ตอนนี้น้าโย่งอายุเท่าไหร่คะ – เราเปิดบทสนทนา

“ฉันลืม” ชายตรงหน้าตอบทันที “เกิดมานานแล้วเลยลืม ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่” 

น้าโย่ง เชิญยิ้ม หรือ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ตลกมากฝีมือที่ฟื้นเพลงพื้นบ้านไทยให้กลับมาร่วมสมัย กำลังใช้ความคิดไล่เรียงปีเกิด “น้าเกิดปีศูนย์หนึ่ง” ก่อนจะตอบคำถามด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “ตอนนี้ก็หกสิบสามเต็ม”

63 – เลข 2 หลักบอกจำนวนขวบปีอันแลกมาด้วยประสบการณ์ทั้งชีวิตของ น้าโย่ง เชิญยิ้ม ตลกที่ฝันอยากเป็น ‘ตลก’ และเส้นทางสู่ ‘อาชีพตลก’ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างฟุ่มเฟือยที่สุด ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ 

ระหว่างทางก่อนเท้าก้าวเข้าเส้นชัย พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา เก็บเกี่ยวและเรียนรู้มาตลอด เขาเข้าสู่วงการบันเทิงพื้นบ้านด้วยการฝึกร้องเพลงฉ่อยตั้งแต่ประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 จบประถมศึกษาชั้นปีที่ 7 ก็หัดลิเก จนมาอยู่กับคณะเฉลิมชัยลือชา และแจ้งเกิดเป็น ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’ ตัวโจ๊กในคณะลิเกศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย คณะลิเกที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางภาคเหนือ, โรงลิเก คือสถานที่ที่ทำให้เขาเจอ บุญสม เอี่ยมชาวนา รักแรกและรักเดียวของหนุ่มพิษณุโลกคนนี้

ต่อจากนี้คือเรื่องราวชีวิต สุข เศร้า และรักต้องสู้ ของน้าโย่ง เชิญยิ้ม ชายที่เชื่อในความพยายามและไม่หยุดเรียนรู้ ผู้เป็นบุคคลสำคัญที่ฟื้น ‘เพลงฉ่อย’ กลับมาอย่างทันสมัย เป็นที่ถูกใจของคนทุกวัย จนสังคมออนไลน์ต้องร่างสาส์นถึงเวิร์คพอยท์ให้เสนอน้าโย่งเป็น ‘ศิลปินแห่งชาติ’ เพราะความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบสานเพลงพื้นบ้านไทย

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ลูกชายที่เติบโตมากับทุ่งนาและเพลงฉ่อย

“พ่อแม่ทำไร่ทำนา เรามีพื้นฐานไม่รวยอยู่แล้ว ก็เลยยากจนอย่างถาวรมาตลอด พอโตมาหน่อยก็เลี้ยงควาย ช่วยพ่อแม่ไม่ค่อยได้เพราะไม่แข็งแรง แม่บอกว่านมเขามีไม่พอกิน นมแม่น้อย มีแค่สองเต้า” เขาหัวเราะ “พูดเล่น”

“เราเป็นลูกคนเดียว ที่บ้านก็มีพ่อกับแม่อย่างละคนเท่านั้นเอง” เราเกือบหลงกลคำพูดของรุ่นใหญ่ “แต่พ่อตายตอนน้าเจ็ดขวบ คุณแม่เลยเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เราก็เป็นเด็กบ้านนอกที่สงบเสงี่ยม ไม่ซนจนขนาดไฮเปอร์”

ชีวิตวัยเด็กของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในจังหวัดพิษณุโลก เป็นอย่างนั้น 

จนกระทั่ง ป.5 เขาได้เรียนเพลงฉ่อยจากป้านกหวีด เป็นการฝึกฝนและมอบศาสตร์เพลงพื้นบ้านจากแม่เพลงสู่ลูก-หลาน ซึ่งการหัดร้องก็ต้องอาศัยตำราเพลงฉ่อย ป้านกหวีดชวนลูกหลานจับมือกันเดินไปบ้านพ่อเพลง

“ป้านกหวีดไม่มีตำรา ต้องไปเอาตำราจากพ่อคมคาย ตอนนั้นนั่งรถไปลงกลางทาง แล้วเดินลัดทุ่งนาอีกสี่ถึงห้ากิโล เราเป็นเด็ก รองเท้าก็ไม่มี เดินลัดทุ่งตอนเขาเพิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จ ฝุ่นกำลังฟุ้งร้อน พื้นกำลังอมแดด ป้าก็เอาผ้าขาวม้ามากางเหมือนปีกนกให้หลาน ๆ เดินกันสองสามคน ถ้าเหนื่อยก็เดินไปหยุดพักใต้ร่มไม้ที่ไม่มีใบ เราจำได้ดี

“พอได้ตำราก็ต้องเดินกลับ ตำราอยู่ในห่อผ้าขาวม้า เก่ามาก ข้อความในตำราก็เลือน เพราะเปิดบ่อย มันก็ถู ๆ กัน แต่ป้านกหวีดเขาเป็นเพลงฉ่อยอยู่แล้ว ก็เลยแต่งเพิ่มเอาเองมั่ง น้าโย่งก็ได้เรียนตำรานั้นจากป้า” 

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ถ้าถามว่าเด็กชายพิเชษฐ์รักการร้องเพลงฉ่อยขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่า

“อาบน้ำ ปีนต้นไม้ ขึ้นหลังควาย ก็ร้องเพลงฉ่อย ร้องตั้งแต่ยังไม่เข้าจังหวะ จนตอนนี้ก็ยังไม่เข้า” 

“ตอน ป.5 ที่น้าหัดเพลงฉ่อย ความนิยมเรื่องการแสดงแขนงนี้เริ่มถอย เรารู้สึกเลยนะ แต่ป้านกหวีดก็พอมีงานบ้าง ตอนน้าเด็ก ๆ เขาคงมีงานกันมากกว่านี้ เพราะป้าบอกว่าเพลงฉ่อยทำให้เขาหากิน เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าได้เลย อาชีพนี้เมื่อก่อนได้รับความนิยมมาก พอกิน พอเลี้ยง อย่างว่านะศิลปินพื้นบ้าน ซึ่งป้านกหวีดเป็นแม่เพลงเลย

“ป้าเขาเล่นเป็นอาชีพ มีวง มีผู้หญิง มีผู้ชาย ร้องแก้กันสนุกสนาน แล้วสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องไฟ บางวงก็อาศัยตะเกียงเจ้าพายุ สมมติเขาเล่นอยู่หัวบ้านนู้น บ้านเราได้ยิน ก็นอนฟัง ได้ยินเสียงคนเฮ เขาร้องแก้กัน แล้วน้าก็เคยไปดูเขาฉ่อยกันในทุ่งนาด้วย ยังเคยทันเห็นภาพพวกนี้” น้าโย่งเล่าบรรยากาศความรุ่งเรืองของเพลงฉ่อยในความทรงจำ

เมื่อตบเท้าเข้าวงการบันเทิง (พื้นบ้านไทย) เขายังคงมีเพลงฉ่อยไหลวนอยู่ในสายเลือด หลังเรียนจบชั้น ป.7 ราว 2 ปี พิเชษฐ์ก็สปาร์กจอยกับศิลปะพื้นบ้านอีกหนึ่งแขนง ‘ลิเก’ เขาหัดลิเกกับครูติ่ง คณะหอมหวลเล็ก

“ครูเขามองเรา ไอ้นี่ตัวก็ผอม เสียงก็อย่างนั้น ให้เป็นตัวโกงคงไม่มีใครกลัว ให้เป็นพระเอกก็คงไม่ได้ เลยให้เป็นตัวโจ๊ก ตั้งแต่นั้นน้าก็ร่อนเร่เล่นลิเกไปเรื่อย แล้วก็ไปอยู่ประจำกับคณะเฉลิมชัยลือชา เป็นลิเกดังทางภาคเหนือ 

“แล้วก็มาอยู่ประจำกับศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย เป็นลิเกดังทางภาคเหนือเหมือนกัน อยู่กับเขาหลายปี อยู่จนได้เป็นคู่เขยกัน ยายสม (บุญสม เอี่ยมชาวนา) ที่อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ก็เป็นน้องเมียของศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย” 

