โลกนี้มีโรคที่รักษาหายได้ กับหายได้ยาก เช่น มะเร็งที่ลุกลามระยะสุดท้าย 

แม้ผ่านกระบวนการรักษาทางการแพทย์อย่างสุดกำลัง แต่ทุกชีวิตมีข้อจำกัด บางโรคในบางคนอยู่ในขั้นที่รักษาให้หายขาดไม่ได้แล้ว

ผู้ป่วยไม่น้อยเลือกต่อสู้อย่างมีความหวัง แต่สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวนหนึ่ง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พวกเขาไม่ได้ปรารถนาจะมีชีวิตยืนนานผ่านการรักษาที่เจ็บปวดในโรงพยาบาล แต่ต้องการเพียงการดูแลประคับประคองที่เป็นมิตร และมีวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างน่าจดจำ

จากรายงานขององค์กรอนามัยโลก (WHO) ใน พ.ศ. 2563 แต่ละปีอาจมีคนกลุ่มนี้มากถึง 40 ล้านคนทั่วโลก

ในขณะที่ครอบครัว คนใกล้ชิด หรือแม้แต่แพทย์ มักต้องการต่อเวลา ยื้อลมหายใจพวกเขาสุดชีวิต 

ไม่ผิดอะไร แต่คงน่าค้างคาใจ ถ้าไม่ได้ตกลงพูดคุยร่วมกันว่า สุดท้ายแล้ว การรักษาแบบใดเหมาะสมกับผู้ป่วยที่สุด

เยือนเย็น : SE ของแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยแบบชีวาภิบาลถึงบ้าน เพื่อวาระสุดท้ายที่เป็นสุข

ศาสตราจารย์ ดร. นพ.อิศรางค์ นุชประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในเด็ก ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาการตัดสินใจดังกล่าวของผู้อื่นอยู่บ่อยครั้งด้วยวิชาชีพ และเห็นว่าผู้ป่วยควรมีทางเลือกการรักษาที่ตอบโจทย์

เขาจึงก่อตั้ง ‘เยือนเย็น’ วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ร่วมกับทีมแพทย์ บริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care หรือ ชีวาภิบาล) ถึงที่บ้าน เน้นรับฟังความต้องการที่แท้จริง บรรเทาความเจ็บปวด และสนับสนุนให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงเวลาสำคัญ สำหรับทั้งผู้ป่วยและครอบครัว

เยือนเย็น : SE ของแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยแบบชีวาภิบาลถึงบ้าน เพื่อวาระสุดท้ายที่เป็นสุข

ขอย้ำว่า ครอบครัวและผู้ป่วยที่จะเลือกแนวทางนี้ ควรได้รับการวินิจฉัยและคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน

ในวันที่คนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงการดูแลแบบประคับประคอง เรานัดหมายคุยกับอิศรางค์ เพื่อสอบถามถึงแนวทางของเยือนเย็น หลังเยี่ยมเยียนผู้ป่วยถึงบ้านมามากกว่า 100 ครัวเรือน และสิ่งที่ควรทราบ เพื่อดูแลรักษาคนที่เรารักในช่วงชีวิตสุดท้ายให้เหมาะสมที่สุด

ก่อนที่วาระสุดท้ายจะมาถึง แบบไม่ทันให้ตั้งตัว 

ไม่หายขาด แต่ไม่ขาดหาย

“ผมรักษาแบบพยายามยื้อชีวิตมาก่อน หลายครั้งมันเจ็บปวดเกินไปสำหรับผู้ป่วย และจบลงด้วยความผิดหวังของครอบครัว” อิศรางค์เล่าชีวิตความเป็นแพทย์

ก่อนก่อตั้งเยือนเย็น เขาคือแพทย์ผู้จบการศึกษาจากสถาบันด้านการแพทย์อันดับต้นๆ ของโลกอย่างมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานรักษาโรคมะเร็งในเด็กมายาวนานกว่า 15 ปีอย่างสุดความสามารถ มีเด็กจำนวนมากได้รับการรักษาจนหายขาด

แต่มีจำนวนหนึ่งเป็นมะเร็งชนิดและขั้นที่ลุกลามจนรักษาให้หายแทบไม่ได้ แม้จะยอมรับความเจ็บปวดซ้ำๆ จากการผ่าตัด ฉายรังสี และเคมีบำบัดในปริมาณมากที่สุดเท่าที่ทนไหวแล้วก็ตาม ทำให้อิศรางค์สงสัยว่าควรทำอย่างไร และค้นหาวิธีการที่ดีกว่าสำหรับคนกลุ่มนี้

