“ผมเป็นคนเพื่อนเยอะ”

ไม่มีใครในวงการอสังหาริมทรัพย์ไม่รู้จักชื่อของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการน้องใหม่แต่เก๋าเกม ภายใต้การถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ซึ่งตัวเขาเองผ่านประสบการณ์การเป็น ‘เบอร์ 1’ ขององค์กรต่าง ๆ มากมาย จนถึงวันนี้เขาก็ยังยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่นักขาย แต่เป็นนักแก้ปัญหาต่างหาก

ปัจจุบัน สโคปอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม) ถึง 4 โครงการ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยมี 2 โครงการหลัก ได้แก่ Scope Langsuan โครงการแฟล็กชิปบนที่ดินย่านหลังสวนที่ประมูลมาด้วยตัวเลขสูงถึง 3,000 ล้านบาท มีมูลค่าโครงการ 9,000 ล้านบาท จะเริ่มโอนห้องและรับรู้รายได้นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ถัดมาคือโครงการ SCOPE Promsri อาคารชุด 8 ชั้นที่ซอยพร้อมศรี ซึ่งเชื่อมโยงใจกลางย่านสุขุมวิท ทั้งซอยพร้อมพงษ์ ซอยกลาง และซอยทองหล่อ มูลค่าโครงการ 1.35 พันล้านบาท ขณะที่อีก 2 โครงการจะอยู่ในพื้นที่ซอยทองหล่อและพื้นที่ศักยภาพอื่นที่เตรียมจะทำตลาดต่อไป 

ยงยุทธเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายของสโคปคือ International Premium ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ยังไม่มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในท้องตลาดที่เติมเต็มความต้องการได้ครบทุกมิติ วันนี้เขาและทีมจึงพร้อมลุยตลาดนี้อย่างเต็มที่ ด้วยชุดความคิดของการออกแบบที่ดีที่สุด มีความเป็นสากล แตกต่างอย่างโดดเด่น และไม่กลัวว่าใครจะมาเลียนแบบ

“ผมเชิญมาถ่ายรูปได้เลย แต่ถ่ายให้สวยนะ ไม่อย่างนั้นมาขอไฟล์ภาพได้ จะเตรียมไว้ให้”

90 นาทีคือเวลาที่ทีมงาน The Cloud นั่งพูดคุยกับซีอีโอมากประสบการณ์คนนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก และอยากจะชวนอ่านกันจากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ 

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็บอกว่าถูก Disrupt (กระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว) แล้วคุณถูก Disrupt ด้วยหรือเปล่า

ทุกวันนี้แหละครับ ผู้บริโภคเขาเปลี่ยนความต้องการ นักลงทุนก็ด้วย ถ้าผู้ประกอบการเปลี่ยนตัวเองไม่ทัน ก็ถูก Disrupt วันหนึ่งเคยขายดี ต่อมาอาจจะขายไม่ดี ผมทำงานมา 30 ปี ผ่านอะไรมาเยอะ มันเป็นแบบนี้ ไม่มีขึ้นหรือลงตลอด เวลาลงต้องตั้งสติ เวลาขึ้นก็อย่าประมาท ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม

ผมว่าไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนไปนะ วันนี้ชอบอย่าง พรุ่งนี้ชอบอีกอย่าง ความชอบมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นี่คือหัวใจของการทำงาน พอความชอบเปลี่ยน สินค้าก็ต้องเปลี่ยน ความคิดก็ต้องเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยนก็เท่ากับของเราตกรุ่น

แล้ว พ.ศ. 2565 ถือว่าชีวิตขึ้นหรือลง

บริษัทสโคปเราเพิ่งตั้งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันนี้มี 4 โครงการ มีมูลค่าโครงการกว่า 15,000 ล้านบาท ปีนี้จะมีโครงการพร้อมโอน 2 ตัว คือ SCOPE Langsuan กับ SCOPE Promsri ซึ่งทั้งสองโครงการมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท โอนเท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง 

