The Cloud นำเสนอเรื่องราวตึกเก่าทั่วประเทศเดือนละหลายครั้ง เราเล่าเสมอว่าอาคารที่เราไปเจอหน้าตาอย่างไร เคยเป็นอะไรมาก่อน และตอนนี้ได้รับการปรับปรุงจนสวยแค่ไหน

อาคารหลายแห่งที่คุณอาจเคยผ่านตาบนเว็บไซต์ก้อนเมฆ อย่าง Neilson Hays Library บ้านปลายเนิน และบ้านปลุกปรีดี เป็นฝีมือการซ่อมแซมของ ดร.โก้ – ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ที่เชี่ยวชาญการสืบค้นประวัติศาสตร์ พอๆ กับการฟื้นฟูสถาปัตยกรรมโบราณ แถมเธอยังเป็นหนึ่งในผู้ให้คำปรึกษาด้านอาคารเก่าให้นักเขียนของเราสม่ำเสมอ

ครั้งนี้เราไม่ขอเล่าแค่เรื่องตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ แต่พาไปทำความรู้จักงานของสถาปนิกอนุรักษ์ อาชีพนี้น้อยคนเลือกเป็น และมักจะเป็นผู้ชายเสียด้วย ดร.โก้เป็นสถาปนิกหญิงหนึ่งในไม่กี่คนที่เลือกเส้นทางนี้จริงจัง ความถนัดของเธอคือการซ่อมแซมบ้านตากอากาศหรือคฤหาสน์เก่า ซึ่งกินเวลานานชนิดที่ว่าไม่เคยจบภายในปีเดียว ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลา 2 – 4 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงยุครัชกาลที่ 8

เมื่อพบเธอในตึกแถวเก่าอายุราว 70 ปีที่ปรับปรุงให้กลายเป็นออฟฟิศและแหล่งเก็บข้อมูล เธอเปิดเผยกระบวนการทำงานอย่างถึงแก่น โดยเฉพาะแนวคิดการอนุรักษ์ที่ไม่ได้เน้นซ่อมให้สวยเหมือนวันแรกสร้าง แต่เก็บความทรงจำถึงบรรพบุรุษ หรือประวัติศาสตร์ในครอบครัวไว้ในสถาปัตยกรรม

ลูกไม้หล่นใต้ต้น

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

พ่อและแม่ของ ดร.โก้ เป็นสถาปนิก คุณพ่อ วิวัฒน์ เหมะศิลปิน ออกแบบตั้งแต่บ้าน ธนาคาร โรงแรม ไปจนถึงสถานีขนส่งหมอชิต ส่วนแม่ของเธอคือ รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน นายกสภาสถาปนิกหญิงคนเดียวของเมืองไทย และหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เด็กหญิงโก้จึงเติบโตมากับการต่อไม้โมเดลแทนเลโก้ มีของเล่นเป็นเศษไม้หน้าสาม และมีการออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เพราะเกิดในครอบครัวไทยแท้ที่คนหลายรุ่นอยู่อาศัยในบ้านเก่าอาณาบริเวณเดียวกัน ดร.โก้ จึงชอบสภาวะบ้านเก่าที่เย็นสบายจับต้องได้ บรรยากาศอบอุ่น และชอบเก็บสะสมของเก่าแต่เด็ก เส้นทางชีวิตของเธอจึงมุ่งสู่การเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์เป็นพิเศษ 

“เราชอบของที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์ รู้สึกว่ามันมีที่มาที่ไป พอโตขึ้นก็เลยคิดว่าจะเรียนต่อด้านอนุรักษ์ แต่ว่าการเรียนอนุรักษ์ก็มีหลากหลายค่ะ ไปทางด้านการซ่อมโดยเฉพาะ ทำงานออกแบบใหม่แต่อ้างอิงกับของเก่า หรือ Heritage Managment คือไปดูแลทรัพยากรมรดกของชาติหรือมรดกใครก็ตาม” 

อาจารย์พิเศษวิชาอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขยายความว่า การอนุรักษ์มี 3 แบบหลักๆ ขั้นแรกคือเก่าล้วน สองคือเก่าปนใหม่ สามคือใหม่ไปเลยแต่เล่าแบบของเก่า 

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

“ทุกอย่างคือการอนุรักษ์ ตึกที่อนุรักษ์แบบแรกคือมีคุณค่าระดับชาติ มีรูปแบบที่หาไม่ได้แล้ว มีประวัติศาสตร์สำคัญ จึงต้องเก็บแบบแท้ที่สุดเพื่อกลับไปยุคนั้น ถ้าเป็นเก่าปนใหม่ คืออาคารมีประวัติศาสตร์บางอย่างที่ควรต้องเก็บไว้ และแบบสุดท้าย ต่อให้เป็นตึกสร้างใหม่ แต่เป็นการตีความของเก่ากลับมาที่เดิม ด้วยความจำเป็นว่าไม่มีอยู่แล้ว ก็ยังถือว่าเป็นงานอนุรักษ์ 

“แบบสุดท้ายนี่ไม่ค่อยมีในเมืองไทย หลายประเทศมีไกด์ไลน์การออกแบบอาคารใหม่ในย่านประวัติศาสตร์ บังคับให้กลมกลืนกับอาคารเดิม ขณะที่เมืองไทยยังขาด ทำให้การออกแบบอาคารเลียนแบบของเก่ามักไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์และสภาพพื้นที่โดยรอบ” 

ดร.โก้ อธิบายพื้นฐานของงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ซึ่งงานของเธอคาบเกี่ยวกับทุกประเภทที่กล่าวมา 

หัวหินเป็นถิ่นบ้านเก่า 

ความถนัดของ ดร.โก้ คือบ้านตากอากาศ เหตุผลคือนอกจากอยู่บ้านเก่าในกรุงเทพฯ ทุกปิดเทอม อดีตเด็กหญิงโก้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านพักตากอากาศในหัวหินปีละ 3 เดือน การไปหัวหินคือความทรงจำแสนสุข เมื่อเรียนปริญญาโท เธอเลยเลือกทำวิจัยเรื่อง ‘การศึกษาเพื่อเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์บ้านพักตากอากาศ’ เป็นงานที่ได้ใกล้ชิดทะเลทุกวัน เพราะต้องเดินชายหาดหัวหินวันละ 2 กิโลเมตร เพื่อทำแผนที่สำรวจบ้านพักตากอากาศโบราณทุกหลังที่หลงเหลืออยู่ในอำเภอหัวหิน โดยบันทึกรูปแบบบ้านเก่า วัสดุ และเทคนิคการสร้างทั้งหมด รวมถึงสืบหาเจ้าของบ้านเดิมแต่ละหลัง

“บ้านพักตากอากาศหัวหินเป็นบ้านไม้ยุครัชกาลที่หก ซึ่งปรับให้เหมาะกับสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศมากขึ้น การตากอากาศหรือเปลี่ยนอากาศได้อิทธิพลมาจากวัฒนธรรมฝรั่ง ผู้ดีอังกฤษนิยมไปตากอากาศริมทะเลที่เมือง Brighton ประกอบกับการตัดรถไฟเข้ามาหัวหิน รูปแบบบ้านก็มาจากบังกะโลชาวอังกฤษที่มาอยู่อินเดีย คือบ้านแบบอังกฤษที่เพิ่มระเบียงให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น คำว่าบังกะโลก็มาจากชื่อเมืองบังกาลอร์ในอินเดีย มีตั้งแต่ในอินเดีย มาจนถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ เมืองไทยก็รับมาด้วย” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญบ้านตากอากาศบรรยายประวัติศาสตร์การพักผ่อนริมทะเลของชาวสยาม

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

“สุดท้ายเราก็รู้ว่าหัวหินมีบ้านเก่าทั้งหมดแค่ร้อยยี่สิบหลัง ต้องรู้จักแผนที่เก่าและภาพถ่ายโบราณ ซึ่งสมัยนั้นแผนที่ไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น โชคดีที่บ้านหัวหินอยู่เรียงกันหมด เราก็เลยเดินเลียบชายหาดไปถ่ายรูปหน้าบ้านทั้งหมดเพื่อทำแผนที่ใหม่ใน พ.ศ. 2540 

