The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วัฒนธรรมอาบป่า อาบธรรมชาติ หรือแคมปิ้ง (Camping) เป็นที่เลื่องลือและยอดฮิตมาสักระยะสำหรับคนเมือง เพราะการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบบนพื้นคอนกรีต ท้องถนน และตึกระฟ้า คงดีไม่ใช่น้อยหากวันหยุดได้เอนกายลงบนผืนดิน หายใจลึกๆ เต็มปอดใต้ต้นไม้ มองสายน้ำไหลผ่านอย่างเชื่องช้า 

ซึ่งการแคมปิ้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติเยียวยาและบำบัดกายใจ ขณะเดียวกัน ผู้มาเยือนก็ต้องปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างนอบน้อมที่สุด

คอลัมน์ Staycation คราวนี้ เราอยากชวนคุณเข้าป่าด้วยวิถี Green Camper ไปแคมปิ้งปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร, ถ้าสงสัยแล้วว่าทำไมต้องปราศจาก ‘ขยะ’ เราขอเล่าที่มาที่ไปพอสังเขป

สถานการณ์ขยะในปัจจุบันถือเป็นเรื่องน่ากังวลถึงขีดสุด ไม่ว่าจะขยะมูลฝอย พลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะล่องลอยกลางทะเล ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งขยะอาหาร ที่เรานึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรากลืนลงท้องจะกลายร่างเป็นขยะได้อย่างไร แถมคนหนึ่งคนยังสร้างขยะมากถึง 1.13 กิโลกรัมต่อวัน และชาวกรุงเทพฯ ก็สร้างขยะต่อวันรวมกัน 10,560 ตัน (ข้อมูลจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

พอเห็นตัวเลขก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะการดำเนินชีวิตธรรมดาของเรา เผลอสร้างขยะให้กับโลกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นเป็นเหตุผลให้เราควรกิน ดื่ม เที่ยว และดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

วกกลับมาที่วิถี Green Camper เราขอชวนคุณเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอุปกรณ์ ณ บัดนี้

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมใจ

ทำไมการแคมปิ้งต้องเตรียมใจ 

สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจหรือก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการการแคมปิ้ง ‘เตรียมใจ’ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติจะมอบอะไรให้กับเราบ้าง บางทีแดดออกจ้าแต่ฝนดันตก เพราะธรรมชาติก็คือธรรมชาติ เราไม่อาจฝืนหรือบังคับ ฉะนั้น จงเตรียมใจ ธรรมชาติจะมอบอะไรให้ก็จงยอมรับและปรับตัว 

“เรามองธรรมชาติให้เป็นเรื่องสนุก เรียนรู้กับทุกฤดูทั้งร้อน ฝน หนาว เราเชื่อว่าในหน้าร้อนก็มีข้อดี ความเปียกของหน้าฝนก็มีข้อดี หน้าหนาวที่เราคิดว่าดีเหลือเกิน อาจมีข้อเสียก็ได้ แค่ออกไปเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติและปรับตัว เพราะโลกอนาคต คนที่ปรับตัวเก่งคือคนที่จะอยู่รอด ส่วนฝนตก-แดดออก เราห้ามไม่ได้ บางทีก็ต้องยอมแพ้ต่อธรรมชาติ” โบร-พัชริดา ธรรมเกษร นักท่องเที่ยวสายกรีนผู้ก่อตั้ง Bangkok Backyard บอกเราเช่นนั้น

เตรียมตัว

ใจพร้อม กายก็ต้องพร้อม 

การเตรียมตัวที่ว่าเหมือนการกลับมาถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากแคมปิ้งแบบไหน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแคมปิ้งในป่าที่เจอสัตว์ป่านานาชนิด กลางวันเดินเทรคกิ้ง กลางคืนค้างอ้างแรมกับธรรมชาติ หรือเริ่มต้นจากพื้นที่กลางเต็นท์ (Campground) มีทั้งอุทยานและพื้นที่ที่เอกชนสร้างขึ้นเอง อย่าง Bangkok Backyard พื้นที่ทางเลือกของคนเมือง

