The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วัฒนธรรมอาบป่า อาบธรรมชาติ หรือแคมปิ้ง (Camping) เป็นที่เลื่องลือและยอดฮิตมาสักระยะสำหรับคนเมือง เพราะการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบบนพื้นคอนกรีต ท้องถนน และตึกระฟ้า คงดีไม่ใช่น้อยหากวันหยุดได้เอนกายลงบนผืนดิน หายใจลึกๆ เต็มปอดใต้ต้นไม้ มองสายน้ำไหลผ่านอย่างเชื่องช้า 

ซึ่งการแคมปิ้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติเยียวยาและบำบัดกายใจ ขณะเดียวกัน ผู้มาเยือนก็ต้องปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างนอบน้อมที่สุด

คอลัมน์ Staycation คราวนี้ เราอยากชวนคุณเข้าป่าด้วยวิถี Green Camper ไปแคมปิ้งปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร, ถ้าสงสัยแล้วว่าทำไมต้องปราศจาก ‘ขยะ’ เราขอเล่าที่มาที่ไปพอสังเขป

สถานการณ์ขยะในปัจจุบันถือเป็นเรื่องน่ากังวลถึงขีดสุด ไม่ว่าจะขยะมูลฝอย พลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะล่องลอยกลางทะเล ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งขยะอาหาร ที่เรานึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรากลืนลงท้องจะกลายร่างเป็นขยะได้อย่างไร แถมคนหนึ่งคนยังสร้างขยะมากถึง 1.13 กิโลกรัมต่อวัน และชาวกรุงเทพฯ ก็สร้างขยะต่อวันรวมกัน 10,560 ตัน (ข้อมูลจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

พอเห็นตัวเลขก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะการดำเนินชีวิตธรรมดาของเรา เผลอสร้างขยะให้กับโลกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นเป็นเหตุผลให้เราควรกิน ดื่ม เที่ยว และดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

วกกลับมาที่วิถี Green Camper เราขอชวนคุณเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอุปกรณ์ ณ บัดนี้

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมใจ

ทำไมการแคมปิ้งต้องเตรียมใจ 

สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจหรือก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการการแคมปิ้ง ‘เตรียมใจ’ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติจะมอบอะไรให้กับเราบ้าง บางทีแดดออกจ้าแต่ฝนดันตก เพราะธรรมชาติก็คือธรรมชาติ เราไม่อาจฝืนหรือบังคับ ฉะนั้น จงเตรียมใจ ธรรมชาติจะมอบอะไรให้ก็จงยอมรับและปรับตัว 

“เรามองธรรมชาติให้เป็นเรื่องสนุก เรียนรู้กับทุกฤดูทั้งร้อน ฝน หนาว เราเชื่อว่าในหน้าร้อนก็มีข้อดี ความเปียกของหน้าฝนก็มีข้อดี หน้าหนาวที่เราคิดว่าดีเหลือเกิน อาจมีข้อเสียก็ได้ แค่ออกไปเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติและปรับตัว เพราะโลกอนาคต คนที่ปรับตัวเก่งคือคนที่จะอยู่รอด ส่วนฝนตก-แดดออก เราห้ามไม่ได้ บางทีก็ต้องยอมแพ้ต่อธรรมชาติ” โบร-พัชริดา ธรรมเกษร นักท่องเที่ยวสายกรีนผู้ก่อตั้ง Bangkok Backyard บอกเราเช่นนั้น

เตรียมตัว

ใจพร้อม กายก็ต้องพร้อม 

การเตรียมตัวที่ว่าเหมือนการกลับมาถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากแคมปิ้งแบบไหน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแคมปิ้งในป่าที่เจอสัตว์ป่านานาชนิด กลางวันเดินเทรคกิ้ง กลางคืนค้างอ้างแรมกับธรรมชาติ หรือเริ่มต้นจากพื้นที่กลางเต็นท์ (Campground) มีทั้งอุทยานและพื้นที่ที่เอกชนสร้างขึ้นเอง อย่าง Bangkok Backyard พื้นที่ทางเลือกของคนเมือง

เตรียมเส้นทาง

เลือกสถานที่แล้ว ก็เตรียมวางแผนการเดินทางได้เลย 

ข้อดีของการศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง นอกจากไม่ทำให้หลงแล้ว ยังอาจเจอทางลัดที่ใกล้ที่สุด เพื่ออย่างน้อยการลดระยะเวลาเดินทางสัก 10 – 20 นาที ก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งยังไม่รวมถึงก๊าซอื่นๆ อันเป็นมลพิษที่อาจถูกปล่อยจากยานพาหนะระหว่างการเดินทาง

