The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วัฒนธรรมอาบป่า อาบธรรมชาติ หรือแคมปิ้ง (Camping) เป็นที่เลื่องลือและยอดฮิตมาสักระยะสำหรับคนเมือง เพราะการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบบนพื้นคอนกรีต ท้องถนน และตึกระฟ้า คงดีไม่ใช่น้อยหากวันหยุดได้เอนกายลงบนผืนดิน หายใจลึกๆ เต็มปอดใต้ต้นไม้ มองสายน้ำไหลผ่านอย่างเชื่องช้า 

ซึ่งการแคมปิ้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติเยียวยาและบำบัดกายใจ ขณะเดียวกัน ผู้มาเยือนก็ต้องปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างนอบน้อมที่สุด

คอลัมน์ Staycation คราวนี้ เราอยากชวนคุณเข้าป่าด้วยวิถี Green Camper ไปแคมปิ้งปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร, ถ้าสงสัยแล้วว่าทำไมต้องปราศจาก ‘ขยะ’ เราขอเล่าที่มาที่ไปพอสังเขป

สถานการณ์ขยะในปัจจุบันถือเป็นเรื่องน่ากังวลถึงขีดสุด ไม่ว่าจะขยะมูลฝอย พลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะล่องลอยกลางทะเล ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งขยะอาหาร ที่เรานึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรากลืนลงท้องจะกลายร่างเป็นขยะได้อย่างไร แถมคนหนึ่งคนยังสร้างขยะมากถึง 1.13 กิโลกรัมต่อวัน และชาวกรุงเทพฯ ก็สร้างขยะต่อวันรวมกัน 10,560 ตัน (ข้อมูลจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

พอเห็นตัวเลขก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะการดำเนินชีวิตธรรมดาของเรา เผลอสร้างขยะให้กับโลกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นเป็นเหตุผลให้เราควรกิน ดื่ม เที่ยว และดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

วกกลับมาที่วิถี Green Camper เราขอชวนคุณเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอุปกรณ์ ณ บัดนี้

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมใจ

ทำไมการแคมปิ้งต้องเตรียมใจ 

สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจหรือก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการการแคมปิ้ง ‘เตรียมใจ’ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติจะมอบอะไรให้กับเราบ้าง บางทีแดดออกจ้าแต่ฝนดันตก เพราะธรรมชาติก็คือธรรมชาติ เราไม่อาจฝืนหรือบังคับ ฉะนั้น จงเตรียมใจ ธรรมชาติจะมอบอะไรให้ก็จงยอมรับและปรับตัว 

“เรามองธรรมชาติให้เป็นเรื่องสนุก เรียนรู้กับทุกฤดูทั้งร้อน ฝน หนาว เราเชื่อว่าในหน้าร้อนก็มีข้อดี ความเปียกของหน้าฝนก็มีข้อดี หน้าหนาวที่เราคิดว่าดีเหลือเกิน อาจมีข้อเสียก็ได้ แค่ออกไปเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติและปรับตัว เพราะโลกอนาคต คนที่ปรับตัวเก่งคือคนที่จะอยู่รอด ส่วนฝนตก-แดดออก เราห้ามไม่ได้ บางทีก็ต้องยอมแพ้ต่อธรรมชาติ” โบร-พัชริดา ธรรมเกษร นักท่องเที่ยวสายกรีนผู้ก่อตั้ง Bangkok Backyard บอกเราเช่นนั้น

เตรียมตัว

ใจพร้อม กายก็ต้องพร้อม 

การเตรียมตัวที่ว่าเหมือนการกลับมาถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากแคมปิ้งแบบไหน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแคมปิ้งในป่าที่เจอสัตว์ป่านานาชนิด กลางวันเดินเทรคกิ้ง กลางคืนค้างอ้างแรมกับธรรมชาติ หรือเริ่มต้นจากพื้นที่กลางเต็นท์ (Campground) มีทั้งอุทยานและพื้นที่ที่เอกชนสร้างขึ้นเอง อย่าง Bangkok Backyard พื้นที่ทางเลือกของคนเมือง