เตรียมเส้นทาง

เลือกสถานที่แล้ว ก็เตรียมวางแผนการเดินทางได้เลย 

ข้อดีของการศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง นอกจากไม่ทำให้หลงแล้ว ยังอาจเจอทางลัดที่ใกล้ที่สุด เพื่ออย่างน้อยการลดระยะเวลาเดินทางสัก 10 – 20 นาที ก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งยังไม่รวมถึงก๊าซอื่นๆ อันเป็นมลพิษที่อาจถูกปล่อยจากยานพาหนะระหว่างการเดินทาง

การศึกษาเส้นทางก็เหมือนการรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ไม่ได้หมายความให้สู้รบกับใคร แต่เป็นการวางแผนการเดินทางและรู้จักพื้นที่โดยรอบที่จะไปแคมปิ้งอย่างละเอียด ว่าระหว่างทางมีจุดแวะพัก แวะเที่ยวตรงไหนมีชุมชน ตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย ให้ฝากท้องหรือจับจ่ายวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นหรือเปล่า มีสถานพยาบาล สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือกรณีฉุกเฉินหรือเปล่า พอรู้ถี่ถ้วนก็อุ่นใจ

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมอุปกรณ์

แคมปิ้งเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่แทบจะไม่สร้างขยะเลย เพราะมีการเตรียมตัววางแผนตั้งแต่แรก

คำแนะนำจาก Green Camper เรื่องอุปกรณ์ ถ้าคุณเป็นมือใหม่และมีงบจำกัด เลือกเช่าอุปกรณ์จะดีกว่าซื้อ เพราะในการนอนป่าครั้งแรก เราไม่มีทางรู้ว่าจะตกหลุมรักวิถีแคมปิ้งตั้งแต่คืนแรกหรือเปล่า ฉะนั้น การเช่าก็ปลอดภัยกับเงินในกระเป๋าสตางค์ ถ้าเริ่มถูกใจการเอาต์ดอร์แนวนี้ ค่อยเริ่มซื้ออุปกรณ์สะสมไปทีละชิ้นก็ฟังดูเข้าที

ถ้าอย่างง่ายที่สุด ลองนึกถึงการเข้าค่ายลูกเสือ กวาดสายตามองข้าวของรอบบ้านว่าพอจะมีสิ่งใดหยิบยืมไปแคมปิ้งได้บ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่วงการ ซึ่งโบรชี้อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การสนับสนุนสินค้ามือสองสภาพดี เพราะวงการแคมปิ้งมีการแลกเปลี่ยนและเทรดข้าวของอุปกรณ์กันอยู่แล้ว

ว่ากันตามตรง การแคมปิ้งค่อนข้างเป็นกระแส ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสารพัดอุปกรณ์ บางครั้งผู้ผลิตก็ผลิตมากจนเกินพอดี และมีจุดจบเหมือน Fast Fashion ที่มีสินค้าเหลือมากมายและต้องจำหน่ายในราคาเซลล์

ฉะนั้น การแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันอุปกรณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะจากการผลิตเกินพอดีได้

เตรียมอาหาร

มาถึงขั้นตอนสนุกและท้าทาย เข้าครัวประกอบอาหารกลางป่าอย่างไรให้เหลือขยะน้อยที่สุด

เกริ่นก่อนว่าเจ้าขยะเศษอาหาร (Food Waste) น่ากลัวไม่น้อยกว่าขยะพลาสติก เพราะบรรดาพลาสติกยังนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิลเป็นสารพัดของเก๋ แต่ขยะเศษอาหารจะลงเอยทับถมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) จนเกิดการเน่าเหม็น กลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ยังไม่รวมถึงการสูญเสียพลังงานในการผลิตอาหารก่อนจะมาถึงมือเราที่ต้องสูญเปล่า เพียงเพราะเราต้องทิ้งอาหารที่กินไม่หมด

สถานการณ์ปัญหาขยะอาหารเกิดจากการผลิตและบริโภคมากเกินกว่าความจำเป็น อีกทั้งกรรมวิธีการผลิตรูปแบบต่างๆ อย่างการปลูกข้าวโพด ระบบเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) ก็ส่งผลต่อปัญหานี้ด้วย แถมกระทบถึงคุณภาพดินและธาตุอาหารในดิน เพราะใช้ประโยชน์จากดินแบบผิดประเภท รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อคงผลผลิตให้เพียงพอต่ออาหารสัตว์ก็ก่อเกิดปัญหาเช่นกัน หนทางง่ายที่สุดคือ ‘พยายามกินอาหารให้หมด’

