เคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเนื้อเพลงของ Yokee Playboy จึงเต็มไปด้วยประโยคแปลกๆ มากมาย

‘…เดิมไม่เคยคิดหาคำตอบ เดิมไม่เคยจะรู้ที่บอก ยามไม่มีผู้ใดคอยปลอบว่าสักวัน…’

‘…อ่อนโยนเหมือนแสงสีเทาที่สายตา หากเธอได้มองและลองหยุดดู คงมีใครรู้หมายความ…’

‘…รักข้างเดียว แล้วใครเขาจะรู้ได้ หากมัวเก็บคำถาม ข้างใน จะอย่างไร มากมาย …’

คือตัวอย่างคำร้องที่ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา แกนหลักของวงรังสรรค์ขึ้น

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“เพลงของผมเป็นภาษาความรู้สึกมากกว่า ผมเชื่อว่าการสื่อสารของคน ภาษามันไวไม่เท่าความรู้สึก ถ้าอยากสื่อสารกับใคร ภาษาก็แค่เป็นตัวพาไปเท่านั้น อย่างผมร้องคำว่า ‘หมายความ’ แทนที่จะเป็น ‘ความหมาย’ เพราะเสียงมันไม่ฝืน แต่คิดว่าคนฟังก็น่าจะเข้าใจอยู่ดี” ศิลปินคนดังกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ดี

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า ความแหวกแนวและไม่เหมือนใคร คือเอกลักษณ์ที่ทำให้บทเพลงของโป้และสหาย ยังคงยึดครองพื้นที่ในใจของแฟนเพลงกว่า 25 ปี ยืนยันได้จากผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คำตอบ, คืนนี้ขอ…หอม, วันเกิด, พรมหมลิขิต, แผลเป็น, หรือขอให้ผม ซึ่งยังคงถูกบรรเลงข้ามกาลเวลาจนถึงปัจจุบัน

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ในวันนี้ เขากลับมาพร้อมอัลบั้มชุดที่ 8 We are new old. ผลงานเพลงที่เปรียบเสมือนการทดลองครั้งใหม่ของชายวัย 48 ปี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีแวะเวียนไปพูดคุยกับโป้ ถึงเส้นทางดนตรีอันยาวนาน และความฝันที่ไม่สิ้นสุดต่อวงการเพลงไทย ท่ามกลางการถือกำเนิดของวงดนตรีรุ่นใหม่ตลอดเวลา

01

พรหมลิขิต

เส้นทางดนตรีของโป้ ถ้าจะพูดไปแล้วก็คงเหมือนเป็นพรหมลิขิต

โป้เติบโตมาในครอบครัวสถาปนิก พ่อของเขาเป็นคนที่มีความฝันมากมาย อยากเป็นทั้งนักดนตรี ทั้งช่างภาพ แต่ด้วยยุคสมัยที่ยังมองว่างานเหล่านั้นไร้ความมั่นคง จึงไม่เคยสนับสนุนให้ลูกๆ เดินทางสายนี้

โป้เล่นกีตาร์เป็นบ้างเพราะเคยเห็นพี่ชายเล่น แต่ที่ชำนาญหน่อยก็คือ เป่าขลุ่ย ถึงขั้นเคยลงแข่งระดับมัธยมได้รองแชมป์ของประเทศ ทว่าทั้งหมดยังเป็นเพียงเป็นกิจกรรมยามว่างเท่านั้น จนกระทั่งเขาได้พบกับบุคคลหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตตลอดกาล

เจอรี่-ศศิศ มิลินทวณิช เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของโป้ สมัยเรียนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันจริงจัง ตอน ม.2 เมื่อมีการประกวดวงดนตรีโฟล์กซอง

“ตอนนั้นมีอยู่สองวงที่แข่งกัน คือวงของห้องผม ซึ่งเขาให้ผมมาช่วยเป่าขลุ่ยให้ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเล่นเพลง รักคุณเท่าฟ้า ส่วนอีกวงคือห้องเจอรี่ ซึ่งตอนนั้นมันอาวองการ์ดมาก คือเจอรี่เล่นกีตาร์ แล้วก็มีนักร้องคนหนึ่ง ส่วนอีกคนนั่งปั่นสมุดเฉยๆ ผมนี่อ้าปากค้างเลย มันมีวงแบบนี้ด้วยเหรอ ซึ่งสุดท้ายวงของเจอรี่ก็เป็นฝ่ายชนะไป