“ตอนนั้นเหลือบ้านเก่าอยู่ราวห้าสิบหลัง แบ่งเป็นหลายยุค หลักๆ แบ่งเป็นยุคก่อนและหลังสงครามโลก การเปลี่ยนแปลงเกิดจากความเจริญของทางรถไฟ ต่อด้วยถนนเพชรเกษม ตอนหลังเป็นเครื่องบิน จากที่ไปยากมาก ไปอยู่ทีครั้งละสองเดือน กลายเป็นสองถึงสามวัน และยุคหนึ่งก็วันเดียวกลับ สมัยแรกทุกบ้านมีแพตเทิร์นการใช้ชีวิตแทบเหมือนกันเป๊ะ ตอนเช้าคุณยายไปตลาด เด็กๆ ลงทะเล หาหอยเสียบ ผู้ใหญ่ไปตรงรางรถไฟ พอตอนกลางคืนก็ไปเล่นกอล์ฟ การวิจัยทำให้เรารู้จักเจ้าของบ้านเยอะมาก ซึ่งอาจเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงกันมา 

“ข้อดีของการทำวิจัยนี้คือเป็นการเก็บข้อมูลที่หาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน เพราะว่าหัวหินผ่านการพัฒนามาเยอะ บ้านตากอากาศแนวบังกะโลในเมืองไทยได้รับความนิยมตั้งแต่ราว พ.ศ. 2454 – 2503 จากนั้นอิทธิพลสถาปัตยกรรมอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนที่”

ดร.โก้ เล่าต่อว่า การตัดถนนทั่วเมืองตากอากาศส่งผลให้สถาปัตยกรรมเปลี่ยนไปโดยปริยาย จากบ้านใหญ่ที่อยู่กันหลายคน ก็กลายเป็นเรือนแถว อยู่กันแบบครอบครัวเล็ก มีคนเริ่มไปซื้อที่ทำบ้านพักพนักงาน ทั้งพัทยา ศรีราชา คนไปพักผ่อนแบบไม่รู้จักกัน ดังนั้นห้องต้องแยกกัน หนึ่งห้องต้องมีหนึ่งระเบียงและหนึ่งห้องน้ำ สถาปัตยกรรมต้องเปลี่ยนให้คนอยู่ได้เยอะๆ โดยไม่รบกวนกัน บ้านแบบเดิมสำหรับครอบครัวใหญ่ก็ไม่ได้ใช้งาน 

“แผนพัฒนาเศรษฐกิจหลัง พ.ศ. 2503 กระจายไปทั่วประเทศ ทำให้เกิดการลงทุนและสร้างตึกสูงมากมาย พอมีถนน มีเครื่องบินแล้ว คนก็ไปเที่ยวได้เลย ไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านหลังใหญ่ครั้งละนานๆ แล้ว ยุคที่หนักสุดคือ พ.ศ. 2535 บ้านหัวหินโดนรื้อเกือบทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนเป็นคอนโดฯ แต่พอ พ.ศ. 2540 ฟองสบู่แตก คอนโดฯ เริ่มไม่เวิร์กแล้ว 

“ตอนหลังพอมีกฎหมายว่าห้ามสร้างตึกในช่วงห้าสิบเมตรริมทะเล ส่วนระยะร้อยห้าสิบเมตรสร้างได้เตี้ยหน่อย เป็นการควบคุมว่าถ้าคุณรื้อบ้านเก่า คุณจะสร้างอะไรไม่ได้เลย บ้านเก่าเลยกลายเป็นสินทรัพย์ที่คนเริ่มเห็นว่าต่อให้ไม่ชอบ ก็ต้องเก็บเอาไว้ งั้นต้องเก็บยังไงให้ไม่ปลอม เก็บยังไงให้ยั่งยืน”

จากบ้านเทศ สู่บ้านไทย

หลังศึกษาบ้านตากอากาศไทยจนทะลุปรุโปร่ง สถาปนิกสาวรู้แน่ชัดว่ารากของเมืองหัวหินคือเมืองตากอากาศแบบตะวันตก เธอเลยเลือกไปศึกษาบ้านเก่าระดับปริญญาเอกที่ฮาวาย สวรรค์ริมทะเลนี้กลายเป็นเมืองตากอากาศช่วงไล่เลี่ยกับหัวหิน และได้รับอิทธิพลจากอังกฤษมาเต็มๆ สถาปัตยกรรมจึงมีส่วนใกล้เคียงเมืองไทย ทั้งยังมีสภาพสมบูรณ์มาก 

“อยู่กับบ้านเก่าได้ทุกวันโดยไม่เบื่อ รู้สึกว่าเรียนสบายมาก เพราะว่าทะเลกับโรงเรียนอยู่ใกล้กันมากค่ะ อยู่ในชุดว่ายน้ำ ทรายยังเปียกเต็มตัวก็ขึ้นมาเรียนหนังสือได้ (หัวเราะ) ฮาวายมีศูนย์รวมฐานข้อมูลของเมืองไทยและเอเชียเยอะมาก คนไทยสมัยก่อนหลายคนก็นิยมไปเรียนที่ฮาวาย มีบ้านและวัฒนธรรมยุคเปิ๊ดสะก๊าด ยุคปริศนา แต่พัฒนามาเป็นเมืองรีสอร์ตที่ยังคงคาแรกเตอร์เดิม”

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

ดร.โก้ วิเคราะห์โครงสร้างบ้านตากอากาศ โดยแยกส่วนโครงสร้างหลักกับเปลือกห่อหุ้มออกจากกัน เพื่อไปสู่ทฤษฎีการออกแบบวิธีซ่อมและสร้างบ้านเก่า แม้ปรับเปลี่ยนบางอย่างตามยุคสมัยและปัจจัยแวดล้อม แต่แกนหลักหัวใจของบ้านยังคงเดิม 

“เราเรียนวิธีการเก็บรักษาบ้าน บ้านหัวหินทั้งห้าสิบหลังคงอยู่แบบเดิมไม่ไหวหรอก คงต้องมีสร้างใหม่ ทีนี้ถ้าสร้างใหม่ให้คงคาแรกเตอร์เดิม ไม่ใช่แค่ตัวเปลือกทำยังไง ก็ต้องเข้าใจ Basic Form ของบ้านที่เหมือนกันหมดเลย คือใต้ถุนโล่งมีระเบียง หลังคาทรงปั้นหยา บ้านโปร่งลมเข้าได้ทุกทาง”

  ความรู้เฉพาะทางทำให้เธอได้ซ่อมบ้านตากอากาศหลายหลัง ซึ่งมักเกี่ยวพันกับพระราชโอรสชั้นพระองค์เจ้าในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย
สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

แถบหัวหินชะอำ ดร.โก้ ได้ซ่อมทั้งบ้านน้อยของโขมพัสตร์ ซึ่งเป็นตำหนักตากอากาศของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ บ้านบาหยันของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ บ้านปลุกปรีดีของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ส่วนในกรุงเทพฯ ก็ได้ช่วยซ่อมบ้านปลายเนิน สถานตากอากาศของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การตากอากาศของเจ้านายยุคนั้น

“ยุคแรกบ้านตากอากาศมีแต่ของเจ้านายกับคหบดีทั้งนั้น การได้เรียนรู้ทำให้ได้เห็นวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมกับการใช้ชีวิต อย่างบ้านปลุกปรีดี ซึ่งเคยเป็นบ้านตากอากาศที่ชะอำแล้วย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เราเก็บมุมมองเข้า เก็บมุมออก เก็บคุณภาพลมให้พัดผ่านได้ทั้งหลัง คุณภาพแสงแบบบ้านริมทะเล เก็บแกนสำคัญอย่างบันไดข้างหน้าสำหรับรับแขก บันไดข้างหลังสำหรับเด็ก และระเบียงรอบบ้านไว้ พอเข้าใจก้อนนี้แล้วจะต่อเติมก็ไม่ยาก”

นอกจากบ้านตากอากาศ สถาปนิกอนุรักษ์ยังรับดูแลอาคารอื่นๆ เช่น วังวาริชเวสม์ ที่ประทับของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บ้านคหบดีต่างๆ ห้องสมุด รวมไปถึงโบสถ์ และเธอยังออกแบบบ้านใหม่ที่มีกลิ่นอายโบราณด้วย 

