ปอ-ภราดล พรอำนวย ยกแก้วมาเสิร์ฟ

เครื่องดื่มสีขุ่นขาวเจือจางด้วยน้ำแข็ง เมล็ดข้าวนอนก้นเล็กน้อย

ยกขึ้นจิบ ผัสสะแรกรู้สึกถึงควันฟุ้งจากการเปิดหม้อหุงข้าวหมาดใหม่ กลิ่นมะลิที่ติดมากับข้าวหอม และสัมผัสแบบนมสดรสหวานชื่นที่ไร้คาวนม 

นี่คือเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดข้าวหมักกับเชื้อรา ไม่เคยคิดเช่นกันว่ามันจะมีรสและกลิ่นที่หวานแปลกลิ้น จะเป็นนมสดหรือน้ำเต้าหู้ก็ไม่ใช่ จะน้ำหวานก็ไม่เชิง ว่าไปก็เหมือนสาโทหรือน้ำขาว เพียงแต่ไม่ให้รสของความเมา

ปอเฉลยว่ามันคือสาเกแบบไร้แอลกอฮอล์ ไม่ไกลจากที่คาดเดานัก

สิ่งนี้เรียกว่า อามาซาเกะ (Amzake) ซึ่งเป็นเมนูหลักของ YoRice Café คาเฟ่ที่ปอและเพื่อนร่วมกันก่อตั้งและเปิดทำการไม่นานมานี้ 

YoRice Café คาเฟ่เพื่อสังคมที่เชียงใหม่ เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบญี่ปุ่นจากเมล็ดข้าวหัก
YoRice Café คาเฟ่เพื่อสังคมที่เชียงใหม่ เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบญี่ปุ่นจากเมล็ดข้าวหัก

ที่นี่คือคาเฟ่อามาซาเกะแห่งแรกในไทย คาเฟ่ที่คัดเลือกข้าวออร์แกนิกสายพันธุ์ท้องถิ่นในไทยมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มตำรับโบร่ำโบราณของญี่ปุ่น

“รสชาติเป็นยังไงบ้างครับ” ปอผู้เป็นเจ้าของร้านถาม

YoRice Café คาเฟ่เพื่อสังคมที่เชียงใหม่ เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบญี่ปุ่นจากเมล็ดข้าวหัก

ก่อนจะไปเช็กอินที่ YoRice Café เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจเครื่องดื่มสีขุ่นขาวที่ชื่อ อามาซาเกะ (Amazake) ซึ่งแน่นอน เป็นคนละอันกับโอมากาเสะ (Omakase) 

แต่ก่อนจะไปรู้จักว่าอะไรคืออามาซาเกะ จำเป็นอย่างยิ่งต้องแนะนำอีกหนึ่งตัวละครที่มีบทบาทสำคัญ – นั่นคือโคจิ (Koji) โคจิไม่ใช่ชื่อคน แต่เป็นชื่อของเชื้อราชนิดหนึ่งที่เติบโตอยู่บนเมล็ดข้าว 

นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อให้มันว่า Aspergillus Oryzae ส่วนชาวญี่ปุ่นผู้รักการครัวจากรุ่นสู่รุ่นยกย่องมันในฐานะเชื้อรามหัศจรรย์ หรือถ้าในมุมคนนอก ก็อาจจะบอกว่ามันคือเชื้อราประจำแดนอาทิตย์อุทัยก็ได้ เพราะเมื่อนำเชื้อราชนิดนี้ไปหมักกับวัตถุดิบอื่น ๆ จะเกิดเครื่องปรุงและตำรับอาหารหลากหลาย ตั้งแต่โชยุ มิโซะ ไปจนถึงนัตโตะ กระทั่งเครื่องดื่มมึนเมายอดนิยมอย่างสาเก ก็เกิดจากการเอาหัวเชื้อรานี้ไปหมักกับข้าว ยีสต์ และน้ำแร่ธรรมชาติ 

และใช่ ในกระบวนการเดียวกันกับการทำสาเก เมื่อตัดส่วนผสมอย่างยีสต์ออก เราก็จะได้เครื่องดื่มรสหวานที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ ในระดับที่ไม่เหลือความมึนเมาใด ๆ – อามาซาเกะ