นั่นหมายความว่า เราต้องบริหารปริมาณอาหารให้พอดีกับท้องและพฤติกรรมการกิน

ทริค

หนึ่ง วางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า เตรียมวัตถุดิบให้พอดิบพอดีกับเมนูที่จะทำและจำนวนคนกิน หากวางแผนทำอาหารด้วยวัตถุดิบน้อยชิ้น แต่แปลงร่างได้หลายเมนูก็ยิ่งคุ้มค่า เช่น แครอทหนึ่งหัว อาจแบ่งทำซุปแครอทตอนเช้า ผัดผักใส่แครอทตอนเย็น ฯลฯ พอทุกส่วนของวัตถุดิบได้ใช้จริงๆ ก็ช่วยลด Food Waste ได้เหมือนกัน 

สอง ทำเช็กลิสต์รายการอาหาร / วัตถุดิบ ที่จำเป็นต้องซื้อ กันหลงลืมและลดการซื้อของไม่จำเป็น 

สาม เลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและชุมชน นอกจากสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ยังได้ผัก / ผลไม้ ที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ และยังเลี่ยงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มักพบในการซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ตได้ด้วย 

การเลือกซื้อวัตถุดิบเอง ทำให้เราควบคุมปริมาณได้ ไม่ซื้อเยอะ ซื้อเผื่อ จนกินไม่หมด ถ้าจะให้ดีคูณสองก็พกกล่องบรรจุอาหาร ถุงซิลิโคน ปิ่นโต ฯลฯ สำหรับใส่วัตถุดิบ และกระเป๋าผ้าสำหรับจ่ายตลาด (ควรมีติดรถไว้เลย)

สี่ ถ้าไม่ใช่สายเข้าครัว การอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายละแวกใกล้เคียงกับพื้นที่ตั้งแคมป์ก็เป็นทางเลือกที่ดี ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยว ที่สำคัญ เลือกกินแต่พออิ่ม พกภาชนะไปใส่เองจะยอดเยี่ยม

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมกลับบ้าน

เหล่า Green Camper ต้องเรียนรู้การแยกขยะ โดยแยกขยะเศษอาหารออกจากขยะอื่นๆ จะได้ไม่ปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล เพื่อให้นำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ และควรแยกทิ้งในจุดที่ทางแคมป์กราวน์กำหนดไว้ หรือทิ้งในจุดแยกขยะอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยมีข้อควรระวังคือ ซองบรรจุภัณฑ์ พลาสติก ขวดน้ำ และทิชชูเปียก โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาจมีเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ ของเราคิดว่ามันคืออาหาร 

เราเคยเห็นข่าวสะเทือนใจมากช่วง พ.ศ.​ 2562 กวางในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สิ้นใจตาย เพราะพลาสติกเต็มท้องกว่า 3 กิโลกรัม มาเรียม พะยูนน้อยตายเพราะปัญหาเดียวกัน เต่าทะเล ปลาวาฬ แมวน้ำถูกอวนทะเลรัดจนเป็นแผลเหวอะ ไมโครพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล และขยะอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกลืนลงท้องสัตว์น้อยใหญ่

ทริค

หนึ่ง พกของส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้ ลดการสร้างขยะ และควรมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการเดินทาง

สอง เลี่ยงการซื้อของที่ใช้บรรจุภัณฑ์ Single Use หากเลี่ยงไม่ได้ ควรแยกขยะและนำไปจัดการอย่างเหมาะสม

สาม ทิ้งขยะในจุดที่อนุญาตให้ทิ้ง ตามสถานที่ตั้งแคมป์ อุทยาน จะมีพื้นที่จัดสรรสำหรับทิ้งขยะเสมอ 

สี่ ใช้ผ้าหรือทิชชูกระดาษแทนทิชชูเปียก เพราะโครงสร้างทางเคมีของมันใช้เวลาเป็นร้อยปีเพื่อย่อยสลาย 

ห้า ขยะบางประเภทเป็นที่ต้องการเพื่อรีไซเคิล ลองกดติดตาม TikTok @Kong GreenGreen ที่ทำคลิปให้ความรู้เรื่องขยะ ว่าแต่ละประเภทมีวิธีจัดการอย่างไร ส่งไปรีไซเคิลในโครงการอะไรได้บ้าง เช่น ซองฟอยล์วิบวับสีเงิน หากทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ก็ส่งไปที่โครงการ Green Road เพื่อทำอิฐบล็อกหรือม้านั่งข้างทางได้ ฯลฯ 

