8 กรกฎาคม 2564
6.13 K

The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วัฒนธรรมอาบป่า อาบธรรมชาติ หรือแคมปิ้ง (Camping) เป็นที่เลื่องลือและยอดฮิตมาสักระยะสำหรับคนเมือง เพราะการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบบนพื้นคอนกรีต ท้องถนน และตึกระฟ้า คงดีไม่ใช่น้อยหากวันหยุดได้เอนกายลงบนผืนดิน หายใจลึกๆ เต็มปอดใต้ต้นไม้ มองสายน้ำไหลผ่านอย่างเชื่องช้า 

ซึ่งการแคมปิ้งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเข้าหาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติเยียวยาและบำบัดกายใจ ขณะเดียวกัน ผู้มาเยือนก็ต้องปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างนอบน้อมที่สุด

คอลัมน์ Staycation คราวนี้ เราอยากชวนคุณเข้าป่าด้วยวิถี Green Camper ไปแคมปิ้งปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร, ถ้าสงสัยแล้วว่าทำไมต้องปราศจาก ‘ขยะ’ เราขอเล่าที่มาที่ไปพอสังเขป

สถานการณ์ขยะในปัจจุบันถือเป็นเรื่องน่ากังวลถึงขีดสุด ไม่ว่าจะขยะมูลฝอย พลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะล่องลอยกลางทะเล ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม แม้กระทั่งขยะอาหาร ที่เรานึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรากลืนลงท้องจะกลายร่างเป็นขยะได้อย่างไร แถมคนหนึ่งคนยังสร้างขยะมากถึง 1.13 กิโลกรัมต่อวัน และชาวกรุงเทพฯ ก็สร้างขยะต่อวันรวมกัน 10,560 ตัน (ข้อมูลจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

พอเห็นตัวเลขก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะการดำเนินชีวิตธรรมดาของเรา เผลอสร้างขยะให้กับโลกมากมายนับไม่ถ้วน นั่นเป็นเหตุผลให้เราควรกิน ดื่ม เที่ยว และดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

วกกลับมาที่วิถี Green Camper เราขอชวนคุณเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมอุปกรณ์ ณ บัดนี้

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมใจ

ทำไมการแคมปิ้งต้องเตรียมใจ 

สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจหรือก้าวเท้าเข้ามาสู่วงการการแคมปิ้ง ‘เตรียมใจ’ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าธรรมชาติจะมอบอะไรให้กับเราบ้าง บางทีแดดออกจ้าแต่ฝนดันตก เพราะธรรมชาติก็คือธรรมชาติ เราไม่อาจฝืนหรือบังคับ ฉะนั้น จงเตรียมใจ ธรรมชาติจะมอบอะไรให้ก็จงยอมรับและปรับตัว 

“เรามองธรรมชาติให้เป็นเรื่องสนุก เรียนรู้กับทุกฤดูทั้งร้อน ฝน หนาว เราเชื่อว่าในหน้าร้อนก็มีข้อดี ความเปียกของหน้าฝนก็มีข้อดี หน้าหนาวที่เราคิดว่าดีเหลือเกิน อาจมีข้อเสียก็ได้ แค่ออกไปเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติและปรับตัว เพราะโลกอนาคต คนที่ปรับตัวเก่งคือคนที่จะอยู่รอด ส่วนฝนตก-แดดออก เราห้ามไม่ได้ บางทีก็ต้องยอมแพ้ต่อธรรมชาติ” โบร-พัชริดา ธรรมเกษร นักท่องเที่ยวสายกรีนผู้ก่อตั้ง Bangkok Backyard บอกเราเช่นนั้น

