The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วัฒนธรรมอาบป่า อาบธรรมชาติ หรือแคมปิ้ง (Camping) เป็นที่เลื่องลือและยอดฮิตมาสักระยะสำหรับคนเมือง เพราะการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบบนพื้นคอนกรีต ท้องถนน และตึกระฟ้า คงดีไม่ใช่น้อยหากวันหยุดได้เอนกายลงบนผืนดิน หายใจลึกๆ เต็มปอดใต้ต้นไม้ มองสายน้ำไหลผ่านอย่างเชื่องช้า 

ซึ่งการแคมปิ้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติเยียวยาและบำบัดกายใจ ขณะเดียวกัน ผู้มาเยือนก็ต้องปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างนอบน้อมที่สุด

คอลัมน์ Staycation คราวนี้ เราอยากชวนคุณเข้าป่าด้วยวิถี Green Camper ไปแคมปิ้งปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร, ถ้าสงสัยแล้วว่าทำไมต้องปราศจาก ‘ขยะ’ เราขอเล่าที่มาที่ไปพอสังเขป

สถานการณ์ขยะในปัจจุบันถือเป็นเรื่องน่ากังวลถึงขีดสุด ไม่ว่าจะขยะมูลฝอย พลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะล่องลอยกลางทะเล ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งขยะอาหาร ที่เรานึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรากลืนลงท้องจะกลายร่างเป็นขยะได้อย่างไร แถมคนหนึ่งคนยังสร้างขยะมากถึง 1.13 กิโลกรัมต่อวัน และชาวกรุงเทพฯ ก็สร้างขยะต่อวันรวมกัน 10,560 ตัน (ข้อมูลจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

พอเห็นตัวเลขก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะการดำเนินชีวิตธรรมดาของเรา เผลอสร้างขยะให้กับโลกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นเป็นเหตุผลให้เราควรกิน ดื่ม เที่ยว และดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

วกกลับมาที่วิถี Green Camper เราขอชวนคุณเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอุปกรณ์ ณ บัดนี้

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมใจ

ทำไมการแคมปิ้งต้องเตรียมใจ 

สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจหรือก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการการแคมปิ้ง ‘เตรียมใจ’ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติจะมอบอะไรให้กับเราบ้าง บางทีแดดออกจ้าแต่ฝนดันตก เพราะธรรมชาติก็คือธรรมชาติ เราไม่อาจฝืนหรือบังคับ ฉะนั้น จงเตรียมใจ ธรรมชาติจะมอบอะไรให้ก็จงยอมรับและปรับตัว 

“เรามองธรรมชาติให้เป็นเรื่องสนุก เรียนรู้กับทุกฤดูทั้งร้อน ฝน หนาว เราเชื่อว่าในหน้าร้อนก็มีข้อดี ความเปียกของหน้าฝนก็มีข้อดี หน้าหนาวที่เราคิดว่าดีเหลือเกิน อาจมีข้อเสียก็ได้ แค่ออกไปเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติและปรับตัว เพราะโลกอนาคต คนที่ปรับตัวเก่งคือคนที่จะอยู่รอด ส่วนฝนตก-แดดออก เราห้ามไม่ได้ บางทีก็ต้องยอมแพ้ต่อธรรมชาติ” โบร-พัชริดา ธรรมเกษร นักท่องเที่ยวสายกรีนผู้ก่อตั้ง Bangkok Backyard บอกเราเช่นนั้น

เตรียมตัว

ใจพร้อม กายก็ต้องพร้อม 

การเตรียมตัวที่ว่าเหมือนการกลับมาถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากแคมปิ้งแบบไหน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแคมปิ้งในป่าที่เจอสัตว์ป่านานาชนิด กลางวันเดินเทรคกิ้ง กลางคืนค้างอ้างแรมกับธรรมชาติ หรือเริ่มต้นจากพื้นที่กลางเต็นท์ (Campground) มีทั้งอุทยานและพื้นที่ที่เอกชนสร้างขึ้นเอง อย่าง Bangkok Backyard พื้นที่ทางเลือกของคนเมือง

