แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยที่ชื่อว่า โยธกา (YOTHAKA) นั้น แม้จะเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างมากในหลายประเทศทั่วโลก แต่อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกับพวกเราชาวไทยสักเท่าไร

ถ้าให้เล่าอย่างย่นย่อ โยธกาเป็นบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่นำงานหัตถกรรมมาผสานกับงานออกแบบ จนเกิดเป็นเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบที่เป็นสากล แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ของโยธกาเน้นวางขายต่างประเทศเป็นหลัก ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้งบริษัทนั้นโยธกาหยิบเอาพืชไร้ราคาที่หลายคนเรียกว่าสวะอย่างผักตบชวามาเปลี่ยนให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ล้ำค่าที่ลูกค้าคนยุโรปต้องแย่งกันซื้อ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนมาหยิบจับวัสดุใหม่ๆ สร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบที่หลากหลายและคาดเดาไม่ได้มาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับและรับรางวัลงานออกแบบยอดเยี่ยมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 30 ปี 

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

โยธกามีลูกค้าตั้งแต่โรงแรมและรีสอร์ตหรู ไปจนถึงบูติกช็อปจากทั่วโลก ทั้ง Hermès, Louis Vuitton, FENDI และงานบางชิ้นยังได้รับเลือกให้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น นอกจากนี้ โยธกายังได้รับข้อเสนอจากผู้จัดงานแสดงสินค้าอันดับต้นๆ ของโลกที่ฝรั่งเศสให้จัดแสดงในพื้นที่แสดงงานที่ดีที่สุดเพื่อเป็นไฮไลต์ให้กับงานนั้นอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจของโยธกาก็คือแบรนด์นี้อยู่มา 30 ปี แต่เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้มีหน้าร้านหรือโชว์รูมมากมายเหมือนแบรนด์อื่นๆ รวมไปถึงไม่เคยทำการตลาด ไม่มีแผนการตลาด ไม่มีการทำและซื้อโฆษณา จะมีอยู่บ้างก็คือการไปออกงานแสดงสินค้าในประเทศและนอกประเทศแถบยุโรปอย่างต่อเนื่อง

สินค้าของโยธกาขายตัวของมันเองด้วยการออกแบบ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากนักออกแบบคนเดียวของแบรนด์อย่าง คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน ที่ควบตำแหน่งเจ้าของกิจการไปด้วย นอกเหนือจากงานของบริษัทตัวเองแล้ว คุณรักษ์ยังสละเวลาไปเป็นคนให้คำปรึกษากับแบรนด์อื่นๆ ไปเป็นอาจารย์ผู้ให้ความรู้แก่บรรดานักออกแบบมาอย่างยาวนาน จนเป็นที่นับถือของบรรดาลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งเจ้าของกิจการและนักออกแบบรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น PiN หรือ กรกต อารมณ์ดี ที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

ในปีนี้ที่คุณรักษ์จะอายุ 71 ปี และแบรนด์โยธกาจะมีอายุ 30 ปี คุณรักษ์กำลังรวบรวมผลงานที่ตัวเองทำมาตลอด 30 ปีนี้เพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่มีชีวประวัติของตัวเอง และไม่ได้จะรวบรวมทฤษฎีในด้านการออกแบบ แต่เป็นหนังสือที่รวมผลงานการทำเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบคนหนึ่งที่ทำงานออกแบบมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งทำให้คุณรักษ์ได้มีโอกาสกลับไปรวบรวมรูปภาพของงานเก่าๆ พร้อมกับประมวลความคิดที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงที่ทำมา 

นี่จึงเป็นวาระดีที่จะมีโอกาสได้พูดคุยและเข้าใจวิธีการทำงานของนักออกแบบ ผู้ซึ่งเป็นเหมือนอาจารย์ของเหล่านักออกแบบคนนี้ และนี่คือเรื่องราวของนักออกแบบผู้เป็นเหมือนอาจารย์ของอาจารย์ที่ชื่อ สุวรรณ คงขุนเทียน 

จุดเริ่มต้นของโยธกา

“ที่ผมทำเฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมอยู่มาได้นานขนาดนี้ เพราะผมรักงานหัตถกรรม ถ้าไม่รักกันจริงจะอยู่กันได้นานขนาดนี้เหรอ”

คุณรักษ์เล่าให้เราฟังว่าแกเกิดที่จังหวัดหัตถกรรมอย่างเชียงใหม่ ชีวิตในวัยเด็กก็วิ่งเล่นกับเพื่อนเข้าบ้านนู้นบ้านนี้ จึงได้เห็นการทำหัตถกรรมมาตลอด พอโตขึ้นมาหน่อยเมื่อเข้าโรงเรียนก็ได้เริ่มเรียนศิลปะด้วยความสนใจของตัวเองและการชักชวนของครูที่โรงเรียน โดยการเรียนศิลปะนั้นไม่ใช่แค่วาดรูปเล่น แต่เป็นการฝึกและหัดเขียนภาพสีน้ำ จนถึงการเรียนเขียนภาพแบบ Still Life เลยด้วย เกิดเป็นความชอบจนเลือกศึกษาต่อที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลังจากเรียนจบ คุณรักษ์ไปทำงานเป็นคนอ่านแบบงานก่อสร้างที่ซาอุฯ อยู่พักใหญ่ ก่อนมีโอกาสกลับมาเปิดบริษัทออกแบบอินทีเรียอยู่ที่สิงคโปร์เกือบ 10 ปี รับงานออกแบบบ้านและโรงแรมขนาดเล็กเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องสั่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ไทยอยู่อย่างเสมอ

“คือในการกลับไทยมานั้นก็มีอยู่ทีหนึ่งที่ได้มาเจอ หน่า (ม.ล. ภาวินี สันติศิริ) ซึ่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย ตอนนั้นเขาทำวิจัยเกี่ยวกับการหารายได้เพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อยเสริมไปจากงานประจำ โดยหยิบผักตบชวาที่มีอยู่มากมายมาทำเป็นวัสดุคล้ายๆ เชือก แล้วนำมาสานทำเป็นเฟอร์นิเจอร์อีกทีหนึ่ง ผมซึ่งชอบงานหัตถกรรมอยู่แล้วมาเห็นก็ชอบมาก เลยเกิดไอเดียว่าอยากลองทำสิ่งนี้ส่งออกดู”

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

อะไรทำให้อยากเปลี่ยนอาชีพจากอินทีเรียในสิงคโปร์มาบุกเบิกทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออกแบบเริ่มต้นใหม่ที่ไทยในวัย 40 ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ต้องการความมั่นคงในชีวิตมากกว่ากระโจนหาความเสี่ยง ผมถาม

“ตอนนั้นผมอายุสี่สิบแล้ว อยู่สิงคโปร์มาสิบกว่าปีและผมไม่เคยคิดว่าจะลงหลักปักฐานที่นั่นเลย มันเหมือนถึงจุดอิ่มตัวแล้วและอยากกลับบ้าน ซึ่งการไปอยู่สิงคโปร์ทำให้เห็นช่องทางและโอกาส ไปจนถึงเห็นสิ่งดีๆ ของบ้านเราด้วย คือภาพลักษณ์ของไทยในตอนนั้นมักจะโดนคนต่างชาติเหยียดหยามมาตลอดว่าสินค้าไทยชอบลอกเลียนแบบงานคนอื่น และผลิตสินค้าที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ลึกๆ เลยมีความฝันอยากออกแบบสินค้าอะไรสักอย่างที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ประเทศ

“ตอนที่มาเห็นผักตบชวาเนี่ย นอกจากความชอบงานหัตถกรรมแล้ว มันคือเรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการทำธุรกิจส่งออก เพราะหัตถกรรมมันก็บอกอยู่แล้วว่าใช้มือทำเป็นหลัก คือผมไม่มีเงินมากพอจะบินไปซื้อเครื่องจักรแพงๆ มา แล้วเปิดโรงงาน และในตลาดโลกงานทำมือพวกนี้ยังมีช่องทางอยู่ 

“หัตถกรรมเป็นทางเลือกที่แข็งแกร่งมากอันหนึ่งของประเทศไทย เพราะงานหัตถกรรมเป็นสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมเขาจะไม่ทำกัน คือพอประเทศเจริญไปถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว งานหัตถกรรมมันทำเงินได้ไม่เท่ากับอุตสาหกรรม ลองคิดว่าถ้าคนยุโรปมาทำงานหัตถกรรม ด้วยค่าแรงที่สูงมากมันจะทำให้งานชิ้นนั้นมีราคาที่แพงมากจนขายไม่ได้ แต่ประเทศเรายังไม่ได้ถูกพัฒนาจนเป็นระบบอุตสาหกรรมแบบเต็มตัว ผสมกับค่าแรงที่ค่อนข้างต่ำ นั่นจึงเป็นจุดแข็งของงานหัตถกรรมของเรา แล้วงานพวกนี้เป็นงานที่คนไทยไม่ซื้อ อาจจะเพราะเห็นจนชินตาอยู่แล้ว มันก็เลยเหมาะกับการนำไปทำตลาดที่ยุโรปหรือที่อื่นๆ มากกว่า” คุณรักษ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งแบรนด์โยธกา

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

ก้าวแรกที่ล้มลุกคลุกคลาน

หลังจากที่คุณรักษ์ตัดสินใจทำเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวา ซึ่งในช่วงแรกยังไม่ได้มีการออกแบบอะไรใหม่ ใช้รูปแบบของงานเก้าอี้หวายที่แพร่หลายกันในยุคนั้นมาทำด้วยผักตบชวาเฉยๆ พอดีว่ามีลูกค้าเก่าคนหนึ่งที่คุณรักษ์เคยทำงานออกแบบให้และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปซื้อกิจการโรงแรมเล็กๆ ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และเรียกคุณรักษ์มาทำงานตกแต่งภายในให้ ซึ่งหลังจากทำงานจนใกล้จะเสร็จ ลูกค้าคนนี้ก็ชวนให้คุณรักษ์มาใช้พื้นที่ห้องบอลล์รูมในโรงแรมนี้แบบฟรีๆ