อามาซาเกะมีรสหวานสดชื่นที่เกิดจากจุลินทรีย์ในข้าวมอลต์ไปย่อยแป้งข้าวให้กลายเป็นน้ำตาลเชิงซ้อนที่มีประโยชน์ในระดับซูเปอร์ฟู้ด เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี กรดอะมิโน และเอนไซม์ที่ช่วยในการขับถ่าย รวมถึงแร่ธาตุอันหลากหลาย มีหลักฐานว่าคนญี่ปุ่นดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้มาตั้งแต่ยุคโคฟุง (Kofun, พ.ศ. 793 – 1081) ขณะที่ชาวญี่ปุ่นจะใช้เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นเครื่องเฉลิมฉลองเทศกาลฮินะมัตสึริ (Hina Matsuri) หรือเทศกาลวันเด็กผู้หญิง ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี ด้วยเชื่อว่านอกจากเสริมสร้างสุขภาพที่ดีแก่เด็กสาว ยังช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีออกไป เทศกาลดังกล่าวจัดขึ้นมาตั้งแต่ยุคเฮอัน (Heian พ.ศ. 1337 – 1728) แล้ว

ซึ่งนั่นล่ะ เจ้าเหล้าหวานชนิดนี้ถูกค้นพบ และดื่มกันมาเป็นพันกว่าปี

จากเรื่องสู่ร้าน จากญี่ปุ่น และแล้วอามาซาเกะก็ถึงเชียงใหม่ 

YoRice Café คาเฟ่เพื่อสังคมที่เชียงใหม่ เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบญี่ปุ่นจากเมล็ดข้าวหัก

YoRice Café เป็นคาเฟ่เปิดใหม่ในซอยโรงพยาบาลลานนา ร้านตั้งอยู่ในอาคารที่เคยเป็นโรงเรียนอนุบาลเก่า ซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นโรงเพาะเลี้ยงโคจิ และสถานที่ผลิตเครื่องดื่มแบรนด์ YoRice Amazake 

ปอ หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้านเล่าว่า YoRice มาจากการกร่อนและประกอบขึ้นด้วยคำสองคำ นั่นคือ Yogurt และ Rice เพื่ออธิบายให้เข้าใจง่ายว่า อามาซาเกะก็คล้ายโยเกิร์ตที่ทำมาจากข้าวนั่นเอง ปอกับเพื่อนเริ่มต้นแบรนด์ YoRice ที่อาคารหลังนี้เมื่อปีที่แล้ว โดยรับซื้อเมล็ดข้าวอินทรีย์จากเกษตรกรมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ผ่านไปหนึ่งปี พวกเขาคิดกันว่าสมควรแก่เวลาที่ต้องมีหน้าร้าน คาเฟ่แห่งนี้จึงเปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ส่วนที่มาของแบรนด์ ต้องย้อนกลับไปก่อนหน้าอีกเกือบปี เมื่อโควิด-19 เข้ามาระบาดใหม่ ๆ และปอกับเพื่อนทำโครงการ ‘ครัวกลาง’ ระดมทุนทำอาหารแจกจ่ายชาวเชียงใหม่ที่ต้องตกงานจากภาวะโรคระบาด นั่นทำให้เขาได้รู้จักกลุ่ม Shan State Refugee Committee (SSRC) ที่ดูแลกลุ่มผู้ไร้รัฐบริเวณชายแดนกว่า 6,000 คน พวกเขาตกที่นั่งลำบากถึงขนาดขอให้โครงการปอสนับสนุนข้าวสารหัก ซึ่งราคาถูกกว่าข้าวสารปกติก็ได้ 

ปอขยายความ ข้าวหักหรือข้าวท่อนคือข้าวที่มีรูปพรรณไม่สมบูรณ์หลังจากกระบวนการสี ซึ่งส่วนใหญ่คิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ของการสีในแต่ละครั้ง ปกติเกษตรกรจะไม่เอาข้าวแบบนี้ไปขาย แต่จะเอาไปเป็นอาหารสัตว์ กระนั้นแม้รูปลักษณ์ไม่สมบูรณ์ ข้าวหักก็มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนไม่ต่างกัน 

หลังการระดมทุนซื้อข้าวหักให้ SSRC ทำให้ปอคิดได้สองเรื่อง หนึ่ง ข้าวหักก็มีประโยชน์ และ สอง ก็เพราะมันมีประโยชน์ เขาน่าจะต่อยอดข้าวหักนี้ไปสู่สิ่งอื่น มากกว่าการปล่อยขายในราคาถูก

YoRice Café คาเฟ่เพื่อสังคมที่เชียงใหม่ เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบญี่ปุ่นจากเมล็ดข้าวหัก
YoRice Café คาเฟ่เพื่อสังคมที่เชียงใหม่ เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบญี่ปุ่นจากเมล็ดข้าวหัก