“แต่เหตุการณ์ที่พีกสุด คือเจอรี่มันเป็นพวกโจรมุมตึก แล้วผมเป็นเด็กเนิร์ด วันหนึ่งผมซื้อไอติมโคนมา กำลังเดินอยู่ดีๆ โจรมุมตึกก็โผล่มาหยิบไอติมไปเลีย แล้วก็ยื่นกลับมา ผมจะกินยังไง ก็ต้องเดินกลับมาซื้ออีกรอบ ตั้งแต่นั้นก็จำมันได้เลย แล้วตอนหลังก็เจอเรื่อยๆ ตามงานแข่งขัน และในที่สุดก็ชวนมารวมวงกัน และออกงานโรงเรียนเรื่อยมา”

ช่วงนั้นโป้เริ่มหมกหมุ่นเรื่องกีตาร์มาก เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นจะต้องโทรศัพท์คุยกับเจอรี่ถึงเทคนิคการเล่นกีตาร์และวงดนตรีที่น่าสนใจ รวมทั้งเริ่มมีโอกาสรู้จักเพื่อนต่างโรงเรียนที่สนใจดนตรี เช่น โต้ง-มณเฑียร แก้วกำเนิด ต่อมาเมื่อเข้าเรียนชั้นปี 1 คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขายังไปร่วมกับ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน ร้องเพลงเล่นดนตรีเปิดหมวกตามงานต่างๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ทุกอย่างมันซึมซับเข้าไปเอง ตอนที่ผมย้ายไปเรียนสถาปัตย์ที่ ม.รังสิต ก็เคยสำรวจตัวเองเหมือนกันว่า มีกิจกรรมอะไรที่ทำมาตลอด ก็พบว่ามีแค่เล่นกีตาร์อย่างเดียวเลย แล้วเมื่อก่อนเวลาซื้อเทป ผมจะซื้อสามม้วน ม้วนหนึ่งเอาไว้แกะกีตาร์ ซึ่งพังแน่นอนเพราะกรอไปกรอมา ม้วนที่สอง สำรองสำหรับแกะกีตาร์ และม้วนสามเอาไว้เก็บ ซึ่งตอนนั้นผมจะโตมากับพวกกีตาร์ฮีโร่ ยุค 90 เช่น Van Halen, Steve Vai, Joe Satriani, Paul Gilbert ถามอะไรตอบได้หมดเลย”

หากแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยคิด คือความคลั่งไคล้นี้จะกลายมาเป็นอาชีพจริงจัง

ในช่วง พ.ศ. 2538 โป้ได้รับคำชวนจาก โต้ง เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ให้มาเล่นดนตรีร่วมกับ อรอรีย์ จุฬารัตน์ ศิลปินน้องใหม่ของ Bakery Music ในคอนเสิร์ต Indie DNA ของ Moderndog โดยตอนนั้น วงของอรอรีย์มีสมาชิกอยู่แล้ว 3 คน คือ เธอเป็นนักร้องนำ โต้งเป็นมือกีตาร์ และ David Brochstein เป็นมือกลอง ขาดก็เพียงแต่มือเบส

ปัญหาคือ โป้ไม่เคยเล่นเบสมาก่อน โต้งจึงคะยั้นคะยอให้ลองดู โป้เห็นว่าไม่เสียหายอะไรจึงตกปากรับคำ ปรากฏว่าทุกคนในวงคิดว่ามันเวิร์ก อรอรีย์จึงตกลงให้มาอัดอัลบั้มด้วยกัน พร้อมกับเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ

“ผมเป็นมือเบสที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะผมเล่นเบสแบบกีตาร์ ฉะนั้น เสียงก็จะสกปรกรกรุงรังไปหมดเลย โชคดีที่มือกลองเป็นซาวนด์เอ็นจิเนียร์ ก็เลยจัดวางซาวนด์แบบใหม่ คือเสียงกีตาร์ของโต้งจะแผ่ซ่านออกไปเลย ส่วนผมก็จะอยู่กับมือกลอง เวลาฟังก็จะได้ยินเสียงเบสกับกลองค่อนข้างชัด ทำให้ผมเล่นเบสในรูปแบบกีตาร์ได้

“แต่ถามว่าดีไหม ไม่ดีหรอก เพราะเราไปฝืนธรรมชาติของเสียง ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าอยากโชว์ คุณจะเห็นว่าวงอรอรีย์ มือเบสจะเฟี้ยวฟ้าวหน่อย เหมือนกับแคตวอล์กเป็นของเขาเลย” โป้กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