“เขาบอกว่าเผื่อคุณอยากจะมาค้าขายอะไรที่นี่ ผมเลยคิดว่างั้นเอาเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาของเราไปลองวางขายที่ LA เลยดีกว่า ซึ่งผมไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน ไม่เคยศึกษาตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายเลย ไปเพราะว่าได้ที่ฟรี ก็ทำเรื่องส่งของทุกสิ่งไปจากไทย แล้วก็ไปรวบรวมรายชื่อนักออกแบบและสถาปนิกที่อยู่ใน LA ทำบัตรเชิญ ทำโปสเตอร์ แล้วโทรศัพท์ไปชวนทุกคนให้มางานเปิดตัวของเรา”

ทุกสิ่งเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี แต่ผิดคาด เพราะด้วยขาดประสบการณ์การทำเอกสารนำเข้าส่งออกสินค้า ทำให้นำของออกจากท่าเรือมาได้ไม่ตรงกับวันเปิดงาน งานแสดงเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาก็เลยต้องยกเลิกไป คุณรักษ์เล่าให้ฟังว่า นอกจากเสียค่าส่งของและค่าเดินทางที่มีมูลค่าค่อนข้างสูงแล้ว ยังต้องเสียเวลาโทรศัพท์ยกเลิกการจัดงานให้กับทุกคนที่ส่งบัตรเชิญไปอีกด้วย

ตอนหลังที่เอาของออกจากท่าเรือได้แล้ว ก็ต้องเที่ยวเอาไปไล่แจกคนอื่นจนหมด แม้จะเปิดงานไม่ได้แต่ความโชคร้ายก็ยังไม่จบ เพราะเย็นวันนั้นหลังจากที่ออกจากโรงแรมคุณรักษ์และทุกคนก็ประสบกับอุบัติเหตุรถชนอีก แม้ว่าจะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก แต่ก็ทำให้การเริ่มต้นทำธุรกิจส่งออกครั้งแรกนั้นล้มลุกคลุกคลานอยู่มาก จนทำให้คุณรักษ์ต้องกลับไปทำงานเป็นอินทีเรียที่สิงคโปร์ต่อเพื่อเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

“หลังจากทำงานเก็บเงินอยู่อีกสองปี ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากกลับมาออกแบบและทำเฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรากำหนดแนวทางในการสร้างสรรค์งานของเราเลยว่าเราจะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ ใช้เฉพาะวัสดุที่ผลิตขึ้นในเมืองไทยด้วย และเป็นงานทำด้วยมือที่เป็นทักษะขั้นสูง ผมอยากทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเมืองไทยไม่ได้มีแต่ของไร้คุณภาพกับของก๊อปปี้ เป้าหมายหลักคือสินค้าที่ผมทำต้องไปวางในงานแฟร์ของยุโรป และเราจะติดแบรนด์ของเรา หรือคำว่า ‘เมด อิน ไทยแลนด์’ ให้ทุกคนเห็นเลย กูจะทำให้มึงดู ผมคิดแบบนี้จริงๆ

“นอกจากนี้ ด้วยความที่เราอยากให้เป็นของคุณภาพจริงๆ แม้แต่โครงด้านในของเฟอร์นิเจอร์ที่จะถูกผักตบมาห่อหุ้มหมด เราก็จะใช้ไม้ที่ดี ทำโครงให้สวยเรียบร้อย จะไม่มีการเอาไม้ลังหรือไม้อัดมาปะให้มันเต็มๆ ไป เฟอร์นิเจอร์ของผมทุกชิ้นจะต้องสวยจากภายใน ถ้าวันหนึ่งลูกค้าเขารื้อโครงออกมา ลูกค้าจะต้องประทับใจ” คุณรักษ์เล่าให้ฟังถึงจุดยืนของโยธกา

หลังจากที่ได้เริ่มออกแบบเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาอย่างจริงจัง ก็มีการทำโชว์รูมที่โรงแรมเพนนินซูลาเพื่อวางขายสินค้า ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจไทย ทำให้หลายๆ บริษัทที่ทำงานส่งออกได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แน่นอนว่าโยธกาก็เป็นหนึ่งในนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เริ่มเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าที่มาดูเฟอร์นิเจอร์ในโชว์รูม โดยที่ยังไม่ได้รู้จักการไปออกงานแสดงสินค้าแต่อย่างใด

แล้วการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในตอนนั้นมีวิธีคิดออกแบบยังไงบ้าง ผมถามต่อ

“ด้วยความที่ผมเป็นอินทีเรียมาก่อน ผมไม่ได้คิดเริ่มต้นว่าอยากออกแบบโต๊ะหรือเก้าอี้ก่อน แต่ผมจะไปค้นคว้าว่ามี Mood and Tone ของห้องแบบไหนที่ตลาดต้องการ แล้วค่อยคิดว่าจะออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่มาเติมเต็มห้องห้องนั้น อย่างบ้านแบบคันทรีจะต้องใช้โซฟาแบบไหนเราก็ออกแบบให้มันเข้ากับบรรยากาศได้

“อย่างตัวผักตบชวานี่เมื่อก่อนเขาเรียกกันว่าสวะนะ ถ้าอยู่ในบ้านเราที่มีความชื้นสูงมันก็อาจจะขึ้นรา หมาแมวมาข่วนก็เสียหายได้ แต่พอคนต่างประเทศมาเห็นเขาชอบกันมาก ทั้งพื้นผิวและสีสันมันไม่เหมือนวัสดุอื่นๆ แถมอากาศที่แห้งก็ไม่ทำให้ขึ้นราด้วย 

“แต่ปัญหาคือเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติเนี่ย ลูกค้าหลายคนชอบคิดว่ามันเป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านสไตล์คันทรีอย่างเดียว ผมเลยมาคิดว่ามันน่าจะสร้างสไตล์แบบอื่นๆ ได้ จึงเกิดไอเดียออกแบบรูปทรงให้ดูร่วมสมัยเข้ากับเมืองมากขึ้น มีระยะสัดส่วน ความสูง ความกว้างความลึก ที่เป็นแบบสากล แต่มีคอนทราสต์จากวัสดุธรรมชาติที่เราใช้ มันเลยทำให้เกิดภาพของงานออกแบบที่มีกลิ่นอายตะวันออกอยู่ด้วย แบรนด์โยธกาเลยค่อยๆ คลี่คลายมากขึ้นแ ละเริ่มสร้างตัวตนขึ้นมา ว่าถ้าอยากได้เฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมแบบนี้ต้องเราเท่านั้น”

ออกแบบหัตถกรรม

ในระบบการศึกษา อาชีพอย่างนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์เป็นอาชีพที่ตอบสนองการผลิตในระบบอุตสาหกรรมเป็นหลักแทนที่จะเป็นหัตถกรรม ผมเลยถามทางคุณรักษ์ไปว่าการต้องมาทำงานออกแบบควบคู่ไปกับงานหัตถกรรมนั้นมีวิธีคิดยังไงบ้าง

“ในช่วงที่ผมทำเก้าอี้ตัวแรกๆ ผมใช้เทคนิคของการสานหวายของไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่ผมไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับงานช่างและงานฝีมือเลย แต่เราชอบอยู่และเรียนรู้กับช่างตั้งแต่เช้าถึงเย็นมาตลอด ผมศึกษาว่าเขาทำยังไงบ้าง ขณะเดียวกันก็ไปดูงานหัตถกรรมแบบอื่นๆ ของต่างประเทศว่าเขาสานกันยังไง เก็บรายละเอียดกันยังไง แล้วก็ลอกเลียนและปรับปรุงมาใช้กับของตัวเอง จนเทคนิคการสานผักตบชวาของเราในตอนหลังๆ ไม่มีการใช้เทคนิคของหวายอีกเลย ทั้งการสาน การจบงาน การเก็บรายละเอียดนั้น เป็นเทคนิคของผักตบชวาโดยเฉพาะเลย

“เวลาเราออกแบบงานคราฟต์บนโต๊ะกับออกแบบกับช่างมันไม่เหมือนกันนะ ทำงานกับช่างเราจะเห็น Solution ซึ่งก็ทำให้ผมต้องศึกษาเทคนิควิธีการทำงานพร้อมกับช่าง ผมเรียนรู้จากช่าง อย่างเวลาเราออกแบบมา พอเอาให้ช่างเขาดู เขาบอกว่ามันสานไม่ได้ ผมก็ถามว่าแล้วทำยังไงถึงจะสานได้ ก็เรียนจากช่างว่ามันต้องการโครงสร้างภายในที่เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งมีจุดสำหรับยึดและพัน เราก็กลับมาพัฒนาแบบใหม่ให้เป็นแบบนั้น คือค่อยๆ สร้างความรู้ในตัวเราขึ้นมา จนตอนนี้เวลาที่ผมออกแบบ ผมออกแบบลวดลายแพตเทิร์นไปพร้อมๆ กันกับฟอร์มของเก้าอี้ได้ 

“แม้ว่าผมสานชิ้นงานไม่เป็นก็จริง แต่ตอนนี้ผมทำแพตเทิร์นสานแบบเล็กๆ เองไว้สื่อสารกับช่างฝีมือในโรงงานได้ ไปจนถึงคิดวิธีจบและเก็บชิ้นงานให้กับช่างไปเลย ซึ่งการเก็บรายละเอียดพวกนี้คือหัวใจของงานหัตถกรรม การทำอาชีพแบบนี้ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ต้องเรียนรู้จริงๆ และต้องรักมันมากๆ ด้วย ตอนที่เห็นเราก็จำไว้ เพื่อวันหนึ่งเราจะเอาสิ่งที่เคยเห็นหยิบออกมาใช้งานได้” คุณรักษ์อธิบายถึงการเรียนรู้งานหัตถกรรมของตัวเองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

