Zequenz (ซีเควนซ์) คือแบรนด์สมุดสัญชาติไทยที่มีวิธีคิดและทำละเอียดมาก แจ้งเกิดในตลาดโลกด้วยจุดเด่นที่เป็นสมุดเปิดกางพับได้ 360 องศาแล้วเล่มไม่ฉีกขาด ใช้ได้ทั้งคนถนัดเขียนมือซ้ายและมือขวา

Zequenz ก่อตั้งโดย นลิน ดำรงค์กิจการ เจ้าแม่กระดาษและนักทำสมุดที่คนในวงการรู้จัก เพราะการทำสมุดของเธอเป็นความลับจักรวาลที่เหล่านักทำสมุดและออกแบบเครื่องเย็บสมุดทั่วโลกสงสัยและพยายามแกะรอยอย่างหนัก

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

รู้แล้วอย่าเพิ่งบอกใคร หนึ่งในความลับจักรวาลนั้น คือวิธีการทำสมุดเล่มนี้มี 16 ขั้นตอน และทำด้วยมือ 100 เปอร์เซ็นต์ มีรายละเอียดบางอย่างที่เล่าทั้งหมดตรงนี้ไม่ได้ (จนกว่าคุณจะอ่านถึงหัวข้อ ‘ผีเสื้อสมุด’) เช่น สันโค้งของสมุดที่ทำให้กระดาษ 200 แผ่นในเล่มขนาดไม่เท่ากันสักแผ่น หรือเส้นบรรทัดที่สายเขียนรู้แล้วต้องกรี๊ด

ไม่แปลกที่หลายคนเข้าใจผิดว่า Zequenz เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ เพราะสมุดเขาดังมากในญี่ปุ่น เพียงเพราะเส้นกระดาษหน้าและหลังเรียงเท่ากันทุกแผ่น เท่านั้นไม่พอ แม้ใครจะบอกว่าเป็นขาลงของอุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์ แต่ยอดขายออนไลน์ของ Zequenz นั้นสูงมาก มีรายการสั่งซื้อจากประเทศห่างไกลขนาดที่ค่าส่งแพงกว่าค่าสมุดหลายเท่าเขาก็ยอม

เราขอยืนยันอีกครั้งว่า Zequenz เป็นแบรนด์สมุดสัญชาติไทยแท้ๆ ของผู้หญิงที่มีประสบการณ์ในธุรกิจกระดาษมา 30 ปี จากพนักงานออฟฟิศ สู่เจ้าแม่กระดาษสาผู้พัฒนากระดาษอย่างเข้าใจคนใช้ และขณะที่กระดาษสาในตลาดขณะนั้นราคา 10 บาทต่อแผ่น กระดาษสาของนลินราคาแผ่นละ 25 บาท และขายดีมาก

ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำสมุดให้คนรักสมุดใช้

เช่นเคย ขณะที่สมุดทั่วไปในตลาดราคาประมาณ 100 บาท สมุดของนลินราคาสูงกว่านั้น 5 เท่า และขายดีมาก 

เธอบอกเราว่ากำลังทำสมุดที่เป็นมากกว่าสมุดให้คนรักสมุดได้ใช้ นลินทำได้อย่างไร มาฟังพร้อมกัน 

อ่านจบแล้ว ใครจะจดไปใช้บ้างก็ทำได้เลยนะ

นลิน ดำรงค์กิจการ

ธุรกิจกระดาษที่มีลูกค้ารายแรกเป็นห้างหรูเก่าแก่จากสหรัฐฯ

นลินในวัย 30 ปี ลาออกจากงานประจำที่ทำวิจัยและการตลาดสินค้าส่งออก มาก่อตั้งบริษัททำธุรกิจซื้อมาขายไปเป็นของตัวเอง ตั้งใจทำธุรกิจส่งออกสินค้าที่มีความเป็นไทยไปขายในตลาดโลก โดยเริ่มต้นจากห้องแถวเล็กๆ ย่านรามคำแหง มีลูกค้ารายแรกคือ Bloomingdale ห้างสรรพสินค้าหรูอายุ 159 ปี ในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการสินค้าประเภทเครื่องเขียน จากโจทย์ว่าจะต้องเป็นสินค้าไทย เป็นงานที่ใช้ฝีมือ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

คำตอบเดียวในใจนลินตอนนั้น คือ กระดาษสา ซึ่งประเทศไทยมีการผลิต 2 รูปแบบ 

แบบแรกคือ ‘กระดาษเครื่อง’ ซึ่งออกมาเป็นกระดาษสาญี่ปุ่นชนิดบางใช้ห่อของขวัญ อีกแบบคือ ‘กระดาษมือ’ เป็นกระดาษสาชนิดหนา ทำให้มองเห็นเนื้อสัมผัสของกระดาษชัดเจน

“เป็นนิสัยของเราที่หากจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ กระดาษต้องไม่ใช่แค่กระดาษ จึงศึกษาจริงจังและออกเดินทางตามหาโรงงานที่ดีที่สุดทั่วเมืองเหนือ” นลินเล่าจุดเริ่มต้นของการเข้าไปพัฒนากระดาษสา เปลี่ยนภาพจำจากกระดาษห่อของและกระดาษทำร่ม ให้กลายเป็นกระดาษคุณภาพดีให้คนรักกระดาษได้ใช้

