The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วัฒนธรรมอาบป่า อาบธรรมชาติ หรือแคมปิ้ง (Camping) เป็นที่เลื่องลือและยอดฮิตมาสักระยะสำหรับคนเมือง เพราะการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบบนพื้นคอนกรีต ท้องถนน และตึกระฟ้า คงดีไม่ใช่น้อยหากวันหยุดได้เอนกายลงบนผืนดิน หายใจลึกๆ เต็มปอดใต้ต้นไม้ มองสายน้ำไหลผ่านอย่างเชื่องช้า 

ซึ่งการแคมปิ้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติเยียวยาและบำบัดกายใจ ขณะเดียวกัน ผู้มาเยือนก็ต้องปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างนอบน้อมที่สุด

คอลัมน์ Staycation คราวนี้ เราอยากชวนคุณเข้าป่าด้วยวิถี Green Camper ไปแคมปิ้งปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร, ถ้าสงสัยแล้วว่าทำไมต้องปราศจาก ‘ขยะ’ เราขอเล่าที่มาที่ไปพอสังเขป

สถานการณ์ขยะในปัจจุบันถือเป็นเรื่องน่ากังวลถึงขีดสุด ไม่ว่าจะขยะมูลฝอย พลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะล่องลอยกลางทะเล ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งขยะอาหาร ที่เรานึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรากลืนลงท้องจะกลายร่างเป็นขยะได้อย่างไร แถมคนหนึ่งคนยังสร้างขยะมากถึง 1.13 กิโลกรัมต่อวัน และชาวกรุงเทพฯ ก็สร้างขยะต่อวันรวมกัน 10,560 ตัน (ข้อมูลจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

พอเห็นตัวเลขก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะการดำเนินชีวิตธรรมดาของเรา เผลอสร้างขยะให้กับโลกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นเป็นเหตุผลให้เราควรกิน ดื่ม เที่ยว และดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

วกกลับมาที่วิถี Green Camper เราขอชวนคุณเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอุปกรณ์ ณ บัดนี้

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมใจ

ทำไมการแคมปิ้งต้องเตรียมใจ 

สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจหรือก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการการแคมปิ้ง ‘เตรียมใจ’ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติจะมอบอะไรให้กับเราบ้าง บางทีแดดออกจ้าแต่ฝนดันตก เพราะธรรมชาติก็คือธรรมชาติ เราไม่อาจฝืนหรือบังคับ ฉะนั้น จงเตรียมใจ ธรรมชาติจะมอบอะไรให้ก็จงยอมรับและปรับตัว 

“เรามองธรรมชาติให้เป็นเรื่องสนุก เรียนรู้กับทุกฤดูทั้งร้อน ฝน หนาว เราเชื่อว่าในหน้าร้อนก็มีข้อดี ความเปียกของหน้าฝนก็มีข้อดี หน้าหนาวที่เราคิดว่าดีเหลือเกิน อาจมีข้อเสียก็ได้ แค่ออกไปเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติและปรับตัว เพราะโลกอนาคต คนที่ปรับตัวเก่งคือคนที่จะอยู่รอด ส่วนฝนตก-แดดออก เราห้ามไม่ได้ บางทีก็ต้องยอมแพ้ต่อธรรมชาติ” โบร-พัชริดา ธรรมเกษร นักท่องเที่ยวสายกรีนผู้ก่อตั้ง Bangkok Backyard บอกเราเช่นนั้น

เตรียมตัว

ใจพร้อม กายก็ต้องพร้อม 

การเตรียมตัวที่ว่าเหมือนการกลับมาถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากแคมปิ้งแบบไหน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแคมปิ้งในป่าที่เจอสัตว์ป่านานาชนิด กลางวันเดินเทรคกิ้ง กลางคืนค้างอ้างแรมกับธรรมชาติ หรือเริ่มต้นจากพื้นที่กลางเต็นท์ (Campground) มีทั้งอุทยานและพื้นที่ที่เอกชนสร้างขึ้นเอง อย่าง Bangkok Backyard พื้นที่ทางเลือกของคนเมือง

เตรียมเส้นทาง

เลือกสถานที่แล้ว ก็เตรียมวางแผนการเดินทางได้เลย 

ข้อดีของการศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง นอกจากไม่ทำให้หลงแล้ว ยังอาจเจอทางลัดที่ใกล้ที่สุด เพื่ออย่างน้อยการลดระยะเวลาเดินทางสัก 10 – 20 นาที ก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งยังไม่รวมถึงก๊าซอื่นๆ อันเป็นมลพิษที่อาจถูกปล่อยจากยานพาหนะระหว่างการเดินทาง