“จริง ๆ ผมคิดแบบนี้” ปอแย้งข้อเขียนในพารากราฟก่อนหน้า

“คือถ้าเราจะยังระดมเงินหรือระดมข้าวกันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ถึงเมื่อไหร่ เพราะโควิดไม่มีทีท่าว่าจะหายไปง่าย ๆ เลยมาคิดกันว่าจะทำยังไงให้ยั่งยืน และอีกเรื่องที่คิดได้ก็คือ พอผมมาทำเรื่องข้าวนี่ ก็เลยเกิดสงสัยอีกว่า ทั้ง ๆ ที่เราเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ทำไมความเป็นอยู่ของชาวนาเราจึงไม่ดีเท่าไหร่เลย เราขายข้าวได้ถูก และยังประสบภาวะขาดแคลนอาหารอยู่” ปอเล่า

แม้คำถามของปอจะยังไม่มีคำตอบ แต่ปอก็ค้นพบหนึ่งในหนทางที่น่าจะเป็นทางออกจากเพื่อนรุ่นพี่ที่ช่วยโปรเจกต์ระดมทุนหลายต่อหลายครั้ง นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ คุณหมอที่ทำวิจัยเรื่องข้าว และส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

“ความคิดเรื่องการเอาข้าวหักมาทำเป็นอามาซาเกะมาจากพี่หมอครับ” ปอเรียกนายแพทย์ก้องเกียรติว่าพี่หมอ “เขาทำวิจัยเรื่องนี้มานาน และมองว่าโมเดลธุรกิจนี้จะช่วยทำให้ชาวนาบ้านเราสร้างมูลค่าจากข้าวที่เสียหายได้ พี่หมอไม่เพียงเสนอไอเดีย แต่ยังชวนทำด้วยเลย โดยการยกอาคารหลังนี้ให้เป็นที่ผลิต ก่อนจะเปิดเป็นคาเฟ่อย่างทุกวันนี้” 

นอกจากปอและนายแพทย์ก้องเกียรติ YoRice Café ยังประกอบด้วยหุ้นส่วนอีก 4 คน แบ่งหน้าที่กันหลากหลาย ทั้งสรรหาสายพันธุ์และเมล็ดข้าว เพาะเลี้ยงโคจิ พัฒนาสูตรเครื่องดื่มและอาหาร ดูแลหน้าร้าน ไปจนถึงทำการตลาด ได้แก่ โม-กุศลิน พิทักษ์ลิ้มสกุล, ตูน-ประมาณ จรูญวาณิชย์, เจ-กฤษฎ์ บุญเชิด และ เยี่ย-ธนพล วงศ์วรกุล โดยความเจ๋งของที่นี่ หาใช่เพียงการรับซื้อข้าวออร์แกนิก (ที่ทั้งหักและไม่หัก) จากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แต่คือการทำให้สิ่งที่คนไทยไม่คุ้นเคยอย่างอามากาเซะเป็นเครื่องดื่มที่รสอร่อย เข้าถึงง่าย และไปกันได้กับไลฟ์สไตล์ของผู้คน

YoRice Café คาเฟ่เพื่อสังคมที่เชียงใหม่ เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบญี่ปุ่นจากเมล็ดข้าวหัก

“ลำพังแค่อามาซาเกะก็มีรสชาติดีอยู่แล้วนะครับ แต่พอเรามาทำคาเฟ่ ก็อยากต่อยอดให้เครื่องดื่มนี้ เป็นอะไรได้มากกว่าเครื่องดื่มแบบที่เป็น ขณะเดียวกันก็พยายามสนับสนุนเกษตรกรหรือผู้ผลิตวัตถุดิบท้องถิ่นผ่านเมนูแบบอื่น ๆ ด้วย” ปอกล่าว

เมนูของ YoRice Café ยืนพื้นด้วยอามาซาเกะจากข้าวออร์แกนิก 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวมะลินิลสุรินทร์สีม่วง และข้าว 5 สายพันธุ์ จะว่าไปเมล็ดข้าวในบาร์แห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเมล็ดกาแฟที่ถูกคั่วและผสมก่อนไปผสานกับเครื่องดื่มอื่น ๆ YoRice Café เสิร์ฟตั้งแต่เครื่องอามาซาเกะพื้นฐาน ไปจนถึงเครื่องดื่มที่เราจะพบได้จากคาเฟ่แห่งอื่น ๆ อาทิ ชาเขียวเกนไมฉะ โกโก้ อัฟโฟกาโต ไปจนถึงสมูทตี้ 

“อามาซาเกะก็คือไซรัปจากข้าวน่ะครับ มันมีรสหวานในตัวอยู่แล้ว เครื่องดื่มทุกชนิดในร้านจึงไม่มีน้ำตาล นอกจากความหวานและคุณค่าทางโภชนาการของอามาซาเกะโดยตรง” ปอเล่า