หก การแยกขยะไม่ได้ส่งผลดีแค่เราและโลก แต่ยังส่งผลดีกับพี่ๆ พนักงานเก็บขยะ ช่วยลดแรงกายและเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเติมแรงใจด้วยค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากการแยกขยะที่ถูกประเภทด้วยนะ 🙂 

ท้ายที่สุดแล้ว การออกไปแคมปิ้งก็เป็นการรู้จักตนเองและพากาย-ใจ กลับคืนสู่สมดุลภายใต้ธรรมชาติ 

เราชอบโควตหนึ่งจากภาพยนตร์ Akira Kurosawa’s dreams กล่าวไว้ว่า “People have forgotten they are apart of nature too.” คล้ายกับว่าตัวเราเองต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้ววัฒนธรรมแคมปิ้งก็พาตัวเราเข้าไปให้ธรรมชาติช่วยเยียวยา ในมุมกลับกัน ก็อาจหมายถึงการพาตัวเองไปขอคืนดีกับธรรมชาติด้วยเหมือนกัน 

ชวนแคมเปอร์แคมปิ้งไร้ขยะ ตั้งแต่เตรียมใจจนถึงเตรียมกลับบ้าน ให้พร้อมเข้าป่าอย่างนอบน้อมต่อธรรมชาติ

ภาพ : Bangkok Backyard

ขอขอบคุณข้อมูล 

คุณโบร-พัชริดา ธรรมเกษร Bangkok backyard และ คุณหลิง-นันทิชา โอเจริญชัย Climate Strike Thailand

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

25 สิงหาคม 2560
15 K
The Cloud X Maru

วันหยุดนี้ไปไหน?

นี่คือสิ่งที่เรามักถามกันเมื่อใกล้วันหยุด และถ้าลองดูในโลกออนไลน์ คุณคงเห็นว่าคนต่างออกจากบ้านไปทำกิจกรรมหลากหลาย

วันหยุดนี้อยู่บ้านทำอะไร?

นี่อาจเป็นคำถามที่เราไม่ค่อยได้ถาม หรือถ้าต้องอยู่บ้าน มันก็ดูจะหมายถึงสิ่งตรงข้ามกับกิจกรรมข้างนอก (เช่น ซักผ้า…) แต่ที่จริง การอยู่บ้านมีเรื่องน่าสนใจให้ทำมากมาย และขณะที่นอกบ้านอาจมีปัจจัยควบคุมไม่ได้ (ฝนตก รถติด ฯลฯ) การอยู่บ้านคือสิ่งที่เราออกแบบได้ตามต้องการที่สุด

แล้วทำอะไรดีล่ะ-คุณถาม

คำตอบมีมากมาย และมันก็กลายเป็นคอลัมน์ Staycation นี้ ฉันไม่ได้เลือกกิจกรรมฮอตที่สุด แต่เล่าสิ่งที่อยากชวนคุณทำที่บ้านวันหยุด (ไม่ว่าคุณอยู่บ้านเดี่ยวหรือคอนโด) เพราะดีและน่าสนใจจริงๆ

สำหรับ Staycation ตอนแรกสุด ฉันอยากเริ่มจากชวนคุณหันกลับไปมองพื้นที่ในบ้าน

ถ้าคุณพบว่าบ้านที่อยู่ไม่มีสีเขียวของต้นไม้เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่น่าแปลก มันอาจไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจ หรือไม่ก็คุณอาจเจอปัญหาเดียวกับฉัน นั่นคือต้นไม้เป็นสิ่งดูแลยาก (ใครเคยปลูกต้นที่เขาว่าปลูกง่ายแล้วตาย เราคือเพื่อนกัน) แถมเรียกร้องเวลาและพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราคนเมืองไม่ค่อยมีกัน

แต่จะว่าไป ฉันเชื่อว่ามนุษย์มักถูกดึงดูดด้วยพลังสีเขียวของต้นไม้ ความเขียวสบายตา ความร่มรื่นนั้นมีมนต์วิเศษต่อใจเสมอ ถ้าคุณลองสังเกตจะพบว่า โดยทั้งรู้และไม่รู้ตัว, เรามักตกหลุมรักพื้นที่นอกบ้านที่อุดมความเขียวชอุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ร่มรื่น สวนสาธารณะ หรือตลาดนัดเล็กๆ ในสวน

