ถ้าคุณอยู่ในวงการนิตยสาร, คุณน่าจะเคยผ่านหูผ่านตา ไปจนถึงขั้นเอ่ยปากชื่มชมนิตยสารสัญชาติญี่ปุ่นที่ชื่อ d design travel เพราะมันเป็นนิตยสารทางเลือกที่โดดเด่นระดับเอเชีย ด้วยวิธีคิดง่ายๆ หนึ่งฉบับเล่าเรื่องหนึ่งจังหวัดของญี่ปุ่น แต่เลือกเรื่องที่ไม่น่าหาได้จากไกด์บุ๊กกระแสหลักทั้งหลาย

ถ้าคุณอยู่ในวงการนิทรรศการ, คุณน่าจะเคยได้ยินชื่อ D47 Museum บนห้าง Hikarie ในย่านชิบูย่า ที่โตเกียว นิทรรศการของพวกเขาไม่มีการจัดแสดงที่หวือหวา ส่วนมากก็แค่ตั้งโต๊ะเรียงกันเป็นแถว แล้วก็เอาของวางโชว์บนโต๊ะ แต่มันเป็นนิทรรศการที่บ้ามาก และฉลาดมาก

ว่ากันที่ความบ้า พวกเขาเอาเนื้อหาของดีประจำจังหวัดจากนิตยสาร d design travel แต่ละฉบับมาจัดแสดง การส่งอาหารสดและแห้งจากจังหวัดนั้นมาจัดแสดงถือว่าไม่แปลก ที่แปลกคือส่วนที่พูดถึงโรงแรม เขาขนประตูโรงแรมสูงกว่า 2 เมตร มาแสดง ส่วนที่พูดถึงร้านอาหาร เขาขนครกหม้อไหและอุปกรณ์เฉพาะทางขนาดที่ใหญ่เกินกว่าคนเดียวจะยกได้มา หินก้อนยักษ์ที่ใช้ทับถังหมักอาหารก็ยังขนมาโชว์

ว่ากันที่ความฉลาด พวกเขาจับประเด็นเรื่องท้องถิ่นได้อย่างแม่นยำ และเล่าเรื่องท้องถิ่นในมุมมองใหม่ได้อย่างน่าสนใจ เช่น นิทรรศการ Fermentation Tourism Nippon ที่พูดถึงระบบเศรษฐกิจของอาหารหมักดองทั่วประเทศ

ถ้าคุณอยู่ในวงการคราฟต์, คุณน่าจะรู้จักร้านค้าใน D47 Museum เพราะมันคือร้านในฝันของคนมากมาย พวกเขาคัดสรรสินค้าท้องถิ่นของดีจาก 47 จังหวัดมาขายรวมกันในร้านเดียว มันไม่ได้มีแต่สินค้าโอทอป ไม่ได้มีแต่สินค้าสวยเก๋ที่ทำโดยนักออกแบบรุ่นใหม่ แต่หลักๆ คือข้าวของเครื่องใช้ดีๆ ซึ่งผลิตโดยผู้ผลิตเล็กๆ จากจังหวัดต่างๆ ให้อารมณ์คล้ายการเจอสินค้ายี่ห้อแปลกๆ ในตลาดร้อยปี

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ผลงานทั้งหมดนั้น และผลงานอีกมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ยถึง เกิดขึ้นจากมันสมองของ ยูกิ ไอมะ (Yuki Aima) ประธานบริษัท D&DEPARTMENT ผู้มุ่งมั่นทำงานออกแบบด้วยแนวคิดหลัก Long Life Design มาตลอด 20 ปี

ถ้าคุณกำลังสงสัย, งานออกแบบของเขาไม่ได้มีความหมายแคบๆ อย่างที่เราคุ้นกัน แต่มันรวมไปถึงการออกแบบอะไรต่อมิอะไรมากมาย อย่างที่ได้เกริ่นมาตอนต้น

ยูกิ ไอมะ เดินทางมาบรรยายเรื่อง Long Life Design (และวิธีคิดในการทำงานทั้งหมดของเขา) ในงานแนะนำศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น โดยมี ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แปลเป็นภาษาไทย