จากจุดสูงสุดสู่จุดจบของผักตบชวา

ในช่วงแรกโยธกาขายผลงานผ่านช่องทางโชว์รูมเพียงอย่างเดียว ด้วยความบังเอิญที่คุณรักษ์ได้เป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสาร บ้านในฝัน ทำให้ได้มาเจอกับ คุณวิสุทธิ์ (วิสุทธิ์ ลิ้มอารีย์) คอลัมนิสต์อีกคนที่เขียนให้นิตยสารเดียวกัน ซึ่งเปิดบริษัทที่ฝรั่งเศสนำเข้าและขายดอกไม้กระดาษที่ผลิตในไทย และขอคุณรักษ์ซื้อเก้าอี้ผักตบชวาของโยธกาไปวางเป็นของตกแต่งในบูทแสดงสินค้าที่งานแฟร์ Maison et Objet ที่ฝรั่งเศส (งานแสดงสินค้าที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือมากอันดับต้นๆ ในยุโรปและในโลก)

“ปรากฏว่าพอแฟร์จบลง ยอดสั่งซื้อเก้าอี้ของเราก็เข้ามาเพียบเลย (หัวเราะ) เพราะลูกค้าได้เห็นเก้าอี้เราจากทางนั้น เลยกลายเป็นได้เข้าตลาดยุโรปเลยแบบบังเอิญ ยอดสั่งซื้อจากทางยุโรปและทวีปอื่นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่ซื้อก็เอาของที่เราออกแบบและผลิตไปวางขายในงานแสดงสินค้าตามเมืองต่างๆ อีก ตอนนั้นเราออกคอลเลกชันใหม่ทุกปี ปีละสองครั้ง แบบเดียวกับแฟชั่นเลย Spring-Summer หรือ Autumn-Winter เพราะคนสั่งซื้อเข้ามาอยู่ตลอด” คุณรักษ์เล่าย้อนไปถึงตอนที่โยธกาเข้าสู่ตลาดยุโรปในครั้งแรก

ความนิยมของเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวาของโยธกาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ยอดสั่งซื้อเริ่มมีมาจากทั่วทั้งโลก ในช่วงเวลานั้นมีการส่งออกเฟอร์นิเจอร์จากโรงงานมากถึง 12 – 14 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือนติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่จะเจอจุดพลิกผันครั้งใหญ่ นั่นคือการเสื่อมความนิยมอย่างรวดเร็วของเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวา ยอดสั่งซื้อลดลงจนไม่มีใครสั่งซื้ออีกต่อไป สำหรับผู้ประกอบการคนอื่นๆ อาจจะมองว่าเป็นวิกฤต แต่สำหรับโยธกาแล้วกลับเป็นโอกาส

“ผักตบชวาหายไปเพราะการตัดสินโดยตลาดของยุโรปที่เรียกกันว่า ‘เทรนด์’ คือเทรนด์ใหม่ที่ประกาศออกมาคือสไตล์ Outdoor ซึ่งไม่ใช้วัสดุธรรมชาติแล้ว ลูกค้าก็จะเลิกซื้อพร้อมกันหมด ตอนนั้นผมก็ฟังหูไว้หู พอได้มีโอกาสบินไปเยี่ยมลูกค้าตามงานแฟร์ต่างๆ ในหลายประเทศ จึงถึงจุดที่เรายอมรับว่าผักตบชวานั้นไปต่อไม่ได้แล้ว และผมเป็นคนที่พลิกตัวเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ได้เร็วมาก ไม่ยึดติดในงานออกแบบเดิมๆ ไม่รอจนเกิดปัญหาแล้วค่อยเปลี่ยนแปลง แบบนั้นมันช้าเกินไป 

“การที่เราเป็นบริษัทที่ใช้สองมือสร้างเฟอร์นิเจอร์ ไม่ได้มีเครื่องจักรราคาแพงอะไร มันทำให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลา ผมก็เลยเริ่มหันมามองจุดแข็งของเทคนิคและทักษะงานหัตถกรรมที่เรามี เริ่มมองหาวัสดุใหม่ๆ อย่างอื่นที่มีศักยภาพนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ และหยิบมาทดลองทำก่อนเลย จึงเป็นที่มาของเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุต่างๆ มากมาย” คุณรักษ์เล่าถึงตอนที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

วัสดุที่โยธกาเลือกใช้หลังจากนั้นก็คือย่านลิเภา กระดาษใยสับปะรด เชือกลีซอ พลากสติกเส้น หวาย เชือก ไปจนถึงพวกผักตบเทียมหรือเถาวัลย์เทียมที่ทำมาจากพลาสติก ซึ่งคุณรักษ์ใช้การออกแบบที่เข้าใจในเทคนิคการสานของช่าง และความเข้าใจในวัสดุใหม่ๆ ที่หยิบจับมาทดลองใช้เปลี่ยนเพียงรายละเอียดของงานบางส่วน ทำให้ช่างฝีมือคนเดิมสามารถสร้างเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุใหม่ๆ ขึ้นมา โดยไม่ต้องเปลี่ยนทักษะหรือเทคนิคการทำงานแบบเดิมๆ 

“คือเราพลิกตัวเองได้ไวมาตั้งแต่ตอนนั้น อย่างตอนนี้เทรนด์ใหม่ๆ เป็นเรื่องของการใช้เทคนิคผูกและมัด เราก็ขยับและเริ่มให้ช่างที่มีลองปรับเปลี่ยนเทคนิคการสาน ให้มาใช้การผูกและมัดมัดกับวัสดุใหม่ๆ ดู ก็ทำกันได้หมดทุกคน จับตัววัสดุอย่างเชือกต่างๆ ได้ทันที ทั้งเชือกจากวัสดุสังเคราะห์และเชือกจากวัสดุธรรมชาติอย่างเชือกหนัง ด้าย อะไรก็ได้หมดเลย มันเหมือนกับว่างานหัตถกรรมนี่อยู่ในดีเอ็นเอของคนบ้านเราเลยนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก” คุณรักษ์เล่าถึงการปรับตัวครั้งใหม่

นักออกแบบผู้ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลากว่า 30 ปี

นอกเหนือจากเรื่องของวัสดุใหม่ๆ ที่โยธกาหยิบมาใช้สร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์อย่างต่อเนื่องแล้ว คุณรักษ์ยังมองหาลูกเล่นและใส่ไอเดียสดใหม่ลงไปในงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทำให้การออกแบบเฟอร์นิเจอร์มีกลิ่นอายและจริตของแฟชั่น มีการหยิบเอางานศิลปะที่โดดเด่นจากหลายยุคหลายสมัยมาผสมผสานกับงานหัตถกรรม ทำให้เกิดเป็นลวดลายกราฟิก 

อย่างเช่นในช่วงนี้งานแบบบาโรกกำลังเป็นกระแสอยู่ ก็มีการหยิบมาผสมในงานออกแบบ ปรับเฟอร์นิเจอร์เดิมให้เอื้อต่อการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ อย่างม้านั่งที่เอาไว้ใช้วางล้อมต้นไม้เป็นวงกลมสำหรับภายนอกอาคาร เก้าอี้สำหรับการนั่งเตี้ยๆ แบบอิหร่าน การเอางานหัตถกรรมจากอารยธรรมอื่นมาประยุกต์ใช้ เช่น งานถักเชือกแบบมาคราเม่ (Macramé) ซึ่งเป็นการสานถักที่มีต้นกำเนิดในอาหรับ ไปจนถึงการได้เห็นเก้าอี้ที่ช่างในโรงงานทำกันขึ้นมาเล่นๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่ถูกคุณรักษ์หยิบมาประยุกต์ใช้กับงานของโยธกาทั้งหมด

“เก้าอี้บางตัวได้ไปเห็นจากที่ช่างทำขึ้นมาเพื่อใช้นั่งเล่นกันเองภายในโรงงาน ผมเห็นแล้วปิ๊งเลยหยิบมาออกแบบใหม่ จนไปเข้าตาเพื่อนและถูกซื้อใช้ในงานแฟชั่นโชว์ ซึ่งมันดูแหวกแตกต่างมากๆ พอมีคนเห็นกันเยอะก็มีรุ่นพี่ที่รู้จักโทรเข้ามาสั่งซื้อเก้าอี้ตัวนั้นมาใช้งานอีกทีด้วย 

ช่วงหลังมีคนพูดกันเยอะว่างานหัตถกรรมมันเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทีนี้งานของโยธกาแม้เราจะหยิบยืมงานหัตถกรรมของที่อื่นมา แต่ก็ต้องขายความเป็นตัวตนแบบคนตะวันออกเข้าไป หรือดัดแปลงให้มันเป็นแบบที่ชาติอื่นทำไม่ได้ เช่น ใช้งานสานหลายๆ แบบมาผสมเข้าด้วยกันคล้ายเทคนิคงานศิลปะแบบคอลลาจ คือถ้าเราไปทำงานหัตถกรรมแบบลายหลุยส์ของฝรั่งเศส เขาไม่จำเป็นต้องมาซื้อของเราก็ได้นะ” คุณรักษ์เล่าถึงการหยิบจับไอเดียใหม่มาใช้ โดยที่ยังคงความเป็นตัวตนไว้ได้

คุณรักษ์หาแรงบันดาลใจในการทำงานยังไงบ้าง ถึงสร้างงานได้ต่อเนื่องมาขนาดนี้ ผมถามต่อ

“ตอนที่มาทำหนังสือเล่มนี้ ผมเพิ่งมารวบรวมงานตัวเองทั้งหมด และได้เห็นว่าตัวเองเป็นคนชอบงานที่มีลักษณะเส้นๆ ทั้งโครงสร้างของเก้าอี้ ไปจนถึงการสานที่เป็นเหมือนงานกราฟิก ทั้งหมดนั้นเป็นเส้นหมดเลย ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันมาจากไหน ถ้าให้คิดคงเหมือนกับเวลาผมเดินทางไปเจออะไรมามากๆ แล้วเจอของที่สวยๆ สักชิ้น ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เฟอร์นิเจอร์ แต่หมายถึงทั้งงานสถาปัตยกรรม เครื่องประดับ วินโดว์ดิสเพลย์ สเปซที่ว่างต่างๆ ทั้งงานแบบหรูหราหรืองานชาวบ้าน 