การศึกษาเส้นทางก็เหมือนการรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ไม่ได้หมายความให้สู้รบกับใคร แต่เป็นการวางแผนการเดินทางและรู้จักพื้นที่โดยรอบที่จะไปแคมปิ้งอย่างละเอียด ว่าระหว่างทางมีจุดแวะพัก แวะเที่ยวตรงไหนมีชุมชน ตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย ให้ฝากท้องหรือจับจ่ายวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นหรือเปล่า มีสถานพยาบาล สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือกรณีฉุกเฉินหรือเปล่า พอรู้ถี่ถ้วนก็อุ่นใจ

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมอุปกรณ์

แคมปิ้งเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่แทบจะไม่สร้างขยะเลย เพราะมีการเตรียมตัววางแผนตั้งแต่แรก

คำแนะนำจาก Green Camper เรื่องอุปกรณ์ ถ้าคุณเป็นมือใหม่และมีงบจำกัด เลือกเช่าอุปกรณ์จะดีกว่าซื้อ เพราะในการนอนป่าครั้งแรก เราไม่มีทางรู้ว่าจะตกหลุมรักวิถีแคมปิ้งตั้งแต่คืนแรกหรือเปล่า ฉะนั้น การเช่าก็ปลอดภัยกับเงินในกระเป๋าสตางค์ ถ้าเริ่มถูกใจการเอาต์ดอร์แนวนี้ ค่อยเริ่มซื้ออุปกรณ์สะสมไปทีละชิ้นก็ฟังดูเข้าที

ถ้าอย่างง่ายที่สุด ลองนึกถึงการเข้าค่ายลูกเสือ กวาดสายตามองข้าวของรอบบ้านว่าพอจะมีสิ่งใดหยิบยืมไปแคมปิ้งได้บ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่วงการ ซึ่งโบรชี้อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การสนับสนุนสินค้ามือสองสภาพดี เพราะวงการแคมปิ้งมีการแลกเปลี่ยนและเทรดข้าวของอุปกรณ์กันอยู่แล้ว

ว่ากันตามตรง การแคมปิ้งค่อนข้างเป็นกระแส ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสารพัดอุปกรณ์ บางครั้งผู้ผลิตก็ผลิตมากจนเกินพอดี และมีจุดจบเหมือน Fast Fashion ที่มีสินค้าเหลือมากมายและต้องจำหน่ายในราคาเซลล์

ฉะนั้น การแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันอุปกรณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะจากการผลิตเกินพอดีได้

เตรียมอาหาร

มาถึงขั้นตอนสนุกและท้าทาย เข้าครัวประกอบอาหารกลางป่าอย่างไรให้เหลือขยะน้อยที่สุด

เกริ่นก่อนว่าเจ้าขยะเศษอาหาร (Food Waste) น่ากลัวไม่น้อยกว่าขยะพลาสติก เพราะบรรดาพลาสติกยังนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิลเป็นสารพัดของเก๋ แต่ขยะเศษอาหารจะลงเอยทับถมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) จนเกิดการเน่าเหม็น กลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ยังไม่รวมถึงการสูญเสียพลังงานในการผลิตอาหารก่อนจะมาถึงมือเราที่ต้องสูญเปล่า เพียงเพราะเราต้องทิ้งอาหารที่กินไม่หมด

สถานการณ์ปัญหาขยะอาหารเกิดจากการผลิตและบริโภคมากเกินกว่าความจำเป็น อีกทั้งกรรมวิธีการผลิตรูปแบบต่างๆ อย่างการปลูกข้าวโพด ระบบเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) ก็ส่งผลต่อปัญหานี้ด้วย แถมกระทบถึงคุณภาพดินและธาตุอาหารในดิน เพราะใช้ประโยชน์จากดินแบบผิดประเภท รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อคงผลผลิตให้เพียงพอต่ออาหารสัตว์ก็ก่อเกิดปัญหาเช่นกัน หนทางง่ายที่สุดคือ ‘พยายามกินอาหารให้หมด’

นั่นหมายความว่า เราต้องบริหารปริมาณอาหารให้พอดีกับท้องและพฤติกรรมการกิน

ทริค

หนึ่ง วางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า เตรียมวัตถุดิบให้พอดิบพอดีกับเมนูที่จะทำและจำนวนคนกิน หากวางแผนทำอาหารด้วยวัตถุดิบน้อยชิ้น แต่แปลงร่างได้หลายเมนูก็ยิ่งคุ้มค่า เช่น แครอทหนึ่งหัว อาจแบ่งทำซุปแครอทตอนเช้า ผัดผักใส่แครอทตอนเย็น ฯลฯ พอทุกส่วนของวัตถุดิบได้ใช้จริงๆ ก็ช่วยลด Food Waste ได้เหมือนกัน 

สอง ทำเช็กลิสต์รายการอาหาร / วัตถุดิบ ที่จำเป็นต้องซื้อ กันหลงลืมและลดการซื้อของไม่จำเป็น 