หลังงานเขายินดีนั่งคุยกับ The Cloud โดยมี ดร.ณัฐพงศ์ รับหน้าที่ล่ามอีกครั้ง

และนี่คือเรื่องราวของชายคนนี้

งานออกแบบที่ดีต้องพิสูจน์ด้วยเวลา

ยูกิ ไอมะ เริ่มเรื่องด้วยการเปิดภาพถ้วยซุปมิโสะที่ออกแบบเมื่อ 39 ปีก่อน กาต้มน้ำที่ออกแบบเมื่อ 26 ปีก่อน เตาผิงที่ออกแบบเมื่อ 88 ปีก่อน และถังขยะที่ออกแบบเมื่อ 63 ปีก่อน

เขาว่า นี่คือสินค้าธรรมดาสามัญ ถ้าใครเคยมาญี่ปุ่นคงได้เห็นการออกแบบสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันเหล่านี้ ซึ่งลงตัวจนไม่จำเป็นต้องออกแบบใหม่

D&DEPARTMENT กำหนดนิยามของ Long Life Design ออกมาทั้งหมด 10 ข้อ

หนึ่ง ซ่อมแซมแล้วใช้งานต่อได้ สอง มีความรักและความใส่ใจในการผลิต สาม มีการวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ สี่ ไม่เปลี่ยนแปลงตามกระแสและเทคโนโลยี ห้า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หก ปลอดภัย เจ็ด ใช้งานง่าย แปด ราคาเหมาะสม เก้า มีความจริงใจในการขาย และ สิบ สวยงาม

“Long Life Design คืองานออกแบบที่ดี ซึ่งพิสูจน์ด้วยเวลา ในการออกแบบให้มีอายุยืนยาว มีสิ่งที่เกี่ยวกับรูปลักษณ์เพียงแค่ข้อเดียว ที่เหลือคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างของสิ่งนั้นกับสภาวะโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ หรือผู้ผลิต” ไอมะสรุปสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานตลอด 20 ปี

ผมไม่ใช่นักออกแบบขยะ

ช่วงปี 2000 ไอมะเปิดบริษัทออกแบบงานด้านกราฟิกดีไซน์และแอนิเมชัน นั่นคือช่วงที่เขามีรายได้มากที่สุดในชีวิต ซึ่งสวนทางกับความสุข เพราะเขาและทีมงานเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาออกแบบ กลับกลายเป็นขยะในช่วงเวลาที่สั้นมาก อย่างเช่นบรรจุภัณฑ์ทั้งหลาย

“ผมไม่ใช่นักออกแบบขยะ แต่ขยะก็เกิดจาการออกแบบของผม” ไอมะพูดถึงความคิดที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เขาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ทำอยู่โดยสิ้นเชิง

ไอมะเลือกของมือสองจากร้านรีไซเคิลมาขาย ซึ่งทำให้เขาพบคำถามสำคัญจนเขาตัดสินใจปรับเปลี่ยนการทำงานด้านออกแบบของตัวเอง

“งานออกแบบจำนวนมากมีราคาสูงตอนที่เป็นของใหม่ แต่พอใช้งานแล้วมูลค่าลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ นี่อาจจะเป็นปรากฏการณ์ปกติในสังคมที่ผลิตเยอะ บริโภคเยอะ แต่ในฐานะนักออกแบบ เราก็ควรตั้งคำถามว่า สินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้วไปอยู่ในร้านรีไซเคิล คุณค่าในการออกแบบของมันลดลงจริงหรือ”

เขาอยู่กับงานเลือกของเก่ามาขายอย่างเข้มข้นราว 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเปลี่ยนแนวทางการทำงานของ D&DEPARTMENT ว่าจะไม่ทำธุรกิจเพื่อความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นการออกแบบที่มีอายุยาวนาน

“ผมไม่ได้รวยนะ วันนี้ผมมีรายได้น้อยกว่าวันที่ทำบริษัทออกแบบเยอะมาก แต่ก็มีเหตุผลให้ผมทำงานนี้มาตลอดยี่สิบปี ผมมีลูกค้ามากขึ้น มีคนเข้าใจงานของผมมากขึ้น ผมนึกไม่ออกเลยว่า ตอนที่ทำงานออกแบบช่วงแรก ใครจะมาสนับสนุนการทำงานของผมเหมือนทุกวันนี้” ไอมะพูดถึงแรงจูงใจในการทำงานของเขา

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ความสุขเล็กๆ สำคัญกว่าการเติบโตโดยไม่ยั้งคิด

