8 กุมภาพันธ์ 2564
8 K

ทำไมม้าถึงมีลาย

แล้วทำไมแมวถึงเมากัญชา

สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันยังไง 

ตามผมมาสิครับ เดี๋ยวจะเล่าให้อ่าน

เรื่องราวความน่าฉงนของลายม้าลาย เป็นที่สนใจในหมู่นักชีววิทยามานานโข กระทั่ง ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ก็เคยตั้งสมมติฐานว่ามันเป็นลายเสริมสร้างความหล่อ จากการสังเกตว่าม้าลายตัวเมียไม่ยอมสนใจลาตัวผู้เลย จนกว่าจะมีคนไปเพนต์ลายสีขาวดำให้มัน 

ในขณะเดียวกัน นักชีวะอีกสายก็คิดว่า ลายทางน่าจะมีประโยชน์หน้าที่อะไรบางอย่างนอกเหนือจากความงามสิฟะ เช่น น่าจะช่วยพรางตัวมั้ย แต่อนิจจา นั่นก็เป็นสมมติฐานที่อ่อนเหลือเกิน แค่จินตนาการเห็นม้าลายยืนเด่นกลางทุ่ง ก็ชวนขมวดคิ้วแล้วว่ามันพรางตรงไหนวะ บ้างก็แก้ต่างว่า หรือมันพรางตัวตอนวิ่งไปวิ่งมาแล้วทำให้ผู้ล่าตาลายรึเปล่า ซึ่งสุดท้ายแล้วก็พิสูจน์ว่าไม่ใช่อยู่ดี เพราะสิงโตก็ล่าม้าลายกินได้ง่ายดาย ไม่เห็นมันจะแสดงอาการตาลายแต่อย่างใด

เวลาล่วงมาจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษที่แล้วนี้เอง ความจริงจึงเริ่มกระจ่างขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 2010 – 2020 มีซีรีส์งานวิจัยเกี่ยวกับลายม้าลายที่ปรากฏเป็นข่าวดังอยู่บ่อยๆ จนหลายคนก็อาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว

ตกลงเฉลยก็คือ ลายม้าลายมีไว้ทำให้เหลือบตาลาย

เหลือบ หรือ Horse Flies เป็นชื่อรวมๆ ที่ไว้ใช้เรียกพวกแมลงวันดูดเลือด ซึ่งนอกจากจะตัวใหญ่ กัดเจ็บ เสียเลือดเยอะแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มากมาย และเป็นศัตรูตัวร้ายของสัตว์ตระกูลม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแอฟริกา

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
หน้าตาเหลือบ (Horse Flies) หรือแมลงวันดูดเลือด เป็นประมาณนี้ 
ภาพ : insider.si.edu

งานวิจัยนำโดย คุณทิม คาโร (Tim Caro) พบว่า เหลือบประสบปัญหาการแลนดิ้งบนตัวม้าลายอย่างชัดเจนมาก เมื่อเทียบกับม้าทั่วไป กล่าวคือลายขาวสลับดำที่มีความถี่พอเหมาะ มีคุณสมบัติเป็นเหมือนภาพลวงตาบางอย่าง พอเหลือบจะบินไปเกาะแล้วกะระยะเบรกไม่ถูก มันจะบินเร็วไป เลยไป ตีโค้งผิดองศา เข้าใกล้ไม่สำเร็จ สุดท้ายถอดใจ ไปหาเลือดสัตว์อื่นดูดดีกว่า ที่สำคัญคือ เมื่อเอาลายม้าลายไปวาดบนวัตถุอย่างแผ่นป้าย ถังน้ำ ลูกบอลต่างๆ นานา ก็ได้ผลแบบเดียวกัน แสดงว่าเอฟเฟกต์มันอยู่ที่ลายขาวดำนี้จริงๆ 

ที่ผมชอบที่สุดคือพวกซีรีส์การทดลองกับสัตว์อื่นๆ เช่น เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ก็ปรากฏว่าช่วยทำให้เหลือบตอมน้อยลง 2 – 3 เท่า และเมื่อเอาม้าธรรมดามาใส่ชุดม้าลาย ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาเกาะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน (มีผลเฉพาะอวัยวะด้วย เช่น ถ้าหัวโผล่มาจากชุดม้าลาย ส่วนหัวก็จะโดนเหลือบตอมเท่าปกติ) 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองที่เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ปรากฏว่าทำให้แมลงวันดูดเลือดมาตอมน้อยลงจริงๆ
ภาพ : journals.plos.org/plosone
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองให้ม้าสวมชุดลายม้าลายแล้วนับจำนวนเหลือบที่มาเกาะต่อนาที เทียบกับสวมชุดสีดำและสีเทา เห็นผลต่างชัดเจนมาก 
ภาพ : royalsocietypublishing.org