สถาปนิกนักซ่อม

ทุกวันนี้สัดส่วนสถาปนิกอนุรักษ์มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนสถาปนิกประเภทอื่น เหตุผลหลักคือความยากของเนื้องาน โจทย์การซ่อมอาคารแต่ละหลังล้วนมีปัจจัยยิบย่อย ขอบเขตไม่ชัดเจนเหมือนการออกแบบใหม่ เนื้องานไม่ได้มีแค่ตัวตึก ดีกรีความยากขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้องกับตึก ซึ่งอาจมีความเห็นสารพัดอย่างไม่ตรงกันเลย ทั้งวิศวกร สถาปนิก เจ้าของ คนลงทุน ผู้มาใช้ทีหลัง ช่างก็มีทั้งช่างใหม่และช่างซ่อม บางคนก็เลือกรื้อทิ้ง ก่อใหม่ไปเลย ทุกการตัดสินใจของสถาปนิกอนุรักษ์จึงต้องประสานงานกับทุกคน 

“จริงๆ การอนุรักษ์เป็นความสามารถติดตัวสถาปนิกอยู่แล้ว เรียนสถาปัตย์มาทุกคนชอบของเก่าทั้งนั้น และการอนุรักษ์ก็อยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ตึกแถวถึงร้านกาแฟ แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะระดับชาติมีไม่มาก ยุคแรกมีบริษัทของคุณกฤชทิพย์ ศิริรัตนธำรงค์ ซึ่งเคยอยู่ชิคาโกมาก่อน แล้วกลับเมืองไทยมาตั้งบริษัทซ่อมพระราชวังเดิม วังพญาไท หลังจากนั้นมีคุณวทัญญู เทพหัตถี ที่เน้นงานซ่อมอนุรักษ์ นอกจากนี้กรมศิลป์ก็มีบุคลากรของตัวเอง คนเหล่านี้เน้นอนุรักษ์อาคารที่มีคุณค่าระดับชาติ ส่วนใหญ่ฟื้นฟูเพื่อทำเป็นมิวเซียม มักเปลี่ยนฟังก์ชันอาคารราชการหรืออาคารสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

“แต่งานที่เราทำส่วนใหญ่ต่างออกไป เราเน้นบ้านส่วนตัวที่อยู่กันมาสี่ถึงห้ารุ่น ได้งานมาเพราะเป็นลูก เป็นหลาน เป็นคนรู้จักจากหลายทาง ซึ่งเจ้าของบ้านไม่ต้องการเก็บบ้านให้เนี้ยบเก่าแท้ แต่ต้องเก็บคุณค่าทางจิตใจ เก็บความทรงจำแต่ละยุคไว้รวมกัน ในการชั่งน้ำหนักก็ต้องยอมให้มีของใหม่ที่เขาคุ้นมากกว่า อย่างเก็บเสาเรือนที่มีรอยของยุคสองเรือนหอที่ต่อใหม่ทีหลัง หรือสีผนังที่คนทั้งบ้านจำได้”

หลักการทำงานซ่อมบ้านเก่าของ ดร.โก้ คือการคุยกับเจ้าของบ้านให้เข้าใจกันถ่องแท้ก่อน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนที่เธอรู้จักไม่ต่ำกว่า 30 ปี เช่น เพื่อนสมัยอนุบาล คุณยาย เครือญาติ ซึ่งแต่ละฝ่ายแนะนำกันปากต่อปากไปเรื่อยๆ สถาปนิกหญิงบอกว่าเธอโชคดีที่ได้เลือกงานที่ดี และลูกค้าส่วนใหญ่ก็เชื่อใจเธอเพราะต่างฝ่ายรู้จักกันมานาน ความคุ้นเคยช่วยให้เธอเก็บสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดไว้ได้ 

ด้านการทำงานกับช่าง สถาปนิกกับช่างมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน การทำงานของ ดร.โก้ เน้นหลักจิตวิทยา เธอถนอมน้ำใจผู้ร่วมงานเสมอ

“สถาปนิกมีวิธีดีลกับคนต่างกันไป ของโก้จะเป็นแบบช่างหิวน้ำไหมคะ ช่างคิดว่าไม้เลื่อยอย่างนี้ดีไหม โก้ให้เลือก เราเชื่อว่าถ้าเขาให้เราด้วยความเต็มใจ เราได้งานที่ดีแน่ๆ ช่วยกันคิดแน่ๆ เมื่อไหร่ที่เขารู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่เขาเสนอมา เขาก็จะภูมิใจในระดับหนึ่ง แววตานี่เปลี่ยนเลย ซึ่งบางเรื่องเราเชื่อเขามากกว่าจริงๆ นะ ถ้าเขามีประสบการณ์ มีที่มาอ้างอิงว่าปูนต้องผสมอย่างนี้ ไอ้นี่มันควรต้องอย่างนี้มากกว่า เพราะเรามีจุดประสงค์เดียวกันว่าต้องทำงานละเอียดที่สุด ถูกต้องที่สุดเท่านั้นเอง”

สืบจากอดีต

ช่วงการทำงานที่นานที่สุดของสถาปนิกอนุรักษ์คือการสำรวจและวิเคราะห์ เมื่อลงมือทำแบบแล้ว ถ้าเจอข้อมูลเพิ่มก็ต้องรื้อแก้เขียนแบบใหม่จนกว่าจะได้แบบที่พอใจมากที่สุด 

โดยปกติเมื่อซ่อมตึกไหน ดร.โก้ จะเริ่มสืบค้นแผนที่จากกรมที่ดิน กรมแผนที่ทหาร หอจดหมายเหตุ ภาพถ่ายทางอากาศ ตลอดจนภาพถ่ายที่ชาวตะวันตกถ่ายเมืองไทย จากนั้นก็สืบหาโฉนดที่ดิน หนังสือด้านสถาปัตยกรรม จำพวกตำรา มรดกสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์ฯ ของหม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี นอกจากนั้นยังมีแคตตาล็อกวัสดุนำเข้า แคตตาล็อกสีในยุคต่างๆ หนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ลามไปถึงหนังสือที่บันทึกชีวิตผู้คน อย่างหนังสือนำเที่ยวยุคโบราณ สารบาญชีที่บุรุษไปรษณีย์สมัยรัชกาลที่ 5 ทำขึ้นสำหรับเป็นลายแทงส่งพัสดุ เพื่อให้ได้ประวัติของคน ประวัติของตึก และประวัติของสภาพแวดล้อมอยู่ในมือให้ได้มากที่สุด

“ความชอบของเราคือการคุ้ยประวัติให้ได้ก่อน ชอบมากจนเป็นความถนัดอีกอย่าง บ้านเรามีเอกสารเยอะมาก แล้วก็มีทีมที่บ้าพอกัน ชอบกรอกแผนที่ ชอบจัดเรียงข้อมูลว่าใครอยู่ตรอกไหน พอรู้แบบนี้ เวลาเจอตึกเก่าจะซ่อมเลยไม่ได้นะคะ สมมติเดิมอาคารตรงนี้เคยถูกทุบ เราต้องรู้ว่าทุบเพราะอะไร ทุบเพราะว่าโครงร้างไม่ดี ทุบเพราะว่าเปลี่ยนมือ เจ้าของเปลี่ยนรุ่นหรือครอบครัวขยาย อย่างวังวรวรรณที่เหลือตึกอยู่ครึ่งเดียว ถ้าไม่ค้นภาพถ่ายโบราณก็อาจไม่รู้ว่าจริงๆ เคยเป็นตึกใหญ่มาก” 

ดร.โก้ กางภาพถ่ายสมบูรณ์ของวังแห่งแพร่งนราให้ดู งานนี้เธอบอกว่าเป็นโชคชะตา เพราะได้รับมอบหมายให้วิจัยวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทันทีที่ซ่อมอดีตบ้านตากอากาศของพระองค์เสร็จสิ้น

