The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

มาปราจีนฯ ทั้งที ไม่มาพิพิธภัณฑ์ตะเกียงเหมือนมาไม่ถึง

พิพิธภัณฑ์ตะเกียง หรือ ‘พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์’ ก่อตั้งโดย ณรงค์ อยู่สุขสุวรรณ์ พ่อค้าของเก่าวัย 67 ที่มีตะเกียงมากกว่า 10,000 ดวง จากการรับซื้อตะเกียงจากชาวบ้านเพื่อแยกส่วนขายเศษทองเหลืองราคาถูก จนวันหนึ่งมีคนมาขอซื้อตะเกียงต่อจากเขาดวงละ 100 บาท หลังจากทราบว่าเจ้าของคนใหม่รับตะเกียงไปขายต่อต่างประเทศ เขาเลิกขายตะเกียงทันที และหันมาสะสมแทน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

แสงของตะเกียงเจ้าพายุดวงแรกเลยจุดประกายให้ณรงค์เริ่มต้นเก็บสะสมตะเกียงทุกแบบและทุกประเภทด้วยใจรัก เมื่อจำนวนตะเกียงเยอะมากจนล้นโกดังเขาจึงเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับตะเกียงไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา กระทั่งเป็นพิพิธภัณฑ์ตะเกียงที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

  นอกจากมีตะเกียงให้ชมแทบจะทุกแบบ ยังมีของสะสมหาชมยากสมัยคุณปู่ยังวัยรุ่นและสวนสัตว์ขนาดย่อมชวนให้ตื่นตาตื่นใจด้วย

ณรงค์บอกเราว่า “การเป็นที่หนึ่งของเอเชียไม่ใช่เรื่องง่าย”

ประโยคสั้นและกระชับของณรงค์ทำเราสงสัยจนอยากรู้ว่า กว่าจะมาเป็นที่หนึ่งนั้นยากขนาดไหน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

1

แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุทยอยดับลงทีละดวง หลังจากประเทศไทยทำความรู้จักกับ ‘ไฟฟ้า’ ราว 130 ปีก่อน ของใหม่มา ของเก่าอย่างตะเกียงน้ำมันก๊าดเริ่มหมดความหมายและมีจุดหมายปลายทางยังร้านขายของเก่า จากประโยชน์ส่องแสงสว่างริบหรี่เหลือค่าเพียงเศษทองเหลืองกิโลกรัมละสิบกว่าบาท

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

“ประมาณ 40 – 50 ปีก่อน คนขนตะเกียงมาขายทิ้งกันหมด เราก็ทุบเฉพาะทองเหลืองไปขาย สมัยนั้นกิโลกรัมละสิบกว่าบาท พอทุบไม่ไหวเราก็แขวนเก็บไว้ มีคนมาเห็นแล้วเขาขอซื้อดวงละ 50 บาท เราก็ขาย ตอนหลังมีคนมาขอซื้ออีก ให้ราคา 70 บาท เราก็ขาย พอช่วง 20 ปีหลังมีคนมาขอซื้อ เขาบอกเราว่าถ้ามีคนให้ 70 เขาให้ 100 เราว่างพอดีเลยมีโอกาสคุยกับเขาว่าซื้อไปทำไม

“เขาบอกเราว่าเอาไปพ่นสีตกแต่งใหม่แล้วขายชาวต่างชาติ เราเลยฉุกคิดว่าถ้าขายไปของก็จะอยู่นอกประเทศหมด เราน่าจะเก็บสะสมไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาและเรียนรู้ระบบกลไกของตะเกียงเจ้าพายุ เลยเริ่มสะสมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันถ้าใครมาขอซื้อเราก็ไม่ขายแล้ว”  นักสะสมตะเกียงเล่าสู่กันฟัง

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

ตะเกียงดวงแรกของนักสะสมเป็นตะเกียงเปโตรแม็กซ์ดวงเล็กขนาด 150 แรงเทียน ลักษณะแปลกตาเพราะขนาดเล็กกว่าตะเกียงเจ้าพายุ ด้วยความเป็นพ่อค้าของเก่า แน่นอนว่ามีตะเกียงดวงแรก ย่อมมีดวงที่สอง สาม และสี่ ปัจจุบันณรงค์มีตะเกียงมากกว่า 10,000 ดวง จนโกดังเก็บของเก่าขนาดใหญ่ 2 ไร่เก็บไม่เพียงพอ เขาเกิดความคิดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็น ได้รู้จัก และได้ศึกษา