และที่น่าสนใจที่สุด มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ชนพื้นเมืองหลายๆ แห่งทั้งที่แอฟริกาและที่อื่นซึ่งมีเหลือบชุกชุม มักมีขนบธรรมเนียมเพนต์ร่างกายเป็นเส้นๆ สีขาว ซึ่งเมื่ออยู่บนสีผิวที่คล้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ออกมาแลดูละม้ายคล้ายม้าลายอยู่ไม่น้อย หรือว่าบอดี้เพนต์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ในการไล่แมลงดูดเลือดด้วยเหมือนกัน 

ไม่ว่าชาวเผ่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม นักวิจัยทดสอบสมมติฐานนี้โดยการเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพนต์ผิวสีน้ำตาล และป้ายสีขาวเป็นลายๆ แบบเดียวกับชาวเผ่า จากนั้นทากาวดักแมลงบนตัวหุ่นอีกที แล้วเอาไปตั้งไว้กลางทุ่ง ปรากฏว่าเมื่อนับจำนวนเหลือบที่มาติดกาว หุ่นที่ทาลายเส้นๆ สีขาวมีเหลือบมาติดน้อยกว่าหุ่นที่ทาสีน้ำตาลอย่างเดียวเป็น 10 เท่า เดี๋ยวไปล่าสัตว์คราวหน้าผมต้องลองเพนต์แบบนี้มั่งแล้ว

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
ชนเผ่าหลากหลายท้องถิ่นซึ่งอาศัยในบริเวณที่มีเหลือบดูดเลือด มักจะมีประเพณีเพนต์ร่างกายด้วยเส้นสีขาวเหมือนลายม้าลาย
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพ้นสีเลียนแบบชาวเผ่า ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาตอมน้อยลงเยอะมาก เทียบกับเพนต์สีน้ำตาลล้วน
ภาพ : royalsocietypublishing.org

นอกจากนี้ อีกตัวอย่างน่าสนใจที่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน คือม้าลายเคยมีญาติอีกชนิดที่สูญพันธุ์ไปเมื่อไม่นานนี้ ชื่อว่า แควกก้า (Quagga) รูปแควกก้าจากสวนสัตว์เก่าๆ เผยให้เห็นหน้าตาเหมือนม้าลายที่ทาสีไม่เสร็จ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า บรรพบุรุษของแควกก้าก็คือม้าลายที่มีลายปกตินั่นแหละ แต่เมื่อสักหลายแสนปีก่อน มีการอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในที่ที่มีเหลือบรังควาญน้อยลง ตั้งแต่นั้นมา ลายแบบม้าลายก็เลยค่อยๆ หดหายจืดจางไปเรื่อยๆ จนเหลือแค่ตรงส่วนหัวกับคอเท่านั้น 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
แควกก้า (Quagga) ญาติม้าลายที่ลายหายไป
ภาพ : Wikipedia

สรุปแล้ว หลักฐานต่างๆ ค่อนข้างชี้ไปในทิศทางว่า ลายม้าลายเป็นกลยุทธ์ป้องกันเหลือบดูดเลือด ส่วนกลไกชัดเจนว่าลายแบบนี้หลอกตาเหลือบได้ยังไง นักชีววิทยายังศึกษากันไม่กระจ่าง รวมทั้งคำถามที่ว่าเราจะเอาลายม้าลายมาประยุกต์ใช้กับแมลงวันที่ไม่ได้ดูดเลือด แต่ดูดขี้ หรือชอบตอมอาหาร แบบแถวบ้านเราได้หรือไม่ อันนี้ก็ยังไม่มีใครทดลอง ไม่เช่นนั้นเราคงได้เริ่มเห็นส้วมลายม้าลาย รถขยะลายม้าลาย หรือรถเข็นขายน้ำขายข้าวแกงลายม้าลาย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด เมื่อถึงวันนั้น เครื่องครัวตราหัวม้าลายก็จะเริ่มเมกเซนส์ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ซีนหนึ่งที่เราเห็นลายม้าลายกระจายมาถึงประเทศไทยแล้วแน่ๆ ก็คือซีนศาลพระภูมิ นี่เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่ค้างคาใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ผ่านมาพบเห็นมาก ว่าทำไมต้องเอารูปปั้นม้าลายมาถวายศาลพระภูมิ แล้วถวายกันเยอะเสียจนประชากรม้าลายไทยจะแซงแอฟริกาอยู่แล้ว 