สาม เลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและชุมชน นอกจากสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ยังได้ผัก / ผลไม้ ที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ และยังเลี่ยงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มักพบในการซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ตได้ด้วย 

การเลือกซื้อวัตถุดิบเอง ทำให้เราควบคุมปริมาณได้ ไม่ซื้อเยอะ ซื้อเผื่อ จนกินไม่หมด ถ้าจะให้ดีคูณสองก็พกกล่องบรรจุอาหาร ถุงซิลิโคน ปิ่นโต ฯลฯ สำหรับใส่วัตถุดิบ และกระเป๋าผ้าสำหรับจ่ายตลาด (ควรมีติดรถไว้เลย)

สี่ ถ้าไม่ใช่สายเข้าครัว การอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายละแวกใกล้เคียงกับพื้นที่ตั้งแคมป์ก็เป็นทางเลือกที่ดี ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยว ที่สำคัญ เลือกกินแต่พออิ่ม พกภาชนะไปใส่เองจะยอดเยี่ยม

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมกลับบ้าน

เหล่า Green Camper ต้องเรียนรู้การแยกขยะ โดยแยกขยะเศษอาหารออกจากขยะอื่นๆ จะได้ไม่ปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล เพื่อให้นำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ และควรแยกทิ้งในจุดที่ทางแคมป์กราวน์กำหนดไว้ หรือทิ้งในจุดแยกขยะอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยมีข้อควรระวังคือ ซองบรรจุภัณฑ์ พลาสติก ขวดน้ำ และทิชชูเปียก โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาจมีเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ ของเราคิดว่ามันคืออาหาร 

เราเคยเห็นข่าวสะเทือนใจมากช่วง พ.ศ.​ 2562 กวางในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สิ้นใจตาย เพราะพลาสติกเต็มท้องกว่า 3 กิโลกรัม มาเรียม พะยูนน้อยตายเพราะปัญหาเดียวกัน เต่าทะเล ปลาวาฬ แมวน้ำถูกอวนทะเลรัดจนเป็นแผลเหวอะ ไมโครพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล และขยะอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกลืนลงท้องสัตว์น้อยใหญ่

ทริค

หนึ่ง พกของส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้ ลดการสร้างขยะ และควรมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการเดินทาง

สอง เลี่ยงการซื้อของที่ใช้บรรจุภัณฑ์ Single Use หากเลี่ยงไม่ได้ ควรแยกขยะและนำไปจัดการอย่างเหมาะสม

สาม ทิ้งขยะในจุดที่อนุญาตให้ทิ้ง ตามสถานที่ตั้งแคมป์ อุทยาน จะมีพื้นที่จัดสรรสำหรับทิ้งขยะเสมอ 

สี่ ใช้ผ้าหรือทิชชูกระดาษแทนทิชชูเปียก เพราะโครงสร้างทางเคมีของมันใช้เวลาเป็นร้อยปีเพื่อย่อยสลาย 

ห้า ขยะบางประเภทเป็นที่ต้องการเพื่อรีไซเคิล ลองกดติดตาม TikTok @Kong GreenGreen ที่ทำคลิปให้ความรู้เรื่องขยะ ว่าแต่ละประเภทมีวิธีจัดการอย่างไร ส่งไปรีไซเคิลในโครงการอะไรได้บ้าง เช่น ซองฟอยล์วิบวับสีเงิน หากทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ก็ส่งไปที่โครงการ Green Road เพื่อทำอิฐบล็อกหรือม้านั่งข้างทางได้ ฯลฯ 

หก การแยกขยะไม่ได้ส่งผลดีแค่เราและโลก แต่ยังส่งผลดีกับพี่ๆ พนักงานเก็บขยะ ช่วยลดแรงกายและเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเติมแรงใจด้วยค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากการแยกขยะที่ถูกประเภทด้วยนะ 🙂 

ท้ายที่สุดแล้ว การออกไปแคมปิ้งก็เป็นการรู้จักตนเองและพากาย-ใจ กลับคืนสู่สมดุลภายใต้ธรรมชาติ 

เราชอบโควตหนึ่งจากภาพยนตร์ Akira Kurosawa’s dreams กล่าวไว้ว่า “People have forgotten they are apart of nature too.” คล้ายกับว่าตัวเราเองต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้ววัฒนธรรมแคมปิ้งก็พาตัวเราเข้าไปให้ธรรมชาติช่วยเยียวยา ในมุมกลับกัน ก็อาจหมายถึงการพาตัวเองไปขอคืนดีกับธรรมชาติด้วยเหมือนกัน 

ชวนแคมเปอร์แคมปิ้งไร้ขยะ ตั้งแต่เตรียมใจจนถึงเตรียมกลับบ้าน ให้พร้อมเข้าป่าอย่างนอบน้อมต่อธรรมชาติ