เตรียมเส้นทาง

เลือกสถานที่แล้ว ก็เตรียมวางแผนการเดินทางได้เลย 

ข้อดีของการศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง นอกจากไม่ทำให้หลงแล้ว ยังอาจเจอทางลัดที่ใกล้ที่สุด เพื่ออย่างน้อยการลดระยะเวลาเดินทางสัก 10 – 20 นาที ก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งยังไม่รวมถึงก๊าซอื่นๆ อันเป็นมลพิษที่อาจถูกปล่อยจากยานพาหนะระหว่างการเดินทาง

การศึกษาเส้นทางก็เหมือนการรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ไม่ได้หมายความให้สู้รบกับใคร แต่เป็นการวางแผนการเดินทางและรู้จักพื้นที่โดยรอบที่จะไปแคมปิ้งอย่างละเอียด ว่าระหว่างทางมีจุดแวะพัก แวะเที่ยวตรงไหนมีชุมชน ตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย ให้ฝากท้องหรือจับจ่ายวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นหรือเปล่า มีสถานพยาบาล สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือกรณีฉุกเฉินหรือเปล่า พอรู้ถี่ถ้วนก็อุ่นใจ

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมอุปกรณ์

แคมปิ้งเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่แทบจะไม่สร้างขยะเลย เพราะมีการเตรียมตัววางแผนตั้งแต่แรก

คำแนะนำจาก Green Camper เรื่องอุปกรณ์ ถ้าคุณเป็นมือใหม่และมีงบจำกัด เลือกเช่าอุปกรณ์จะดีกว่าซื้อ เพราะในการนอนป่าครั้งแรก เราไม่มีทางรู้ว่าจะตกหลุมรักวิถีแคมปิ้งตั้งแต่คืนแรกหรือเปล่า ฉะนั้น การเช่าก็ปลอดภัยกับเงินในกระเป๋าสตางค์ ถ้าเริ่มถูกใจการเอาต์ดอร์แนวนี้ ค่อยเริ่มซื้ออุปกรณ์สะสมไปทีละชิ้นก็ฟังดูเข้าที

ถ้าอย่างง่ายที่สุด ลองนึกถึงการเข้าค่ายลูกเสือ กวาดสายตามองข้าวของรอบบ้านว่าพอจะมีสิ่งใดหยิบยืมไปแคมปิ้งได้บ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่วงการ ซึ่งโบรชี้อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การสนับสนุนสินค้ามือสองสภาพดี เพราะวงการแคมปิ้งมีการแลกเปลี่ยนและเทรดข้าวของอุปกรณ์กันอยู่แล้ว

ว่ากันตามตรง การแคมปิ้งค่อนข้างเป็นกระแส ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสารพัดอุปกรณ์ บางครั้งผู้ผลิตก็ผลิตมากจนเกินพอดี และมีจุดจบเหมือน Fast Fashion ที่มีสินค้าเหลือมากมายและต้องจำหน่ายในราคาเซลล์

ฉะนั้น การแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันอุปกรณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะจากการผลิตเกินพอดีได้

เตรียมอาหาร

มาถึงขั้นตอนสนุกและท้าทาย เข้าครัวประกอบอาหารกลางป่าอย่างไรให้เหลือขยะน้อยที่สุด

เกริ่นก่อนว่าเจ้าขยะเศษอาหาร (Food Waste) น่ากลัวไม่น้อยกว่าขยะพลาสติก เพราะบรรดาพลาสติกยังนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิลเป็นสารพัดของเก๋ แต่ขยะเศษอาหารจะลงเอยทับถมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) จนเกิดการเน่าเหม็น กลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ยังไม่รวมถึงการสูญเสียพลังงานในการผลิตอาหารก่อนจะมาถึงมือเราที่ต้องสูญเปล่า เพียงเพราะเราต้องทิ้งอาหารที่กินไม่หมด

