ไม่นับรองเท้าส้นสูงที่สวมอยู่ รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน สูง 143 เซนติเมตร

เสียงส้นปลายแหลมของรองเท้าเธอกระทบพื้นคอนกรีตดังกริ๊กๆ ยามเดินตัวตรงขึ้นบันไดตึกบรูทัลลิสต์ ‘แม่กึ๋ง’ ของ ดร.โก้-ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน หันมาส่งยิ้มแจ่มใส นัยน์ตากลมวาวแจ่มจ้า ดูอย่างไรสถาปนิกหญิงคนนี้ก็ดูไม่เหมือนคนอายุ 75 ปี

ความสูงหรืออายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับผู้หญิงตัวนิดเดียว แม่กึ๋งพิสูจน์ตัวเองมาตลอดชีวิตว่าเพศ อายุ หรือความอ่อนหวานของสตรี ไม่่ใช่สิ่งชี้วัดเส้นทางชีวิตหรือความสามารถ

เธอบอกว่าตัวเองไม่ชอบการแข่งขัน ไม่ไขว่คว้าหาตำแหน่ง แต่ถ้าได้ลองมอบหมายอะไรให้สักอย่าง พลังความมุ่งมั่นนั้นเกินร้อย ความตั้งใจอันแรงกล้านี้เองที่ส่งแรงกระเพื่อมให้วงการสถาปนิกไทยมาหลายสิบปี ตั้งแต่ยุคตึกโมเดิร์นแบ่งบานในเมืองไทย งานสถาปนิกเป็นที่ต้องการไปทั่วราชอาณาจักร ผู้หญิงน้อยคนนักเลือกเส้นทางนักออกแบบสิ่งก่อสร้าง

ยุพยง เหมะศิลปิน เป็นสตรีคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้นายกสภาสถาปนิก

เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นสถาปนิกออกแบบอาคารต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยฯ

เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปรับปรุงหลักสูตร ประเมินผลงานทางวิชาการ เป็นประธานอนุกรรมการจัดทำคลังข้อสอบ จัดสอบความรู้ และสอบเทียบวิทยฐานะผู้ขอรับใบประกอบวิชาชีพ สถาปัตยกรรมควบคุม และเป็นผู้มีบทบาทในการประสานเครือข่าย ความร่วมมือจากภาควิชาการ เข้าสู่วิชาชีพในฐานะกรรมการสมาคมสถาปนิกสยาม 

นอกเหนือจากนั้น เธอยังเป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นพี่น้องของสถาปนิกมากมาย และเป็นครูของนิสิตสถาปัตย์ทั่วไทย

ชีวิตและการงานอันยิ่งใหญ่ของ ‘ผู้หญิงตัวเล็กๆ’ คนหนึ่งเป็นอย่างไร วันนี้เธอยินดีเล่าให้ฟัง

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
1

เล็กพริกขี้หนู

การเป็นผู้หญิงตัวเล็กมีข้อเสียไหม

ไม่เคยรู้สึกมีปมด้อยเลย แฮปปี้มาก การเป็นคนตัวเล็กมีประโยชน์กับตัวเราตั้งแต่เล็กๆ ในบรรดาพี่น้องสิบกว่าคน เราแสบสุด แต่ไม่เคยโดนตีเลย ไม้มะยมจะหยุดก่อนถึงตัว เป็นที่อิจฉาของพี่น้องว่าตัวเล็กแล้วน่าสงสาร เข้าโรงเรียนมาแตร์ฯ ก็อยู่แถวหน้าตลอด ตั้งแต่อนุบาลถึง มศ.5 คนก็จำเราได้ ครูก็เรียก ‘ไอ้ตัวเล็ก’ ตอนอยู่สถาปัตย์ จุฬาฯ เราตัวเล็ก เห็นขื่อก็ปีนโต๊ะขึ้นไปเล่น 

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย

สมัยก่อนสาวมาแตร์ฯ เขาเรียนอะไรกันบ้าง 

สิ่งที่โดดเด่นของการเรียนมาแตร์คือเรื่องภาษา มาแตร์ฯ สมัยก่อนช่วงจบมัธยมมี Finishing Course เป็นหลักสูตรแม่บ้านแม่เรือน คือเรียนเป็นกุลสตรี ทำกับข้าว ออกงานสังคม มีอยู่ไม่กี่รุ่น มาแตร์ฯ ช่วงแรกมีแต่สายศิลป์ ใครจะเรียนสายวิทย์ อยากเรียนหมอ ต้องไปต่อเตรียมอุดมฯ แต่เราไม่ชอบการแข่งขัน ไม่ชอบสอบ

พอมาถึงรุ่นนี้โชคดีที่สุด มาแตร์ฯ เปิดสายวิทย์เป็นรุ่นแรก ครูโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ย้ายมาสอน คนอย่างเราที่ชอบเลขก็เลยไม่ต้องไปไหน พวกเรายี่สิบกว่าคนกลายเป็นหนูทดลองรุ่นแรก ปรากฏว่าสอบจบ มศ.5 ได้ยกชั้น เข้ามหาลัยได้หมด เป็นรุ่นที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จทางวิชาการ 