ภาพ : Bangkok Backyard

ขอขอบคุณข้อมูล 

คุณโบร-พัชริดา ธรรมเกษร Bangkok backyard และ คุณหลิง-นันทิชา โอเจริญชัย Climate Strike Thailand

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

6 พฤศจิกายน 2564
3K

ถ้าพูดถึง ‘ปลากัด’ คุณนึกถึงคืออะไร

บางคนอาจนึกถึงภาพพื้นหลังโทรศัพท์แบรนด์ดัง

บางคนอาจนึกถึงปลาที่แหวกว่ายในขวดโหลแก้ว วางเรียงตามบ้านหรือร้านขายสัตว์น้ำในเมือง

และบางคนอาจนึกถึงปลากัดป่าตามชายทุ่ง กิจกรรมยามว่างของเด็กผู้ชายที่ชอบไปช้อนปลากัดกันเป็นกลุ่ม

ปลากัดมีเรื่องราวผูกพันกับคนไทยมายาวนานมาก

สมัยก่อนคนไทยนิยมนำปลากัดมากัดกัน เพราะความดุดันและสนุกสนาน แม้ในสมัยนี้ยังมีสถานที่จัดแข่งอยู่ แต่ปลากัดก็เป็นที่นิยมในฐานะปลาสวยงามที่เลี้ยงง่าย คนทุกเพศทุกวัยเลี้ยงได้ สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่

หากคุณกำลังมองหาสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย เลี้ยงที่ไหนก็ได้ เราขอแนะนำปลากัดเป็นตัวเลือก ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีร้านขายปลากัดออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ส่งขายปลากัดทั่วไทย สะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง และเมื่อจะเลี้ยงทั้งที เราก็ควรรู้วิธีเลี้ยงที่ถูกต้องด้วย

คนที่จะมาให้คำแนะนำในการเลี้ยงปลากัดคือ อธิสรรค์ พุ่มชูศรี เมื่อหลายสิบปีก่อน เขาทดลองผสมสีปลากัดผสมแล้วผสมอีก จนได้ปลากัดสีเดี่ยวทั้งหมด 9 สี มีพันธุกรรมที่นิ่งแล้ว จนเป็นต้นแบบปลากัดสวยงามของประเทศไทย และเขายังพาปลากัดไทยไปเปิดตลาดต่างประเทศด้วย เขาเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลากัดที่เก่งที่สุดในประเทศ และยังคงถ่ายทอดความรู้ปลากัดให้กับคนรุ่นใหม่

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19
สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19

ทำไมต้องเลี้ยงปลากัด

ปลากัดคือความก้าวหน้าที่จับต้องได้ที่สุดของนักเลี้ยงปลาชาวไทย คือหลักฐานที่บอกว่าคนไทยเก่งมาก ในการทดลองผสมสีปลาจนออกมาสวยงามได้ขนาดนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องใช้ทั้งองค์ความรู้ ความอดทน และระยะเวลาอันยาวนานในการทดลอง

ที่สำคัญ ปลากัดมีสีสวยงามมาก ถ่ายรูปยังไงก็สวย มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง พวกมันพร้อมอวดโฉมสู่สายตาทุกคนทุกเมื่อ ด้วยครีบหางที่พลิ้วไหวดูอ่อนโยน ผสมกับนิสัยดุร้ายพร้อมจู่โจม มีหลายคาแรกเตอร์ในตัวเอง ผู้เลี้ยงจะได้ความเพลิดเพลินใจยิ่งกว่าปลาชนิดอื่น

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19
สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19

ปลากัดกับวัฒนธรรมไทย

ถ้าให้เล่าเรื่องปลากัด เราย้อนประวัติไปได้เป็นร้อยๆ ปี เพราะเราเล่นปลากัดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย หรืออาจจะก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ แม้แต่พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4 – 5 ก็ทรงชื่นชอบการเลี้ยงปลา และส่งปลากัดไปให้เพื่อนที่ต่างประเทศด้วย

ด้วยนิสัยดุร้ายที่ชอบกัดกันเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ คนไทยจึงนิยมนำปลากัดมากัดกัน เป็นการละเล่นพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน จนปลากัดกลายมาเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

ปลากัดไทยถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกผ่านงานศิลปะ งานโฆษณาสินค้าแบรนด์ดัง รวมถึงงานโฆษณาด้านการท่องเที่ยว แม้แต่ในคลิปวิดีโอ Amazing Thailand 2021 ก็นำเสนอปลากัดสวยงามออกสู่สายตาชาวโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ชวนหลงใหลที่สุด