ความกล้าแสดงออกและทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใครของหนุ่มมาดเซอร์วัย 20 ปี เข้าตา สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ถึงขั้นเปิดโอกาสให้โป้เริ่มแสดงความสามารถอื่นๆ ทางด้านดนตรี อย่างการแต่งเพลงในผลงานชุดใหม่ของเขา Zequence รวมถึงการร้องเพลง ทางออก ซึ่งเป็นเพลงเปิดอัลบั้มด้วย 

“ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อมั่นเรา ทุกวันนี้ก็ยังอยากถามเหมือนกัน จำได้ว่าตอนที่ร้องเพลงแรก ทรมานมาก ร้องอยู่เป็นอาทิตย์ จนเริ่มเฟลแล้ว ไม่รอดแน่ๆ กระทั่งพี่สมเกียรติต้องโทรศัพท์ตาม พี่บอย (ชีวิน โกสิยพงษ์) ว่าทำให้ร้องได้หน่อย ซึ่งพี่บอยเก่งมากเลย แกบอกว่า โป้เน้นเสียงแบบ ฉะ ฉับ ให้พี่หน่อย แค่นั้นพอ”

ในที่สุดผลงานการร้องเพลงแรกของโป้ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ได้เป็นเพลงประกอบละครโทรทัศน์ เรื่อง ไอ้คุณผี ทางไทยทีวีสีช่อง 3 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในฐานะศิลปินของชายที่ชื่อ ปิยะ ศาสตรวาหา

02

แผลเป็น

พ.ศ. 2539 ถือเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญของโป้ เมื่อเขาถูกชักชวนให้มาเป็นศิลปินออกอัลบั้ม

สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ หัวเรือของค่าย เคยให้สัมภาษณ์กับ 375°F Bakery Music นิตยสารฉลอง 10 ปีของค่ายขนมปังดนตรีว่า เขาจำโป้ได้จากคอนเสิร์ตแรกที่ศิลปินหนุ่มร่วมเล่นกับอรอรีย์ ครั้งนั้นโป้ได้ยื่นหนังสือเพลงที่จดเก็บไว้ พร้อมกับบอกว่า “นี่เพลงผมครับพี่” 

เดิมที Bakery Music ตั้งใจเซ็นสัญญาให้เขาเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ด้วยความที่อยากทำงานเป็นวงมากกว่า โป้จึงชักชวนผู้คนรอบกายมาร่วมทำอัลบั้ม ตั้งแต่ ใหญ่-ยิ่งใหญ่ หุณชนะเสวีย์ มือกลอง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยรังสิต และเคยเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน ปาเดย์-ภาณุ กันตะบุตร มือเบส เป็นเพื่อนสมัยอยู่ที่จุฬาฯ และยังเคยมาออกอัลบั้มสองเอก ของวง Sepia กับ Bakery Music และคนสุดท้าย ซี-เฟาซี มามะ มือกีตาร์ ซึ่งรู้จักผ่านมือกลองของอรอรีย์อีกที โดยโป้เล่าว่า ครั้งแรกที่เห็นฝีมือการเล่นของเฟาซี เขาถึงกลับอึ้งไปเลย

ส่วนชื่อวงนั้น มาจากไอเดียของ ทอม-วรุตม์ ปันยารชุน Creative Director ของบริษัทที่มองว่า สมาชิกแต่ละคนหน้าตาเหมือนแขกหมดเลย ก็เลยนึกคำว่า ‘โยคี’ ขึ้นมา แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนสนุกสนาน ขี้เล่น เลยผสมคำว่า ‘เพลย์บอย’ ลงไปด้วย ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินชื่อนี้ ถึงขั้นหัวเราะดังลั่น จากสตูอิโอชั้น 3 ลงมาที่ชั้นล่าง 

อย่างไรก็ตาม แม้จะนำเสนอออกมาในรูปแบบวง แต่ผลงานทั้งหมดกลับมาจากรสนิยมของโป้ล้วนๆ

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ผมอยากให้มีอีกคนมาฟัง มาร่วมให้ความคิดเห็นด้วยว่า ทิศทางของงานเป็นอย่างไร เพราะผมคิดว่าเป็นแบนด์มันสนุกกว่าเดี่ยว แต่สุดท้ายผมก็เป็นฮิตเลอร์อยู่ดี คือเป็นคนเลือกแนวทางของงาน”

