24 กุมภาพันธ์ 2563
35 K

อีฟ โรเช่ (Yves Rocher) คือแบรนด์ความงามอันดับหนึ่งในฝรั่งเศส ก่อตั้งโดย อีฟ โรเช่ นักพฤกษศาสตร์ผู้หลงใหลในธรรมชาติ จากเมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

เป็นแบรนด์อายุ 60 ปี ที่สาวฝรั่งเศสทุกคนมีติดบ้าน

เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลของธรรมชาติมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ 

ธรรมชาติสวยงามเพราะมีความหลากหลาย ความงามก็เช่นกัน อีฟ โรเช่ ไม่ได้บอกให้เราต้องสวยงามตามอย่างผู้หญิงฝรั่งเศส แต่เป็นแบรนด์ที่อยากให้เรารู้สึกดีกับความสวยงามในแบบฉบับของเรา

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

นอกจากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะมาจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นยังผลิตและนำเข้าจากฝรั่งเศสเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันเพราะอยากให้ทุกคนเข้าถึง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ Véronique Gohmann Style and Communication Corporate Directon ของ อีฟ โรเช่ ถึงเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ความงามจากธรรมชาติที่ทุกคนรัก และหัวใจการทำธุรกิจรักษ์โลกแบบฝรั่งเศส

ไม่ใช่แค่แบรนด์ขายผลิตภัณฑ์ความงาม แต่อีฟ โรเช่ คือแบรนด์ของนักพฤกษศาสตร์ผู้บุกเบิกและรวบรวมพืชพันธุ์ท้องถิ่นและพันธุ์หายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ของเมือง ทั้งยังเสาะหาพันธุ์พืชโบราณอีกกว่า 250 ชนิดจากแหล่งปลูกพืชออร์แกนิกทั่วโลก 

คือเกษตรกรผู้ทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ขนาด 70 เฮกตาร์ในเมืองลา กาซิลี่ ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบเท่าสนามฟุตบอล 100 สนาม

คือผู้ผลิตที่ใช้แต่พลังงานหมุนเวียนธรรมชาติในโรงงาน ซึ่งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

คือผู้จัดจำหน่ายและส่งมอบสินค้า Made in France ไปสู่ผู้บริโภคใน 100 ประเทศทั่วโลก

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ อีฟ โรเช่ ทำเรื่องเหล่านี้มานานมาก ทั้งยังไปไกลกว่าการเป็นแบรนด์ออร์แกนิกหรือแบรนด์รักษ์โลกทั่วไป เช่น ขณะที่ทุกคนสนใจบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล อีฟ โรเช่ คิดและทำมากกว่าด้วยการคิดค้นเจลอาบน้ำสูตรเข้มข้น ลดปริมาณของที่ต้องใช้ทำบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดการใช้พลาสติกและลดน้ำหนักการขนส่ง น้ำที่เกิดจากการชะล้างทำความสะอาดก็ไม่เสีย เพราะเป็นสูตรที่ย่อยสลายในธรรมชาติ สร้างความรู้สึก ‘สวยโลกไม่เสีย’ ให้ผู้บริโภคอย่างเราภูมิใจที่มีส่วนช่วยโลกได้จริง

มาดูวิธีคิดเบื้องหลังของอีฟ โรเช่ และทำความรู้จักเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ไปพร้อมกัน

แล้วตามไปสมัครฝึกงานหนึ่งสัปดาห์กับอีฟ โรเช่  ที่หมู่บ้าน ลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์ เรียนรู้การดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ท้ายบทความ

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

1. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกดีกับความงามในแบบตัวเอง เหมือนดอกไม้และกิ่งก้านใบที่เบ่งบานเป็นธรรมชาติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน อีฟ โรเช่ คือชายหนุ่มผู้หลงใหลธรรมชาติ เขาเชื่อในความงามที่หลากหลาย อยากให้ผู้คนเข้าถึงความงามตามธรรมชาติ จึงคิดผลิตภัณฑ์เพื่อส่งต่อความเชื่อ และทำธุรกิจที่เติบโตโดยที่ทำให้ผู้คนและโลกสวยงามไปพร้อมกัน

2. จากโจทย์ที่อยากรักษาความอุดมสมบูรณ์และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนในบ้านเกิด

อีฟ โรเช่ เกิดและเติบโตที่เมืองลา กาซิลี่ แคว้นบริตทานี ประเทศฝรั่งเศส อีฟ โรเช่ ในวัยเด็กสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง จึงเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านทำให้สนิทกับคนในครอบครัว