เตรียมตัว

ใจพร้อม กายก็ต้องพร้อม 

การเตรียมตัวที่ว่าเหมือนการกลับมาถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากแคมปิ้งแบบไหน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแคมปิ้งในป่าที่เจอสัตว์ป่านานาชนิด กลางวันเดินเทรคกิ้ง กลางคืนค้างอ้างแรมกับธรรมชาติ หรือเริ่มต้นจากพื้นที่กลางเต็นท์ (Campground) มีทั้งอุทยานและพื้นที่ที่เอกชนสร้างขึ้นเอง อย่าง Bangkok Backyard พื้นที่ทางเลือกของคนเมือง

เตรียมเส้นทาง

เลือกสถานที่แล้ว ก็เตรียมวางแผนการเดินทางได้เลย 

ข้อดีของการศึกษาเส้นทางก่อนเดินทาง นอกจากไม่ทำให้หลงแล้ว ยังอาจเจอทางลัดที่ใกล้ที่สุด เพื่ออย่างน้อยการลดระยะเวลาเดินทางสัก 10 – 20 นาที ก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งยังไม่รวมถึงก๊าซอื่นๆ อันเป็นมลพิษที่อาจถูกปล่อยจากยานพาหนะระหว่างการเดินทาง

การศึกษาเส้นทางก็เหมือนการรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ไม่ได้หมายความให้สู้รบกับใคร แต่เป็นการวางแผนการเดินทางและรู้จักพื้นที่โดยรอบที่จะไปแคมปิ้งอย่างละเอียด ว่าระหว่างทางมีจุดแวะพัก แวะเที่ยวตรงไหนมีชุมชน ตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย ให้ฝากท้องหรือจับจ่ายวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นหรือเปล่า มีสถานพยาบาล สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง กรณีเกิดอุบัติเหตุหรือกรณีฉุกเฉินหรือเปล่า พอรู้ถี่ถ้วนก็อุ่นใจ

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมอุปกรณ์

แคมปิ้งเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่แทบจะไม่สร้างขยะเลย เพราะมีการเตรียมตัววางแผนตั้งแต่แรก

คำแนะนำจาก Green Camper เรื่องอุปกรณ์ ถ้าคุณเป็นมือใหม่และมีงบจำกัด เลือกเช่าอุปกรณ์จะดีกว่าซื้อ เพราะในการนอนป่าครั้งแรก เราไม่มีทางรู้ว่าจะตกหลุมรักวิถีแคมปิ้งตั้งแต่คืนแรกหรือเปล่า ฉะนั้น การเช่าก็ปลอดภัยกับเงินในกระเป๋าสตางค์ ถ้าเริ่มถูกใจการเอาต์ดอร์แนวนี้ ค่อยเริ่มซื้ออุปกรณ์สะสมไปทีละชิ้นก็ฟังดูเข้าที

ถ้าอย่างง่ายที่สุด ลองนึกถึงการเข้าค่ายลูกเสือ กวาดสายตามองข้าวของรอบบ้านว่าพอจะมีสิ่งใดหยิบยืมไปแคมปิ้งได้บ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่วงการ ซึ่งโบรชี้อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือ การสนับสนุนสินค้ามือสองสภาพดี เพราะวงการแคมปิ้งมีการแลกเปลี่ยนและเทรดข้าวของอุปกรณ์กันอยู่แล้ว

ว่ากันตามตรง การแคมปิ้งค่อนข้างเป็นกระแส ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสารพัดอุปกรณ์ บางครั้งผู้ผลิตก็ผลิตมากจนเกินพอดี และมีจุดจบเหมือน Fast Fashion ที่มีสินค้าเหลือมากมายและต้องจำหน่ายในราคาเซลล์

ฉะนั้น การแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันอุปกรณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะจากการผลิตเกินพอดีได้

เตรียมอาหาร

มาถึงขั้นตอนสนุกและท้าทาย เข้าครัวประกอบอาหารกลางป่าอย่างไรให้เหลือขยะน้อยที่สุด

เกริ่นก่อนว่าเจ้าขยะเศษอาหาร (Food Waste) น่ากลัวไม่น้อยกว่าขยะพลาสติก เพราะบรรดาพลาสติกยังนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิลเป็นสารพัดของเก๋ แต่ขยะเศษอาหารจะลงเอยทับถมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) จนเกิดการเน่าเหม็น กลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ยังไม่รวมถึงการสูญเสียพลังงานในการผลิตอาหารก่อนจะมาถึงมือเราที่ต้องสูญเปล่า เพียงเพราะเราต้องทิ้งอาหารที่กินไม่หมด

สถานการณ์ปัญหาขยะอาหารเกิดจากการผลิตและบริโภคมากเกินกว่าความจำเป็น อีกทั้งกรรมวิธีการผลิตรูปแบบต่างๆ อย่างการปลูกข้าวโพด ระบบเกษตรกรรมพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) ก็ส่งผลต่อปัญหานี้ด้วย แถมกระทบถึงคุณภาพดินและธาตุอาหารในดิน เพราะใช้ประโยชน์จากดินแบบผิดประเภท รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อคงผลผลิตให้เพียงพอต่ออาหารสัตว์ก็ก่อเกิดปัญหาเช่นกัน หนทางง่ายที่สุดคือ ‘พยายามกินอาหารให้หมด’

นั่นหมายความว่า เราต้องบริหารปริมาณอาหารให้พอดีกับท้องและพฤติกรรมการกิน

ทริค

หนึ่ง วางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า เตรียมวัตถุดิบให้พอดิบพอดีกับเมนูที่จะทำและจำนวนคนกิน หากวางแผนทำอาหารด้วยวัตถุดิบน้อยชิ้น แต่แปลงร่างได้หลายเมนูก็ยิ่งคุ้มค่า เช่น แครอทหนึ่งหัว อาจแบ่งทำซุปแครอทตอนเช้า ผัดผักใส่แครอทตอนเย็น ฯลฯ พอทุกส่วนของวัตถุดิบได้ใช้จริงๆ ก็ช่วยลด Food Waste ได้เหมือนกัน 

สอง ทำเช็กลิสต์รายการอาหาร / วัตถุดิบ ที่จำเป็นต้องซื้อ กันหลงลืมและลดการซื้อของไม่จำเป็น 

สาม เลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและชุมชน นอกจากสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ยังได้ผัก / ผลไม้ ที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ และยังเลี่ยงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มักพบในการซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ตได้ด้วย 

การเลือกซื้อวัตถุดิบเอง ทำให้เราควบคุมปริมาณได้ ไม่ซื้อเยอะ ซื้อเผื่อ จนกินไม่หมด ถ้าจะให้ดีคูณสองก็พกกล่องบรรจุอาหาร ถุงซิลิโคน ปิ่นโต ฯลฯ สำหรับใส่วัตถุดิบ และกระเป๋าผ้าสำหรับจ่ายตลาด (ควรมีติดรถไว้เลย)

สี่ ถ้าไม่ใช่สายเข้าครัว การอุดหนุนพ่อค้าแม่ขายละแวกใกล้เคียงกับพื้นที่ตั้งแคมป์ก็เป็นทางเลือกที่ดี ช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน กระตุ้นการท่องเที่ยว ที่สำคัญ เลือกกินแต่พออิ่ม พกภาชนะไปใส่เองจะยอดเยี่ยม

วิธีแคมปิ้งแบบปราศจากขยะและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรที่สุด

เตรียมกลับบ้าน

เหล่า Green Camper ต้องเรียนรู้การแยกขยะ โดยแยกขยะเศษอาหารออกจากขยะอื่นๆ จะได้ไม่ปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล เพื่อให้นำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้ และควรแยกทิ้งในจุดที่ทางแคมป์กราวน์กำหนดไว้ หรือทิ้งในจุดแยกขยะอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยมีข้อควรระวังคือ ซองบรรจุภัณฑ์ พลาสติก ขวดน้ำ และทิชชูเปียก โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาจมีเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ ของเราคิดว่ามันคืออาหาร 