อย่างแนวเพลงก็เป็นโซล-ฟังก์ร็อก ยุค 1970 ซึ่งโป้บอกว่า เป็นแนวเดียวในเวลานั้นที่ทำเป็น ส่วนเนื้อเพลงก็กลั่นมาจากอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านของเด็กหนุ่มวัย 20 กว่าที่อยากร้องแบบนี้ ไม่ได้สนใจว่าใครจะเข้าใจหรือไม่ สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มชุดนี้เป็นผลของความไม่รู้อย่างแท้จริง คิดว่าอะไรดีก็ใส่มาเต็มที่

ยกตัวอย่างเช่น ตอนทำเดโม่ส่งให้ค่าย ไม่มีเพลงไหนที่ความยาวต่ำกว่า 6 นาทีเลย จนสุกี้ต้องเรียกตัวมาคุยบอกว่า ในธุรกิจดนตรี ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ โป้จึงต้องกลับไปเรียบเรียงเพลงใหม่ทั้งหมด ให้กระชับมากขึ้น

อัลบั้ม Yokee Playboys หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ชุด ‘นมหนาม’ วางแผง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2539 เป็นหนึ่งในผลงานที่ฉีกกรอบและได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกจากบรรดาเซียนเพลงไม่น้อย สำหรับผู้บริหารอย่างสุกี้แล้ว เขาบอกว่าอัลบั้มนี้มีกลิ่นที่ชัดเจนมาก และในแง่ดนตรีนับว่าเป็นผลงานที่ดีชุดหนึ่งของค่ายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมา เช่นเดียวกับโป้ ซึ่งยอมรับตามตรงว่า คาดหวังในผลงานชุดแรกอยู่ไม่น้อย

หากแต่ในโลกของธุรกิจดนตรีมีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือความชอบของศิลปินสอดคล้องกับคนฟังหรือไม่ ซึ่งอัลบั้ม Yokee Playboys ต้องใช้เวลาพิสูจน์อยู่นานนับสิบปี จึงจะกลายเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงถามหา และเป็นหนึ่งในงานขึ้นหิ้งของประวัติศาสตร์เพลงไทยยุคอัลเทอร์เนทีฟ 

25 ปีบนถนนเสียงเพลงของ โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา กับก้าวต่อไปของวงดนตรีรุ่นลุง Yokee Playboy

“ตอนทัวร์คอนเสิร์ต ผมโดนจับไปทัวร์กับศิลปินค่ายอื่น เช่น คุณเจนนิเฟอร์ คิ้ม, คุณฟอร์ด สบชัย แล้วก็วง BOX เซอร์ ซึ่งทุกวงได้รับเสียงตอบรับดีมาก แต่พอ Yokee Playboy เล่นจบ เหมือนเป็นสุญญากาศ เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร ตอนนั้นรู้สึกเฟลมาก มันเฟลถึงขั้นวงแตก สมาชิกแยกย้าย สุดท้ายก็เหลือแค่พี่ซีคนเดียว

“คำถามคือเฟลแล้วยังไงต่อ โชคดีที่ Bakery Music เป็นค่ายที่แปลก คือไม่ใช่ว่าออกไปแล้ว ไม่สำเร็จจะพับไปเลย เขามองในระยะยาวว่า ศิลปินต้องมีการพัฒนาเลยให้เซ็นสามชุด ทำให้เราสู้ต่อ เพราะไม่ใช่ว่าจะเฟลไปตลอดสักหน่อย ถ้าชอบก็ทำต่อ ไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไร ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้ตลอดชีวิตการทำงาน เพราะการทำอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องได้อะไรบางอย่างกลับมา เช่น คุณจะรู้ว่าไม่ได้ชอบแบบนี้ ซึ่งประสบการณ์นี่แหละที่ทำให้ได้เรียนรู้”

บาดแผลจากอัลบั้มชุดแรกนี่เองที่กลายเป็นสะพานให้โป้ค้นพบกับแนวทางใหม่ ที่ทำให้วงดนตรีชื่อแปลกยังคงอยู่ในสารบบเพลงไทยจนถึงปัจจุบัน

03

คำตอบ

“…ยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้หายจากความสับสน ด้วยยิ้มที่อบอุ่น ให้ใจได้แสงส่องความมืดมนจากเดิม…”

คงไม่ผิด หากจะบอกว่า ยิ้ม ผลงานเปิดตัวของ EP.Super Swinging เมื่อ พ.ศ. 2541 คือการเริ่มต้นตำนานบทใหม่ของโป้และวง Yokee Playboy

