The Cloud นำเสนอเรื่องราวตึกเก่าทั่วประเทศเดือนละหลายครั้ง เราเล่าเสมอว่าอาคารที่เราไปเจอหน้าตาอย่างไร เคยเป็นอะไรมาก่อน และตอนนี้ได้รับการปรับปรุงจนสวยแค่ไหน

อาคารหลายแห่งที่คุณอาจเคยผ่านตาบนเว็บไซต์ก้อนเมฆ อย่าง Neilson Hays Library บ้านปลายเนิน และบ้านปลุกปรีดี เป็นฝีมือการซ่อมแซมของ ดร.โก้ – ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ที่เชี่ยวชาญการสืบค้นประวัติศาสตร์ พอๆ กับการฟื้นฟูสถาปัตยกรรมโบราณ แถมเธอยังเป็นหนึ่งในผู้ให้คำปรึกษาด้านอาคารเก่าให้นักเขียนของเราสม่ำเสมอ

ครั้งนี้เราไม่ขอเล่าแค่เรื่องตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ แต่พาไปทำความรู้จักงานของสถาปนิกอนุรักษ์ อาชีพนี้น้อยคนเลือกเป็น และมักจะเป็นผู้ชายเสียด้วย ดร.โก้เป็นสถาปนิกหญิงหนึ่งในไม่กี่คนที่เลือกเส้นทางนี้จริงจัง ความถนัดของเธอคือการซ่อมแซมบ้านตากอากาศหรือคฤหาสน์เก่า ซึ่งกินเวลานานชนิดที่ว่าไม่เคยจบภายในปีเดียว ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลา 2 – 4 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงยุครัชกาลที่ 8

เมื่อพบเธอในตึกแถวเก่าอายุราว 70 ปีที่ปรับปรุงให้กลายเป็นออฟฟิศและแหล่งเก็บข้อมูล เธอเปิดเผยกระบวนการทำงานอย่างถึงแก่น โดยเฉพาะแนวคิดการอนุรักษ์ที่ไม่ได้เน้นซ่อมให้สวยเหมือนวันแรกสร้าง แต่เก็บความทรงจำถึงบรรพบุรุษ หรือประวัติศาสตร์ในครอบครัวไว้ในสถาปัตยกรรม

ลูกไม้หล่นใต้ต้น

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

พ่อและแม่ของ ดร.โก้ เป็นสถาปนิก คุณพ่อ วิวัฒน์ เหมะศิลปิน ออกแบบตั้งแต่บ้าน ธนาคาร โรงแรม ไปจนถึงสถานีขนส่งหมอชิต ส่วนแม่ของเธอคือ รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน นายกสภาสถาปนิกหญิงคนเดียวของเมืองไทย และหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เด็กหญิงโก้จึงเติบโตมากับการต่อไม้โมเดลแทนเลโก้ มีของเล่นเป็นเศษไม้หน้าสาม และมีการออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เพราะเกิดในครอบครัวไทยแท้ที่คนหลายรุ่นอยู่อาศัยในบ้านเก่าอาณาบริเวณเดียวกัน ดร.โก้ จึงชอบสภาวะบ้านเก่าที่เย็นสบายจับต้องได้ บรรยากาศอบอุ่น และชอบเก็บสะสมของเก่าแต่เด็ก เส้นทางชีวิตของเธอจึงมุ่งสู่การเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์เป็นพิเศษ 

“เราชอบของที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์ รู้สึกว่ามันมีที่มาที่ไป พอโตขึ้นก็เลยคิดว่าจะเรียนต่อด้านอนุรักษ์ แต่ว่าการเรียนอนุรักษ์ก็มีหลากหลายค่ะ ไปทางด้านการซ่อมโดยเฉพาะ ทำงานออกแบบใหม่แต่อ้างอิงกับของเก่า หรือ Heritage Managment คือไปดูแลทรัพยากรมรดกของชาติหรือมรดกใครก็ตาม” 

อาจารย์พิเศษวิชาอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขยายความว่า การอนุรักษ์มี 3 แบบหลักๆ ขั้นแรกคือเก่าล้วน สองคือเก่าปนใหม่ สามคือใหม่ไปเลยแต่เล่าแบบของเก่า 

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

“ทุกอย่างคือการอนุรักษ์ ตึกที่อนุรักษ์แบบแรกคือมีคุณค่าระดับชาติ มีรูปแบบที่หาไม่ได้แล้ว มีประวัติศาสตร์สำคัญ จึงต้องเก็บแบบแท้ที่สุดเพื่อกลับไปยุคนั้น ถ้าเป็นเก่าปนใหม่ คืออาคารมีประวัติศาสตร์บางอย่างที่ควรต้องเก็บไว้ และแบบสุดท้าย ต่อให้เป็นตึกสร้างใหม่ แต่เป็นการตีความของเก่ากลับมาที่เดิม ด้วยความจำเป็นว่าไม่มีอยู่แล้ว ก็ยังถือว่าเป็นงานอนุรักษ์ 

“แบบสุดท้ายนี่ไม่ค่อยมีในเมืองไทย หลายประเทศมีไกด์ไลน์การออกแบบอาคารใหม่ในย่านประวัติศาสตร์ บังคับให้กลมกลืนกับอาคารเดิม ขณะที่เมืองไทยยังขาด ทำให้การออกแบบอาคารเลียนแบบของเก่ามักไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์และสภาพพื้นที่โดยรอบ” 

ดร.โก้ อธิบายพื้นฐานของงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ซึ่งงานของเธอคาบเกี่ยวกับทุกประเภทที่กล่าวมา 

หัวหินเป็นถิ่นบ้านเก่า 

ความถนัดของ ดร.โก้ คือบ้านตากอากาศ เหตุผลคือนอกจากอยู่บ้านเก่าในกรุงเทพฯ ทุกปิดเทอม อดีตเด็กหญิงโก้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านพักตากอากาศในหัวหินปีละ 3 เดือน การไปหัวหินคือความทรงจำแสนสุข เมื่อเรียนปริญญาโท เธอเลยเลือกทำวิจัยเรื่อง ‘การศึกษาเพื่อเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์บ้านพักตากอากาศ’ เป็นงานที่ได้ใกล้ชิดทะเลทุกวัน เพราะต้องเดินชายหาดหัวหินวันละ 2 กิโลเมตร เพื่อทำแผนที่สำรวจบ้านพักตากอากาศโบราณทุกหลังที่หลงเหลืออยู่ในอำเภอหัวหิน โดยบันทึกรูปแบบบ้านเก่า วัสดุ และเทคนิคการสร้างทั้งหมด รวมถึงสืบหาเจ้าของบ้านเดิมแต่ละหลัง