แล้วแม่เริ่มสนใจเป็นสถาปนิกได้ยังไง 

ชีวิตแม่พลิกผัน ไม่เป็นไปตามคาดทุกอย่าง เหมือนดวงลิขิตให้ต้องเป็น เราชอบตัวเลข ชอบคำนวณ ตั้งใจเรียนบัญชีแน่นอน แต่ตอน มศ.4 พ่อพาไปเที่ยวพัทยา ที่โรงแรมวงศ์อมาตย์ สมัยก่อนดังมาก มีรุ่นพี่สถาปัตย์ จุฬาฯ คืออาจารย์กิติ สินธุเสก ตอนนั้นเขาอยู่ปีห้า เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบรีสอร์ตของวงศ์อมาตย์ พ่อเขากับพ่อเราเป็นเพื่อนกัน เขาไปตรวจงานก่อสร้าง เราก็ตามเขาไปดูด้วย เขาไปบอกพวกพ่อๆ อาๆ ว่าเรามีแววสนใจสถาปัตย์ เราก็เพิ่งรู้ตัว 

เขาถามว่าสนใจเข้าสถาปัตย์ไหม เดี๋ยวติวให้พร้อมกับน้องสาวเขาที่เป็นเพื่อนรักกับเรา พอถึงเวลาสอบ เราสอบเข้าได้คนเดียว ก็เลยจับพลัดจับผลูเข้าไปอยู่สถาปัตย์ จุฬาฯ มีความสุขมาก สนุกมาก 

อาจารย์ผู้หญิงในคณะมีท่านเดียวคือ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี (เกษมศรี) ซึ่งเป็นญาติกัน ท่านก็เอ็นดูเรา นิสิตรุ่นนี้มีหกสิบสี่คน มีผู้หญิงเจ็ดคนเท่านั้น

ต้องทำตัวห้าวๆ ไหมคะ ถึงอยู่รอดในคณะที่มีแต่ผู้ชาย 

เป็นบางขณะ ซนก็ซน เรียนก็เรียน เรียบร้อยก็เรียบร้อย เคยวิ่งไปส่งงาน อาจารย์สมัยสารท สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ก็เรียก ยัยกึ๋ง มานี่ รู้จักช้างมั้ย เป็นผู้หญิงเปรียบเหมือนช้าง ต้องเดินช้าๆ (หัวเราะ) เอ๊า เราจะไปรู้ได้ไง 

ผู้หญิงคนอื่นๆ เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เราก็กระโดดโลดเต้น จากนักเรียนโรงเรียนยายชีที่ไม่เคยเจอผู้ชายเลย เข้าไปอยู่ในดงผู้ชาย มาแตร์ฯ สอนว่าเราไม่ต้องกลัวใคร ดังนั้นเราเลยทำกิจกรรมทุกอย่าง โต้วาทีกับคณะนิเทศฯ แพ้จ๋อยกลับมาทุกทีแต่ก็ทำ กีฬาก็เล่น แข่งวิ่ง เล่นละครเป็นนางรำที่สวนอัมพร ดังที่สุดคือเล่นหนังสถาปัตย์ บทคืออยู่ในบาร์ ควันบุหรี่คลุ้ง ขึ้นไปทำเป็นร้องเพลงดีดกีตาร์ นุ่งกระโปรงสั้นกุด ก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะเราตัวเล็ก ไม่รู้สึกเซ็กซี่ ต้องเหนียมอายอะไร แล้วเราก็สนิทสนมกับพวกผู้ชาย ไม่แบ่งแยกกัน 

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย

คนจบสถาปัตย์ยุคนั้นได้เป็นสถาปนิกไหม

ค่อนข้าง สมัยก่อนอีกอาชีพที่นิยมเป็นคือเซลส์แมน อยู่บริษัทขายอุปกรณ์ก่อสร้าง วัสดุต่างๆ สถาปนิกจบไปอยู่โรงปูนซีเมนต์ (SCG) แยะเพราะงานพัฒนาเมืองบูมมาก ทั้งสถาปนิกทั้งวิศวกรเก่งๆ เข้าไปอยู่แยะ รุ่นพี่กับรุ่นเราไปอยู่ทางนั้นจำนวนหนึ่ง อีกพวกที่เรียนเก่งก็เป็นอาจารย์ ที่เหลือไปอยู่หน่วยราชการ พวกผู้หญิงมักไม่ทำงานออฟฟิศ ไปทำงานราชการ 

แม่เองก็ไปทำงานเป็นสถาปนิกโทที่การประปานครหลวงที่แม้นศรี เป็นสถาปนิกคนแรกของการประปา เราต้องเข้าไปปกครองช่างผู้ชายที่ไม่เคยมีเจ้านายมาก่อน วันดีคืนดีมีผู้หญิงตัวเท่านี้มานั่งโต๊ะเป็นเจ้านาย ตรวจแบบก่อสร้าง เราเจอแบบผิด พอถามเขาก็บอกกระดาษไขมันยืด เราก็รู้ว่าโดนแน่แล้ว เราก็ต้องประนีประนอม พี่ แบบนี้แก้ได้มั้ย อะไรไม่รู้ก็ถาม

สิ่งที่โดนคือหัวหน้ากองท่านเรียกไปหา ท่านว่าเราตัวเล็ก นุ่งกระโปรงสั้นไปยิ่งไม่สวย ยิ่งตัวเล็กนะ ยุพยง เธอนุ่งกระโปรงยาวจะได้ดูตัวโต ใจความคือไม่อยากให้เรานุ่งมินิสเกิร์ต แต่งตัวโป๊ไปให้พวก Draftsman ดู ตั้งแต่นั้นมาก็ต้องปรับการแต่งตัว