โอเค รู้กันอยู่ว่าเป็นของแก้บน แต่มันเริ่มต้นมาได้อย่างไร ในเมื่อถิ่นกำเนิดม้าลายก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเมืองไทยเลย เรื่องนี้ถ้าไปเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ต จะเจอคำตอบซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามอย่าง ซึ่งผมคิดว่าสุดท้ายแล้วยังไม่มีอันไหนน่าจะใช่จริงๆ  

เริ่มจากคำตอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก่อน คือว่ากันว่ามีชาวต่างชาติ บ้างก็ว่าเป็นฝรั่ง บ้างก็ว่าเป็นชาวจีน ผ่านมาเห็นศาลพระภูมิแล้วอยากจะลองไหว้บ้าง ก็เลยถามคนแถวนั้นว่าต้องทำยังไง คนแถวนั้นบอก ยูก็ไปซื้อมาลัยมาสิ ชาวต่างชาติก็เลยไปซื้อม้าลายมา… 

ที่เป็นไปได้มากขึ้นอีกหน่อยแต่ผมว่าก็ไม่น่าใช่อยู่ดี คือปรากฏการณ์แนว เอ้า อยากสุขภาพดีต้องปล่อยปลาหมอ อยากให้งานการลื่นปรื๊ด ต้องปล่อยปลาไหล ฯลฯ อันนี้ก็ อยากเดินทางข้ามอุปสรรคต่างๆ ปลอดภัย ก็ต้องถวายม้าลาย เพราะพ้องกับคำว่าทางม้าลาย… (เอาไว้ข้ามถนนไง เก็ตมั้ย) 

นอกเหนือจากนี้ก็มีคนคาดเดาเหตุผลไปในทางเศรษฐศาสตร์ เช่น จริงๆ คนจะถวายม้าธรรมดาตามความเชื่อดั้งเดิมแหละ แต่หาซื้อรูปปั้นม้าธรรมดาไม่ค่อยมีขาย มีแต่พวกม้าลายที่ผลิตไว้ตั้งในสนามเด็กเล่น ก็เลยซื้อแบบนั้นแทน พอมีคนทำอะไรแปลกๆ แบบนั้นสักคนสองคน แล้วเริ่มลือกันว่าคนที่มาถวายถูกหวย แค่นี้ก็น่าจะแพร่สะพัดได้ทั้งประเทศแล้ว ก่อเกิดซัพพลายดีมานด์ ทำให้ช่างปูนหันมาผลิตม้าลายขายเพื่อการแก้บนโดยตรง กลายเป็นตลาดใหม่ไปเลย

อันนี้ฟังดูน่าเป็นไปได้สุด แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ 

ผมมีทฤษฎีของผมเอง

เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีชายคนหนึ่งเป็นนักร้องชื่อดังด้วย เขาเริ่มหลงใหลในสัตว์แอฟริกาลายขาวดำชนิดนี้มาก จนต้องแอบเอามาใส่ในเนื้อเพลง 

บรรจง ร้อยเป็น “ม้าลาย”… สนุกสุขใจหนักหนา

เป็นประจำทุกวันเวลา ไม่เคยเหนื่อยล้า กับ ม้า! ลาย!

ยิ่งถ้าไปฟังช่วงนาทีสุดท้ายของเพลง บุษบา จะพบว่า พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก มีความหมกมุ่นกับม้าลายมาก เขาแอบฟินกับการร้องคำว่า ม้าลาย ม้าลาย ม่าลาย มาลาย ม้าลาย มาลาย… ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีใครล่วงรู้ความหมายที่แท้จริง จนกระทั่งในที่สุด ผมคิดว่าเขาอาจจะถูกมนตราบางอย่างเข้าครอบงำ (อารมณ์เดียวกับก้นหอยมรณะ ถ้าใครเคยอ่านจุนจิ อิโต้) จนถึงขั้นลุกขึ้นละเมอออกไปซื้อ ม้าลาย มาลาย ม้าลาย ม้าลาย มาลาย แล้วแอบเอาไปวางไว้ตามศาลพระภูมิต่างๆ กลางดึก จนเมื่อคนมาเห็นในวันรุ่งขึ้น จึงคิดว่าเป็นเทรนด์ใหม่ในการแก้บน แล้วก็เริ่มปฏิบัติตามกันตั้งแต่นั้นมา  