ต่อมาสูญเสียพ่ออย่างกะทันหัน อีฟ โรเช่ ในวัย 14 ปีใช้เวลาเกือบ 2 ปีอยู่ในป่าเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สุขภาพ และความงดงามของชีวิต ความใกล้ชิดธรรมชาติในครั้งนั้นเยียวยาเขาจากความเศร้า และทำให้เขาค้นพบความหลงใหลใหม่ อีฟ โรเช่ ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแห่งนี้ และพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนที่ลา กาซิลี่ 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

3. อีฟ โรเช่ คิดค้นครีมตัวแรกจากห้องทดลองใต้หลังคา

หลังจาก อีฟ โรเช่ เปลี่ยนห้องใต้หลังคาของครอบครัวให้กลายเป็นห้องทดลองคิดค้นผลิตภัณฑ์จากพืชและธรรมชาติ เขาก็ค้นพบครีมบำรุงสูตรแรกที่มีส่วนผสมของ Celandine พืชที่พบในยารักษาโรคผิวหนังแผนโบราณ ซึ่งเดิมใช้ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนทดลองส่งไปขายให้เพื่อนบ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามจากธรรมชาติ จะเห็นว่า อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่ใช้พืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาตั้งแต่ยุค 60

4. จุดเปลี่ยนจากคาโมมายล์ ผลิตภัณฑ์จากพืชที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม

สินค้าที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ อีฟ โรเช่ คือครีมบำรุงจากดอกคาโมมายล์สูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1964 สร้างความฮือฮาด้วยสรรพคุณจากดอกไม้ที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

5. ทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก

สินค้าขายดีตลอดกาลของอีฟ โรเช่ คือ Riche Crème ครีมบำรุงและต่อต้านริ้วรอยที่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษา 10 ชนิด เปิดตัวครั้งแรกปี 1974 ซึ่งเป็นที่พูดถึงในหมู่สาวๆ มาทุกยุคทุกสมัย โดยทุก 5 วินาทีจะมีคนซื้อ Riche Crème 1 ขวดจากมุมใดมุมหนึ่งของโลก มียอดขายเฉลี่ยปีละ 8 ล้านขวด ขายดีเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนวันนี้นับเป็นเวลา 45 ปีแล้ว ปัจจุบันปรับสูตรใหม่มีสารสกัดน้ำมันจากพฤกษาพรรณ 30 ชนิดและน้ำมันสกัดจากกุหลาบ เพิ่มประสิทธิภาพและการดูดซึมสู่ผิว 

สินค้าขายดีอันดับสองตลอดกาล คือ Elixir Jeunesse Skin Care Range ที่มีสารสกัดจาก อะ โฟลย่า (Aphloia) จากมาดากัสการ์ เป็นพืชที่มีคุณสมบัติซ่อมแซมเปลือกของต้นไม้ตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งใบมีสารช่วยป้องกันความร้อน โดยอีฟ โรเช่ พัฒนาสูตรให้เหมาะกับทุกสภาพผิว ขณะที่ตลาดเอเชียในปีที่ผ่านมามีสินค้าขายดี คือน้ำส้มสายชูหมักผมสกัดจากธรรมชาติ หรือ Raspberry Vinegar 

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน
15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

6. อีฟ โรเช่ มีสินค้าตั้งแต่ราคาหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักพันบาท

หัวใจสำคัญของแบรนด์ คือของคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นความตั้งใจของแบรนด์และผู้ก่อตั้งที่อยากทำสินค้าสำหรับผู้หญิงทุกคนได้ใช้

7. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ที่มีสวนพฤกษศาสตร์เป็นของตัวเองมาตั้งแต่เมื่อ 45 ปีก่อน ซึ่งรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,000 สายพันธุ์

ในสวนพฤกษศาสตร์ของอีฟ โรเช่ ที่เมือง ลา กาซิลี่ ไม่เพียงรวบรวมอนุรักษ์พันธุ์พืชกว่า 1,500 สายพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วย สมุนไพร ดอกไม้ท้องถิ่น และพืชใกล้สูญพันธุ์จากพื้นที่อื่นๆ ในโลก ยังรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของแมลง ผึ้ง หนอน นก ผีเสื้อ และเป็นมากกว่าห้องทดลองแบบเปิดโล่ง ทำให้นักพฤกษศาสตร์และนักชีววิทยาของอีฟ โรเช่ ค้นพบกับแรงบันดาลใจไม่จำกัด โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากห้องทดลองนี้ต้องไม่รบกวนหรือมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด 