“มันเหมือนสมองเราเก็บสะสมไว้เป็นคลัง แล้วเวลาที่ต้องการใช้เราก็ค่อยเรียกมันออกมา แรงบันดาลใจในการออกแบบของผมคือประสบการณ์ของชีวิต ไม่ใช่การไปเห็นนกเหยี่ยวหรืออีกาอะไรแบบนั้น”

ผมเลยสงสัยต่อว่า แล้วงานออกแบบที่ดีหรือนักออกแบบที่ดีในมุมมองของคุณรักษ์นั้นเป็นอย่างไร

“งานออกแบบที่ดีสำหรับผมอาจจะฟังดูเป็นสูตรสำเร็จนะ คือมันต้องมีฟังก์ชันการใช้งานที่ดี เช่น ใช้งานดี ดูแลรักษาง่าย ตอบโจทย์ของผู้ซื้อ อาจจะไม่ต้องสวยที่สุดก็ได้ อย่างเก้าอี้พลาสติกที่ใช้กันตามร้านแผงลอยหรือตามงานศพ หน้าตามันไม่ค่อยดี แต่ฟังก์ชันมันโคตรดีเลย อันนั้นสำหรับผมก็ถือว่ามันเป็นงานออกแบบที่ดีนะ 

“อีกเรื่องหนึ่ง ความสวยงามเป็นเรื่องที่มีหลายระดับและเป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่างเวลาที่ผมไปเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดต่างๆ ผมจะพยายามไม่เอาความชอบของตัวเองมาตัดสิน เพราะความสวยงามมันมีมิติอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย อย่างก่อนหน้านี้คนชอบใส่กางเกงขาบาน ถ้าเราใส่กางเกงขาเล็กๆ ก็ถือว่าไม่สวย อะไรแบบนี้ 

“แต่สำหรับนักออกแบบที่ดี ควรเป็นคนช่างสังเกตและมีความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งต่างๆ มีสายตาที่เฉียบและเฉี่ยว คุณต้องมองในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และคุณต้องมองเห็นความงามมากกว่าที่คนอื่นเห็น ผมว่านักออกแบบและศิลปินที่ประสบความสำเร็จมักจะมีสองสิ่งนี้” คุณรักษ์ตอบ

ก่อนที่จะร่ำลากันผมถามคุณรักษ์ว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานออกแบบมากว่า 30 ปีคืออะไร

“ผมได้เรียนรู้ในเรื่องการอยู่รอด การปรับตัว และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งกับตัวเองและธุรกิจของตัวเองเลย วิถีชีวิตเปลี่ยนไปตลอดเวลา เฟอร์นิเจอร์มันก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดด้วยเช่นกัน เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นทางการมากๆ คนก็ไม่ชอบนั่งกันแล้ว หรือเก้าอี้นั่งซักผ้าที่เดี๋ยวนี้คนไม่นั่งซักผ้าด้วยมือแล้ว มันก็ค่อยๆ หายไป”

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ในวาระงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เราเห็นหนังสือใหม่ๆ หลายร้อยปกอวดเนื้อตัวและเนื้อหาด้านในกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้อ่านได้เลือกอ่านเลือกซื้อกลับบ้าน

ในจำนวนหนังสือมากมายเหล่านั้น มีปกหนังสือจำนวนไม่น้อยที่ถูกออกแบบโดยนักออกแบบปกหนังสือมืออาชีพคนหนึ่ง-ใช่, ประเทศนี้นั้นมีอาชีพนี้อยู่ หรือถึงแม้ว่ายังไม่มีเวลาไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหรือร้านหนังสือ ด้วยผลงานการออกแบบปกหนังสือมากว่า 15 ปี ออกแบบปกมาแล้วรวมกว่า 500 ปก ครอบคลุมมากมายหลากหลายประเภท ทั้งการ์ตูน นิยาย วรรณกรรม Non-fiction ประวัติศาสตร์ เรื่องสั้น และอีกมากมาย ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าในชั้นหนังสือที่บ้านเราแทบทุกคนน่าจะมีผลงานการออกแบบปกของ Wrongdesign หรือ เบิ้ม-กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล วางบนชั้นอยู่อย่างแน่นอน

Wrongdesign Wrongdesign

นอกจากการเป็นนักออกแบบปกหนังสือที่ทำงานสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเรื่องราวความเป็นมาก่อนจะมาเป็นนักออกแบบของเขา นักเขียนบางคนกล่าวไว้ว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้พ่ายแพ้ ชีวิตของเบิ้มก็คงเป็นเช่นนั้น

จากนักศึกษาคนหนึ่งที่ไม่เคยทำงานออกแบบ ทำหนังสือไม่เป็น หางานทำไม่ได้ จนจับพลัดจับผลูมาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในนิตยสาร ช่วงทำงานเดือนแรกก็ทำงานไม่ได้จนเกือบจะถูกไล่ออก จนวันหนึ่งกลับกลายมาเป็นนักออกแบบปกหนังสืออันดับต้นๆ ของบ้านเราได้ ด้วยผลงานที่โดดเด่นและมีสมดุลที่ดีระหว่างงานศิลปะกับพาณิชย์บนพื้นที่ของปกหนังสือเล่มอยู่เสมอ

ก็อย่างประโยคทองของวงการหนังสือนั่นแหละ Don’t judge a book by its cover. สำหรับนักออกแบบปกก็คงจะไม่ต่างกัน ถ้าเราอยากจะรู้จักนักออกแบบปกหนังสือให้ดีกว่านี้ ก็คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าลองเปิดหน้าปกแล้วเริ่มต้นอ่านความคิดและชีวิตของเขาดูกัน

WRONGDESIGN

‘a cover design studio & a single room with many books’

สติกเกอร์ที่แปะอยู่หน้ากระจกออฟฟิศแถวประดิพัทธ์บอกว่าผมมาไม่ผิดที่ หลังจากเข้าไปทักทายกับเบิ้ม และรอเจ้าบ้านที่กำลังชงชาร้อนมาให้ ผมมองสำรวจรอบๆ ห้องขนาดเล็กที่เปี่ยมไปด้วยหนังสือจำนวนมหาศาลรอบๆ ตัว ใช่-นี่คือผลงานการออกแบบที่เบิ้มทำมาตลอด 15 ปี ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครในยุคสมัยนี้ที่ออกแบบปกหนังสือจำนวนมากกว่านี้อีกหรือเปล่า ถ้าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ค่าของนักออกแบบชื่อ Wrongdesign นี้ก็ควรได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ หลังจากจิบชาร้อนรสชาติดี ก็ถึงเวลาที่จะได้เริ่มพูดคุยกับนักออกแบบปกหนังสือคนนี้

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ห้องทำงาน

Wrongdesign ไม่ว่าอ่านยังไงก็แปลออกมาได้ว่า ‘ออกแบบผิด’ ถือว่าเป็นชื่อที่ดูไม่ค่อยจะเป็นมงคลเท่าไหร่กับอาชีพนักออกแบบ ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องอื่น ผมจึงขอสอบถามถึงที่มาของชื่อนี้

“เวลาเรารับงานนอกตอนทำงานประจำที่ Open ทางสำนักพิมพ์อื่นที่ติดต่อมาเขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าใช้คนที่ Open ทำงานให้ เลยอยากให้ใช้นามปากกาแทน แล้วทีนี้งานครั้งแรกที่ทำตอนนั้นมันไม่ค่อยดี คือถูกแก้อยู่เจ็ดหรือแปดรอบ จนสุดท้ายเขาก็เลือกแบบแรกสุดที่ทำไป ตอนที่พี่เขามาขอให้ใส่นามปากกาก็เลยใส่ไปในไฟล์ โดยไม่บอกเขาว่า Wrongdesign-ดีไซน์ผิด ก็ตั้งใจกวนตีนเขาแหละ และไม่คิดว่าเขาจะติดต่อให้เราทำงานให้อีกนะ แต่เขาก็ติดต่อมา เลยใช้มาเรื่อยๆ คิดว่าถึงจะเป็นชื่อที่แปลกๆ หน่อย แต่มันก็อยู่หลังปก คงไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่มั้ง (หัวเราะ)”

ลองผิด

จากที่เป็นคนไม่ค่อยอ่านหนังสือ ไม่เคยทำหนังสือ ไม่เคยทำงานออกแบบ จนได้งานแบบบังเอิญ ซึ่งตอนทำงานเดือนแรกก็เกือบถูกไล่ออก แล้วสุดท้ายกลับกลายมาเป็นนักออกแบบปกหนังสือมืออาชีพได้ยังไง

“เราเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลผลิตที่ล้มเหลวจากระบบการศึกษาไทย ที่จบมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร”

เบิ้มเล่าอดีตสมัยเรียนจบให้เราฟังว่า หลังจากที่เรียนจบจากสาขาโฆษณาและเริ่มหางานทำ ก็เจอกับปัญหาใหญ่ของชีวิตตอนนั้น คือนอกจากจะไม่รู้ว่าชอบอะไรแล้ว ตัวเองยังไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ ความถนัดอะไร กับสิ่งที่เรียนมา ผสมกับเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เบิ้มก็เลยหางานทำไม่ได้ ช่วงที่ว่างก็ไปลงเรียนคอร์สโปรแกรมออกแบบบนคอมพิวเตอร์ ด้วยความคิดที่ว่าสิ่งนี้จะช่วยให้หางานง่ายขึ้น

พอเรียนจบคอร์สก็โชคดีที่เจอเพื่อนที่ทำงานอยู่นิตยสาร Open ซึ่งกำลังหากราฟิกดีไซเนอร์อยู่ เลยชวนให้มาสมัครงาน แล้วหลังจากยื่นพอร์ตก็ได้ทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์คนเดียวของนิตยสารทางเลือกแห่งยุคนั้น ซึ่งในเดือนแรกก็มีปัญหา เพราะเขาไม่ถนัดใช้เครื่อง Mac ทำงาน แต่สุดท้ายด้วยความตั้งใจและทำงานอย่างหนัก เลยทำให้เบิ้มผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