เราเคยเห็นข่าวสะเทือนใจมากช่วง พ.ศ.​ 2562 กวางในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สิ้นใจตาย เพราะพลาสติกเต็มท้องกว่า 3 กิโลกรัม มาเรียม พะยูนน้อยตายเพราะปัญหาเดียวกัน เต่าทะเล ปลาวาฬ แมวน้ำถูกอวนทะเลรัดจนเป็นแผลเหวอะ ไมโครพลาสติกลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล และขยะอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกลืนลงท้องสัตว์น้อยใหญ่

ทริค

หนึ่ง พกของส่วนตัวที่ใช้ซ้ำได้ ลดการสร้างขยะ และควรมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการเดินทาง

สอง เลี่ยงการซื้อของที่ใช้บรรจุภัณฑ์ Single Use หากเลี่ยงไม่ได้ ควรแยกขยะและนำไปจัดการอย่างเหมาะสม

สาม ทิ้งขยะในจุดที่อนุญาตให้ทิ้ง ตามสถานที่ตั้งแคมป์ อุทยาน จะมีพื้นที่จัดสรรสำหรับทิ้งขยะเสมอ 

สี่ ใช้ผ้าหรือทิชชูกระดาษแทนทิชชูเปียก เพราะโครงสร้างทางเคมีของมันใช้เวลาเป็นร้อยปีเพื่อย่อยสลาย 

ห้า ขยะบางประเภทเป็นที่ต้องการเพื่อรีไซเคิล ลองกดติดตาม TikTok @Kong GreenGreen ที่ทำคลิปให้ความรู้เรื่องขยะ ว่าแต่ละประเภทมีวิธีจัดการอย่างไร ส่งไปรีไซเคิลในโครงการอะไรได้บ้าง เช่น ซองฟอยล์วิบวับสีเงิน หากทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ก็ส่งไปที่โครงการ Green Road เพื่อทำอิฐบล็อกหรือม้านั่งข้างทางได้ ฯลฯ 

หก การแยกขยะไม่ได้ส่งผลดีแค่เราและโลก แต่ยังส่งผลดีกับพี่ๆ พนักงานเก็บขยะ ช่วยลดแรงกายและเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเติมแรงใจด้วยค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากการแยกขยะที่ถูกประเภทด้วยนะ 🙂 

ท้ายที่สุดแล้ว การออกไปแคมปิ้งก็เป็นการรู้จักตนเองและพากาย-ใจ กลับคืนสู่สมดุลภายใต้ธรรมชาติ 

เราชอบโควตหนึ่งจากภาพยนตร์ Akira Kurosawa’s dreams กล่าวไว้ว่า “People have forgotten they are apart of nature too.” คล้ายกับว่าตัวเราเองต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้ววัฒนธรรมแคมปิ้งก็พาตัวเราเข้าไปให้ธรรมชาติช่วยเยียวยา ในมุมกลับกัน ก็อาจหมายถึงการพาตัวเองไปขอคืนดีกับธรรมชาติด้วยเหมือนกัน 

ชวนแคมเปอร์แคมปิ้งไร้ขยะ ตั้งแต่เตรียมใจจนถึงเตรียมกลับบ้าน ให้พร้อมเข้าป่าอย่างนอบน้อมต่อธรรมชาติ

ภาพ : Bangkok Backyard

ขอขอบคุณข้อมูล 

คุณโบร-พัชริดา ธรรมเกษร Bangkok backyard และ คุณหลิง-นันทิชา โอเจริญชัย Climate Strike Thailand