“ครั้งแรกผมเขียนเพลงนี้ให้ Soul After Six แต่ผมมองพวกเขาไกลกว่าที่เขามองตัวเอง คือมองเป็นอาวองการ์ดไปเลย แล้วมีอยู่วันหนึ่ง Soul After Six ก็เรียกผมคุย บอกว่า ‘โป้..เพลงนี้ดีจริงๆ นะ แต่ว่าโป้น่าจะทำเองมากกว่า น่าจะออกมาดี’ ผมก็บอกไม่เป็นไร แล้วก็เอากลับมาทำเอง

“ตอนนั้นก็ทดลองใส่ซาวนด์อะไรใหม่ๆ พอดีไปเจอแบนโจตัวหนึ่ง ผมเล่นไม่เป็นหรอก แต่ทดลองไปตีเป็นกรูฟอะไรสักอย่าง กระทั่งได้เสียงออกมา แล้วเอามาใส่ในเพลง ปรากฏว่าเวิร์กมาก จากนั้นผมก็เอายาม เอาแม่บ้านที่บริษัท มาช่วยกันร้อง ฮู้! ฮ้า! เป็นการทดลองแท้ๆ เลย”

ส่วนเรื่องสมาชิกวง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากโป้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยวอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยากทำงานเป็นทีมเหมือนเดิม จึงหาวิธีใหม่ๆ มาทดลอง โดยโป้เปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากหัวหน้าวงมาเป็นผู้ควบคุมหรือคอนดักเตอร์แทน และใช้หลักคิดที่ว่า หากอยากเล่นดนตรีร่วมกับใครก็ชวนมาเลย และถ้าสมมติว่า นักดนตรีคนนั้นไม่สะดวกไปร่วมทัวร์คอนเสิร์ต ก็หาคนมาเล่นแทน

สำหรับในชุดที่ 2 นอกจากเฟาซีที่ยึดตำแหน่งมือกีตาร์แล้ว ยังมีปาเดย์ที่มาช่วยเล่นเบส เพลง ข้างเดียว ส่วนเพลงที่เหลือได้ นรเทพ มาแสง หัวหน้าวง Pause มาร่วมบรรเลง แล้วยังมี มาตรชัย มะกรูดทอง มารับหน้าที่มือกลอง

อีกคนที่สำคัญมากคือ ฆ้อง มงคล นักแต่งเพลงมือดี มาร่วมเล่นเปียโน กีตาร์ และฟลุต รวมทั้งร่วมแต่งทำนองเพลง คืนนี้ขอ…หอม โดยฆ้องเป็นมือกีตาร์ฟิงเกอร์สไตล์ระดับปรมาจารย์ และยังร่วมงานกับโป้มาจนถึงปัจจุบัน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“ผมชอบแต่งเพลงกับฆ้องมาก ซึ่งตอนนั้นฆ้องอยู่ Sony Music ด้วยความที่ผมเป็นคนทำอะไรตรงๆ ก็เลยถามฆ้องไปเลยว่า มาอยู่กับเราไหม แล้วก็ทำงานดนตรีกันไปเรื่อยๆ จนแก่ เพราะว่าเราคงไม่เลิกหรอก เราชอบ ฆ้องก็บอกเอาดิ แค่นั้นเอง มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก และกลายเป็นที่มาของชุดสอง”

ในมุมมองของผู้ฟัง Super Swinging แทบฉีกขาดจาก Yokee Playboys อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเข้มข้นของงานดนตรี จากฟังก์ร็อกกลายมาเป็นดิสโก้ร็อก เน้นกรูฟสบายๆ ที่ทุกคนสามารถโยกได้ แต่น่าเสียดายที่โป้มีแรงทำเพียง 5 เพลงเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องทำโปรเจกต์จบพอดี

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เกิดขึ้นกับโป้ คือเขาเริ่มขายภาพลักษณ์ความเป็นเพลย์บอยมากขึ้น ทั้งรองเท้าหนังงู เสื้อลายเสือดาวเสือโคร่ง เข็มขัดเลื่อมๆ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ ทอม วรุตม์ ซึ่งได้รับโจทย์มาจากบริษัทอีกทีว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้โป้กลายเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ รวมถึงท่าเต้นส่ายก้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่ตัวเขาต่อมาอีกหลายปี