ปีนี้พนักงานเราตื่นเต้นที่สุด เพราะพวกเขาจะได้ส่งมอบห้องให้ลูกค้าเป็นครั้งแรก สิ้นปีนี้เรามองว่ายอดรับรู้รายได้จะไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ดังนั้นปีนี้ถือเป็นปีที่ดีของเรา

คิดอย่างไรที่มีสื่อเรียกคุณว่า พ่อมดแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์

ไม่ทราบเลย (หัวเราะ) เพราะว่าสื่อเป็นคนตั้งให้ ผมไม่ได้ตั้งเอง

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

หรือเป็นเพราะต้องเสกอะไรบางอย่างขึ้นมาเหมือนกันหรือเปล่า

ผมทำอสังหาริมทรัพย์มาตลอด แต่สิบปีให้หลังชื่อของผมจะเงียบหน่อย เพราะว่าเลือกอยู่ข้างหลัง เป็นคนสร้างให้คนอื่น เหมือนโรงงานทำเลย คิดว่าเป็นการแก้ปัญหา ทีมก็สนุก สร้างแบรนด์ให้คนอื่น ธุรกิจนี้ใช้เงินเยอะมาก ถ้าเราคนเดียวคงทำอะไรได้ไม่เยอะ เราก็คิดว่าทำให้ทีมอื่นเลยมีโอกาสได้ทำเยอะ อีกพวกคือที่ค้างในตลาด ขายไม่ออก เราก็ไปทำแบรนดิ้งให้ใหม่ ทำตำแหน่งทางการตลาดใหม่ มันก็ขายได้

โครงการที่ขายไม่ออกนี่จะแก้ยากกว่า เพราะมันต้องทำหลายอย่าง ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนความคิดของคนขายก่อน เขาต้องเข้าใจว่ามันมีอะไรที่ไม่ถูกเสียก่อน ซึ่งตรงนี้ยากที่สุดที่จะทำให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ต้องใช้ตัวเลข ใช้ประสบการณ์มาอธิบายให้เขาเข้าใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คนเข้าใจว่าผมเป็นนักขาย บริษัทผมไม่ใช่นักขาย แต่เราเป็นนักแก้ปัญหา

หลักการของเราคือ Finest หรือละเมียดละมุน จะเรียกละเมียดละไมก็ได้ ที่เราใช้คำนี้เพราะว่าดูละเอียดอ่อนมากกว่า การทำทุกอย่างดูละเอียดอ่อนในความคิดของเรา 

ตลาดของสโคปคือคนกลุ่มไหน

กลุ่มเป้าหมายของเราคือ International Premium เป็นคนที่เราคิดว่าไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ตรงกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ถ้าตรงก็ไม่รู้จะทำไปทำไม เคยมีคนมาปรึกษาว่าจะตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผมก็บอกเขาว่ามันไม่ใช่แค่สร้าง ขายเสร็จแล้วก็ไปนะ ถ้าทำอย่างนั้นมันบาป เราต้องดูแลลูกค้า รับผิดชอบให้เขาอยู่สบาย ไม่ใช่แค่รวยแล้วก็ไป หมดยุคแบบนั้นแล้ว

เราเห็นลูกค้ากลุ่มนี้แล้วยังไม่มีใครทำก็เลยเอาซะหน่อย คนเดี๋ยวนี้เห็นโลกมากขึ้น เร็วขึ้น คนสมัยก่อนกว่าจะเห็นโลกได้ก็อายุ 50 แล้ว เพิ่งขึ้นเครื่องบินไปฮ่องกง นั่นไกลสุดละ แต่สมัยนี้หรอ ไม่ทันจะโตก็เดินทางไปไหนต่อไหนหมดแล้ว การเดินทางมันง่ายขึ้น ความคิดมันเปลี่ยนไปแล้ว