“การสืบเรื่องหนึ่งจะพาไปอีกเรื่อง เรารู้ว่ากรมพระนราฯ ทรงเป็นนักจัดสรรที่ดิน พระองค์ทรงตัดถนนและลงทุนสร้างรถรางรอบวัง วังที่หายไปไม่ได้โดนเวนคืน แต่ตัดแบ่งทำเป็นพื้นที่เก็บค่าเช่าได้มากมาย แล้วเราก็ไปเจอภาพถ่ายนี้ที่คลังของ University of Illinois ทำให้เราเข้าใจว่า ตึกอีกครึ่งที่หายไปมีจำนวนหน้าต่างกี่บาน หน้าตาประตูหน้าต่างเป็นแบบไหน เพราะการออกแบบมีกฎของมัน ถ้าเราค้นพบกฎแบบนี้จะรู้สึกวูบ (หัวเราะ) มีตัวเลขเด้งขึ้นมาในหัว 

“เราต้องวิเคราะห์สัดส่วนของอาคาร ตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออก และกลับไปหากฎแรกสุดว่าอะไรเคยเป็นอะไร แล้วปัจจุบันอะไรต้องกลับไปอยู่ในจุดไหนบ้าง เพราะถ้าต่อเติมหรือสร้างใหม่โดยไม่อิงกฎเดิม อาคารเปลี่ยนผิดยุคได้เลยนะคะ พอรู้ทั้งหมดแล้ว ก็ได้เวลาโน้มน้าวให้ทำแบบในทางที่ถูกต้องหรือเหมาะสมที่สุด 

“ทุกโครงการเรามักเจอคำถามว่าทำไมตึกโทรมอย่างนี้ ทำไมไม่เป็นคาเฟ่ ทำไมไม่เป็นพิพิธภัณฑ์ เปลี่ยนแล้วหน้าตาใหม่ไป ไม่สวย ไม่มีอะไรถูกต้องสุดร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่ว่ามันมีเหตุผลให้ไปในทิศทางนั้น”

คิดเผื่ออนาคต

ปัจจัยสำคัญงานอนุรักษ์คือความต้องการของผู้ลงทุน ว่าต้องการปรับอาคารเก่าไปทำอะไรต่อ งานของ ดร.โก้ จึงไม่จบที่การเขียนแบบร่างสุดท้าย แต่คำนึงถึงการใช้งานระยะยาวในอนาคต

“ถ้าซ่อมไปแล้วสุดท้ายมีของใหม่มาเพิ่มโดยไม่ได้คิดตั้งแต่ต้น การเสริมเข้าไปจะยุ่งยากมาก อย่างห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ที่เดิมเป็นห้องสมุดเฉยๆ เวลาจัดงานทีต้องรื้อทุกสิ่งอย่าง เราเลยปรับการใช้สอยอาคารให้ใช้จัดงานได้ด้วย อาคารต้องปรับระบบให้รับน้ำหนักได้มากขึ้นเพื่อรองรับแขก รองรับเด็กได้มากขึ้น ตู้และข้าวของที่ใส่กลับเข้าไปต้องน้ำหนักไม่เกินกำหนด ซึ่งกลายเป็น Heritage Management คือคิดต่อยอดว่าเขาจะอยู่ต่อไปยังไงหลังจากที่ซ่อมแล้ว แล้วต้องส่งต่องานให้คนกลุ่มไหนบ้างที่เกี่ยวข้องมาทำต่อ”

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย
สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

นอกจากงานซ่อมแซมก็ยังมีงานสร้างของใหม่ปะปนกับของเก่า หนึ่งในงานที่ใหญ่ที่สุดของ ดร.โก้ คือการออกแบบโรงแรมบ้านบาหยันราว 10 ปีที่แล้ว ลูกค้าคือหนึ่งในเจ้าของบ้านในทีสิสของเธอ เจ้าของซื้อตำหนักตากอากาศเก่าในหัวหินมาพร้อมที่ดินราว 4 ไร่ เนื่องจากบ้านเก่าต้องการการดูแลสม่ำเสมอ โจทย์ของผู้ลงทุนคือทำให้พื้นที่นี้สร้างกำไรกลับมาซ่อมแซมตัวอาคารเก่าได้ สถาปนิกจึงออกแบบโรงแรมที่คงคาแรกเตอร์บ้านตากอากาศสมัยก่อนไว้ ให้อาคารใหม่และต้นไม้โอบล้อมตึกเก่าริมทะเล ดีไซน์ละเอียดถึงขั้นจับคู่หน้าต่างกับต้นไม้ดอกไม้ให้เสร็จสรรพ วิวแต่ละห้องจึงมีเสน่ห์ต่างกันไปตามฤดูกาล แถมเธอยังรับหน้าที่ตกแต่งภายในและออกแบบชุดพนักงานให้ด้วย ทุกวันนี้โรงแรมสไตล์เก่าก็ยังดูดีเหนือกาลเวลา 

“เวลาออกแบบ เราต้องคิดสตอรี่บอร์ดเป็นลำดับขั้นให้แขกเจอเมื่อเดินเข้าตึก ปูด้วยความมืดทึบก่อน ผ่านเพชรบุรีมาเจอต้นตาล ก็ใส่ต้นตาลไป ผ่านทางเดินเล็กๆ เข้ามาเจอล็อบบี้ที่มองไม่เห็นอะไรเลย แล้วค่อยเดินลงบันไดลอดใต้ถุนเก่าไปเจอทะเลข้างนอก นี่คือคาแรกเตอร์ของการเดินทางไปเที่ยวหัวหิน” 

บ้านอีกหลังที่เธอสร้างใหม่ แต่จงใจออกแบบให้เหมือนของเก่า คือสร้างบ้านวิวแม่น้ำโขงที่เชียงคาน จังหวัดเลย โดยอนุรักษ์สไตล์โคโลเนียลหลวงพระบางของประเทศลาว

“เจ้าของบ้านเป็นฝรั่งที่เคยจัดงานแต่งงานที่บ้านบาหยัน เขารู้สึกว่าอยากได้อารมณ์แบบนั้นแต่ไปอยู่ในพื้นที่แม่น้ำโขง คือมีบันไดลงไปน้ำเหมือนกัน เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกัน แต่ว่าบ้านเชียงคานมีคาแรกเตอร์หลักคือ เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ตกลงแม่น้ำโขง เพราะปกติแม่น้ำโขงมักอยู่ทางทิศตะออก เราก็เก็บคาแรกเตอร์ที่เขาต้องการ อ้างอิงแมนชั่นเก่าในหลวงพระบาง แล้วออกแบบให้ตอนเช้าเข้าห้องน้ำมองเห็นต้นไม้ต้นนี้ ตอนเย็นนั่งตรงนี้แล้วเห็นต้นไม้อีกต้น เห็นวิวทุ่งนา เห็นแม่น้ำโขง”

มรดกคนรุ่นหลัง

จุดประสงค์หลักในการซ่อมบ้านเก่าของ ดร.โก้ ไม่ใช่การเก็บของเก่าให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการเก็บความทรงจำ เก็บความผูกพันให้ได้มากที่สุด หรือรื้อฟื้นสิ่งที่คิดถึงให้กลับมาอีกครั้ง

จุดประสงค์ต่อมาคือการขุุดคุ้ยประวัติศาสตร์ ซึ่งบางอย่างเจ้าของอาจไม่ได้อยากรู้หรือสนใจด้วยซ้ำ แต่ข้อมูลเหล่านั้นส่งผลต่อการตัดสินใจทำงาน และยังเป็นคลังข้อมูลที่เธอรวบรวมเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล เพื่อทำประโยชน์แก่คนอื่นด้วย

“เราสนุกตอนค้นข้อมูล ถึงสิ่งที่ค้นนี่ใช้จริงได้แค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์แต่ก็สนุก แต่จะมีความสุขที่สุดตอนที่เขาเข้าไปใช้แล้ว แล้วเขาบอกว่าเรายังเก็บสิ่งที่เขาชอบอยู่ทั้งหมด หรือเน้นจุดที่เขาไม่ได้มองมาก่อน แล้วมันทำให้เขารู้สึกว่า ที่ที่เขาเคยกั้นแล้วเราฉลุ มันนั่งสบายขึ้นจริงๆ นะ หรือว่ามุมนี้เขาไม่เคยได้มองออกไปเห็นต้นไม้ต้นนี้เลย