เพื่อให้เข้าใจงานที่เขาทำมากขึ้น ไอมะขออธิบายถึงสภาพสังคมญี่ปุ่นในยุคต่างๆ

ช่วงปี 1960 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตแบบก้าวกระโดด มีโตเกียวโอลิมปิก มีการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง บริษัทอย่างโซนี่ พานาโซนิค ฮอนด้า โตโยต้า ก็ออกแบบสิ่งที่เป็นรากฐานของแบรนด์ในช่วงนั้น

ช่วงปี 1980 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตสูงมาก มีการผลิตและการบริโภคจำนวนมาก มีสินค้าใหม่ๆ วางขายเต็มร้าน จนเกิดคำถามว่า ท่ามกลางของมากมายเหล่านี้ อะไรคือของที่ดี เพราะของที่ผลิตปีนี้ ปีหน้าก็หายไปแล้ว แล้วก็มีปัญหาขยะจำนวนมาก

ช่วงปี 2000 เศรษฐกิจเข้าสู่ระยะชะลอตัว กองขยะยังคงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ของมากมายในนั้นยังใช้งานได้ คำถามที่ตามมาก็คือ บทบาทของนักออกแบบคืออะไรกันแน่

ช่วงปี 2010 ผู้คนเริ่มคิดถึงชีวิตในยุคเก่า คนเริ่มออกจากเมืองใหญ่ไปอยู่ในชนบท มีวัยรุ่นลงมือปรับปรุงบ้านเก่าสไตล์ญี่ปุ่นเพื่อทำบ้านและร้านมากขึ้น สังคมเริ่มพูดถึงการออกแบบที่ดีสไตล์ญี่ปุ่นมากขึ้น สินค้าญี่ปุ่นที่ใช้ได้อย่างยาวนานถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ จนกลายเป็นกระแส

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

“ญี่ปุ่นผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงทั้งในด้านความทนทานและประสิทธิภาพในการใช้งาน เป็นลักษณะของงานช่างฝีมือที่พบได้ทุกที่ทั่วประเทศ สินค้าญี่ปุ่นจึงออกแบบให้ใช้งานได้นานและซ่อมได้มาตั้งแต่อดีต” ไอมะอธิบายคาแรกเตอร์ของสินค้าญี่ปุ่นที่ต่างจากประเทศอื่น

“การออกแบบหรือการผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์แบบอย่างที่คิดไว้ ยุคของการออกแบบสินค้าที่เน้นขายในปริมาณมากได้จบลงแล้ว ยุคนี้เราต้องหยิบเอาอัตลักษณ์ของตัวเองมาใส่ในการออกแบบ เพราะความสุขเล็กๆ สำคัญกว่าการเติบโตโดยไม่ยั้งคิด”

ทำของที่คนจะใช้อย่างยาวนานและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปเรื่อยๆ

หลังจากที่ไอมะใช้เวลา 5 ปีแรกกับการซื้อขายของเก่า เขาใช้เวลา 5 ปีต่อมาอย่างเข้มข้นกับโครงการที่ชื่อ 60 Vision ซึ่งยังคงทำต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ประสบการณ์จากการขายของเก่าทำให้เขาพบว่า สินค้าที่ซื้อง่ายขายคล่องส่วนใหญ่ผลิตในช่วงปี 1960 ไอมะจึงเดินทางไปพบผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ เพื่อชักชวนให้กลับมาผลิตอีกครั้งในรูปแบบของการทำงานร่วมกัน

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

การที่ผู้ผลิตหยุดผลิต หมายความว่ามันต้องเคยมีช่วงที่ขายไม่ได้ และถ้ากลับมาผลิตแบบเดิมก็อาจจะขายไม่ได้เหมือนเดิม ไอมะจึงเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักออกแบบเป็นนักสร้างแบรนด์ ทำการตลาด หาช่องทางการขาย และออกแบบวิธีสื่อสาร

ไอมะเข้าไปสังเกตสินค้าที่เกิดขึ้นและดับไปของแต่ละแบรนด์เพื่อหาอัตลักษณ์ของแบรนด์ แล้วใช้เป็นแกนกลางในการออกแบบสินค้าใหม่ภายใต้อัตลักษณ์เดิมของแบรนด์ เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่จะอยู่ได้อย่างยืนยาวในอนาคต