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19

ปลากัดอยู่ที่ไหนในธรรมชาติ

ปลากัดเป็นปลาท้องถิ่นชนิดหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศน้ำจืด ชอบอาศัยตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่น้ำนิ่งหรือน้ำไหลช้าๆ และมีพืชน้ำขึ้นอยู่ เช่น ขอบตลิ่ง บึง หนอง น้ำในนาข้าวปลากัดก็อาศัยอยู่เช่นกัน เพราะพวกมันต้องการหลีกหนีจากศัตรูธรรมชาติอย่างปลาช่อน ปลาหมอ ปลากระดี่ จึงชอบหลบๆ ซ่อนๆ ในพื้นที่น้ำตื้นที่ปลาตัวใหญ่ว่ายมาหาไม่ได้

ปลากัดไทยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ปลากัดกลุ่มก่อหวอด และปลากัดกลุ่มเลี้ยงลูกในปาก กระจายกันอยู่ทุกภูมิภาคตั้งแต่เหนือจรดใต้

เริ่มต้นจากทางเหนือ ชื่อสายพันธุ์ปลา Betta splendens เป็นตัวแม่แบบของปลากัดทั้งหมดที่เราเลี้ยงกันจนถึงปัจจุบัน

ปลากัดที่อยู่ในภาคกลาง คือ Betta splendens เช่นเดียวกับปลากัดภาคเหนือ มีการแพร่กระจายของปลากัดมากที่สุด แม้แต่ในกรุงเทพฯ สมัยก่อน ก็ยังหาปลากัดได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติฝั่งธนบุรี

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19
Betta splendens 
ภาพ : อธิสรรค์ พุ่มชูศรี

ปลากัดจากภาคอีสาน มีชื่อว่า Betta smaragdina ชื่อเรียกติดปากคือ ปลากัดเขียว นิสัยคล้ายปลากัดภาคกลาง พบได้ในพื้นที่ภาคอีสานและประเทศลาว

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19
Betta smaragdina 
ภาพ : อธิสรรค์ พุ่มชูศรี

ส่วนปลากัดฝั่งอ่าวไทยมีชื่อว่า Betta siamorientalis เป็นปลากัดที่อยู่ฝั่งตะวันออกมานานแล้วแต่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ และพิสูจน์ได้ว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ มีถิ่นที่อยู่แถวๆ จังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา

ตามมาติดๆ ด้วยปลากัดมหาชัย มีถิ่นที่อยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร ถิ่นกำเนิดคือแม่กลอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta mahachaiensis ปัจจุบันมีจำนวนน้อยลงมาก และรูปร่างไม่ค่อยสมบูรณ์ เพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติสกปรก เนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19
ปลากัดมหาชัย Betta mahachaiensis
ภาพ : อธิสรรค์ พุ่มชูศรี

ปลากัดภาคใต้ ชื่อสายพันธุ์ Betta imbellis หรือ Emerald betta มีลักษณะเด่นแก้มเขียว รูปร่างเรียว นิสัยก้าวร้าวน้อยกว่าปลากัดภาคกลาง

Siamese Fighting Fish ที่เราคุ้นหู จริงๆ แล้วก็คือ Betta splendens นั่นเอง

แต่ไม่ว่าคุณกำลังอาศัยอยู่ที่ภาคไหน ก็เลี้ยงปลากัดไทยได้นะ

เลือกปลากัดที่ชอบ ปลากัดที่ใช่

ชอบปลากัดสีไหน ก็เลือกสีนั้น เน้นสีตัวที่ชอบเป็นหลัก เพื่อความเพลิดเพลินในการเลี้ยง

ปลากัดสีแดง หาซื้อง่าย เป็นที่นิยม ส่วนสีที่หายาก คือขาวและเหลือง ราคาปลากัดทั่วไปอยู่ที่หลักร้อย

สำหรับมือใหม่ที่กำลังมองหาปลากัดสักตัว คุณอธิสรรค์แนะนำว่า ปลากัดที่ดีและแข็งแรง จะไม่มีแผลตามตัว ครีบหางจะไม่ห่อ ไม่เหี่ยว หรืออาจจะห่อบ้างบางเวลา ปลากัดที่ดีจะไปว่ายน้ำอวดโฉม ถ้าอยู่เฉยๆ จมลงก้นขวด เป็นอันว่าใช้ไม่ได้

หากสนใจปลากัดสักตัว แนะนำให้ยืนดูความแข็งแรงในการแหวกว่ายสักพักก่อนตัดสินใจซื้อ หรือหากสั่งซื้อออนไลน์ อาจจะขอให้ร้านค้าถ่ายคลิปส่งมาให้ก่อนก็ได้