ดังนั้น ลูกค้าผมไม่ใช่ดูที่คนอายุมาก อายุน้อย รายได้มาก รายได้น้อย แต่พวกเขาเป็นคนที่เห็นโลกมาเยอะและมีความต้องการต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย ถ้าเป็นของชิ้นเล็กก็ไปซื้อหรือนำเข้ามาได้ แต่บ้านเนี่ย มันเอากลับมาไม่ได้ เกิดอยากได้บ้านแบบญี่ปุ่นจะทำยังไงล่ะ หรืออยากได้ที่พักแบบในแอฟริกาใต้จะทำยังไง คนมีโอกาสออกไปเห็นที่อยู่ดี ๆ ทั่วโลกมากขึ้น เขาก็จดจำ พวกเขาเห็นโลกเยอะและมีความต้องการ ก็เลยคิดว่าเขาอยากได้ที่อยู่ที่ดูเป็นสากลแต่ไม่ทิ้งความเป็นไทย 

ลูกค้าที่ซื้อของเรา อย่าง SCOPE Promsri 45% ของคนที่ซื้ออายุต่ำกว่า 35 ปี 27% ต่ำกว่า 30 ปี และ 60% ของคนซื้อทั้งหมดคือคนที่ซื้อที่อยู่เป็นครั้งแรก หรืออย่าง SCOPE Langsuan ไม่ใช่ตลาดเก็งกำไร เพราะห้องหนึ่ง 40 ล้านบาท คุณต้องใช้เงิน 20% เท่ากับ 8 ล้านบาทในการลงทุน ที่นี่เป็นที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย เขาซื้อเก็บไว้ให้ลูกหลาน สิ่งที่ผมทำผมดูจากประสบการณ์ที่เคยทำมา เราไม่ได้ทำเหมือนตลาดทั่วไป เงินที่เราประหยัดต้นทุนได้ เราก็เอาลงไปกับการออกแบบ 

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพที่กล้าแตกต่าง และไม่กลัวใครลอกเลียนแบบ

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบมากขนาดนั้น

โครงการของเราใช้ที่ปรึกษาการออกแบบจากต่างประเทศทั้งหมด เพราะผมเชื่อว่าหัวใจของบ้านคือการออกแบบ ถ้าเราไม่ทุ่มที่การออกแบบแล้วจะรอดได้อย่างไร ต้องบอกก่อนว่าสถาปนิกทำงานเองคนเดียวไม่ได้นะ เขาต้องทำงานกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย ต้องบอกกันว่าต้องการอะไร

ผมไม่ได้บอกว่าผมจับตลาดคนรวย กลุ่ม International Premium ไม่จำเป็นต้องรวย วันหนึ่งผมอาจจะทำคอนโดราคา 2 – 3 ล้านบาทก็ได้ภายใต้แบรนด์สโคป โดยที่มาตรฐานของเราไม่ลด อย่างทำเลของสโคปหลังสวนหรือทองหล่อนี่สุดยอดมาก ส่วน SCOPE Promsri มีจุดเด่นที่ต่างออกไป ลูกค้าเขาก็อยากเห็นผลงานที่มันอินเตอร์ เราเลยใช้ดีไซเนอร์ต่างชาติทำภาพ ทำกราฟิก ใช้ที่ปรึกษาจากต่างประเทศทั้งหมด รวมทั้งทำเฟอร์นิเจอร์ โฆษณา ไปจนถึงโลโก้ของเราก็ยังเป็นชาวต่างชาติ บริษัทพัฒนาอสังหาฯ คือคนที่ออกไปหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดเอามาปรุงให้ลูกค้า แต่ต้องทำให้เป็น สำคัญคือการให้โจทย์ที่ถูกต้องกับพวกเขา

จ้างนักออกแบบระดับโลกมาทำโครงการ ไม่กลัวคนเลียนแบบหรือ

ผมเปิดโอกาสให้ทุกคนถ่ายรูปห้องตัวอย่างได้เลย ถ่ายเลย เราไม่หวง ผมไม่กลัวเรื่องเลียนแบบ อยากให้เลียนแบบด้วยซ้ำ แสดงว่าของเราดี ลูกค้าจะซื้อของเลียนแบบก็เรื่องของเขา แต่ผมไม่ซื้อของเลียนแบบ ไม่มีก็ไม่ต้องซื้อ