Long Life Design ไม่ใช่ของที่คนจะซื้อจำนวนมากในช่วงเดียว แต่เป็นของที่คนจะใช้อย่างยาวนาน มียอดขายที่ค่อยๆ เติบโตขึ้น และอยู่ร่วมกับสังคมไปเรื่อยๆ

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ไอมะยกตัวอย่างโซฟารุ่นคลาสสิก ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นรุ่นดังที่ห้องผู้อำนวยการโรงเรียนแทบทุกแห่งต้องมี เขาชวนผู้ผลิตกลับมาทำรุ่นนั้นอีกครั้ง โดยที่เขาออกแบบให้โซฟาตัวนี้มีสีอื่นๆ ให้เลือก รวมถึงออกแบบชุดเฟอร์นิเจอร์ใหม่ให้ใช้ประกอบกัน ทำให้โซฟารุ่นคลาสสิกเข้าถึงกลุ่มคนที่อายุน้อยลง และเข้าไปอยู่กับสถานที่ใหม่ๆ ได้ นั่นคือวิธีคิดในการแปลงโฉมของเก่าให้กลับมาร่วมสมัย

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ใช้การออกแบบแก้ปัญหาวัดที่ขาดแคลนรายได้

พอชักชวนแบรนด์ต่างๆ กลับมาผลิตสินค้ารุ่นคลาสสิกไปได้สักพัก ไอมะก็คิดว่า การหยิบอัตลักษณ์เก่ามาต่อยอด น่าจะนำไปใช้กับท้องถิ่นต่างๆ ได้ เพราะแต่ละเมืองต่างก็มีแบรนด์สินค้าเก่าแก่ของตัวเองที่ใช้กันมาเนิ่นนานทั้งนั้น

ไอมะเริ่มต้นด้วยวิธีคิดง่ายๆ เขาเปิดร้านค้า D&DEPARTMENT สาขาแรกในโตเกียว แล้วนำผลิตภัณฑ์จาก 47 จังหวัดมาเสนอให้คนโตเกียวเห็นและซื้อได้ มีคาเฟ่ และมุมสินค้าเมดอินโตเกียว แต่พอทำไปสักพัก เขาก็เปลี่ยนคอนเซปต์ร้านเป็น ขายเฉพาะสินค้าที่ผลิตในโตเกียวเท่านั้น

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
ร้าน D&DEPARTMENT สาขาแรกที่โตเกียว

จากสาขาแรกในโตเกียวก็ขยายสาขาไปสู่เมืองต่างๆ เช่น ฮอกไกโด ชิซึโอกะ ยามานาชิ จังหวัดนี้ปลูกองุ่นเยอะ ก็เลยทำไวน์ขายด้วย ส่วนร้านสาขาเกียวโตตั้งอยู่ในวัด

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
บรรยากาศในร้านสาขาฮอกไกโด
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
ร้านสาขาเกียวโต

“วัดในญี่ปุ่นเดิมมีรายได้จากการให้บริการชุมชนโดยรอบทั้งงานบุญ งานศพ แต่พอคนเก่าๆ ย้ายออกไป คนใหม่ที่เข้ามาก็ไม่ได้ผูกพันกับวัด ทำให้วัดขายรายได้ไปดูแลอาคาร ผมเลยคิดว่าทำยังไงถึงจะใช้การออกแบบเข้าไปแก้ปัญหานี้ได้” สิ่งที่ไอมะทำก็คือ ไปเช่าพื้นที่วัดทำร้านค้า

ร้านค้าของทุกจังหวัด ขายเฉพาะสินค้าที่ผลิตในจังหวัดของตัวเองเท่านั้น

แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จจนมีการขยายสาขาไปที่เกาหลีใต้และจีน ร้านในกรุงโซลครึ่งร้านขายสินค้าญี่ปุ่นและอีกครึ่งร้านขายสินค้าเกาหลีใต้

การท่องเที่ยวทำให้เกิดการออกแบบใหม่ๆ ได้ 

จุดเด่นของร้าน D&DEPARTMENT อาจจะไม่ใช่แนวคิดที่ขายเฉพาะสินค้าคุณภาพดีซึ่งผลิตในเมืองนั้น แต่เป็นกิจกรรมมากมายที่เกิดขึ้นในร้าน