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

16 มิถุนายน 2565
1.65 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

เมื่อต้องรับหน้าที่ช่วยแม่ (บังอร ริ้วบำรุง) หรือคุณยายอรของทุกคน คิดและเขียนว่าจะชวนทำอะไรสำหรับ Staycation ในช่วงสัปดาห์ The Cloud Golden Week นี้ ฉันคิดถึงขนมหอมอร่อยของแม่หลายอย่าง คงเพราะช่วงนี้เห็นแม่ง่วนทำขนมอยู่หน้าเตาถ่านเล็ก ๆ ทั้งวัน “ทำเมี่ยงคำไหม” แม่ว่า เพราะเห็นว่าน่าจะเหมาะกับอากาศในช่วงนี้ที่มีฝนตกบ่อย พาลจะเป็นหวัดเป็นไข้กันง่าย ๆ

สอนทำเมี่ยงคำสูตรคุณยายอรแห่งบ้าน Little Tree จากวัตถุดิบในสวนที่ชวนกันทำได้ทั้งบ้าน บังอร ริ้วบำรุง

เมี่ยงคำ เป็นขนมที่แม่ทำให้กินตั้งแต่เด็ก คงเป็นเพราะมีวัตถุดิบมากมายในสวน ทั้งมะพร้าวหลายสิบต้นที่อยู่ปลายสวน และต้นทองหลาง 2 ต้นใหญ่ริมคลอง เวลาแม่ทำเมี่ยงคำ แม่จะเตรียมคั่วมะพร้าวเก็บใส่กระปุกไว้จำนวนมาก เพราะใช้เวลาทำนาน บางทีเพื่อนบ้านก็มาลงแขกช่วยกันหั่นซอยมะพร้าว ช่วยกันคั่วมะพร้าว คั่วถั่ว เป็นเรื่องสนุกของเด็ก ๆ ที่ได้เจอกันในวันพิเศษที่ผู้ใหญ่ช่วยกันเตรียมเครื่องเมี่ยง

ของว่างโบราณ

สอนทำเมี่ยงคำสูตรคุณยายอรแห่งบ้าน Little Tree จากวัตถุดิบในสวนที่ชวนกันทำได้ทั้งบ้าน บังอร ริ้วบำรุง

เมี่ยงคำเป็นของว่างโบราณที่มีมาช้านาน ดังปรากฏในเอกสารเก่า เป็นของว่างที่มีเครื่องเครามากมาย นำมาห่อรวมกันในใบไม้ อย่างใบทองหลาง ใบชะพลู หรือใบมะยม มีน้ำเมี่ยงเพิ่มรสชาติให้เมี่ยงแต่ละคำอร่อยอย่างลงตัว เมี่ยงคำถือเป็นอาหารปรับสมดุลที่สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย สมุนไพรแต่ละชนิดที่นำมาประกอบกันเป็นเมี่ยงแต่ละคำ ต่างเป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย

เมี่ยงคำประกอบไปด้วย น้ำเมี่ยง เครื่องเมี่ยง และใบห่อเมี่ยง

น้ำเมี่ยง

สอนทำเมี่ยงคำสูตรคุณยายอรแห่งบ้าน Little Tree จากวัตถุดิบในสวนที่ชวนกันทำได้ทั้งบ้าน บังอร ริ้วบำรุง

ส่วนผสม

กะปิแท้ ประมาณ 60 กรัม

น้ำตาลมะพร้าวแท้ 500 กรัม

กุ้งแห้งตำ 30 กรัม

มะพร้าวคั่ว 30 กรัม

น้ำเปล่า 250 มิลลิลิตร

ข่าหั่นฝอยนำมาคั่วให้หอมแล้วนำมาตำให้ละเอียด

วิธีทำ

นำน้ำตาลมะพร้าว กะปิ และน้ำ มาละลายให้เข้ากัน จากนั้นยกขึ้นตั้งไฟ แล้วเคี่ยวจนน้ำเมี่ยงเริ่มใสและเหนียวน้อย ๆ (เพราะเมื่อน้ำเมี่ยงเย็นลง จะเหนียวและข้นขึ้นอีกเล็กน้อย) เมื่อยกขึ้นจากเตา ใส่มะพร้าวคั่วที่ตำละเอียดลงไป ตามด้วยกุ้งแห้งที่ตำจนเนื้อเป็นปุย และข่าคั่วตำละเอียด 