เส้นทางตัวตลกในคณะลิเกกำลังเดินคู่ขนานไปกับเส้นทางความรักของ ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’

ชายหนุ่มที่มีรักแรกและรักเดียวเป็นนางเอกลิเก

“น้าขอยายสมมาสองพันสี่สิบบาท สองสลึง” ตัวตลกประจำคณะลิเกศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย เปรย

พิเชษฐ์แจ้งเกิดเป็นดาวโจ๊กในคณะลิเกนาม ‘ก้านยาว เก้ากะรัต’ เราถามเขาถึงชีวิตรัก มันเริ่มต้นอย่างไร เรื่องราวของตัวตลกตกหลุมรักนางเอกลิเก – เล่าได้ใช้มั้ยเรื่องชีวิตคู่ (เขาถามย้ำให้แน่ใจ) เราพยักหน้าแทนคำตอบ

“ก็เป็นเพื่อนกัน” คลาสสิก เราคิดในใจ “ยายสมเป็นน้องพี่เป้า พี่เป้าเขาเป็น… น้าก็พูดไปเรื่อย แกไม่รู้จักหรอก เอาเป็นว่าน้ารู้จักแล้วกัน” เขาหัวเราะ “พี่เป้าเป็นเมียพี่ศักดิ์นรินทร์ น้าก็เป็นเพื่อนยายสม เพื่อนแบบไอ้ อี มึง กู เลย”

เพราะความสนิทและห่วงใยฉันเพื่อน ทำให้มวลความรักก่อตัวขึ้นในหัวใจชายหนุ่มและหญิงสาว 

“บางทีเราทำงานปิดวิกลิเกเร่ พี่ศักดิ์นรินทร์ใช้เราแห่ป้ายโฆษณาบ้าง ร้องวิกบ้าง พอกลับเข้าครัวมาก็ไม่ค่อยมีอะไรเหลือแล้ว สองผัวเมียเขากินกันหมด เหลือแต่น้ำ ๆ บ้าง ผัก ๆ บ้าง แต่ยายสมเขาเป็นคนทำครัว เขาก็ตักไว้ให้เรากิน ก็เลยเกิดความอบอุ่น ห่วงใยกันมาเรื่อย หนักเข้าพอใครมาจีบเขา เราก็ไม่ค่อยชอบ ไม่อยากให้ใครมาจีบ

“เวลาเขาไปเล่นลิเกกับอีกคณะ ไม่ว่าจะแสง รัตนศิลป์, ภิรมย์ รุ่งเพชร, ศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย ซึ่งคณะเหล่านี้มีชื่อเสียง แล้วก็เป็นญาติยายสมทั้งนั้นเลย เวลาไปเล่นต่างคณะ ก็เริ่มคิดถึงเขา เรียกว่ารักหรือเปล่าไม่รู้นะ”

เมื่อน้าสมต้องไปเล่นลิเกกับอีกคณะหนึ่ง จำต้องโดยสารรถไฟจากจังหวัดพิษณุโลกไปอำเภอตะพานหิน และโดยสารรถไฟกลับจากอำเภอตะพานหินมาจังหวัดพิษณุโลก ก็จะมี ‘เพื่อน’ มาคอยรับที่สถานีเสมอ 

“เราเป็นห่วงถึงขนาดไปรับเขา ยืนจ้องว่าอยู่ตู้ไหน พอเขาลงมาก็หิ้วหีบใส่เครื่องลิเก นั่งกลับบ้านมาบนสามล้อคนเดียวกัน มันถูกบ่มงอมหรือยังไงไม่รู้นะ เวลาไปไหนกับเขาก็มีความสุขดี มีครั้งหนึ่งลิเกคณะพี่ศักดิ์นรินทร์หยุด ก็เลยไปดูหนังกัน ดูเรื่อง มหาหิน ที่พิษณุโลกรามา มีพี่ศักดิ์นรินทร์ เมียเขา ลูกเขา แล้วก็มียายสมไป น้าไป

“พอหนังจบ กำลังเดินกลับ มีผู้ชายคนหนึ่งขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับยายสม”

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ
โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

แล้วน้าโย่งรู้สึกยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“มันเจ็บดีเหมือนกัน แกเดินมากับฉัน แล้วแกไปกับคนอื่น ใจตอนนั้นเริ่มเป็นห่วง พอกลับมาคิดตอนนี้ไม่รู้จะเจ็บทำไม เขาก็มารับไปส่งที่บ้านที่เราจะไปนี่แหละ แต่คืนนั้นน้านอนไม่หลับเลยนะ ไม่สบายใจ เลยเขียนจดหมาย”

‘ลาก่อนเวทีสุดที่รัก’ ชายหนุ่มจั่วหัวบนหน้ากระดาษ 

“ตอนเช้าน้าทิ้งจดหมายไว้ แล้วหิ้วกระเป๋าลงจากบ้าน จะกลับไปหาแม่ เลิกดีกว่าอาชีพลิเก มันไม่สบายใจ ตอนที่หิ้วกระเป๋าลงมา ข้างบ้านก็เปิดวิทยุ เป็นเพลงของ แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ ช่วงนั้นกำลังดัง เขาร้องว่า ‘หิ้วกระเป๋าก้าวลงบันได…’ แล้วตอนนั้นฝนตกด้วย น้าเดินฝ่าฝนแต่ไม่รู้สึกเลยว่าฝนตก เดินตากฝนไปคิวรถสองแถว ตังค์ก็ไม่มีติดตัว

“มีรถเพื่อนอยู่คันหนึ่ง มันวิ่งเข้าหมู่บ้าน น้าก็อาศัยรถเพื่อนกลับ มันก็ต้องรอผู้โดยสารเต็มก่อนถึงจะออก น้าก็ขึ้นไปนั่งรอบนรถ ระหว่างที่รอ อยู่ ๆ ได้ยินเสียง ‘จะไปไหน’ พอหันมาอีกทีหนึ่ง ยายสมเขาเดินกางร่มมา” 

แล้วน้าโย่งทำยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“น้าก็ไม่ตอบ” หัวใจชายหนุ่มช่างเด็ดขาด

“เขาพูดอีกว่า ‘กลับเดี๋ยวนี้’ น้านอนอัดอั้นมาทั้งคืน แล้วมาใช้คำว่า ‘กลับเดี๋ยวนี้’ กับเรา”

แล้วน้าโย่งทำยังไง – เราลุ้นคำตอบ

“พอน้าได้ยิน ก็ลงรถ แล้วไปกับเขาเลย” อ้าว คดีพลิก! ชายหนุ่มพ่ายต่อความรักที่มีให้หญิงสาว 

“น้าเดินตากฝนกลับไปกับเขาใต้ร่มคันเดียวกัน เหมือนมิวสิกเลย จากนั้นก็เริ่มฝากตังค์เขาบ้าง มันรู้สึกอยากฝากแต่น้าไม่แนะนำใครนะ ถ้าฝากแล้วจะเคยชินตลอดชีวิต รู้แบบนี้ไม่ฝากดีกว่า” น้าโย่งเตือนด้วยเสียงหัวเราะ

หลังม่านโรงลิเกกลายเป็นโลกสีชมพู มีเพียงดาวตลกและนางเอกลิเกเท่านั้นที่รู้ แต่ด้วยเกรงสายตาญาติผู้ใหญ่กลายเป็นว่า ยิ่งใกล้-ยิ่งห่าง เธอนั่งมุมนั้น-ฉันนั่งมุมโน้น ถึงกระนั้น สิ่งใดเล่าจะพรากใจต่อใจ 

“น้าใช้วิธีมองกันผ่านกระจกแต่งหน้า จะได้ไม่มีใครรู้ ทีแรกก็มองเขาในกระจกอยู่นาน เขาก็มองเรา เริ่มรู้กัน ก็เล่นอะไรกันในกระจก มันเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งไปปรึกษากับพี่ศักดิ์นรินทร์ ให้ไปช่วยขอยายสมให้หน่อย