การศึกษาเส้นทางก็เหมือนการรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ไม่ได้หมายความให้สู้รบกับใคร แต่เป็นการวางแผนการเดินทางและรู้จักพื้นที่โดยรอบที่จะไปแคมปิ้งอย่างละเอียด ว่าระหว่างทางมีจุดแวะพัก แวะเที่ยวตรงไหนมีชุมชน ตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย ให้ฝากท้องหรือจับจ่ายวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นหรือเปล่า มีสถานพยาบาล สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือกรณีฉุกเฉินหรือเปล่า พอรู้ถี่ถ้วนก็อุ่นใจ

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมอุปกรณ์

แคมปิ้งเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่แทบจะไม่สร้างขยะเลย เพราะมีการเตรียมตัววางแผนตั้งแต่แรก

คำแนะนำจาก Green Camper เรื่องอุปกรณ์ ถ้าคุณเป็นมือใหม่และมีงบจำกัด เลือกเช่าอุปกรณ์จะดีกว่าซื้อ เพราะในการนอนป่าครั้งแรก เราไม่มีทางรู้ว่าจะตกหลุมรักวิถีแคมปิ้งตั้งแต่คืนแรกหรือเปล่า ฉะนั้น การเช่าก็ปลอดภัยกับเงินในกระเป๋าสตางค์ ถ้าเริ่มถูกใจการเอาต์ดอร์แนวนี้ ค่อยเริ่มซื้ออุปกรณ์สะสมไปทีละชิ้นก็ฟังดูเข้าที

ถ้าอย่างง่ายที่สุด ลองนึกถึงการเข้าค่ายลูกเสือ กวาดสายตามองข้าวของรอบบ้านว่าพอจะมีสิ่งใดหยิบยืมไปแคมปิ้งได้บ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่วงการ ซึ่งโบรชี้อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การสนับสนุนสินค้ามือสองสภาพดี เพราะวงการแคมปิ้งมีการแลกเปลี่ยนและเทรดข้าวของอุปกรณ์กันอยู่แล้ว

ว่ากันตามตรง การแคมปิ้งค่อนข้างเป็นกระแส ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสารพัดอุปกรณ์ บางครั้งผู้ผลิตก็ผลิตมากจนเกินพอดี และมีจุดจบเหมือน Fast Fashion ที่มีสินค้าเหลือมากมายและต้องจำหน่ายในราคาเซลล์

ฉะนั้น การแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันอุปกรณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะจากการผลิตเกินพอดีได้

เตรียมอาหาร

มาถึงขั้นตอนสนุกและท้าทาย เข้าครัวประกอบอาหารกลางป่าอย่างไรให้เหลือขยะน้อยที่สุด

เกริ่นก่อนว่าเจ้าขยะเศษอาหาร (Food Waste) น่ากลัวไม่น้อยกว่าขยะพลาสติก เพราะบรรดาพลาสติกยังนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิลเป็นสารพัดของเก๋ แต่ขยะเศษอาหารจะลงเอยทับถมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) จนเกิดการเน่าเหม็น กลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ยังไม่รวมถึงการสูญเสียพลังงานในการผลิตอาหารก่อนจะมาถึงมือเราที่ต้องสูญเปล่า เพียงเพราะเราต้องทิ้งอาหารที่กินไม่หมด

สถานการณ์ปัญหาขยะอาหารเกิดจากการผลิตและบริโภคมากเกินกว่าความจำเป็น อีกทั้งกรรมวิธีการผลิตรูปแบบต่างๆ อย่างการปลูกข้าวโพด ระบบเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) ก็ส่งผลต่อปัญหานี้ด้วย แถมกระทบถึงคุณภาพดินและธาตุอาหารในดิน เพราะใช้ประโยชน์จากดินแบบผิดประเภท รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อคงผลผลิตให้เพียงพอต่ออาหารสัตว์ก็ก่อเกิดปัญหาเช่นกัน หนทางง่ายที่สุดคือ ‘พยายามกินอาหารให้หมด’

นั่นหมายความว่า เราต้องบริหารปริมาณอาหารให้พอดีกับท้องและพฤติกรรมการกิน

ทริค

หนึ่ง วางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า เตรียมวัตถุดิบให้พอดิบพอดีกับเมนูที่จะทำและจำนวนคนกิน หากวางแผนทำอาหารด้วยวัตถุดิบน้อยชิ้น แต่แปลงร่างได้หลายเมนูก็ยิ่งคุ้มค่า เช่น แครอทหนึ่งหัว อาจแบ่งทำซุปแครอทตอนเช้า ผัดผักใส่แครอทตอนเย็น ฯลฯ พอทุกส่วนของวัตถุดิบได้ใช้จริงๆ ก็ช่วยลด Food Waste ได้เหมือนกัน 