“บ้านพักตากอากาศหัวหินเป็นบ้านไม้ยุครัชกาลที่หก ซึ่งปรับให้เหมาะกับสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศมากขึ้น การตากอากาศหรือเปลี่ยนอากาศได้อิทธิพลมาจากวัฒนธรรมฝรั่ง ผู้ดีอังกฤษนิยมไปตากอากาศริมทะเลที่เมือง Brighton ประกอบกับการตัดรถไฟเข้ามาหัวหิน รูปแบบบ้านก็มาจากบังกะโลชาวอังกฤษที่มาอยู่อินเดีย คือบ้านแบบอังกฤษที่เพิ่มระเบียงให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น คำว่าบังกะโลก็มาจากชื่อเมืองบังกาลอร์ในอินเดีย มีตั้งแต่ในอินเดีย มาจนถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ เมืองไทยก็รับมาด้วย” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญบ้านตากอากาศบรรยายประวัติศาสตร์การพักผ่อนริมทะเลของชาวสยาม

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

“สุดท้ายเราก็รู้ว่าหัวหินมีบ้านเก่าทั้งหมดแค่ร้อยยี่สิบหลัง ต้องรู้จักแผนที่เก่าและภาพถ่ายโบราณ ซึ่งสมัยนั้นแผนที่ไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น โชคดีที่บ้านหัวหินอยู่เรียงกันหมด เราก็เลยเดินเลียบชายหาดไปถ่ายรูปหน้าบ้านทั้งหมดเพื่อทำแผนที่ใหม่ใน พ.ศ. 2540 

“ตอนนั้นเหลือบ้านเก่าอยู่ราวห้าสิบหลัง แบ่งเป็นหลายยุค หลักๆ แบ่งเป็นยุคก่อนและหลังสงครามโลก การเปลี่ยนแปลงเกิดจากความเจริญของทางรถไฟ ต่อด้วยถนนเพชรเกษม ตอนหลังเป็นเครื่องบิน จากที่ไปยากมาก ไปอยู่ทีครั้งละสองเดือน กลายเป็นสองถึงสามวัน และยุคหนึ่งก็วันเดียวกลับ สมัยแรกทุกบ้านมีแพตเทิร์นการใช้ชีวิตแทบเหมือนกันเป๊ะ ตอนเช้าคุณยายไปตลาด เด็กๆ ลงทะเล หาหอยเสียบ ผู้ใหญ่ไปตรงรางรถไฟ พอตอนกลางคืนก็ไปเล่นกอล์ฟ การวิจัยทำให้เรารู้จักเจ้าของบ้านเยอะมาก ซึ่งอาจเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงกันมา 

“ข้อดีของการทำวิจัยนี้คือเป็นการเก็บข้อมูลที่หาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน เพราะว่าหัวหินผ่านการพัฒนามาเยอะ บ้านตากอากาศแนวบังกะโลในเมืองไทยได้รับความนิยมตั้งแต่ราว พ.ศ. 2454 – 2503 จากนั้นอิทธิพลสถาปัตยกรรมอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนที่”

ดร.โก้ เล่าต่อว่า การตัดถนนทั่วเมืองตากอากาศส่งผลให้สถาปัตยกรรมเปลี่ยนไปโดยปริยาย จากบ้านใหญ่ที่อยู่กันหลายคน ก็กลายเป็นเรือนแถว อยู่กันแบบครอบครัวเล็ก มีคนเริ่มไปซื้อที่ทำบ้านพักพนักงาน ทั้งพัทยา ศรีราชา คนไปพักผ่อนแบบไม่รู้จักกัน ดังนั้นห้องต้องแยกกัน หนึ่งห้องต้องมีหนึ่งระเบียงและหนึ่งห้องน้ำ สถาปัตยกรรมต้องเปลี่ยนให้คนอยู่ได้เยอะๆ โดยไม่รบกวนกัน บ้านแบบเดิมสำหรับครอบครัวใหญ่ก็ไม่ได้ใช้งาน 

“แผนพัฒนาเศรษฐกิจหลัง พ.ศ. 2503 กระจายไปทั่วประเทศ ทำให้เกิดการลงทุนและสร้างตึกสูงมากมาย พอมีถนน มีเครื่องบินแล้ว คนก็ไปเที่ยวได้เลย ไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านหลังใหญ่ครั้งละนานๆ แล้ว ยุคที่หนักสุดคือ พ.ศ. 2535 บ้านหัวหินโดนรื้อเกือบทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนเป็นคอนโดฯ แต่พอ พ.ศ. 2540 ฟองสบู่แตก คอนโดฯ เริ่มไม่เวิร์กแล้ว 

“ตอนหลังพอมีกฎหมายว่าห้ามสร้างตึกในช่วงห้าสิบเมตรริมทะเล ส่วนระยะร้อยห้าสิบเมตรสร้างได้เตี้ยหน่อย เป็นการควบคุมว่าถ้าคุณรื้อบ้านเก่า คุณจะสร้างอะไรไม่ได้เลย บ้านเก่าเลยกลายเป็นสินทรัพย์ที่คนเริ่มเห็นว่าต่อให้ไม่ชอบ ก็ต้องเก็บเอาไว้ งั้นต้องเก็บยังไงให้ไม่ปลอม เก็บยังไงให้ยั่งยืน”

จากบ้านเทศ สู่บ้านไทย

หลังศึกษาบ้านตากอากาศไทยจนทะลุปรุโปร่ง สถาปนิกสาวรู้แน่ชัดว่ารากของเมืองหัวหินคือเมืองตากอากาศแบบตะวันตก เธอเลยเลือกไปศึกษาบ้านเก่าระดับปริญญาเอกที่ฮาวาย สวรรค์ริมทะเลนี้กลายเป็นเมืองตากอากาศช่วงไล่เลี่ยกับหัวหิน และได้รับอิทธิพลจากอังกฤษมาเต็มๆ สถาปัตยกรรมจึงมีส่วนใกล้เคียงเมืองไทย ทั้งยังมีสภาพสมบูรณ์มาก 

“อยู่กับบ้านเก่าได้ทุกวันโดยไม่เบื่อ รู้สึกว่าเรียนสบายมาก เพราะว่าทะเลกับโรงเรียนอยู่ใกล้กันมากค่ะ อยู่ในชุดว่ายน้ำ ทรายยังเปียกเต็มตัวก็ขึ้นมาเรียนหนังสือได้ (หัวเราะ) ฮาวายมีศูนย์รวมฐานข้อมูลของเมืองไทยและเอเชียเยอะมาก คนไทยสมัยก่อนหลายคนก็นิยมไปเรียนที่ฮาวาย มีบ้านและวัฒนธรรมยุคเปิ๊ดสะก๊าด ยุคปริศนา แต่พัฒนามาเป็นเมืองรีสอร์ตที่ยังคงคาแรกเตอร์เดิม”

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

ดร.โก้ วิเคราะห์โครงสร้างบ้านตากอากาศ โดยแยกส่วนโครงสร้างหลักกับเปลือกห่อหุ้มออกจากกัน เพื่อไปสู่ทฤษฎีการออกแบบวิธีซ่อมและสร้างบ้านเก่า แม้ปรับเปลี่ยนบางอย่างตามยุคสมัยและปัจจัยแวดล้อม แต่แกนหลักหัวใจของบ้านยังคงเดิม 