“พี่ศักดิ์นรินทร์ก็ไปกับเรา แล้วก็มีผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง เหี้ยมหาญ เทวายอดน้ำหอม เป็นลิเกเหมือนกัน ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ก็สุ่มไป จากพิษณุโลกไปตะพานหิน ไปบ้านพี่สาวเขา ไม่มีใครอยู่กันสักคน ทีนี้ผู้ใหญ่ที่ไปกับเราเขาต้องกลับ น้าก็เลยอยู่ขอกับพี่สาวเขา เขาบอกว่ารักกันได้อยู่กันดี ก็ทำให้ผีรู้คนเห็น เขาก็เรียกสองพันสี่สิบบาท สองสลึง”

หัวใจน้าโย่งผูกกับน้าสมมาตลอด 44 ปี, เราถามด้วยความสงสัยว่า น้าสมคือรักแรกหรือเปล่า

“ก็ไม่เคยมีเมียหลายคน” น้าโย่งยิ้ม 

“น้าอยู่กับยายสมมาตลอด ไม่รู้จะทิ้งยังไง ไม่เคยหัดทิ้งใครมาก่อน”

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

ดาวตลกที่นอนฝันหลังโรงลิเกว่าอยากเป็นตลก

“น้านอนฝันว่าได้เล่นตลกกับคณะเชิญยิ้ม”

ก้านยาว เก้ากะรัต ตื่นจากความฝันและพบความจริงว่าตัวเขานอนอยู่หลังโรงลิเก ความบันเทิงประเภทสร้างเสียงหัวร่องอหายยั่วเย้าให้เขาอยากผันตัวจากดาวตลกประจำคณะลิเกสู่อาชีพ ‘ตลก’ ที่ตัวเขาเองได้แค่ ‘ฝัน’

“น้ารู้ว่าไม่มีทางหรอก” เขาเชื่อแบบนั้น “พอตื่นขึ้นมา น้ายกมือไหว้พ่อแก่ ‘ขอให้ลูกได้ไปเล่นตลก’”

เขาอาศัยศรัทธา ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดลบันดาลให้ความฝันกลายเป็นความจริง แต่โชคชะตาไม่เคยเล่นตลก

“มีวันหนึ่ง พี่สมหมาย เจริญสุข เขาเล่นลิเกอยู่กรุงเทพฯ แต่วันนั้นมาเล่นกับศักดิ์นรินทร์ ดาวร้าย ก็มีโอกาสเปิดใจกันว่าน้าอยากเล่นตลก เขาบอกว่าถ้าอยากเล่น เดี๋ยวพาไป เพราะรู้จักตลกหลายคน ก็ตัดสินใจบอกแม่ บอกยายสม ว่าขอไปตามความฝัน ตอนนั้นไม่มีตังค์หรอก มีมอเตอร์ไซค์อยู่คันเดียว ยามาฮ่าเมท สีแดง ตัดสินใจขายมอเตอร์ไซค์ แล้วเอาทองติดตัวมาหนึ่งบาท น้าเดินทางมาตอนกลางคืน วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ตรงกับวันอังคาร จำได้เลย

“น้ามาลงที่สถานีหัวลำโพงด้วยกางเกงสแล็ก รองเท้าผ้าใบ กระเป๋าลูกเท่าหม้อข้าว เสื้อสีเหลืองดอกคูน เพราะกลัวจะไม่เหลืองเท่าคนกรุงเทพฯ” เป็นครั้งแรกที่เข้ากรุงเทพฯ – เราถาม “ครั้งแรก” ว่าที่ (ตลก) ตอบทันที

สมหมาย เจริญสุข พาก้านยาวไปฝากตัวกับคณะเทพ โพธิ์งาม, เพชร ดาราฉาย, พ่อดม ชวนชื่น, โน้ต เชิญยิ้ม ที่เอ่ยถึงมาทั้งหมดสมาชิกเต็ม! ไม่มีตำแหน่งว่าง เขาไม่ชวด เพราะโชคยังเข้าข้าง, วันที่ 12 ภายในเดือนเดียวกันกับที่เขาตัดสินใจบอกลาแม่และคนรักมาทำตามความฝัน ในที่สุดก้านยาวก็ได้ลงปักฐานกับคณะน่ารัก ในฐานะ ‘ตลก’

“เล่นครั้งแรกที่ร้านกระท้อน ไก่ลอยฟ้า แถวบางนา เล่นเป็นตัวนางมณโฑ ตอนนั้นดีใจมาก เป็นการปรับตัวครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับอาชีพตลก อย่างเล่นลิเก คนดูตั้งใจดูอยู่แล้ว เขารู้ว่าเราเป็นตัวโจ๊ก แฟน ๆ เราก็พอมี แต่เล่นตลก ทุกคนเป็นตลกกันหมดเลย ใครจะเป็นศูนย์หน้า เป็นตัวยิงเท่านั้นเอง ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอะไรมาก แต่อยากเล่น 

“จริง ๆ แล้วประสบการณ์ที่เล่นลิเกมาเอามาใช้ได้หมด น้ารู้สึกว่าไม่ได้เสียเวลากับการเรียนรู้นะ เพียงแต่ว่าจังหวะไหนจะหยิบอะไรขึ้นมาใช้ มันเป็นอย่างนั้นมากกว่า ซึ่งสิ่งที่คล้ายกันมันคือการแสดงและความบันเทิง วันแรกมันเล่นยากมาก น้ารู้สึกเลย ฉะนั้นต้องใส่ความพยายามเข้าไปอีก ต้องใช้ความพยายามให้เปลืองเข้าไปอีก น้าก็ถามพี่ ๆ ที่เขาอยู่ก่อนหน้าว่าเล่นยังไง หาความรู้ตลอด จนกระทั่งเล่นเข้ากัน น้าก็เล่นตลกอยู่กับคณะน่ารักเกือบปี 

“วันนั้นสิ่งที่ทำให้น้ามีความสุขไม่ใช่รายได้” แล้วความสุขนั้นคืออะไร – เราถามทันที

“ความฝันที่เดินตามมาถึงแล้ว น้าถือว่าทำสำเร็จในการเดินทางจากบ้านนอกมาเป็นตลกในกรุงเทพฯ” 

โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ
โย่ง เชิญยิ้ม วัย 63 เล่าเรื่องเพลงฉ่อย รักแรกในคณะลิเก และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

อาชีพตลกที่ต้องตัดสินใจว่าจะอยู่หรือไป

หลังจากประกอบอาชีพตลกครบขวบปี ตลกบางคณะมีคนแยกตัว โยกย้ายมาอยู่คณะนี้ คณะโน้น หรือสร้างคณะของตัวเองขึ้นมา วันหนึ่ง ยาว อยุธยา แยกตัวออกจากคณะเพื่อมารวมตัวกันสร้างคณะใหม่ แต่ยังขาดสมาชิกอยู่หนึ่งคน จึงต่อสายมาบ้านพักที่น้าโย่งพักอยู่ โดยตั้งใจจะโทรศัพท์มาขอเบอร์ของ ทองเปีย ซุปเปอร์โจ๊ก 

“แต่น้าดันไปรับสาย” ความสนุกก็บังเกิด แถมด้วยการตัดสินใจครั้งใหญ่ของตลกน้องใหม่

“ฮัลโหล ใครอะ (ปลายสายถาม), ผมยาวนะ, นี่พี่ยาว (ยาว อยุธยา) นะ, ยาวกับยาวคุยกัน พี่ยาวบอกว่า พี่ ๆ กำลังตั้งคณะกัน มึงจะเอามั้ย ถ้ามึงจะเอามาหาพี่ที่ธนบุรี ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ทางนั้นก็เคยเห็นเราเล่นผ่านตามาบ้าง 

“น้าก็ไปหา พอพี่ยาวเล่นเสร็จเขาก็เรียกขึ้นรถ พาขับวนคุยกัน ตอนนั้นคณะน่ารักยังไม่รู้ แต่น้าเริ่มไม่สบายใจแล้ว การออกจากคณะน่ารักมันยาก เพราะถูกปลูกฝังมาจากที่นั่น แล้วแม่ก็เคยบอกว่า การเนรคุณคนไม่ใช่ของดี แกเอ้ย มันลำบากใจ คืนนั้นนอนไม่หลับเลย น้ารับปากเขาแล้วว่าจะไป อีกวันตื่นมาเจอ พี่จำปี สีเดียว (แอนนา ชวนชื่น) สนิทกันมาก เขาเคยเป็นตลกของสายัณห์ สัญญา มาก่อน แกนั่งซักผ้าอยู่ น้าก็นั่งอยู่บนโต๊ะ เราแกล้งถามลองใจพี่ปี้ว่า