2

หากเดินเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์ ด้านขวาจะเป็นอาคารราชาวดี ความสูง 2 ชั้น ชั้นล่างจัดแสดงของโบราณหาชมยาก เช่น เตารีดโบราณ ตู้เย็นน้ำมันก๊าด และตะเกียงบางส่วน ชั้นบนจัดแสดงตะเกียงแบบจัดเต็มจากหลากหลายประเทศผู้ผลิต อย่างตะเกียงเจ้าพายุแบรนด์ไอด้าจากประเทศเยอรมนี แบรนด์ซิงมิงจากประเทศจีน แบรนด์เรเดียสจากประเทศสวีเดน ฯลฯ นอกจากจะเกียงเจ้าพายุ ยังมีตะเกียงแบ่งประเภทตามการใช้งาน เช่น ตะเกียงประดับริมรั้ว ตะเกียงเรือ ตะเกียงฉายสไลด์สำหรับทหาร

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

ภายในพิพิธภัณฑ์มีตะเกียงกระจายอยู่เกือบทุกอาคาร นับรวมแล้วทั้งหมด 13,001 ดวง ณรงค์บอกว่าเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีตะเกียงในโกดังที่ยังไม่ได้เอามาโชว์อีกเยอะมากเช่นกัน

แต่เราคัดมาให้ชมเรียกน้ำย่อยกันก่อนจำนวน 10 แบบถ้วน

1 ตะเกียงดวงแรกของณรงค์

ตะเกียงเปโตรแม็กซ์สีดำดวงเล็กขนาด 150 แรงเทียน ด้วยขนาดเล็กกว่าตะเกียงพายุทั่วไปจึงได้ใจนักสะสมไปเต็มๆ แถมยังเป็นตะเกียงดวงแรกที่จุดประกายให้ณรงค์สะสมตะเกียงมาจนปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

2 ตะเกียงทิลเลย์ 24 หัว

ตะเกียงขนาด 7,200 แรงเทียน อะไหล่จากประเทศอังกฤษ ประกอบในประเทศไทยโดย คุณเชาวลิต รังสีสุวัติ ในการจุดตะเกียงแต่ละครั้งต้องใช้คนอย่างน้อย 8 คน และคนสูบถังด้านล่างอีก 1 คน ต้องใช้คนมาก เพราะต้องคอยดูและรักษาไส้ตะเกียงไม่ให้แตก

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

3 ตะเกียงวอชิงตัน

ตะเกียงขนาดใหญ่ยักษ์เป็นเสาไฟฟ้าส่องสว่างสมัยก่อน มีเพียง 9 ดวงในประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

4 ตะเกียงรัตนมาลา

  กว่าจะได้ดวงนี้มาไม่ง่าย ตะเกียงรัตนมาลาทำขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยช่างไฟฟ้าในวัง แต่ถูกยุติห้ามจำหน่ายเพราะตีตราครุฑคล้ายเป็นของหลวง ปัจจุบันมีมูลค่ามากถึง 500,000 บาท

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

5 ตะเกียงดัดแปลงรุ่น 237

บริษัทโคลแมนดัดแปลงตะเกียงรุ่น 237 ด้วยฟิล์มฉายสไลด์ สำหรับมิชชันนารีและกลุ่มคนชนบทที่ขาดแคลนไฟฟ้า

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

6 โคมระย้าโคลแมน

โคมระย้าประกอบด้วยตะเกียง 2 เสา 4 ไส้ หาชมยาก! เป็น 1 ในคอลเลกชันของฟิล กราฟฟ์

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

7 ตะเกียงเรือ

ตะเกียงสำหรับเรือโดยเฉพาะ จะถูกแขวนไว้บริเวณหัวเรือ หากเกิดเหตุเรือล่มคนจะมองเห็นดวงไฟและช่วยเหลือได้ทัน แทนการตะโกนขอความช่วยเหลือ

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

8 ตะเกียงรันเวย์สนามบิน

ใช้วางขอบรันเวย์สนามบินในสมัยก่อน

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

9 ฮีตเตอร์โบราณ

ฮีตเตอร์มีไส้คล้ายไส้ตะเกียง ไส้จะทำปฏิกิริยาความร้อนกับเหล็ก เหล็กก็จะร้อน ร่างกายก็จะอบอุ่น

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

10 พัดลมน้ำมันก๊าด

การทำงานคล้ายตะเกียงเจ้าพายุ จะต้องใส่น้ำมันก๊าดบริเวณด้านล่างแล้วสูบ เมื่อเกิดความร้อนใบพัดจะหมุนได้

ภายในอาคารยังมีของสะสมของบรรพบุรุษ และภรรยาของณรงค์เองก็เป็นนักสะสมตัวยงไม่แพ้กัน เธอจะเน้นสะสมโต๊ะ-เก้าอี้ไม้สักแท้ และมี 2 มุมจำลองยอดฮิตที่ใครมาก็ต้องออกลวดลายท่าทางคือ ร้านชา-กาแฟโกเฮง และร้านตัดผมโบราณ อุปกรณ์ตัดผมและชงชา-กาแฟเหมือนพาเราย้อนอดีตจริงๆ