เตรียมเส้นทาง

เลือกสถานที่แล้ว ก็เตรียมวางแผนการเดินทางได้เลย 

ข้อดีของการศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง นอกจากไม่ทำให้หลงแล้ว ยังอาจเจอทางลัดที่ใกล้ที่สุด เพื่ออย่างน้อยการลดระยะเวลาเดินทางสัก 10 – 20 นาที ก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งยังไม่รวมถึงก๊าซอื่นๆ อันเป็นมลพิษที่อาจถูกปล่อยจากยานพาหนะระหว่างการเดินทาง

การศึกษาเส้นทางก็เหมือนการรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ไม่ได้หมายความให้สู้รบกับใคร แต่เป็นการวางแผนการเดินทางและรู้จักพื้นที่โดยรอบที่จะไปแคมปิ้งอย่างละเอียด ว่าระหว่างทางมีจุดแวะพัก แวะเที่ยวตรงไหนมีชุมชน ตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย ให้ฝากท้องหรือจับจ่ายวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นหรือเปล่า มีสถานพยาบาล สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือกรณีฉุกเฉินหรือเปล่า พอรู้ถี่ถ้วนก็อุ่นใจ

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมอุปกรณ์

แคมปิ้งเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่แทบจะไม่สร้างขยะเลย เพราะมีการเตรียมตัววางแผนตั้งแต่แรก

คำแนะนำจาก Green Camper เรื่องอุปกรณ์ ถ้าคุณเป็นมือใหม่และมีงบจำกัด เลือกเช่าอุปกรณ์จะดีกว่าซื้อ เพราะในการนอนป่าครั้งแรก เราไม่มีทางรู้ว่าจะตกหลุมรักวิถีแคมปิ้งตั้งแต่คืนแรกหรือเปล่า ฉะนั้น การเช่าก็ปลอดภัยกับเงินในกระเป๋าสตางค์ ถ้าเริ่มถูกใจการเอาต์ดอร์แนวนี้ ค่อยเริ่มซื้ออุปกรณ์สะสมไปทีละชิ้นก็ฟังดูเข้าที

ถ้าอย่างง่ายที่สุด ลองนึกถึงการเข้าค่ายลูกเสือ กวาดสายตามองข้าวของรอบบ้านว่าพอจะมีสิ่งใดหยิบยืมไปแคมปิ้งได้บ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่วงการ ซึ่งโบรชี้อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การสนับสนุนสินค้ามือสองสภาพดี เพราะวงการแคมปิ้งมีการแลกเปลี่ยนและเทรดข้าวของอุปกรณ์กันอยู่แล้ว

ว่ากันตามตรง การแคมปิ้งค่อนข้างเป็นกระแส ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสารพัดอุปกรณ์ บางครั้งผู้ผลิตก็ผลิตมากจนเกินพอดี และมีจุดจบเหมือน Fast Fashion ที่มีสินค้าเหลือมากมายและต้องจำหน่ายในราคาเซลล์

ฉะนั้น การแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันอุปกรณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะจากการผลิตเกินพอดีได้

เตรียมอาหาร

มาถึงขั้นตอนสนุกและท้าทาย เข้าครัวประกอบอาหารกลางป่าอย่างไรให้เหลือขยะน้อยที่สุด

เกริ่นก่อนว่าเจ้าขยะเศษอาหาร (Food Waste) น่ากลัวไม่น้อยกว่าขยะพลาสติก เพราะบรรดาพลาสติกยังนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิลเป็นสารพัดของเก๋ แต่ขยะเศษอาหารจะลงเอยทับถมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) จนเกิดการเน่าเหม็น กลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ยังไม่รวมถึงการสูญเสียพลังงานในการผลิตอาหารก่อนจะมาถึงมือเราที่ต้องสูญเปล่า เพียงเพราะเราต้องทิ้งอาหารที่กินไม่หมด