ทำไมจึงเลือกพัฒนาโครงการ SCOPE Langsuan ทั้งที่ต้นทุนที่ดินสูงมาก

หลังสวนคือพื้นที่ที่แพงที่สุดในประเทศไทย ผมเองไม่ได้รู้อะไรเยอะแยะ ผมรู้แค่พื้นที่กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ตและนิวยอร์กเท่านี้ล่ะ เคยมีคนมาถามว่าจะซื้อที่แถวกาญจนบุรีดีมั้ย ราคาเท่าไหร่ ผมบอกไปว่าผมไม่รู้จริ งๆ เวลารู้อะไรเราจะต้องรู้ลึก เมืองไหนที่ผมสนใจ ผมก็จะศึกษารายละเอียด อย่างสมัยก่อน ในกรุงเทพฯ นี่ผมท่องได้ว่าโฉนดตรงไหนเป็นของใคร ตึกไหนชื่อว่าอะไร

ตอนเปิดประมูลที่ดิน ผมบอกเลยว่าเอา หุ้นส่วนถามว่าสู้ได้เท่าไหร่ ผมให้ราคาไปเขาก็ตกใจ แล้วผมก็ซื้อได้ คือทั่วโลกเวลาดูที่ดินที่ดีเขาดูจากอะไร ก็ดูจากความใกล้ศูนย์การค้านั่นล่ะ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ต่อตารางเมตรสูงที่สุด ฉะนั้น ถ้าห้างดี ๆ อยู่ตรงไหน ตรงนั้นก็แพงที่สุด ถนนเส้นนี้ก็มีโรงแรม 5 – 6 ดาวประกบหมด ตั้งแต่ Central Embassy ถึง Siam Paragon โครงการของเราอยู่ตรง BTS สถานีชิดลม ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเอาที่ดินมาขายก็จะยังแพงที่สุดอยู่ดีเพราะมันไม่มีตัวเทียบ

เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีกว่าจะออกโครงการ มีคนทักผมตอนซื้อที่ดินมา 3,000 ล้านบาทว่าทำไมไม่รีบออกโครงการ ผมบอกเขาว่าใจเย็น ๆ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี่นะ ยิ่งช้าเราก็ยิ่งรวย ผมว่าลงทุนในที่ดินชนะเงินเฟ้อมาโดยตลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใจเย็นถือได้นาน ๆ เท่านั้น 

30 ปีบนเส้นทางธุรกิจของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินราคาสูงที่สุดของไทย

ที่สุดของประสบการณ์ที่มอบให้กับลูกค้าคืออะไร ต่างจากโครงการอื่นอย่างไร

ความหรูหรามีหลายแบบ เราไม่ได้ทำรูปแบบเก่าแก่นะ มันขึ้นกับภาพจำที่มีมา อย่างถ้าเราจำได้ว่าความหรูหราคือกรุงโรมหรือพระราชวังแวร์ซายน์ เราก็จะตีความแบบนั้น เรื่องนี้มีทั้งรายละเอียด แสง พื้นที่ ซึ่งเรายึดตรงนี้เป็นจุดเด่น อย่างโรงหนังตรงส่วนกลาง เราทำเป็นซูเปอร์ไฮเอนด์ ไม่ใช่แค่โรงหนังแต่เป็นพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ของลูกบ้านด้วย เครื่องเสียงที่เราใช้ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำ ราคาเกือบ 10 ล้านบาท โดยปกติลูกบ้านอาจจะไม่ได้ติดตั้งที่บ้านตัวเอง แต่เราติดไว้ที่ส่วนกลาง อะไรที่เขาไม่มีเราก็ทำให้เขา มันคือคุณค่าทางอารมณ์ที่จับต้องได้ ทั้งเสียง ทั้งหนัง ทำให้คนผ่อนคลายได้จริง ๆ