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

8. บุกเบิกการทำฟาร์มพืชสมุนไพรในลา กาซิลี่ แหล่งวัตุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์

หากเอ่ยชื่อพืชนานาพันธุ์ วัตถุดิบสำคัญในผลิตภัณฑ์อีฟ โรเช่ คนไทยอาจไม่คุ้นเพราะไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไป แต่เป็นพืชสมุนไพรใช้ในยาแพทย์แผนโบราณของฝั่งโลกตะวันตกที่มีมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งในอดีตดอกไม้ป่าเหล่านี้ถูกเข้าใจว่าเป็นวัชพืช 

ที่ลา กาซิลี่ นี่เองเป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพร 8 ชนิด อันเป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ของอีฟ โรเช่ ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ ดอกคาโมมายล์สายพันธุ์เยอรมัน (Chamomile Matricaria) และดอกคาโมมายล์สายพันธุ์โรมัน (Romaine) เป็นสมุนไพรที่ใช้มานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ เรื่อยมาจนกรีกและโรมัน นิยมมากในทวีปยุโรป สรรพคุณที่ดีต่อผิวช่วยประโลมผิวทำให้ผ่อนคลาย ช่วยทำความสะอาดลดการระคายเคืองผิว 

อาร์นิกา (Arnica) พืชสมุนไพรในตระกูลดอกทานตะวัน ลักษณะคล้ายดอกดาวเรืองขนาดเล็ก สรรพคุณแก้ฟกช้ำ แก้อักเสบ ลดผื่นผิวหนัง คาเลนดูล่า (Calendula) ดอกไม้สีส้มรู้จักในชื่อดาวเรืองฝรั่ง หรือดาวเรืองหม้อ สรรพคุณลดการอักเสบระคายเคือง รักษาผิวแพ้ง่าย และชะลออายุของผิว คอร์นฟลาเวอร์ (Cornflower) ในการแพทย์แผนโบราณ นิยมนำดอกไปผลิตน้ำดูแลผิวที่ระคายเคืองหรือแพ้ง่าย

แมลโล (Mallow) ดอกไม้ตระกูลชบา มีสีชมพูอมม่วง เมือกที่อยู่ในใบไม้และดอกไม้มีประโยชน์ต่อผิวหนัง เอดูลิส (Edulis) คุณสมบัติกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นของผิวระดับโมเลกุล และผักเกล็ดหิมะ (Ice Plant) ต้นกำเนิดจากพื้นที่ทะเลทรายซึ่งกักเก็บสารอาหารสำคัญในเม็ดใสตามลำต้น จึงเหมาะแก่การสกัดสารที่มีคุณสมบัติกักเก็บน้ำให้กับผิว

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส
เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

9. อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ Vegan 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เพียงใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสารเคมีใดๆ ยังเป็นแบรนด์ที่ประกาศเลิกการทดลองในสัตว์ก่อนใครมาตั้งแต่ปี 1989

อีฟ โรเช่ ตัดสินใจหยุดทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ทุกชนิด ก่อนจะมีประกาศห้ามจากองค์การกฎหมายยุโรป 15 ปี

10. ลา กาซิลี่ คือเมืองที่มีพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรออร์แกนิกขนาดเท่าสนามฟุตบอลเกือบ 100 สนาม

อีฟ โรเช่ ผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานออร์แกนิกจาก ECOCERT ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเข้มงวดและมีชื่อเสียงระดับสากลมาตั้งแต่ปี 1997 โดยวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ECOCERT นั้นต้องมีถิ่นกำเนิดมาจากธรรมชาติและต้องมาจากฟาร์มออร์แกนิกเท่านั้น 

ปัจจุบัน อีฟ โรเช่ มีพื้นที่ปลูกพืชออร์แกนิกในเมืองลา กาซิลี่ มากถึง 70 เฮกตาร์ หรือเท่ากับสนาม Camp Nou สนามของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา 99.5 สนาม (1 เฮกตาร์ มีขนาดเท่ากับพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร)

11. ไม่ใช่แค่กระบวนการผลิต แต่แผนธุรกิจของ อีฟ โรเช่ ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