“พี่ปี้ ถ้าคณะเทพ โพธิ์งาม หรือคณะใหญ่ ๆ มาชวนพี่ พี่จะไปมั้ย”

จำปี สีเดียว เงยหน้าจากกะละมังซักผ้ามาตอบทันที

“อยู่ทำเหี้ยอะไรล่ะ มีอนาคตก็ต้องไปสิ” ปี้ตอบ 

“พี่ปี้เขาพูดแบบนี้เลย ซึ่งน้านอนคิดทั้งคืนเลยนะ แต่ในช่วงจังหวะที่พี่ปี้เงยหน้าจากกะละมังซักผ้ามาหาเรา เขาตัดสินใจได้แล้ว มันทำให้น้ารู้สึกว่า พี่เขาก็ไม่ได้จะอยู่กับเราตลอดชีวิต มีอะไรที่ดีกว่าสำหรับการก้าวของเราก็ไป แต่ทางนี้คณะน่ารัก น้าก็ยังนับถือ ยังรักใคร่กันเหมือนเดิม น้าก็เลยตัดสินใจไปอยู่กับคณะเด่นรวมดาว” น้าโย่งเล่า

จนกระทั่งคณะเด่นรวมดาวแยกจากกัน โย่ง พิษณุโลก เลยร่วมคณะกับ ยาว อยุธยา และ ยอด นครนายก จน พ.ศ. 2538 น้าโย่งตัดสินใจตั้งคณะของตัวเอง ชื่อคณะโย่ง พิษณุโลก ด้วยเหตุผลว่า อยากเล่นตลกในแนวของตัวเอง

“ก่อนหน้านี้น้าเล่นแต่งตัวเป็นผู้หญิงบ้าง สาวเหนือบ้าง โปะหน้าโปะตาคนก็จำไม่ได้ ก็อยากเปลี่ยนมาเล่นแนวคำพูด เอาภาษามาเล่น เอาคำพูดมาร้อย เริ่มไม่เหมือนละครแล้ว หามุกรอบตัวมาเล่น อยากเล่าเรื่องตลกในแบบของเรา ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ตอนนั้นไปหาพี่โน้ต ขณะที่กำลังมีความทุกข์ว่าจะมีงานมั้ย จะไปอีท่าไหน จะเซ จะรุ่ง พี่โน้ตเห็นเราเครียด ๆ ก็บอกว่า ไอ้โย่งมึงไม่ต้องเครียด มึงไม่ต้องคิดมาก เอาสมองไปคิดมุกดีกว่า

“จากนั้นน้าเหมือนโดนอุ้ม แกบอกว่าไปแทนงานพี่เลย วันนี้พี่ไม่ไป ตอนนั้นคณะน้ายังไม่มีนักดนตรี เขาก็สั่งนักดนตรีของเขาไปกับเรา พาเข้าวิลล่าดารา พระรามเก้า ซึ่งตลกหน้าใหม่กับที่ใหญ่ ๆ ยาก ไม่มีสิทธิ์ แต่เขาดันเราเข้าไปเลย พี่เด่นก็เอาไปเล่นรายการบ้าง จนกระทั่งได้ออกรายการ ทไวไลท์โชว์ ได้บวชถวายสมเด็จย่า พี่โน้ต พี่เป็ด ก็บวชด้วย มีโอกาสนั่งฉันข้าวด้วยกัน พี่เขาบอกว่า สึกแล้วไปเล่นรายการกัน เขาทำรายการ มุมหัวเราะ อยู่ช่องสาม แล้วก็กลายมาเป็นรายการ สมาคมคนเส้นตื้น อยู่พักหนึ่ง และสุดท้ายเป็นรายการ ก่อนบ่ายคลายเครียด เราก็เล่นกับเขามาตลอด”

เล่นตลกมาหลายปี แต่เคราะห์ไม่ดี ตรงชื่อ โย่ง พิษณุโลก คนจำไม่ได้ เลยขอ เป็ด เชิญยิ้ม และ โน้ต เชิญยิ้ม มาใช้สกุลเดียวกัน เป็น โย่ง เชิญยิ้ม ซึ่งตลกรุ่นพี่ก็อนุมัติด้วยความยินดี ทำให้เป็นที่รู้จักดังจวบจนปัจจุบัน 

เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’
เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’

เพลงฉ่อยที่อยู่ในลิเก ตลก และทอล์กโชว์

น้าโย่งเป็นตลกคนแรกที่จัดทอล์กโชว์เป็นของตัวเอง เรื่องมันเริ่มจาก อาจารย์พิษณุ สกุลโรมวิลาส ไปนั่งดูตลกคาเฟ่ที่พระรามเก้า และเห็นลวดลายลีลาของน้าโย่ง ก็เลยชวนไปทอล์กโชว์ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับนักพูดชื่อดังหลายท่าน ซึ่งการขึ้นเวทีทอล์กครั้งนั้นของน้าโย่งก็ถูกบันทึกเทปและออกฉายในรายการโทรทัศน์ช่อง 5 

การไม่หยุดเรียนรู้ นำไปสู่การจัด โย่ง ทอล์ก ตอน โย่งแอ๊ดว้านซ์ ไร้สารเครียด ใน พ.ศ. 2542 

“มันเป็นการปรับตัวอีกแล้ว ปรับจากลิเกมาเป็นตลก ปรับจากตลกมาเป็นทอล์กโชว์ เหมือนเล่นฟุตบอลคนเดียวทุกตำแหน่ง ปูเอง ตบเอง มันก็จะผิดกันกับเพื่อนตบให้ ตอนนั้นมีงานเยอะเลย ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ความสนใจ 

ตอนเล่นลิเกน้าก็เอาเพลงฉ่อยมาร้อง มาเล่นตลกก็เอาเพลงฉ่อยมาแจม ทอล์กโชว์ก็ยังมีเพลงฉ่อย แต่คนไม่รู้หรอกว่าเป็นเพลงฉ่อย เขานึกว่าเป็นมุก มีอยู่วันหนึ่ง เวิร์คพอยท์จัดงานคอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด เขาโทรมาหาน้าว่าอยากได้หน้าม่าน ก่อนหน้านั้นน้าชวนน้าพวง น้านง เอามุกมาแต่งเพลงฉ่อย ไปออกงานแสดงจตุพลทอล์ค ไทยแลนด์แดนแฮปปี้ ของ อาจารย์จตุพล ชมภูนิช เราก็แต่งเพลงฉ่อยไปร้องกัน คนก็ขำ แสดงว่าได้ผล จากนั้นน้าก็ปรับเพลงฉ่อยเป็นมุกให้ร่วมสมัยขึ้น แต่เค้าโครงและวิธีการร้องก็ยังเป็นเพลงฉ่อยรุ่นเดิม ๆ ที่ได้เรียนรู้มาจากป้านกหวีด

“พอหน้าม่านของเวิร์คพอยท์จบ เขาโทรกลับมาอีก จะเอาไปอยู่ในช่วงหนึ่งของรายการ คุณพระช่วย ช่วงจำอวดหน้าม่าน น้าดีใจ ไม่ได้ดีใจเพราะได้เงินนะ ดีใจที่ได้ร้องเพลงฉ่อยออกทีวี เพลงฉ่อยคนจะรู้จักแล้วนะ ตอนนั้นเพลงพื้นบ้าน ไม่รู้ว่าคนไม่เห็นเขาหรือเขาหายไป ไม่ค่อยมีกระแส เหมือนฝ่อ ๆ อยู่ แล้วน้าได้มีโอกาสช่วยรดน้ำ เติมปุ๋ย