วันหยุดนี้ ฉันเลยอยากลองชวนคุณมาอยู่บ้านปลูกต้นไม้

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

(คุณเหลือบสายตากลับไปอ่านปัญหาด้านบน)

เอาใหม่ เล่าอย่างนี้ดีกว่า ไม่นานนี้ ฉันได้รู้จักสิ่งมีชีวิตสีเขียวที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ชื่อของมันคือ Kokedama ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่แปลตรงตัวได้ว่า ‘มอสบอล’ สมกับรูปลักษณ์กลมและมอสสีเขียวที่ปกคลุมอยู่ เจ้าลูกกลมๆ นี้เป็นศาสตร์การจัดสวนของชาวอาทิตย์อุทัยที่สืบทอดมานานนับพันปี โดยเกิดขึ้นจากกลุ่มคนรักบอนไซที่พยายามก้าวข้ามกฎเกณฑ์การปลูกแบบเดิมๆ นำไปสู่การทำมอสบอลลูกกลมที่มีต้นไม้งอกงามอยู่ด้านบน

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

นอกจากสวยแปลกตา โคะเคะดามะยังเป็นต้นไม้ที่ตั้งอยู่บนความง่าย ทั้งทำง่ายมาก เรียกว่าทำได้ชิลล์ๆ ในวันหยุด (ลืมภาพการขุดหลุมเหงื่อโชกเพื่อยกต้นไม้ลงดิน หรือนั่งทยอยย้ายต้นกล้าได้เลย) ทั้งยังดูแลง่าย และอยู่ง่ายไม่ใช่พื้นที่เยอะด้วย   

คนที่แนะนำให้ฉันกับโคเคะดามะได้พบกันคือ วิทย์-ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง นักจัดสวนผู้เก่งกาจและเจ้าของร้าน Little Tree แสนร่มรื่นริมแม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อพิสูจน์ความง่ายของโคเคะดามะ วิทย์หยิบต้นไม้ออกจากกระถาง แล้วพรมน้ำลงบนพีทมอส วัสดุปลูกเนื้อนุ่มที่ร่วนซุย น้ำระบายออกได้ง่าย เมื่อพีทมอสเริ่มชุ่มน้ำ จับตัวเป็นก้อนได้ดี เขาก็เริ่มต้นปั้น ขณะเอ่ยเล่าว่า ใครๆ มักสงสัยว่าเจ้ามอสก้อนกลมนี้จะอยู่รอดได้นานหรือไม่ แต่เขาทดลองทำ และมันก็อยู่ยาวนานมาได้กว่าสองปีแล้ว

ฟังแล้วชวนอุ่นใจมากสำหรับคนเมืองมือร้อนอย่างฉัน

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

พีทมอสถูกปั้นเป็นก้อนกลม วิทย์กดให้มันเกิดรูบุ๋มตรงกลาง ใส่ต้นไม้ หุ้มด้วยสแฟ็กนั่มมอส (มอสแห้งที่เป็นวัสดุปลูกเช่นกัน) ตามด้วยมอสน้ำเขียวชุ่มชื้น จากนั้นก็นำเอ็นใสมาพันให้คงรูป

เท่านี้ก็เรียบร้อย

ไม่ได้ล้อเล่น ขั้นตอนมีเท่านี้จริงๆ (ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถ้วน) ที่เหลือก็แค่หยิบมันไปวางบนกระถางหรือจานรองที่ถูกใจ ส่วนใครอยู่คอนโดต้องประหยัดพื้นที่ แค่เสียบลวดเหล็กอันนึงกับเจ้ามอสบอลแล้วดัดเป็นตะขอ ก็จะต้นไม้แสนน่ารักที่แขวนเป็นเครื่องประดับได้แถมยังใช้ที่ไม่เปลือง