“เราเรียนวิธีการเก็บรักษาบ้าน บ้านหัวหินทั้งห้าสิบหลังคงอยู่แบบเดิมไม่ไหวหรอก คงต้องมีสร้างใหม่ ทีนี้ถ้าสร้างใหม่ให้คงคาแรกเตอร์เดิม ไม่ใช่แค่ตัวเปลือกทำยังไง ก็ต้องเข้าใจ Basic Form ของบ้านที่เหมือนกันหมดเลย คือใต้ถุนโล่งมีระเบียง หลังคาทรงปั้นหยา บ้านโปร่งลมเข้าได้ทุกทาง”

  ความรู้เฉพาะทางทำให้เธอได้ซ่อมบ้านตากอากาศหลายหลัง ซึ่งมักเกี่ยวพันกับพระราชโอรสชั้นพระองค์เจ้าในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย
สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

แถบหัวหินชะอำ ดร.โก้ ได้ซ่อมทั้งบ้านน้อยของโขมพัสตร์ ซึ่งเป็นตำหนักตากอากาศของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ บ้านบาหยันของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ บ้านปลุกปรีดีของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ส่วนในกรุงเทพฯ ก็ได้ช่วยซ่อมบ้านปลายเนิน สถานตากอากาศของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การตากอากาศของเจ้านายยุคนั้น

“ยุคแรกบ้านตากอากาศมีแต่ของเจ้านายกับคหบดีทั้งนั้น การได้เรียนรู้ทำให้ได้เห็นวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมกับการใช้ชีวิต อย่างบ้านปลุกปรีดี ซึ่งเคยเป็นบ้านตากอากาศที่ชะอำแล้วย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เราเก็บมุมมองเข้า เก็บมุมออก เก็บคุณภาพลมให้พัดผ่านได้ทั้งหลัง คุณภาพแสงแบบบ้านริมทะเล เก็บแกนสำคัญอย่างบันไดข้างหน้าสำหรับรับแขก บันไดข้างหลังสำหรับเด็ก และระเบียงรอบบ้านไว้ พอเข้าใจก้อนนี้แล้วจะต่อเติมก็ไม่ยาก”

นอกจากบ้านตากอากาศ สถาปนิกอนุรักษ์ยังรับดูแลอาคารอื่นๆ เช่น วังวาริชเวสม์ ที่ประทับของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บ้านคหบดีต่างๆ ห้องสมุด รวมไปถึงโบสถ์ และเธอยังออกแบบบ้านใหม่ที่มีกลิ่นอายโบราณด้วย 

สถาปนิกนักซ่อม

ทุกวันนี้สัดส่วนสถาปนิกอนุรักษ์มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนสถาปนิกประเภทอื่น เหตุผลหลักคือความยากของเนื้องาน โจทย์การซ่อมอาคารแต่ละหลังล้วนมีปัจจัยยิบย่อย ขอบเขตไม่ชัดเจนเหมือนการออกแบบใหม่ เนื้องานไม่ได้มีแค่ตัวตึก ดีกรีความยากขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้องกับตึก ซึ่งอาจมีความเห็นสารพัดอย่างไม่ตรงกันเลย ทั้งวิศวกร สถาปนิก เจ้าของ คนลงทุน ผู้มาใช้ทีหลัง ช่างก็มีทั้งช่างใหม่และช่างซ่อม บางคนก็เลือกรื้อทิ้ง ก่อใหม่ไปเลย ทุกการตัดสินใจของสถาปนิกอนุรักษ์จึงต้องประสานงานกับทุกคน 

“จริงๆ การอนุรักษ์เป็นความสามารถติดตัวสถาปนิกอยู่แล้ว เรียนสถาปัตย์มาทุกคนชอบของเก่าทั้งนั้น และการอนุรักษ์ก็อยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ตึกแถวถึงร้านกาแฟ แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะระดับชาติมีไม่มาก ยุคแรกมีบริษัทของคุณกฤชทิพย์ ศิริรัตนธำรงค์ ซึ่งเคยอยู่ชิคาโกมาก่อน แล้วกลับเมืองไทยมาตั้งบริษัทซ่อมพระราชวังเดิม วังพญาไท หลังจากนั้นมีคุณวทัญญู เทพหัตถี ที่เน้นงานซ่อมอนุรักษ์ นอกจากนี้กรมศิลป์ก็มีบุคลากรของตัวเอง คนเหล่านี้เน้นอนุรักษ์อาคารที่มีคุณค่าระดับชาติ ส่วนใหญ่ฟื้นฟูเพื่อทำเป็นมิวเซียม มักเปลี่ยนฟังก์ชันอาคารราชการหรืออาคารสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

“แต่งานที่เราทำส่วนใหญ่ต่างออกไป เราเน้นบ้านส่วนตัวที่อยู่กันมาสี่ถึงห้ารุ่น ได้งานมาเพราะเป็นลูก เป็นหลาน เป็นคนรู้จักจากหลายทาง ซึ่งเจ้าของบ้านไม่ต้องการเก็บบ้านให้เนี้ยบเก่าแท้ แต่ต้องเก็บคุณค่าทางจิตใจ เก็บความทรงจำแต่ละยุคไว้รวมกัน ในการชั่งน้ำหนักก็ต้องยอมให้มีของใหม่ที่เขาคุ้นมากกว่า อย่างเก็บเสาเรือนที่มีรอยของยุคสองเรือนหอที่ต่อใหม่ทีหลัง หรือสีผนังที่คนทั้งบ้านจำได้”

หลักการทำงานซ่อมบ้านเก่าของ ดร.โก้ คือการคุยกับเจ้าของบ้านให้เข้าใจกันถ่องแท้ก่อน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนที่เธอรู้จักไม่ต่ำกว่า 30 ปี เช่น เพื่อนสมัยอนุบาล คุณยาย เครือญาติ ซึ่งแต่ละฝ่ายแนะนำกันปากต่อปากไปเรื่อยๆ สถาปนิกหญิงบอกว่าเธอโชคดีที่ได้เลือกงานที่ดี และลูกค้าส่วนใหญ่ก็เชื่อใจเธอเพราะต่างฝ่ายรู้จักกันมานาน ความคุ้นเคยช่วยให้เธอเก็บสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดไว้ได้ 

ด้านการทำงานกับช่าง สถาปนิกกับช่างมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน การทำงานของ ดร.โก้ เน้นหลักจิตวิทยา เธอถนอมน้ำใจผู้ร่วมงานเสมอ

“สถาปนิกมีวิธีดีลกับคนต่างกันไป ของโก้จะเป็นแบบช่างหิวน้ำไหมคะ ช่างคิดว่าไม้เลื่อยอย่างนี้ดีไหม โก้ให้เลือก เราเชื่อว่าถ้าเขาให้เราด้วยความเต็มใจ เราได้งานที่ดีแน่ๆ ช่วยกันคิดแน่ๆ เมื่อไหร่ที่เขารู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่เขาเสนอมา เขาก็จะภูมิใจในระดับหนึ่ง แววตานี่เปลี่ยนเลย ซึ่งบางเรื่องเราเชื่อเขามากกว่าจริงๆ นะ ถ้าเขามีประสบการณ์ มีที่มาอ้างอิงว่าปูนต้องผสมอย่างนี้ ไอ้นี่มันควรต้องอย่างนี้มากกว่า เพราะเรามีจุดประสงค์เดียวกันว่าต้องทำงานละเอียดที่สุด ถูกต้องที่สุดเท่านั้นเอง”