“เราซ่อมบ้านพระพิไสยสรรพกิจ (ตันม่าส่าย ตัณฑวณิช) ที่ภูเก็ต เจ้าของเดิมเป็นพี่น้องกับบ้านชินประชา เขาทำธุรกิจตลาดดาวน์ทาวน์รอบๆ บ้านก็ทรุดโทรมลง หลังคารั่ว แล้วเจ้าของบ้านปัจจุบันก็อยู่ห้องเดียว เขารักบ้านของเขามาก แต่แทบไม่เหลือร่องรอยให้สืบแล้ว เหลือแต่ภาพถ่าย ทางเข้าเป็นเป็นทางล้อมสวนรูปหัวใจแล้วเจอบ้านตรงกลาง สวยมาก เราก็ทำตามภาพถ่าย แล้วแบ่งโซนกั้นใหม่ให้อยู่ได้สบายขึ้น บ้านนี้สนุกตอนบังเอิญเดินเข้าโรงไม้เก่า แล้วเจอไม้ตะเคียนหน้ากว้างมาปูพื้นได้พอดี”

ดร.โก้ เล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย คุณค่าทางสถาปัตยกรรมคือสิ่งที่การอนุรักษ์อาคารมอบให้เป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นคือคุณค่าทางใจที่ประเมินค่าไม่ได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะยุคนี้สิ่งปลูกสร้างเก่ากลายเป็นจุดขาย ซึ่งเกิดจากกฎหมายผังเมืองที่เข้มงวดขึ้น และเทรนด์ความสนใจของโบราณที่มีเรื่องราวเบื้องหลัง นอกจากนั้นรางวัลทางสถาปัตยกรรมก็เป็นตัวกระตุ้นให้คนอนุรักษ์อาคารเก่า อย่างรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ซึ่งมอบให้วัง บ้าน อาคารทั้งหลายเป็นประจำทุกปี

“การที่ต้นตระกูลมีสมบัติ ไม่ได้หมายความว่ายุคต่อๆ มาจะมีความอู้ฟู่ที่ต้องเก็บไว้เสมอไป แต่ว่ามีความรักที่จะเก็บมากกว่า ดังนั้นการเลือกทำอะไรกับตัวตึกก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณ รียูสให้ถูกจุด ใช้ของเดิมให้เยอะที่สุด” สถาปนิกกล่าวอย่างฉะฉาน

ขอจบเรื่องนี้ด้วยโครงการที่ยังซ่อมไม่เสร็จ ปัจจุบันศิษย์เก่ามาแตร์เดอีกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมวัดน้อยอายุร้อยปีในโรงเรียน ซึ่งมีโครงสร้างแบบบ้านพักตากอากาศ แต่ได้รับการปรับให้เป็นโบสถ์และหอพักในเวลาต่อมา

จากการสืบค้นข้อมูล เธอค้นพบเรื่องสนุกหลายอย่าง เช่น ค้นหาโฉนดเก่าโรงเรียนจนรู้ว่าตึกนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 และค้นหาหนังสือเก่าหลายเล่ม ทั้งบันทึกเก่า วารสารเก่า จนรู้ว่าเจ้าของเดิมชื่อนายโป๊ กิตติโกเศรฐ และนายบ๋า ยงพานิชย์ คือช่างผู้ปรับเปลี่ยนบ้านนี้เป็นโบสถ์โรงเรียน 

เมื่อสืบจากสภาพตึก สถาปนิกสันนิษฐานว่าตึกนี้เคยโดนระเบิดมาก่อน เพราะโครงหลังคาเปลี่ยนใหม่หมด และการขูดลอกผนังโบสถ์ก็ทำให้พบสีแรกสุดคือสีเขียว แต่ศิษย์เก่ามาแตร์ตั้งแต่รุ่นคุณยายลงมาเห็นแต่สีครีมมาหลายสิบปี ดังนั้นคงต้องทาสีที่ทุกคนคุ้นเคย คนจะยอมรับได้มากกว่า

“พ่อสร้างตึกหลายตึกให้โรงเรียน แล้วแม่ก็เป็นคนสร้างหอพักคณะซิสเตอร์ข้างๆ คือทำกันมาทั้งบ้าน เขาเห็นเรามาตั้งแต่เกิด ก็เลยมอบหมายให้ทำเลยค่ะ พอไปถามคุณยายรุ่นต่างๆ ทุกคนบอกว่ารักตึกนี้มาก อยากให้กลับมาใช้งานได้ แล้วก็อยากช่วยเหลือ พอซ่อมแล้วตัวโบสถ์ที่เป็น Little Chapel ก็ยังอยู่ เผื่อไว้จัดพิธีในโบสถ์ แต่ว่าจะมีพื้นที่ซ่อมใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่จัดงานของโรงเรียน ทุกคนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมใช้ที่นี่อีกครั้ง”

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

เป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้วที่โลกได้รู้จักการเก็บบันทึกภาพความทรงจำและเรื่องราวต่างๆ ผ่านกล้องและเลนส์ก่อนจะถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มพลาสติกเคลือบน้ำยา ผมยังจำได้ดีสมัยไปทัศนศึกษา หลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จเราต้องนำม้วนฟิล์มไปให้ร้านล้างฟิล์มเพื่อให้เกิดเป็นภาพบนนั้น ก่อนจะอัดออกมาเป็นรูปบนกระดาษให้เราดู ถ้าเกิดว่ามีรูปไหนที่เราถูกใจเป็นพิเศษก็จะหยิบฟิล์มกลับไปที่ร้านเพื่ออัดรูปเพิ่ม และแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในรูป หรืออัดขนาดใหญ่ขึ้นแล้วนำไปเข้ากรอบติดที่ผนังบ้านอีกที

ฟังดูวุ่นวายและลำบากใช่มั้ยครับ ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเหล่ากล้องดิจิทัลเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้เรามีกล้องดิจิทัลคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนต่างหันไปหากล้องดิจิทัลกันเกือบหมด

กล้องฟิล์ม

อาจจะด้วยความคิดถึงขั้นตอนแสนวุ่นวายในอดีตของกล้องฟิล์ม หรือเพราะไม่เคยลองก็เลยอยากจะลองความลำบากของฟิล์มก็ไม่ทราบได้ ทำให้ตอนนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันกลับมาใช้กล้องฟิล์มในการบันทึกภาพความทรงจำอีกครั้ง คนที่ไม่มีกล้องฟิล์มก็เริ่มซื้อหามาไว้ใช้ บางคนโชคดีหน่อยถ้าพ่อหรือแม่มีกล้องฟิล์มเก็บไว้อยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนเราก็มักจะเจอกับอาการไม่ยอมทำงาน หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพของกล้องเหล่านั้น แน่ล่ะ ด้วยอายุอานามของกล้องฟิล์มเหล่านี้ที่ถ้าเทียบกับคนก็คงจะเริ่มเข้าสู่การเป็นคุณน้าคุณลุงแล้ว สิ่งที่จำเป็นสำหรับเหล่าน้าๆ ลุงๆ เหล่านี้ก็คงจะหนีไม่พ้นการซ่อมและบำรุงรักษา ในโลกยุคที่มีแต่กล้องดิจิทัลนั้นเราจะไปหาคนซ่อมกล้องฟิล์มได้จากที่ไหนกัน? และนี่คือสาเหตุที่เรารวมไปถึงอีกหลายๆ คนต้องเดินทางมาแถววังบูรพาเพื่อมาพูดคุยกับ The Master นักซ่อมกล้องฟิล์มคนนี้

ในอดีตที่ผ่านมาย่านวังบูรพานี้นอกจากจะเป็นย่านขายเครื่องเกมและของเล่นแล้ว ยังเป็นย่านซื้อขายกล้องกันแบบจริงจังอีกด้วย (แน่นอนว่าในยุคนั้นก็คือกล้องฟิล์ม) ซึ่งพอมีร้านขายกล้องเยอะ ก็เลยมีร้านรับซ่อมอยู่เยอะมากตามไปด้วย แต่ด้วยความนิยมที่ลดลงและการมาถึงของกล้องดิจิทัล รวมไปถึงปัจจัยอีกหลายๆ อย่างก็ทำให้ร้านขายกล้องและร้านซ่อมกล้องนั้นหายไปจากท้องตลาดกันพอสมควร บางร้านที่ยังคงอยู่ก็ย้ายไปรวมกันที่ห้าง Mega Plaza วังบูรพานี่เอง (เมกาพลาซ่าไม่ใช่เมกาบางนานะคุณ! อย่าไปผิดที่เชียวนะ)