“เราจับพลัดจับผลูมาทำงานแมกกาซีน เรารู้สึกว่ามันคือโลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ เพราะได้อ่านเรื่องราว ได้อ่านบทสัมภาษณ์ ได้แรงบันดาลใจ ได้ค้นหาชีวิตใหม่ เรารู้สึกอินและเชื่อมโยงกับเรื่องพวกนี้ เลยทำให้ยอมลงทุน ทุ่มเททำงานหนัก และให้เวลากับมัน นอกจากตัวงานแล้ว บรรยากาศสิ่งแวดล้อมของที่ Open มันก็ไม่เหมือนกับการทำงานที่อื่น

“สำหรับเรา ทุกๆ วันที่ไปทำงานคือการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ทั้งงานที่ได้คุย ประชุมกองฯ คำถามที่ได้เจอในชีวิตมันมักจะมีคำตอบออกมาเสมอ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นที่ทำงานที่แรกที่ดี เลยเป็นคำตอบของปัจจุบันว่า จากคนที่ทำงานไม่เป็น เรามาจนถึงปัจจุบันได้ก็เพราะเราทำงานหนักมาก (เน้นเสียง) เรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดในทุกๆ วัน และอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องกับชีวิตตั้งแต่ตอนนั้น”

คำว่าเส้นทางที่ถูกต้องนั้นเป็นยังไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าเส้นทางไหนคือเส้นทางที่ถูกต้อง-ผมถาม

“คือตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้หรอกว่าเราชอบอะไร แต่คนในวัยนั้นทุกคนน่าจะตอบได้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร สำหรับเรา เราเป็นคนไม่ชอบทำงานกับคนเยอะๆ ประสานงานไม่เก่ง ตัวเลขก็ไม่ถนัด พอมาทำงานออกแบบ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ มันอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องรึเปล่า แต่รู้สึกว่างานแบบนี้มันไม่ฝืนกับธรรมชาติของเรา

“พอเราได้งานเขียนกับรูปมาก็มานั่งทำงานอยู่หน้าคอมฯ ได้อ่านเนื้อหาก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะออกแบบออกมายังไง ได้โฟกัสกับงานโดยไม่มีใครมาจับจ้องดูผลงานของเรา อันไหนทำไม่เป็นก็ค่อยๆ หัดลองทำ ด้วยความที่งานหนังสือหรือนิตยสารมันมีรอบเวลาของมัน ทำให้ไม่ต้องเร่งอะไรมาก ถึงแม้ตัวตนที่ผ่านมาของเราอาจจะไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือนัก แต่ว่าเราสามารถทำงานละเอียดๆ พวกนี้ได้ เลยรู้สึกว่าอยู่ในที่ทางที่เหมาะสม”

แต่การเป็นดีไซเนอร์เพียงคนเดียวในองค์กรนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ทั้งในส่วนของการคิดออกแบบ ไปจนถึงการพัฒนาความสามารถในระยะยาว ซึ่งความโชคดีอีกอย่างที่เบิ้มได้เจอในตอนนั้นก็คือ การเข้ามาร่วมทุนใน Open ของผู้ชายที่ชื่อ ปราบดา หยุ่น

“ตอนเราทำงานได้ประมาณ 7 เดือนก็เริ่มเกิดการตันทางด้านความคิด เราไม่สามารถแปลงข้อความมาเป็นภาพได้ ต้องบอกว่าเราโชคดี เพราะตอนนั้น พี่คุ่น-ปราบดา หยุ่น เข้ามาเป็นหุ้นกับ Open พอดี และแกก็มาดูแลด้านการออกแบบ เรานี่เหมือนถูกลอตเตอรี่เลย เพราะพี่คุ่นแกเรียนออกแบบมา เป็นนักเขียน อ่านหนังสือมาเยอะ เราเลยสามารถเรียนรู้จากงานที่แกทำได้โดยใช้วิธีแบบครูพักลักจำ สิ่งที่ช่วยให้เราพัฒนาอย่างมากก็คือไฟล์งานของพี่คุ่น เราจะเอามาแกะดูเหมือนคนแกะคอร์ดดนตรี นั่งดูไฟล์ นั่งแยกเลเยอร์ ดูองค์ประกอบ ดูฟอนต์ที่แกใช้ ถ้าสงสัยว่าทำยังไงอีกวันหนึ่งก็ถามแก มันช่วยเราได้มากเหมือนเจอกับทางลัด”

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล หนังสือ

ลองถูก

หลังจากทำงานกับนิตยสารอยู่สักพัก เบิ้มก็เริ่มจับงานพ็อกเก็ตบุ๊ก เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของนิตยสารนั้นไม่ได้เยอะมาก หลายๆ สำนักพิมพ์ที่ทำนิตยสารจึงเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ในการนำบทความในนิตยสารมารวมเล่มพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขาย

“ตอนแรกที่ทำนิตยสารก็ว่ายากแล้วนะ พอมาเริ่มทำพ็อกเก็ตบุ๊กนี่มันกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เหมือนเป็นโจทย์งานใหม่ เพราะเป็นสื่อคนละธรรมชาติกัน การออกแบบก็กลายเป็นอีกแบบหนึ่ง จังหวะการอ่าน การวางภาพประกอบก็แตกต่างกัน แล้วตอนนั้นนิตยสาร Open และ openbooks จะพิมพ์ปกที่แตกต่างจากสำนักพิมพ์อื่นๆ ก็คือ พิมพ์ปกแบบ 2 สี เพราะต้องการให้ต้นทุนต่ำที่สุด การออกแบบก็จะใช้ภาพขาวดำผสมกับสีอะไรอีกสีหนึ่ง

“ปกแรกที่ทำเป็นหนังสือรวมบทสารคดีของนักเขียนชื่อ ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง หลังจากได้ลองออกแบบปกพ็อกเก็ตบุ๊กไปสักพักก็เริ่มอยู่มือ จนทำมาเรื่อยๆ แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่มีคนข้างนอกติดต่อมาให้ออกแบบปกหนังสือด้วย ทีนี้ด้วยความเป็นสำนักพิมพ์เล็กของ Open ทำให้เรามีพื้นที่ในการออกแบบในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน งานที่ Open มันก็เลยส่งเสริมเรา ทำให้มีคนเริ่มติดต่อให้ออกแบบปกหนังสือเยอะขึ้น เหมือนเราเริ่มจับต้นชนปลายเอาส่วนผสมบางอย่างในการออกแบบมาผสมกันจนเริ่มเจอวิธีการออกแบบปกอย่างมีศิลปะ”

พอพูดถึงเรื่องศิลปะ ผมสนใจที่เบิ้มเรียกขานพื้นที่บนปกหนังสือว่า ‘พื้นที่สุดท้ายของงานออกแบบกราฟิก ที่ยังคงเอื้อให้ศิลปะอยู่ควบคู่ไปกับงานพาณิชย์ได้ในพื้นที่เดียวกัน’ หลังจากที่พื้นที่แบบนี้ค่อยๆ หายไปจากทั้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรี ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์หนังหรือปกซีดีเพลง แล้วสำหรับในยุคสมัยนี้ ดูเหมือนพื้นที่ของปกหนังสือดูจะเน้นไปที่ความงามและศิลปะมากยิ่งกว่าเดิมเสียด้วย ผมจึงถามนักออกแบบปกหนังสือถึงสาเหตุของสิ่งนี้

“โครงสร้างของสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือเล่มมันไม่ได้มีขนาดใหญ่โตแบบอุตสาหกรรมหนังหรือเพลงที่มีคนจำนวนมากมาเกี่ยวข้อง ซึ่งพอมีคนจำนวนมากมาแชร์ไอเดียกันมากก็มีโอกาสสูงที่ปกแบบที่มีศิลปะจะถูกแทนที่ด้วยปกที่มันสื่อสารกับคนหมู่มากแทนได้ อย่างพ็อกเก็ตบุ๊ก 1 เล่มมันสามารถใช้คนแค่ 3 – 4 คนในการทำให้จบออกมาเป็นเล่มได้ คือมีแค่บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล กราฟิกดีไซเนอร์ ช่างภาพ แค่นี้เอง

“ถ้าเทียบให้เห็นสเกลของมันก็คือ ในการพิมพ์หนังสือเล่ม 1 ครั้ง จำนวนพิมพ์มาตรฐานมักจะอยู่ที่ 3,000 เล่ม ถ้าขายดีมากๆ ก็ 10,000 เล่ม เทียบกับภาพยนต์ที่ประสบความสำเร็จคือระดับร้อยล้านบาทนั้นก็คือมีคนดูอยู่ห้าแสนคน จะเห็นเลยว่าขนาดของตลาดมันแตกต่างกันเยอะมาก แล้วธรรมชาติของธุรกิจนี้มันไม่ได้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วแบบนั้น ค่อนข้างจะเป็นเหมือนนิชมาร์เก็ต มันเลยเอื้อให้พื้นที่ของงานศิลปะยังคงอยู่บนปกหนังสือและค่อยๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”

ลองดีไซน์

หลังจากถามเบิ้มถึงธรรมชาติและทิศทางของการออกแบบปกหนังสือแล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวิธีการออกแบบปกหนังสือของนักออกแบบอย่างเขา ผมอยากรู้วีธีทำงานและขั้นตอนการออกแบบของเขาในการออกแบบปกหนังสือเล่มหนึ่งๆ ว่ามีขั้นตอนและวิธีทำอย่างไร

“ขั้นตอนการออกแบบมักจะไม่ค่อยเปลี่ยน อย่างแรกเลยคือเราจะเริ่มด้วยการอ่านบทคัดย่อ หรืออ่านหนังสือทั้งเล่มถ้าเป็นไปได้ พูดคุยกับบรรณาธิการซึ่งเป็นคนดูแลหนังสือเล่มนั้นๆ ว่าเห็นภาพหนังสือเล่มนี้ไปในทางไหน แล้วเราก็จะร่างปกขึ้นมา หนังสือบางประเภทเราจะเห็นภาพชัด อย่างพวกประวัติศาสตร์ก็อ่านสนุก เพราะเราเห็นทั้งคนอ่าน ต้นฉบับ ไปจนถึงคนทำ ภาพปกในหัวมักจะชัดเสมอ พอภาพมันชัดเราก็จะไม่ใช้เวลาดีไซน์ปกหลายแบบ เพื่อเอาเวลามาลงลงรายละเอียด ไดคัตรูป เลือกองค์ประกอบมาวางบนปกแทน