กระดาษสา

5 ปีผ่านไป จากผู้ซื้อมาขายไป นลินกลายเป็นผู้ผลิตกระดาษส่งขายต่างประเทศโดยซื้อต่อโรงงานกระดาษที่จังหวัดแพร่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างรายได้แก่ชุมชน 

ขณะที่กระดาษสาในตลาดราคา 10 บาทต่อแผ่น กระดาษสาของนลินราคาแผ่นละ 25 บาท แทนที่บอกว่ากระดาษสาของคนอื่นไม่ดี เธอทำให้ตลาดเห็นว่าของดีเป็นอย่างไร

ประสบการณ์การเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าส่งออกและการทำงานในสายวิจัยและการตลาดในอดีต ทำให้นลินให้ความสำคัญกับข้อมูลและการนำเสนอมากที่สุด ไม่เพียงพาสินค้าไปพบตลาดเธอจัดทำสื่อวิดีโอเล่าที่มาของกระดาษสา จากต้นหม่อนหรือ Mulberry Tree ซึ่งกรมป่าไม้รับรองว่าเป็นวัชพืช สู่กระบวนการเก็บเกี่ยว เปลี่ยนเปลือกไม้ จนเป็นกระดาษให้ใช้งาน เป็นยุคที่ธุรกิจกระดาษรุ่งโรจน์สมตำแหน่งเจ้าแม่กระดาษสา

“เราเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดที่มีกระดาษสาให้เลือกหลายสี โดยเฉพาะสีพาสเทล นอกจากเรื่องสีและคุณภาพ เราศึกษาความต้องการของตลาดและพัฒนาเพื่อตอบสนองสิ่งนั้น เพิ่มเติมคือความใส่ใจ เพราะอยากให้เกิดการใช้งานมากที่สุด ซึ่งนอกจากกลุ่มธุรกิจดอกไม้ยังมีธุรกิจอื่นที่ซื้อกระดาษเราไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์” นลินเล่า

ธุรกิจผลิตการ์ดอวยพรกับยอดขายปีละหลายล้านใบ

แม้กระดาษที่ผลิตจะขายดีมากจนส่งแทบไม่ทัน แต่ก็ยังติดข้อจำกัดเรื่องกำลังการผลิตที่จะสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ นลินจึงคิดต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าแก่กระดาษสาของเธอ

นลินเริ่มจากการ์ดอวยพรทำมือที่มีนักออกแบบ 6 – 7 คน คอยออกแบบเป็นคอลเลกชัน ซึ่งขายได้ปีละเป็นล้านใบ ความพิเศษคือหลักการออกแบบการ์ดที่มีจิตวิญญาณแบบไทยแต่ดีไซน์สากล

“การ์ดกระดาษสาของเราขายตามฤดูกาลและเทศกาลของฝรั่ง เรามีการ์ดที่ส่งหากันได้หมดทุกช่วงเหตุการณ์ในชีวิต นี่แหละความเป็นสากล รวมถึงสีที่ใช้และความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของตลาด เช่น ถ้าทำการ์ดขายตะวันออกกลางต้องไม่มีรูปหัวใจหรือรูปสัตว์ ถึงบอกว่าจะทำต้องรู้จริง” นลินชี้ชวนให้ดูคอลเลกชันการ์ดบนชั้นวาง 

กระดาษสา

ซึ่งแม้ผ่านมากว่า 20 ปีแล้วการ์ดกระดาษสาของเธอยังสีขาวนวลไม่เปลี่ยน ต่างจากกระดาษทั่วไปที่กลายเป็นสีเหลืองเมื่อเวลาเปลี่ยน

เวลาเปลี่ยน ตลาดก็เปลี่ยน จากกระดาษนลินคิดต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนรักกระดาษ เช่นการ์ด สมุดสะสมภาพ ของใช้ ของตกแต่ง

“สมัยก่อนไปออกงานกระดาษที่เยอรมัน ทั้งอาคารขายแต่การ์ดอย่างเดียว แต่มาวันนี้แทบไม่เหลือ” นลินเล่า ความรักในงานคราฟต์เธอสนุกกับการทดลองทำงานจากกระดาษมาเสนอลูกค้ามากมาย

งานคราฟต์ในนิยามของนลิน คืองานฝีมือที่ใช้ได้จริง ไม่ได้มีไว้ใส่ตู้โชว์ เธอเข้าใจการใช้งานและเห็นโอกาสในไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เช่น จากเยื่อกระดาษกิโลกรัมละ 50 – 60 บาท หากทำกระดาษราคาแผ่นละไม่กี่บาท นลินเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะ Paper Casting หรือเทคนิคขึ้นรูปแบบโบราณ ซึ่งเดิมใช้วิธีสร้างโมเดลขึ้นมา อัดเยื่อกระดาษ ดูดน้ำออก แล้วตากแดด แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ง่ายขึ้นในบางขั้นตอน เช่นการดูดน้ำออกอย่างเร็ว นลินบอกว่าเธอสนุกกับการออกแบบรูปทรงชิ้นงาน ไม่ได้กดดันเรื่องการขาย ทั้งยังต่อยอดความเป็นไปได้ให้แก่ผลิตภัณฑ์

ตามหาสมุดยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร

แล้ววันหนึ่งนลินก็ได้รับโจทย์จากลูกค้าว่าอยากได้สมุดดีๆ 

คนทั่วไปคงคิดถึงโรงพิมพ์ แต่สมุดกับหนังสือไม่เหมือนกัน นลินใช้เวลาไม่น้อยตามหาโรงงานผู้ผลิต แต่ก็ไม่เจอใครที่ทำสมุดออกมาสวยและดีถูกใจ

“เราเชื่อว่าคนทำสมุดต้องรักสมุดก่อน ซึ่งเขาจะรู้ทันทีว่าจะทำสมุดที่ดีได้อย่างไร” นลินตั้งใจจะทำสมุดที่เป็นมากกว่าสมุด

เมื่อพูดถึงธุรกิจเครื่องเขียน คนจะนึกถึง ปากกา แฟ้ม และของใช้ในสำนักงาน นลินต้องการเปลี่ยนภาพจำนี้ เธออยากทำสมุดที่เป็นเพื่อนคู่กายและให้ประสบการณ์ดีๆ เมื่อใช้งาน

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

“วันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำสมุด เราไม่มีทุนซื้อเครื่องเย็บหรือตั้งโรงงานขนาดใหญ่ เรามีสิ่งที่ถนัดคืองานคราฟต์และความประณีต เรามีแรงงานฝีมือที่ทรงคุณค่าแม้จะมีขั้นตอนการทำมากมาย ซึ่งทุกชิ้นผ่านมือของพวกเรา ทุกชิ้นคือมาสเตอร์พีซ โจทย์ตั้งต้นของสมุดคือเรียบง่าย พิถีพิถันและประณีต แต่สมุดเล่มแรกออกมาหนาและหนักมากซึ่งเรายังไม่พอใจ หลังจากทดลองจนพบเราก็วิ่งหาโรงงานรับผลิตหลายแห่ง ผลก็คือทุกคนบอกว่า จะบ้าหรือไง ทำแบบนี้ต้องเจ๊งแน่ๆ” นลินเริ่มจากจินตนาการถึงสมุดที่อยากได้ ประมาณการทรัพยากรที่มี รู้ซึ้งสิ่งที่ทำได้ รู้เทรนด์ตลาดโลก และเข้าใจตัวเองว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

2 ปีผ่านไป ในที่สุดนลินก็ค้นพบวิธีเข้าเล่มสมุดประกอบด้วยแรงงานมีฝีมือและเครื่องจักรออกแบบพิเศษอันเป็นความลับทางธุรกิจ

สมุดที่เปิดกางท่าผีเสื้อได้ 360 องศาแต่ไม่ได้มีชื่อว่าผีเสื้อสมุด

Zequenz มาจากคำว่า Sequence ที่แปลว่า ลำดับหรือความต่อเนื่อง 

“Zequenz เกิดขึ้นในวันที่เราอยู่ในวงการนี้มายี่สิบปี อยากทำสินค้าดีๆ ให้คนไทยใช้ เราคิดถึงความต่อเนื่องของเรื่องราว การพัฒนาที่ไม่หยุด ซึ่งเราก็มีสมุดไว้บันทึกเรื่องราวของชีวิตและเป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่เราให้แก่ลูกค้า” นลินเล่า

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

20 ปีก่อนหน้า นลินทำกระดาษที่เป็นมากกว่ากระดาษจนสำเร็จ แล้วสมุดที่มากกว่าสมุดเป็นอย่างไร เราสงสัย

ภายใต้สมุดเล่มบางคละหนา นานาขนาด หน้าตาเรียบๆ มีอะไรซ่อนอยู่มาดูกัน

หนึ่ง กระดาษสมุดเขียนง่ายและทนทาน นลินให้ความสำคัญกับเนื้อกระดาษที่ต้องหนาแน่นพอสมควร และไม่ลื่นเกินไปจนผู้ใช้บังคับลายมือตัวเองไม่ได้

“ยอมไม่ได้หากกระดาษนั้นสวยลื่นแต่ทำให้ลายมือไม่สวย ความหนาแน่นของเนื้อกระดาษก็เช่นกัน กระดาษที่เนื้อไม่แน่นพอจะทำให้ปากกาเสีย ขณะที่กระดาษเนื้อหยาบเกินไปทำให้เขียนแล้วหมึกทะลุ หรือกระดาษบางแบบเคลือบผิวมากเกินจนหมึกปากกาไม่แห้ง” นลินเล่า ขณะที่สีของกระดาษต้องไม่มีผลต่อคุณภาพสมุด แต่ตอบความต้องการใช้งานของลูกค้า โดยสมุด Zequenz รุ่นคลาสสิกปกสีขาว ดำ และแดง ใช้กระดาษสีขาวนวล ขณะที่รุ่นปกสีตอบโจทย์ตลาดด้วยกระดาษสีครีมธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการฟอก

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

สอง สมุดที่เปิดได้ 360 องศา เปิด-ปิดสะดวกเพื่อให้เขียนได้ทั้งคนที่ถนัดมือซ้ายและมือขวา

สาม การเข้าเล่มด้วยมือ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ต้นจนจบครบทั้ง 16 ขั้นตอน