หลังจากศึกษาหาความรู้จนกลายเป็นนักพฤกษศาสตร์ ก่อตั้งบริษัท สร้างโรงงาน จนเป็นแบรนด์ของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมาถึง 3 รุ่น ธุรกิจของอีฟ โรเช่ ทำให้เมืองเล็กๆ อย่าง ลา กาซิลี่ เกิดการจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และกลายเป็นหมุดหมายที่คนรักธรรมชาติอยากมาเยือน เพื่อมาสัมผัสความอุมดมสมบูรณ์

ลา กาซิลี่ มีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เพาะปลูกวัตถุดิบสำคัญขนาดสุดลูกหูลูกตา มีสวนพฤกษศาสตร์ที่รวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์พืชหายากกว่า 1,500 สายพันธุ์ มีโรงงานที่กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งตั้งอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรจากเมืองลา กาซิลี่ เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติในกระบวนการขนส่งวัตถุดิบ

และไม่ใช่แค่การผลิต แต่แผนธุรกิจของอีฟ โรเช่ก็เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยจะทำการค้ากับฟาร์มอินทรีย์ที่ตั้งใจปลูกพืชอย่างดีในราคาที่เป็นธรรม เพื่อประโยชน์กับชุมชน และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ เป็นสำคัญ ทั้งยังให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพสินค้า ตามมาตรฐานการผลิต ในราคาที่เข้าถึงได้

เมือง ลา กาซิลี่ (La Gacilly) เมืองเล็กๆ ในแคว้นบริตทานี (Brittany) ประเทศฝรั่งเศส

12. ถ่ายทอดแก่นของแบรนด์ผ่านประสบการณ์พักผ่อน

ฌาคส์ โรเช่ (Jacques Rocher) ทายาทรุ่นสองของอีฟ โรเช่ ต่อยอดธุรกิจของครอบครัวด้วยการสร้างประสบการณ์อยู่และเข้าใจธรรมชาติผ่านธุรกิจโรงแรมในเมืองลา กาซิลี่ ชื่อ Yves Rocher La Gree des Landes โรงแรมหรูระดับ 4 ดาว ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรฐานและการรับรองโรงแรมสีเขียวจากสหภาพยุโรป และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาใช้บริการมากกว่า 20,000 คนต่อปี

Yves Rocher La Gree des Landes เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส

13. คิดค้นสูตรเข้มข้นขึ้นเพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง

ไม่เพียงคิดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล แต่ยังท้าทายตัวเองด้วยการใช้พลาสติกให้น้อยลง ไม่แจกถุงพลาสติกในร้านตั้งแต่ปี 2006 ไม่ผลิตสิ่งพิมพ์ประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารการตลาดเกินความจำเป็น แต่ตั้งใจคิดค้นผลิตภัณฑ์สูตรที่ดีขึ้น เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ใช้น้อยลง สร้างผลกระทบน้อยลง 

เช่น เจลอาบน้ำและยาสระผม ‘I love my planet’ สูตรรักษ์โลก เพียง 1 หยดให้ฟองและประสิทธิภาพเท่ากับปริมาณการใช้อาบน้ำ-สระผมปกติ ในปริมาณที่ลดลง 4 เท่า นั่นคือในปริมาณขนาด 100 มิลลิลิตร มีประสิทธิภาพเท่ากับสูตรทั่วไป 400 มิลลิลิตร ลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ และยังช่วยประหยัดพลังงานจากการขนส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ และน้ำจากการชะล้างทำความสะอาดยังย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

14. อีฟ โรเช่ จะปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 ต้น ต่อทุกการซื้อ I love my planet 1 ขวด

อีฟ โรเช่ มีกองทุน Yves Rocher Foundation ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าผ่านโครงการ Plant for The Planet ปลูกต้นไม้ 100 ล้านต้น ใน 30 ประเทศ ซึ่งใกล้สำเร็จแล้วในไม่ช้า และตั้งใจจะปลูกเพิ่มอีก 100 ล้านต้นภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังมีโครงการ Terre De Femmes ซึ่งมอบรางวัลสนับสนุนผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วกว่า 400 คนใน 50 ประเทศ

15. นอกจากดูแลธรรมชาติ อีฟ โรเช่ยังใส่ใจดูแลผู้คน 

ที่อีฟ โรเช่ มีพนักงานขายที่เป็นผู้หญิง กว่า 10,000 คน ใน 4,000 สาขาทั่วโลก ซึ่งพวกเธอเข้าใจแนวคิดของอีฟ โรเช่ เข้าใจแง่งามของความหลากหลาย และรู้ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ยิ่งตอกย้ำภาพจำของแบรนด์ที่ใส่ใจธรรมชาติ ด้วยธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติ 