เพื่อพบว่าคำตอบหนึ่งที่เป็นไปได้ อยู่ที่ตัวผู้ป่วยของเขาเอง

“อยากไปทะเลครับ” อิศรางค์เล่าสิ่งที่ผู้ป่วยมะเร็งวัยเด็กคนหนึ่งตอบ ว่าอยากทำอะไรในชีวิตเมื่อหายดี แต่ด้วยอาการ หากดำเนินการรักษาต่อในโรงพยาบาล ความฝันนั้นไม่มีทางเป็นจริงอย่างแน่นอน 

“ผมจึงชวนให้แม่พาลูกไปทะเลก่อน ค่อยกลับมาคุยกันว่าเอาอย่างไรดี ซึ่งประเมินแล้วว่าไปได้ ไม่อันตราย ตอนแรกแม่ก็กลัว แต่พอไปแล้ว ปรากฏว่ามีความสุขมาก ปรึกษากันแล้ว ลองไปเที่ยวที่อื่นต่อกับลูก และเลิกกังวลเรื่องการรักษาที่อาจไม่ได้ผลไปเลย” 

ไม่หายขาด แต่ได้หายใจแบบมีชีวิตชีวา

กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อิศรางค์สนใจการดูแลรักษาแบบประคับประคอง ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัวให้อยู่กับโรคได้อย่างสันติ ทั้งกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ

เยือนเย็น : SE ของแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยแบบชีวาภิบาลถึงบ้าน เพื่อวาระสุดท้ายที่เป็นสุข

ดูแลประคับประคองทุกฝ่าย

แพทย์หลายคนเห็นข้อดีของการดูแลรักษาแบบประคับประคอง เพราะยึดความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลักสำคัญ ดูแลองค์รวมของชีวิตโดยผู้ป่วยไม่ต้องฝืนทุกข์ทรมาน

แต่ชีวิตแพทย์โดยทั่วไปอาจไม่เอื้ออำนวยต่อการดูแลนี้
หนึ่ง แต่ละวันมีผู้ป่วยจำนวนมากมารอรับการรักษาด้วยความหวัง แพทย์อาจไม่สามารถใช้เวลาพูดคุยเรื่องละเอียดอ่อนของชีวิตกับผู้ป่วยนานๆ 

สอง แพทย์มักถูกฝึกให้ทำอย่างไรเพื่อรักษาให้คนมีชีวิตอยู่นานที่สุด การดูแลแบบประคับประคองมองเผินๆ เหมือนทำให้ไม่ได้ใช้ศักยภาพเหล่านั้นอย่างเต็มที่ และไม่อาจหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงการยอมรับความตาย เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ค่อยมีแพทย์มาทำทางด้านนี้

“แต่สำหรับผม มันไม่ใช่เลย ผมมองว่า Palliative care is about living” อิศรางค์เล่า “เราสนใจว่าทำอย่างไรให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุด ความตายเป็นตอนจบ สิ่งสำคัญคือตอนยังมีชีวิตอยู่ ว่ามีอะไรที่ผู้ป่วยอยากเติมเต็มในชีวิตบ้าง” 

เยือนเย็น : SE ของแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยแบบชีวาภิบาลถึงบ้าน เพื่อวาระสุดท้ายที่เป็นสุข

นอกจากตอบโจทย์ผู้ป่วยที่ผ่านการวินิจฉัยและไม่อยากแบกรับความทรมานในบั้นปลายชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว อิศรางค์มองว่า การดูแลแบบประคับประคองถึงที่บ้านส่งผลดีต่อระบบสาธารณสุขในองค์รวมด้วย

เพราะผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำและการดูแล โดยไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล แม้โรงพยาบาลจะมีบริการตรวจผู้ป่วยที่บ้านแบบประคับประคองอยู่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่ปลายทางของระบบ อาจพบได้เมื่อผ่านแพทย์ด้านต่างๆ ไปก่อน ซึ่งช้าเกินไปสำหรับบางคน