“แต่ก็ไม่ใช่เอาอามาซาเกะมาผสมกับเครื่องดื่มทุกเมนู อย่างไอศกรีมนี่ เราทำจากกากสาเกที่เกิดจากกระบวนการหมักข้าว เอสเปรสโซก็เป็นกาแฟอย่างเดียว แต่เสิร์ฟกับบิสคอตติที่ทำจากข้าวอินทรีย์ หรือสลัดที่นอกจากเดรสซิ่ง เราก็นำหัวเชื้อโคจิมาหมักกับเนื้อหมูและไก่ที่ใช้กินแกล้มเพื่อเพิ่มรสชาติให้มันด้วย”

กับเมนูหลัง เป็นดังที่เจ้าบ้านบอก เมื่อกัดเนื้อหมู ก็รู้สึกได้ถึงความเข้มข้นราวกับเนื้อสัตว์ที่บ่มด้วยเครื่องเทศมายาวนาน เข้ากันได้ดีกับผักสลัดสดและกรอบที่ส่งตรงมาจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในเชียงใหม่ 

สลัดที่มีให้เลือก 2 แบบ (ในขณะนี้) อย่าง Pork Salad และ Chicken Salad เป็นเมนูอาหารคาวอย่างเดียวของร้าน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใครที่นัดเพื่อนไว้ที่คาเฟ่แห่งนี้ แต่ใครคนนั้นยังไม่ได้กินข้าว 

ต่อจากจานสลัด เราสั่งกาแฟที่ชื่อ Ser-mi-kwa-no ซึ่งเสิร์ฟมาในแก้วไวน์ รองก้นด้วยอามาซาเกะ ก่อนจะท็อปด้วยกาแฟดำในสัดส่วนที่เกือบเท่า ๆ กัน กาแฟดำได้จากบ้านแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา ปอตั้งชื่อเมนูชนิดนี้ตามชื่อ ‘เซอมิควา’ ชาวปกาเกอะญอที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ของชุมชนที่นั่น ชายผู้นี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ปออยากพัฒนาธุรกิจข้าวเพื่อให้เป็นหนึ่งในทางช่วยเหลือสังคม เราพบความเปรี้ยวเล็กน้อยของกาแฟ เข้ากับรสหวานจากของเหลวสีขาวอย่างกลมกล่อม 

YoRice Café อามาซาเกะบาร์แห่งแรกในไทยที่เชียงใหม่ โดยตั้งใจพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย
YoRice Café อามาซาเกะบาร์แห่งแรกในไทยที่เชียงใหม่ โดยตั้งใจพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย

ส่วนของหวานก็มีให้เลือกหลากหลายทั้ง Panna Cotta Amazake หรือพานาคอตต้าที่ทำจากอามาซาเกะ ไอศกรีมสาเกหวานจากข้าวไทยพื้นบ้าน และสมูทตี้ผลไม้ที่ผสมอามาซาเกะ รวมถึงชาร้อน ที่คาเฟ่ล้วนนำวัตถุดิบทั้งหมดมาจากเกษตรกรออร์แกนิกใกล้ ๆ อาทิ ผลไม้ที่นำมาทำพานาคอตต้าและสมูทตี้ หรือชาอัสสัมและชาดำป่าจากบ้านแม่แสะ อำเภอแม่แตง หรือชาจากข้าวสินเหล็กก็มาจากอำเภอสันกำแพง เป็นต้น 

“เราอยากเป็นช่องทางรับซื้อและต่อยอดผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร ไม่เฉพาะแค่ข้าวอย่างเดียว แต่ขณะเดียวกัน เรื่องข้าวนี่เราก็จริงจังกับมันนะ ทุกวันนี้เราใช้ข้าว 3 ชนิดเป็นหลักในเมนู โดยมีข้าวปลอดสารอีก 7 ชนิดที่เราติดแบรนด์ขาย และยังคงพัฒนาเครื่องดื่มจากพันธุ์ข้าวอื่นออกมาเรื่อย ๆ อย่างที่มองไว้คือ อามาซาเกะจากข้าวเหนียวลืมผัวของจังหวัดน่าน รวมถึงข้าวสังข์หยดจากปักษ์ใต้ 

“หลายคนอาจไม่ทราบว่าข้าวไทยเรามีเป็น 20,000 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็ล้วนมีรสชาติ กลิ่น หรือลักษณะแตกต่างกัน ตรงนี้แหละที่ทำให้เราเห็นว่ายังมีช่องทางต่อยอดเมนูได้อีกมาก” ปอเล่า