สืบจากอดีต

ช่วงการทำงานที่นานที่สุดของสถาปนิกอนุรักษ์คือการสำรวจและวิเคราะห์ เมื่อลงมือทำแบบแล้ว ถ้าเจอข้อมูลเพิ่มก็ต้องรื้อแก้เขียนแบบใหม่จนกว่าจะได้แบบที่พอใจมากที่สุด 

โดยปกติเมื่อซ่อมตึกไหน ดร.โก้ จะเริ่มสืบค้นแผนที่จากกรมที่ดิน กรมแผนที่ทหาร หอจดหมายเหตุ ภาพถ่ายทางอากาศ ตลอดจนภาพถ่ายที่ชาวตะวันตกถ่ายเมืองไทย จากนั้นก็สืบหาโฉนดที่ดิน หนังสือด้านสถาปัตยกรรม จำพวกตำรา มรดกสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์ฯ ของหม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี นอกจากนั้นยังมีแคตตาล็อกวัสดุนำเข้า แคตตาล็อกสีในยุคต่างๆ หนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ลามไปถึงหนังสือที่บันทึกชีวิตผู้คน อย่างหนังสือนำเที่ยวยุคโบราณ สารบาญชีที่บุรุษไปรษณีย์สมัยรัชกาลที่ 5 ทำขึ้นสำหรับเป็นลายแทงส่งพัสดุ เพื่อให้ได้ประวัติของคน ประวัติของตึก และประวัติของสภาพแวดล้อมอยู่ในมือให้ได้มากที่สุด

“ความชอบของเราคือการคุ้ยประวัติให้ได้ก่อน ชอบมากจนเป็นความถนัดอีกอย่าง บ้านเรามีเอกสารเยอะมาก แล้วก็มีทีมที่บ้าพอกัน ชอบกรอกแผนที่ ชอบจัดเรียงข้อมูลว่าใครอยู่ตรอกไหน พอรู้แบบนี้ เวลาเจอตึกเก่าจะซ่อมเลยไม่ได้นะคะ สมมติเดิมอาคารตรงนี้เคยถูกทุบ เราต้องรู้ว่าทุบเพราะอะไร ทุบเพราะว่าโครงร้างไม่ดี ทุบเพราะว่าเปลี่ยนมือ เจ้าของเปลี่ยนรุ่นหรือครอบครัวขยาย อย่างวังวรวรรณที่เหลือตึกอยู่ครึ่งเดียว ถ้าไม่ค้นภาพถ่ายโบราณก็อาจไม่รู้ว่าจริงๆ เคยเป็นตึกใหญ่มาก” 

ดร.โก้ กางภาพถ่ายสมบูรณ์ของวังแห่งแพร่งนราให้ดู งานนี้เธอบอกว่าเป็นโชคชะตา เพราะได้รับมอบหมายให้วิจัยวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทันทีที่ซ่อมอดีตบ้านตากอากาศของพระองค์เสร็จสิ้น

“การสืบเรื่องหนึ่งจะพาไปอีกเรื่อง เรารู้ว่ากรมพระนราฯ ทรงเป็นนักจัดสรรที่ดิน พระองค์ทรงตัดถนนและลงทุนสร้างรถรางรอบวัง วังที่หายไปไม่ได้โดนเวนคืน แต่ตัดแบ่งทำเป็นพื้นที่เก็บค่าเช่าได้มากมาย แล้วเราก็ไปเจอภาพถ่ายนี้ที่คลังของ University of Illinois ทำให้เราเข้าใจว่า ตึกอีกครึ่งที่หายไปมีจำนวนหน้าต่างกี่บาน หน้าตาประตูหน้าต่างเป็นแบบไหน เพราะการออกแบบมีกฎของมัน ถ้าเราค้นพบกฎแบบนี้จะรู้สึกวูบ (หัวเราะ) มีตัวเลขเด้งขึ้นมาในหัว 

“เราต้องวิเคราะห์สัดส่วนของอาคาร ตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออก และกลับไปหากฎแรกสุดว่าอะไรเคยเป็นอะไร แล้วปัจจุบันอะไรต้องกลับไปอยู่ในจุดไหนบ้าง เพราะถ้าต่อเติมหรือสร้างใหม่โดยไม่อิงกฎเดิม อาคารเปลี่ยนผิดยุคได้เลยนะคะ พอรู้ทั้งหมดแล้ว ก็ได้เวลาโน้มน้าวให้ทำแบบในทางที่ถูกต้องหรือเหมาะสมที่สุด 

“ทุกโครงการเรามักเจอคำถามว่าทำไมตึกโทรมอย่างนี้ ทำไมไม่เป็นคาเฟ่ ทำไมไม่เป็นพิพิธภัณฑ์ เปลี่ยนแล้วหน้าตาใหม่ไป ไม่สวย ไม่มีอะไรถูกต้องสุดร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่ว่ามันมีเหตุผลให้ไปในทิศทางนั้น”

คิดเผื่ออนาคต

ปัจจัยสำคัญงานอนุรักษ์คือความต้องการของผู้ลงทุน ว่าต้องการปรับอาคารเก่าไปทำอะไรต่อ งานของ ดร.โก้ จึงไม่จบที่การเขียนแบบร่างสุดท้าย แต่คำนึงถึงการใช้งานระยะยาวในอนาคต

“ถ้าซ่อมไปแล้วสุดท้ายมีของใหม่มาเพิ่มโดยไม่ได้คิดตั้งแต่ต้น การเสริมเข้าไปจะยุ่งยากมาก อย่างห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ที่เดิมเป็นห้องสมุดเฉยๆ เวลาจัดงานทีต้องรื้อทุกสิ่งอย่าง เราเลยปรับการใช้สอยอาคารให้ใช้จัดงานได้ด้วย อาคารต้องปรับระบบให้รับน้ำหนักได้มากขึ้นเพื่อรองรับแขก รองรับเด็กได้มากขึ้น ตู้และข้าวของที่ใส่กลับเข้าไปต้องน้ำหนักไม่เกินกำหนด ซึ่งกลายเป็น Heritage Management คือคิดต่อยอดว่าเขาจะอยู่ต่อไปยังไงหลังจากที่ซ่อมแล้ว แล้วต้องส่งต่องานให้คนกลุ่มไหนบ้างที่เกี่ยวข้องมาทำต่อ”

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย
สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