“แต่โจทย์บางอย่างที่เป็นนามธรรม เช่น ความเท่าเทียม ความยุติธรรม พวกนี้ เราจะทำดราฟต์ดีไซน์ขึ้นมาก่อนสัก 4 – 5 แบบ แล้วเอาไปคุยกับทางทีมงานก่อน และจะพยายามทำให้มันหลากหลาย คือใช้ทั้งตัวหนังสือ ทั้งภาพถ่าย กราฟิก ให้แบบมันมีความหลากหลายมากที่สุด ทีนี้ด้วยความที่เราไม่ได้เรียนออกแบบมา เราเลยไม่ได้มีวิธีคิดแบบคนที่เรียนออกแบบ เราไม่มีสมุดสเกตช์ แต่เรามักจะเปิดคอมแล้วทำงานเลย ไม่มีการสเกตช์ก่อน

“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าภาพแรกที่โผล่ขึ้นมาจะเป็นปกเสมอนะ เราให้เวลางานค่อนข้างเยอะ อยู่กับมันนาน หลายๆ ปกบางทีก็เพี้ยนเปลี่ยนไปเป็นแบบอื่นเยอะ ด้วยธรรมชาติของการทำหนังสือมันเอื้อให้เราได้สะสมงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปเรื่อยๆ ปกหลายปกที่เราทำเกิดจากการหยิบเอาชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้ในงานชิ้นก่อนๆ มาผสมรวมกันออกมาเป็นปกใหม่ เวลาทำงานเราเป็นคนไม่เซฟไฟล์ทับเลย เวลาทำแบบเพิ่มจะเซฟแยกไว้ต่างหาก และเราเป็นคนจำชิ้นงานตัวเองได้ เวลามีโจทย์ที่ต้องการชิ้นส่วนแบบนี้เราจึงรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน แล้วเอามาใช้งาน”

ปกหนังสือ

ถ้าการอ่านหนังสือเล่มที่จะต้องออกแบบปกเป็นสิ่งสำคัญ หนังสือบางเล่มที่อ่านไม่รู้เรื่องหรือรู้เรื่อง ปกหนังสืออาจจะไม่ตรงกับที่คนเขียนคิดไว้ แล้วจะออกแบบได้ยังไง-ผมสงสัย เพราะนึกถึงเวลาที่ตัวเองอ่านงานวรรณกรรมแล้วพบว่าไม่รู้เรื่องเลย

“บางทีเราไม่ได้อ่านวรรณกรรมเพื่อเอาความเข้าใจ แต่เราอ่านเพื่อเอาความรู้สึก ซึ่งมันจะต่างกับพวก Non-fiction ที่ต้องอ่านเพื่อจับประเด็น ซึ่งเราถูกฝึกมาตั้งแต่ตอนทำนิตยสาร มันจำเป็นต้องอ่านทุกเรื่องและต้องอ่านอย่างเร็ว พอมาทำหนังสือ Non-fiction ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา ทีนี้เวลาเจอวรรณกรรมหรือนิยาย ซึ่งโดยธรรมชาติเราไม่ค่อยชอบอ่านนิยาย เราเลยรู้สึกว่ามันยากเสมอ

“เวลามีหมวดนี้ติดต่อมาจะเกร็งทุกครั้ง สิ่งที่ช่วยในการทำงานก็คือการคุยกับทางบรรณาธิการ เพราะเขาคือคนที่เห็นต้นฉบับทั้งเล่ม หรือไม่ก็คุยกับคนแปล หลังจากนั้นก็จะอ่านแล้วพยายามหา Mood & Tone ที่อยู่ในเล่มนั้นๆ โดยจะพยายามแปลข้อความและตัวอักษรให้เป็นภาพที่มันยังดูเข้าใจได้อยู่ โดยมากปกที่เราออกแบบมักจะไม่ออกมาเป็นภาพนามธรรมสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ไม่อยากทำนะ เราก็อยากทำ แต่สมองเราทำงานออกมาเป็นภาพที่ชัดมากกว่าเป็นแบบนามธรรม”

ด้วยความที่เบิ้มออกแบบหนังสือหลายประเภทหลายหมวดหมู่มานาน ผมจึงก็สังเกตเห็นเอกลักษณ์บางอย่างในการออกแบบของเบิ้มบนปกหนังสือเหล่านั้นอยู่เสมอ ทั้งการจัดวาง องค์ประกอบ ลวดลาย สีสัน ผมจึงชวนเขาคุยถึงแนวคิดในการออกแบบ ที่แม้บางครั้งจะเป็นหนังสือคนละประเภทกันแต่ก็มีลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ของคนออกแบบอยู่ในนั้นแทบทั้งหมด

“เราคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ดีไซเนอร์คนหนึ่งสะสมมาตลอดชีวิต เวลาเราทำอาชีพอะไรก็ตาม พอเราอยู่กับอาชีพนั้นนานๆ วิธีคิดของเราก็จะเปลี่ยนตามอาชีพมาเรื่อยๆ เวลามีคนมาถามหรือสัมภาษณ์ว่าอะไรคือลายเซ็นของงานเรา เรามักจะตอบไม่ได้ แต่คิดว่ามันคือ ‘การออกแบบปกให้สวยงามอย่างเรียบง่าย’ เพราะเรามักให้ความสำคัญกับ ‘ที่ว่าง’ เสมอ ที่ว่างไม่ได้แปลว่าพื้นที่ขาวๆ นะ แต่อาจจะเป็นพื้นสีเรียบๆ หรือองค์ประกอบเล็กๆที่ไม่ได้ฉูดฉาดนำสายตา เราจะพยายามมองหาสมดุลให้มันไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ระหว่างชื่อหนังสือและที่ว่างเหล่านี้อยู่เสมอ”

ปกหนังสือ

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ลองเป็นสำนักพิมพ์ควบคู่กับนักออกแบบปก

นอกจากขาข้างหนึ่งจะเหยียบบนส่วนของการเป็นนักออกแบบปกหนังสือแล้ว ขาอีกข้างหนึ่งของเบิ้มเหยียบอยู่บนส่วนของการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ openworlds อีกด้วย การที่เป็นทั้งนักออกแบบปกหนังสือและเจ้าของสำนักพิมพ์นั้น มันส่งผลกระทบหรือให้แนวคิดอะไรในการออกแบบปกหนังสือบ้างหรือเปล่า-เราถาม

“การเป็นทั้งนักออกแบบและเจ้าของสำนักพิมพ์นั้นส่งผลต่อการออกแบบของเราอยู่พอสมควร เพราะมันคือการที่นักออกแบบที่ออกแบบของขึ้นมาแล้วต้องมาขายของที่เราออกแบบด้วย โดยปกตินักออกแบบส่วนมากจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของความสวยไม่สวย และจะจบงานเมื่อชิ้นงานเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต แต่เราต้องแบกมันออกไปขายให้กับคนอ่าน แล้วเราก็จะได้เห็นชีวิตจริงๆ ของหนังสือที่เราทำ

“ธุรกิจหนังสือเล่มมันเป็นธุรกิจที่อยู่บนตัวโปรดักต์โดยแท้จริง ตรงไปตรงมา อย่างหนังสือที่เนื้อหาไม่หนีกันแต่ดีไซน์ของปกต่างกัน บางทีตัวเลขยอดขายก็ออกมาต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่การออกแบบปกที่นักออกแบบเห็นมันอยู่บนจอคอมพิวเตอร์เพียงปกเดียว แต่พอพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วก็ต้องไปอยู่บนชั้นหนังสือที่มีเล่มอื่นๆ จากสำนักพิมพ์อื่นประกบซ้ายขวาเต็มไปหมด แล้วพอผ่านไป 2 อาทิตย์มันก็จะถูกพลิกเอาสันออกมาแทนปก รวมไปถึงการได้เจอคนอ่านเองด้วย เพราะพอทำสำนักพิมพ์เองก็ต้องไปงานหนังสือเอง ก็จะได้พบเจอคนอ่าน คนที่มาซื้อ คนที่มาหยิบ โดยปกติดีไซเนอร์มีโอกาสน้อยมากที่จะเห็นคนซื้อ ข้อมูลในการออกแบบพวกนี้มันจะถูกเอามาปรับใช้ในการออกแบบปกอยู่ตลอด

“เรามองว่าการเป็นนักออกแบบควรจะทำตัวเป็นพาร์ตเนอร์ให้กับคนจ้างมากกว่า คือสามารถแชร์ไอเดียกันได้ในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ออกแบบอย่างเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ โปรยปก (ตัวหนังสือที่อยู่บนหน้าปกเพื่ออธิบายเล่าเรื่องเนื้อหาภายในเล่ม) เมื่อก่อนปกหนังสือจำเป็นต้องมีโปรยปกอยู่ 4 – 5 บรรทัด

“ทุกวันนี้เราพบว่าโปรยปกไม่ได้ทำงานในแง่การขายเสมอไป แต่เราก็ไปพูดกับสำนักพิมพ์ไม่ได้หรอกว่า พี่เอาโปรยปกออกเถอะ มันรก ไม่สวย พูดแบบนี้มันจะเถียงกันไม่รู้จบ แต่เราจะบอกเขาว่า โลกการสื่อสารมันเปลี่ยนไป สำนักพิมพ์สามารถหยิบเอาโปรยปกของหนังสือไปเล่าในโซเชียลมีเดียก่อนที่หนังสือจะไปถึงแผงได้ กว่าหนังสือจะวางแผงคนอ่านก็ตัดสินใจซื้อได้ล่วงหน้าแล้ว เราอธิบายให้เห็นว่าโครงสร้างการใช้สื่อมันเปลี่ยน การออกแบบปกจึงสามารถลดทอนองค์ประกอบอย่างโปรยปกให้น้อยลงได้ จนเหลือแต่พื้นที่ในการทำงานเชิงศิลปะ เพื่อให้ปกมันสื่อสารและทำงานให้ดีที่สุด”