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย

ผมเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นห้า เดินจนเจอร้านค้า 1 คูหาขนาด 3×3 เมตร ที่มีตู้กระจกล้อมอยู่ทุกด้าน ภายในตู้เหล่านั้นมีกล้องฟิล์มมากมายหลายแบบวางกันอยู่จนแน่นไปหมด มีทั้งที่เป็นกล้องแบบ SLR, Twin Lens Reflex, Rangefinder, โพลารอยด์, กล้องพับ ไปจนถึงกล้องใหญ่แบบ Large Format (กล้องแบบที่ช่างภาพจะต้องเอาผ้าดำคลุมหัวก่อนจะถ่ายภาพ) แน่นอนว่ากล้องทั้งหมดในตู้เหล่านี้คือกล้องของลูกค้าที่ฝากมาให้ซ่อม ที่นี่คือร้านซ่อมกล้องที่เปิดมาแล้ว 13 ปี มีกล้องที่ถูกซ่อมผ่านมือไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3,500 ตัว ด้านในของร้านนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งแกะกล้องตรงหน้าเขาอยู่ นั่นคือ ช่างตุ๋ย-อนุรักษ์ อินทชัย ช่างซ่อมและเจ้าของร้าน The Eye Focus Camera ผู้เป็น The Master ของเรานี่เอง

ร้าน The Eye Focus Camera นั้นให้บริการดูแลและซ่อมแซมกล้องฟิล์มหลากหลายรูปแบบ ทั้งกล้องเล็ก กล้องขนาดกลาง ไปจนถึงกล้องใหญ่ และยังรับล้างคราบรา ล้างฝุ่น ไปจนถึงซ่อมแซมเลนส์ที่ใช้กับกล้องต่างๆ อีกด้วย ในระหว่างที่ผมรอให้แกว่างจากงานตรงหน้าก็มีเมสเซนเจอร์วิ่งเอากล้องและเลนส์จากลูกค้ามาส่งให้แกอยู่เป็นระยะๆ บ่งบอกถึงความไว้ใจและเชื่อมั่นในฝีมือของช่างผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

กล้องเก่า

ก่อนการสนทนาจะเริ่มต้นผมหยิบกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ตัวโปรดที่ไม่ได้หยิบออกมาใช้งานนานร่วมปีซึ่งพบว่าเครื่องวัดแสงด้านในนั้นไม่ทำงานอีกต่อไป ยื่นให้กับช่างตุ๋ยพร้อมบอกอาการให้ช่วยพิจารณา ช่างตุ๋ยรับฟังและพยักหน้าให้เราเริ่มบทสนทนาในระหว่างที่มือของแกก็เริ่มซ่อมแซมกล้องของผมไปด้วย (ถ้าซ่อมไม่หายผมว่าจะเปลี่ยนใจไม่เขียนเรื่องแกลงในคอลัมน์แล้วล่ะ-ฮา)

 

ก่อนจะเป็นช่างซ่อมกล้องฟิล์ม

ผมเข้าใจเอาเองว่าช่างซ่อมกล้องนั้นจะเป็นวิชาชีพเฉพาะ มีการเรียนการสอนกันในโรงเรียนหรือสถาบัน แต่พอถามช่างตุ๋ยถึงที่มาของวิชาชีพก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีสถาบันหรือโรงเรียนไหนสอนเรื่องการซ่อมกล้องเลยแม้แต่ที่เดียว แล้วช่างซ่อมกล้องฟิล์มนั้นเอาวิชาความรู้มาจากที่ไหนกัน

“ไม่มีโรงเรียนที่ไหนสอนทั้งนั้นแหละ ช่างทุกคนก็เริ่มจากเป็นลูกน้องในร้านซ่อมกล้องก่อน แล้วค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตจนมาเปิดร้านของตัวเอง พวกช่างซ่อมกล้องทุกคนก็หัดกันเอาเองแบบนี้ทั้งนั้นแหละ”

กล้องวินเทจ

ช่างตุ๋ยเล่าให้ฟังต่อว่าตอนวัยรุ่นก็เรียน ปวส. ทางด้านช่างไฟฟ้า พอจบมาก็ไปทำงานที่โรงงานทอผ้าในตำแหน่งช่างซ่อมเครื่องจักรประจำโรงงาน เวลาที่เครื่องจักรเสียช่างไฟฟ้าอย่างช่างตุ๋ยจะถูกเรียกไปประเมินความเสียหายของเครื่องจักรก่อน แต่หลังจากทำงานอยู่ได้หลายปีก็ไม่เห็นความก้าวหน้าทางอาชีพ ประกอบกับเห็นว่ามีญาติเปิดร้านขายกล้องอยู่ที่วังบูรพา ด้วยความชอบงานศิลปะอย่างการถ่ายรูปและวาดรูปมาตั้งแต่เด็กทำให้ช่างตุ๋ยตัดสินใจลาออกจากโรงงาน มาช่วยงานที่ร้านของญาติในตำแหน่งคนขายกล้องเก่าก่อน

“ทีนี้ตามร้านขายกล้องเก่ามันจะมีกล้องที่เสียเล็กเสียน้อยอยู่แล้ว ด้วยความที่ผมเคยซ่อมเครื่องจักรใหญ่ๆ มาแล้วเลยบอกญาติว่าขอลองซ่อมกล้องตัวเล็กๆ พวกนั้นเพื่อขายในร้านดู ก็ปรากฏว่าซ่อมได้ ญาติที่เป็นเจ้าของร้านก็เลยเริ่มให้เราซ่อมกล้องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนนั้นมา”

จากการทำงานในโรงงาน เคยซ่อมเครื่องจักรใหญ่ๆ พอเปลี่ยนมาเป็นการซ่อมกล้องนั้นมันเหมือนกันเหรอ ผมถามด้วยความสงสัยเพราะสองสิ่งนั้นดูไม่เห็นจะเชื่อมโยงกันตรงไหน

“เครื่องจักรใหญ่ตามโรงงานหรือกล้องวิธีการซ่อมมันก็เหมือนๆกัน”

ช่างตุ๋ยกล่าว

“อย่างกล้องใช้ไม่ได้ตัวหนึ่ง เราก็ลองหยิบมาดูว่าขึ้นชัตเตอร์ได้มั้ย ลองปรับสปีดชัตเตอร์ดูว่าได้มั้ย ถ้าขึ้นอะไรไม่ได้ก็แปลว่ามันติดขัดที่ชุดกลไกตรงนั้นแหละ เริ่มต้นด้วยการถอดเปลือกข้างนอกมันออกมา ค่อยๆ ไล่ไปทีละจุดๆ หาสาเหตุให้เจอว่ามันติด มันไม่ขยับ เพราะอะไร แล้วก็แก้ไขมันซะ ก่อนจะประกอบกลับคืนที่เดิม ก็มีเท่านี้แหละ แต่กล้องจะยากกว่านิดหน่อยตรงที่ชิ้นส่วนทุกอย่างมันเล็กกว่ามากๆ แล้วตอนประกอบกลับก็ต้องจำเอาไว้ให้ดีว่าชิ้นส่วนต่างๆ อยู่ตรงไหนและเรียงกันยังไงบ้าง ผสมกับความเข้าใจในระบบการทำงานของกล้องประเภทต่างๆ ก็ทำให้สามารถประกอบชิ้นส่วนต่างๆ กลับลงไปได้”

กล้องฟิล์ม กล้องฟิล์ม กลไกกล้อง

จุดเริ่มสู่อาชีพช่างซ่อมกล้องอย่างเต็มตัว

ระหว่างที่ช่างตุ๋ยช่วยงานญาติทั้งขายกล้องและซ่อมกล้อง ก็เกิดเหตุพลิกผันให้ได้มาประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมกล้องแบบเต็มตัว ภายใต้การชักนำของลูกค้าซึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพที่ชื่อ ชำนิ ทิพย์มณี