“ผู้เลี้ยงมือใหม่จะเริ่มเลี้ยงปลากัดสีอะไรก็ได้ สายพันธุ์ใดก็ได้ เอามาเลี้ยงก่อนให้เรารู้จักว่าเราจะเลี้ยงเขายังไง พอเลี้ยงไปเลี้ยงมา มันจะเกิดความรัก เดี๋ยวเราก็จะอยากได้ปลากัดเพิ่ม ต้องไปซื้อใหม่เรื่อย ๆ เลี้ยงสักสองสามตัว ก็มองหาขวดโหลสวยๆ มาใส่ ไม่มีใครเลี้ยงปลากัดตัวเดียวหรอก ต้องเลี้ยงหลายๆ ตัว ปลาได้อยู่เป็นเพื่อนกัน เวลาเรามองปลากัดก็รู้สึกเพลิน” อธิสรรค์เล่าอย่างอารมณ์ดี ซึ่งก็เป็นความจริงที่คนเลี้ยงปลากัดไม่อาจปฏิเสธได้ ปลาแต่ละตัวนั้นช่างน่าหลงใหล เลี้ยงไปแล้วก็อยากเลี้ยงเพิ่ม

สายพันธุ์ไหนที่น่าเลี้ยง

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19
ภาพ : instagram.com/plaricebetta_m

ปลากัดฮาล์ฟมูน (Halfmoon Betta) หางพระจันทร์ครึ่งซีก ครีบหางสวยงามอลังการเหมือนใบพัดพลิ้วครึ่งวงกลมที่กำลังแผ่ 180 องศา เป็นที่นิยมมาก

สอนมือใหม่เลี้ยงปลากัดไทย สัตว์น้ำที่มียอดซื้อขายถล่มทลายที่สุดในช่วงโควิด-19
ภาพ : instagram.com/plaricebetta_m

ปลากัดดับเบิลเทล เป็นปลากัดที่หางมี 2 แฉกแยกจากกัน จนเหมือนเป็นหางคู่

ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ
ภาพ : instagram.com/plaricebetta_m

ปลากัดคราวน์เทล หางมงกุฎ ก้านครีบห่างมีลักษณะหางเหมือนแฉกมงกุฎแหลม จัดเรียงกันอย่างสวยงาม

ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ
ภาพ : instagram.com/plaricebetta_m

ปลากัดจีน มีครีบหางใหญ่เรียวพลิ้วสวย ลำตัวมีขนาดเล็ก

ซื้อปลากัดที่ไหนดี

สมัยนี้ใครๆ ก็สั่งของออนไลน์ ไม่เว้นแม้แต่ปลากัด

เราสั่งซื้อปลากัดออนไลน์ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องห่วงว่าปลาจะตายระหว่างขนส่ง ไปรษณีย์ไทยมีบริการขนส่งพิเศษเฉพาะปลาสวยงาม

กดสั่งวันนี้ พรุ่งนี้ปลากัดก็เดินทางมาถึงหน้าบ้านโดยสวัสดิภาพ เท่าที่เราเคยสั่งปลากัดออนไลน์มา ยังไม่เคยเจอปัญหาปลากัดตายระหว่างทาง

ไปรษณีย์ไทยมีบริการส่งปลากัดทั่วประเทศ ส่งจากทุกภาค และส่งไปต่างประเทศด้วย ปลากัดบางตัวเดินทางมาจากฟาร์มภาคเหนือเพื่อมาอยู่ในโหลเลี้ยงกลางเมืองกรุง ก็ใช้เวลาขนส่งเพียงวันเดียวเท่านั้น

ร้านขายปลากัดออนไลน์จะแพ็กอย่างรัดกุมพิเศษเพื่อความปลอดภัย ผู้ซื้อปลากัดออนไลน์จึงวางใจได้ ค่าส่งจะอยู่ราวๆ 50 – 60 บาทต่อตัว แนะนำว่าให้นัดแนะเวลาส่งกับฟาร์มให้ดีๆ ปลากัดที่เราสั่งจะได้เดินทางมาถึงมือเราในช่วงเวลาที่เราอยู่บ้านพอดี พร้อมนำเขามาใส่โหลเลี้ยงต่อไป

อุปกรณ์สำหรับเลี้ยงปลากัด

ใครๆ ก็เลี้ยงปลากัดได้ เพราะเลี้ยงง่าย ใช้อุปกรณ์ไม่เยอะ ใช้พื้นที่ไม่มากมาย และทำให้บ้านของเราน่าอยู่ขึ้น เชื่อว่าหากได้เริ่มเลี้ยง คุณจะสนุกตั้งแต่เลือกปลาและเลือกโหลแล้วสวยๆ

ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ

1. โหลแก้ว เมื่อเราเลือกปลากัดตัวที่ต้องตาต้องใจได้แล้ว สิ่งต่อมาที่เราต้องมีคือ โหลแก้ว รูปแบบใดก็ได้ ร้านขายปลากัดมีให้ลูกค้าเลือกแทบทุกร้าน หรือจะหาซื้อโหลแก้วแจกันรูปทรงกระบอกจากแถวๆ ปากคลองตลาดมาเลี้ยงปลากัดก็สวยงามดี หรือระหว่างเดินห้างโซนเครื่องครัว หากเจอโหลแก้วสวยๆ ที่ถูกใจก็ได้