คุมงานตึกแรกของการประปาสูงหกชั้น เราเป็นกรรมการตรวจการจ้าง เป็นการเรียนรู้อีกชั้นของชีวิต ตอนผสมปูนเราก็แก่กล้าร้อนวิชาไปตวงเอง อีกวันรถยางแบนเลย (หัวเราะ) งานที่เราทำคือการคุมงานเดินท่อประปา งานออกแบบไม่มี เลยคิดว่าไม่ใช่งานเราแล้ว ไม่มีที่ให้เราได้ใช้ความรู้เต็มที่ 

แล้วแม่เบนเข็มมาทำงานเป็นอาจารย์ได้ยังไงคะ

ด้วยความบังเอิญ ได้เจอเพื่อนสถาปัตย์ที่มาเป็นอาจารย์ที่ ม.เกษตรฯ สองคน คนหนึ่งกำลังจะไปเมืองนอก มีตำแหน่งว่างพอดี เราก็เลยรีบสมัครมาอยู่คณะวิศวะ สมัยก่อนอยู่ที่กรมชลประทาน ปากเกร็ด เป็นวิทยาลัยชลประทาน พอเกษตรศาสตร์มีการขยายคณะ เลยไปควบรวมวิทยาลัยนี้เข้ามา เราไปในช่วงเปลี่ยนผ่านพอดี วิทยาลัยนี้มีแต่ผู้ชาย อาจารย์ก็ผู้ชาย นิสิตวิศวะก็ผู้ชายทั้งนั้น ขนาดห้องน้ำผู้หญิงยังไม่มี ไปถึงคณบดีก็มองหน้า ถามว่าจะมาอยู่ไหวไหม เราก็ตอบว่า ได้ค่ะ 

วันที่ไปสมัคร เพื่อนก็บอกว่าวันนี้ฉันมีคลาสของปีสี่ เธอเข้าไปสอนเลย เราก็เข้าไปสอนเรื่องโครงสร้างบ้าน มีหลังคา มีเสา มีฐานราก เราก็งงว่าทำไมถามแต่เรื่องหลังคา เพิ่งมารู้ตอนแก่ ลูกศิษย์มาบอกว่าที่ผมถามเพราะอาจารย์ใส่กระโปรงสั้น (หัวเราะ) 

แสดงว่าแม่ใส่กระโปรงสั้นเป็นอาจิณ

สมัยก่อน อีหนู ใครๆ ก็ใส่ทั้งนั้น แต่แม่ไม่ใช่คนเปรี้ยวออกนอกเส้นทางเลย เปรี้ยวในหมู่เพื่อนผู้หญิง เพราะเพื่อนมักเป็นคนเรียบร้อย แต่เราชอบแต่งตัว ความเปรี้ยวของเราก็แค่นั้น สิ่งสำคัญคือกาลเทศะ ไปวัด ไปเจอผู้ใหญ่ ไปงานศพ เราก็แต่งตัวเรียบร้อย

อยู่เกษตรฯ เป็นสาวเปรี้ยว แต่งตัวไม่เหมือนใครเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังเปรี้ยวกว่าคนอื่นในหมู่คนอายุเจ็ดสิบห้า วันไหนสอนเรื่องดีไซน์ Dot – Line – Plane ก็จะใส่ลายจุดมา บางวันสีก็ตัดกัน นุ่งกางเกงสีแดงใส่เสื้อสีเขียว แล้วก็มีความเชื่อมั่น เป็นคนสนุก 

ขอถามเรื่องความรักนิดหนึ่งได้ไหมคะ

ได้ (หัวเราะ) ก็เป็นสาวดังไง เพื่อนเยอะ คนจีบเยอะเลย 

ตอนฮอตสุด มีคนจีบพร้อมกันกี่คน

นับไม่ได้ สี่ห้าคนมั้ง แต่แปลกที่ไม่มีรุ่นพี่จีบเลย ก็เลยมาตกหลุมรักกับพ่อของโก้นี่แหละ ไปเรียนที่ University of Illinois at Urbana-Champaign ด้วยกัน ตอนไปเรียนพ่อเขาเป็นอาจารย์ที่ศิลปากร พวกเราเรียนที่เดียวกับ อาจารย์นิธิ สถาปิตานนท์ และภรรยา ศ. เลอสม สถาปิตานนท์ สถาปนิกและวิศวกรไทยเรียนที่นี่แยะ

แม่ไปก่อนเทอมหนึ่ง พอเรียนจบแม่กลับ พ่อทำงานต่อที่ชิคาโก สมัยก่อนสถาปนิกนิยมว่าต้องได้กรีนการ์ด เขาอยู่เราก็กลับมา แล้วก็สมัครไปต่อที่ IIT ที่ชิคาโก บินไปสมัครเรียนผังเมือง แต่ท้องเสียก่อนก็เลยไม่เอาดีกว่า สละสิทธิ์เพราะกลัวคลอดที่เมืองนอกแล้วพูดไม่รู้เรื่อง 

แต่คิดว่าเรียนต่อคงไม่สนุกเท่าได้ทำงาน ช่วงชีวิตที่กลับมาทำงานได้ประสบการณ์เยอะมาก