“สุดท้ายเพลงฉ่อยก็ได้รับความนิยม น้าดีใจที่เด็ก ๆ เอ่ชากันได้ อย่างน้อยก็เป็นกระแส กระตุ้นให้เด็กอยากร้อง อยากเล่น ให้ผ่านตาว่านี่ของไทย ๆ เป็นอย่างนี้ เอามาสนุกกันได้ตลอด ไม่ใช่ว่าตับของเก่า ไม่เข้าของใหม่ ก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น น้าเอาแก่น เอาพื้นมันมา แล้วริดกิ่ง ริดใบ ให้มันแตกเสียใหม่ มันก็สวยขึ้นเองแหละ” น้าโย่งยิ้มภูมิใจ

เป็นเวลากว่า 50 ปีที่เพลงฉ่อยวนเวียนอยู่ในชีวิตของ โย่ง เชิญยิ้ม ตั้งแต่ฝึกหัด รักษา และสืบสาน เพลงพื้นบ้านไทยจะไม่หายสาบสูญ แน่นอนว่าต้องอนุรักษ์ แต่การอนุรักษ์ไม่เพียงพอให้ต่อลมหายใจ น้าโย่งแนะกับเราว่า

“ต้องถูกใช้อย่างร่วมสมัย และใหม่อยู่เสมอ” เหมือนดังสิ่งที่เขาทำ, เพลงฉ่อยจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“น้าอยากให้เพลงพื้นบ้านยังอยู่นะ ไม่ว่าจะเป็นเพลงเกี่ยวข้าว เพลงขอทาน เพลงเรือ เพลงอีแซว เพลงลำตัด แต่ก็ต้องปรับให้กลืนกับยุคสมัย บางทีน้าก็เอากีตาร์มาเล่นกับเพลงฉ่อย มันก็เท่และเข้ากันได้ ตอนนี้สิ่งที่น้าทำมันเกินจากที่น้าฝันมามาก เพลงฉ่อยกลับมาเป็นที่รู้จัก แต่น้าก็ต้องมีฝันต่อไป คือ ทำไม่หยุด น้าไม่หยุดแค่นี้ 

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่น้าเสียดายคือ ตำราเพลงฉ่อยที่เดินลัดทุ่งไปเอามันไม่มีแล้ว โชคร้ายที่น้าเสียตำราไป แต่โชคดีเหมือนกันที่มันหายไป เลยทำให้น้าต้องแต่งมันขึ้นมาใหม่ โดยทุกท่วงทำนองมันยังคงอยู่จากการฝึกฝนของเรา”

แม้เพลงฉ่อยที่เคยร่ำเรียนกับป้านกหวีดจะเลือน แต่นี้คือเพลงเกริ่นที่น้าโย่งยังจำได้ดี

ชายวัย 63 ที่ไม่หยุดเรียนรู้และอาชีพที่ไม่มีวันเกษียณ

เพลงฉ่อยของน้าโย่งมีแต่ภาษาวัยรุ่น สนุก ๆ ช่วงนี้น้าโย่งได้ยินศัพท์ปัง ๆ จากชาวเน็ตบ้างไหม

“มี ๆ คำว่าไอ้ต้าว จึ้ง!” น้าโยงตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

แล้วมีอะไรอีกบ้างที่น้าโย่งในวัย 63 เพิ่งเรียนรู้ใหม่ – เราชวนน้าโย่งทบทวน

“เป็นดนตรีเสียส่วนใหญ่ น้าไม่มีพื้นฐานมาก่อน ต้นทุนก็คือความพยายาม”

น้าโย่งเป็นคนที่ไม่หยุดเรียนรู้ หลายคนคงเห็นในรายการ โจ๊กตัดโจ๊ก ที่น้าโย่งร้องเพลงพร้อมเล่นเครื่องดนตรีประกอบหลายชิ้น ขณะที่เรานั่งคุยกันนี้ นักดนตรีมือสมัครเล่นก็หยิบ อาซาลาโตะ (Asalato) เครื่องดนตรีเคาะจังหวะลูกกลมดิ๊กจากแอฟริกาใต้มาสาธิตการใช้งานให้เราฟัง พร้อมด้วยแฮนด์แพน (Handpan) ใบใหญ่ในกระเป๋าผ้า

ไม่เพียงเครื่องดนตรีต่างประเทศ ดนตรีไทยอย่างกรับ น้าโย่งก็ขอรู้จริง ไปเรียนรู้วิธีการตีกรับกับพ่อหวังเต๊ะ ครูเพลงลำตัดและศิลปินพื้นบ้านของไทย เป็นความพยายามอยากเรียนรู้ตลอด 2 ปีที่คุ้มค่าและใช้งานได้จริง

“น้าหัดตีกรับจนได้ห้องดนตรีหนึ่งห้อง สาเหตุที่ได้เพราะว่ายายสมเขาทนไม่ไหว” น้าโย่งพูดหยอก 

“น้าเห็นอะไรก็อยากเล่นไปหมด กรับกลม กรับแบน ตีกระดูก ตีช้อน บางทีเครื่องดนตรีไม่รู้จักก็เล่น ไม่ว่าจะแซกโซโฟน โซปราโน่ ขลุ่ย อาซาลาโต้ แฮนด์แพน น้าเห็นก็อยากเล่น บางทีเอามาตีแบบไทย ๆ บ้าง พอเอามาเล่นแล้วมีความสุข มันเอื้อแล้วก็ส่งเสริมกับอาชีพน้าด้วยนะ ขณะที่น้าร้องเพลงพื้นบ้าน เพลงฉ่อย เพลงขอทาน น้าก็เอาของใหม่ ๆ มาสอดแทรกของเก่าเข้าไป ทำให้วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่เห็นแล้วว้าว เพลงพื้นบ้านก็ไม่เชยนะ ทันสมัยอยู่ตลอด”

อะไรเป็นเหตุผลให้น้าโย่งวัย 63 ปี ยังคงไขว้คว้าที่จะค้นหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ 

“เพราะนาฬิกามันไม่เคยหยุดเดิน มันเฉือนอายุเราทุกวินาที สั้นลง ๆ ๆ ในขณะที่เรานอน อายุเราไม่เคยหยุดสั้น แล้วเวลาที่สั้นลง เราจะทำอะไร ฉะนั้นคิดอะไร จงรีบลุกขึ้นมาทำ ก่อนที่อายุจะสั้นลงทุกวินาที” 

นี่คือคำตอบของชายที่ยังยินดีจะเรียนรู้และใช้ความพยายามให้เปลืองที่สุดเท่าที่จะทำได้

และว่ากันว่า วัยเกษียณไม่ใช่หลักชัยสุดท้ายของชีวิต ทว่าเป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก เช่นเดียวกับชายตรงหน้า

“น้ายังไม่รู้สึกว่าเกษียณมีผลต่อชีวิตน้ายังไง อาจเป็นด้วยอาชีพที่ทำให้น้าไม่รู้จักคำว่าเกษียณ อาชีพตลกที่สร้างความสนุกให้คน ไม่มีคำว่าเกษียณแน่นอน แต่น้ารู้จักอยู่คำหนึ่ง คำว่าหมดแรง เมื่อไหร่ที่หมดแรงต้องลุกขึ้นมาให้ได้”

แล้วชีวิต ‘ตลก’ เขาเครียดกันบ้างไหม – เราถาม ‘ตลก’

“น้าเครียดเพื่อจะหาความสนุก มันแปลกนะอาชีพน้า เหมือนกวน ๆ แต่เป็นเรื่องจริง”

เครียดกับความสนุก แล้วความสุขอยู่ตรงไหน – เราถามอีกตลบ

“ตอนเด็ก ๆ เวลาทำให้ใครมีความสุขหรือมีรอยยิ้มที่เกิดจากการกระทำของเรา โคตรมีความสุขเลย แล้วน้าจะกลับมานอนนึกถึงรอยยิ้มที่น้าสร้างขึ้น น้าเป็นตลก เพราะรูปแบบที่เราจะนำเสนอความสุขมันกลายเป็นอาชีพ ตรงนี้แหละที่เรารัก ส่วนเงินทองมันมากับอาชีพ ถ้าเราอยากได้เงินอย่างเดียว ไม่รอดแน่ ถ้าไม่รักมันจริง ๆ ไม่รอดแน่ 

“ความสุขของคนมันคือสิ่งหนึ่งที่ตอบแทนอาชีพตลก” น้าโย่งตอบด้วยแววตาเป็นประกาย

เรื่องราวของ พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ในวันที่ชีวิตกลายเป็น ‘โย่ง เชิญยิ้ม’