นอกจากงานซ่อมแซมก็ยังมีงานสร้างของใหม่ปะปนกับของเก่า หนึ่งในงานที่ใหญ่ที่สุดของ ดร.โก้ คือการออกแบบโรงแรมบ้านบาหยันราว 10 ปีที่แล้ว ลูกค้าคือหนึ่งในเจ้าของบ้านในทีสิสของเธอ เจ้าของซื้อตำหนักตากอากาศเก่าในหัวหินมาพร้อมที่ดินราว 4 ไร่ เนื่องจากบ้านเก่าต้องการการดูแลสม่ำเสมอ โจทย์ของผู้ลงทุนคือทำให้พื้นที่นี้สร้างกำไรกลับมาซ่อมแซมตัวอาคารเก่าได้ สถาปนิกจึงออกแบบโรงแรมที่คงคาแรกเตอร์บ้านตากอากาศสมัยก่อนไว้ ให้อาคารใหม่และต้นไม้โอบล้อมตึกเก่าริมทะเล ดีไซน์ละเอียดถึงขั้นจับคู่หน้าต่างกับต้นไม้ดอกไม้ให้เสร็จสรรพ วิวแต่ละห้องจึงมีเสน่ห์ต่างกันไปตามฤดูกาล แถมเธอยังรับหน้าที่ตกแต่งภายในและออกแบบชุดพนักงานให้ด้วย ทุกวันนี้โรงแรมสไตล์เก่าก็ยังดูดีเหนือกาลเวลา 

“เวลาออกแบบ เราต้องคิดสตอรี่บอร์ดเป็นลำดับขั้นให้แขกเจอเมื่อเดินเข้าตึก ปูด้วยความมืดทึบก่อน ผ่านเพชรบุรีมาเจอต้นตาล ก็ใส่ต้นตาลไป ผ่านทางเดินเล็กๆ เข้ามาเจอล็อบบี้ที่มองไม่เห็นอะไรเลย แล้วค่อยเดินลงบันไดลอดใต้ถุนเก่าไปเจอทะเลข้างนอก นี่คือคาแรกเตอร์ของการเดินทางไปเที่ยวหัวหิน” 

บ้านอีกหลังที่เธอสร้างใหม่ แต่จงใจออกแบบให้เหมือนของเก่า คือสร้างบ้านวิวแม่น้ำโขงที่เชียงคาน จังหวัดเลย โดยอนุรักษ์สไตล์โคโลเนียลหลวงพระบางของประเทศลาว

“เจ้าของบ้านเป็นฝรั่งที่เคยจัดงานแต่งงานที่บ้านบาหยัน เขารู้สึกว่าอยากได้อารมณ์แบบนั้นแต่ไปอยู่ในพื้นที่แม่น้ำโขง คือมีบันไดลงไปน้ำเหมือนกัน เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกัน แต่ว่าบ้านเชียงคานมีคาแรกเตอร์หลักคือ เป็นเมืองที่เห็นพระอาทิตย์ตกลงแม่น้ำโขง เพราะปกติแม่น้ำโขงมักอยู่ทางทิศตะออก เราก็เก็บคาแรกเตอร์ที่เขาต้องการ อ้างอิงแมนชั่นเก่าในหลวงพระบาง แล้วออกแบบให้ตอนเช้าเข้าห้องน้ำมองเห็นต้นไม้ต้นนี้ ตอนเย็นนั่งตรงนี้แล้วเห็นต้นไม้อีกต้น เห็นวิวทุ่งนา เห็นแม่น้ำโขง”

มรดกคนรุ่นหลัง

จุดประสงค์หลักในการซ่อมบ้านเก่าของ ดร.โก้ ไม่ใช่การเก็บของเก่าให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการเก็บความทรงจำ เก็บความผูกพันให้ได้มากที่สุด หรือรื้อฟื้นสิ่งที่คิดถึงให้กลับมาอีกครั้ง

จุดประสงค์ต่อมาคือการขุุดคุ้ยประวัติศาสตร์ ซึ่งบางอย่างเจ้าของอาจไม่ได้อยากรู้หรือสนใจด้วยซ้ำ แต่ข้อมูลเหล่านั้นส่งผลต่อการตัดสินใจทำงาน และยังเป็นคลังข้อมูลที่เธอรวบรวมเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล เพื่อทำประโยชน์แก่คนอื่นด้วย

“เราสนุกตอนค้นข้อมูล ถึงสิ่งที่ค้นนี่ใช้จริงได้แค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์แต่ก็สนุก แต่จะมีความสุขที่สุดตอนที่เขาเข้าไปใช้แล้ว แล้วเขาบอกว่าเรายังเก็บสิ่งที่เขาชอบอยู่ทั้งหมด หรือเน้นจุดที่เขาไม่ได้มองมาก่อน แล้วมันทำให้เขารู้สึกว่า ที่ที่เขาเคยกั้นแล้วเราฉลุ มันนั่งสบายขึ้นจริงๆ นะ หรือว่ามุมนี้เขาไม่เคยได้มองออกไปเห็นต้นไม้ต้นนี้เลย

“เราซ่อมบ้านพระพิไสยสรรพกิจ (ตันม่าส่าย ตัณฑวณิช) ที่ภูเก็ต เจ้าของเดิมเป็นพี่น้องกับบ้านชินประชา เขาทำธุรกิจตลาดดาวน์ทาวน์รอบๆ บ้านก็ทรุดโทรมลง หลังคารั่ว แล้วเจ้าของบ้านปัจจุบันก็อยู่ห้องเดียว เขารักบ้านของเขามาก แต่แทบไม่เหลือร่องรอยให้สืบแล้ว เหลือแต่ภาพถ่าย ทางเข้าเป็นเป็นทางล้อมสวนรูปหัวใจแล้วเจอบ้านตรงกลาง สวยมาก เราก็ทำตามภาพถ่าย แล้วแบ่งโซนกั้นใหม่ให้อยู่ได้สบายขึ้น บ้านนี้สนุกตอนบังเอิญเดินเข้าโรงไม้เก่า แล้วเจอไม้ตะเคียนหน้ากว้างมาปูพื้นได้พอดี”

ดร.โก้ เล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย คุณค่าทางสถาปัตยกรรมคือสิ่งที่การอนุรักษ์อาคารมอบให้เป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นคือคุณค่าทางใจที่ประเมินค่าไม่ได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะยุคนี้สิ่งปลูกสร้างเก่ากลายเป็นจุดขาย ซึ่งเกิดจากกฎหมายผังเมืองที่เข้มงวดขึ้น และเทรนด์ความสนใจของโบราณที่มีเรื่องราวเบื้องหลัง นอกจากนั้นรางวัลทางสถาปัตยกรรมก็เป็นตัวกระตุ้นให้คนอนุรักษ์อาคารเก่า อย่างรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ซึ่งมอบให้วัง บ้าน อาคารทั้งหลายเป็นประจำทุกปี

“การที่ต้นตระกูลมีสมบัติ ไม่ได้หมายความว่ายุคต่อๆ มาจะมีความอู้ฟู่ที่ต้องเก็บไว้เสมอไป แต่ว่ามีความรักที่จะเก็บมากกว่า ดังนั้นการเลือกทำอะไรกับตัวตึกก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณ รียูสให้ถูกจุด ใช้ของเดิมให้เยอะที่สุด” สถาปนิกกล่าวอย่างฉะฉาน

ขอจบเรื่องนี้ด้วยโครงการที่ยังซ่อมไม่เสร็จ ปัจจุบันศิษย์เก่ามาแตร์เดอีกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมวัดน้อยอายุร้อยปีในโรงเรียน ซึ่งมีโครงสร้างแบบบ้านพักตากอากาศ แต่ได้รับการปรับให้เป็นโบสถ์และหอพักในเวลาต่อมา