ไม่เพียงการหยิบยืมตำรับเครื่องดื่มจากญี่ปุ่น ภาพฝันที่ปอคิดไว้ยังรวมถึงการทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบเกษตรกรที่นั่นด้วยเช่นกัน

YoRice Café อามาซาเกะบาร์แห่งแรกในไทยที่เชียงใหม่ โดยตั้งใจพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย
YoRice Café อามาซาเกะบาร์แห่งแรกในไทยที่เชียงใหม่ โดยตั้งใจพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย

“ใจความสำคัญเลยคือ เกษตรกรญี่ปุ่นเขาไม่ได้แค่รวมกลุ่มกันเพื่อต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลาง แต่ยังรวมถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์แปรรูปผลผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ช่วยสร้างมูลค่าอีกหลากหลาย ตั้งแต่อาหารไปจนถึงเหล้าหรือสาเกชุมชน การเป็นเกษตรกรที่นั่นนอกจากไม่ลำบาก บางคนยังขับรถอัลพาร์ดด้วยเลยนะครับ” 

ปอยิ้ม ก่อนเสริมว่าอีกปัจจัยสำคัญคือหน่วยงานรัฐของที่นั่นมีส่วนส่งเสริมให้กิจการเกิดความสร้างสรรค์ ตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ไปจนถึงการจัดการด้านกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ 

“คนญี่ปุ่นเขาเปลี่ยนข้าวให้เป็นเหล้าขวดละ 40,000 บาทมาแล้ว ผมคิดว่าเกษตรกรบ้านเราก็ทำได้ แต่เอาจริง ๆ มันก็ไม่ใช่ปัจจัยแค่ตัวเกษตรกรอย่างเดียว” เขากล่าว

“เลยเริ่มจากอามาซาเกะก่อน” ผู้เขียนถาม

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เราเพิ่งเริ่มต้นมาก ๆ เช่นเดียวกับอีกหลายกลุ่มในบ้านเราที่มองเห็นแบบเดียวกัน” ปอตอบ “แต่ถึงจะเริ่มต้นมาก ๆ อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มต้นแล้ว” 

YoRice Café อามาซาเกะบาร์แห่งแรกในไทยที่เชียงใหม่ โดยตั้งใจพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย
YoRice Café อามาซาเกะบาร์แห่งแรกในไทยที่เชียงใหม่ โดยตั้งใจพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย

ปอมองว่าถ้าพี่น้องชาวนาขายของได้ดีมากขึ้น พร้อมกับหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงส่งผลบวกต่อคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ยังส่งผลถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยหลังจากนี้พวกเขายังวางแผนกับกลุ่ม SSRC ว่าจะทำให้ธุรกิจนี้รองรับการทำงานแก่พี่น้องไร้รัฐในบริเวณพื้นที่ชายแดนต่อไปอย่างไร 

“ว่าแต่รสชาติเป็นยังไงบ้างครับ” เหมือนเขาจะนึกได้ จึงถามคำถามที่เคยถามไปตอนแรกอีกครั้ง

ยกเครื่องดื่มขึ้นจิบอีกรอบ ยิ้มให้เจ้าของร้าน นึกถึงความพร่าเลือนระหว่างนมสดสำหรับผู้ที่แพ้นม กับสาเกสำหรับคนที่แพ้แอลกอฮอล์เช่นที่สันนิษฐานไว้ตอนต้น 

สัมผัสได้ถึงความเข้มข้นจากเรื่องเล่า หากก็หวานรื่น และหอมสดชื่นดังภาพฝันที่ปอและเพื่อนวาดไว้

แม้จะมีคนดื่มมาเป็นพันปีแล้วก็เถอะ, สำหรับเรา นี่เป็นประสบการณ์การดื่มที่แปลกใหม่และน่าประทับใจ

YoRice Café อามาซาเกะบาร์แห่งแรกในไทยที่เชียงใหม่ โดยตั้งใจพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย

YoRice Café 

ที่ตั้ง : 18 ถนนโชตนา ซอย 8 ตำบลป่าตัน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร์) วันอาทิตย์เปิด 10.00 – 18.00 น.