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

วันจันทร์ที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑

ปกติในชีวิตประจำวันฉันไม่ได้จดบันทึก

แค่เขียนสิ่งต่างๆ ในหน้าที่การงานก็แทบไม่เหลือเวลาพักผ่อนแล้ว หรือบางวันมันก็ผ่านไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีอะไรสลักสำคัญให้บันทึกหรอก-ฉันคิดอย่างนั้น

ผู้ใหญ่อย่างฉันมีข้ออ้างเสมอนั่นแหละ โชคดีที่ฉันมีคำเรียกข้ออ้างเหล่านั้นไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดมากนักว่าเหตุผล

แต่วันนี้ เมื่อฉันคุยกับเด็กหญิงคนหนึ่งจบ มันทำให้ฉันอยากกลับบ้านมาคว้าปากกาจดบันทึกความประทับใจลงในสมุด

เด็กหญิงคนนี้ชื่อ เรไร สุวีรานนท์ หรือชื่อเล่นว่า ‘ต้นหลิว’

ฉันรู้จักเรไรครั้งแรกผ่านเพจในเฟซบุ๊กของเธอที่ชื่อ ‘เรไรรายวัน’ เพจของเธอนำเสนอบันทึกประจำวันด้วยลายมือ โดยเธอบันทึกทุกวันติดต่อกันมาแล้วกว่า ๓ ปี

บันทึกของเรไรไม่ใช่บันทึกที่บอกว่าเด็กหญิงคนหนึ่งตื่นกี่โมง หรือทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่เธอจะเลือกสิ่งที่ประทับใจหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาเขียนเล่า โดยใส่ความคิดความรู้สึกลงไป ซึ่งความคิดและความรู้สึกของเรไรนั่นเองคือสิ่งที่น่าหลงใหล และทำให้ใครหลายคนหลงรัก

สิ่งที่เธอบันทึกบางวันทำเอาผู้ใหญ่อย่างฉันอดทึ่งไม่ได้ว่า เด็กอายุ ๙ ขวบคิดและเขียนได้คมคายเพียงนี้เลยหรือ ความคิดของเรไรคล้ายถอดสิ่งปรุงแต่งของผู้ใหญ่จนทำให้เหลือเพียงสัจธรรมอันแสนเรียบง่ายที่ฉันหลงลืมไปเมื่อใช้ชีวิตมาบนโลกนานกว่า ๓๑ ปี

บางค่ำคืนฉันนั่งยิ้มได้นานๆ เมื่ออ่านบันทึกของเธอจบลง

ฉันไม่แน่ใจว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งงดงามมากน้อยแค่ไหน แต่ฉันแน่ใจว่าตัวอักษรของเรไรคือหนึ่งในสิ่งงดงามนั้น

วันนี้ฉันตื่นเต้นไม่น้อยที่เราจะได้พบกัน สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตได้จากการสนทนาคือเรไรมักพูดถึงคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ตา ยาย หรือน้องชายฝาแฝด และจากการนั่งคุยกันทำให้ฉันพบว่า มันคล้ายการอ่านบันทึกของเธออยู่อย่างหนึ่ง คือมันทำให้ฉันยิ้มไม่หุบ แม้เราร่ำลากันไปแล้ว

ต้นส้มแสนรัก คือวรรณกรรมเยาวชนที่ฉันรัก ส่วนเรไรชื่อเล่นว่าต้นหลิวและเปี่ยมไปด้วยความรัก ฉันจึงอยากตั้งชื่อบันทึกในวันนี้ล้อกับวรรณกรรมเยาวชนเล่มนั้นว่า ‘ต้นหลิวแสนรัก’

ได้แต่หวังว่าเมื่อทุกคนอ่านบันทึกการพูดคุยนี้จบลงจะรู้สึกเหมือนกันว่า ความเป็นเด็กคือหนึ่งในสิ่งงดงามของโลกที่เราอยู่อาศัย และฉันหวังว่ามันจะยังพอหลงเหลืออยู่บ้างในตัวของเราทุกคน

ปกติเรไรชอบวันเด็กไหม รอวันเด็กหรือเปล่า

ระหว่างแต่ละปีมันจะมีเรื่องสนุกๆ ก็เลยไม่ค่อยได้รออะไรวันเด็กเยอะ แต่ถ้าใกล้ๆ ก็จะรอค่ะ

เรไรรู้ไหมว่าทำไมต้องมีวันเด็ก

เมื่อกี้ตอนนั่งอยู่บนรถหนูก็ถามแม่ว่าวันเด็กมันเกิดมาจากอะไร แม่ก็บอกว่าเขาอาจจะอยากให้ความสำคัญกับเด็ก อย่างเช่นมีวันแม่ มีวันพ่อ อะไรอย่างนี้ แม่บอกแบบนั้น

แล้วเรไรรู้สึกว่าวันเด็กพิเศษมั้ย

มันอาจจะเป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่ใจดีกับลูก ไม่ดุลูก

ซึ่งเรไรอยากให้เป็นอย่างนั้นทุกวันมั้ย

ไม่ค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกวันก็จะไม่ใช่วันพิเศษสำหรับเด็ก

เรไรเคยอยากเป็นผู้ใหญ่มั้ย

ไม่อยาก ไม่อยากทำงาน (ยิ้ม)

แล้วทุกวันนี้ที่เรไรบันทึกไม่รู้สึกเหมือนทำงานเหรอ

ไม่รู้สึก ไม่ใช่งาน มันไม่เหมือนงานเลย

แต่ต้องทำทุกวันเลยนะ

มันก็เหมือนไปเรียนหนังสือทุกวัน ทำทุกวัน เขียนทุกวัน

แล้วเป็นเด็กดียังไง

(นิ่งคิดนาน) อ๋อ เข้าสวนสนุกได้ เพราะผู้ใหญ่เข้าไปเล่นไม่ได้ ถ้าอันไหนที่เป็นเครื่องเล่นของเด็ก

มีอะไรที่อยากทำแต่ทำไม่ได้เพราะเป็นเด็กมั้ย

ขับรถ หนูอยากขับรถ

ทำไมถึงอยากขับรถ

คือน้องแฝดของหนูเป็นคนที่ชอบเล่นรถมาก แล้วพอเจอน้องทีไรหนูต้องเล่นรถกับน้อง กลายเป็นว่าหนูชอบรถไปด้วย อยากขับรถ จะได้ไปเที่ยวกับน้อง

เห็นเรไรเคยบอกว่าชอบไปเที่ยว ทำไมชอบไปเที่ยว

เวลาหนูไปเที่ยวหนูจะได้เอาประสบการณ์ที่หนูเคยไปเที่ยวมาเขียนบันทึกด้วย เก็บไว้เป็นความทรงจำ

ทำไมเราต้องบันทึกเก็บไว้เป็นความทรงจำด้วย

เพราะว่าหนูไม่อยากเป็นคนที่ขี้ลืม เพราะอย่างปู่ทวดหนูเขาเป็นอัลไซเมอร์ หนีออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่เจอ บ้านอยู่อ่างทองแล้วก็หลงไปที่อื่น กลับบ้านไม่ได้

แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งหนูขำมากเลยค่ะ หนูเคยถามตาทวดว่า ตาทวดรู้เปล่าว่าคุณตาคือใคร คือความจริงคุณตาเป็นลูกของตาทวด แล้วตาทวดก็บอกว่า ใครอะ คือถามว่าคุณตาคือใคร หนูก็เลยสงสัยว่าทำไมจำลูกตัวเองไม่ได้

เรไรก็เลยอยากบันทึกไว้กันลืม

ใช่ค่ะ เพราะว่าไม่อยากขี้ลืม เพราะอย่างครั้งที่แล้วหนูไประยอง แล้วคุณแม่ให้หนูไปหยิบหมวก บอกว่าลืมหมวกไว้ตรงที่นั่ง แล้วไม่ได้ลืมหมวกอย่างเดียวนะคะ ลืมกระเป๋า ลืมถุง ลืมหมวก หนูต้องถือของสองสามอย่างไปหาแม่ หนักมากเลย