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
2

สาวนักสู้

อะไรคือความฝันของสถาปนิกยุคนั้น

ตอนนั้น Modern Architecture เข้ามามาก สถาปนิกที่ไปเรียนปริญญาโทแล้วกลับมามักทำบ้านสไตล์โมเดิร์นแบบ Frank Lloyd Wright อย่างงาน รศ. แสงอรุณ รัตกสิกร ก็เหมือนแฟรงก์ อาจารย์หม่อมราชวงศ์แน่งน้อยก็เป็นลูกศิษย์ ไปฝึกงานกับแฟรงก์เลย ท่านไปเทรนมากับสำนักนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านได้มาก็มาปรากฏในงาน เป็น Movement หนึ่งในวงการสถาปนิกไทย แต่ว่าปรับให้มันเป็น Tropical Architecture ต้องรู้ทิศทางแดด มุมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้กับตะวันออกเฉียงเหนือไม่เท่ากัน ลมเข้ายังไงก็ต้องรู้ แล้วออกแบบให้ได้ Composition ที่สวย แม่เคยดีไซน์แล้วผู้รับเหมางง แบบผิดรึเปล่า ไม่ผิด (เน้นเสียง) ฉันทำแค่นี้ ข้างนี้มันต้องสั้น ข้างหลังมันต้องยาว

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยุคบุกเบิกเป็นอย่างไร

ช่วงที่แม่เข้ามา มหา’ลัยเกษตรกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาพอดี โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก World Bank ทั้งในด้านการพัฒนาหน่วยงาน บุคลากร รวมทั้งอาคารสถานที่ ตอนนั้นมีสถาปนิกอยู่ท่านเดียวในคณะเกษตรคือ อาจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ท่านสอนการออกแบบโรงเรือนให้กับภาควิชาเกษตรกลวิธาน และออกแบบอาคารต่างๆ ในมหา’ลัย

พอดีแม่จบมาทาง Campus Planning จึงได้เป็นสถาปนิกประจำโครงการของ World Bank ร่วมกับอาจารย์ทองพันธุ์ในการวางผังและพัฒนาพื้นที่มหา’ลัย เพราะก่อนหน้านี้ในพื้นที่เจ็ดร้อยไร่ อาคารของมหา’ลัยกับกระทรวงเกษตรตั้งอยู่ปะปนกันไปหมด พอธนาคารโลกเข้ามาสำรวจ ก็แบ่งพื้นที่เลย ซีกที่ติดกับถนนพหลโยธินเป็นของกระทรวง อีกซีกหนึ่งเป็นของมหา’ลัย

การออกแบบเพื่อมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร

ต้องดูฟังก์ชันของแต่ละคณะ แต่ละคณะนี่ความต้องการไม่เหมือนกันเลย เราต้องศึกษาข้อเท็จจริงว่าความต้องการประโยชน์ใช้สอยเขาเป็นยังไง การออกแบบห้องแล็บ ออกแบบห้องเรียน ออกแบบห้องวิจัยต่างๆ ต้องแก้ปัญหาเรื่องบริบทแบบ Tropical Architecture แล้วก็ต้องดูเส้นทางสัญจรของรถ จักรยาน และเส้นทางเดิน ซึ่งตอนนี้มี Inner loop-Outer loop ช่วงเปลี่ยนถ่ายการเรียนสิบห้านาที เด็กจะต้องเดินทัน 

งานบริหารมหาวิทยาลัย สนุกไหมคะ

สนุก พอต้องออกแบบวางผังพัฒนาโครงการต่างๆขึ้นมา เราก็ต้องเข้าไปทำ Space Inventory ทุกอาคารของมหา’ลัย เป็นโอกาสที่เราได้ไปเจอกับทุกคณะ ไปรู้จักกับเลขานุการของคณะเขาหมด เพราะเราต้องเข้าไปวัดขนาดมาเขียนแบบเอง เป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัย ว่ามหาวิทยาลัยตอนนี้มันมีอะไรแค่ไหน เพียงพอหรือไม่ แล้วจะต้องขยายหรือต้องพัฒนาอย่างไร เมื่อมหาวิทยาลัยเริ่มดำเนินการพัฒนา

ทั้งที่วิทยาเขตบางเขนและวิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นแคมปัสใหม่มีเนื้อที่เจ็ดพันไร่ เราได้เป็นกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารต่างๆ เกือบทุกงานที่ออกแบบโดยสถาปนิกภายนอกจากบริษัทดังๆ ทั้งนั้น ทำให้เราได้ฝึกปฏิบัติงานในสายวิชาชีพอย่างเต็มที่ควบคู่ไปกับการสอน

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย

ระหว่างนั้นการสอนหนังสือเป็นอย่างไร

แม่สอนวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมในหลักสูตรวิศวกรรมโยธาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เกษตรศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่คณะวิศวะฯ สอนวิชาออกแบบของสถาปัตย์ ในเมื่อวิศวกรโยธากับสถาปนิกต้องทำงานร่วมกัน สถาปนิกเป็นคนออกแบบ วิศวกรโยธาต้องคำนวณ แล้วถ้าวิศวกรโยธาอ่านแบบสถาปัตย์ไม่เป็น มันก็ไม่เข้าใจกัน 

เด็กวิศวกรรมโยธาที่จบไป แม่สอนเขียนแบบ อ่านแบบ ความงามอะไรต่างๆ พอไปทำงานแล้วมีฟีดแบ็กว่าวิศวะเกษตรฯ อ่านแบบเป็น อันนี้คือความภูมิใจมากเลย ว่าเราทำให้สถาปนิกกับวิศวกรพูดกันรู้เรื่อง วิศวะเขาเข้าใจความงามของสถาปัตย์ วิศวกรบางพวกมีเซนส์ความงามในตัวเขาพอสมควร คำนวณโครงสร้างออกมาสวยงาม ไม่ใช่เสาและคานต้องหนาปึ้ก เดี๋ยวนี้ยิ่งง่ายเพราะมีเครื่องมือ เข้าคอมพิวเตอร์มี 3D ดูอะไรปรับอะไรก็ได้ สมัยก่อนวิศวกรมีเครื่องมือคือเครื่องคิดเลขอันหนึ่ง คำนวณอย่างเดียว 