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

หลังจากตาลุกวาวกับตะเกียง 10 แบบ เราขอพาทัวร์กันต่อกับอาคารลีลาวดี เป็นอาคารแฝด 2 ชั้น 6 ห้อง ห้องแรกเป็นห้องราชพฤกษ์ จัดแสดงถ้วยชามโบราณ ถาดกระบื้องแท้ ขวดน้ำมะเน็ดหรือขวดน้ำอัดลมสมัยก่อน ระหว่างเดินชมถ้วยใบนู้น ขวดใบนี้ ณรงค์จะสอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตลอดทาง

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

“ของแต่ละชิ้นกว่าจะได้มาลำบากมาก สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์ การติดต่อสื่อสารก็ยาก เราต้องส่งหน้าม้าไปคุย ไปตะล่อมเจ้าของก่อน ถ้าเขามีเงินเขาจะไม่ขาย อย่างถาดแต่งงานเนื้อกระเบื้องแท้เราเฝ้ามา 3 ปี ส่งหน้าม้าไปคุยทุก 4 – 5 เดือน สุดท้ายได้มาคู่ละ 8,000 จนตอนนี้ราคา 80,000 แล้ว

“บางทีเลิกงานเราขับรถไปดูของด้วยตัวเอง พอไปถึงเมียขาย ผัวไม่ขาย พอกลับไปอีก ผัวเมียขาย แต่ลูกไม่ขาย ของแต่ละชิ้นเลยไม่ได้หามาง่ายๆ ผิดกับปัจจุบันเขาส่งภาพมาให้ดู เราก็เลือก ชอบก็จ่ายเงิน”

  ณรงค์ชวนย้อนอดีตพลางแวะห้องชัยพฤกษ์ จัดแสดงเครื่องทองเหลือง อย่างเชี่ยนหมาก ขันลงหิน เตาน้ำมันก๊าด ฯลฯ และห้องถัดมาแฟนคลับสายปั่นต้องชอบ เป็นห้องรถจักรยานและจักรยานยนต์หลากหลายยี่ห้อ ทีเด็ดอยู่ตรงรถจักรยานยนต์สองระบบ จะใช้ถีบเป็นจักรยานหรือขับเป็นจักรยานยนต์ก็ได้

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

เดินชมห้องชั้นล่างจนครบทุกซอกทุกมุม ขอนำเสนอห้องทองกวาว รวบรวมของเล่นสังกะสีหลากหลายแบบ เด็กๆ มาต้องชอบ แม้แต่เรายังอยากอยู่ห้องนี้นานๆ นอกจากจะหวนคิดถึงวัยเด็ก เรายังได้เห็นพัฒนาการของของเล่นจากอดีตจนถึงปัจจุบันอีกด้วย อัพเดตของเล่นล่าสุดของห้องคือ ตุ๊กตาไลน์เฟรนด์

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

“ถ้าลูกค้ามากันเป็นครอบครัว เราเป็นเจ้าของเห็นแล้วมีความสุขมาก พ่อแม่จะแนะนำลูกว่า สมัยก่อนแก้วแบบนี้แม่เคยใช้นะ เราเดินตามหลังได้ยินได้ฟังก็มีความสุข เหมือนบรรยากาศเก่าๆ กลับคืนมา”

เดินหน้าต่อเพียง 2 ก้าวจะเจอกับห้องทองหลาง เป็นห้องรวบรวมพระผง พระเหรียญ รวมถึงภาพพระเก่ามากมาย แบ่งหมวดหมู่ตามจังหวัด เยอะสุดต้องยกให้พระผง-พระเหรียญจากปราจีนฯ เดินอีกนิดถึงห้องสุดท้ายของอาคารลีลาวดี เป็นห้องทองพันชั่ง ชั่งจริงๆ เพราะณรงค์ขนสารพัดตราชั่ง เครื่องตวงและวัด เครื่องคำนวณภาษี มาให้ชมกันอย่างจุใจ!

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์

ก้าวขาเดินลงบันไดสักนิดจะเจอกับอาคารชวนชม จัดแสดงภาพถ่ายเก่าของเมืองปราจีนฯ  ภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครั้งเสด็จฯ เยือนปราจีนฯ ณ วัดแก้วพิจิตร หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน แสตมป์ และธนบัตรเก่า ตลอดจนลอตเตอรี่รุ่นแรกของประเทศไทยก็มี

ณรงค์แนะว่า การจะเก็บของเก่าให้ทรงคุณค่าจะต้องทำบัญชีด้วย เช่น บันทึกว่าซื้อมาจากไหน ได้มาจากใคร ลงลายมือชื่อและวันเดือนปีกำกับจะสุดยอดมาก เขาพูดติดตลกกับเราว่า “ถ้าทำบัญชีไว้แล้วย้อนมาดู มันเหลือเชื่อมากนะ เราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”