สถานการณ์ปัญหาขยะอาหารเกิดจากการผลิตและบริโภคมากเกินกว่าความจำเป็น อีกทั้งกรรมวิธีการผลิตรูปแบบต่างๆ อย่างการปลูกข้าวโพด ระบบเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) ก็ส่งผลต่อปัญหานี้ด้วย แถมกระทบถึงคุณภาพดินและธาตุอาหารในดิน เพราะใช้ประโยชน์จากดินแบบผิดประเภท รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อคงผลผลิตให้เพียงพอต่ออาหารสัตว์ก็ก่อเกิดปัญหาเช่นกัน หนทางง่ายที่สุดคือ ‘พยายามกินอาหารให้หมด’

นั่นหมายความว่า เราต้องบริหารปริมาณอาหารให้พอดีกับท้องและพฤติกรรมการกิน

ทริค

หนึ่ง วางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า เตรียมวัตถุดิบให้พอดิบพอดีกับเมนูที่จะทำและจำนวนคนกิน หากวางแผนทำอาหารด้วยวัตถุดิบน้อยชิ้น แต่แปลงร่างได้หลายเมนูก็ยิ่งคุ้มค่า เช่น แครอทหนึ่งหัว อาจแบ่งทำซุปแครอทตอนเช้า ผัดผักใส่แครอทตอนเย็น ฯลฯ พอทุกส่วนของวัตถุดิบได้ใช้จริงๆ ก็ช่วยลด Food Waste ได้เหมือนกัน 

สอง ทำเช็กลิสต์รายการอาหาร / วัตถุดิบ ที่จำเป็นต้องซื้อ กันหลงลืมและลดการซื้อของไม่จำเป็น 

สาม เลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและชุมชน นอกจากสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ยังได้ผัก / ผลไม้ ที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ และยังเลี่ยงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มักพบในการซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ตได้ด้วย 

การเลือกซื้อวัตถุดิบเอง ทำให้เราควบคุมปริมาณได้ ไม่ซื้อเยอะ ซื้อเผื่อ จนกินไม่หมด ถ้าจะให้ดีคูณสองก็พกกล่องบรรจุอาหาร ถุงซิลิโคน ปิ่นโต ฯลฯ สำหรับใส่วัตถุดิบ และกระเป๋าผ้าสำหรับจ่ายตลาด (ควรมีติดรถไว้เลย)

สี่ ถ้าไม่ใช่สายเข้าครัว การอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายละแวกใกล้เคียงกับพื้นที่ตั้งแคมป์ก็เป็นทางเลือกที่ดี ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยว ที่สำคัญ เลือกกินแต่พออิ่ม พกภาชนะไปใส่เองจะยอดเยี่ยม

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมกลับบ้าน

เหล่า Green Camper ต้องเรียนรู้การแยกขยะ โดยแยกขยะเศษอาหารออกจากขยะอื่นๆ จะได้ไม่ปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล เพื่อให้นำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ และควรแยกทิ้งในจุดที่ทางแคมป์กราวน์กำหนดไว้ หรือทิ้งในจุดแยกขยะอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยมีข้อควรระวังคือ ซองบรรจุภัณฑ์ พลาสติก ขวดน้ำ และทิชชูเปียก โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาจมีเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ ของเราคิดว่ามันคืออาหาร 

เราเคยเห็นข่าวสะเทือนใจมากช่วง พ.ศ.​ 2562 กวางในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สิ้นใจตาย เพราะพลาสติกเต็มท้องกว่า 3 กิโลกรัม มาเรียม พะยูนน้อยตายเพราะปัญหาเดียวกัน เต่าทะเล ปลาวาฬ แมวน้ำถูกอวนทะเลรัดจนเป็นแผลเหวอะ ไมโครพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล และขยะอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกลืนลงท้องสัตว์น้อยใหญ่

ทริค

หนึ่ง พกของส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้ ลดการสร้างขยะ และควรมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการเดินทาง

สอง เลี่ยงการซื้อของที่ใช้บรรจุภัณฑ์ Single Use หากเลี่ยงไม่ได้ ควรแยกขยะและนำไปจัดการอย่างเหมาะสม

สาม ทิ้งขยะในจุดที่อนุญาตให้ทิ้ง ตามสถานที่ตั้งแคมป์ อุทยาน จะมีพื้นที่จัดสรรสำหรับทิ้งขยะเสมอ 

สี่ ใช้ผ้าหรือทิชชูกระดาษแทนทิชชูเปียก เพราะโครงสร้างทางเคมีของมันใช้เวลาเป็นร้อยปีเพื่อย่อยสลาย 

ห้า ขยะบางประเภทเป็นที่ต้องการเพื่อรีไซเคิล ลองกดติดตาม TikTok @Kong GreenGreen ที่ทำคลิปให้ความรู้เรื่องขยะ ว่าแต่ละประเภทมีวิธีจัดการอย่างไร ส่งไปรีไซเคิลในโครงการอะไรได้บ้าง เช่น ซองฟอยล์วิบวับสีเงิน หากทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ก็ส่งไปที่โครงการ Green Road เพื่อทำอิฐบล็อกหรือม้านั่งข้างทางได้ ฯลฯ 

หก การแยกขยะไม่ได้ส่งผลดีแค่เราและโลก แต่ยังส่งผลดีกับพี่ๆ พนักงานเก็บขยะ ช่วยลดแรงกายและเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเติมแรงใจด้วยค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากการแยกขยะที่ถูกประเภทด้วยนะ 🙂 

ท้ายที่สุดแล้ว การออกไปแคมปิ้งก็เป็นการรู้จักตนเองและพากาย-ใจ กลับคืนสู่สมดุลภายใต้ธรรมชาติ 

เราชอบโควตหนึ่งจากภาพยนตร์ Akira Kurosawa’s dreams กล่าวไว้ว่า “People have forgotten they are apart of nature too.” คล้ายกับว่าตัวเราเองต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้ววัฒนธรรมแคมปิ้งก็พาตัวเราเข้าไปให้ธรรมชาติช่วยเยียวยา ในมุมกลับกัน ก็อาจหมายถึงการพาตัวเองไปขอคืนดีกับธรรมชาติด้วยเหมือนกัน 

ชวนแคมเปอร์แคมปิ้งไร้ขยะ ตั้งแต่เตรียมใจจนถึงเตรียมกลับบ้าน ให้พร้อมเข้าป่าอย่างนอบน้อมต่อธรรมชาติ

ภาพ : Bangkok Backyard

ขอขอบคุณข้อมูล 

คุณโบร-พัชริดา ธรรมเกษร Bangkok backyard และ คุณหลิง-นันทิชา โอเจริญชัย Climate Strike Thailand

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

ทุกฤดูข้าวใหม่ ฉันคนหนึ่งล่ะที่จะลองซื้อข้าวนั้นข้าวนี้มาเป็นเสบียง รู้ตัวอีกทีข้าวแพ็กเล็ก-แพ็กใหญ่ก็เต็มบ้านไปหมด ปรากฏจะกินก็ไม่ทันมอดสักที เหตุเพราะบ้านหนึ่งบ้านกินข้าวไม่เหมือนกัน คุณแม่ชอบกินข้าวซ้อมมือ คุณน้าชอบกินข้าวกล้อง คุณน้องชอบกินข้าวขัดขาว

ส่วนตัวเราขี้เสียดาย ข้าวอะไรเหลือ จะข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ก็จับรวมหุงผสม บางทีหุงข้าวปน ๆ กันหลายชนิดหลายสายพันธุ์ ก็อร่อยดีไปอีกแบบ แถมยังสวยน่ากินด้วย