2. สิ่งที่ห้ามขาดคือใบหูกวางหรือน้ำหมักใบหูกวาง เพราะมีสารแทนนิน ทำให้สภาพของน้ำดี ปลาไม่เป็นโรค ไม่ว่าจะเป็นปลากัดสวยงามหรือปลากัดเก่ง ควรต้องมีใบหูกวาง และช่วยรักษาโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับปลากัดได้ดีด้วย

3. สายยาง หรือตัวดูดขี้ปลาก้นโหล เป็นอุปกรณ์ช่วยให้เราทำความสะอาดโหลปลากัดได้ง่ายๆ

4. กระบวยช้อนปลากัด

5. ไม้น้ำ ต้องมีให้ปลากัดได้พักพิง อย่างน้อยควรจะมีไม้น้ำสักหนึ่งต้น ให้ปลากัดได้เอาตัวไปพาดพิงอยู่ ตามนิสัยที่ชอบซุ่มในต้นไม้น้ำตามธรรมชาติ ช่วยลดความเครียดต่อปลา จะเป็นไม้น้ำชนิดใดก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องถูกแดด เพราะไม้บางอย่างถ้าไม่ถูกแดดก็เหี่ยวเน่าเร็ว ส่วนใหญ่นิยมใช้สาหร่ายหางกระรอก สามารถสั่งออนไลน์มาก็ได้หรือซื้อจากร้านขายสัตว์น้ำก็ได้ ราคาไม่กี่สิบบาทเท่านั้น

6. เกลือและยารักษาโรค เหลือช่วยแก้อาการเวลาปลากัดช็อกน้ำ ควรใส่เพียงนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนยารักษาโรคต่างๆ มีให้เลือกมากมาย ขึ้นอยู่กับสรรพคุณยานั้นๆ แต่ใช้น้ำใบหูกวางก็เพียงพอ ช่วยปลากัดได้ทุกโรคเช่นกัน ใบหูกวางหรือน้ำใบหูกวางจะดีที่สุด

7. ปากกาหัวสเตนเลส ไว้เล่นกับปลากัด นำปากกาไปแหย่ไว้สักด้านหนึ่งของโหลแก้ว ให้ปลากัดได้ฝึกซุ่มโจมตี ปลากัดจะแผ่ครีบและแผ่นหุ้มเหงือกใส่ปากกาของเรา ผู้เลี้ยงต้องเล่นกับปลากัดบ่อยๆ

ระหว่างเลี้ยง เราพูดคุยกับเขาได้ หรือหากเลี้ยงมากกว่าหนึ่งตัว ก็เอาปลากัดจากสองโหลมาวางไว้ใกล้ๆ กัน เพื่อให้ปลาฝึกแผ่ ฝึกโจมตี ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลากัดชอบ ทำให้ปลาไม่เครียด

หรือจะเปิดเพลงให้ปลาฟังด้วยก็ได้นะ

ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ
ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ

เพาะปลากัดเองที่บ้าน

เราเพาะปลากัดได้ตลอดทั้งปี เพียงเตรียมกะละมังให้พร้อม ให้เป็นพื้นที่บ่อเพาะสำหรับปลาผสมพันธุ์และวางไข่

ปลากัดตัวผู้ที่พร้อมจะชอบก่อหวอดและกระตือรือร้นกว่าปกติ ส่วนปลากัดเพศเมียก็จะก่อหวอดบ้าง สังเกตท้องที่อูมขึ้น เต็มไปด้วยไข่

1. เตรียมน้ำผสมน้ำหมักใบหูกวาง นำขวดพลาสติกตัดตูดทรงกระบอกมาใส่ไว้กลางกะละมังเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับตัวเมีย ส่วนตัวผู้จะใส่ไว้ให้ว่ายอยู่ด้านนอก

2. นำปลากัดเพศผู้และเพศเมียมาเจอกันในกะละมัง เพื่อสร้างความคุ้นเคยและกระตุ้นกันตามสัญชาตญาณ ปลากัดเพศผู้จะก่อหวอดเพื่อดึงดูดเพศเมีย กระตุ้นให้ปลาเพศเมียไข่สุก

3. วางใบไม้วางลงไปบนผิวน้ำ เพื่อให้ตัวผู้มาก่อหวอด นิยมใช้ใบตองแห้งหรือใบมะยมตัดรูตรงกลางก็ได้

4. ปิดฝากะละมัง นำวัสดุทึบแสงที่หาได้ ป้องกันไม่ให้แสงส่องกะละมัง แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ปลากัดต้องการที่สงบๆ ในการผสมพันธุ์