หลังจากพิมพ์เส้นบนกระดาษ นับเรียงกระดาษเป็นตั้งๆ ซึ่งวางคั่นกระดาษทุกๆ 200 แผ่น ด้วยกระดาษแข็ง (สมุดรุ่นมาตรฐาน 1 เล่มมีกระดาษ 200 แผ่นพอดีไม่ขาดไม่เกิน) เข้าเครื่องตัดตามขนาดเตรียมเข้าเล่ม จากนั้นส่งไปเข้าเล่มด้วยวิธีที่เป็นความลับสุดยอด จนได้สมุดสันโค้งที่ผ่านการเคลือบกาวสูตรพิเศษที่สันหลายร้อยรอบ เมื่อนำไปเข้าปกเรียบร้อยจะเข้าห้องเจียนมุมขอบจนสมุดสวยเนียนเสมอกัน ก่อนส่งต่อให้ทีมตรวจสอบคุณภาพตรวจตราอย่างละเอียด

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา
Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

สมุดทุกเล่มทำด้วยมือและเหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นความเนี้ยบที่กระบวนการจากเครื่องทำให้ไม่ได้ “ข้อดีคือต่อให้บริษัทคู่แข่งในต่างประเทศมาเห็นก็เลียนแบบไม่ได้ เพราะหากจะลงทุนผลิตในจำนวนที่ขายทั้งโลกอย่างไรก็ไม่คุ้ม” นลินเล่า เธอเสริมว่าที่ผ่านมีหลายแบรนด์พยายามลอกเลียนแบบ ถึงขั้นบู๊ถึงศาลที่อิตาลีก็ทำมาแล้ว

สี่ สันโค้งมนมีความหมาย นลินบอกว่าความโค้งเป็นเรื่องของความรู้สึก แง่หนึ่งหมายถึงความลื่นไหล การเขียนที่ต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนชีวิต จะให้เธอทำสมุดมุมเหลี่ยมก็คงไม่ใช่ตัวตน และเพราะสันที่โค้งมนนี่เองทำให้องศาและขนาดกระดาษทุกแผ่นไม่เท่ากัน ตามมาด้วยการเข้าเล่มกระดาษแผ่นต่อแผ่น ซึ่งหากมีส่วนใดผิดไปเพียงนิดเดียวสมุดจะออกมาเบี้ยวทั้งเล่ม 

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

เท่านั้นไม่พอ นลินยังท้าทายตัวเองด้วยการทำสมุดมีเส้น ซึ่งเส้นสมุดทุกหน้าพิมพ์ทับจนมองเป็นเส้นเดียวกัน ความประณีตที่ทำให้เส้นของทุกแผ่นทับกันพอดี ระดับที่เครื่องทำสมุดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงยังทำไม่ได้ เป็นเหตุผลที่คนญี่ปุ่นรักสมุดของ Zequenz หมดใจ มียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี จนหลายคนเข้าใจว่า Zequenz เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น

ห้า สีเส้นบรรทัดที่ผ่านการทดสอบความเข้มระดับที่เหมาะสม ไม่รบกวนสายตา ซึ่งหากกวาดตามองหรืออ่านสิ่งที่จด จะเห็นว่าเส้นบรรทัดค่อยๆ หายไปจริง นอกจากนี้หมึกที่ใช้พิมพ์เส้นยังมาจากแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

หก ความลับทางธุรกิจที่ยังคงเป็นความลับ

คนทำสมุดและคนขายเครื่องทำสมุดในตลาดโลกรู้จักนลิน เธอเล่าว่ามีการแจกโจทย์ว่อนในตลาด ให้ไปหาวิธีทำสมุดแบบ Zequenz แต่ไม่ว่าใครจะลองพยายามแกะวิธีแค่ไหนก็ทำได้ไม่เหมือน 

“ครั้งหนึ่งไปออกงานที่เยอรมัน มีชาวตุรกีมาแอบถาม พอได้ฟังเรื่องของเราเขาก็บอกว่ารู้แล้วว่าทำแบบเราไม่ได้จริงๆ เหมือนคนกลับใจมานั่งคุยกัน กลายเป็นสนุกไปและเราก็ภูมิใจมาก” 

ขั้นตอนการทำสมุด

ความพิเศษที่กล่าวมา ทำให้ Zequenz เป็นแบรนด์ที่มากกว่าคำว่าสมุดคราฟต์เพราะใช้ทั้งความคิด พลังใจ และฝีมือ เรียกได้ว่า From our heart to your hands เลยก็ว่าได้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ นลินเล่าว่าเธอเกือบหัวใจสลายเพราะลูกค้าไม่ได้รับรู้ความตั้งใจทั้งหมดนี้

หลังจากนลินเอาสมุด Zequenz ในช่วงเริ่มแรกของการพัฒนาสินค้าไปทำ Focus Group ซึ่งวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อสมุดของผู้บริโภค เธอพบว่าตลอดเวลาที่ทำการทดลอง ไม่มีใครสนใจเลือกสมุดของเธอเลย แต่เมื่อมีโอกาสเล่าที่มาและตัวตนของสมุด ทุกคนก็ประทับใจและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จึงเป็นที่มาของการสื่อสารจุดแข็งของแบรนด์ที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้