เรไรว่าการลืมน่ากลัวยังไง ลืมไปก็ไม่เห็นเป็นไร

บางทีอาจจะลืมครอบครัวตัวเอง ก็เลยเขียนเก็บไว้

มีคนชอบบอกว่าไปเที่ยวตอนเด็กๆ โตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม แล้วเรไรคิดว่าเราจะไปเที่ยวทำไมในเมื่อโตขึ้นเดี๋ยวก็ลืม

หนูคิดว่าถ้าหนูลืมบางเรื่องก็อาจเป็นเพราะว่า ถ้าเราไปดูรูปถ่ายอย่างเดียวมันก็จำไม่ได้ไงคะ อาจจะไม่รู้ด้วยว่าตอนนั้นเกิดอะไรบ้าง หนูก็เลยคิดว่าเขียนบันทึกเก็บไว้ดีกว่า เพราะว่าจะได้อ่านเป็นคำพูดด้วย

ในชีวิตที่ผ่านมา มีเรื่องไหนที่เรไรดีใจที่สุด

มีเพื่อนเล่น (เสียงร่าเริง)

ทำไมง่ายจัง

มีน้องแฝดไง (ยิ้ม)

การมีน้องน่าดีใจยังไง

ก็มีเพื่อนเล่น

ก่อนหน้านี้เหงาเหรอ

ไม่มีเพื่อนเล่น เวลาเล่นของเล่นก็เหงา เพราะว่าตอนนั้นชวนคุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าขอหลับก่อน ถ้าเล่นก็ลงไปเล่นคนเดียว

ตอนนี้มีอะไรที่เรไรอยากได้มากๆ มั้ย

(คิดนาน)

หรือถ้าสมมติให้เรไรขอพรอะไรก็ได้ข้อเดียว เรไรจะขออะไร

(ตอบทันที) ขอให้คุณยายกับคุณแม่หายปวดขา ปวดหลัง เพราะว่าคุณยายปวดหลังมาก ก่อนหนูคลอดคุณยายผ่าไหล่ แล้วพอโตมาก่อนมีน้องแฝดคุณยายผ่าเข่า แล้วพอน้องแฝดเกิดมาปุ๊บคุณยายก็ผ่าส้นเท้า เหมือนกับว่ากระดูกที่ส้นเท้ามันงอกออกมาก็ต้องผ่าทิ้ง แล้วตอนนี้คุณยายก็เหมือนแพ้ยาอะค่ะ หน้าถลอกเต็มเลย เป็นแผลบวม คือตอนแรกก็ไม่รู้ค่ะว่าเป็นอะไร ตอนแรกใต้ตาสองข้างบวมเลย เป็นสีม่วง แล้วพอผ่านไปหลายๆ อาทิตย์ก็เริ่มลอกออกมา แล้วพอไปหาหมอ หมอก็บอกว่าแพ้ยา หลังจากนั้นก็เป็นเต็มหลัง ขาก็มี มีทั้งตัวเลย แล้วหนูก็ร้องไห้ ถามว่าคุณยายจะตายมั้ย

ทำไมร้องไห้

เพราะว่าอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เด็กเลย รักคุณยายมากเลย มีอยู่ช่วงหนึ่งค่ะที่หนูไปใต้กับคุณยาย ตอนนั้นยังเป็นเบบี๋อยู่เลย คุณยายพาไปใต้ แล้วตอนนั้นหนูผื่นขึ้นเต็มหน้า แพ้อะไรก็ไม่รู้ คุณยายก็จะต้องรีบอุ้มหนูขึ้นเครื่องบินกลับบ้านเลย

เรไรขอพรได้แค่ข้อเดียว ทำไมขอให้คนอื่น ไม่ขอให้ตัวเอง

เพราะอยากให้คุณยายกับคุณแม่อยู่กับหนูไปนานๆ

สิ่งสำคัญในชีวิตของเรไรคืออะไร

ครอบครัว พ่อ แม่ คุณตา คุณยาย น้องแฝด

ไม่ใช่ของเล่นเหรอ

มันก็แค่ของเล่น บางทีครอบครัวก็เป็นของเล่น อย่างเช่นบางทีหนูจะชอบเล่นกับน้องแฝดแบบน้องเป็นลูกแมว แล้วหนูเป็นคนเลี้ยงน้อง แล้วบางทีคุณพ่อก็เคยให้หนูขี่หลังเป็นช้างเลย

คือครอบครัวเป็นของเล่นให้เราได้ แต่ของเล่นเป็นครอบครัวให้เราไม่ได้

ไม่ได้ เพราะว่าของเล่นมันไม่มีชีวิต

เรไรดูรักน้อง รักพ่อ รักแม่ รักตา รักยาย แล้วเรไรรู้มั้ยว่าความรักคืออะไร

ความรักคือเราทำสิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักแล้วก็อยากดูแลเขามากที่สุด

เรไรเคยบันทึกว่า แม่มักจะทำเรื่องร้ายให้เป็นเรื่องดีได้เสมอ ทำไมคิดอย่างนั้น

เพราะว่าเวลาน้องแกล้งหนูแล้วหนูร้องไห้ เจ็บ คุณแม่ก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไร เราเล่นอย่างอื่นกันดีกว่ามั้ย’ ทำให้หนูมีความสุขได้

ถ้ามีไทม์แมชชีนแบบโดราเอมอน เรไรอยากนั่งไปอดีตหรือไปอนาคต อยากถอยหลังหรือไปข้างหน้า

ถอยหลัง (ตอบทันที)

ทำไม

ขอน้องผู้หญิง (ยิ้ม) ย้อนเวลากลับไปขอน้องผู้หญิง คนเดียวก็ยังดี พอมีน้องแฝดเป็นผู้ชายก็ต้องซื้ออะไรใหม่ๆ เยอะเลย เสื้อผ้าก็ต้องซื้อใหม่ แต่ถ้าเป็นน้องผู้หญิงก็ใส่เสื้อผ้าของหนูได้หมดเลย

เคยคิดไหมว่าอีก 10 ปีข้างหน้าตัวเองจะเป็นยังไง

กี่ขวบแล้วนะคะ

สิบเก้า

นึกไม่ออกเลย

แล้วมีความฝันมั้ยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร

ส่วนใหญ่แล้วคนจะคิดว่าหนูอยากเป็นนักเขียน ไม่อยากเป็นสักกะนิดเลย

แต่เรไรออกหนังสือมา 2 เล่มแล้วนะ

ไม่เลย ไม่อยากเป็นเลย หนูเป็นคนที่ไม่ชอบการเขียนอยู่แล้ว แต่หนูเขียนไว้เพื่อเก็บไว้อ่านตอนโต เพราะว่าหนูเป็นคนที่ชอบถามคุณยายคุณตามากเลยว่าตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง หนูเป็นคนที่อยากรู้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองเป็นยังไง

ทำไมอยากรู้เรื่องในอดีต รู้ไปแล้วได้อะไร

ชอบฟัง เพราะว่าบางทีก็เป็นเรื่องตลก

เช่นอะไร

คุณยายเคยเล่าให้หนูฟัง คือตอนนั้นที่หนูคลอดออกมาแล้วหนูลืมตาข้างเดียว หนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไม (หัวเราะ)

ไม่ชอบเขียน ทำไมเขียนมาได้ทุกวัน

เพราะว่าหนูเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะไม่เลิก จะทำต่อๆ ไป ถ้าทำไม่ได้ก็จะพยายาม เหมือนกับเวลาว่ายน้ำ คือตอนแรกหนูก็ว่ายไม่เก่ง แล้วพอตอนหลังๆ ก็ว่ายเก่งขึ้น

ถ้าไม่อยากเป็นนักเขียนอยากเป็นอะไร

หนูอยากเป็นหลายอย่าง (ยิ้ม) แต่ถ้าที่ชอบ ตอนนี้อยากเป็นหมอ

ทำไมอยากเป็นหมอ

ได้รักษาคนไข้ พอโตไปคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายก็อาจจะรักษาให้