ส่วนแพทย์เฉพาะทางคนอื่นๆ ก็จะมีเวลาไปรักษาผู้ป่วยที่ต้องการได้รับการรักษา ยังรักษาได้ หรือมีความเร่งด่วนกว่า ตามความถนัดของตัวเอง ถือเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้เหมาะกับความต้องการ

เมื่อดูตัวเลข 1 ปี มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 80,000 คน หนึ่งในจำนวนนี้คงตามหาการรักษาทางเลือก แต่ยังเข้าไม่ถึงการบริการ

อิศรางค์จึงตัดสินใจจึงแบ่งเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตกุมารแพทย์ ก่อตั้งเยือนเย็น เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษา ดูแลประคับประคองผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เน้นโรคมะเร็งที่เขาเชี่ยวชาญเป็นหลัก แต่ภายหลังรับรักษาโรคอื่นๆ ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องเป็นระยะสุดท้าย ตามกำลังที่พอมี

 ด้วยรักและเคารพ

“วิธีนี้ทุกคนในบ้านต้องวางแผนร่วมกัน” อิศรางค์เน้นเรื่องสำคัญที่ใช้เวลานานแต่ขาดไม่ได้

ในการนัดหมายรับคำปรึกษาครั้งแรก เยือนเย็นจะขอนัดหมายสมาชิกครอบครัวและคนใกล้ชิดทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน เพื่อคลี่คลายความในใจ

“ผู้ป่วยบางคนไม่ได้กลัวความตาย เพียงแค่อยากอยู่อย่างสงบไม่ต้องทรมาน แต่คนอื่นในครอบครัวอาจไม่คิดแบบนี้ ถ้ามีลูกห้าคน พวกเขาอาจคิดต่างกันหมดเลย ผมจะให้เขานัดทุกคนมาให้ครบ แล้วค่อยๆ คุยว่าแต่ละคนคิดถึงทางเลือกไหน มีผลดีผลเสียอย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร. นพ.อิศรางค์ นุชประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในเด็ก ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ทุกคนมักคิดว่าหมอมีคำตอบว่าต้องทำอะไร แต่มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกว่าชีวิตที่ดีเป็นยังไง ผมจะฟังผู้ป่วย ถามว่าคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเขาคืออะไร เล่าชีวิตให้ฟังหน่อย กลัวและอยากได้อะไร สุดท้ายทางเลือกเป็นของเขา

“คนรอบข้างอาจพยายามตัดสินใจแทนผู้ป่วยด้วยความหวังดี มีลูกที่อยากให้พ่ออยู่นานขึ้น เพราะจะได้พาไปเที่ยว ผมเลยถามว่าถ้าพ่ออยากไปอยู่แล้ว ทำไมไม่ไปพรุ่งนี้เลย ตอนที่เขายังไปไหวอยู่ รออะไร ลูกก็บอก เออจริงด้วย 

“พอชวนคุยไปเรื่อยๆ เรามักจะเห็นพ้องต้องกันว่า ควรเคารพสิ่งที่ผู้ป่วยประสงค์”

หากความประสงค์นั้นคือการรักษาตามกระบวนการปกติในโรงพยาบาล เยือนเย็นยินดีแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อ ใครที่ยังพอรักษาให้หายได้ มีความหวัง ก็ควรสู้สุดกำลัง

ส่วนใครประสงค์จะพักผ่อนอย่างสงบที่บ้าน หรือออกไปใช้ชีวิตเติมเต็มสิ่งที่รอคอยมาตลอด เยือนเย็นก็ตอบโจทย์นี้ได้ โดยเข้าสู่กระบวนการวางแผนว่า ครอบครัวควรดูแลผู้ป่วยร่วมกันอย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร. นพ.อิศรางค์ นุชประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในเด็ก ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ครอบครัวอาจกังวลว่าดูแลผู้ป่วยได้ไม่ดีเท่าที่โรงพยาบาล แต่ความจริงคุณรู้เรื่องเขาตั้งเยอะนะ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปีและทำอะไรให้ได้ตั้งมากมาย สิ่งสำคัญคือฟังผู้ป่วย และถ้ามีปัญหาอะไร ใช้เทคโนโลยีติดต่อมาได้ตลอดเวลาเลย” อิศรางค์ย้ำ

ส่วนทางทีมเยือนเย็นจะใช้องค์ความรู้ของแพทย์ เช่น การให้รับมอร์ฟีนด้วยวิธีและปริมาณที่เหมาะสม ไม่เสพติด เพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยเจ็บปวดทางกายภาพจากโรคมะเร็งน้อยที่สุด ตามแต่ละกรณี