ถ้าไปสังเกตไทม์ไลน์การเริ่มปรากฏตัวของม้าลายตามศาลพระภูมิ จะเห็นว่าเป็นช่วงไล่เลี่ยกับที่เพลง บุษบา และวงโมเดิร์นด็อกเริ่มจะมีชื่อเสียงขึ้นมาพอดี และแม้ในปัจจุบันนี้ พี่ป๊อดก็ยังหมกมุ่นและหลงใหลในลายม้าลายอยู่อย่างเงียบๆ โดยผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่โป้งและพี่เมธีที่เป็นเพื่อนร่วมวงนั้นถูกบังคับให้เข้าร่วมลัทธิตามอย่างเต็มใจหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้คงเป็นปริศนาต่อไป จนกว่าเวลาจะเปิดเผยความจริง 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว

ค่ำคืนหนึ่ง ณ ศาลพระภูมิแห่งหนึ่ง แมลงวันตัวหนึ่งบินโฉบลงมาหวังจะแวะจิบแฟนต้าน้ำแดงให้ชื่นใจหลังจากบินเหนื่อยมาทั้งวัน ทันใดนั้นเอง รู้ตัวอีกที มันก็หัวทิ่มชนเสาสลบไป สิ่งสุดท้ายที่จำได้ลางๆ คือลายอะไรวะขาวๆ ดำๆ 

หลังจากนั้น กล้องแพนขึ้นข้างบน แมวตัวหนึ่งเดินวาร์ปออกมาจากศาลพระภูมิ ราวกับเพิ่งกลับจากท่องโลกวิญญาณ ถึงเวลาเหมียวออกโรงเสียที

เหมียวเดินกลับบ้านไปหาทาสของมัน เมื่อถึงบ้าน เจ้าทาสเอาน้ำเอาขนมออกมาบริการ จากนั้นควักขวดสเปรย์เล็กๆ ออกมาฉีดฟุดๆ ไปที่ตุ๊กตารูปผักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศ แครอท หรือผักกาดขาว เหมียวสูดดมของเล่นเหล่านี้แล้วรู้สึกฟินจนอดใจไม่ไหว ต้องเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วลงไปนอนกลิ้งเกลือกอย่างเมามัน เจ้าทาสหัวเราะชอบใจ เจ้านายเราน่าร้ากกก 

ทำไมแมวถึงเมากัญชา 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
พฤติกรรมคลาสสิกของแมวเมากัญชาแมว 
ภาพ : www.pinterest.dk

อันดับแรกก่อน กัญชาแมวไม่ใช่พืชประเภทกัญชาที่พวกมนุษย์เสพกัน แต่เป็นพืชตระกูลมินต์ที่ภาษาอังกฤษเรียก Cat Nip (Nepeta cataria) มีถิ่นกำเนิดอยู่อเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังมีพืชอีกสปีชีส์หนึ่งที่ก็ถือว่าเป็นกัญชาแมวเหมือนกัน แต่ขึ้นแถวจีน ญี่ปุ่น เรียกว่าต้น Silver Vine (Actinidia polygama)  

ล่าสุด มีนักวิจัยที่ญี่ปุ่นสกัดสารชื่อ Nepetalactol ออกมาจากใบกัญชาแมวฝั่งตะวันออกได้สำเร็จ และพบว่าสารตัวนี้เองที่ออกฤทธิ์ทำให้แมวฟิน และไม่ว่าจะทดลองในห้องแล็บ หรือไปออกฟีลด์ที่เกาะแมว (เกาะทาชิโระจิมะ) หรือไปทดลองกับแมวป่าและเสือดาวที่สวนสัตว์ ก็ได้ปฏิกิริยาตอบสนองแบบคลาสสิกเหมือนกันหมด คือน้องจะเข้ามาสนใจดมๆ แผ่นที่มีสารนี้พ่นไว้ จากนั้นเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วก็ลงไปนอนเกลือกกลิ้งอย่างมีความสุข ขณะที่หมากับหนูทดลองไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับสารตัวนี้เลย

ถัดจากนั้น นักวิจัยทดลองต่ออีกโดยการวัดปริมาณฮอร์โมนฟิน (เบต้า-เอ็นดอร์ฟิน) ในเลือดของน้องแมวก่อนและหลังสูดดมสารสกัด ก็ปรากฏว่าการดมทำให้ระดับฮอร์โมนนี้สูงขึ้นเยอะ และเมื่อทดลองอีกแบบโดยให้น้องแมวกินยาบล็อกรีเซ็ปเตอร์ความฟินในสมอง (μ-opioid receptors) ก่อน ปรากฏว่าคราวนี้น้องดมแล้วเฉยๆ ไม่แสดงพฤติกรรมเอาหัวถูหรือนอนกลิ้งอีกต่อไป แสดงว่าการตอบสนองต่อกัญชาแมวนี่มันเชื่อมโยงอยู่กับชีวเคมีของความฟินจริงๆ