ปกหนังสือที่อธิบายการทำงานของ Wrongdesign ในแต่ละช่วงที่ผ่านมา

ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง (openbooks, 2545)

ชายขายตัว บาร์เกย์ หญิงคาบาเรท์ ตลกคาเฟ่ กะหรี่สนามหลวง

ปกพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกที่ได้รับมอบหมายให้ทำ หมายถึงทำไฟล์งานปกตามมอบหมาย ไม่เข้าใกล้คำว่าออกแบบแม้แต่น้อย แต่ก็เป็นงานที่ทำให้เริ่มเข้าใจธรรมชาติของหนังสือเล่ม ได้เรียนรู้พื้นฐานของงานปกหนังสือ ไม่ต่างอะไรกับนักฟุตบอลที่ก่อนจะคิดโชว์ลีลาก็ควรผ่านการฝึกทักษะพื้นฐาน การจับบอล ควบคุมบอล วิ่งไปกับลูกบอล ฯลฯ ปกนี้ให้คุณค่าและความหมายแบบนั้น

อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน (ออกแบบโดย ปราบดา หยุ่น, openbooks, 2545)

อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน

ตอนนั้นพี่คุ่น (ปราบดา หยุ่น) เริ่มเป็นแขกประจำของนิตยสาร Open วันหนึ่งพี่คุ่นแวะมาพร้อมกับอาร์ตเวิร์กปกหนังสือรวมบทความที่จะตีพิมพ์กับ openbooks เราเห็นครั้งแรกแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก มันสวยอย่างประหลาด จึงเริ่มมองดีไซน์ของปกหนังสือด้วยการศึกษาโครงสร้าง เช่น สามารถใช้ตัวอักษรขนาดเล็กกับชื่อหนังสือก็ได้ มีกราฟิกทับหน้าก็เป็นภาพปกได้ ข้อความโปรยปกวางตั้งฉากอ่านยากก็ทำได้ ปกนี้มันทำให้เราเห็นพื้นที่ที่กว้างขึ้นของการดีไซน์ปกหนังสือ การได้มีโอกาสเรียนรู้งานออกแบบจากพี่คุ่นก็คือการได้พบครูแห่งหน้าที่การงาน

FUTURE WAR (มติชน, 2547)

FUTURE WAR

.. เล่มบอกว่าไม่อยากให้ใช้ชื่อจริงในเครดิตงานออกแบบ ไม่ค่อยอยากให้คนรู้ว่าใช้คน openbooks มาออกแบบให้ คิดชื่ออยู่ 2 – 3 วัน สุดท้ายก็ส่งไฟล์งานไปพร้อมกับชื่อคนออกแบบปกในหน้าเครดิตว่า ‘Wrongdesign’

ผู้ชายที่กำลังสืบพันธ์ และ หูหาเรื่อง (openbooks, 2549)

ผู้ชายที่กำลังสืบพันธ์ และ หูหาเรื่อง

2 ปกนี้เป็นผลลัพธ์จากการทำงานหนักและทุ่มเทเรียนรู้งานออกแบบปกหนังสือในช่วงเริ่มต้น มีการทดลองใช้ทางเลือกใหม่ๆ ในการดีไซน์ภาพ เช่นการใช้ภาพเทกซเจอร์ของผิวไม้แทนการใช้สีพื้นในโปรแกรม การออกแบบ Typography ของชื่อหนังสือภาษาไทย การใช้กระดาษพิเศษสำหรับพิมพ์ปก การไม่ใช้ข้อความโปรยปกในการสื่อสาร ฯลฯ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของงานออกแบบแบบ Wrongdesign แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็น 2 ปกสุดท้ายที่ออกแบบไว้ก่อนหยุดทำงานออกแบบไป 3 ปี

ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ (openbooks, 2549)

ไม่มีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอากาศ

หนังสือเล่มที่ 8 หนังสือเล่มที่สวยที่สุดตั้งแต่ทำมา ดีใจที่ได้ทำด้วยกัน
พี่หนึ่ง วรพจน์

06.11.49

JUSTICE (openworlds, 2554)

JUSTICE

หนังสือก็จัดว่าเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็วัดความสำเร็จจากยอดขาย เพียงแต่กับหนังสือที่ขายดีคนก็จะสรรเสริญว่าเพราะหนังสือดีเนื้อหามันดี แต่กับหนังสือที่ขายไม่ได้ คนก็จะสรรเสริญว่าเพราะปกหนังสือเล่มนั้นมันห่วย โชคดีที่ JUSTICE เล่มนี้ผลลัพธ์คืออย่างแรก แน่นอนว่ามันเป็นหนังสือที่เนื้อหาดี แต่ส่วนหนึ่งที่คนออกแบบเชื่อว่าคือครึ่งหนึ่ง ก็คือการตัดสินใจให้น้ำหนักของงานออกแบบปก (ฉบับพิมพ์ครั้งแรกภาพซ้าย) ไปที่การสื่อสารมากกว่าการพยายามดีไซน์พอหนังสือมันขายดีถึงได้มีโอกาสในการเปลี่ยนปก แล้วค่อยวนมาใช้น้ำหนักแบบดีไซน์ในปก edition ต่อมา (ภาพขวา)

What Caesar Did for My Salad (openworlds, 2557)

What Caesar Did for My Salad

การออกแบบปกหนังสือคือการออกแบบภาพให้กับตัวอักษร

Ernest Hemingway: อหังการแห่งชีวิตห้าว (แสงดาว, 2559)

Ernest Hemingway: อหังการแห่งชีวิตห้าว

สำนักพิมพ์แสงดาวเป็นสำนักพิมพ์เก่าแก่ ยืนหยัดในวงการมามากกว่า 30 ปี การได้มีโอกาสเข้าไปออกแบบปกหนังสือให้กับแสงดาว ทำให้เราเจอสมดุลอีกแบบในงานออกแบบปกหนังสือ เพราะฐานคนอ่านของแสงดาวนั้นคือผู้ใหญ่ที่หลายคนก็อายุราว 40 – 50 ปี ในขณะที่อีกฝั่งก็คือการสร้างคนอ่านรุ่นใหม่ที่อายุราว 20 ปีขึ้นไป บ่อยครั้งที่คนอ่าน 2 กลุ่มของแสงดาวคือพ่อกับลูก การออกแบบปกให้กับแสงดาวก็คือการพยายามออกแบบให้ปกหนังสือเล่มหนึ่งสามารถพูดคุยกับคนได้ทั้งบ้าน วัยผู้ใหญ่ก็ยังสนใจจะหยิบอ่าน และวัยลูกหลานก็ถือปกพกพาได้อย่างไม่เขินอาย เป็นโจทย์ที่ท้าทายการออกแบบปกหนังสือมาก

A Very Short Introduction Book Series (openworlds, 2553-ปัจจุบัน)

A Very Short Introduction Book Series

วิธีคิดของการออกแบบปกหนังสือชุดนั้นไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย คือนอกจากออกแบบให้สวยเมื่อวางอยู่เล่มเดียว หนังสือเล่มนั้นยังควรจะต้องทำงานร่วมกันเมื่อวางร่วมกับเล่มอื่น เข้าใจง่ายแต่ก็ทำให้สำเร็จในการขายได้ค่อนข้างยาก เพราะถึงจะออกแบบให้เข้าชุด แต่เนื้อหาของแต่ละเล่มก็ต่างกลุ่มความสนใจ สำหรับหนังสือชุด VSI นี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จในการสื่อสารและการขาย เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่มักจะมีครอบครองราวคนละ 3 เล่มขึ้นไป ซึ่งซื้อเกิน 2 เล่มก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับหนังสือชุดแบบนี้

พระมหาชนก เวอร์ชันอักษรเบรลล์  (2561)

พระมหาชนก

ทำงานมาระยะหนึ่ง มีความมั่นใจว่าได้ออกแบบหนังสือมาทุกหมวดหมู่แล้ว เจอคนอ่านทุกรูปแบบแล้ว เข้าใจงานออกแบบปกหนังสือ (เกือบ) ทุกประเภท แต่เมื่อมีโอกาสได้ออกแบบปกหนังสือ พระมหาชนก เวอร์ชันอักษรเบรลล์ ก็ทำให้ได้ทบทวนว่าโลกของการอ่านนั้นยังกว้างกว่าที่มั่นใจ ยังมีอีกหลายพื้นที่หรือกลุ่มคนอ่านที่งานออกแบบปกหนังสือยังไม่เคยไปถึง เช่น การออกแบบปกหนังสือสำหรับผู้พิการทางสายตา การออกแบบปกหนังสือเล่มนี้ช่วยดึงเรากลับไปสู่พื้นฐานของการออกแบบปกหนังสือ การทำความเข้าใจกับผู้อ่านของหนังสือเล่มนั้นๆ การศึกษาธรรมชาติการใช้งาน และการพยายามคงไว้ซึ่งความสวยงามของงานออกแบบปกแม้ผู้ที่อ่านไม่มีโอกาสเห็น

นักออกแบบที่เชี่ยวชาญเรื่องของกระบวนการพิมพ์

ปกหนังสือหลายๆ เล่มที่ออกแบบโดยเบิ้มนั้น เรามักจะเห็นความชำนาญในระบบการพิมพ์สะท้อนออกมาอยู่เสมอ อย่างปกหนังสือพิมพ์สองสีที่เลือกจะพิมพ์ด้วยสีที่ต่างกัน 2 เฉด การใช้สีพิเศษที่โดดเด่นมากๆ หรือการใช้เทคนิคการพิมพ์ต่างๆ ที่ค่อนข้างน่าสนใจ ผมถามถึงความสนใจในกระบวนการผลิตจากเบิ้มดูว่ามีที่มาจากอะไร