สุดท้ายและท้ายสุดกับอาคารฟ้าประดิษฐ์ อยู่บริเวณด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรือขุด เป็นเรือที่ทำมาจากต้นไม้ทั้งต้นเพื่อทำเรือเพียงลำเดียว และมีเรือนเครื่องผูก เป็นบ้านที่สร้างจากไม้ไผ่ผูกกันโดยไม่ใช่ตะปูหรือลวดในการก่อสร้างแม้แต่ตัวเดียว

3

หลังจากชมพิพิธภัณฑ์จนครบทุกห้องและทุกอาคาร ขอพักจิบน้ำเย็นชื่นใจและจับเข่าคุยกับณรงค์ถึงการเก็บตะเกียงที่เยอะที่สุดในอาเซียนด้วยเหตุผลเดียวคือการเก็บเพื่อคนรุ่นหลัง

“ถ้าเขาไม่เห็นเขาจะไม่รู้เลย บางคนเคยได้ยินชื่อแต่ไม่รู้ว่าหน้าตาตะเกียงเจ้าพายุเป็นแบบไหน ปัจจุบันของใช้ที่คนรุ่นใหม่ทำขึ้นมาก็ต้องศึกษาจากของโบราณมาก่อนทั้งนั้น ถึงจะทำเครื่องมือทันสมัยได้ สมัยก่อนตู้เหล็ก 1 ใบจะต้องใช้สว่านหมุนมือ ใช้ตะปูมาย้ำ เดี๋ยวนี้ปุ๊บปั๊บปั๊มขึ้นรูปเสร็จแล้ว

“กระบวนการมันแตกต่างกัน อย่างแผ่นเสียงต้องไขลาน แล้วมีวิวัฒนาการมาใช้ถ่าน เราไม่ควรมองว่าของโบราณไม่มีคุณค่า แต่ควรตั้งคำถามว่าคนโบราณเขาคิดได้ยังไง เขาทำได้ยังไงมากกว่า”

ณรงค์ตอบ เจ้าของพิพิธภัณฑ์มีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ แม้ธุรกิจพิพิธภัณฑ์ของเขาขาดทุนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี  ณรงค์เฉลยพร้อมรอยยิ้มว่า

“เราทำด้วยใจรัก กัดฟันสู้แม้จะขาดทุน เพราะเราอยากให้เด็กรุ่นหลังเขาศึกษาจริงๆ ความสุขของเราคือการมาเดินในพิพิธภัณฑ์ เราสุขใจเพราะเกิดเป็นคนไทยคนหนึ่ง ได้เก็บรักษาของไว้ให้คนรุ่นหลังศึกษา ในอนาคตเราก็ต้องจากโลกนี้อยู่แล้ว แต่ของพวกนี้ต่างหากยังคงอยู่

“มีบางคนเอาของมาบริจาค เราบอกว่าเราไม่ได้เป็นมูลนิธิ เราจะเขียนชื่อ-ที่อยู่ให้เขา แต่ว่า ต้องมีแต่ด้วยนะ ถ้ามอบของให้เราแล้ว ในช่วงชีวิตเราจะเก็บรักษาให้ดีที่สุด เมื่อสิ้นอายุเราก็จบกันแค่นั้น อย่าเป็นเวรเป็นกรรมมารุ่นลูกรุ่นหลาน เราพูดแบบนี้ไว้ก่อน คนมอบก็สบายใจ เราก็สบายใจ”

คนฟังอย่างเราก็สบายใจ เมื่อรู้ว่ามีผู้ใหญ่ความตั้งใจดี เก็บของสะสมกว่าค่อนชีวิตเพื่อสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดปราจีนฯ ให้เด็กรุ่นหลังและคนรักของเก่าได้ศึกษา แน่นอน ทุกคนมีความทรงจำกับอดีต บ้างก็เป็นของเล่นชิ้นโปรด บ้างก็เป็นตะเกียงดวงเก่าสมัยคุณพ่อ ถ้าคุณกำลังหวนคิดถึงสิ่งเหล่านั้น เราขอมอบบัตรเชิญให้คุณมาเดินย้อนอดีตพร้อมค้นหาความทรงจำในโลกปัจจุบัน ณ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ไม่มากก็น้อย ไม่ความสุขก็รอยยิ้มที่คุณจะได้รับกลับบ้านแบบแก้มปริ!

พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ (พิพิธภัณฑ์ตะเกียง)

ที่อยู่ 135 ถนนปราจีนตคาม ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองฯ จังหวัดปราจีนบุรี 25000
เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น.
อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ราคา 80 บาท เด็กราคา 30 บาท
หากเข้าชมเป็นหมู่คณะ ติดต่อ 037218511
Facebook : พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ (พิพิธภัณฑ์ตะเกียง)

เว็บไซต์ : www.yusuksuwan.com

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load