สถานการณ์ปัญหาขยะอาหารเกิดจากการผลิตและบริโภคมากเกินกว่าความจำเป็น อีกทั้งกรรมวิธีการผลิตรูปแบบต่างๆ อย่างการปลูกข้าวโพด ระบบเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) ก็ส่งผลต่อปัญหานี้ด้วย แถมกระทบถึงคุณภาพดินและธาตุอาหารในดิน เพราะใช้ประโยชน์จากดินแบบผิดประเภท รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อคงผลผลิตให้เพียงพอต่ออาหารสัตว์ก็ก่อเกิดปัญหาเช่นกัน หนทางง่ายที่สุดคือ ‘พยายามกินอาหารให้หมด’

นั่นหมายความว่า เราต้องบริหารปริมาณอาหารให้พอดีกับท้องและพฤติกรรมการกิน

ทริค

หนึ่ง วางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า เตรียมวัตถุดิบให้พอดิบพอดีกับเมนูที่จะทำและจำนวนคนกิน หากวางแผนทำอาหารด้วยวัตถุดิบน้อยชิ้น แต่แปลงร่างได้หลายเมนูก็ยิ่งคุ้มค่า เช่น แครอทหนึ่งหัว อาจแบ่งทำซุปแครอทตอนเช้า ผัดผักใส่แครอทตอนเย็น ฯลฯ พอทุกส่วนของวัตถุดิบได้ใช้จริงๆ ก็ช่วยลด Food Waste ได้เหมือนกัน 

สอง ทำเช็กลิสต์รายการอาหาร / วัตถุดิบ ที่จำเป็นต้องซื้อ กันหลงลืมและลดการซื้อของไม่จำเป็น 

สาม เลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและชุมชน นอกจากสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ยังได้ผัก / ผลไม้ ที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ และยังเลี่ยงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มักพบในการซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ตได้ด้วย 

การเลือกซื้อวัตถุดิบเอง ทำให้เราควบคุมปริมาณได้ ไม่ซื้อเยอะ ซื้อเผื่อ จนกินไม่หมด ถ้าจะให้ดีคูณสองก็พกกล่องบรรจุอาหาร ถุงซิลิโคน ปิ่นโต ฯลฯ สำหรับใส่วัตถุดิบ และกระเป๋าผ้าสำหรับจ่ายตลาด (ควรมีติดรถไว้เลย)

สี่ ถ้าไม่ใช่สายเข้าครัว การอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายละแวกใกล้เคียงกับพื้นที่ตั้งแคมป์ก็เป็นทางเลือกที่ดี ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยว ที่สำคัญ เลือกกินแต่พออิ่ม พกภาชนะไปใส่เองจะยอดเยี่ยม

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมกลับบ้าน

เหล่า Green Camper ต้องเรียนรู้การแยกขยะ โดยแยกขยะเศษอาหารออกจากขยะอื่นๆ จะได้ไม่ปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล เพื่อให้นำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ และควรแยกทิ้งในจุดที่ทางแคมป์กราวน์กำหนดไว้ หรือทิ้งในจุดแยกขยะอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยมีข้อควรระวังคือ ซองบรรจุภัณฑ์ พลาสติก ขวดน้ำ และทิชชูเปียก โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาจมีเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ ของเราคิดว่ามันคืออาหาร 

เราเคยเห็นข่าวสะเทือนใจมากช่วง พ.ศ.​ 2562 กวางในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สิ้นใจตาย เพราะพลาสติกเต็มท้องกว่า 3 กิโลกรัม มาเรียม พะยูนน้อยตายเพราะปัญหาเดียวกัน เต่าทะเล ปลาวาฬ แมวน้ำถูกอวนทะเลรัดจนเป็นแผลเหวอะ ไมโครพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล และขยะอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกลืนลงท้องสัตว์น้อยใหญ่

ทริค

หนึ่ง พกของส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้ ลดการสร้างขยะ และควรมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการเดินทาง

สอง เลี่ยงการซื้อของที่ใช้บรรจุภัณฑ์ Single Use หากเลี่ยงไม่ได้ ควรแยกขยะและนำไปจัดการอย่างเหมาะสม

สาม ทิ้งขยะในจุดที่อนุญาตให้ทิ้ง ตามสถานที่ตั้งแคมป์ อุทยาน จะมีพื้นที่จัดสรรสำหรับทิ้งขยะเสมอ 