เหนือสิ่งอื่นใด อีฟ โรเช่เป็นแบรนด์ที่มีพลังต่อผู้หญิงมาก เพราะพวกเธอผูกพันและสัมผัสได้ถึงคุณภาพ ความเชี่ยวชาญ มีองค์ความรู้จากสถาบันวิจัยและพัฒนาที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

อีฟ โรเช่ มีนิยามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติที่ดีว่า เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ดีต่อผิวของเราและโลกของเรา

นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ อีฟ โรเช่ เป็นแบรนด์ความงามจากธรรมชาติอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส

เหมือนกับที่ธรรมชาติสวยงาม เพราะอุดมไปด้วยหลากหลาย

15 เรื่องราวของ Yves Rocher แบรนด์จากธรรมชาติอายุ 60 ปีที่สาวฝรั่งเศสทุกคนต้องมีติดบ้าน

The Botanical Beauty Valley

Yves Rocher และ The Cloud ชวนผู้สนใจและหลงใหลในธรรมชาติ 2 คน เดินทางไปฝึกงานกับ Yves Rocher ที่เมืองลา กาซิลี่ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 9 – 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นหัวใจของแบรนด์ Yves Rocher ไปเป็นชาวไร่ฟาร์มออร์แกนิก เข้า-ออกสวนพฤกษศาสตร์จดชื่อพันธุ์พืชหายาก เรียนรู้ความหลากหลายและการสร้างสมดุลธรรมชาติ ดูแลระบบนิเวศ ไปพร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจจากธุรกิจที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ชื่อแบรนด์: Moleskine
สัญชาติ:  อิตาเลียน
ปีที่ก่อตั้ง: 1997

สำหรับคนรักเครื่องเขียนที่คลิกเข้ามาอ่านบทความนี้เพราะชื่อ Moleskine คงไม่ต้องสาธยายว่าความรู้สึกดีๆ เวลาถือสมุดปกแข็งมุมมน มีสายรัดปกเหมาะเจาะ ว่าเป็นอย่างไร หรือหน้ากระดาษสีครีมเรียบลื่น กับช่องเก็บของที่ปกหลังสะดวกน่าใช้แค่ไหน สำหรับคนที่ (ยัง) ไม่รู้จักแบรนด์อิตาเลียนนี้ดีนัก เราขออธิบายว่าสมุดของ Moleskine คือความเท่ที่พกพาได้ จับต้องได้ ใช้งานได้ดีจนติดใจ และขยันออกคอลเลกชันปกใหม่ๆ ให้สาวกทั่วโลกตามไปลูบคลำและจับจ่ายที่ร้านหนังสือและร้านเครื่องเขียน

เราได้โอกาสต่อสายโทรศัพท์ไปอีกฟากหนึ่งของโลก เพื่อพูดคุยกับ Arrigo Berni ผู้บริหารแบรนด์เครื่องเขียนยักษ์ใหญ่ชาวอิตาเลียน วินาทีนี้ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่เรากังขา สิ่งที่เราสงสัยคือ Moleskine ทำอย่างไรจึงทำให้สมุดปกแข็งของแบรนด์เป็นเหมือน iPhone ที่เจิดจ้าในร้านขายโทรศัพท์ ท่ามกลางคู่แข่งหมวดเดียวกันที่อวดโฉมเรียงราย สมุดมุมมนตอบสนองตัวตนของผู้ใช้มากกว่าแค่ใช้จดบันทึก และยังยืนหยัดอย่างสง่างามในยุคที่ผู้คนหันไปตั้งสเตตัสหรือทวีตมากกว่าเขียนไดอารี่ และสเกตช์ภาพลงหน้าจอมากกว่าตวัดดินสอบนหน้ากระดาษ

ปลุกชีพกระดาษ

Paper is dead. ใครๆ เขาว่ากันแบบนั้น แต่ Moleskine ปฏิเสธความตายของสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่รุ่นพ่อ สมุดปกแข็งสีดำสุดป๊อปของแบรนด์กำเนิดจากสมุดยอดนิยมที่นักเขียนและศิลปินยุโรปและอเมริกันอย่าง Van Gogh, Picasso, Ernest Hemingway และ Bruce Chatwin ชอบใช้ โดยร้านที่เย็บสมุดแบบนี้คือร้านเครื่องเขียนเล็กๆ ในปารีส Chatwin ชอบสมุดสีดำขนาดพกพานี้มาก เขาเรียกมันว่า Moleskine และกว้านซื้อมันมาใช้เขียนงาน โชคไม่ดีที่สมุดสุดโปรดของเขาเลิกผลิตและหายสาบสูญไปจากท้องตลาดในช่วงปี 1980 จนกระทั่งในปี 1997 (พ.ศ. 2540) บริษัทเล็กๆ ในมิลานได้คืนชีพสมุดแบบนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และตั้งชื่อมันตามนามเดิมที่นักเขียนดังเคยเรียก — Moleskine