โครงการใหญ่ของร้านคือ Sampling Furniture นำของเหลือใช้มาออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เช่น เอาเบาะมอเตอร์ไซค์กับขาเก้าอี้มาทำเก้าอี้ตัวใหม่ หรือนำโต๊ะนักเรียนเก่ามาทำกรอบรูป

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

มีผู้ผลิตผ้ารายหนึ่งมีผ้าเหลือค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก แต่เป็นผ้าที่หลากหลาย มีลายละนิดลายละหน่อย ไอมะจึงนำผ้าเหล่านี้มาทำเป็นกระเป๋าผ้า แล้วเอาเศษผ้าที่เหลือมาทำพรมเช็ดเท้า

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ในประเทศญี่ปุ่นมีเสื้อผ้าถูกทิ้งปีละหนึ่งล้านตัน ไอมะจึงทำโครงการชื่อ Rewear นำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาย้อมสีที่กำลังฮิตในปีนั้น แล้วเอามาขาย

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

บางสาขาก็มีผู้ผลิตสินค้ามาจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้านั้น

แล้วก็มีกิจกรรม d School ชวนผู้เชี่ยวชาญมาเปิดคอร์สสอนเรื่องแก่นแท้ของสิ่งของและกิจกรรมเชิงศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานด้วย เช่น สอนทำน้ำซุปปลาแห้ง สอนลับมีด สอนย้อมผ้า

D&DEPARTMENT จึงไม่ใช่แค่ร้านขายของ แต่เป็นพื้นที่ถ่ายทอดความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเราได้เดินทางไปสัมผัสท้องถิ่นต่างๆ

“จากการทำร้านทำให้ผมรู้สึกถึงปัญหาหนึ่งของญี่ปุ่น คือการผลิตของเพื่อขายนักท่องเที่ยวของครอบครัวจะเป็นแบบเดิมไปตลอดช่วงชีวิต ประเด็นที่พูดถึงกันก็คือ จะทำของที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองนั้นในราคาที่ถูกที่สุด คำถามคือแล้วจะเกิดการออกแบบสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไร จากการเดินทางไปหลายจังหวัดก็พบว่า การท่องเที่ยวทำให้เกิดการออกแบบใหม่ๆ ได้ และเกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้”

ไอมะหมายถึงการท่องเที่ยวในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่

“ตอนนี้อินเทอร์เน็ตพัฒนาไปมาก อยู่โตเกียวก็สั่งซื้อสินค้าจากจังหวัดต่างๆ ได้ แต่มันก็มีสินค้าและเรื่องราวบางอย่างที่ถ้าไม่ไปที่นั่น ก็ไม่มีโอกาสรับรู้หรือสัมผัสถึงคุณค่าของมันได้เลย เป็นสิ่งที่สั่งมาส่งที่โตเกียวไม่ได้”

นั่นคือเหตุผลที่ไอมะตัดสินใจทำเรื่องท่องเที่ยว

ค้นหาอัตลักษณ์ของเมืองผ่านการใช้ชีวิต

ไอมะเริ่มทำนิตยสาร d design travel ด้วยแนวคิดแปลกประหลาดไม่ซ้ำนิตยสารหัวไหนๆ

นิตยสารเล่มนี้เปรียบได้กับไกด์บุ๊ก หนึ่งเล่มพูดแค่หนึ่งจังหวัด ทำไปแล้ว 25 เล่ม กระบวนการทำงานคือ ส่งทีมงานไปใช้ชีวิตในเมืองนั้นอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อทดลองทำสิ่งต่างๆ แล้วเอาประสบการณ์ของตัวเองที่มีต่ออัตลักษณ์ของเมืองนั้นมาเล่าให้ผู้อ่านทั้งประเทศฟัง

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

เขามีหลักในการเลือกเนื้อหามาอยู่ในเล่ม 5 ข้อ

หนึ่ง เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น สอง เป็นเรื่องราวสำคัญที่ท้องถิ่นอยากเล่า สาม เป็นสิ่งที่คนในท้องถิ่นทำเป็นประจำ สี่ ราคาสมเหตุสมผล และห้า เป็นสิ่งที่มีการออกแบบ

ร้านอาหารที่ดัง อร่อย แต่ไม่ได้แสดงถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่น จะไม่มีทางได้อยู่ในนิตยสารเล่มนี้

พวกเขาจะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านหลัก 5 ข้อนี้

หนึ่ง ไม่พูดถึงสิ่งที่ตนไม่ประทับใจ สอง เขียนด้วยภาษาของตนเองและเขียนอย่างจริงใจ สาม เล่าเฉพาะสิ่งที่ยั่งยืนตามแนวคิด Long Life Design สี่ ถ่ายภาพที่สะท้อนสภาพจริง ไม่ตกแต่งให้ภาพดูสวย และ ห้า กลับไปพบปะผู้คนและสถานที่อย่างต่อเนื่องหลังจากตีพิมพ์หนังสือ

เดี๋ยวเราจะกลับมาคุยเรื่องข้อห้ากันต่อ

ผมพยายามเล่าถึงสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ซึ่งคนในพื้นที่รักษาไว้

ถ้านึกเนื้อหาในเล่มไม่ออก ไอมะหยิบนิตยสารฉบับโอกินาว่ามาเป็นตัวอย่าง โดยภาพรวมนิตยสารเล่มนี้มีเนื้อหา 6 หมวด คือ Sight, Restaurant, Shop, Cafe, Hotel และ People

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

“ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำเรียกว่าการออกแบบได้ไหม แต่ผมพยายามเล่าถึงสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ซึ่งคนในพื้นที่รักษาและดำเนินการมาเป็นเวลานาน เป็นการเปิดโอกาสให้คนได้รู้จักความเป็นโอกินาว่าจริงๆ” ไอมะอธิบายแนวคิดของเล่มก่อนจะลงรายละเอียด

Sight คือร้านที่มีนักร้องเพลงลูกทุ่งประจำจังหวัดมาร้องเพลง ลูกค้าก็ร่วมร้องด้วยได้ เป็นร้านที่ไกด์บุ๊กทั่วไปไม่แนะนำแน่ๆ เขามองว่านี่ก็เป็นการออกแบบที่มีอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือง

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

Restaurant เป็นร้านที่อายุยาวนาน คนท้องถิ่นก็ไปกิน ภาชนะที่ใช้ก็ผลิตในเกาะ

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

Shop เนื่องจากบนเกาะมีฐานทัพอเมริกัน จึงมีร้านทำตราติดเสื้อ มีขายทุกตราสัญลักษณ์ ซึ่งหาไม่ได้ในที่อื่นๆ ของญี่ปุ่น ลูกค้าทั่วไปก็มาสั่งให้ทำลวดลายเฉพาะของตัวเองได้

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

Cafe เป็นร้านชาริมหาด

Hotel เป็นโรงแรมที่ออกแบบได้สอดคล้องกับภูมิอากาศของโอกินาว่าที่สุด

People ชายคนนี้เคยเป็นผู้กำกับหนังมาก่อน ในขณะที่โรงหนังทั่วญี่ปุ่นทยอยปิดตัว เขากลับทำโรงหนังเล็กๆ ที่โอกินาว่า แล้วก็ยังทำหนังเกี่ยวกับโอกินาว่ามาฉายที่นี่ด้วย เป็นคนที่รักเกาะนี้มาก

แล้วก็ยังมีหน้ารวมกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี และรวมของฝากเด็ดประจำเมืองด้วย

คุณค่าของท้องถิ่นบางอย่างมีแต่คนนอกเท่านั้นที่เห็น

เมื่อทำต้นฉบับเสร็จ นักเขียนจะกลับมาที่เมืองนั้นอีกครั้งเพื่อจัดเวิร์กช็อประดมความเห็นจากชาวเมือง

“พอถามว่าอะไรคือจุดเด่นของเมือง คนตอบต่างจากสิ่งที่เราคิด ผมจึงได้เรียนรู้ว่า คุณค่าของท้องถิ่นบางอย่างมีแต่คนนอกเท่านั้นที่จะมองเห็น คุณค่าบางอย่างก็มีแต่คนท้องถิ่นเท่านั้นที่มองเห็น และการออกแบบจำนวนมาก ถ้าไม่ใช่คนพื้นถิ่นก็คงไม่ออกแบบแบบนี้ กระบวนการสุดท้ายจึงเป็นการเอาสิ่งที่นักออกแบบและคนท้องถิ่นคิด มาบูรณาการให้เกิดเป็นหนังสือที่จะเล่าถึงคุณค่าของท้องถิ่น