Facebook : YoRice Café

Writer

Avatar

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Cafe Culture

คาเฟ่แนวคิดดี แตกต่าง และสร้างแรงบันดาลใจ

ถ้ามาลุยกินที่จังหวัดตรังสักครั้ง อยากแนะนำให้ลองมาที่อำเภอกันตังด้วยครับ จะขับรถมา เช่าสามล้อมา หรือจะนั่งรถไฟมาก็ได้ อำเภอกันตังอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ไม่ใกล้ไม่ไกล และเป็นเมืองที่ผมคิดว่ามีของดีซ่อนอยู่เต็มไปหมด 

เมืองนี้เป็นเมืองท่าและเคยเป็นศูนย์กลางในอดีตของตรัง มีคนจีนอยู่เยอะมาก เลยเป็นที่มาของวัฒนธรรมอาหารของกันตังซึ่งเป็นอาหารจีนที่มีอาหารทะเลเป็นส่วนประกอบ

หนึ่งในจุดหมายที่อยากแนะนำเป็นพิเศษถ้าจะมากันตังคือคาเฟ่ชื่อ ‘หลิงเฉิน’ ถ้าหากนั่งรถไฟมาลงที่สถานีกันตัง สถานีสุดท้ายของรถไฟสายอันดามัน เดินมาไม่ไกลจากสถานีจะพบคาเฟ่นี้

หลิงเฉินเป็นคาเฟ่จากตึกแถวสองชั้นห้องเดียว แต่ลึกตามสไตล์อาคารห้องแถวแบบจีนในสมัยก่อน ด้านหน้าเป็นคาเฟ่ที่ภาพรวมอาจดูว่าคล้ายกับคาเฟ่สไตล์จีนย่านเยาวราช เจริญกรุง หรือที่อื่นๆ แต่สิ่งที่ผมชอบคือการเอาวัตถุดิบของย่านต่าง ๆ ในอำเภอมาทำเป็นส่วนผสมของอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม

หลิงเฉิน คาเฟ่ : คาเฟ่ประจำเมืองที่ทำอาหารจีนพื้นบ้านจากป่าจากและทะเลตรัง

หลิงเฉิน เป็นคาเฟ่ของ แจ็ค-ภัทร สกุลส่องบุญศิริ คนกันตังที่อยากกลับมาทำธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิดเหมือนความฝันของคนรุ่นใหม่อีกหลายคน ตึกแถวโบราณหลังที่แจ็คเอามาทำเป็นคาเฟ่เคยผ่านสายตาของเขามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เด็กจนโตตึกแถวหลังนี้มีคนอาศัยอยู่เสมอ จนวันหนึ่งตึกนี้ว่างให้เช่า แจ็คบอกว่าเขาไม่ลังเลเลยที่จะเช่าไว้ ด้วยไอเดียแรกที่อยากทำเป็นคาเฟ่และโฮสเทลขนาดเล็ก แต่อาคารไม่เหมาะจะทำเป็นโฮสเทลเลยตัดสินใจทำเป็นคาเฟ่เท่านั้น

คาเฟ่ในตอนเริ่มต้นเต็มไปด้วยความคิดที่พรั่งพรูจากไอเดียของแจ็คทั้งหมด แจ็คเล่าว่าเขาขายกาแฟแบบที่กรุงเทพฯ มี ใช้แก้วกระดาษ และทำน้ำแข็งทรงลูกบาศก์ใช้ในร้านเอง

หลิงเฉิน คาเฟ่ : คาเฟ่ประจำเมืองที่ทำอาหารจีนพื้นบ้านจากป่าจากและทะเลตรัง
หลิงเฉิน คาเฟ่ : คาเฟ่ประจำเมืองที่ทำอาหารจีนพื้นบ้านจากป่าจากและทะเลตรัง

คาเฟ่เต็มรูปแบบกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีในกันตังมาก่อน ได้รับความสนใจจากคนในพื้นที่โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในตัวอำเภอ แต่ผลปรากฏว่าโดนลูกค้าบ่นเยอะมากจากความไม่คุ้นเคยกับกาแฟรสเปรี้ยว เสียงบ่นว่าให้กาแฟน้อย ดูดแป๊บเดียวก็หมดแล้ว น้ำแข็งก้อนใหญ่เกินไป ใส่แก้วกระดาษเหมือนกาแฟกดตามร้านสะดวกซื้อ แต่แจ็คขายกาแฟในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และค่อย ๆ ทำความเข้าใจในแต่ละเรื่องตั้งแต่เรื่องธรรมชาติของกาแฟ น้ำแข็งที่ทำเองเพราะต้องการความสะอาด รวมถึงแก้วที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

แจ็คเล่าว่าช่วงที่เริ่มเข้าที่เข้าทางคือช่วงที่ลูกหลานกลับมาบ้านในช่วงปีใหม่ แล้วพาครอบครัวมากินขนมกับกาแฟที่คาเฟ่ คนรุ่นใหม่ช่วยอธิบายถึงสิ่งที่แจ็คทำให้คนอีกรุ่นหนึ่งในครอบครัวได้มาก 