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

ตำนานสากล

“ไอเดียเบื้องหลังการผลิตสมุดนี้คือการสร้างสมุดให้คนที่ทำงานสร้างสรรค์ทั้งโลก ใช้เขียน สเกตช์งาน และเชื่อมต่อกับความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดเบื้องหลัง Moleskine ไม่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียน เราไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นแบรนด์อิตาเลียน แต่เป็นแบรนด์สากล”

Arrigo Berni อธิบายที่มาของการคืนชีวิตให้สมุดสุดคลาสสิก ตำนานเรื่องนักคิดนักเขียนชื่อกระฉ่อนชอบใช้สมุดแบบนี้ ผูกโยงภาพลักษณ์สมุดเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้เป็นอย่างดี โดยสมุดของ Moleskine มีคำอธิบายภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกำกับอยู่เสมอ แม้แบรนด์จะไม่ได้เกิดจากเมืองน้ำหอม ผู้บริหารใหญ่เฉลยเหตุผลง่ายๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอิตาเลียนบนสินค้าว่า

“เป้าหมายของเราคือคนทั่วโลกตั้งแต่แรก เราเลยเลือกใช้ภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ แล้วก็ภาษาฝรั่งเศส เพราะคนฝรั่งเศสจะไม่ซื้อของแบบนี้เลยถ้าไม่มีคำอธิบายเป็นภาษาฝรั่งเศส”

ดีไซน์ไร้กาลเวลา

แม้จะเกิดจากเมืองแห่งแฟชั่นอย่างมิลาน แต่ Moleskine ยึดหลักการออกแบบที่แตกต่างออกไป สินค้าของแบรนด์ล้วนหน้าตาเรียบง่าย Berni อธิบายว่าวัฒนธรรมการออกแบบของอิตาลีเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีในการพัฒนาดีไซเนอร์หรือโปรเจกต์ต่างๆ แต่สไตล์ผลิตภัณฑ์ไม่เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิด ฟังแนวคิดแล้วเรารู้สึกว่าดีไซน์ของ Moleskine สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบแถบประเทศแถบสแกนดิเนเวียเสียมากกว่าด้วยซ้ำ

“แฟชั่นกับดีไซน์แตกต่างกัน แฟชั่นดีไซเนอร์ออกแบบเพื่อฤดูกาลถัดไป ต้องมีของใหม่ๆ ที่สวยดึงดูดผู้ใช้ แต่ดีไซเนอร์อื่นๆ มีเป้าหมายว่าจะสร้าง shape และ form ที่จะคงอยู่ตลอดไป ตัวอย่างเช่นการออกแบบรถ ลองคิดถึงรถ Porsche 911 สิครับ นั่นคือการออกแบบคลาสสิกที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน นี่เป็นเป้าหมายที่ดีไซเนอร์โดยทั่วไปอยากทำให้ได้ แต่ธรรมชาติของแฟชั่นสั้นกว่านั้นมาก

“Moleskine เป็นแบรนด์สินค้าพรีเมียม เราพยายามสร้างคุณภาพทั้งด้านวัตถุดิบและด้านสุนทรียะ ดีไซน์แบบสะอาดสะอ้าน เน้นฟอร์มสำคัญ ดูคลาสสิกมากกว่าตามแฟชั่น เป็นของใช้ที่ทนทานและน่าใช้”

อย่าเพิ่งคิดว่า Moleskine จะดูเรียบร้อยตามกรอบไปซะหมด CEO เล่าต่อว่าหลายปีมานี้ Moleskine พยายามดึงดูดกลุ่มผู้ใช้เพศหญิงให้มากขึ้น จากสมุดปกดำเรียบๆ ก็ทำสมุดที่มีสีสันลูกเล่นมากขึ้น และแตกไลน์สินค้าที่มีสีสันดึงดูดใจผู้หญิง ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมปากกา เคสโทรศัพท์ และกระเป๋าสตางค์ของแบรนด์นี้ถึงดูน่ารัก เป็นมิตร และยั่วยวนใจเรามาตลอด