สงสัยเหมือนกันว่าจะมีใครทำชอบทำแบบนี้เหมือนกันบ้างนะ วันนี้ลุงรีย์ลองเอาบันทึกที่จดไว้มากางดูกัน ในบันทึกลงวันที่ไว้ ตอนนั้นมีโอกาสได้ไปร่วมด้วยช่วยกันกับ ชาวนาไทอีสาน จัดงานชิมข้าวใหม่

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

หนึ่งในทีม อุ้ม-คนึงนิตย์ ชะนะโม ตอนนี้ได้จัดตั้ง Rice Acadamy ทำแปลงดำมือ พัฒนาพันธุ์ข้าวแบบดั้งเดิม วิจัยโภชนาการของข้าว และสร้างพื้นที่สำหรับคนรักการกินข้าวขึ้นได้

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

อุ้มเคยบอกไว้ว่า บางทีคนเมืองขาดโอกาสเห็นกระบวนการการเดินทางของข้าว บวกกับความสะดวกสบายต่าง ๆ ในปัจจุบัน ก็มีเผลอคิดไปเองว่า ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวขาว เป็นชนิดของข้าว จำสลับสับสน 

ก่อนอื่นเลยต้องชวนคนเมืองทำความรู้จักข้าวว่าเรากินข้าวแบบไหนกันอยู่ และรสนิยมการกินข้าวของเราแต่ละคนก็ต่างกัน อยู่ที่ว่าจะชื่นชอบข้าวอะไร

หลัก ๆ เลย ข้าวมีอยู่ 3 แบบ

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

ข้าวกล้อง 

คือข้าวที่สีเอาเปลือกออกหรือผ่านขั้นตอนการสีเพียงครั้งเดียว โดยจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวยังอยู่ ลักษณะของข้าวกล้องมีสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนั้นข้าวกล้องยังมีเส้นใยอาหาร ช่วยป้องกันการดูดซึมไขมันชนิดอิ่มตัว 

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

ข้าวซ้อมมือ 

คือข้าวกล้องที่นำมาผ่านกระบวนการขัดสีเพิ่มขึ้น เพื่อขัดเอาเยื่อหุ้มเมล็ดออกไปเพียงบางส่วน ซึ่งจุดประสงค์หลักก็เพื่อให้ข้าวที่หุงสุกแล้วมีความนุ่ม ทานง่ายขึ้น คุณค่าทางโภชนาการยังอยู่ครบ เว้นแต่เส้นใยอาหารและเกลือแร่บางส่วนอาจสูญเสียไปบ้าง

รู้จักข้าวแต่ละชนิดก่อนหุงผสม สร้างสูตรอร่อยจากแบบไม่ให้เหลือเศษ

ข้าวขัดขาว

คือข้าวที่นำไปสีกะเทาะเปลือกออก แล้วนำไปขัดสีเอาส่วนเยื่อหุ้มออกไป ทำให้ได้ข้าวที่มีเมล็ดสีขาว เมื่อรับประทานจะให้แป้งและพลังงานเท่านั้น สารอาหารอื่น ๆ เหลืออยู่ปริมาณน้อย ต่างจากข้าวกล้อง

สรุปก็คือ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวขาว คือข้าวสายพันธุ์เดียวกัน แต่กระบวนการสีต่างกัน ถ้าเราลองเลือกข้าวมากินให้ถูกปาก สังเกตเอาจุดเด่นของข้าวแต่ละชนิดมาชั่งใจแล้วหุงผสม ก็อาจจะได้ความสนุกในการกินข้าวเพิ่มขึ้นอีกนะ วันนี้จะเอาบันทึกที่จดไว้มากางให้ทำตามไปพร้อม ๆ กัน

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

อุปกรณ์เบื้องต้น

  1. ข้าวประเภทต่าง ๆ
  2. หม้อข้าวหรือหม้อนึ่ง
  3. ถ้วยตวง
  4. ตราชั่ง
  5. พิมพ์ข้าว
‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

ขั้นตอนและหลักการง่าย ๆ ในการหุงข้าวผสม 5 อย่าง

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

1. เลือกข้าวจากสีและลักษณะ เลือกข้าวต่างประเภทกันได้ เพื่อความหลากหลายทั้งสีสัน สัมผัส และรสชาติ