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ไอมะบอกว่า ถึงจะมองไม่ตรงกัน แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรใหญ่โต เพราะความสัมพันธ์ของทีมงานกับชาวบ้านที่ทำงานด้วยกันมากว่า 3 เดือน และความเชื่อมั่นของนิตยสาร ถึงคนท้องถิ่นจะไม่เห็นด้วย แต่จากเครดิตที่ผ่านมาของนิตยสาร ก็ทำให้คนท้องถิ่นสนใจว่า ทำไมนักออกแบบถึงมองในมุมนี้

d design travel น่าเชื่อถือขนาดมีหลายจังหวัดจ้างให้ทำเรื่องของพวกเขาด้วย ซึ่งช่วงหลังนิตยสารมีรายได้จากส่วนนี้เพิ่ม แต่โดยรวมๆ แล้ว การทำนิตยสารแทบไม่ทำกำไรให้บริษัท แต่เป็นโอกาสให้บริษัทได้พบคน พบผลิตภัณฑ์ และนำข้อมูลมาใช้กับร้านค้า ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์

นิตยสารเล่มนี้จึงเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างนักออกแบบกับท้องถิ่นว่าจะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ร่วมกันได้อย่างไร นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมนักออกแบบถึงต้องกลับไปท้องถิ่นต่างๆ อย่างสม่ำเสมอหลังจากที่ทำหนังสือเสร็จแล้ว

เราต้องคิดวิธีขายให้ของที่มีคุณค่า แต่ว่าขายไม่ดี 

หน้าที่ของเราคือคิดวิธีขายของให้กับของที่มีคุณค่าแต่ว่าขายไม่ดีต่างหาก

เมื่อไอมะต้องเดินทางไปทำงานทั่วญี่ปุ่น เขาก็พบข้อเท็จจริงสามข้อ คือ หนึ่ง ผู้ผลิตมีอายุน้อย สอง สถานที่แสดงผลิตภัณฑ์มี ‘ความเชย’ สาม ขาดวิธีการเข้าถึง ‘สินค้า’ และ ‘ผู้ผลิต’ ที่แท้จริง

เขาก็เลยเปิด D Museum ด้วยการเหมาทั้งชั้นของห้างหรู Hikarie ย่านชิบูย่า ภายในพื้นที่นั้นประกอบไปด้วยห้องแสดงนิทรรศการ ร้านค้าสินค้าจากทั่วประเทศ สถานที่จัดกิจกรรมอเนกประสงค์ และร้านอาหาร

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ไอมะพบว่า คนในจังหวัดต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นบริโภคสินค้าที่ต่างกัน ก็เลยเกิดเป็นนิทรรศการมากมาย เช่น คราฟต์เบียร์ทั่วญี่ปุ่น อาหารประเภทเส้นที่ผลิตใน 47 จังหวัด ของเล่นของจังหวัดต่างๆ และผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสังคมในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น รวมไปถึงนิทรรศการทดลองว่า ถ้าจะมีร้านสะดวกซื้อที่ขายผลิตภัณฑ์จาก 47 จังหวัด จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ในส่วนของร้านค้า หลักในการเลือกสินค้าเข้าร้านเป็นไปตามกฎ Long Life Design แต่ข้อที่เขาให้ความสำคัญมากๆ คือผู้ผลิตต้องทำของชิ้นนี้ได้อย่างยาวนาน ดูแลและซ่อมแซมให้ลูกค้าได้ในระยะยาว

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

เมื่อพบสินค้าที่น่าสนใจ เหล่านักออกแบบจะทดลองใช้เองก่อน ถ้าดีก็จะเอามาคุยกับทีม แล้ววิเคราะห์ว่า มันคือเป็นการออกแบบที่ดีแล้วหรือยัง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยาวนานมากกว่าจะสั่งสินค้ามาขายในร้าน

ไอมะบอกว่า ถ้ามันใช้งานได้ดี แต่รูปลักษณ์ยังไม่ดีนัก ถือว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สั่งมาขายได้ บางครั้งเขาก็เข้าไปช่วยออกแบบด้วย

ส่วนสินค้าที่ดีแต่ไม่น่าจะขายดี เขาแก้ด้วยการเอาไปทำนิทรรศการ ทำทัวร์ไปดู โปรโมตในรูปแบบต่างๆ จึงทำให้สินค้าที่ขายไม่ได้เลยในร้านอื่น มียอดในร้านของเขา