แม่สอนให้เด็กเข้าใจสุนทรียะความงามได้ยังไง

สอนเบสิกก่อน พื้นฐานของความงามมีหลักการ แล้วก็ให้ตัวอย่างเยอะๆ ต้องสอนให้เด็กดู แล้วก็ทดลอง งานมันจะเปรียบเทียบกันเอง ด้วยเหตุผล ที่มาที่ไปความคิด 

ตอนสอนมีเด็กคนหนึ่งนั่งจ้องหน้าเรา ชอบเรียนมาก เลยถามว่าเธอชอบจริงๆ รึเปล่า เธอไปเรียนสถาปัตย์สิ เชื่อไหม เขาบ้าจี้ไปสมัครเข้าปีหนึ่งใหม่ที่สถาปัตย์จุฬา แล้วเรียนจนจบ เดี๋ยวนี้เป็นสถาปนิกดัง แล้วเขาก็จะพูดเสมอ เพราะอาจารย์ยุพยงเนี่ยแหละบอกผม เชียร์ผมให้ผมมาที่นี่ 

ระหว่างสอนวิศวะฯ ไป พ.ศ. 2522 ศ.ดร.สุธรรม อารีกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการขณะนั้น ดำริให้มีการจัดตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่ยังไม่มีความพร้อม

พ.ศ.2534 อาจารย์สุธรรมได้เป็นอธิการบดี ก็รื้อฟื้นความคิดก่อตั้งคณะใหม่ แม่เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา จึงตั้งคณะกรรมการจัดตั้งคณะ ร่างหลักสูตร ในที่สุดก็ตั้งได้ปี 2538 เริ่มจากเป็นภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์

ตอนนั้นสถาปัตย์ขาดแคลน มีสอนเพียงที่จุฬา ขอนแก่น ศิลปากร ลาดกระบัง และในที่สุดถึงได้มีพระจอมเกล้าธนบุรี เกษตรศาสตร์ และเชียงใหม่เปิดตามมา

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย

เรื่องประทับใจตอนคณะสถาปัตย์ตั้งไข่คือเรื่องอะไรคะ

สิ่งที่ดีใจที่สุดในการทำงานคือการที่ไปไฟท์เอาเงิน 17ล้าน มาสร้างตึกหลังแรกให้คณะสำเร็จ ปีนั้นอธิการบดีให้เราเปิดคณะสถาปัตย์ แต่ไม่จัด Priority ในการของบประมาณสร้างอาคารให้เรา คณะเปิดมาแล้วต้องไปอาศัยคณะวิศวะอยู่ ตอนนั้นงบประมาณถูกตัดไปแล้ว เราก็ขึ้นไปพบอธิการเลย อาจารย์ทำแบบนี้ได้ยังไง ต่อไปนี้อาจารย์ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวจะร่างหนังสือให้อาจารย์เซ็นต์อย่างเดียว แล้วเราก็วิ่งไปทบวง ไปสำนักงบประมาณ ขอแปรญัตติงบที่ถูกตัดไป ในที่สุดก็ได้งบมาจนได้ ดีใจสุดๆ

อีกเรื่องคืออาจารย์ที่สอนมีไม่พอ เราก็ต้องออกไปหาข้างนอกมาช่วยเราจนกระทั่งเปิดได้ เพราะมีคอนเนกชัน แม่เป็นนักกิจกรรม ใน พ.ศ.2535 คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เขาตั้งสมาคมนิสิตเก่า เขาก็ชวนเราไปก่อตั้ง เราก็ไปทำงาน ถึงได้ไปชวนรุ่นพี่รุ่นน้องที่เป็นอาจารย์มาสอน

เคล็ดลับการได้ตัวอาจารย์เก่งๆ หลายมหาวิทยาลัยมาสอนคืออะไร

สิ่งที่สำคัญเราต้อง ‘ให้’ ก่อน เราถึงจะ ‘ได้’

เริ่มตั้งแต่การไปร่วมก่อตั้งสมาคมนิสิตเก่าคณะสถาปัตย์จุฬา ต่อด้วยการไปเป็นกรรมการสมาคมสถาปนิกสยามฯ สองสมัย และสุดท้ายมาเป็นกรรมการสภาสถาปนิกอีกสองสมัย โดยแม่ได้เป็นเหรัญญิกมาทุกองค์กร อาจจะเป็นเพราะเขาเห็นว่าแม่มีความซื่อสัตย์ก็ได้ คงจะเป็นเพราะว่ามีพ่อเป็นผู้พิพากษา พ่อสอนว่าความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โกงกินไม่ได้ เราจะเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมไม่ได้เด็ดขาด

แม่ว่าการมี Connection เป็นหัวใจสำคัญที่สุด การที่เราได้ไปทำกิจกรรมมากมาย ทำให้เราได้ร่วมงานกับสถาปนิกทั้งนักวิชาการและวิชาชีพมากมาย ใครขอให้เราช่วยทำอะไร เรายินดีทำให้หมด ฉะนั้นเมื่อเราขอความช่วยเหลือจากใคร ทุกคนก็เต็มใจที่จะช่วยเรา