“งานแรกที่ผมได้เริ่มซ่อมกล้องใหญ่ๆ ก็เริ่มมาจากน้าชำ (ชำนิ ทิพย์มณี) นี่แหละที่เอากล้องใหญ่มาให้ผมลองซ่อมดู โดยเริ่มจากกล้อง TLR (Twin Lens Reflex) ยี่ห้อ Rolleiflex ก่อน พอผมซ่อมให้แกเสร็จ แกก็เริ่มเอากล้องที่ถ่ายงานของที่สตูดิโอของแกมาให้เราซ่อมด้วย ตอนนั้นสงสัยว่าแกคงจะหาช่างคนอื่นไม่ได้ล่ะมั้ง (หัวเราะ) แล้วพอผมซ่อมให้แกได้อีก ทีนี้แก็เลยไปเอากล้องใหญ่พวก Large Format มาให้เราซ่อมอีก ทีนี้หลังจากซ่อมได้ แกก็ไปบอกประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรู้ว่าไอ้นี่ซ่อมได้ เลยเริ่มมีคนอื่นๆ มาให้ซ่อม กลายมาเป็นช่างซ่อมกล้องจริงจังก็ตอนนั้นแหละ”

แล้วการที่ช่างตุ๋ยต้องซ่อมกล้องมากมายหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายประเภท หลากหลายรูปแบบ ทั้ง SLR (Single Lens Reflex), TLR (Twin Lens Reflex), Viewfinder, Rangefinder ไปจนถึงกล้อง Medium Format และ Large Format รวมถึงอื่นๆ อีกมากมาย ช่างซ่อมกล้องจะสามารถซ่อมกล้องที่หลากหลายทั้งหมดนี้ได้ยังไง ผมถามต่อด้วยความสงสัย

กล้องโบราณ เลนส์

“อาชีพนี้เป็นอาชีพที่แปลกนะ เพราะการจะซ่อมอะไรสักอย่างหนึ่งให้เชี่ยวชาญได้นั้น มันจะต้องได้ทำบ่อยๆ แต่ถ้าไม่เคยทำเลยแล้วมีคนเอามาให้ซ่อมจะซ่อมได้ยังไง ใช่มั้ย นี่แหละคือสาเหตุที่มันไม่มีการเรียนการสอนวิชาชีพนี้ หรือแม้แต่ถ้าเราทำงานเป็นช่างของบริษัทหนึ่ง แม้เราจะได้รับการเทรนเพื่อซ่อมกล้องของบริษัทนี้มา ก็จะไม่สามารถซ่อมกล้องของบริษัทอื่นได้เลยเช่นกัน แม้แต่ผมเองก็มีกล้องบางยี่ห้อที่ไม่ค่อยได้เจอ เวลาที่เจอคนเอามาให้ซ่อมก็อาจจะซ่อมไม่ได้หรือใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จ ดังนั้น เวลาที่ลูกค้าเดินถือกล้องที่เราไม่เคยซ่อมมาถาม เราก็ต้องตอบว่าได้ไว้ก่อน (หัวเราะ) คือไม่ได้โกหกนะ แต่มันคือความมั่นใจว่าเราซ่อมได้จริงๆ” ช่างตุ๋ยอธิบายถึงธรรมชาติของอาชีพนี้

“แล้วถึงรายละเอียดของกล้องแต่ละประเภทมันจะแตกต่างกันทั้งหมด แต่หลักการทำงานของกล้องมันก็เหมือนๆ กันหมดทุกอย่าง อย่างเช่นชัตเตอร์ของกล้องส่วนมากก็เป็นโลหะ บางตัวก็เป็นผ้า บางตัวก็เป็นชัตเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในกระบอกเลนส์ ฟังดูเหมือนจะแตกต่างกัน แต่เอาเข้าจริงระบบการทำงานมันก็คล้ายๆ กันทั้งหมด เหมือนเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วยการลองทำ แล้วพอเราซ่อมกล้องประเภทนี้ได้แล้วปุ๊บ เราก็จะเริ่มเข้าใจกล้องประเภทนี้ตัวอื่นๆ และซ่อมมันเป็นแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอ่านคู่มือหรือหนังสือแนะนำการซ่อมเลย”

ผมมองดูกล้องที่วางอยู่รอบๆ ร้านซึ่งกำลังรอเจ้าของมารับคืนกลับไป ความหลากหลายของกล้องทั้งหมดนั้นทำให้ผมเชื่อในความสามารถของแกอย่างหมดใจ แต่ถ้าความหลากหลายของกล้องไม่ใช่เรื่องยาก แล้วความยากของช่างซ่อมกล้องนั้นคืออะไรกัน

สำหรับกล้องก็ไม่ได้มีอะไรยาก อย่างที่บอกว่าแกะมาซ่อมแล้วประกอบกลับให้เหมือนเดิม มันมีแค่นั้น แต่สิ่งที่ยากจริงๆ คือการซ่อมเลนส์ เวลาที่ลูกค้าเจอเลนส์เป็นราหรือฝ้าเขาก็ต้องการให้เลนส์กลับมาใสแบบเดิม เลยส่งมาหาเรา เราก็ต้องทำให้มันเนี้ยบที่สุด เลนส์เป็นเรื่องที่ละเอียดมากๆ เลนส์หนึ่งตัวเวลาแกะออกมาแล้วเราอาจจะเจอชิ้นแก้วที่อยู่ด้านในตัวมันมากกว่า 10 ชิ้น แล้วชิ้นแก้วแต่ละชิ้นมันเป็นรอยและเกิดตำหนิง่ายมาก เวลาแกะหรือถอดมาแต่ละชั้นก็ต้องระวังแบบสุดๆ สำหรับผมนี่ถือว่ายากกว่ากล้อง”

เลนส์ กล้องฟิล์ม

 

กล้องที่ซ่อมยากและง่ายที่สุด

สำหรับช่างซ่อมกล้องที่มีประสบการณ์ซ่อมกล้องมาหลากหลายประเภท มีกล้องผ่านมือมาหลายพันตัว ผมก็เลยถามช่างตุ๋ยไปว่าจากที่เคยทำมาทั้งหมดมีกล้องประเภทไหนที่ซ่อมยากมากๆ หรือซ่อมง่ายมากๆ บ้างไหม

“กล้องที่เป็นระบบไฟฟ้าน่ะซ่อมยาก” ช่างตุ๋ยนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตอบออกมา “พวกกล้องกลไกทั้งหมดเนี่ยซ่อมง่ายเพราะมันไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกส่วนที่มีการเคลื่อนที่มันก็จะมีเฟืองมารับช่วงต่อกันเป็นทอดๆ ไป ถ้ากล้องไม่ทำงานเราก็แค่ไล่เช็กดูเฟืองไปทีละตัวๆ ว่าตัวไหนมีสนิม ฟันเฟืองไม่ขบกัน หรืออยู่ผิดตำแหน่ง แต่พวกกล้องไฟฟ้าบางครั้งมันมีระบบไฟฟ้ามาควบคุมชุดกลไกอีกที ทำให้เวลาเช็กก็ต้องเช็กทั้งชุดกลไกและแผงวงจร”

แล้วกล้องยี่ห้อไหนหรือรุ่นไหนที่ซ่อมง่ายๆ บ้าง ผมถามต่อ

“พวกซ่อมง่ายสำหรับผมก็คือ Nikon รุ่น FM2 กับ Leica M ทุกรุ่น เพราะคนออกแบบเขาออกแบบมาดี ถอดตัวบอดี้ง่าย แล้วให้ส่วนที่ต้องมีการซ่อมแซมนั้นอยู่ในส่วนที่แกะออกมาได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนกล้องบางอันที่บางส่วนบางชิ้นซ่อนอยู่ด้านในทำให้ต้องแกะทุกชิ้นออกมาซ่อม แบบนั้นยาก ไปจนถึงกล้องทั้งสองตัวนี้สามารถประกอบกลับเข้าไปเหมือนเดิมได้ง่าย”

ผมชักสนุกเลยถามต่อไปว่าพอจะมีรุ่นหรือโมเดลไหนที่จัดว่าเป็นฝันร้ายของช่างซ่อมกล้องบ้างไหม

