลองทำให้มันน่าตื่นเต้นขึ้นสักหน่อย พอไปถามลูกค้า หลายคนตอบว่าถ้ายังได้เป็นเบเกอรี่ อะไรก็กินได้ จึงเกิดเป็นโมเดลนี้”

ส่วนการรับอาหาร ผู้ใช้งานสามารถเลือกว่าจะไปรับที่ร้านเองหรือให้ส่งตรงถึงที่หมาย เมื่อการสั่งซื้อสำเร็จแพลตฟอร์มจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าดำเนินการ 

หากไม่มีการขายเกิดขึ้น ร้านจะไม่เสียอะไรเลย (ยกเว้นอาหาร) กลายเป็นว่ามีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากของที่เดิมต้องทิ้งลงถังเมื่อหมดวัน ผู้บริโภคมีอาหารอร่อยๆ ทานในราคาย่อมเยา และมีส่วนช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหาร โดยทุก 3 กิโลกรัมที่รักษาได้ จะเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 4.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ 

เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดี

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
03

ยินดีเปลี่ยนความคิด

หนึ่งในความท้าทายของแนวคิดที่หลุยส์และ Yindii กำลังนำเสนอคือ ทัศนคติของคนที่มีต่ออาหารส่วนเกิน ทั้งมองว่าสกปรก ไม่ได้คุณภาพ หน้าตาไม่สวยเท่าไร ซึ่งไม่ผิดนักที่เราจะมีภาพจำเช่นนั้นจากประสบการณ์ในอดีต

“ผมมองว่ามันเหมือนปัญหาขยะพลาสติก เมื่อสิบปีก่อน คนยังไม่ค่อยรู้ผลกระทบมากนัก แต่พอสื่อสารไปเรื่อยๆ ตอนนี้คนก็เห็นความสำคัญในวงกว้างมากขึ้น” หลุยส์กล่าว สาเหตุที่เขาสนใจเรื่องขยะอาหารจนถึงขั้นทำเป็นธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาผ่านการปลูกฝังรับสารมานานตั้งแต่ยังเล็กเหมือนกัน

“ย้อนกลับไปตอนผมเป็นเด็ก ถ้าทานอาหารไม่หมด ผมลุกออกจากโต๊ะไม่ได้เลย คุณตาจะมองผมแล้วบอกว่ายังมีอาหารเหลืออยู่นะ และมีแคมเปญมากมายบอกเราว่าหลายคนกำลังอดอยาก ทานอาหารให้หมดเสีย บางประเทศที่ผมเคยไปอยู่ ถึงขั้นบัญญัติกฎหมายว่า ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งอาหารที่ยังไม่หมดอายุ พวกเขาต้องจ่ายค่าปรับด้วย” 

ภารกิจสำคัญของ Yindii คือการเลือกหาวิธีสื่อสารและสร้างการรับรู้ใหม่ที่เหมาะสม หนึ่งในวิธีที่พวกเขาเริ่มทำคือ ให้ร้านบนแพลตฟอร์มเป็นสัญญาณบ่งบอกคุณภาพ และช่วยลบภาพจำเดิมของคนทิ้งไปเอง

“เราต้องการสร้างมาตรฐานอาหารที่สูง ผู้ใช้งานจะได้รู้สึกมั่นใจทันทีว่าอาหารที่ได้รับนั้นดีแน่นอน แม้ใกล้จะหมดวัน เป็นเหตุผลที่ช่วงแรกเราเลือกทำงานกับโรงแรมห้าดาว ร้านเบเกอรี่และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมี่ยมเป็นหลัก เพราะพวกเขาใส่ใจคุณภาพและประสบการณ์ของลูกค้ามาก” 

การชักชวนธุรกิจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในช่วงแรก เมื่อเพิ่งสร้างแพลตฟอร์มขึ้นใหม่ๆ และธุรกิจอาจกังวลว่าอาหารเหลือดูเป็นเรื่องไม่ดี อาจแปลว่าคนซื้อไม่มากเท่าที่ควร แต่หลุยส์พยายามสื่อสารว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ในการทำธุรกิจและไม่น่าอับอาย

สิ่งที่ธุรกิจควรทำคือ ร่วมกันทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของอาหารส่วนเกิน โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เป็นเหมือนตาข่ายรองรับความเป็นอยู่ของอาหารเหล่านั้นเอง ธุรกิจยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรให้วุ่นวายเลย