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
กราฟและรูปประกอบจากงานวิจัยที่ดูพฤติกรรมตอบสนองของแมวต่อสารสกัด Nepetalactol
ภาพ : advances.sciencemag.org

แต่ที่น่าสนใจที่สุดครับ ก็คือทีมวิจัยทีมนี้เขาคิดว่าความฟินจากการดมกัญชาของแมวน่าจะแฝงไว้ด้วยประโยชน์ทางวิวัฒนาการบางอย่าง เพราะตัวสาร Nepetalactol เอง เวลาอยู่ในพืชก็เอาไว้ไล่แมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว หรือว่าเมื่อเหมียวเอาหัวไปถูก็ยืมมาใช้ไล่แมลงศัตรูเหมียวได้ด้วย

นักวิจัยทดลองพิสูจน์สมมติฐานนี้ (แบบค่อนข้างโหดหน่อย) โดยการวางยาสลบแมวทีละคู่ แต่ละคู่มีตัวที่เพิ่งเอาหัวไปถูกัญชาแมวมา และอีกตัวที่ไม่ได้ถู จากนั้นเอาตู้ใสๆ มาครอบหัวแมวทั้งสองตัวนี้ แล้วปล่อยยุงเข้าไปประมาณ 30 ตัว เพื่อดูว่ายุงจะไปเกาะหัวแมวตัวไหนมากกว่ากัน ก็ปรากฏว่าหัวน้องตัวที่ถูกับกัญชาแมวมามียุงตอมน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ทดลองอีกหลายรอบกับแมวอีกหลายคู่ก็ได้ผลแบบนี้

ดังนั้นสรุปแล้ว ตั้งแต่ปางบรรพ์มา แมวที่ฟินกับการถูหัวและนอนกลิ้งเกลือกกับต้น Cat Nip และ Silver Vine จะได้รับการปกป้องจากยุงกัดไปโดยปริยาย แม้ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้ได้เปรียบเวลาซุ่มล่าเหยื่อยามราตรี  

ที่แท้แมวเมา ก็คือพฤติกรรมทายากันยุงนี่เอง

ไม่รู้ว่าสารนี้จะเวิร์กกับคนหรือเปล่า แม้มันจะไม่ทำให้เราฟิน แต่อย่างน้อยก็น่าเอามาประยุกต์ใช้เป็นยากันยุงตราแมวเมากัญชา ซื้อวันนี้แถมฟรีเสื้อลายม้าลาย ใช้คู่กันบอกลาทั้งเหลือบทั้งยุง แต่แค่มีผลข้างเคียงคือพ่นแล้วแมวจะมาถู

สรุปแล้ว ที่ม้ามีลายก็เพราะแมลงดูดเลือด

ที่แมวเมาแล้วน่ารักก็เพราะแมลงดูดเลือด

ถ้าไม่มีเหลือบ ก็ไม่มีม้าลาย

ทางม้าลายก็คงไม่ถูกเรียกว่าทางม้าลาย 

ศาลพระภูมิก็คงไม่มีม้าลาย

พี่ป๊อดคงเสียใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 

ถ้าไม่มียุง 

แมวก็ยังน่ารักอยู่ดี

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ความเงียบเกิดจากอะไร

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเขียนบทความชื่อ “จิ้งหรีดไม่ส่งเสียง หิ่งห้อยไม่ส่องแสง”

บทความนั้นเริ่มต้นแบบนี้

ที่เกาะ Kauai (อ่านว่า ‘คาไวอิ’) ในหมู่เกาะฮาวาย เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ

จิ้งหรีดที่นั่น อยู่ดี ๆ ก็พากันแขวนไมค์เลิกร้องเพลงเกือบหมด มันเกิดอะไรขึ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นจิ้งหรีดหนุ่มก็ต้องร้องเพลงจีบสาวสิ จิ้งหรีดที่ไม่มีดนตรีกาลแบบนี้ ในสันดานช่างเป็นจิ้งหรีดชอบกลนัก ทำไมนะทำไม 

บทความนั้นเล่าต่อยืดยาวถึงงานวิจัยที่พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้จิ้งหรีดบนเกาะหยุดร้องเพลง แต่ถ้าให้สรุปสั้น ๆ เลย สาเหตุนั้นก็คือแมลงวัน