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

สำหรับการดูแลหลังจากนี้ ถ้าเป็นคนไม่ค่อยมีเวลา นักจัดสวนมือฉมังแนะนำให้แขวนเจ้ามอสบอลไว้ริมหน้าต่าง แดดเช้าจะช่วยให้มอสเขียวสดตลอดทั้งปี แล้วก็นำมันไปจุ่มน้ำสักวันเว้นวัน (ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทต้นไม้ที่เราเลือกใช้) หรือถ้าเป็นคนไม่ค่อยมีเวลาและไม่ค่อยอยู่บ้าน เพียงจับโคเคดามะมาวางไว้ในจาน แล้วเทน้ำหล่อเอาไว้ เท่านี้ก็หายห่วง

อืม-ก็ง่ายจริงๆ นั่นแหละ

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

“บางคนอาจมองว่าการมีต้นไม้ในบ้านมันเป็นภาระ แต่สำหรับเราไม่เลย เรามองว่าต้นไม้เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง แต่ละต้นมีคาแรกเตอร์ที่ต่างกัน มีสีที่ต่างกัน มีรูปทรงที่ต่างกัน แล้วเวลาเราเอามาวางไว้ในบ้าน มันทำให้อารมณ์เราเย็นขึ้นเยอะ” วิทย์ไล่เรียงข้อดีของการมีต้นไม้ในบ้านจากประสบการณ์ส่วนตัว แล้วเสริมว่าสิ่งที่ทำให้ต้นไม้จริงต่างจากการหยิบใบไม้ดอกไม้มาปักแจกัน ก็คือธรรมชาติจะมาอยู่เป็นเพื่อนเยียวยาใจเราได้อย่างยั่งยืน

“เวลาเข้าเมืองเราจะอึดอัดมาก แต่พอกลับมาบ้าน ได้เห็นสีเขียวๆ ดูต้นไม้ออกดอก ต้นไม้เติบโต มันคือความสุขของเราเลยนะ ต้นไม้ช่วยให้ผ่อนคลายได้จริงๆ”

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

จะว่าไป สำหรับคนที่ปลูกต้นไม้มาเยอะทั้งไซส์เล็กและใหญ่อย่างวิทย์ การเลี้ยงมอสบอลก้อนจิ๋วยังทำให้รู้สึกรื่นรมย์ได้ด้วยหรือ—ฉันนึกสงสัย

“จริงๆ การปลูกต้นไม้ต้องเริ่มจากต้นเล็กๆ ก่อนอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มที่แตะไปถึงนัยน์ตา

“มันไม่ใช่ว่าเราทำแล้วจะต้องใหญ่ขึ้นๆ มันก็ต้องหวนกลับมาที่สิ่งเล็กๆ บ้าง จริงๆ ตอนเด็กๆ เรา ก็เริ่มมาจากต้นไม้เล็กๆ ร้านเราถึงชื่อว่า Little Tree และเมื่อเวลาผ่านมา มันจึงเติบโตจนเป็นต้นใหญ่แบบทุกวันนี้”

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

คนเมืองอย่างฉันและคุณอาจไม่มีโอกาสปลูกต้นไม้จนเติบใหญ่อย่างนักจัดสวนมือโปร แต่ถ้าวันหยุดนี้ได้ลองรื่นรมย์ซ้อมมือปั้นโคเคะดามะสีเขียวสดใส ด้วยเวลาที่อาจน้อยกว่าการเดินทางจากบ้านถึงคาเฟ่ร่มรื่น เราก็จะได้บอนไซลูกกลมสวยมาไว้ในครอบครอง

แล้ววันธรรมดาและวันหยุดต่อจากนั้น เราก็จะมีสิ่งมีชีวิตสีเขียวแสนน่ารักมาช่วยให้เย็นตาเย็นใจในบ้านแล้วล่ะ


How to Make Kokedama 

อุปกรณ์

1. ต้นไม้ที่ชอบ

2. พีทมอส ถ้าไม่มีอาจใช้ขุยมะพร้าวหรือดินร่วนก็ได้ ไม่ควรใช้ดินเหนียว เพราะแม้จะปั้นเป็นก้อนได้ง่าย แต่จะระบายน้ำได้ไม่ดีนัก

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

3. สแฟ็กนั่มมอส

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

4. มอสน้ำ เหมาะใช้ปลูกโคเคะดามะมากเพราะมีลักษณะเป็นแผ่น จะใช้มอสอื่นๆ ก็ได้ เช่น มอสขอนไม้ แต่จะยากหน่อยเพราะมันมาเป็นชิ้นเล็กๆ