นอกจากนี้ยังมีห้องซ้อมดนตรี เพราะพอลูกบ้านอยู่ในคอนโด จะไปซ้อมดนตรีในห้องก็หนวกหู ไม่มีที่วางอุปกรณ์อีก เด็กนักเรียนกลับมาบ้านจะซ้อมที่ไหน เรามีห้องให้เขาเล่นดนตรี เขาก็จะมีกำลังใจเล่นต่อไป เราตั้งใจเลือกของทุกชิ้น หรืออย่างห้องเก็บเสื้อผ้าหน้าหนาวเราก็มีให้ ทุกวันนี้คนเดินทางไปต่างประเทศเยอะมาก คนจะมีกระเป๋าเดินทางอย่างน้อย 2 ใบ เราก็มีพื้นที่ให้บริการ นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราใส่ใจ

ทำธุรกิจมาขนาดนี้ เชื่อในหลักการอะไรเป็นสำคัญ

ตั้งแต่ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ถามว่าผมเชื่ออะไรในธุรกิจนี้ ผมเชื่อเรื่องทำเลที่ตั้ง เวลาคุณทำสินค้าเหมือนกัน คุณมีเงินเท่ากัน เวลาทำของใหม่ คุณก็ต้องปรุงเครื่องปรุงใหม่ คิดใหม่ ต้องทำตั้งแต่สูตรการคำนวณ ทุกอย่างมันบอกด้วยข้อมูลสถิติ ส่วนที่สองคือสไตล์ อันที่สามคือการบริการ บางคนได้ยินยังแซวผมว่าทำไมมันง่ายจัง คือเราทำบ้าน ทำคอนโดให้เขาอยู่อาศัยครับ เขาต้องการเท่านี้แหละ 

ถ้าทำแล้วดีมันก็ขายได้เอง ถ้าของมันดี การสื่อสารการตลาดก็น้อยลง ค่าคอมมิชชันเซลส์ก็น้อยลง สูตรพวกนี้ทุกคนรู้ บ้านไม่ใช่ยาแก้ไอหรือผงซักฟอก ซื้อแล้วต้องอยู่ไปยาว ๆ ถ้าของไม่ดี ยังไงลูกค้าก็เห็น เขาก็เลยต้องดูแล้วดูอีก คุณค่าของบ้านมันรวมกันทั้งสิ่งที่จับต้องได้อย่างอิฐ หิน ปูน ทราย และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ก็คืออารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น รวมทั้งการให้บริการที่ดี ต้องอยู่แล้วสบาย ถ้าอยู่บ้านแล้วไม่สบายจะอยู่ไปทำไม 

คำถามคือทำเลดีแล้วคุณกล้าซื้อหรือเปล่า ถามว่าถ้ากล้าแล้วทำไมที่ดินยังเหลืออยู่เต็มท้องตลาด ก็เพราะว่าคนไม่กล้าซื้อเพราะมันแพง เราเลือกซื้ออันที่มันดี อย่างที่ดินแปลงตรงหลังสวนนี่คนอื่นไม่กล้าซื้อ แต่ผมซื้อ ทุกคนมองสูตรเดียวกันหมด ไม่มีใครกล้าขายสูงกว่าราคาตลาดหรอก แต่ผมกล้าให้ราคาที่สูงขึ้น ผมรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วผมก็ไปลดต้นทุนการบริหารจัดการเอา อย่าลืมนะ เราเปลี่ยนสูตรแต่เราไม่ได้ลดกำไร ไม่อย่างนั้นใครจะมาลงทุนกับเรา

30 ปีบนเส้นทางธุรกิจของ ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินราคาสูงที่สุดของไทย

Questions answered by CEO of SCOPE

1. นอนวันละกี่ชั่วโมง

ผมเป็นคนนอนเยอะครับ เข้านอนก่อนเที่ยงคืน กลับถึงบ้านและทานข้าวเสร็จก็ทุ่มเศษ ๆ จากนั้นก็จะนั่งทำงานต่อ เสร็จประมาณสัก 4 ทุ่มแล้วก็เตรียมเข้านอน ตื่น 7 โมงเช้าทุกวัน