ร้านหลิงเฉินเริ่มทำอาหารขายเพิ่มเติมจากกาแฟและขนม เป็นอาหารจีนแบบภัตตาคารสไตล์ฮ่องกงที่ครอบครัวมากินร่วมกันได้ แต่สุดท้ายแจ็คก็รู้สึกว่า อาหารแบบที่เขาทำไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่เลย ของก็ยังต้องเข้ามาซื้อในเยาวราช วัตถุดิบบางอย่างก็ซื้อจากห้าง ทั้งที่กันตังเป็นเมืองที่มีวัตถุดิบหลากหลายเต็มไปหมด

ความคิดที่แจ็คอยากให้หลิงเฉินกลายเป็นตัวแทนของชุมชนกันตังเลยเกิดขึ้นมา 

ถ้าหากเรานั่งรถไปกันตัง ถนนจะขนานไปกับแม่น้ำตรังเกือบตลอดสาย แจ็คใช้วัตถุดิบของดีรอบตัวมาทำเมนูในร้าน เริ่มเอาลูกจาก น้ำตาลจาก มาทำเป็นคาราเมลและไซรัป ใช้ผสมกับขนมและเครื่องดื่ม กลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว

ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่พ่อครัวคนเก่าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นช่วงที่แจ็คคิดว่าควรปรับเปลี่ยนอาหารทั้งหมดในร้าน

หลิงเฉินได้รับความช่วยเหลือจาก เชฟอุ้ม จากร้านตรังโคอิ ร้านเชฟเทเบิ้ลอาหารสไตล์เพอรานากัน และ เชฟจิ๋ม ยอดฝีมืออาหารจีนจากภัตตาคารโกยาว สองผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารชาวตรังมาช่วยกันถ่ายทอดวิชาและปรับเมนูอาหารของหลิงเฉิน

ถ้าจะอธิบายอาหารของหลิงเฉินเท่าที่ผมเข้าใจ ที่นี่เสิร์ฟอาหารวัฒนธรรมจีนและอาหารท้องถิ่นของกันตัง ส่วนผสมของวัตถุดิบจากทะเลที่เป็นจุดเด่นของพื้นที่นี้ อาจไม่ได้เรียกว่าเป็นอาหารแบบเพอรานากันที่มีลักษณะเฉพาะตัวเสียทีเดียว แต่ก็มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะกันตังเป็นเมืองที่คนจีนเลือกตั้งรกรากและเอาวัฒนธรรมอาหารจีนมาผสมกับการกินแบบท้องถิ่น อาหารของหลิงเฉินเลยยังเชื่อมโยงกับพื้นที่

หลิงเฉิน คาเฟ่ : คาเฟ่ประจำเมืองที่ทำอาหารจีนพื้นบ้านจากป่าจากและทะเลตรัง

คงต้องพูดถึงเชฟอุ้มและเชฟจิ๋มเป็นพิเศษ เชฟอุ้มประกาศวางมือจากร้านร้านตรังโคอิที่อนุรักษ์และต่อยอดอาหารแนวเพอรานากัน ผมรู้สึกเสียดายเหมือนกันที่เชฟอุ้มจะหยุดการทำอาหารที่ร้าน เพราะเป็นคนที่ศึกษาและทำอาหารแนวนี้อย่างเข้าใจ แต่โชคดีที่เชฟอุ้มยังถ่ายทอดสูตรและแนวคิดการทำอาหารส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่อย่างแจ็ค ให้คิดจากวัฒนธรรมจีนและอาหารการกินในพื้นที่ จึงได้เป็นเมนูชุดเริ่มต้นของหลิงเฉิน รวมถึงเชฟจิ๋มจากภัตตาคารโกยาว ที่มาช่วยสอนวิธีทำอาหารจีนให้กับเชฟและทีมครัวของหลิงเฉิน

เมนูที่อยากแนะนำเมื่อได้ไปคือกาแฟที่ผสมลูกจากกับขนมเค้กลูกจาก และครัวซองต์ลูกจากครีม กับแมคคาเดเมียกับซอสที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจาก รสชาติจะหอมคนละแบบกับน้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลโตนด กินกับกาแฟของที่ร้าน