แม่สามารถเชิญอาจารย์จากจุฬา ศิลปากร ลาดกระบัง รวมทั้งสถาปนิกจากบริษัทต่างๆ มาช่วยสอนให้กับนิสิตของเราตั้งแต่เริ่มเปิดหลักสูตรจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในวิชา Professional Practice จะต้องมีผู้มีประสบการณ์มาให้ความรู้ ถ้าเราสอนกันเองเด็กจะได้อะไร สมัยแรกๆ เด็กได้ไปเรียนวิชาออกแบบกันตามบริษัทออกแบบต่างๆ แม่แถดแถพาเด็กร่อนเร่ไปเรียนตามออฟฟิศ ดุสะบั้นหั่นแหลก เหนื่อยก็เหนื่อยนะ แต่ว่ามันได้ผล พอถึงตอนเด็กรับปริญญาเนี่ย ภูมิใจที่สุด

Green Architecture ที่เป็นจุดเด่นของสถาปัตยกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์เป็นอย่างไร

คณะสถาปัตย์เราเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกษตรศาสตร์มีศาสตร์ของแผ่นดินอยู่ใช่ไหม มันมีทุกอย่าง เรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า มีคณะเกษตร คณะเกษตรก็ลงลึกไปทั้งปฐพี พืชสวน พืชไร่ สัตวบาล ส่วนคณะวนศาสตร์ก็มี ป่าไม้ น้ำ เราก็คิดว่าคณะสถาปัตย์ เกษตรศาสตร์ ของเราก็ต้องมีเอกลักษณ์ ต้องบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ให้เป็นจุดยืนของเรา 

Green Architecture คือต้องอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับสิ่งแวดล้อมได้ เราต้องรู้เรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ ป่าไม้ Tropical  Architecture ต้องเข้ามา เราพูดเรื่อง Sustainability ตั้งแต่เมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว เด็กที่นี่ใส่ใจเรื่องนี้มาก ไม่ค่อย Architecture จี๋จ๋า แต่อยู่กับโลกของความเป็นจริง มีภาควิชาที่ทำงานร่วมกับคณะอื่นๆ ได้ ภูมิสถาปัตย์เรามีความพร้อม เราร่วมกับคณะวนศาสตร์ พอเป็นนวัตกรรมก็ร่วมมือกับคณะวิศวะ สถาปัตย์ที่นี่มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรได้ดี เช่น จัดการกับของเสียในระบบอุตสาหกรรมแล้วมาใช้ในเชิงงานออกแบบ

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
3

นายกหญิง

แม่ชอบสอนหรือบริหารมากกว่ากัน

พูดตรงๆ เลย บริหารดีกว่า เพราะตอนไปทำงานที่สภาสถาปนิกสยามแบบเต็มตัว เอ๊ะ เรานี่สนุกเหมือนกันนะ แต่การสอนก็โอเค ทุกวันนี้ยังสอนไม่หยุดอยู่เลย

หัวใจสำคัญในการบริหารให้ดีคือคุณสมบัติอะไรคะ

เข้าใจคน เอาใจเขาใส่ใจเรา ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ ที่สำคัญที่สุดคืออย่าดูถูกคน คลุกคลีได้หมด ไปเที่ยวก็นอนกับภารโรงได้ ทำงานที่สภาฯ ก็สนิทกับแม่บ้านมากเลย

ในการบริหาร คนจะมีอคติหรือฉันทาคติกับผู้หญิงอย่างไร

มีอคติ จนกว่าเราจะพิสูจน์ได้ แม่เป็นนายกสภาสถาปนิกเนี่ยลูกฟลุคตามเคย ไม่เคยคิดอยู่ในหัวแม้แต่เศษเสี้ยว แม่ไม่ได้อยากเป็น อยากไปทำงานเฉยๆ พอทำหลายสมัย หลายคนบอกว่าแม่ควรจะเป็น แต่ก็เห็นว่าบางคนเขาดูถูกเรา โอ้โห มันจะเป็นได้ไงวะ Practice มันก็ไม่เคยทำ แล้วมันเป็นผู้หญิง

แม่เป็นคนที่ถ้าไม่ทำก็จะไม่ทำ แต่ถ้าจะทำก็ต้องทำอย่างดีที่สุด สู้ตาย 

มีเรื่องพีกๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง

แม่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ มีการประชุมใหญ่ประจำปีครั้งแรกก็โดนลองของเลย เนื่องจากการที่สภาฯ ออกข้อบังคับให้สมาชิกต้องมีการพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องให้ครบตามกำหนดของสภาฯ จึงจะสามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ทุก 5 ปี ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในสมัยของแม่ สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เดือดร้อนมาก ไม่พอใจว่าทำไมจะต้องมาบังคับให้เขาต้องไปเรียน ไปพัฒนาความรู้ เขาแก่แล้วและก็มีความสามารถอยู่แล้ว ก็เลยยกพวกมาประชุมเป็นพันคนทั้งๆ ไม่เคยมีสมาชิกมาประชุมมากเท่านี้ อย่างเก่งก็เพียงสองสามร้อยคน เพื่อที่จะคัดค้านข้อบังคับนี้ จนต้องล้มเลิกการประชุมครั้งแรกไปโดยไม่สามารถสรุปได้ แม่ต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ ในที่สุดก็ต้องมีการทบทวนข้อบังคับนี้