แมลงวันสาวที่มีไข่ในท้องจะเกิดรสนิยมหลงใหลเสียงจิ้งหรีด และออกตามหาตัวนักร้องจนเจอ จากนั้นก็จะเข้าไปขอสัมผัสร่างกายแล้วฝากลูกเอาไว้ หนอนแมลงวันน้อย ๆ จะมุดเข้าไปเติบโตและกินเครื่องในจิ้งหรีดหนุ่ม เหมือนกินเอแคลร์จากข้างในออกมาข้างนอก จนกระทั่งร่างนักร้องเหลือแต่เพียงเปลือกแห้ง ๆ หนอนอ้วนจึงไชทะลุออกมาและเติบใหญ่เป็นแมลงวันปรสิตรุ่นต่อไป

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง
การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

หลังจากแมลงวันชนิดนี้ (Ormia ochracea) ขึ้นเกาะคาไวอิมาได้ 20 กว่าชั่วอายุจิ้งหรีด ยามราตรีของที่นั่นก็เหลือเพียงความเงียบสงัด

หรีดหริ่งเรไร เจ้าหายไปไหนกันหมด คุณซุค (Marlene Zuk) นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการรุกรานของแมลงวันปรสิต อาจจะทำให้จิ้งหรีดสูญพันธุ์ไปจากเกาะแล้ว

เธอให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของแคนาดารายการหนึ่งว่า “พวกเราขับรถวนไปวนมาอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเลยแม้แต่ตัวเดียว ตอนแรกก็คิดว่า เออ มันคงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองลงจากรถไปดูสักหน่อยละกันผลปรากฏว่า ตกใจแทบช็อกแน่ะค่ะ! ในความมืดบริเวณที่ไฟหน้ารถสาดแสงออกไปนั้น มีจิ้งหรีดเดินอยู่เต็มพื้นไปหมด!

“คุณต้องเข้าใจนะ ว่าสำหรับคนที่ศึกษาจิ้งหรีดมาเยอะ ๆ อย่างดิฉันเนี่ย การได้เห็นภาพจิ้งหรีดอยู่รวมกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก!”

หลังจากนั้น คุณซุคและคณะก็มุ่งมั่นศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อ จนค้นพบว่าประชากรจิ้งหรีดเกือบทั้งเกาะได้วิวัฒนาการกลายเป็นจิ้งหรีดใบ้ไปเสียแล้ว เมื่อส่องดูใต้กล้อง ซี่หวีที่อยู่บนปีกของพวกมัน ซึ่งปกติเอาไว้เสียดสีกันเพื่อให้เกิดเสียง บัดนี้ได้กลายเป็นปีกเรียบ ๆ ที่สีไม่ดังไปเรียบร้อย

ถามว่าถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว พวกมันยังหาคู่ได้สำเร็จจนไม่สูญพันธุ์ได้ยังไง นั่นเป็นคำถามที่ดีแต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้านี้ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดและสำรวจคือ ปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อมีภัยคุกคามบางอย่างคอยกดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ แสดงออกแล้วเสี่ยงอันตราย แสดงออกแล้วโดนกินไส้ นาน ๆ เข้า ธรรมชาติก็คัดเลือกให้เหลือแต่ความเงียบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ในจิ้งหรีด แต่ยังเกิดในหิ่งห้อย ‘เงียบแสง’

หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีระบบจีบกันด้วยภาษากะพริบแสงที่หลากหลายมาก บ้างรวมกลุ่มกันเยอะ ๆ เกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้แล้วกะพริบพร้อม ๆ กัน (แบบที่คนชอบไปลงเรือดูกันแถวอัมพวา) บ้างก็บินไปกะพริบไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหนือพงหญ้าหรือหนองน้ำ ในหิ่งห้อยประเภทนี้ ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีรหัสกะพริบจีบของตัวเอง และตัวเมียที่เป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีรหัสในการกะพริบตอบขึ้นมาจากพื้น เช่น สมมติตัวผู้บินกะพริบ ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… แปลได้ว่า “เฮ่ น้องสาว… เฮ่ น้องสาว…” 

พอตัวเมียของชนิดนี้มองขึ้นมาเห็นก็อาจจะกะพริบตอบกลับว่า ปุ๊บ ๆ ปั๊บ… “เฮ่ พี่ชาย… เฮ่ พี่ชาย” แล้วพอรหัสถูกต้องกันทั้งสองฝ่าย ตัวผู้ก็จะบินลงไปหาตัวเมียแล้วเจรจาระยะใกล้กันต่อ ซึ่งจะเสพสมบ่มิสมยังไงก็ต้องลุ้นกันอีกที

ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ของชนิดอื่นในท้องถิ่นเดียวกันก็อาจจะบินกะพริบเป็นรหัสอื่น เช่น ป้าด ปุบ ๆ… ป้าด ปุบ ๆ … แปลได้ว่า “แม่ยอดหญิงอยู่ไหน แม่ยอดหญิงอยู่ไหน” ซึ่งตัวเมียของชนิดแรกพอเห็นรหัสนี้อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่เกิดอารมณ์ แต่ตัวเมียของชนิดที่ตรงกันอาจจะรีบกะพริบตอบทันทีว่า ปุริ ๆ ปริ๊บ ๆ… “อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย” และโลกการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยก็ดำเนินมาอย่างผาสุก… เกือบจะผาสุก

ที่ประเทศอเมริกา มีหิ่งห้อยตัวเมียอยู่ชนิดหนึ่งชื่อโฟทูริส (Photuris sp.) นางรู้รหัสตอบรับการจีบของตัวผู้แทบทุกชนิดในละแวกที่นางอยู่ ตัวผู้น้องสาวมา นางก็พี่ชายกลับไป ตัวผู้แม่หญิงมา นางก็พ่อหนุ่มกลับไป ไม่ว่าตัวผู้ชนิดไหนบินผ่านมาจีบ นางก็ตอบสนองเรียกลงมาหาได้หมด เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของนาง แต่เป็นพฤติกรรมการหาอาหาร

จากมุมมองของหิ่งห้อยตัวผู้ หนุ่มที่คิดว่าคืนนี้ได้คู่แล้ว ค่อย ๆ ร่อนลงมาแลนดิ้งตรงจุดที่สาวกะพริบไฟตอบด้วยความปรีดา ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือตัวเมียร่างยักษ์ซึ่งใหญ่กว่ามันประมาณ 4 – 5 เท่า เขี้ยวยาวน้ำลายหยด ตากลมโตกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ง่ำ! นั่นคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่มันได้เห็น หิ่งห้อยหนุ่มอาจไม่ได้ตายในทันที แต่ในระหว่างที่ถูกเคี้ยว ไฟที่ตูดมันก็อาจกะพริบปริบ ๆ “ไม่น่าเลยตู… ไม่น่าเลยตู…”

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

เช่นเดียวกับในจิ้งหรีด ภัยคุกคามต่อการแสดงออกอย่างเสรีได้กดดันให้หิ่งห้อยจำนวนหนึ่งเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นหิ่งห้อยเงียบแสง พวกมันเลิกกะพริบไฟ บอกลาพระจันทร์ แล้วย้ายช่วงเวลาหาคู่ไปอยู่ตอนกลางวันแทน หิ่งห้อยกลางวันหรือหิ่งห้อยมืด (Dark Fireflies) มีให้พบได้ทั้งที่อเมริกาและอีกหลาย ๆ ประเทศ นักวิทย์สันนิษฐานว่า ปรากฏการณ์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นผลตอบสนองต่อการโดนหิ่งห้อยด้วยกันเองเล่นงาน ก็คงเป็นเพราะภัยคุกคามอื่น ๆ อันตามมาจากการกล้าแสดงตัวในความมืด

หิ่งห้อยกลางวันหลายชนิดทุกวันนี้ยังคงมีซากตะเกียงที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยส่องแสงสู้รัตติกาล

คอลัมน์นี้เริ่มต้นมาด้วยการเอาเมฆไปโยงกับนม

เพราะฉะนั้น ในตอนจบซีซั่นนี้ ขอกระผมลองเอาแสงหิ่งห้อยและเสียงจิ้งหรีดมาโยงกับความรู้สึกคนบ้างจะเป็นไรไป

ผมสังเกตตัวเองและหลายคนรอบตัว

ผมเห็นบางคนที่มีโลกภายในงดงามมหัศจรรย์ราวกับป่าเวทมนตร์ แต่มักกดตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยแสงหรือเปล่งเสียงออกมา เพราะกลัวเป็นตัวประหลาด กลัวถูกมองว่าอยากเด่น กลัวจะโดนริษยา ตัดสิน รังแก รังเกียจ

ผมเห็นใจบางดวงที่เจ็บแล้วจ๋อย บางดวงที่ช้ำแล้วหวาดระแวง

ผมเห็นกรอบ ระบบ และสังคม ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์

ผมเห็นเด็กที่เติบโตมาในยุคที่ผู้คนโดนไวรัสง้างให้ห่างจากกัน

ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของหลาย ๆ แห่ง ที่ความตายด้านติดต่อได้เหมือนไวรัสซอมบี้ ติดแล้วไม่ได้อยากกินสมอง แต่อยากใช้สมองให้น้อยที่สุด แล้วทำให้มันจบไปวัน ๆ จะแสดงออกทำไม ถ้าทำไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเห็นหิ่งห้อยที่เคยเปล่งแสงเต็มที่ แต่เมื่อไม่เคยเจอเพื่อนร่วมสปีชีส์กะพริบตอบกลับมาเลย แสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง มอดลง