อยากเที่ยวจะได้เที่ยวบ้าง อยากกินจะได้กินบ้าง 

เพราะ ณ จุดนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเราจะมีเวลากันไปถึงเมื่อไร

Peace of Mind

“เคสที่เรารับมีหลากหลายมาก” อิศรางค์ยกตัวอย่างชีวิตของผู้คนที่เขาได้ไปเจอ และได้รับอนุญาตให้บอกเล่าต่อ

มีตั้งแต่ผู้ป่วยมะเร็งปอดรุนแรงวัย 60 กว่าที่ไม่อยากรับการรักษาในโรงพยาบาล อยากทานอาหารหลายอย่าง และอยากย้ายไปอยู่เชียงรายกับครอบครัวใหญ่ แต่ภรรยาเป็นกังวล ทางเยือนเย็นสนับสนุนให้ไปเลย ช่วยอำนวยความสะดวกและส่งให้แพทย์พยาบาลผู้ดูแลแบบประคับประคองที่เชียงรายช่วยดูแลต่อ จนผู้ป่วยกล่าวว่า “ภารกิจสำเร็จ” และ “ผมพร้อมจะตายที่บ้านแล้ว” ก่อนจากไปอย่างสงบท่ามกลางคนที่รัก

ศาสตราจารย์ ดร. นพ.อิศรางค์ นุชประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในเด็ก ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หรือผู้หญิงที่ป่วยด้วยโรคซับซ้อนหาได้ยาก เส้นประสาทถูกกดทับ ตามองไม่เห็น ประสาทหูเริ่มไม่ได้ยินดั่งเคย และเดินไม่ไหว แม้เคยผ่านการผ่าตัดหลายครั้งก็ตาม ทางเยือนเย็นก็ยินดีไปเยี่ยมที่บ้าน ค่อยๆ สื่อสารผ่านการเขียนตัวอักษรที่มืออย่างใจเย็นและให้ยาที่จำเป็น

และกรณีอื่นๆ ที่เป็นไปในทางเดียวกันคือ ไม่ได้เกรงกลัวความตาย ขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

นอกจากตัวผู้ป่วยที่ดูหมดหวังในการรักษาจะสบายกาย สบายใจ ขึ้นแล้ว ครอบครัวก็คลายความกังวล และยอมรับอย่างสันติเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง

บ้านอันร่มเย็น

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปได้อย่างยั่งยืน เยือนเย็น จัดตั้งขึ้นในรูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคม เก็บค่าบริการจากการเข้าเยี่ยมให้คำปรึกษา เพื่อนำทุนมาหมุนเวียนใช้จ่าย แต่สำหรับผู้ขัดข้องทางการเงิน อิศรางค์เล่าว่า เยือนเย็นยินดีช่วยดูแลอุปถัมภ์เป็นรายกรณี

“จริงๆ ผมยินดีดูแลผู้ป่วยอยู่แล้ว รู้ว่ามีคนต้องการ และเป็นผลดีต่อระบบสาธารณสุข แต่ต้องทำให้อยู่อย่างยั่งยืนด้วย การทำเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสม”

ปัจจุบัน เยือนเย็นเยี่ยมเยียนผู้ป่วยมาแล้ว 3 ปี ด้วยทีมงานลงพื้นที่จำนวนเลขหลักหน่วย ตระเวนเคาะประตูบ้านรักษาในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และเริ่มขยายไปพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดอื่นๆ ที่ใกล้เคียง

“ผมอยากให้บริการนี้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น เป็นที่ปรึกษาคุยกับผู้ป่วยตั้งแต่ได้รับวินิจฉัยโรคที่ลุกลาม เพื่อวางแผนชีวิตร่วมกัน แทนการตั้งรับตอนท้ายเมื่อสายไป” อิศรางค์เผยความฝันระยะไกล ด้วยความหวังว่าเมื่อถึงเวลา เราทุกคนจะกลับบ้านพักผ่อนกันอย่างร่มเย็น

ศาสตราจารย์ ดร. นพ.อิศรางค์ นุชประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในเด็ก ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ติดตาม เยือนเย็น ได้ที่ Facebook : เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

25 พฤศจิกายน 2565
182

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load