ตอนแรกเราก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการเป็นประธานฯ มีคนแนะนำแม่ว่าให้ไปดูการประชุมสภาผู้แทนฯ ว่าเขาควบคุมการประชุมกันอย่างไร อ๋อ ประธานมีอำนาจควบคุมที่ประชุมได้ ปิดไมค์ได้ สั่งให้กลับไปนั่งที่ได้ แม่ก็เอาบทนี้มาเล่น แต่ไม่ใช่สักแต่ว่าห้าม เรามีวิธี บางทีเดี๋ยวก็อ่อนหวาน เดี๋ยวก็แข็งตูมใส่ เราใช้ความเป็นผู้หญิงของเรา กับความเข้มแข็งคล้ายๆ ผู้ชายของเรามาบริหารจัดการได้

งานที่ภูมิใจที่สุดในฐานะนายกหญิงคืออะไร

เป็นการจัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อันนี้ก็เป็นผลงานที่เรียกว่าทำสำเร็จ ก่อนหน้านั้นยังไม่เป็นระบบที่ชัดเจน เราทำคลังข้อสอบ แต่ละวิชาก็เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งสายวิชาชีพและวิชาการมาออกข้อสอบ มารีวิวข้อสอบจนได้เป็นคลังข้อสอบที่ใช้จนทุกวันนี้

เดิมคณะสถาปัตย์มีไม่กี่ที่ พอจบทุกคนจะได้ใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ แต่ตอนหลังมีคณะสถาปัตย์เกิดใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย มาตรฐานของแต่ละที่ก็ไม่ตรงกัน งานของสภาคือควบคุมดูแลมาตรฐานของสถาปนิก ต้องทำให้อาชีพนี้ถูกกฎหมาย มี License หลักสูตรที่เรียนมาไม่เท่ากันก็ต้องมาปรับฐาน ทุกคนต้องสอบเพื่อพิสูจน์ว่าทุกที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ศักยภาพพอๆ กัน ปัจจุบันนี้แม่เพิ่งไปเช็กดู มีสถาปนิกสักสามหมื่นคน มาจากยี่สิบสามสิบสถาบัน 

ช่วงที่เป็นนายกสภา เป็นปีที่การสอนสถาปัตย์บูมมาก แม่เลยต้องไปตรวจมาตรฐานของหลักสูตรหลายที่ ดูคุณสมบัติของอาจารย์ ดูการเรียนการสอน ดูผลงานของเด็ก ดู Outcome ว่าผู้ใช้บัณฑิตว่ายังไง เราถึงจะบอกว่าหลักสูตรนี้ได้รับการรับรอง แล้วเด็กที่จบจากที่นี่มีสิทธิ์มาสมัครเป็นสมาชิกสภา และสามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้

ทีนี้การที่ไปตรวจสอบคุณสมบัติของสถาบันอื่น บางสถาบันไม่ผ่านนะ เราก็ต้องกลับไปช่วยเขาว่าจะทำยังไงจึงจะผ่าน อย่างที่ราชมงคลศรีวิชัย สงขลา และ มอ. ตรัง เราก็ไปแนะนำจนผ่านเรียบร้อย เดี๋ยวนี้แม่ก็ยังไปช่วยเขาตรวจวิทยานิพนธ์อยู่ตลอดทุกปี ไม่ทิ้งกัน

ถ้าพูดถึงคุณภาพของสถาปนิกไทยในแง่ของระดับสากล สถาปนิกไทยถือว่าโอเคไหม

โอเค แต่ไม่ใช่ว่าสอบใบประกอบครั้งเดียวแล้วจบ มันยังมีระดับที่ต้องสอบเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ จากภาคีเป็นสามัญ แล้วจากสามัญเป็นวุฒิ ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่มีแบบนี้ บางประเทศถ้าเขาสอบเป็น Licensed Architect ผ่านแล้วก็จบ บางคนก็ว่าเมืองไทยน่าจะทำข้อสอบยากๆ เพียงครั้งเดียวแล้วได้เป็นสถาปนิกไปเลย

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
4

คนรักงาน

ตอนนี้ความนิยมในการเรียนสถาปัตย์มันยังมีอยู่ไหม

ยังมีอยู่ ความนิยมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างตอนนี้คนจบภูมิสถาปัตย์แล้วจะได้งานเยอะมาก 

ตอนนี้สถาปัตยกรรมมีหลายหลักสูตร คำว่าสถาปัตยกรรมใต้ร่มของสภาสถาปนิก มีสถาปัตย์ มีภูมิสถาปัตย์ มีสถาปัตย์ภายใน และผังเมือง เพราะฉะนั้น สี่สาขานี้ต้องมี License อีกสาขาที่ไม่อยู่ในนี้คือ Industrial Design 

บางคนเรียนสถาปนิกไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพ เพราะการเรียนการสอนสถาปนิกทำให้เราไปทำได้หลายอาชีพ ร้อยคนที่จบไป เป็นสถาปนิกจริงอาจแค่สามสิบสี่สิบคนด้วยซ้ำ บางคนไปสายนิเทศ ไปทำโฆษณา ไปทำอีเวนต์ ทำร้านเบอร์เกอร์ คาเฟ่ ร้านไอศกรีม ทำสิ่งพิมพ์ เป็นดาราก็เยอะ 

ที่ออกไปทำอะไรได้หลายอย่าง เพราะพื้นฐานการสอนของเราสอนให้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ คิดอย่างเป็นระบบ แล้วงานก็ต้องเสร็จเพราะมีเดดไลน์ Process of Thinking เอาไปใช้ในสายอาชีพต่างๆ ได้หมด คนจบไปทำสถาปัตย์จริงๆ ตอนนี้น้อยมาก