สอง ทำเช็กลิสต์รายการอาหาร / วัตถุดิบ ที่จำเป็นต้องซื้อ กันหลงลืมและลดการซื้อของไม่จำเป็น 

สาม เลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและชุมชน นอกจากสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ยังได้ผัก / ผลไม้ ที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ และยังเลี่ยงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มักพบในการซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ตได้ด้วย 

การเลือกซื้อวัตถุดิบเอง ทำให้เราควบคุมปริมาณได้ ไม่ซื้อเยอะ ซื้อเผื่อ จนกินไม่หมด ถ้าจะให้ดีคูณสองก็พกกล่องบรรจุอาหาร ถุงซิลิโคน ปิ่นโต ฯลฯ สำหรับใส่วัตถุดิบ และกระเป๋าผ้าสำหรับจ่ายตลาด (ควรมีติดรถไว้เลย)

สี่ ถ้าไม่ใช่สายเข้าครัว การอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายละแวกใกล้เคียงกับพื้นที่ตั้งแคมป์ก็เป็นทางเลือกที่ดี ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยว ที่สำคัญ เลือกกินแต่พออิ่ม พกภาชนะไปใส่เองจะยอดเยี่ยม

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมกลับบ้าน

เหล่า Green Camper ต้องเรียนรู้การแยกขยะ โดยแยกขยะเศษอาหารออกจากขยะอื่นๆ จะได้ไม่ปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล เพื่อให้นำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ และควรแยกทิ้งในจุดที่ทางแคมป์กราวน์กำหนดไว้ หรือทิ้งในจุดแยกขยะอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยมีข้อควรระวังคือ ซองบรรจุภัณฑ์ พลาสติก ขวดน้ำ และทิชชูเปียก โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาจมีเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ ของเราคิดว่ามันคืออาหาร 

เราเคยเห็นข่าวสะเทือนใจมากช่วง พ.ศ.​ 2562 กวางในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สิ้นใจตาย เพราะพลาสติกเต็มท้องกว่า 3 กิโลกรัม มาเรียม พะยูนน้อยตายเพราะปัญหาเดียวกัน เต่าทะเล ปลาวาฬ แมวน้ำถูกอวนทะเลรัดจนเป็นแผลเหวอะ ไมโครพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล และขยะอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกลืนลงท้องสัตว์น้อยใหญ่

ทริค

หนึ่ง พกของส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้ ลดการสร้างขยะ และควรมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการเดินทาง

สอง เลี่ยงการซื้อของที่ใช้บรรจุภัณฑ์ Single Use หากเลี่ยงไม่ได้ ควรแยกขยะและนำไปจัดการอย่างเหมาะสม

สาม ทิ้งขยะในจุดที่อนุญาตให้ทิ้ง ตามสถานที่ตั้งแคมป์ อุทยาน จะมีพื้นที่จัดสรรสำหรับทิ้งขยะเสมอ 

สี่ ใช้ผ้าหรือทิชชูกระดาษแทนทิชชูเปียก เพราะโครงสร้างทางเคมีของมันใช้เวลาเป็นร้อยปีเพื่อย่อยสลาย 

ห้า ขยะบางประเภทเป็นที่ต้องการเพื่อรีไซเคิล ลองกดติดตาม TikTok @Kong GreenGreen ที่ทำคลิปให้ความรู้เรื่องขยะ ว่าแต่ละประเภทมีวิธีจัดการอย่างไร ส่งไปรีไซเคิลในโครงการอะไรได้บ้าง เช่น ซองฟอยล์วิบวับสีเงิน หากทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ก็ส่งไปที่โครงการ Green Road เพื่อทำอิฐบล็อกหรือม้านั่งข้างทางได้ ฯลฯ 

หก การแยกขยะไม่ได้ส่งผลดีแค่เราและโลก แต่ยังส่งผลดีกับพี่ๆ พนักงานเก็บขยะ ช่วยลดแรงกายและเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเติมแรงใจด้วยค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากการแยกขยะที่ถูกประเภทด้วยนะ 🙂 

ท้ายที่สุดแล้ว การออกไปแคมปิ้งก็เป็นการรู้จักตนเองและพากาย-ใจ กลับคืนสู่สมดุลภายใต้ธรรมชาติ 