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

Talent, Exploration, Authenticity

แม้จะเป็นองค์กรระดับโลก แต่หัวใจของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรขนาดเล็กอบอุ่นและมีประสิทธิภาพ มาจากคำสำคัญ 3 คำที่นิยามตัวตนของ Moleskine

“talent (ความสามารถ), exploration (การค้นหา), authenticity (ความจริงแท้) talent หมายความว่าเราชื่นชมความสามารถ ทุกคนไม่ต้องดีที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่เราเชื่อในความสามารถของทุกคนที่แตกต่างกัน exploration เพราะการทำงานสร้างสรรค์ต้องค้นหาและอาศัยความอยากรู้อยากเห็น ต้องพยายามเก็บเกี่ยว พัฒนาโปรเจกต์ มองหาโอกาสใหม่ๆ และทดลอง สุดท้ายคือ authencity เราไม่เสแสร้งเป็นอื่น เป็นตัวเอง เลือกทำงานกับคนที่ตื่นเต้นในสิ่งที่เรากำลังพูด”

เช่นเดียวกับการเลือกร่วมโปรเจคต์หรือร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ขณะที่ Moleskine ค้นหาความสร้างสรรค์ อีกฝ่ายต้องมีความน่าสนใจที่แตกต่างออกไปจึงจับมือสร้างสิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน

 

ชมรมนัก ‘จด’ จำ

กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ เช่น นักเขียน ศิลปิน สถาปนิก ดีไซเนอร์ เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Moleskine ที่มีจำนวนราว 10 ล้านคนทั่วโลก แม้ต้นฉบับนี้จะเขียนในคอมพิวเตอร์ ผู้อ่านส่วนใหญ่กำลังอ่านข้อความนี้บนมือถือ และประชากรโลกใช้ชีวิตในโลกดิจิตัลมากขึ้นทุกที แต่การจดบันทึกหรือสเกตช์ภาพลงกระดาษยังให้ความรู้สึกพิเศษที่หน้าจอมอบให้ไม่ได้

“จากการสำรวจผู้ใช้ของเรา โลกแอนะล็อกกับโลกดิจิทัลมีความสัมพันธ์กัน อาจจะน่าประหลาดใจนะครับ แม้กลุ่มผู้ใช้ของเราใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังเห็นคุณค่าของ Moleskine พวกเขาทำงานด้านสร้างสรรค์ จำเป็นต้องใช้ความคิดและสื่อสาร และมีการศึกษาสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรโดยเฉลี่ย พวกเขาจะเลือกใช้เครื่องมือตามเป้าหมายการใช้งาน ใช้เทคโนโลยีเพื่อแชร์สิ่งต่างๆ ที่การเขียนด้วยมือทำไม่ได้ แต่ในอีกแง่ การเขียนหนังสือด้วยมือมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความแม่นยำ และส่งผลต่อการสร้างตัวตนบุคคล

“ตัวอย่างเช่น นักข่าวคนหนึ่งที่ลอนดอนสัมภาษณ์ผมด้วยไอแพด เขาขอโทษที่ใช้ไอแพดแทนสมุด ผมบอกว่าไม่เป็นไร คุณต้องใช้มันทำงานนี่ แล้วเราก็คุยกันเรื่อง Moleskine เป็นแบรนด์ที่สื่อถึงตัวตนสำหรับคนบางกลุ่ม แล้วเขาก็หยุดสัมภาษณ์ เปิดกระเป๋า ควักสมุด Moleskine ขึ้นมาแล้วบอกผมว่าเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนี้ถึงใช้ไอแพดในการสัมภาษณ์ เขากำลังเขียนหนังสือของตัวเอง และเขาเขียนมันลงในสมุดของ Moleskine

“ตอนเขากำลังทำงานสัมภาษณ์ เขาต้องใช้เครื่องมือที่ตอบสนองรวดเร็ว แต่หนังสือเป็นเรื่องส่วนตัวกว่ามาก กระดาษทำให้คุณคิดมากขึ้น จดจ่อมากกว่าพิมพ์บนคีย์บอร์ดหรือพิมพ์ลงหน้าจอ มีการวิจัยแล้วว่าคนทั่วโลกที่มีการศึกษาสูงหรือทำงานสร้างสรรค์ยังใช้กระดาษเขียนหนังสือและจดโน้ต และยังใช้มากขึ้นเรื่อยๆ 3 – 4% ทุกปี ตลาดของเราโตเร็วกว่านั้นมาก เพราะความน่าสนใจของแบรนด์อยู่ที่มันสื่อสารกับคุณ”