5. ปล่อยปลาให้รัดกัน โดยนำที่กั้นออก หมดหน้าที่ขวดพลาสติกใส ถึงเวลาสำคัญของทั้งสองตัว แล้วปิดฝาอีกครั้ง

6. เปิดเช็กเป็นระยะว่าตัวเมียปล่อยไข่ไว้ที่หวอดแล้วหรือยัง อาจใช้เวลากันข้ามวันข้ามคืน

7. ตักแม่ปลาออก ปล่อยพ่อปลาให้อยู่กับไข่สัก 1 คืน เพื่อทำหน้าที่ดูแลไข่ปลาจนฟักไข่ออกมา แล้วค่อยให้ไรแดงสด เป็นอาหารบำรุงสำหรับพ่อปลามือใหม่และลูกปลาตัวจิ๋ว ปล่อยให้พ่อปลาดูแลลูกสัก 2 – 3 วัน จนแน่ใจว่าลูกปลาแข็งแรงแล้ว

8. ช้อนพ่อปลากลับไปที่โหลดังเดิม เลี้ยงลูกปลาในกะละมังใบใหญ่ต่อไป ทำความสะอาด ดูดขี้ปลาที่ก้นกะละมังด้วยนะ เพิ่มพืชน้ำให้พวกเขาด้วย รอลูกปลาเติบโตมาอย่างดี ลุ้นลายสวยๆ กันต่อไป

ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ
ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ

เลี้ยงปลากัดให้อยู่กับเรานานๆ

ปลากัดจะมีความสุขมาก ถ้าได้อยู่เพียงตัวเดียวในโหลแก้ว ถ้าเลี้ยงรวมกัน ปลากัดจะกัดกันจนตาย หรือถ้าเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ ปลากัดก็จะกัดปลาตัวอื่นด้วยนิสัยที่ดุร้ายและหวงถิ่น แม้แต่ป่ากัดที่เกิดจากท้องแม่ปลาเดียวกัน ก็ควรแยกเลี้ยงเมื่อพวกมันเติบโต

คำแนะนำในการเลี้ยงสำหรับมือใหม่มีอยู่ 3 ข้อ

1.อาหารปลากัด ซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปได้ตามร้านขายปลาทั่วไป อ่านจากข้างถุงว่าเป็นอาหารสำหรับปลากัดหรือไม่ หรือซื้อจากร้านขายปลากัดเลยก็ได้ ปลาแต่ละตัวต้องการปริมาณอาหารที่ไม่เท่ากัน สอบถามจากฟาร์มปลาที่เราซื้อได้ บางตัวกิน 2 เม็ด บางตัวอาจกินเยอะมื้อละ 5 เม็ด ให้อาหาร 2 เวลา เช้าและเย็น

2. การเปลี่ยนน้ำ ควรเปลี่ยนน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง พักน้ำไว้ก่อนสัก 3 วันให้คลอรีนระเหย นำสายยางเล็กๆ หรืออุปกรณ์ช่วยดูดขี้ปลา มาดูดขี้ปลาและน้ำก้นโหลออก เหลือน้ำเก่าไว้สัก 3 – 4 เซนติเมตร แล้วก็เติมน้ำใหม่ลงไป ปลาจะได้ชินกับน้ำ ไม่เป็นโรคง่าย

3. โรคต่างๆ ที่ผู้เลี้ยงมือใหม่อาจเจอ เช่น ไฟลามทุ่งและท้องมาน (เกิดจากให้อาหารเยอะไป) ไม่ต้องตกใจไปหากพบว่าปลากัดป่วย น้ำใบหูกวางช่วยชีวิตปลากัดได้ แต่ถ้าหากอยากพาปลากัดไปหาหมอ ต้องพาไปโรงพยาบาลสัตว์ที่รับรักษา Exotic Pet

การเลี้ยงปลากัดมีหลักอยู่ไม่กี่ข้อเท่านั้น ผู้เลี้ยงพลิกแพลงหรือเรียนรู้วิธีการเลี้ยงอื่นๆ ได้จาก YouTube ซึ่งมีผู้เลี้ยงชาวไทยถ่ายถอดวิธีเลี้ยงปลากัดแบบเฉพาะตนไว้มากมาย หลักใหญ่ใจความของการเลี้ยงปลา อยู่ที่ต้องเลี้ยงให้ถูกต้องกับธรรมชาติของปลากัด ฝึกให้ปลาแผ่ครีบทุกวัน เลี้ยงปลาให้ไม่เครียดด้วยการเพิ่มไม้น้ำ และดูแลรักษาความสะอาดของโหลให้ดี

เท่านี้ก็เพียงพอที่ปลาจะอยู่รอด เราจะได้เลี้ยงปลากัดอย่างมีความสุข

ทำความรู้จักปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติที่สะบัดหางโชว์สีสันจนดังไปทั่วโลก และน่ารักจนเลี้ยงตัวเดียวไม่พอ

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load