กระนั้นก็ตามแต่ แม้โลกนี้จะมีปัจจัยมากมายคอยบีบกดให้เราเงียบเสียงและดับแสง แต่พลังชีวิตก็เป็นพลังประหลาดที่สุดท้ายหาช่องทางแสดงออกของมันได้เสมอ

หิ่งห้อยกลางวัน ทิ้งโลกวับ ๆ วิบ ๆ ของการกะพริบแสงยามค่ำคืน มาเริงรัญจวนกันทางกลิ่นแทน ระบบสื่อสารผ่านฟีโรโมนและหนวดที่เอาไว้รับกลิ่นของพวกมันพัฒนาดีมาก ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและปลอดภัย

จิ้งหรีดรอบ ๆ เกาะคาไวอิยิ่งมีวิวัฒนาการประหลาดล้ำหลายทิศทาง บางประชากรกลับมาส่งเสียงร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครางเบา ๆ ต่ำ ๆ เหมือนแมวคราง ซึ่งเอาไว้ใช้กระซิบบอกรักกันในระยะใกล้แบบไม่ให้แมลงวันรู้ จิ้งหรีดตัวเมียเองก็เปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพลงแนวนี้ แทนที่จะชอบเสียงแหกปีกแหลม ๆ ดัง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

ขณะเดียวกัน ถ้าไปดูในบางพื้นที่ ตัวเมียก็ยังคงชอบตัวผู้ที่เสียงดังอยู่ และกลายเป็นว่าประชากรจิ้งหรีดในยุคแมลงวันระบาด เหลือตัวผู้ใจกล้าไม่กี่ตัวที่ปักหลักเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว นอกนั้นเป็นตัวผู้ปีกใบ้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยรายล้อมให้กำลังใจเงียบ ๆ พร้อมทั้งคอยดักจีบสาว ๆ ที่ถูกดึงดูดมาด้วยเสียงของลูกพี่ซูเปอร์สตาร์กับบทเพลงกรีดปีกท้าทายปรสิต แม้เสี่ยงตาย แต่สุดท้ายลูกพี่ได้ใจสาวทั้งตำบล ต่อให้พบจุดจบด้วยการโดนหนอนไชพุงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

จะเห็นว่าการตอบสนองต่อภัยคุกคามการแสดงออกนั้นมีทุกรูปแบบ

มีกระทั่งหิ่งห้อยที่นอกจากส่องแสงแล้ว ยัง ‘ส่งเสียง’ สู้กับค้างคาวได้ด้วย!

นี่เป็นเรื่องที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เลย ว่าหิ่งห้อยหลายๆ ชนิดกระพือปีกให้เกิดคลื่นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวด์ซึ่งตรงกับที่หูค้างคาวได้ยินพอดี นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่าหิ่งห้อยใช้ความสามารถนี้ทำอะไรกันแน่ แต่ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ พวกมันสร้างสารพิษสะสมในตัว แล้วใช้เสียงประกาศก้องให้ค้างคาวรู้ชัดไปเลยว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “ฉันแดนเจอรุส!” แนวคิดเดียวกับที่สัตว์มีพิษยามกลางวันมักใช้ลวดลายสีสันฉูดฉาดบอกเตือนให้ผู้ล่าจดจำได้ ปรากฏการณ์นี้ในหิ่งห้อยอาจจะเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่ตัวอย่างการใช้เสียงสู้ค้างคาวในผีเสื้อกลางคืนนั้นได้รับการศึกษาและยืนยันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลตราซาวด์เพื่อประกาศความอันตราย หรือเพื่อแจมระบบโซนาร์ของค้างคาวก็ตามแต่

ในกรณีเหล่านี้ ภัยคุกคามอาจเป็นเครื่องท้าทายให้ชีวิตที่ไม่เคยส่งเสียงมาก่อน เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาได้เช่นกัน

ทว่า ในบางค่ำคืน

ผมก็พบตัวเองยืนมองแสงหิ่งห้อยและฟังเสียงจิ้งหรีด

และค้นพบใจที่ดำรงอยู่อย่างไม่ต้องดิ้นรนแสดงตน

ใจที่ดังโดยไม่ต้องส่งเสียง

ใจที่สว่างโดยไม่ต้องส่องแสง

เลยเสียงหรีดหริ่งเรไรและแสงหิ่งห้อยขึ้นไป

เหนือเมฆและดวงจันทร์สู่จักรวาลอันไกลโพ้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน

แสงดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ ด้วยแรงกดดันที่สมดุล

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load