สี่ ใช้ผ้าหรือทิชชูกระดาษแทนทิชชูเปียก เพราะโครงสร้างทางเคมีของมันใช้เวลาเป็นร้อยปีเพื่อย่อยสลาย 

ห้า ขยะบางประเภทเป็นที่ต้องการเพื่อรีไซเคิล ลองกดติดตาม TikTok @Kong GreenGreen ที่ทำคลิปให้ความรู้เรื่องขยะ ว่าแต่ละประเภทมีวิธีจัดการอย่างไร ส่งไปรีไซเคิลในโครงการอะไรได้บ้าง เช่น ซองฟอยล์วิบวับสีเงิน หากทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ก็ส่งไปที่โครงการ Green Road เพื่อทำอิฐบล็อกหรือม้านั่งข้างทางได้ ฯลฯ 

หก การแยกขยะไม่ได้ส่งผลดีแค่เราและโลก แต่ยังส่งผลดีกับพี่ๆ พนักงานเก็บขยะ ช่วยลดแรงกายและเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเติมแรงใจด้วยค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากการแยกขยะที่ถูกประเภทด้วยนะ 🙂 

ท้ายที่สุดแล้ว การออกไปแคมปิ้งก็เป็นการรู้จักตนเองและพากาย-ใจ กลับคืนสู่สมดุลภายใต้ธรรมชาติ 

เราชอบโควตหนึ่งจากภาพยนตร์ Akira Kurosawa’s dreams กล่าวไว้ว่า “People have forgotten they are apart of nature too.” คล้ายกับว่าตัวเราเองต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้ววัฒนธรรมแคมปิ้งก็พาตัวเราเข้าไปให้ธรรมชาติช่วยเยียวยา ในมุมกลับกัน ก็อาจหมายถึงการพาตัวเองไปขอคืนดีกับธรรมชาติด้วยเหมือนกัน 

ชวนแคมเปอร์แคมปิ้งไร้ขยะ ตั้งแต่เตรียมใจจนถึงเตรียมกลับบ้าน ให้พร้อมเข้าป่าอย่างนอบน้อมต่อธรรมชาติ

ภาพ : Bangkok Backyard

ขอขอบคุณข้อมูล 

คุณโบร-พัชริดา ธรรมเกษร Bangkok backyard และ คุณหลิง-นันทิชา โอเจริญชัย Climate Strike Thailand

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

ฉันหวงแหนวันหยุด รู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีค่า แต่หลายครั้งฉันกลับตัดวันหยุดชิ้นใหญ่มอบให้การทำอาหารกินเอง ซื้อกินง่ายกว่า-ไม่ใช่ใครที่ไหนพูด ฉันนี่แหละยืนยัน แต่เหตุผลที่ฉันยังคงอยู่บ้านเข้าครัว เพราะการทำอาหารกินเองไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพ แต่ยังช่วยให้เรียนรู้หลายอย่างและแสนจะดีต่อจิตใจ   

นั่นคือเหตุผลที่วันหยุดนี้ ฉันอยากชวนคุณลองเข้าครัว (จะครัวที่บ้านหรือที่คอนโดก็ไม่เกี่ยง) ไม่ต้องห่วงว่าจะพาไปทำเมนูซับซ้อนกินเวลาค่อนวัน วันนี้เราจะอยู่บ้าน ค่อยๆ หัดทำขนมที่ง่าย ดีต่อสุขภาพ และอร่อย

เมนูที่ฉันคัดสรรมาให้คุณคือ Seasonal Granola Tart ซึ่ง ยู-นภสร สุจิตธรรมวงศ์ เจ้าของร้าน Baker gonna Bake เป็นผู้ช่วยคิดค้นสูตร ยูบอกว่า นอกจากทำง่ายชนิดมือใหม่อยู่คอนโดก็หัดทำได้ กราโนลายังเป็นขนมสุขภาพที่กินได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะกับคนเมืองที่เร่งรีบแต่ยังอยากสุขภาพดี จะกินคู่กับผลไม้สดและโยเกิร์ตตั้งแต่มื้อเช้าก็อยู่ท้อง กราโนลายังเป็นขนมคุณภาพที่กินในปาร์ตี้เล็กๆ ในบ้านกับครอบครัว และใครคุมน้ำหนักรับรองว่าไม่อ้วน เพราะวัตถุดิบอุดมโปรตีนและดีต่อสุขภาพ