จากการสืบค้นข้อมูล เธอค้นพบเรื่องสนุกหลายอย่าง เช่น ค้นหาโฉนดเก่าโรงเรียนจนรู้ว่าตึกนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 และค้นหาหนังสือเก่าหลายเล่ม ทั้งบันทึกเก่า วารสารเก่า จนรู้ว่าเจ้าของเดิมชื่อนายโป๊ กิตติโกเศรฐ และนายบ๋า ยงพานิชย์ คือช่างผู้ปรับเปลี่ยนบ้านนี้เป็นโบสถ์โรงเรียน 

เมื่อสืบจากสภาพตึก สถาปนิกสันนิษฐานว่าตึกนี้เคยโดนระเบิดมาก่อน เพราะโครงหลังคาเปลี่ยนใหม่หมด และการขูดลอกผนังโบสถ์ก็ทำให้พบสีแรกสุดคือสีเขียว แต่ศิษย์เก่ามาแตร์ตั้งแต่รุ่นคุณยายลงมาเห็นแต่สีครีมมาหลายสิบปี ดังนั้นคงต้องทาสีที่ทุกคนคุ้นเคย คนจะยอมรับได้มากกว่า

“พ่อสร้างตึกหลายตึกให้โรงเรียน แล้วแม่ก็เป็นคนสร้างหอพักคณะซิสเตอร์ข้างๆ คือทำกันมาทั้งบ้าน เขาเห็นเรามาตั้งแต่เกิด ก็เลยมอบหมายให้ทำเลยค่ะ พอไปถามคุณยายรุ่นต่างๆ ทุกคนบอกว่ารักตึกนี้มาก อยากให้กลับมาใช้งานได้ แล้วก็อยากช่วยเหลือ พอซ่อมแล้วตัวโบสถ์ที่เป็น Little Chapel ก็ยังอยู่ เผื่อไว้จัดพิธีในโบสถ์ แต่ว่าจะมีพื้นที่ซ่อมใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่จัดงานของโรงเรียน ทุกคนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมใช้ที่นี่อีกครั้ง”

สำรวจตึกเก่าฝีมือ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกนักซ่อมบ้านตากอากาศโบราณของไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

จะศาลเจ้า สมาคม ภัตตาคาร ห้างร้าน หรือบ้านช่องห้องหอ อะไรจะเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าสถานที่เหล่านี้ถือครองโดยคนเชื้อสายจีน

ก่อนจะชอนชายสายตาไปยังศาลเจ้าที่ขนาดเล็กในตัวอาคาร หรือตามหาสิ่งละเล็กละน้อยอย่างกระดาษแดง ผ้ายันต์ และที่ปักธูปข้างประตูทางเข้า มีอีกหนึ่งจุดสังเกตซึ่งดึงดูดสายตาได้ง่ายกว่า มักสั่นไหวล้อแรงลมใต้ชายคา บางใบแขวนไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ บางใบสามารถทอแสงนวลตายามราตรี

ภาษาจีนกลางเรียกมันว่า เติงหลง (燈籠) หากเรียกตามภาษาจีนแต้จิ๋วที่ลูกหลานชาวจีนเมืองไทยส่วนใหญ่พูดกันคือ ‘เต็งลั้ง’ สิ่งนี้ก็คือโคมไฟจีนที่คนทุกชาติมักประหวัดใจเมื่อนึกถึงความเป็นจีน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

มีธรรมเนียมว่าต้องประดับโคมหน้าบ้านเป็นคู่เสมอ จะแค่ 1 คู่ 2 คู่ 3 คู่ หรือกี่คู่ก็ขึ้นอยู่กับหน้ากว้างของชายคาที่ห้อยโคมเหล่านี้ แต่ท่ามกลางตึกแถวที่ปลูกชิดติดกันเป็นทิวแถวของซอยเจริญกรุง 26 ใกล้ชุมชนจีนเก่าแก่อย่างตลาดน้อย ยังมีบ้านของชาวไทยเชื้อสายจีนผู้หนึ่งที่ไม่ได้แขวนเต็งลั้งแค่ 2 หรือ 4 ใบอย่างบ้านเพื่อนร่วมชาติพันธุ์หลังอื่น ๆ กันสาดหน้าบ้านหลังนี้ไม่สามารถรองรับโคมที่ควรจะเรียกว่า ‘หมู่’ มากกว่า ‘คู่’ ทำให้เต็งลั้งพวกนี้ต้องถูกโยกย้ายไปห้อยโหนตามเพดานหรือชั้นวางข้างใน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

นี่คือที่ทำงานของร้านชุงแซ สถานที่ซึ่ง เซ้ง-ชอเซ้ง แซ่ตั้ง อาศัยเป็นที่วาดเขียนลายโคมไฟจีนเลี้ยงชีพตนนานนับค่อนชีวิต

เต็งลั้งสารพัดแบบที่พบได้ในศาลเจ้า โรงเจ และบ้านอยู่อาศัยของชาวจีนทั่วเมืองไทยอาจมีที่มาจากห้องแถวแคบ ๆ แห่งนี้ เมื่อเราบุกไปถึงหน้าร้าน ช่างทำโคมมือฉมังเพียงแต่แหงนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีขาวเหลือบเงินขึ้นมอง สองมือยังสาละวนอยู่กับกองโครงไม้ไผ่ไม่มีหยุด

“โครงพวกนี้มาจากต่างจังหวัด อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เขาสานไม้ไผ่ส่งมาให้” เขาเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเข้มขรึม เมื่อเราแสดงท่าทีสนใจ “เป็นชาวบ้านทำอยู่ในตลาด ไม่ได้มีร้าน เขาจักสานของหลาย ๆ อย่าง ตะกร้าอะไรก็มีหมด ถ้าเป็นโคมถึงส่งมาให้เรา”

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

โคมจีนมีหลายประเภท แต่ละท้องถิ่นก็มีรูปแบบและวิธีการประดิษฐ์โคมของถิ่นตัวเอง โคมประเภทที่เซ้งรับทำเรียกว่า ‘อิ่วจั๋วเต็งลั้ง (油纸灯笼)’ แปลตรงตัวได้ว่า โคมกระดาษทาน้ำมัน เป็นโคมไฟเฉพาะถิ่นของแถบแต้จิ๋ว ดินแดนที่บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนหลายคนรวมถึงนายช่างเซ้งจากมา

เมื่อครั้งที่บิดาของชอเซ้งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแผ่นดินใหญ่ สิ่งที่อาเตี่ยได้นำติดตัวมานอกเหนือจากเสื่อผืนและหมอนใบ คือทักษะการวาดเขียนเต็งลั้งแบบชาวจีนแต้จิ๋วขนานแท้ เซ้งผู้เป็นลูกชายได้ซึมซับวิชาจากอาเตี่ยตั้งแต่ยังเด็ก หัดวาดหัดเขียนตั้งแต่จบการศึกษาภาคบังคับ จนได้รับช่วงต่อกิจการร้านชุงแซของพ่อเมื่อตนเองเติบโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“ทำมาประมาณ 40 ปีแล้ว พ่อทำอยู่ ก็มาช่วยทำ เลยทำต่อเนื่องมา” นายช่างเต็งลั้งรุ่นที่สองเล่าถึงวัยเด็กของตนเองสั้น ๆ “ไม่ได้เรียนศิลปะ จบแค่ ป.4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อ ฝึกกับพ่ออย่างเดียว