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

2. จัดสมดุลปริมาณข้าวและจำแนกประเภท สิ่งสำคัญมากคือการคำนึงถึงกายภาพของข้าวแต่ละกลุ่ม โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด
‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

ปริมาณที่แนะนำระหว่างการทดลองทำ ควรเทียบเป็นสัดส่วน เช่น ¼ หรือ ½ เป็นต้น เพื่อค้นหาสัดส่วนที่ชอบ

นอกจากคำนึงถึงข้าวแต่ละประเภทแล้ว ยังต้องคำนึงถึงข้าวเก่า ข้าวใหม่อีกด้วย การนับอายุของข้าว ยึดเดือนเก็บเกี่ยวเป็นหลัก ข้าวนาปี ข้าวใหม่ของแต่ละฤดูกาลมีอายุ 1 ปี พอข้าวจากปีถัดไปถูกเก็บเกี่ยวมาจำหน่าย ข้าวใหม่ของปีก่อนก็จะกลายเป็นข้าวเก่า

เวลาขายหรือซื้อต้องถามเดือนและปีที่เก็บเกี่ยว ถ้าเราเห็นทั่วไปในฉลากข้าวที่ทับด้วยปีถัดไปที่ข้าวอยู่ในตลาด เช่น ข้าวเหนียวหอมคนึงนิตย์ที่เกี่ยวในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 จะเรียกว่าข้าวใหม่ปี 65/66 จนเมื่อถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ก็จะกลายเป็นข้าวเก่า 

แต่ถ้าในมุมของคนกินข้าวอย่างเรา ๆ ข้าวใหม่คือข้าวที่เพิ่งเกี่ยวใหม่จากนา มาพร้อมความนุ่มและหอมฟุ้ง เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร สรรพคุณทางยา เมล็ดข้าวขาวใส จมูกข้าวยังติดอยู่กับเมล็ด เวลาซาวข้าวน้ำค่อนข้างใสและหุงไม่ค่อยขึ้นหม้อ ข้าวใหม่เหมาะกับการทำข้าวต้ม

ส่วนข้าวเก่าคือข้าวที่เก็บไว้นานค้างปี เมล็ดข้าวมีสีขาวขุ่น มีรอยหักเล็กน้อย เวลาซาวข้าวน้ำจะขาวขุ่น หุงขึ้นหม้อ เมล็ดข้าวไม่ติดกันเพราะมียางข้าวน้อยและแข็งกว่าข้าวเก่า จึงเหมาะกินกับแกง เพราะข้าวไม่เละ ทำข้าวผัดหรือข้าวแช่ 

3. ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ทั้งน้ำ ความร้อน เวลา และอุปกรณ์ที่ใช้ 

สิ่งสำคัญคือปริมาณน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้ข้าวที่ออกมานั้นสุกพอดี แข็งร่วน หรือแฉะ นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนได้จากขนาดของอุปกรณ์ ความร้อน และเวลา จึงไม่มีสูตรตายตัว ควรบันทึกเพื่อปรับปรุง

4. เทคนิค เราหุงข้าวผสมได้ 2 แบบ

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

แบบแรกคือ คำนวณสัดส่วนตั้งแต่เริ่ม แล้วหุงรวดเดียวให้จบเลย ข้อดีคือหุงรวดเดียวสะดวก ส่วนข้อเสียคืออาจสุกไม่เสมอ และสีของข้าวเจือปนกัน

การใส่ข้าวสีอ่อนให้มาก ใส่ข้าวสีเข้มให้น้อย เลี่ยงการผสมข้าวที่สีใกล้เคียงกัน และหากใช้หม้อแรงดัน ยิ่งทำให้ข้าวสุกเสมอได้ดีขึ้น

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด
‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