เราชอบโควตหนึ่งจากภาพยนตร์ Akira Kurosawa’s dreams กล่าวไว้ว่า “People have forgotten they are apart of nature too.” คล้ายกับว่าตัวเราเองต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้ววัฒนธรรมแคมปิ้งก็พาตัวเราเข้าไปให้ธรรมชาติช่วยเยียวยา ในมุมกลับกัน ก็อาจหมายถึงการพาตัวเองไปขอคืนดีกับธรรมชาติด้วยเหมือนกัน 

ชวนแคมเปอร์แคมปิ้งไร้ขยะ ตั้งแต่เตรียมใจจนถึงเตรียมกลับบ้าน ให้พร้อมเข้าป่าอย่างนอบน้อมต่อธรรมชาติ

ภาพ : Bangkok Backyard

ขอขอบคุณข้อมูล 

คุณโบร-พัชริดา ธรรมเกษร Bangkok backyard และ คุณหลิง-นันทิชา โอเจริญชัย Climate Strike Thailand

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

The Cloud X Maru

อะไรเอ่ย มองไม่เห็น จับไม่ได้ แต่มีอยู่จริง

สำหรับฉัน กลิ่นคือคำตอบที่ชัดเจนทรงพลัง การสูดดมครั้งเดียวเข้าไปส่งสัญญาณในสมอง ส่งผลต่ออารมณ์ ลองนึกภาพว่าคุณตื่นขึ้นมาแบบงัวเงียแล้วได้กลิ่นแนว citrus ความสดชื่นก็เข้ามาแทนที่อาการง่วงงุนได้อย่างรวดเร็ว ตรงข้ามกับก่อนนอน กลิ่นนุ่มๆ ของลาเวนเดอร์ช่วยให้นอนหลับสนิท

เพราะรู้ซึ้งถึงอานุภาพกลิ่น ฉันจึงปวารณาตัวเป็นสาวกร้านอโรมาต่างๆ มาเนิ่นนาน จนได้รู้ว่าที่จริงเราปรุงกลิ่นหอมขึ้นมาได้เองนี่นา หนึ่งในวิธีง่ายที่สุดคือการทำ reed diffuser น้ำหอมปรับอากาศห้องที่ใช้ก้านไม้เป็นตัวกระจายกลิ่น เพียงผสมน้ำหอมขึ้นมาแล้วปักก้านหวายปอกเปลือกอบแห้ง ไม้เนื้อเบามีรูพรุนจะดูดกลิ่นขึ้นมาแล้วกระจายกลิ่นหอม

และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากชวนคุณมาลองหัดทำที่บ้านในวันหยุด เพื่อให้เวทมนตร์แห่งความหอมอบอวลทั่วห้อง

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

“diffuser สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเทียนหอม ทางยุโรปจะใช้เทียนหอมมานานมากและยังใช้กันเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาว่าใช้ไฟแล้วอันตราย ทำให้เกิด diffuser ขึ้นมาแทน”

ชุน-ธาดา อาชาวงศ์ นักปรุงน้ำหอมและเจ้าของแบรนด์ Natural Teller ที่ฉันมีโอกาสไปพูดคุยด้วย อธิบายเรื่องราวพื้นฐานของ diffuser หรือเครื่องกระจายกลิ่นหอมให้ฟัง เจ้าเครื่องนี้มีหลายรูปแบบ หน้าที่ของมันคือใช้เปลี่ยนบรรยากาศตามต้องการ ส่วนข้อดีของการลงมือทำเองคือ เราจะได้สร้างกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ถูกใจ และกลิ่นที่ได้จะไม่ฉุนรุนแรง ไม่ถึงขั้นเดินเข้าห้องแล้วได้กลิ่นทันที แต่เมื่อเข้ามาในโซนเล็กๆ ที่วางกลิ่นไว้ จะรู้สึกว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป

ดังนั้น ก่อนทำ Reed Diffuser ก็ควรคำนึงถึงสถานที่ที่จะวางน้ำหอมปรับอากาศและช่วงเวลาที่เราจะอยู่บริเวณนั้นด้วย

“นึกก่อนว่าเราอยากได้ความรู้สึกแบบไหน ต้องการอะไร อยากรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า หรือผ่อนคลายสบาย จะใส่แค่กลิ่นเดียว หรือใส่หลายๆ กลิ่นก็ได้ เราเคยคิดว่าน้ำหอมจะต้องสร้างในห้องแล็บ แต่จริงๆ มันเป็นศิลปะที่สร้างได้ที่บ้าน” ชุนบอกฉัน