“บางคนฝึกแค่ 5 ปี 10 ปี ก็ไม่มีโอกาสที่จะมาทำแบบนี้หรอก มันใช้ความชำนาญทุกอย่าง ก็ต้องเรียนตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ว่าหัดแล้วจะทำได้ทันทีเลย”

เมื่อได้รับโครงไม้ไผ่สานเป็นรูปโคมจากพนัสนิคมมาแล้ว หน้าที่ของเซ้งคือปะกระดาษทาน้ำมันหุ้มเนื้อโคมให้ทั่ว เสร็จจากนั้นจึงทำงานที่ต้องใช้ความประณีตสูง คือแต่งลวดลายตามที่ได้รับมอบหมาย

ลูกค้ารายใหญ่ของเซ้งคือร้านขายโคมข้างวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ซึ่งจะนำไปจัดจำหน่ายต่อให้กับศาลเจ้าหรือบ้านคนที่ต้องการใช้

“ร้านข้างวัดเล่งเน่ยยี่เขาสั่งมาเราก็ทำไป ทำส่งให้ร้าน เขารับจากเราไปขายอีกที จะเป็นโคมแบบไหน เขียนอะไร ก็แล้วแต่ที่เขาสั่ง”

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

ในยุคที่โลกยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้า โคมไฟคือเพื่อนแท้ของมนุษย์ซึ่งคอยทำหน้าที่ขับไล่ความมืดมนแห่งรัตติกาลออกไป เมื่อมีการประดับโคมแพร่หลาย ชาวจีนจึงออกแบบคิดค้นรูปแบบโคมให้มีความแตกต่างหลากหลายเพื่อรองรับกับสถานที่และการใช้งาน

แบบอักษรและลวดลายบนเต็งลั้งสามารถบอกถึงสถานะของตึกที่พวกมันแขวนอยู่ ถ้าเป็นศาลเจ้าก็จะนิยมเขียนชื่อเทพเจ้าในศาล ถ้าเป็นบ้านคนก็จะเขียนอักษรประจำแซ่หรือชื่อสกุลเพื่อสะท้อนตัวตนของตระกูลผู้พำนักในบ้านนั้น เช่นเดียวกับในชุมชนและสถานที่อื่น ๆ

ไม่ว่าจะเป็นเต็งลั้งชนิดไหน ใช้กับอะไร ทุกชนิดก็ล้วนเคยผ่านมือของเซ้งมาหมด

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“ในร้านนี้มีเป็นสิบขนาด ขายเป็นคู่” มือที่วาดโคมมานับหมื่นแสนใบ ผายขึ้นให้เรามองดูผลงานที่ทำเสร็จแล้วบนเพดาน “ถ้าเป็นใบใหญ่สุดก็ราคา 3,000 บาทต่อคู่ นับเป็นคู่ทั้งนั้น”

บนเพดานอันระดาตาไปด้วยโคมกระดาษนานารูปแบบ มีทั้งทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงคล้ายถัง วิธีจำแนกชนิดของพวกมันดูได้ไม่ยาก กล่าวคือถ้าเป็นโคมในงานมงคลมักจะเขียนอักษรสีแดง เขียนคำอวยพร มีลวดลายสีสัน แต่ถ้าเป็นโคมงานอวมงคลหรืองานศพ มักจะเป็นโคมเขียนอักษรสีน้ำเงินเรียบ ๆ ให้ความรู้สึกหม่นซึมสมกับการใช้งาน

“อย่างใหญ่นี่ต้องใช้กับศาลเจ้า ไม่ใช้ในบ้านคน” นายช่างเซ้งพูดเมื่อสายตาของเราสบประสานอยู่ที่โคมใบใหญ่สุดในร้าน วาดรูปมังกรล่อแก้วพร้อมลายเมฆอันงดงาม

ชายสูงวัยลุกขึ้นยืน ช่วงคอที่งองุ้มไปตามอายุเลข 7 นำหน้าค้อมลงอีกเล็กน้อยเพื่อตรวจตราผลงานที่ทำโดยภรรยาและผู้ช่วยคนสำคัญของเขา ระหว่างสามีกำลังพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กับเรา เธอก็มัวยุ่งกับการสกรีนลายอักษรจีนสามแถวแนวตั้งซึ่งแขวนติดอยู่บนราวตั้งแต่ปากทางเข้ายันท้ายร้าน

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

แบบอักษรเหล่านี้ใช้พิมพ์บนโคมลูกหลาน ภาษาจีนเรียก ‘ฮกเต็ง (福燈)’ ดังอักษรตัวใหญ่ที่เขียนบนโคม ด้านข้างเป็นคำอวยพร 2 ท่อน ประกอบด้วย พันลูกหมื่นหลาน (โชยจื้อบ่วงซุง-千子萬孫) และ ชีวิตยืนยาวฐานะร่ำรวย (เฉี่ยงเหมี่ยปู้กุ่ย-長命富貴) โดยทั่วไปจะใช้พาดบนโลงศพเท่ากับจำนวนลูกผู้ตาย เมื่อเสร็จสิ้นพิธีศพทุกขั้นตอน ก็จะแจกจ่ายให้ลูกแต่ละคนรับไปเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

ชอเซ้ง แซ่ตั้ง ทายาทร้าน ‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อย

“พวกนี้เป็นโคมลูกหลาน เขียนเหมือนกันหมด ใช้ทีเดียวเยอะ พวกนี้ไม่ต้องเขียนเลย สกรีนเอาง่ายกว่า” ชอเซ้งเอ่ยพร้อมกับสาธิตวิธีการรีดให้ดูสด ๆ กับตา “ใช้ไม้รีดสีมันเข้าไปในกระดาษ ก็เหมือนที่เขาสกรีนลงเสื้อแหละ ทำแบบเดียวกัน”

งานสกรีนพอช่วยแบ่งเบาภาระในร้านชุงแซที่วันนี้มีแค่สองสามีภรรยาช่วยกันทำไปได้บ้าง แต่ก็ช่วยได้แค่โคมลูกหลานในงานศพเพียงอย่างเดียว เพราะงานโดยมากของนายช่างเซ้งยังจำเป็นต้องหยิบพู่กัน จุ่มสีอะคริลิก วาดด้วยสองมือที่คล่องแคล่วสวนทางกับวัยคู่นี้อยู่ดี

“ส่วนใหญ่ที่เขียนจะเป็นคำอวยพร เป็นชื่อเจ้า หรือไม่ก็เขียน ‘หะเจ่งเผ่งอัง-合衆平安’ ที่แปลว่า ‘ทุกผู้ทุกคนสงบสุข’ ข้างหนึ่ง”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