แต่ถ้าอยากลองกินอาหารแบบจีนฮกเกี้ยน เมนูหมูฮ้องของหลิงเฉินจะใช้สามชั้นมัดด้วยเชือกเพื่อให้หมูไม่เละเวลาตุ๋นกับเครื่องพะโล้นาน 3 ชั่วโมง เป็นเมนูที่ร้านแนะนำให้กินคู่กับแกงส้มปลาท้องถิ่น เป็นปลาที่ได้จากประมงพื้นบ้านของกันตัง ปลาจะไม่เหมือนกันในแต่ละวัน ถ้าวันนั้นได้ปลาอะไรก็จะเอามาแกง น้ำแกงส้มมีลักษณะข้น ตำกับเครื่องแกงแบบละเอียด ใส่ผักพื้นบ้านตามฤดูกาลเช่นกัน พิเศษตรงที่จะซอยเปลือกมะนาวทองดำ มะนาวของตรังที่กินได้ทั้งเปลือก เมื่อกินกับแกงส้มจะได้กลิ่นหอมเป็นพิเศษ ตัดความมันจากสามชั้นและเข้าคู่กับเครื่องเทศได้ดีมาก

หลิงเฉิน คาเฟ่ : คาเฟ่ประจำเมืองที่ทำอาหารจีนพื้นบ้านจากป่าจากและทะเลตรัง

หมูเจี๋ยนเคยฉลู เป็นเมนูพื้นบ้านของตรัง เคยหมักเกลือคั่วให้หอม ก่อนเอาไปผัดกับหมูสามชั้นกินกับข้าวสวยอร่อย 

ออเจี๋ยน หรือหอยทอดแบบหลิงเฉิน ใช้หอยนางรมจากทั้งฟาร์มและธรรมชาติจากตำบลวังวน ที่มีรสชาติและเท็กซ์เจอร์เป็นของตัวเอง กับแป้งทอดกรอบเป็นอีกเมนูที่นำเสนอรสชาติกันตังได้ชัดเจน

หลิงเฉิน คาเฟ่ : คาเฟ่ประจำเมืองที่ทำอาหารจีนพื้นบ้านจากป่าจากและทะเลตรัง

มนูพิเศษ ๆ ที่หากินไม่ได้ทั่วไปอีกหลายเมนู เช่น ไก่ผัดซอสขาวเมืองท่า โลวหมี่ ฮกเกี้ยนหมี่แบบน้ำข้น กะหรี่ปูไหมฟ่าน แกงกะทิเนื้อปูกับเส้นหมี่หุ้น และไม่ใช่แค่อาหารเก่าแก่ หลิงเฉินยังลองเอาอาหารแบบดั้งเดิมมาปรับเป็นเมนูใหม่ ๆ อีก เช่น ยำอิ่วจาโก้ย ดัดแปลงจากยำวุ้นเส้นทะเลแต่ผสมอิ่วจาโก้ย หรือที่คุ้นในชื่อปาท่องโก๋แทนวุ้นเส้น วิธีกินคือผสมน้ำยำกับอิ่วจาโก้ย เคล้าให้เข้ากัน หรือผัดหมี่เมืองท่า ที่เอาหมี่ซั่วมาผัดแบบผัดหมี่ฮ่องกง หอมกลิ่นกระทะ และใส่กุ้งลายเสือกับหมึกหอมที่ได้จากท่าเรือกันตัง

หลิงเฉิน คาเฟ่ คาเฟ่ที่ทำอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ด้วยวัฒนธรรมและวัตถุดิบของอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
หลิงเฉิน คาเฟ่ คาเฟ่ที่ทำอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ด้วยวัฒนธรรมและวัตถุดิบของอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

น้องพนักงานในร้านที่เกือบทั้งหมดเป็นคนกันตัง เข้าใจเรื่องอาหารและวัตถุดิบ จนอธิบายอาหารให้กับลูกค้าตอนเสิร์ฟได้ และอาหารในร้านไม่ได้เน้นขายแค่นักท่องเที่ยว แต่แจ็คบอกว่าต้องให้คนในพื้นที่กินได้ด้วย บางเมนูเลยเป็นเมนูใหม่หรือหาที่อื่นไม่ได้ ส่วนเมนูดั้งเดิมก็ปรับให้พิเศษขึ้นด้วยวัตถุดิบและหน้าตา

สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่า หลิงเฉินกลายเป็นตัวแทนของกันตังอย่างที่แจ็คต้องการได้แล้ว ถ้ามากินอาหารที่หลิงเฉิน ก็น่าจะได้เข้าใจวัฒนธรรมและชิมรสชาติแบบกันตังไปด้วย

คงต้องใส่ร้านนี้เป็นหนึ่งร้านที่ต้องไปเมื่อไปเที่ยวตรังแล้วล่ะครับ

หลิงเฉิน คาเฟ่ คาเฟ่ที่ทำอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ด้วยวัฒนธรรมและวัตถุดิบของอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

ภาพ : หลิงเฉิน คาเฟ่

หลิงเฉิน คาเฟ่

Writer & Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load