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

นอกจากนี้ เสน่ห์ของศาสตร์แห่งความหอมคือความละเอียดอ่อนในเนื้อกลิ่น โดยน้ำหอมปรับอากาศจะมีกลิ่นคงที่กว่าน้ำหอมฉีดตัว ที่กลิ่นจะเปลี่ยนไปตามระยะทั้งสาม Top Notes คือกลิ่นแรกที่ได้กลิ่นเมื่อสูดดม มักจะเป็นกลิ่นสดชื่นอย่างซิตรัส ดอกส้ม ยูคาลิปตัส มะกรูด Middle Notes เป็นกลิ่นที่ตามมาหลัง 15 – 20 นาที มักเป็นกลิ่นดอกไม้หรือสมุนไพรบางอย่าง เช่น กุหลาบ กระดังงา มะลิ ไอริส และ Base Notes กลิ่นสุดท้ายจากน้ำหอม มักสกัดได้จากไม้ เครื่องเทศ หรือน้ำมันสัตว์ เช่น ไม้ซีดาร์ ไม้จันทน์ หญ้าแฝก

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

สำหรับเกณฑ์การเลือกกลิ่น ไม่จำเป็นต้องดึงโน้ตทั้งหมดออกมาเล่า แค่ดึงอารมณ์ที่ต้องการออกมาผสมเป็นกลิ่นเฉพาะ ไม่มีกฎตายตัวว่าควรจับคู่กลิ่นแบบไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความหอมแนะนำว่าให้ลองมองสิ่งที่ปรุงเป็นรสชาติอาหาร เช่น ผสมความหวานกับเปรี้ยวให้พอเหมาะ ที่จริงการปรุงน้ำหอมไม่ยาก แต่ต้องทดลองทำและใช้จมูกชิมรสด้วยตัวเอง แม้ไม่ใช่นักปรุงน้ำหอมมืออาชีพ ก็ทำเมนูสร้างสรรค์ที่ถูกใจตัวเองและคนรอบข้างขึ้นมาได้

เมื่อได้กลิ่นหอมน่าปลาบปลื้มขึ้นมา วันหยุดครั้งหน้าคุณอาจไม่อยากออกจากบ้านไปไหน ก็บรรยากาศในบ้านมันสดชื่นน่าอยู่เกินกว่าจะออกไปตะลอนแล้วนี่นา

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

How to make a reed diffuser

อุปกรณ์

  1. essential oil หรือ fragrance กลิ่นที่ชอบและคิดว่าน่าจะเข้ากัน
  2. Diffuser Base หรือตัวทำละลายน้ำมัน
  3. ขวดผสมเล็กๆ
  4. ขวดแก้ว
  5. ก้านหวายดูดกลิ่น ตัดให้พอดีกับขวดแก้ว

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

วิธีทำ

1. จัดลำดับ essential oil ว่าจะเลือกกลิ่นไหนเป็นกลิ่นหลักและกลิ่นรอง

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

2. หยด essential oil ลงไปในขวดผสมเล็กๆ โดยใส่กลิ่นหลักก่อน แล้วเติมกลิ่นรองเข้าไปให้จำนวนหยดน้อยกว่า

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

3. เขย่าให้เข้ากัน แล้วดมเพื่อพิจารณา ค่อยๆ หยดกลิ่นเพิ่มทีละน้อยตามชอบ ให้ปริมาณหัวน้ำหอมมีไม่เกิน 10% – 30% ของขวดแก้ว

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

4. เมื่อถูกใจแล้ว เทหัวน้ำหอมในขวดผสมใส่ขวดแก้ว ใส่ diffuser base ให้เต็มขวด

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

5. ใช้ก้านหวายคนส่วนผสมให้เข้ากันดี

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

6. ปักก้านหวายให้เต็มขวด แล้วนำไปวางในมุมที่ต้องการ เช่น บนโต๊ะทำงาน หัวเตียง ฯลฯ

Reed Diffuser : ปรุงน้ำหอมที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้าน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. หาซื้ออุปกรณ์ได้จากร้านเคมีภัณฑ์ อย่างร้านฮงฮวด จตุจักร หรือร้านค้าออนไลน์ ส่วนขวดสวยๆ หาซื้อได้ที่สะพานขาว
  2. ควรเลือก essential oil ด้วยการไปดมกลิ่นเองที่ร้าน เพราะความชอบแต่ละคนแตกต่างกัน
  3. หากต้องการให้กลิ่นกระจายตัวมากขึ้น สามารถปักก้านหวายให้มากขึ้นหรือเติมแอลกอฮอล์ลงในส่วนผสม แต่ก็จะทำให้น้ำหอมหมดเร็วขึ้นเช่นกัน
  4. ควรเปลี่ยนก้านหวายเมื่อใช้มาสักระยะแล้วกลิ่นไม่กระจายตัว และเปลี่ยนก้านหวายทุกครั้งที่ผสมกลิ่นใหม่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load