คนใช้สมุดคราฟต์กว่าที่คิด

โลกออนไลน์ส่งผลต่อตลาดสมุดหรือพฤติกรรมคนอย่างไร เราถาม

“สำหรับเรากลับรู้สึกว่าขายดีด้วยซ้ำไป กลุ่มคนที่ใช้สมุด ถ้าเขาเป็นคนชอบเขียน ตอนอายุยังน้อยก็เขียน ปัจจุบันอายุมากแล้วยังไงเขาก็เขียน แต่สำหรับคนที่ไม่เขียนไม่ว่าอย่างไรก็จะยังคงไม่เขียน ดังนั้นเครื่องมือใหม่หรือคอมพิวเตอร์ก็เป็นเพียงของใหม่ ไม่ได้มาทดแทนแค่อำนวยความสะดวก จากข้อมูลตลาดสมุดทั่วโลกพบว่า สองถึงสามปีที่ผ่านมา มียอดขายสมุดในตลาดสูงขึ้น สำหรับลูกค้าเราเองที่ซื้ออยู่ก็เพราะคุณภาพและเอกลักษณ์ของดีไซน์”

“คนใช้สมุดเวลาต้องการสรุปประเด็นหรือจดสิ่งที่คิด ไม่ว่าจะบันทึกความทรงจำ เขียนสิ่งที่ปรารถนา สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ทั้งหมดนี้จะคอยย้ำเตือน นั่นคือ ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดเส้นทางเดินของความคิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพันธะสัญญาขณะที่จรดปากกาหรือดินสอ” นลินและน้ำหวาน-ปาลีรัตน์ ดำรงค์กิจการ ทายาทรุ่นสองผู้รับหน้าที่ดูแลและสื่อสารแบรนด์ ช่วยกันเล่า

สมุดของ Zequenz ทำยอดขายจากออนไลน์เยอะมากโดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งลูกค้ายอมเสียค่าส่งที่แพงกว่าค่าสมุด 2 – 3 เท่า แต่นั่นก็ไม่ชุ่มชื่นหัวใจทีมงานทุกคนเท่ากับคำรีวิวดีๆ จากลูกค้า

“หลายคนที่ซื้อไปและใช้จริงเขียนรีวิวคุณสมบัติสมุดดีมากๆ ชอบมีคนเขียนมาถามว่าทำไมไม่มี Zequenz ขายที่ประเทศเขา เมืองเขา ซึ่งบางทีค่าส่งเป็นหลักพันบาทเขาก็ยอม บางคนก็เขียนอีเมลมาขอร้องบอกว่า ‘please please please’ อยากได้เล่มที่ใหญ่และหนากว่านี้” น้ำหวานเล่า 

สิ่งที่แตกต่างและเป็นข้อดีของการทำตลาดในต่างประเทศ คือพฤติกรรมของชาติตะวันตกที่แสดงออกและสื่อสารกับแบรนด์เมื่อรู้สึกถูกใจหรือไม่ถูกใจอย่างตรงไปตรงมา

“ลูกค้าสมุดอ่อนไหวมาก กระดาษเปลี่ยนสีไปหนึ่งเฉด หรือขยับเส้นเพียงหนึ่งมิลลิเมตรเขาก็รู้สึกได้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณภาพต้องคงที่” น้ำหวานสรุปข้อมูลที่เธอศึกษาจากลูกค้า

ในฐานะที่อยู่วงการนี้มา 30 ปี นลินบอกว่านี่เป็นยุคที่คนสนใจเรื่อง Human Touch และ Digital Detox คนถวิลหาอะไรที่จับต้องได้

Zequenz แบรนด์สมุดของคุณแม่ผู้รักกระดาษ กับวิธีการ 16 ขั้นตอน ทำมือ 100% เปิดได้ 360 องศา

เคยมีคนถามว่าทำไม Zequenz ไม่ทำสมุดที่มีตาราง เป็นแพลนเนอร์

นลินตอบทันทีว่า เธอไม่อยากให้สมุดมีข้อจำกัดหรือบังคับ ชีวิตทั่วไปเราอยู่ในกรอบมาเยอะแล้ว หากต้องมาเขียนวันที่ลงตารางให้ตรงคงเครียด 

“การเขียนช่วยเรื่องเส้นสมองและประสาท ทั้งยังบอกว่าผู้เขียนเป็นคนแบบไหนจากงานที่สร้างสรรค์บนกระดาษ” นลินรีบบอกสรรพคุณสำคัญก่อนทิ้งท้ายนิยามความสำเร็จของธุรกิจนี้ว่า

“ตราบใดก็ตามที่คนรัก ชื่นชอบ เพราะสมุดเล่มนั้นให้ประสบการณ์ที่ดี ทุกครั้งที่ใช้สมุดเขาจะคิดถึงเรา”

นลิน ดำรงค์กิจการ

Lesson Learned

การจะเป็นผู้ประกอบการนั้นไม่ง่าย สำหรับนลินเธอเรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญลำดับแรกเมื่อคิดจะเริ่มต้นธุรกิจ คือการสำรวจตัวเอง รู้ความพร้อมของตัว หัวใจ เวลา และศักยภาพที่มี เพราะหลายครั้งคุณต้องเริ่มต้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญอันดับสองคือตลาด 

“ก็ขึ้นกับว่าจะนำเสนอสิ่งที่ตลาดต้องการหรือสิ่งที่ไม่อยู่ในความต้องการแต่คิดว่าเราต้องทำ ถ้าทำของที่ตลาดต้องการ ก็จะยังเจออุปสรรคเพราะใครๆ เขาก็ทำ จะมีคู่แข่งมาก ต้องทำอย่างมีกลยุทธ์ แต่ถ้าคุณตัดสินใจจะสร้างตลาดขึ้นมา คุณอยากเป็นคนแรกที่นำเสนอสิ่งนี้ สิ่งที่ตามมาคือคุณจะสร้างสรรค์และถ่ายทอดยังไง เปิดตลาดยังไง เพราะแค่มีเงิน มีข้อมูล มีโรงงานผลิต มีแบบที่สวยงามน่าซื้ออาจไม่พอ สำคัญที่สุดคือสัญชาตญาณ ความกล้าหาญ และความอดทน คุณจะต้องอึดมากๆ” นลินเล่า


ติดตาม Zequenz ได้ที่ Facebook และ Instagram @Zequenz หรือ www.zequenz.com

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

2 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

การประกาศยุติบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลศิลปินของ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 หลังจากดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น สร้างผลงานและศิลปินผู้เป็นที่รักมาประดับวงการบันเทิงไทยมากมายตลอด 12 ปี ทิ้งคำถามให้หลายคนสงสัยว่า ทีมงานนาดาวบางกอกจะไปทำอะไรกันต่อ

วันนี้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ในบทบาท Chief Executive Officer จับมือกับผู้บริหารอีก 3 คน ทั้ง แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา Chief Commercial Officer, ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ Artist Strategy Director (SONRAY MUSIC Co., Ltd.) และ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร Managing Director (5×6 House Co., Ltd.) มาแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย ภายใต้บริษัทแม่ที่ชื่อว่า ‘TADA Entertainment (ทาดา เอ็นเทอร์เทนเมนท์)

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ชื่อ ‘ทาดา’ พ้องเสียงกับ ‘ธาดา’ ที่แปลว่าผู้สร้าง 

และเป็นเสียงประกอบเวลาที่ใครมีอะไรภูมิใจนำเสนอ

เราเคยคุยกับย้งเมื่อครั้งยังเป็นนาดาวบางกอก แล้วประทับใจกับความเป็นบริษัทที่พัฒนาศิลปินให้เป็น ‘คนมีคุณภาพ’ แบบที่คิดว่าให้วันหนึ่งศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีนาดาวบางกอก และวันนั้นเขาก็ตั้งใจอยากหาคนมารับช่วงต่อในการบริหาร แต่ติดว่าต้องหาคนที่เชื่อและคิดเหมือนกัน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าผู้บริหารคนใหม่จะดูแลศิลปินเหล่านี้ได้อย่างที่เขาตั้งใจ

ในบทบาทการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรรอบที่ 2 ของย้ง เขาจึงอยากสร้างทั้งผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่และศิลปินไอดอลคุณภาพสูง มาประดับวงการบันเทิงไทยแบบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

แต่ก่อนจะคุยเรื่องการเปิดประตูบานนี้ เราเชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของการปิดประตูบ้านนาดาวบางกอกจากปากของย้ง ซึ่งเขายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสื่อไหน เขายินดีจะพูดวันนี้ เพราะเขาบอกว่าฝุ่นหายตลบและทุกอย่างตกตะกอนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงกับใจจริง ๆ

เขาเล่าว่าก่อนยุติบทบาทของนาดาวบางกอก ทีมผู้บริหารใช้เวลาพิจารณา วางแผน และเตรียมตัวมาร่วม 3 ปี และยืนยันว่าไม่ได้มีใครในบริษัทหมดแพสชัน

“การปิดนาดาวฯ คือการไปต่อ ไม่ใช่การสิ้นสุด เพราะนาดาวฯ คือหมู่มวลคนซึ่งรักจะทำสิ่งที่สนใจเหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีเป้าหมายใหม่ น้อง ๆ นักแสดงเติบโตในวงการบันเทิงได้ดี หลายคนเรียนจบแล้ว บางคนก็แข็งแรงจนเปิดบริษัทเองได้ บางคนมีแนวคิดในการบริหารศิลปินหรือนักแสดงในแบบของตัวเอง เราก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นนาดาวบางกอกต่อไป เราแยกกันไปสนุกกับทางที่ตัวเองสนใจดีกว่า ซึ่งก็หมายถึงการต้องยุติธุรกิจเดิม เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่”

การเลือกปิดประตูบานเก่าอันโด่งดังและมั่นคงเพื่อเปิดประตูบานใหม่นี้ ย้งบอกว่าไม่มีอะไรที่เขาเสียดายเลย 

“มีแต่กลัวจะเสียดายเวลาและโอกาสของทุกคน ถ้าเราไม่ได้ให้อิสระพวกเขาไปเติบโตงอกงามในผืนดินของตัวเอง” ย้งบอก

สำหรับย้งและพนักงานบางส่วน เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการสร้างศิลปินไอดอลชาวไทยประดับวงการบันเทิงไทยที่พวกเขารัก เพื่อเป็นความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน 

“มันน่าสนุกดี” ย้งบอกเหตุผลที่คิดจะทำงานนี้

“ตอนเปิดออดิชัน เราได้เจอน้อง ๆ หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์หรือเก่งมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้น มีความฝันและมีความพยายาม ผมว่ามันน่าสนุกที่เราจะได้เริ่มต้นกับคนที่มีความฝัน แล้วเราก็ฝึกหัดไปด้วยกัน เพื่อไปสู่ปลายทางซึ่งเขาเป็นศิลปินที่มีมาตรฐานที่ดีได้”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่พยายามและตั้งใจ