โคมลักษณะนี้จะเป็นโคมที่ใช้ไหว้เจ้า ถวายศาลเจ้า หรือใช้เนื่องในงานขอบคุณเทพเจ้าปลายปี ซึ่งเทพเจ้าจีนมีมากมาย เช่นเดียวกับชุมชนที่มีชื่อแตกต่างกัน งานสกรีนย่อมไม่สามารถทำได้ หลังติดกระดาษเคลือบน้ำมันเสร็จแล้ว ชอเซ้งต้องวาดเขียนทุกอย่างบนโคมเกลี้ยง ๆ ด้วยมือตัวเอง

“พวกของศาลเจ้านี่ยังไงเขาก็ต้องใช้ ปีนึงเปลี่ยนครั้งนึง แล้วเขาก็ต้องใช้ทุกปี เราเลยมีงานตลอด บางทีเขาให้เราเขียน บางทีเขาเอาไปเขียนเอง ต้องให้เขาสั่งมาเราถึงเขียน

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“ชื่อเทพเจ้าที่เขียนก็เยอะแยะเลย เช่น ปึงเถ่ากง (เทพเจ้าผู้คุ้มครองชุมชน) หรือ ทีตี่แป่บ้อ (เจ้าพ่อเจ้าแม่ฟ้าดิน)” คนสร้างงานพลิกให้ดูชื่อเทพเจ้าที่จะนำไปแขวนหน้าศาลฟ้าดินที่ใดสักแห่ง

ส่วนลวดลายตกแต่งอย่างลายดอกไม้บนยอด บนฐาน หรือด้านข้างตัวอักษรก็แล้วแต่กรณีไป บางใบเป็นสติกเกอร์ที่ถูกพรินต์ออกมาแปะโดยเฉพาะ บางลายก็ต้องให้ถึงมือนายช่างใหญ่เขียนภาพเอง

“อย่างลายมังกรใบใหญ่นี่ต้องวาด วาดกับมือ”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

ชมใบใหญ่สุดที่หนึ่งคนโอบไม่ไหวไปแล้ว ก็มาถึงตาของใบเล็กสุดซึ่งถือได้ด้วยมือเดียว

“อย่างนี้คู่เล็กสุด เขาเรียก ‘เต็งหลั่งเกี้ย’ แปลว่าลูกของเต็งลั้ง ปกติใช้แขวนกับตี่จู่เอี๊ย”

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

ความที่ชาวจีนนิยมถือฤกษ์ปลายปีต่อต้นปีในการประดับโคมใบใหม่ บางรายการถูกสั่งจองข้ามปี งานของชุงแซจึงมีมากในช่วงก่อนตรุษจีน หลายวันต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ได้สินค้าทันเวลา ต้องรอจนกว่าจะผ่านพ้นวันขึ้นปีใหม่จีนไปได้สักเดือนหนึ่ง ชอเซ้งถึงเริ่มมีเวลาพักผ่อนให้กับตัวเอง

“มันไม่ว่างอ่า” เลยกลายเป็นคำพูดติดปากของช่างเขียนโคมวัยชราที่เราได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์ จวบจนเรามายืนชมผลงานของเขาถึงในร้าน

ความไม่ว่างของนายช่างชอเซ้ง แซ่ตั้ง เป็นที่ประจักษ์ได้จากลูกค้าที่ทยอยแวะเวียนมารับโคมที่สั่งเขาทำทุกวี่ทุกวัน หนึ่งในนั้นคือตัวแทนจากศาลเจ้าแห่งหนึ่งแถวฝั่งธนฯ ที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“หน้าร้านเขารับมา เราก็รับจ้างทำ จังหวัดไหนให้ไปส่งก็มี มีตัวแทนที่มารับ”

ใช่เพียงประสบการณ์กว่า 40 ปีที่เป็นเครื่องการันตีฝีมือการเขียนลายโคมอันเลอเลิศของเซ้ง อีกสาเหตุหนึ่งที่โคมยี่ห้อชุงแซขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างนี้ก็เพราะร้านอื่นทยอยล้มหายตายจาก

“นอกจากร้านนี้ก็มีร้านที่ข้างวัดพลับพลาชัย นอกนั้นก็คือเลิกทำไปเยอะแล้ว เมื่อก่อนเจ้าหลัก ๆ จะอยู่รวมกันที่ตรอกโรงโคม ข้างตลาดเก่าเยาวราช ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว ที่เลิกทำกันไปเพราะเขาหมดไฟ อายุเยอะ เสียไปแล้ว ไม่เหลือคนมาทำต่อแล้ว”

แล้ววันหนึ่งชุงแซก็คงเป็นเช่นเดียวกับร้านเพื่อนร่วมวงการ ด้วยเหตุที่ชอเซ้งไร้ลูกขาดหลานจะมาสืบสานวิชาเขียนโคมกระดาษที่เขาได้รับตกทอดจากอาเตี่ย

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

“หลังจากนี้ก็คงไม่มีคนสืบทอดหรอก ลูกไม่มี หลานก็ทำงานของเขาดีอยู่แล้ว โคมงานศพก็ใช้น้อยลง เพราะเดี๋ยวนี้คนสมัยใหม่เขาเผา ทำพิธีแบบไทยไปเลย ก็จะไม่ได้ใช้โคม อีกหน่อยก็จะไม่มีแล้วล่ะ”

เมื่อถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ ‘อาแปะเซ้ง’ ยังทนนั่งหลังขดหลังแข็งตกแต่งโคมอยู่จนถึงวันนี้ เขาตอบทันทีว่า “ความสุข”

“ทำงานนี้ก็ประทังชีวิตได้ จะเอาอะไรมากมาย” ช่างทำเต็งลั้งคนสุดท้ายในตลาดน้อยพูด และดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขายิ้มออกมาตลอดการสนทนาพาทีกับเรา “ทำงานเราก็ต้องมีความสุขสิ ทำงานแล้วจะมีความทุกข์ได้ยังไง คนไม่มีงานโน่นสิถึงจะไม่มีความสุข”

แม้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ชื่อของ ‘ชุงแซ’ จะถูกกลบกลืนไปด้วยกงล้อแห่งกาลเวลา แต่ตราบเท่าที่ชอเซ้งยังมีลมหายใจและกำลังวังชาพร้อม ห้องแถวคับแคบแห่งนี้ก็จะพร้อมจะมอบสีสันสดสวยคู่แสงไฟในดวงโคมด้วยความสุขที่เขาได้รับจากการทำงานมานานปี

‘ชุงแซ’ ผู้ผลิตโคมกระดาษศาลเจ้ารายสุดท้ายในย่านตลาดน้อยกับการเขียนลายโคมแบบแต้จิ๋วจากเตี่ยมานานถึง 4 ทศวรรษ และยังไม่มีใครสานต่อ

สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศร้านทำโคมเต็งลั้ง เย็นวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 นี้ ร้านชุงแซจะเปิดให้เยี่ยมชมเป็นกรณีพิเศษเพื่อต้อนรับทริป Walk with The Cloud : A Lanterning Talad Noi’

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load