ประชาชนคนรัก Moleskine มีมากมายและชุมนุมกันในโลกออนไลน์ ไอเดียการสร้างสมุด Moleskine City Notebooks สมุดที่ใส่เอกลักษณ์เมืองหลวงต่างๆ ของโลกสำหรับการใช้งานในเมืองนั้นโดยเฉพาะก็มาจากชุมชนที่ว่า Berni ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เป็นผู้สร้างพลังเข้มแข็งของชุมชนคนรักสมุด กระแสความรักนี้เกิดขึ้นเองต่างหาก

“เราสร้าง community ไม่ได้ ผมเชื่อว่ายิ่งพยายามสร้าง ก็ยิ่งไม่ประสบความสำเร็จ คอมมิวนิตี้สร้างตัวเองขึ้นมา เป็นผลลัพธ์ของกลุ่มคนที่ตอบสนองต่อสิ่งที่พวกเขาหลงใหล สิ่งเหล่านี้เราสร้างหรือบังคับไม่ได้นะครับ สิ่งที่แบรนด์ควรทำและทำได้คือมีประสิทธิภาพ ทุ่มเทให้ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ การสื่อสาร การค้นหา และความจริงใจต่อสิ่งที่หลงใหล สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดคนสนใจหรือหลงใหลเรื่องเดียวกันเข้ามาเอง ถ้าคุณต้องพยายามสร้าง แสดงว่าคุณมีเป้าหมายอื่นนอกจากการเป็นตัวของตัวเอง”
คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์

ความวินเทจอาจน่าถวิลหา แต่ Moleskine ไม่ยึดติดกับโลกใบเก่า บริษัทเครื่องเขียนปรับตัวสู่ยุคเทคโนโลยีในฐานะสะพานที่เชื่อมต่อโลกแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าด้วยกัน แบรนด์อิตาเลียนเริ่มต้นสร้างสินค้าเทคโนโลยีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และแตกไลน์สินค้าออกมามากมาย Moleskine จับมือกับพาร์ตเนอร์ฝั่งเทคโนโลยีออกสินค้าสมุดหลายตัวที่ใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชันมือถือ แค่จดหรือสเกตช์บนกระดาษ ข้อมูลคุณภาพคมชัดจะถ่ายโอนไปอยู่ในแอพ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมและแชร์ต่อไป ทั้งยังมีแอพพลิเคชันปฏิทิน Timepage สำหรับการจัดการนัดหมายใน App Store ผู้บริหารบริษัทระดับโลกมองว่าการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยคือโอกาสพัฒนาและขยายประเภทสินค้า เขายืนยันชัดเจนว่า Moleskine จะเติบโตด้านเทคโนโลยีมากขึ้นในอนาคต

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

เป็นมากกว่าบริษัทเครื่องเขียน

จากสมุดเรียบๆ ดูธรรมดา วันนี้ Moleskine ไม่ได้หยุดอยู่ที่การผลิตเครื่องเขียน Moleskine cafe ที่มิลานและสนามบินเจนีวาเสิร์ฟดีไซน์อบอุ่นน่ามองควบคู่กับกาแฟ มอบพื้นที่ที่เหมาะกับการอ่านและการสร้างสรรค์ให้ผู้ใช้ แบรนด์อิตาเลียนนี้ยังโดดเด่นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งการใช้กระดาษไร้กรดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนมูลนิธิ Lettera27 ที่ทำงานด้านมอบความรู้ด้านการอ่านเขียนให้กับเด็กในพื้นที่ขาดแคลนทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา สนับสนุนศิลปินรุ่นเยาว์ตามโรงเรียนต่างๆ และยื่นมือช่วยเหลือองค์กรเพื่อสังคมอีกหลายประเภท

ฟังดูไม่น่าแปลกใจว่าบริษัทใหญ่ทำสิ่งต่างๆ มากมาย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเล็กๆ ในมิลาน Moleskine มาไกลจากการชุบชีวิตสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมารองรับความคิดสร้างสรรค์และลายมือของคนทั้งโลก การสร้างสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากขอบเขตของใช้ทำงาน ทำให้ Moleskine มีตัวตนชัดเจนและน่าจดจำในฐานะวัฒนธรรมสร้างสรรค์มากกว่าบริษัทสินค้าเครื่องเขียน

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

Facebook | Moleskine

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load