*สัดส่วนของกะปิ เลือกปรับใช้ตามความชอบ และให้ระวังว่ากะปิแต่ละเจ้ามีความเค็มไม่เท่ากัน 

สอนทำเมี่ยงคำสูตรคุณยายอรแห่งบ้าน Little Tree จากวัตถุดิบในสวนที่ชวนกันทำได้ทั้งบ้าน บังอร ริ้วบำรุง

เครื่องเมี่ยง

ส่วนผสม

ถั่วลิสงคั่ว

กุ้งแห้งทอด

มะนาวหั่นเต๋า

ขิงหั่นเต๋า (ใช้ขิงกลางแก่กลางอ่อน ขิงอ่อนไม่มีรสชาติ ถ้าแก่เกินไปจะเป็นเสี้ยนและเผ็ดเกิน)

หอมแดงไทยหั่นเต๋า

พริกขี้นกหรือพริกขี้หนูเม็ดเล็ก ๆ

สอนทำเมี่ยงคำสูตรคุณยายอรแห่งบ้าน Little Tree จากวัตถุดิบในสวนที่ชวนกันทำได้ทั้งบ้าน บังอร ริ้วบำรุง

เครื่องเมี่ยงของคุณยายอรครั้งนี้มีใบผักก้านก่อง (ดาวกระจายป่า) ตะลิงปลิง และดอกอ่อมแซบสีขาวที่ปลูกไว้ในสวนมาเพิ่มคุณค่า รสชาติ และความสวยงามให้ห่อเมี่ยงคำด้วย

เรามองว่าเป็นเรื่องสนุก ถ้าหากใครจะลองเพิ่มเติมอะไรลงไปให้เป็นเมี่ยงคำสูตรของตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อใส่ลงไปแล้ว เมี่ยงคำของเราต้องอร่อยขึ้นและน่าทานขึ้น

Tips 

เมี่ยงคำของเราจะอร่อยมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการเลือกสรรส่วนผสมต่าง ๆ กะปิดี น้ำตาลดี เลือกมะนาว ขิง หอมแดง พริก และใบไม้ปลอดสาร จะทำให้เราวางใจในเมี่ยงทุกคำ

มะพร้าวคั่ว

มะพร้าวแห้งที่ปอกเปลือกนอกออกเหลือแต่กะลา นำไปตากแดดสัก 1 แดด นำมากะเทาะกะลาออกให้เหลือแต่เนื้อมะพร้าว นำมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วซอยขวางเป็นเส้นเล็ก ๆ ซอยให้ชิ้นเสมอเท่ากัน เพื่อเวลาคั่วจะได้สีเหลืองเสมอและกรอบอร่อย คุณยายเลือกใช้เตาถ่านคั่วไฟกลาง ๆ จนเหลืองเข้ม แต่ไม่ให้สีแก่เกินจนไหม้ขม ไฟแรงเกินก็ไหม้เร็ว ไฟอ่อนเกินก็ทำให้มะพร้าวไม่หอมอย่างที่ต้องการ

ลูกสาวบันทึกสูตรเมี่ยงคำของแม่ ของว่างโบราณในความทรงจำที่ชวนเพื่อนและครอบครัวมากินด้วยกัน บังอร ริ้วบำรุง
ลูกสาวบันทึกสูตรเมี่ยงคำของแม่ ของว่างโบราณในความทรงจำที่ชวนเพื่อนและครอบครัวมากินด้วยกัน บังอร ริ้วบำรุง