2. ดื่มไวน์หรือไม่

ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เว้นแต่จำเป็นจริง ๆ เวลาที่ไปกับผู้ใหญ่ หรืออย่างน้ำอัดลมผมก็ไม่ดื่มมาเป็นสิบปีแล้ว ที่ผมชอบดื่มที่สุดจริง ๆ ก็คือน้ำเปล่า ผมเชี่ยวชาญด้านน้ำเปล่านะ (หัวเราะ) 

3. จริงหรือเปล่าที่มักมีคนพูดว่าควรซื้อบ้านราคาถูกที่สุดในโครงการแพง ดีกว่าซื้อบ้านราคาแพงที่สุดในโครงการถูก

ผมคิดว่าไม่ต้องถามเลย บ้านต้องอยู่ในทำเลที่ดีก่อนเสมอ ควรจะเลือกที่ที่ดีตั้งแต่แรก ถ้าที่อยู่อาศัยอยู่บนทำเลที่ดี พื้นที่รอบ ๆ ก็มักจะดีตาม บางทีโครงการอยู่บนนถนนคนละเส้นก็ไม่เหมือนกันแล้วนะ ผมตอบได้เท่านี้ 

4. เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยหรือเปล่า

เชื่อนะครับ ทำอสังหาริมทรัพย์ต้องเชื่อฮวงจุ้ย ไม่เชื่อไม่ได้ มันมีผลจริง เพราะลูกค้าเราเชื่อ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เชื่อ เราก็ต้องศึกษามาพอสมควร 

5. เป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปหรือเปล่า

ก็ถ่ายแล้วมันไม่สวยน่ะ คนเดียวที่จะถ่ายรูปผมได้คือลูกสาว คือคนอื่นเขาอาจจะแอคท่าเก่ง อย่างลูกน้องผมนี่ถ่ายรูปออกมาสวยเลย (หัวเราะ) 

6. ชอบฤดูร้อนหรือฤดูหนาว

ผมชอบอากาศร้อน ผมเขียนในเฟซบุ๊กว่า I love summer ไม่ได้เพิ่งเขียนนะ ผมชอบฤดูร้อน เพราะผมเป็นคนประเทศไทย เวลาพูดคำว่า Summer มันก็หมายถึง Vacation (วันหยุด) เป็นช่วงที่เด็ก ๆ ปิดเทอม คนไปเที่ยวทะเลกัน ดังนั้น ถ้าถามว่าชอบไปทะเลหรือภูเขา ตอบว่าทะเลล้านเปอร์เซ็นต์ อยู่ได้ตลอด

7. หนังเรื่องล่าสุดที่ดูในโรงหนังคือเรื่องไหน

ผมไม่ได้เข้าโรงหนังมา 20 กว่าปีแล้ว นานมาก มีเข้าไปทีเดียวคือ Bohemian Rhapsody (เรื่องราวของตำนานวงดนตรี Queen) ดูแล้วน้ำตาซึม เป็นเรื่องเดียวที่ดู นอกนั้นไม่ได้เข้าโรงหนังเลย

8. คนชื่อยงยุทธมีเพื่อนเยอะหรือเปล่า

หึ ๆ (หัวเราะ) ก็น่าจะเยอะมากนะ ผมโชคดีก็เพราะเพื่อนนี่ล่ะ ผมรู้จักคนเยอะ ถึงช่วงหลังจะไม่ค่อยปรากฏตัวเท่าไหร่ คนเราต้องมีเพื่อนที่ดีถึงจะสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปได้ มันต้องช่วยกัน มีอะไรคุยกันได้ ให้ความชื่อถือซึ่งกันและกัน มีปัญหาอะไรก็ยื่นมือมาช่วยกัน การจะมีเพื่อนเยอะเพื่อนน้อยไม่ใช่ว่าคุณไปลงเรียนคอร์สมาเยอะนะ ขึ้นกับว่าคุณทำตัวยังไงมากกว่า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load