SONRAY MUSIC (ซันเรย์ มิวสิค) ลูกชายที่สดใสเหมือนแสงแดด และ ILY LAB (ไอลี่ แล็บ) กลุ่มเด็กสาวที่เรียบง่ายและงดงาม เป็นบริษัทลูกของ TADA Entertainment สำหรับสร้างและพัฒนากลุ่มศิลปินไอดอล 

SONRAY MUSIC ผลิตศิลปินไอดอลชาย และ ILY LAB ผลิตศิลปินไอดอลหญิง ย้งเล่าว่าจากประสบการณ์ การดูแลศิลปินชายและหญิงมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงอยากแยกการบริหารออกเป็น 2 บริษัท แต่ศิลปินจาก 2 ค่ายก็จะได้ทำงานร่วมกันในบางโอกาส

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนไอดอล เราขอชวนมาแวะฟังนิยามคำว่าศิลปินไอดอลจากย้งกันสักนิด

“ศิลปินไอดอลเป็นศิลปินที่มีการฝึกหัดและพัฒนาให้มาเป็นศิลปิน บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปสมัยก่อนอาจอาศัยหน้าตาดี ความสามารถกลาง ๆ ได้ แต่ยุคนี้ผู้บริโภคต้องการศิลปินที่นอกจากภาพลักษณ์และบุคลิกดีแล้ว เขายังต้องมีความสามารถสูง ทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง และการเต้นด้วย”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ย้งผู้ติดตามและชื่นชอบศิลปินไอดอลต่างชาติ มองไอดอลเหล่านั้นด้วยสายตานักปั้นดาวแล้วฟันธงว่า มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเสน่ห์ความเป็นไอดอลอยู่ในตัว 

“วัยรุ่นไทยมีจุดเด่นอย่างความสนุกสดใส ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป แต่ถ้าเขาจะเอาจริงกับอะไร เขาก็ตั้งใจและจริงจังกับมันได้ ความทะเล้น ความกวนที่มากับความมุ่งมั่นนี่แหละเป็นบุคลิกที่ผมอยากทำงานด้วย อยากเห็นพวกเขาค่อย ๆ เก่ง ค่อย ๆ เติบโต จนเป็นศิลปินที่ชนะใจแฟนเพลงหรือคนดูได้” 

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ความฝันของหนุ่มสาวกับหน้าที่การสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ

ศิลปินไอดอลกลุ่มแรกที่ TADA Entertainment จะเปิดตัว เป็นกลุ่มศิลปินหญิงนามว่า ‘MXFRUIT (มิกซ์ฟรุต)’ ภายใต้สังกัด ILY LAB (ซึ่งย่อมาจาก I Love You)

ย้งไม่คิดแบบ Fail Fast, Fail Cheap และเราก็เห็นด้วยว่า ความฝันของเด็กสาวไม่ควรถูกเอามาใช้เป็นการทดลองทางธุรกิจ ศิลปินไอดอลหญิงกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กที่เทรนมาแล้วเกือบ 2 ปี และพวกเธอกำลังจะได้เดบิวต์ในเดือนมีนาคมนี้

ย้งเล่าว่าเขาชวนสมาชิกทั้ง 5 ที่ตอนแรกต่างคนต่างมามารวมเป็น Girl Group และทำวงด้วยกัน เพื่อใช้พื้นที่นี้ค้นหาแนวทางของตัวเองในวัยที่เพิ่งเริ่มต้น และผนึกกันเป็นทีมที่แข็งแรงมากพอจะพากันไปสู่ความสำเร็จ 

“จริง ๆ ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถในการเป็นศิลปินเดี่ยว แต่โชคดีที่เด็ก 5 คนนี้มีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันแล้วลงตัว และยอมที่จะเปิดตัวร่วมกัน วันหนึ่งถ้าพวกเขามีประสบการณ์และความสามารถมากพอ มีอะไรที่อยากเล่าจากตัวเอง หรือมีแนวทางของตัวเองแล้ว อาจจะได้ทำเพลงแบบโซโล่ก็ได้” ย้งวางแผนแบบเล่นเกมยาวเอาไว้

ศิลปินไอดอลอีกกลุ่มที่พวกเขาปลุกปั้นอยู่เป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชาย ชื่อ 789 TRAINEE ภายใต้สังกัด SONRAY MUSIC

ด้วยจุดแข็งการเป็นคนทำคอนเทนต์ของย้ง และประสบการณ์ในบริษัท SM Entertainment ของปรุง กลุ่มศิลปินฝึกหัดชายที่เปิดตัวบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 จึงเป็นสีสันใหม่ในวงการที่น่าจับตามอง ศิลปินหนุ่มฝึกหัด 24 คนกำลังจะมีโปรเจกต์รายการ 789 SURVIVAL เป็นเรียลิตี้โชว์ ออกอากาศทางช่อง ONE31 พวกเขาจะได้ทำบททดสอบต่าง ๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ความตั้งใจพัฒนาตัวเองและทีม เพื่อเดบิวต์เป็นวงบอยกรุ๊ปวงต่อไป ซึ่งจำนวนคนในวงนั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 7 8 หรือ 9 คนก็ได้ ย้งบอกไว้อย่างนั้น