“เราเชื่อว่าพ่อครัวควรจะรู้จักวัตถุดิบพื้นฐานที่ตัวเองทำ” เบิ้มยกตัวอย่างให้เราฟังก่อนจะเล่าถึงความบังเอิญที่ช่างพิมพ์ทำงานตัวอย่างออกมาสีเพี้ยนจากที่คุยกัน ทำให้เบิ้มขอไปดูที่โรงพิมพ์ว่าเกิดอะไรขึ้น โชคดีที่โรงพิมพ์ที่เบิ้มใช้งานเป็นประจำอย่างโรงพิมพ์ที่ชื่อ ภาพพิมพ์ หรือที่อื่นๆ ต่างเป็นโรงพิมพ์ขนาดเล็กทั้งหมด ซึ่งต่างจากโรงพิมพ์ใหญ่ๆ ที่ต้องควบคุมการผลิตให้ออกมาเยอะตรงตามเป้าหมาย และไม่มีเวลามาคุยกับนักออกแบบ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่ จ๊อก-ชัยพร อินทุวิศาลกุล (เจ้าของโรงพิมพ์ภาพพิมพ์คนปัจจุบัน) มารับช่วงกิจการต่อจากที่บ้านพอดี ซึ่งจ๊อกเป็นคนที่อ่านหนังสือและอยากเห็นงานพิมพ์คุณภาพสูงเกิดขึ้น เลยทำให้มีการแชร์ไอเดียกันระหว่างนักออกแบบปกและโรงพิมพ์

ปกหนังสือ

ปกหนังสือ

“พอเราไปโรงพิมพ์ก็ได้เห็นเครื่องจักรและการทำงานต่างๆ ไปคุยกับช่างพิมพ์ ได้คุยขั้นตอนการทำงาน เพลตหรือแม่พิมพ์ว่าเป็นยังไง ทำงานยังไง บางครั้งเราก็จะสามารถหาเทคนิคการพิมพ์ใหม่ๆ ได้จากขั้นตอนนี้ ซึ่งความคิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเราไมไ่ด้ไปเห็นขั้นตอนการทำงานจริง แล้วโรงพิมพ์อย่างภาพพิมพ์เขาก็อยากเรียนรู้งานใหม่ๆ เหมือนเรา เขาอยากทำงานที่มันท้าทายช่างของเขา หรือสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเช่นเดียวกัน

“เวลามีกระดาษตัวใหม่มาก็มักจะส่งมาให้เราดูเสมอๆ เราก็เลยได้ทำงานลองผิดลองถูกกันมาเยอะมาก ซึ่งการลองผิดลองถูกพวกนี้ทำให้หนังสือของ openbooks หน้าตาแตกต่างจากชาวบ้าน ทั้งจากการออกแบบ การใช้กระดาษแปลกใหม่ การเข้าเล่ม ซึ่งพอพิมพ์ออกมามันก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบของหนังสือไปอย่างสิ้นเชิง แล้วเวลาหนังสือขึ้นบนแผง ตัวกระดาษและการพิมพ์มันก็สื่อสารกับคนอ่านและสะท้อนผลลัพธ์ของการออกแบบได้ดี เหมือนมันสร้างความหมายของสำนักพิมพ์ทางเลือกได้อย่างแท้จริง”

แพสชันในการทำงานออกแบบปกหนังสือในขวบปีที่ 15

“หนังสือไม่ใช่สิ่งที่เป็นแพสชันหรือความสนใจของเรา”

คำตอบที่เบิ้มพูดออกมาเมื่อเราถามเขาถึงเรื่องแพสชันในงานที่ทำ ทำเอาผมประหลาดใจ

“บางทีคนก็สะดุ้งเวลาเราพูดว่าหนังสือไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจ เราแค่อยู่กับธรรมชาติของมันได้ เพราะเรามักจะถูกสื่อพูดกรอกหูว่าให้ทำงานที่ตัวเองรักจะได้มีความสุขเหมือนไม่ได้ทำงาน เรื่องแพสชันสำหรับเราในปัจจุบันมันเปลี่ยนรูปไปมากจากในช่วงแรกๆ ที่เราทำงานหนักมากแบบเอาเป็นเอาตาย

“แต่หลังจากกลับจากไปเรียนต่อ เรารู้สึกว่าแพสชันสำหรับเราคือการทำงานอย่างมืออาชีพ แค่เอาตัวเองไปอยู่หน้าคอมแล้วก็ทำงานออกมา ต้นทุนและแรงบันดาลใจทุกอย่างก็อยู่ในหนังสือเล่มที่เราจะออกแบบนี่แหละ คิดไม่ออกก็เปิดอ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ และเราก็พยายามตั้งคำถามในงานออกแบบปกหนังสือที่ทำอยู่เสมอว่า ทำมาแล้วเรายังตื่นตาตื่นใจกับมันรึเปล่า ถ้างานที่ออกมามันสวยแบบธรรมดาๆ เราจะพยายามไม่ใช้งานชิ้นนั้น เราจะพยายามสำรวจหาความเป็นไปได้ใหม่ ตั้งคำถามใหม่ และพยายามหาทิศทางใหม่ๆ ในการออกแบบปกหนังสืออยู่ตลอดเวลา”

ก่อนจากกันเราชวนเขาคุยถึงอนาคตของหนังสือ เบิ้มนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ

“เราเคยคุยกับพี่ๆ ในวงการหลายๆ คน เราคิดว่าหนังสือไม่ควรถูกจัดให้เป็นของสูงส่ง คือเราก็ขายของแหละ ไม่ได้ทำอะไรที่พิเศษหรือทางคุณค่า แต่สิ่งที่เราทำขายกันนั้นเป็นของที่มีคุณค่าและพัฒนาความคิด พื้นฐานจิตใจของคน เราควรจะปรับทัศนคติการอ่านหนังสือให้มันยืดหยุ่นมากขึ้น ปัญหาของประเทศนี้คือใครที่อ่านหนังสือจะดูฉลาดทรงภูมิ อาจเพราะทุกคนมักถูกสั่งให้อ่านหนังสือตั้งแต่วัยเด็ก สังเกตดู ถ้ามีใครอ่านหนังสือในมหาวิทยาลัยจะถูกแซวว่าฉลาดทรงภูมิ ใช่มั้ย

“หนังสือไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรือคำตอบสูงสุดของการอยากเป็นคนดีหรือมีความรู้ทั้งนั้นแหละ หนังสือมันควรจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการศึกษาหาความรู้หรือความบันเทิงให้กับชีวิต ไม่ต่างจากเพลงหรือหนัง

“เราควรทำให้หนังสือมันเรียบง่าย มองหนังสือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งในชีวิต เป็นความสนุกแบบพื้นฐาน ถ้าหนังยังให้แรงบันดาลใจไม่พอ หนังสือคือสิ่งที่จะให้คำตอบกับคุณได้ เรื่องพวกนี้ต่างหากคือเรื่องที่คนในวงการควรจะสื่อสารออกมาให้มากๆ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ข้อความ การอ่าน ความรู้สึก มันจะไม่เปลี่ยนไป แล้วเราจะออกแบบและผลิตหนังสือออกมายังไงให้ตอบโจทย์ของคนอ่านให้มากขึ้น ถ้าทุกคนทำแบบนั้นได้ หนังสือก็จะมีที่ทางของมันและอยู่ได้อย่างเข้มแข็งต่อไป”

กรมัยพล ศิริมงคลรุจิกุล

ลองมาดูอุปกรณ์ประจำโต๊ะทำงานของนักออกแบบปก

 

1. iPod Classic Gen 2

เราเอาไว้ฟังเพลงด้วย แล้วก็ใช้เก็บไฟล์งาน เป็นเหมือน External Harddrive ไปในตัว

2. กาน้ำชา

เราเป็นคนชอบกินชากินกาแฟ ก็เอาไว้ชงกินเวลาทำงาน แล้วงานอย่างเรามันเป็นงานนั่งติดโต๊ะ

ทำงานหน้าคอมนานๆ ก็เอาไว้เบรกให้ตัวเองไม่นั่งทำงานนานเกินไป

3. CD เพลง

เราฟังเพลงเยอะ แล้วงานออกแบบที่เห็นแรกๆ ก็คือแผ่นซีดี เวลาชอบเพลงที่ฟังก็จะเอาปกมาดูอาร์ตเวิร์ก ดูดีไซน์ แล้วเวลาทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วยมันก็ช่วยให้ทำงานออกมาง่ายขึ้น

 

4. หนังสือออกแบบ

ช่วงหลังๆ พอมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศมากขึ้นก็มักจะแวะเข้าไปร้านหนังสือ พลิกดูปกหนังสือเล่มต่างๆ ว่าใครออกแบบ ก็เริ่มเห็นคนออกแบบปกหนังสือแบบเดียวกันในประเทศอื่นๆ เราชื่นชอบนักออกแบบอยู่สองสามคนที่เหมือนเป็นครูบางอย่างของการทำงาน คือ Wang Zhi Hong  คนไต้หวันที่เป็นเหมือนตัวแทนนักออกแบบจากตะวันออก กับ Peter Mendelsund ที่เหมือนเป็นนักออกแบบจากฝั่งตะวันตก พอได้เห็นทั้งสองคนก็เหมือนได้เห็นวิธีคิดและประวัติศาสตร์ของการออกแบบหนังสือ

5. เลโก้

เราเป็นเด็กที่ชอบเล่นเลโก้ โชคดีที่ที่บ้านซื้อเลโก้ให้เล่น เรารู้สึกว่ามันช่วยเชฟไอเดียและความคิดในการออกแบบ เราเพิ่งค้นพบตอนโตว่าอาชีพที่เราอยากเป็นคือสถาปนิก เวลาเห็นตึกเห็นโครงสร้างหรือรายละเอียดของอาคารเรารู้สึกว่าคล้ายกับงานออกแบบหนังสือเลย เวลาไปต่างประเทศเราก็ดูอยู่ 2 อย่าง คือบ้านเมืองเก่ากับร้านหนังสือ แล้วทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสและเป็นไปได้ เวลาเจอเลโก้คอลเลกชันต่างๆ ก็จะซื้อเก็บไว้

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load