แบบที่สองคือ หุงแยกข้าวที่ละชนิดให้สุกตามอุณหภูมิแล้วนำมาผสมกันทีหลัง ข้อดีคือข้าวสุกเสมอ ผสมสีข้าวได้ตามใจชอบ แต่ข้อเสียคือใช้เวลามาก และต้องหมั่นเช็กจังหวะสุกของข้าว

ถ้าใช้วิธีนี้จะสามารถเลี่ยงการตกสีของข้าวสีเข้มและสีใกล้เคียงกัน ทำให้เลือกผสมสีได้ตามใจได้ข้าวออกมาสวยน่าทาน

รู้จักข้าวแต่ละชนิดก่อนหุงผสม สร้างสูตรอร่อยจากแบบไม่ให้เหลือเศษ

5. การเก็บ การอุ่น และการนำข้าวไปใช้

ถ้าเราหุงข้าวออกมาไปทางแข็ง แนะนำใช้ทำข้าวผัดและแช่แข็งได้ นำมาผัดอีกครั้งยิ่งอร่อย

ถ้าเราหุงข้าวออกมาไปทางแฉะ ใช้ทำโจ๊กหรือข้าวต้ม

ถ้าเราค้นพบสัดส่วนที่เหมาะหุงได้พอดิบพอดี ใช้เป็นข้าวสวยกินปกติ

รู้จักข้าวแต่ละชนิดก่อนหุงผสม สร้างสูตรอร่อยจากแบบไม่ให้เหลือเศษ
รู้จักข้าวแต่ละชนิดก่อนหุงผสม สร้างสูตรอร่อยจากแบบไม่ให้เหลือเศษ

ส่วนหนึ่งการข้าวผสมกันลักษณะนี้ก็เกิดจากการลองผิดลองดู จดบ้างไม่จดบ้าง

แล้ววันหนึ่ง เชื่อว่าข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันจะกินสนุกขึ้น อร่อยขึ้นกว่าที่เคย คงคุณค่าทางสารอาหารขนานไปพร้อมกับการให้คุณค่ากับชาวนาและผืนดิน

ที่สำคัญ ได้กินข้าวหมดเกลี้ยง ไม่หลงเหลือข้าวก้นถุง ไปถึงเจ้าตัวมอดอีกด้วย เพราะเรากินต่างกัน จึงเกิดความหลายหลายในการกิน อีกทั้งข้าวก็เติบโตและพัฒนาไปกับเรา

ที่ Rice Acadamy บอกไว้ว่า ‘ข้าวคือชีวิต’ ทุก ๆ เดือนกรกฎาคมจะเปิดให้สมัครไปดำนา มีโอกาสก็ไปเยี่ยมทุ่งนา ซึ่งเป็นครูของทุกคนครับ

‘เบลนด์ข้าว’ เคล็ดลับการผสมข้าวเพื่อหาสูตรกินสนุกจากข้าวหลายชนิด

หากอยากรู้หลักการเบลนด์ข้าวเป็นเรื่องเป็นราว Rice Academy ออกแบบกระบวนการร่วมกับร้านอาหารไทยร่วมสมัย AKKEE โดยครั้งนี้จะใช้ข้าวแถบอีสานหลากหลายชนิด หุงผสมกับ Noritake โมจิบาร์เล่ย์ของญี่ปุ่น ครั้งนี้คอมโบคูณสองความสนุก โดยลุงรีย์ควงแขนกับเจ้าภาพสถานที่ slowcombo จัดงานเบลนด์ข้าวเป็นพิเศษขึ้นมา เปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือน ต.ค. นี้ โดยคัดเลือก 20 คนจากฝีมือการลงครัวเบลนด์ข้าว และส่งเมนูมาประกวดกัน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่นี่

Writer & Photographer

ลุงรีย์

เกษตรกรฮิปปี้ เมืองกรุง เป็นคนขี้เสียดาย ทำงานเกี่ยวกับการจัดการขยะเศษอาหาร ชอบเลี้ยงไส้เดือน และเป็นพ่อบ้านใจกล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load