“มองอีกมุม สินค้าที่เราขายมันไม่ใช่ของที่ขายดีอยู่แล้วในตลาด หน้าที่ของเราคือคิดวิธีขายของให้ของที่มีคุณค่าแต่ว่าขายไม่ดีต่างหาก” ไอมะย้ำ

ข้อดีอย่างหนึ่งของการเปิดร้านในย่านกลางเมืองที่ค่าเช่าแพงที่สุดในโตเกียวก็คือ ทำให้ผู้ผลิตทั้งหลายมองเห็น และเดินทางมาติดต่อได้ง่ายมาก

ไอมะตอบข้อสงสัยเรื่องค่าเช่าราคาแพงระยับว่า ญี่ปุ่นมีกฎหมาย FAR Bonus (Floor Area Ratio Bonus) หรือการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ของที่ดิน เช่น ที่ดินตรงนี้ทำอาคารสูงได้แค่ 6 ชั้น แต่ถ้าให้พื้นที่สำหรับ Cultural Center ในอาคาร จะได้สิทธิพิเศษในการเพิ่มพื้นที่อาคารได้ เจ้าของอาคารจึงเลือกให้ D&DEPARTMENT ให้เข้าไปทำพิพิธภัณฑ์โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ต้นทุนที่พวกเขาต้องแบกรับจึงมีแค่ค่าบริหารจัดการร้าน พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร บรรทัดสุดท้ายในสมุดบัญชีของบริษัทจึงเป็นบวก

เล่าอัตลักษณ์ผ่านอาหาร

ร้าน dd Shokudo เป็นร้านอาหารที่ขายอาหารเซ็ตที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศทั้ง 47 จังหวัด แต่ไม่ได้ขายพร้อมกันทุกเมนู จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นเดือนๆ

ถ้าดูจากคิวหน้าร้านแล้ว ต้องบอกว่าร้านนี้มีลูกค้ามาอุดหนุนไม่น้อยหน้าร้านไหนๆ ในห้าง Hikarie

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก
Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ความเท่ คือการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลง

“ผมอยากให้ทุกคนมองนิยามการออกแบบสองอย่างนี้ ของใหม่ กับของที่ไม่เก่า” ไอมะตั้งคำถาม

ความใหม่คืออะไร แล้วความไม่เก่าคืออะไร

“สำหรับผม คนเท่ คนที่ดูดี ไม่ใช่คนที่แต่งตัวตามแฟชั่น หรือเอาของใหม่มาเป็นตัวตนตลอดเวลา แต่เป็นคนที่ใส่เสื้อผ้าที่ใช้ทุกวันร่วมกับความใหม่ได้อย่างมีรสนิยม

“Long Life Design ไม่ได้แปลว่ามีแค่ของสิ่งนั้นสิ่งเดียวที่เป็นสิ่งดี สังคมมีการเปลี่ยนแปลง เติบโตตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างคุณค่าที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น ความสมดุลของสองสิ่งนี้ คือหัวใจสำคัญของ Long Life Design

“ถ้าคนที่เท่ คือคนที่สร้างสไตล์ที่เหมาะสมกับยุคสมัย โดยรักษาคุณค่าที่ไม่เปลี่ยนตามยุคสมัย สังคมที่เท่ก็คือ สังคมที่คนไปอยู่ตรงนั้นแล้วรู้สึกว่าเท่ มีทั้งคุณค่าแบบดั้งเดิมและเอาความใหม่เข้าไปรวมกันได้อย่างลงตัว ประเทศที่เท่ ก็น่าจะมีทั้งคุณค่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาแต่ดั้งเดิม และเอาความใหม่ใส่เข้าไป

“ความเท่คือการรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลง”

การทำงานออกแบบจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างของดั้งเดิมและของใหม่ ของดั้งเดิมคืออัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของพื้นถิ่น คน หรือสังคมนั้น การสร้างแบรนด์ของท้องถิ่น เราต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ อะไรคือสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง” ไอมะทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่เขาเชื่อมาโดยตลอด

Yuki Aima มันสมองของบริษัทออกแบบญี่ปุ่น D&DEPARTMENT ที่สร้างงานได้บ้ามากแต่ฉลาดมาก

ภาพ : D&DEPARTMENT

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load