การคั่วถั่วใช้ไฟเหมือนคั่วมะพร้าว คั่วไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหอม โดยอย่าใช้ไฟแรง ทิ้งไว้ให้คลายความร้อนจะกรอบขึ้น บี้เปลือกถั่วออก แล้วฝัดเอาเปลือกถั่วออกให้หมด (ขั้นตอนนี้เด็ก ๆ ชอบนัก แต่ระวังจะเหลือถั่วไม่เท่าเดิม เพราะหกไปบ้าง หรืออยู่ในท้องเด็ก ๆ บ้าง)

เมื่อผึ่งมะพร้าวและถั่วให้คลายความร้อนจนเย็นสนิท ให้เก็บใส่โหลไว้ แล้วปิดฝาให้สนิท ก็จะเก็บได้นาน

ลูกสาวบันทึกสูตรเมี่ยงคำของแม่ ของว่างโบราณในความทรงจำที่ชวนเพื่อนและครอบครัวมากินด้วยกัน บังอร ริ้วบำรุง

ใบห่อเมี่ยง

แม่จะใช้ใบไม้อยู่ 3 ชนิด คือ ใบทองหลาง ใบชะพลู และใบมะยม ในการห่อเมี่ยง ใบทองหลางให้รสชาติออกมัน ๆ ใบชะพลูมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยให้เจริญอาหาร ส่วนใบมะยมก็มีรสชาติดี ออกเปรี้ยว แต่น่าเสียดายที่ใบมะยมมีขนาดเล็ก ห่อเมี่ยงคำได้เพียงคำเล็ก ๆ เท่านั้น นอกเหนือจากใบไม้ 3 ชนิดนี้ บางทีก็เห็นคนใช้ใบคะน้า ใบกลีบบัวแดง มาห่อเมี่ยงเช่นกัน 

ลูกสาวบันทึกสูตรเมี่ยงคำของแม่ ของว่างโบราณในความทรงจำที่ชวนเพื่อนและครอบครัวมากินด้วยกัน บังอร ริ้วบำรุง

ทานอย่างไร ทานกับใคร

เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ นำเครื่องเมี่ยง ใบเมี่ยง และน้ำเมี่ยง มาจัดวางในจานให้สวยงามพร้อมทาน หยิบใบไม้มาพับเป็นกรวย แล้วใส่เครื่องเมี่ยงอย่างละนิดลงไป จากนั้นราดด้วยน้ำเมี่ยง ห่อเป็นคำ แล้วนำเข้าปากเคี้ยวไปพร้อม ๆ กัน จะได้รสชาติกลมกล่อมลงตัว

เมี่ยงคำเป็นของว่างที่นิยมทานด้วยกันหลาย ๆ คน เพราะสนุกและอร่อยกว่า ถือเป็นอาหารผูกสัมพันธ์ของสมาชิกในบ้านและในหมู่เพื่อนได้เป็นอย่างดี

มานั่งล้อมวงทานเมี่ยงคำกันค่ะ

ลูกสาวบันทึกสูตรเมี่ยงคำของแม่ ของว่างโบราณในความทรงจำที่ชวนเพื่อนและครอบครัวมากินด้วยกัน บังอร ริ้วบำรุง

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writers

บังอร ริ้วบำรุง

คุณยายอร เติบโตและใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ริมน้ำท่าจีน ชอบแต่งตัวสวย ๆ ชอบเข้าสวนไปเก็บเมล็ดพันธ์ุดอกไม้ เพาะไปเรื่อย ๆ ชอบทำขนมด้วยเตาถ่าน ตำแหน่งปัจจุบัน คนจัดดอกไม้และแม่ครัวขนมประจำร้าน Little Tree

ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง

จบคณะโบราณคดี ศิลปากร เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครู และ เลือกเป็นครูของลูกด้วยการทำบ้านเรียน ปัจจุบันก็ยังเลือกเป็นครูพาเด็กๆเก็บผัก เก็บดอกไม้ใบไม้ มาทำขนม ทำงานศิลปะ

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load