ทุกวันนี้เรไรได้กลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ มั้ย

อ่านเฉพาะบางวันค่ะ คือวันที่หนูว่างๆ เลยอะค่ะ แต่ถ้าถามว่าทุกวันหนูกลับมาอ่านบันทึกของตัวเองมั้ย หนูก็ไม่ค่อยค่ะ พอเขียนเสร็จแล้ว อ่านทวนปุ๊บ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก แล้วก็ไปเล่นเลย ไม่ยุ่งกับบันทึกอะไรหลังจากนั้น

เรไรเขียนว่าจะเขียนเรื่องประทับใจในแต่ละวัน มีวันไหนที่ไม่มีเรื่องประทับใจมั้ย

มีนะคะ บางวันที่หนูอยู่บ้านอย่างเดียว

แล้วทำยังไง

ความจริงบางวันก็มีหลายๆ เรื่องที่อยากเขียนใช่มั้ยคะ ก็ถ้าเป็นวันนั้น หนูก็จะเอาเรื่องเก่าๆ ที่ยังไม่ได้เขียนมาเขียนเก็บไว้ เรื่องประทับใจที่ยังไม่ได้เขียน หรือไม่ก็จะไปเขียนว่าเวลาที่อยู่ในบ้านกับน้องแล้วก็เล่นกับน้อง น้องเป็นยังไงบ้างตอนนี้

ไม่มีวันไหนเลยเหรอที่ไม่มีอะไรจะเขียนแล้ว

คือคุณแม่เคยบอกหนูว่าทุกเรื่องเขียนได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ แล้วก็บอกว่าบันทึกที่หนูเขียนมันไม่ใช่บันทึกกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่ตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า กินข้าว แต่งตัว ไปโรงเรียน ถ้าเขียนอย่างนั้นทุกวันบางวันมันก็อาจจะซ้ำ มันก็จะน่าเบื่อ คุณแม่ก็เคยเป็น คือแต่ก่อนคุณแม่ก็เขียนบันทึกค่ะ แต่เป็นกิจวัตรประจำวันก็เลยเบื่อ ก็เลิกไปเลย

แม่เคยเบื่อ แล้วเรไรเคยเบื่อมั้ย

ไม่เคย เพราะว่าพยายาม บางทีถ้าง่วงๆ ก็จะลุกขึ้นไปกินยาอมที่มันซ่าๆ ก็จะตื่นตัว แล้วก็ไปล้างหน้า

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องที่มีความสุขแล้วก็ประทับใจ ทำไมไม่บันทึกเรื่องที่เศร้า เรื่องที่เสียใจ ด้วย

เคยเขียน แต่ไม่ได้เขียนทุกเรื่อง เพราะว่าถ้าเราโตไปเราไปอ่านมันก็จะน่าเบื่อ เพราะว่ามีแต่เรื่องเศร้าๆ ให้อ่าน

เรื่องเศร้าไม่ดีเหรอ วันหนึ่งมันอาจจะทำให้เราคิดถึงก็ได้

ถ้าวันหน้าเรามีความสุขแล้วเราต้องอ่านบันทึกเรื่องเศร้าๆ ก็อาจจะทำให้ไม่ค่อยมีความสุขเลยก็ได้ แล้วถ้าเขียนเรื่องความเศร้า คนอื่นก็จะเศร้าไปด้วยเวลาอ่าน

เรไรกลัวอะไรที่สุดในชีวิต

หนูกลัวงูมากที่สุด แต่ว่าสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่หนูกลัวมากแล้วก็แพ้ด้วย ถ้าเจอมันหนูจะคันไปทั้งตัวคือแมลงสาบ หนูแพ้แมลงสาบ คันแบบแดงทั้งแขนเลยอะค่ะ หรือถ้าแมลงน่ากลัวหนูก็กลัวหมดเลย

กลัวอะไรอย่างอื่นอีกมั้ย

กลัวแค่พวกสัตว์อะไรอย่างนี้ ไม่ได้กลัวคนอะไรเลย ไม่ได้กลัวแม่ แต่กลัวครู ครูดุ

มีอะไรที่ทำให้เรไรร้องไห้บ่อยๆ บ้างมั้ย

น้องแกล้ง ตอนนั้นยังเป็นเด็ก น้องเอาฟันมากัดหน้าอก เจ็บมาก ก็ร้องไห้เลย

โกรธน้องไหม

โกรธนิดหนึ่ง แล้วก็หาย

ตั้งแต่เกิดมาเหตุการณ์ที่ทำให้เรไรเสียใจที่สุดคือเหตุการณ์ไหน

พี่หวานตาย พี่หวานคือหมาที่บ้าน วันนั้นกลับมาจากโรงเรียนตอนประมาณวันอังคาร กลับมาสักพักหนึ่งนะคะ เข้าบ้านขึ้นไปหาแม่ แล้วแม่ลงมา พี่หวานก็ตาย

ร้องไห้มั้ย

ร้องไห้เลยค่ะ ร้องไห้ทั้งบ้านยกเว้นน้องแฝด เพราะน้องแฝดไม่รู้เรื่อง ร้องไห้อะไรกัน

หนูก็ไม่รู้ว่าทำไม ก่อนวันนั้นตอนกลางคืน หนูก็ถามแม่เรื่องพี่หวานเยอะเลย ถามแม่ว่าพี่หวานจะตายมั้ย วันรุ่งขึ้นมาพี่หวานก็ตายเลย เหมือนที่หนูคิดเลย

ได้บอกอะไรกับพี่หวานมั้ย

ก็ไม่ได้บอกอะไร ร้องไห้อย่างเดียว แม่เคยบอกหนูว่า แม่พูดกับพี่หวานวันหนึ่งก่อนที่พี่หวานจะตาย แม่บอกว่า เดี๋ยวแม่ก็จะตามพี่หวานขึ้นไปข้างบนสวรรค์

เรไรเข้าใจสิ่งที่แม่บอกพี่หวานมั้ย

พอแม่ตายแม่จะไปอยู่กับพี่หวาน

ตอนนั้นร้องไห้นานแค่ไหน

ก็ร้องแค่วันเดียว พอพี่หวานตายแล้วก็ร้องไห้ (ลากเสียง) แล้วพอจะฝังศพพี่หวานหนูก็หายเลย

คือไม่ได้เอาพี่หวานไปเผาเลยนะคะ ฝังไว้หลังบ้านตรงในสวนน่ะค่ะ มันจะเป็นกระเบื้อง ก็ต้องเอากระเบื้องออก แล้วก็ขุดออกมาแล้วก็ลากพี่หวานวางลงไป แล้วก็ปิด เอากระถางดอกไม้วาง ตอนนี้คือกระถางดอกไม้ปิดหมดเลย

ทำไมร้องไห้แค่วันเดียว ไม่เสียใจแล้วเหรอ

คุณพ่อปลอบ บอกว่าไม่เป็นไร

สมมติซื้อหมาตัวใหม่มาให้เรไรแทนพี่หวานเอามั้ย

(ส่ายหน้า)

ทำไม ก็หมาเหมือนกัน

ก็ไม่ใช่พี่หวาน มันแทนกันไม่ได้

เหตุการณ์นั้นสอนอะไรบ้าง

คือคุณลุงก็เคยบอกหนูว่าหมาไม่ควรกินอาหารคน แต่ที่บ้านก็กินแล้วเผื่อเก็บไว้ให้พี่หวานกินทุกอย่างเลย

ทุกวันนี้คิดถึงพี่หวานมั้ย

คิดถึง

เวลาคิดถึงทำยังไง

ก็จะเดินไปหลังบ้าน เดินไปตรงที่ขุดไว้ มีอยู่วันหนึ่งที่แม่เดินไปในครัว มันจะมีหน้าต่าง แล้วก็พูดว่า พี่หวานเป็นยังไงบ้าง

แล้ววันที่พี่หวานตาย เรไรเขียนบันทึกมั้ย

เขียนค่ะ เคยเขียน วันนั้นไปโรงเรียนคุณครูก็บอกว่าเสียใจด้วย ครูก็อ่าน

เรไรบอกว่าจะบันทึกเรื่องประทับใจ ไม่บันทึกเรื่องเศร้า แล้วทำไมถึงบันทึกเรื่องนี้

มันเป็นเรื่องเศร้าที่หนูอยากเก็บไว้จริงๆ (ยิ้ม)

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load