“แต่ตอนแรกมันท้าทายอยู่แล้ว จนกระทั่งเราเจอ Early Adopter (ผู้ทดลองกลุ่มแรกๆ) อย่างซูเปอร์มาร์เก็ตด้านสุขภาพ Sunshine Market ตอนที่เจ้าของได้ยินไอเดียของเรา เธอบอกว่ารอสิ่งนี้มานานแล้ว และเรามาถูกทาง” หลุยส์เล่าถึงร้านที่เชื่อในพันธกิจของเขา

หลังจากนั้น โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท ตกลงเข้าร่วมแพลตฟอร์มเป็นโรงแรมแรก เมื่อมีรายแรก รายที่ 2 3 4 ก็สนใจตามกันมา จนตอนนี้มีร้านอยู่บนแอปพลิเคชันมากถึงเกือบ 100 ร้านในเขตกรุงเทพฯ แล้ว

“ร้านค้าที่เข้ามาไม่ได้ขายอาหารราคาที่ถูกลงเท่านั้น แต่สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าใหม่ๆ ด้วย พวกเขาอาจค้นเจอร้านคุณโดยบังเอิญ และถ้าชอบอาหาร เขาอาจอุดหนุนในโอกาสต่อไป ทำให้มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้น ธุรกิจอยู่รอด โดยเฉพาะในช่วง COVID-19

“ที่สำคัญ พวกคุณจะได้ร่วมกันลดขยะและต่อสู้เพื่อโลกใบนี้ ในวันที่ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกว่าจะสนับสนุนใคร ระหว่างธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน หรือธุรกิจที่ไม่สนอะไรเลย” 

คุณอยากสร้างความสัมพันธ์แบบใด ทางเลือกเป็นของคุณ

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
04

ยินดีเติบโต

“ผมตื่นเต้นมากที่ได้เห็นผลตอบรับจากคนไทย มีคนเข้ามาคอมเมนต์ในแอปพลิเคชัน ถ่ายภาพอาหารให้คนอื่นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ บอกว่าชอบสิ่งที่เราทำ และตอนที่ระบบเรามีปัญหา หลายคนก็เข้าใจและบอกว่าไม่เป็นอะไร ทำต่อไปนะ” ซีอีโอชาวฝรั่งเศสกล่าวถึงเสียงตอบรับที่เกิดขึ้น ช่วงแรก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย แต่ตอนนี้มีคนไทยใช้แอปพลิเคชันคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ตัวเลขนี้เกิดขึ้นจากการบอกปากต่อปากและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น มีคนทำวิดีโอแนว Unboxing รีวิวการเปิดกล่อง สร้างความตื่นเต้นให้ผู้คนอยากลองสั่งมาลุ้นกันบ้าง

รวมถึงมีคนไทยอย่าง ชวิน อัศวเสตกุล วัย 19 ปี ที่แนวคิดตรงกันกับหลุยส์และมีความเป็นผู้นำ เข้ามาร่วมก่อตั้งและช่วยขยับขยายตลาดในไทย ก่อนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ ทำให้เดือนเมษายนที่ผ่านมา Yindii มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ใช้งานในระบบมากถึง 30,000 รายแบบไม่ทันตั้งตัว 

“เพราะผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเร็วมาก แพลตฟอร์มที่เพิ่งสร้างเสร็จเดือนตุลาคมและยังอยู่ในช่วงทดลองเลยช้าลง เรากำลังเร่งปรับปรุงแอปพลิเคชันใหม่อยู่ ถ้าใช้งานตอนนี้คุณอาจต้องอดทนสักหน่อย แต่อยากให้ได้ลองพิทักษ์อาหารเหล่านี้บน Yindii สักครั้งนะ ผมเชื่อว่าคุณจะหลงรักการช่วยรักษาโลกด้วยวิธีนี้” 

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
05

ยินดีมีจุดยืนที่แตกต่าง

“สิ่งที่ Yindii แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ คือ เมื่อคุณสั่งซื้ออาหารกับเรา คุณคือ Food Hero คุณคือนักขับเคลื่อนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ต่อให้มีแพลตฟอร์มใหญ่ทำโมเดลคล้ายกัน มันอาจไม่ได้ทำเพื่อเหตุผลเดียวกันนี้ และผู้คนจะยังไม่เชื่อในทันที” หลุยส์ตอบ เมื่อเราถามถึงการทำธุรกิจให้แตกต่างและอยู่รอดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันทุ่มเงินเพื่อครองใจลูกค้า