ช่างตุ๋ยนิ่งคิดไปพักใหญ่ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า กล้องรัสเซียยี่ห้อ Kiev (ที่เป็นกล้องมีเดียมฟอร์แมตรูปทรงคล้าย Hasselblad) คือกล้องที่ซ่อมยากที่สุด เพราะแค่การแกะกล้องออกมาดูด้านในก็ทำได้ยากและลำบากมาก รองลงมาที่เคยทำก็คือ Pentax67 เพราะมีระบบไฟฟ้าและกลไกที่ผสมกันอยู่เยอะ รวมไปจนถึงกล้อง SLR ของ Leica ที่เวลาซ่อมก็ถือว่ายากแต่ยังไม่เท่ากับตอนที่ต้องประกอบกลับ เพราะต้องทำให้เฟืองทุกตัวอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่งั้นก็จะไม่สามารถใช้งานได้แบบเดิม

กล้องเก่า กล้องฟิล์ม

 

ชิ้นส่วนที่หายไป

ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าด้วยความที่กล้องแต่ละตัวก็มีอายุอานามที่มากแล้ว ถ้าเกิดว่ามีชิ้นส่วนที่เสียหายขึ้นมาแบบที่ไม่สามารถซ่อมได้ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนอย่างเดียว แล้วเราจะไปหาชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมจากที่ไหนกัน

ช่างตุ๋ยอธิบายให้ฟังว่าบริษัทผลิตกล้องในยุคนั้นหลายๆ บริษัทไม่ได้ปรับตัวอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ กล้องหลายๆ ตัวนั้นจึงไม่สามารถหาชิ้นส่วนจากบริษัทมาเปลี่ยนให้ได้ การหาอะไหล่เพื่อใช้ซ่อมกล้องนั้นจึงต้องใช้วิธีหาซื้อกล้องรุ่นเดียวกันที่เสียแล้ว เพื่อเอาไว้ใช้ดึงเอาอะไหล่ข้างในออกมาเปลี่ยน แล้วบางครั้งก็ไม่สามารถหากล้องเสียๆ มาใช้เป็นอะไหล่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการสั่งอะไหล่จากต่างประเทศมาเพื่อใช้ซ่อมด้วย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การซ่อมกล้องเก่านั้นใช้เวลานานและมีราคาที่สูง

 

วิธีป้องกันกล้องเสียที่ดีที่สุดคือหยิบออกมาใช้บ้าง

ลูกค้ามากกว่าครึ่งที่เอากล้องมาซ่อมมักจะเกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้หยิบกล้องมาใช้งานนานๆ อาการยอดฮิตของกล้องก็คือ กลไกติดขัด ขึ้นชัตเตอร์ไม่ได้ เลื่อนฟิล์มไม่ได้ ส่วนอาการยอดฮิตของเลนส์ก็คือ กระบอกเลนส์ติด ขยับไม่ได้หรือฝืด เลนส์ขึ้นราขึ้นฝ้า ซึ่งพอช่างตุ๋ยได้แกะออกมาดูแล้วก็พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุดก็คือเฟืองหรือชิ้นส่วนโลหะด้านในกล้องขึ้นสนิมจากอากาศที่ร้อนและชื้นของบ้านเรา ซึ่งสิ่งที่ช่างตุ๋ยได้อยากฝากให้กับทุกคนที่เจอปัญหาเรื่องกล้องก็คือ

“ถ้าเจ้าของกล้องไม่ไปฝืนดันฝืนเลื่อนให้มันขยับจะซ่อมง่ายกว่า เพราะมันไม่มีอะไรเสียหาย แค่เฟืองมันติด แต่ถ้าเจ้าของกล้องพยายามใช้แรงดันหรือเลื่อนให้มันขยับมันอาจจะทำให้เฟืองด้านในรูดได้ ถ้าแย่กว่านั้นก็มีชิ้นส่วนที่หัก แล้วก็อาจจะตามมาด้วยการซ่อมแบบเปลี่ยนอะไหล่เยอะ หรือบางทีก็อาจจะหาอะไหล่มาซ่อมไม่ได้เลย  ส่วนวิธีป้องกันไม่ให้กล้องเสียที่ดีที่สุดก็คือ หยิบมาใช้บ่อยๆ” ช่างตุ๋ยอธิบายก่อนจะบอกถึงเทคนิคในการป้องกันกล้องเสีย

“กล้องที่ใช้บ่อยๆ ใช้เป็นประจำมักจะไม่ค่อยเป็นอะไร กล้องที่ไม่ค่อยได้ใช้มักจะเสีย แม้จะซ่อมไปแล้วแต่ถ้าวางทิ้งไว้ปีนึงมันก็จะเสียอีก อย่างแย่ๆ เดือนสองเดือนก็ต้องหยิบออกมายิงเล่นๆ แบบไม่ใส่ฟิล์มบ้างก็ยังดี เพื่อให้กลไกด้านในมันได้ขยับหมุนเปลี่ยนตำแหน่งบ้าง อากาศร้อนชื้นแบบบ้านเราถ้าวางไว้เฉยๆ ก็มีโอกาสที่กลไกจะติดสูง สนิมจะขึ้นตรงไหนก็ได้ หรือเลนส์ก็มีโอกาสขึ้นราได้ถ้าวางทิ้งไว้เฉยๆ”

กล้องฟิล์ม

 

ความสุขในการเป็นช่างซ่อมกล้อง

ช่างตุ๋ยเริ่มประกอบกล้องของผมกลับเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่งเป็นสัญญาณว่าการซ่อมแซมใกล้จะเสร็จแล้ว ผมเห็นแววตาที่คล้ายเด็กอยู่ในนั้น เลยถามถึงความสุขของการเป็นช่างซ่อมกล้อง

“เราเป็นช่างน่ะนะ เราก็ชอบแก้ปัญหา การซ่อมกล้องก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราต้องค่อยๆ คิดว่าส่วนไหนที่เสีย พอคิดได้ก็ไปตรวจสอบที่จุดนั้น ถ้าไม่เจอก็ไปหาที่จุดอื่น ค่อยๆ ไล่ไปทีละจุดๆ จนเจอจุดที่มันติดก็แก้ไข พอแก้แล้วมันหายก็รู้สึกเหมือนต่อจิ๊กซอว์สำเร็จน่ะ แล้วการทำของที่เสียให้มันกลับมาใช้ได้อีกครั้งมันไม่ได้เป็นความสุขของผมแต่เพียงคนเดียวนะ” ช่างตุ๋ยไม่พูดเปล่าๆ แต่หยิบกล้องของผมที่แกซ่อมไปด้วยตลอดบทสนทนาคืนกลับมาให้ ผมหยิบขึ้นมาลองใช้งานดู และพบว่าเครื่องวัดแสงในกล้องของผมกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่งพร้อมๆ กับรอยยิ้มบนหน้าผมและบนหน้าของช่างตุ๋ยเช่นกัน

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย
Facebook |  The eye focus Camera cafe

คำแนะนำของช่างซ่อมกล้องเพื่อการใช้กล้องฟิล์มได้อย่างยาวนาน

เวลาที่เจอกล้องติดขัด ขึ้นชัตเตอร์ไม่ได้หรือเลื่อนฟิล์มไม่ได้ ช่างตุ๋ยแนะนำให้อย่าพยายามฝืนหรือใช้แรงผลัก กด เพื่อให้มันใช้ได้ เพราะมีโอกาสที่จะทำให้กล้องพังมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก ทางที่ดีอย่าไปแตะต้องอะไรเพิ่มหรือพยายามแก้ไขอะไรด้วยตัวเองแล้วรีบพามาหาช่างจะดีที่สุด

หรือผู้ที่อยากซื้อกล้องฟิล์มมือสองนั้น ถึงแม้ว่าเราจะได้เลือกซื้อกล้องที่ทำงานได้มาแล้วก็ตาม หลังการซื้อมาแล้วก็ยังไม่ควรนำออกไปใช้งาน แต่ควรเอามาให้ช่างได้ตรวจและซ่อมให้สมบูรณ์ก่อนค่อยเอาไปใช้งาน เพียงเท่านี้กล้องที่ซื้อก็จะสามารถใช้งานได้อีกยาวนาน

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load