สิ่งที่ย้งหมายมั่นปั้นมือในตัวศิลปินไอดอลก็คือ อยากให้พวกเขาสร้างความสุขให้แฟน ๆ และอยากให้เก่งพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้

“ผมหมายมั่นปั้นมือที่ 2 อย่างนี้ เพราะเชื่อว่ายุคนี้มีคนไม่น้อยที่มีศิลปินเป็นกำลังและแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะเรียกว่ายกระดับวงการบันเทิงไทยไหม แต่น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข และในมุมคนทำงาน ผมคิดว่าผลลัพธ์จากความพยายามที่สังคมจะได้เห็น อาจไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ทำงานดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้แรงบันดาลใจจากคนรุ่นพี่ที่ทำงานดี ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ ผมอยากทำศิลปินให้วงการบันเทิงไทย ให้คนไทยดู แล้วถ้าวันหนึ่งจะไประดับสากล เราก็จะไปแบบเป็นศิลปิน T-POP ของไทย”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

โครงสร้างบริษัทย่อยที่เป็นอิสระ และมีบริษัทแม่ดูแลแบบไม่กำกับ

นอกจาก SONRAY MUSIC และ ILY LAB ซึ่งเป็นธุรกิจที่ย้งโฟกัสอยู่แล้ว TADA Entertainment ยังมีบริษัทโปรดักชันชื่อ 5×6 House ทำงานด้านคอนเทนต์อย่างที่พวกเขาถนัด ดูแลโดย ปิง เกรียงไกร 

3 บริษัทย่อยนี้บริหารในแบบของตัวเอง โดยมีบริษัทแม่เป็นหน่วยกลางดูแลเรื่องส่วนรวมต่าง ๆ เช่น การตลาด กฎหมาย บัญชี เป็นต้น 

ย้งบอกว่า “นี่อาจจะเป็นช่วงท้าย ๆ ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว การมีบริษัทยิบย่อยคือการให้คนอื่นได้ขึ้นมาลองบริหารบริษัทนั้นในมุมมองของเขาเอง เขากำหนดทิศทางที่อยากเป็นได้เอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรามีอิสระมากขึ้นหลังจากมาเปิดบริษัทใหม่”

5×6 House เป็นบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ย้งบอกว่าให้อิสระปิงออกแบบได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นงานที่เข้ากับศิลปินไอดอล หรือเป็นงานที่เน้นสร้างนักแสดงจากศิลปินในค่าย ซึ่งทำให้ปิงสร้างสรรค์และบริหารบริษัทของตัวเองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ย้งบอกอีกว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นบริษัทภายใต้ TADA Entertainment เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย หากมีคนสนใจอยากมาร่วมทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน “ถ้าใครทำดี ความสำเร็จก็จะเป็นของเขา โดยมีพวกผมเป็นเบื้องหลัง ซัพพอร์ตและให้ความช่วยเหลือ แนะนำในพาร์ตหลังบ้าน” 

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

สุดท้าย ผู้บริหารที่โดดเด่นคนหนึ่งในยุคสมัยของเรายังยืนยันว่า เขาอยากเป็นคนทำงานมากกว่าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ เขายังรอวันที่จะได้สร้างศิลปินไอดอลและผู้บริหารรุ่นใหม่ให้แข็งแรงพอที่เขาจะปล่อยมือจากงานบริหารและหันไปจับกล้อง จับงานกำกับที่รักได้อีกครั้ง

“ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในงานที่ผมรัก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ การให้อิสระกับทุกคนในการบริหารงานและชีวิตของตัวเอง

“การปิดนาดาวบางกอกทำให้เรียนรู้ว่า อย่าไปยึดติดกับทั้งความทุกข์และความสุข เพราะในช่วง 2 – 3 ปีที่ต้องตัดสินใจและเตรียมการปิดนาดาวฯ เป็นช่วงเวลาที่กังวลมาก เป็นห่วงอะไรเต็มไปหมด แต่พอตัดสินใจได้แล้ว ใกล้เวลาที่จะปิดแล้วจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น การไม่มีนาดาวฯ ไม่ได้ทำโลกแตกสลาย ไม่ได้จะทำให้เด็กนักแสดงไปต่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งน้อง ๆ พนักงานเขาก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

เขาเล่าด้วยว่าแม้แต่งานฉลองเพื่อร่ำลาอย่างการไป Outing นาดาวฯ ที่ย้งต้องพลาดเพราะติดโควิด สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟูมฟายอย่างที่เขารู้สึกในตอนแรก เพราะมิตรภาพที่ชาวนาดาวฯ ยังมีให้กันและกันก็เห็นได้ชัดว่ามันยังอยู่ 

“เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง” ย้งกล่าวปิดท้ายก่อนขอพุ่งตัวไปดูน้องซ้อมและมีประชุมต่อ

Lessons Learned

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยน ยิ่งถ้าเราเคยล้มมาก่อนแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
  • สร้างงานแล้ว อย่าลืมสร้างคนทำงานด้วย เพราะการจะทำให้ธุรกิจที่เราฝันอยู่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน วันหนึ่งจำเป็นต้องมีคนรับช่วงต่อ
  • เลือกทำสิ่งที่อยากทำให้ดีจนกลายเป็นธุรกิจได้ เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับงาน

ภาพ : TADA Entertainment

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load