5. เส้นเอ็นใส เชือก หรือไหมพรม

6. ลวดเหล็กขนาดยาวเท่าใดก็ได้ (ไม่ต้องใช้ถ้าจะวางมอสบอลไว้เฉยๆ โดยไม่แขวน)

7. กรรไกร

8. น้ำ

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

วิธีทำ

1. นำต้นไม้ที่เตรียมมาออกจากกระถาง หากเป็นต้นไม้ที่มีรากน้อย หรือมีวัสดุปลูกติดมาน้อย ก็สามารถเคาะดินออกได้ แต่ถ้าเป็นต้นไม้ที่รากยึดติดกับวัสดุปลูกเดิมแล้ว ไม่จำเป็นต้องเคาะดินออก ใช้ดินเดิมได้เลย

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

2. เตรียมพีทมอส โดยเทน้ำสัดส่วน 1:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ในขั้นตอนนี้อาจใส่ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยออสโมโค้ท (ปุ๋ยละลายช้า) เข้าไปด้วยก็ได้

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

3. สำหรับต้นไม้ที่มีรากน้อย ปั้นพีทมอสเป็นก้อนกลม โดยกะขนาดให้พอเหมาะกับเรือนต้น ใช้นิ้วกดตรงกลางให้บุ๋ม แล้วใส่ต้นไม้ลงไป ส่วนต้นไม้ที่มีวัสดุปลูกเดิมติดมา สามารถนำพีทมอสมาห่อได้เลย ปั้นให้เป็นทรงกลมเช่นกัน (หมายเหตุ: หากไม่มีพีทมอส สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไป โดยใช้สแฟ็กนั่มมอสห่อเป็นชั้นแรก)

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

4. เทน้ำใส่สแฟ็กนั่มมอสให้พอชุ่ม แล้วนำไปห่อเป็นชั้นที่สอง ลักษณะที่คล้ายเส้นใยของสแฟ็กนั่มมอสจะช่วยให้ลูกบอลอยู่ทรง

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

5. ห่อชั้นนอกสุดด้วยมอสน้ำ

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

6. รัดมอสบอลด้วยเส้นเอ็นใสเพื่อให้อยู่ทรง หรือถ้าชอบสีสันสดใส รัดด้วยเชือกหรือไหมพรมก็ได้ (หมายเหตุ: หากจะวางโคเคดามะไว้เฉยๆ โดยไม่แขวน ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ แต่หลังจากทำเสร็จใหม่ๆ ควรวางทิ้งไว้โดยไม่ขยับเขยื้อนราว 2 สัปดาห์เพื่อให้มอสเกาะตัวกัน)

7. ทิ่มลวดเหล็กเข้าไปตรงกลางมอสบอล งอด้านบนเพื่อเป็นขอเกี่ยว งอด้านล่างเพื่อเป็นตัวหยุด แล้วนำไปแขวนตามต้องการ

Kokedama : หัดทำบอนไซก้อนกลมสุดน่ารักที่ช่วยให้บ้านเย็น อารมณ์เย็น แม้ไม่ใช่เวลาเย็น

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. เลือกต้นไม้จากแสง แสงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงต้นไม้ในบ้าน ควรสังเกตช่องแสง แล้วค่อยเลือกต้นไม้ให้เหมาะ ซึ่งจะเป็นต้นไม้อะไรก็ได้ที่เราชอบ สำหรับคนที่อยู่คอนโดมุมที่ไม่ค่อยมีแสง ให้ใช้ต้นพลู สิปสลิด หน้าวัวใบ หรือโฮย่า ซึ่งทนร่ม (แต่ก็ต้องพาไปรับแดดบ้างนะ มอสจะได้เขียวนานๆ)
  2. โคเคดามะมีทั้งไซส์เล็กและใหญ่ ที่จริงเราจะปลูกโคเคะดามะไซส์ไหนก็ได้ตามต้องการ ขอแค่ต้องกะปริมาณวัสดุปลูกให้พอเหมาะกับขนาดต้นเป็นพอ
  3. อุปกรณ์ทุกอย่างหาซื้อได้ที่สวนจตุจักร ตลาดต้นไม้เริ่มตั้งแต่ช่วงบ่ายเย็นของวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี แนะนำให้ไปเย็นวันอังคาร เพราะจะได้เลือกต้นไม้ใหม่ๆ ก่อนใคร

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load