แพลตฟอร์มใหญ่ที่บริการด้านเดลิเวอรี่อยู่แล้วมีข้อจำกัด ต่างจากรายใหม่ที่แนวทางชัดอย่าง Yindii ส่งผลให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดอาหารส่วนเกินเป็นเรื่องยาก ไม่น่าดึงดูดใจ เพราะหากทำจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการตัดราคากันเอง

เช่น ร้าน A ขายพิซซ่าปกติในราคาเต็ม 100 บาท หากจู่ๆ มีโปรโมชันพิซซ่าปริศนาที่คุณภาพเหมือนกัน ลดราคา 70 เปอร์เซ็นต์ คนย่อมสนใจข้อเสนอนี้ แต่จะเกิดการเปรียบเทียบกับราคาปกติในแพลตฟอร์ม และร้าน A จะสูญเสียโอกาสการสร้างรายได้เท่าเดิมไปทันที

เมื่อดูรายละเอียดลึกลงไปแพลตฟอร์มนี้มีแนวโน้มที่จะส่งอาหารถึงผู้สั่งช้ากว่าแอปพลิเคชันอื่นที่อาจคุ้นเคยกันด้วย ซึ่งไม่ใช่ข้อผิดพลาด เพราะพวกเขาตั้งใจออกแบบให้เป็นเช่นนั้น

“ธุรกิจส่งอาหารในประเทศไทยโตขึ้นรวดเร็วมาก และเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังกังวล เพราะมักเป็นการส่งแบบจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งในครั้งเดียว แต่เราคิดว่า แทนที่จะต้องรีบส่งภายในยี่สิบนาที เราจะบอกคุณว่าอาจรอถึงหนึ่งชั่วโมงนะ แล้วเราจะใช้เวลาไปรับอาหารห้าถึงหกกล่อง นำส่งให้ลูกค้าห้าถึงหกคนในทีเดียว ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา และลดการสร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ของประเทศด้วย​” หลุยส์อธิบายแนวคิด พร้อมเสริมว่า Yindii พยายามสนับสนุนร้านไม่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อให้เกิดการขนส่งที่เป็นมิตรทั้งกระบวนการ

“เราทำสิ่งที่แตกต่างกันในคนละตลาด ผมเลยไม่ได้กังวลเรื่องผู้เล่นรายใหญ่เท่าไรนะ สำหรับเรา ความยั่งยืนคือหัวใจของความสำเร็จ” 

06

ยินดีก้าวต่อไป

ปัจจุบัน Yindii ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านอาหารส่วนเกินนี้ไปมากกว่าหมื่นกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป้าหมายระยะสั้นต่อไปของพวกเขา คือการลดให้ได้มากกว่า 100,000 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 ปี ด้วยความคาดหวังว่าจะมีผู้ใช้งานแตะ 1 ล้านคน พร้อมร้านค้าอีกมากที่เข้าร่วมอุดมการณ์ เป็น Food Hero ให้ผู้บริโภคเลือกสรรอย่างไว้วางใจ 

รวมถึงร่วมมือกับ SOS Thailand เพื่อให้คนได้ทั้งซื้ออาหารและสนับสนุนเงินทุนให้ SOS Thailand นำไปปรุงอาหารส่วนเกินช่วยเหลือผู้อื่นต่อ (ปัจจุบัน Yindii เปิดในส่วนการสนับสนุนเงินทุน เป็นอีกหนึ่งช่องทางการบริจาค) 

ส่วนเป้าหมายระยะไกล คือการขยายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เป็นในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่อื่น เพื่อขยายผลและปักหมุดความสำเร็จให้กับสตาร์ทอัพจากประเทศไทย

“One small box, One big step” หลุยส์สรุปแก่นสำคัญของ Yindii เมื่อคนเริ่มสั่งซื้ออาหารส่วนเกิน 1 กล่องเล็กๆ นี้ เขาจะเริ่มเห็นข้อดีและอาจเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นต่อไป เช่น เลิกใช้หลอดพลาสติก ทานอาหารให้หมดจาน แม้ดูเล็กน้อย แต่แสนสำคัญ

เป็นก้าวเล็กๆ ที่รวมกันแล้วทำให้มนุษย์อิ่มท้อง​ ไม่ทำร้ายโลกใบเดียวที่เรามีไปมากกว่านี้ และรักษาไว้ให้ยังคงน่าอยู่อย่างยินดีสำหรับคนรุ่นต่อจากเรา

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)

Writers

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load