เพราะว่าอะไรคะ

เพราะตอนสถานการณ์ประเทศชาติ เศรษฐกิจ อะไรต่างๆ น่าเป็นห่วง เด็กที่จะจบรุ่นนี้หางานทำกันไม่ได้ แล้วที่มีอยู่โดยเฉพาะออฟฟิศเล็กๆ เนี่ย ถ้าสายป่านไม่ยาวก็ต้องเริ่มพลิกผันไปทำอย่างอื่นกันแล้ว เป็นผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ที่เราไม่แน่ใจเลยว่ามันจะพุ่งขึ้นได้เมื่อไหร่ 

ก่อนหน้าที่จะมี COVID-19 ไอ้ลูกศิษย์เรามันก็เลือกเดินทางอื่นกันพอสมควรแล้ว และเขาไม่ชอบให้เราถาม อาจารย์บางคนชอบไปถาม คุณจะเป็นสถาปนิกรึเปล่า คุณจบไปแล้วคุณทำอะไร เด็กๆ เขาเขียนมาบอกว่าไม่ชอบให้ถาม คือพวกเขาก็ยังไม่รู้เลย เขาก็ยัง Suffer อยู่ มาถามอะไรเขา ตั้งแต่นั้นมาเราไม่ถามอีกเลย มีอะไรก็ให้กำลังใจกันไป

ทุกวันนี้แม่ทำงานวันละกี่ชั่วโมง

ตอบไม่ได้ นอกจากสอนที่เกษตรแล้ว ปกติต้องไปตรวจทีสิสที่สงขลาและที่ตรัง ธรรมดาลงเครื่องแล้วไปมหาลัย ทำงานเก้าโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม สามวันจบแล้วกลับ แต่ตอนนี้โควิดต้องตรวจออนไลน์ อาทิตย์ที่แล้วสงขลา อาทิตย์นี้ตรัง อาทิตย์หน้าเกษตรฯ เดินทางทั่วราชอาณาจักร การมีคณะสถาปัตย์ในจังหวัดต่างๆ ทำให้เกิดแรงงานในภูมิภาคนั้น จบไปเขาก็สร้างงานกันเองในภูมิภาค เกิดสมาคมขึ้นกันเอง จัดตั้งเป็นกลุ่มภาคตะวันออก ภาคใต้ อะไรอย่างนี้

ตอนนี้ยังสอนดีไซน์อยู่ที่เกษตรฯ ใครต้องนั่งรถสามต่อให้เรียนออนไลน์ ใครอยู่หอที่นี่ให้มาเรียน สอนจบสี่โมง เฆี่ยนรถกลับบ้านเพื่อจะไปตรวจงานเด็กที่เหลือถึงสองทุ่ม 

ดังนั้น ทำงานเท่าไหร่ไม่รู้ ลูกมันจะเกลียดขี้หน้าแล้วเพราะไม่เคยเจอแม่เลย ว่างก็ชอบไปเที่ยวกับเพื่อน อยู่เฉยๆ จะอกแตกตาย

คำถามสุดท้าย ในใจแม่คิดว่าตัวเองอายุเท่าไหร่คะ

ไม่รู้ว่าคนอายุเจ็ดสิบห้าสมัยก่อนเขาอยู่บ้านกันได้ยังไง บางทีไปงานคิดว่าตัวเองเป็นเด็กเลยไปนั่งแถวหลัง เขาต้องสะกิดว่าอาวุโสแล้วค่ะ ไปนั่งแถวหน้า ทุกวันนี้ยังนุ่งขาสั้นเดินในหมู่บ้านนะคะ เดินอยู่ในซอยมอเตอร์ไซค์เข้ามาบีบแตรแป๊นๆ (หัวเราะ) ต้องออกกำลังกาย เพราะยังไม่อยากตายไงคะ ต้องแข็งแรง 

หลังอายุหกสิบ แม่ได้ทำงานเป็นอาจารย์ต่อจนถึงเดี๋ยวนี้ พออายุเจ็ดสิบห้าคิดว่าจะพอแล้ว ต้องสอนออนไลน์ จะบ้าตาย แต่ว่าคณบดีขอให้ช่วยก่อตั้งภาคนวัตกรรมใหม่ ยังไม่ทันรู้ตัว ต่อสัญญาไปถึงปีหน้าแล้ว 

เพื่อนฝูงก็ด่าว่าเขาเลิกทำงานกันหมดแล้ว เมื่อไหร่จะเลิก ช่วงหยุด COVID-19 สามเดือน อกจะแตก ไม่ได้ทำงาน พอคณะเปิดเผ่นมาคนแรก เป็นกันทั้งบ้าน พ่อเป็นผู้พิพากษาก็ทำงานถึงอายุแปดสิบสี่ จนขึ้นกระไดไม่ค่อยไหวถึงต้องขอให้เลิกเพราะกลัวล้ม เรามีความรู้สึกว่าต้องทำงาน ไม่งั้นก็ไร้ค่า 

เราจะหยุดเมื่อรู้ว่าเราไม่ไหว แต่เรายังไหวเราก็ทำต่อไป ถ้ามันเยอะนักเราก็แบ่งเก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน หายเหนื่อยเราก็เอาออกมาทำต่อ มันก็จะทำไปได้เรื่อยๆ แหละ

รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย
รศ.ยุพยง เหมะศิลปิน อดีตนายกสภาสถาปนิกหญิง คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load