สูตรกราโนลาของยูยังมีความพิเศษคือการใช้ผลไม้ตามฤดูกาล ยูเลือกใช้ ‘เซียนท้อ’ หรือ ‘ม่อนไข่’ ผลไม้ตามฤดูกาลเมืองเหนือซึ่งมีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ผิวสัมผัสคล้ายอะโวคาโด แต่มีเส้นใยและสีคล้ายฟักทอง จนถึงกลิ่นคล้ายละมุด

ยูเริ่มทำกราโนล่า แล้วระหว่างรอส่วนผสมสุก เธอก็เล่าว่า ตัวเองไม่ได้ทำขนมเก่งมาแต่แรก หากเริ่มฝึกทำเองเพราะอยากให้ลูกชายติดอาหารรสมือแม่ และหลงรักการเข้าครัวที่ได้ทำเองทุกขั้นตอน

“ทุกอย่างในชีวิตเราทุกวันนี้สำเร็จรูปมากเกินไป ทำให้เราลืมรากเหง้าที่มีเสน่ห์ นั่นคือการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง อย่างเครื่องตีแป้งเมื่อก่อนเราทำกินเองก็ไม่ใช้ เพราะไม่ค่อยชอบอะไรสำเร็จรูป” ยูบอก

ฉันฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วย นอกจากได้ฝึกฝนทักษะที่คนเมืองยุคนี้ไม่ค่อยมี การลงมือทำยังช่วยให้เราเห็นกระบวนการของอาหารตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เราเข้าใจโลกรอบตัวมากขึ้น และอาจฟังดูแปลก แต่ฉันมองว่าการทำอาหารช่วยให้สงบใจ ยิ่งต้องรักษาเวลายิ่งทำให้มีสมาธิ ซึ่งเราในโลก multitasking ไม่ค่อยมี

และแน่นอน การเข้าครัวอบขนมยังหมายถึงเรากำหนดส่วนผสมและคัดสรร รู้ที่มาวัตถุดิบได้ เช่น ยูเลือกใช้น้ำผึ้งแท้ปลอดสารพิษแทนน้ำตาล เพราะได้ความหวานปริมาณที่ดีต่อสุขภาพและเพิ่มกลิ่นหอมในเนื้อธัญพืช สาเหตุหลักของความดีต่อสุขภาพในอาหารทำเองก็มาจากตรงนี้แหละ

“เราเชื่อว่า ถ้าวัตถุดิบคุณภาพดีเอามาทำขนมอะไรก็อร่อย เรารู้ว่ากินออร์แกนิกไม่ได้ 100% หรอก แต่การรู้ที่มาที่ไปของวัตถุดิบมันดีกว่า บางอย่างเราไปเอาเองจากบนดอยก็เชื่อถือคุณภาพได้ แต่ถ้าไม่ได้ไปเอาเอง กว่าวัตถุดิบเหล่านี้จะเข้ามาถึงในเมืองก็อาจจะมีการใส่สารเคมีมาแล้วเพื่อรักษาคุณภาพเอาไว้ ผู้บริโภคจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง” ยูอธิบาย

ถาดกราโนลาถูกยกออกมาให้คลายร้อนนอกเตา เมื่อใส่เซียนท้อลงไปก็กลายเป็นกราโนลา ทาร์ตที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ นับเป็นการลงมือทำบางอย่างด้วยตัวเองที่ไม่ยากแถมยังอัดแน่นด้วยประโยชน์

ไม่เชื่อลองหาวันหยุดอยู่บ้านทำดูสิ

How to Make Seasonal Granola Tart

อุปกรณ์

  1. ถาด
  2. กระดาษไข
  3. ชามสำหรับผสม
  4. ช้อน
  5. พายยาง

ส่วนผสม

  1. น้ำ 90 กรัม
  2. น้ำมันมะกอก (Extra Virgin) 40 กรัม
  3. น้ำผึ้ง 94 กรัม
  4. ผงซินนามอน 3 กรัม
  5. ข้าวโอ๊ต 200 กรัม
  6. เกล็ดมะพร้าวอบ 79 กรัม
  7. เมล็ดฟักทอง 32 กรัม
  8. อัลมอนด์ 63 กรัม
  9. เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 63 กรัม
  10. เซียนท้อ (หรือผลไม้ตามฤดูกาลชนิดอื่น) 350 กรัม

วิธีทำ

1. ต้มน้ำให้เดือด

2. ใส่น้ำผึ้งและซินนามอนลงในน้ำเดือดแล้วตามด้วยธัญพืช

3. นำออกมาใส่ถาดเข้าเอาเข้าเตาอบที่ความร้อนอุณหภูมิ 120 องศา ใช้เวลา 40 นาที

4. นำเซียนท้อไปต้มสุก และบดให้ละเอียด

5. นำกราโนลาออกจากเตามาตากแห้งค่อยนำมาบด ใส่เนยนิดหน่อย เมื่อแห้งและกรอบแล้วนำไปกินกับโยเกิร์ตหรือผลไม้สดตามฤดูกาลได้เลย

6. ถ้าต้องการทำเป็นทาร์ตให้นำกราโนลามากรุลงพิมพ์และแช่เย็นประมาณ 15 นาที

7. ปาดเนื้อเซียนท้อต้มสุกที่บดละเอียดแล้วลงไปบนแผ่นกราโนลาทาร์ตและตกแต่งหน้าให้สวยงาม

เวลานึกถึงการทำกิจกรรมกับคนใกล้ชิด คนเมืองมักนึกถึงกิจกรรมนอกบ้านอย่างการกินข้าวในร้าน แต่ที่จริงการเข้าครัวทำอาหารหรืออบขนมกับคนใกล้ชิดก็ช่วยกระชับความสัมพันธ์ แถมยังได้ทั้งคุณค่าทางอาหารและจิตใจ การเข้าครัวจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราอยากแนะนำให้คุณและคนใกล้ชิดทำร่วมกันที่บ้าน โดยสำหรับชาวคอนโด ตอนนี้มีคอนโดที่ใส่ใจวิถีชีวิตแตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย ด้วยการเพิ่มพื้นส่วนกลางหรือ Co – Creation Space ให้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ คอนโดที่ว่าคือ MARU (มารุ)  โครงการใหม่ล่าสุดของบริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนต์ ที่มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางและตอบโจทย์หลากหลาย เช่น พื้นที่ส่วนกลางพิเศษสำหรับกิจกรรมการเข้าครัวร่วมกัน ซึ่งทำให้การทำขนมหรืออาหารในคอนโดไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

นายแบบ :  ปัญ – ภาม เจนพานิชการ

กร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. เซียนท้อประยุกต์ใช้ผลไม้อื่นตามฤดูกาลแทนได้ และถ้าชอบกินกราโนลากับผลไม้สด แนะนำให้จับคู่ผลไม้รสต่างกัน เช่น กล้วยกับสตรอว์เบอร์รี่ ความหอมและหวานจากกล้วยเมื่อรวมกับรสเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รี่จะทำให้รสชาติของผลไม้ทั้งสองอย่างโดดเด่น (ถ้าใช้ผลไม้รสเปรี้ยวทั้งคู่รสเปรี้ยวจะนำโด่งจนกลบรสกราโนลา)
  2. วัตถุดิบหาได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แต่แนะนำให้เลือกธัญพืชที่ปรุงแต่งน้อยเพื่อลดโซเดียมและดีต่อสุขภาพ
  3. กราโนลาทาร์ตสูตรนี้ไม่ใส่สารกันเสียจึงเก็บกราโนลาไว้ได้แค่ 7 วันเท่านั้น ถ้าไม่อยากให้ความกรอบของกลาโนลาหายต้องใส่ซองกันชื้นด้วย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load