“ผมเริ่มส่ายก้นให้คนดูครั้งแรกที่เชียงใหม่ คือแต่ก่อนตอนไปทัวร์ คนไม่สนใจ เราก็เลยคิดว่าไม่ต้องเห็นหน้า มองก้นแทนแล้วกัน จำได้เลยว่า ครั้งแรกคนงง ร้องๆ อยู่ก็โชว์ก้นให้ดู กลายเป็นคนชอบไป จากนั้นก็เริ่มบานปลาย มีสาดน้ำ กลายเป็นผู้ชายมาดเซอร์ เอวพริ้วไหวที่ยากจะคาดเดา ก็งงเหมือนกัน ทุกคนคงชอบในสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ในโชว์”

แม้ยอดขายของอีพีนี้อาจไม่ได้น่าตื่นเต้นมากนัก แต่หลายคนก็มองว่า Super Swinging พาโป้ไปสู่กระแสป๊อปอย่างแท้จริง เริ่มมีแฟนคลับคอยเชียร์ตามคอนเสิร์ตต่างๆ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญเมื่อเขาทำอัลบั้มชุดถัดมา

หลังเรียนจบปริญญาตรี โป้ตัดสินใจทิ้งงานสถาปนิก ไม่สนใจแม้กระทั่งการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม โดยก่อนหน้านั้นเขากลายมาเป็นพนักงานเขียนเพลงประจำของ Bakery Music โดยมีผลงานมากมาย เช่นเพลง เก็บไว้ ของ รัดเกล้า อามระดิษ รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของ Team Darling ผลิตเพลงให้ศิลปินสาวๆ ค่าย Dojo City เช่น ไปพัก ของ Niece รักๆ…รัก, คู่กัน, บ้านของฉัน, อ้วน ของ Triumphs Kingdom เป็นต้น

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

“การทำเพลงให้ Dojo เปิดมุมมองเราเข้าไปอีก เพราะเป็นการทำงานที่มีโจทย์ โจทย์คือการพูดเรื่องราว และก็ไม่ใช่ตัวเราแล้วนะ ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเด็กสาววัยนี้ อยากจะพูดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นมันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่จะคิดเลย ทุกอย่างจะเริ่มบิดแล้วให้เข้ากับน้องแต่ละวง ภาพลักษณ์เป็นแบบนี้ กลุ่มนี้ซ่า กลุ่มนี้เรียบร้อย ผมเริ่มเรียนรู้ ซึ่งมันเปลี่ยนวิธีคิดของเรา ทำให้อยากค้นหาความป๊อปในตัวเอง ค้นหาฮุกที่ถูกใจเรา อยากแต่งเพลงฮิตให้ตัวเอง”

2 เพลงสำคัญซึ่งกระตุ้นความรู้สึกให้โป้ คือ วันเกิด และ ทำร้าย เขาจำได้ดีว่าตอนที่ทำเสร็จถึงขั้นโทรศัพท์ไปหาสมเกียรติทันที พร้อมบอกว่า นี่แหละคือมาสเตอร์พีซของเขา

“อย่าง ทำร้าย ถือเป็นมหาฮุกเลย ตอนที่แต่งมันมีภาพตามมาด้วย ในหัวผมคือคนถูกมัดแล้วโดนฟาด ให้มาทำร้าย ฟาดผัวะ อะไรอย่างนี้ แต่ไม่ได้ทำเป็นเอ็มวีนะ มันรุนแรงไป แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าต้องดังแน่ พอทำเสร็จเหมือนมีเอเนอจี้กลับมาที่เรา คือเวลาที่เราทำเพลงที่เพราะที่สุดของเราได้ เราจะรู้ตัว เริ่มมั่นใจอะไรบางอย่าง”

และเมื่อทำเพลงได้ประมาณหนึ่ง โป้ก็นำไปเล่นให้ บอย โกสิยพงษ์ ฟัง ซึ่งพอบอยฟังเสร็จ เขาก็เดินเข้าห้องประชุมบริษัททันที พร้อมบอกให้เลื่อนเอาอัลบั้มชุดนี้มาผลิตก่อน

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

YKPB กลายเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในแง่ยอดขาย ตัวเพลง และการจดจำของผู้คน แต่สำหรับโป้แล้ว อัลบั้มนี้เป็นการทำเพลงที่สนุกสุดๆ เขานำแนวเพลงทุกแบบที่สนใจมาผสมผสานกันหมด รวมทั้งทดลองทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเพลง แผลเป็น เกิดจากไอเดียที่ไม่อยากใช้เครื่องดนตรีเลย โป้จึงระดมศิลปินในค่ายมาช่วยกันร้องและทำเสียงประกอบ จนได้เพลงที่แปลก แหวกแนว ไม่เหมือนใคร

อีกเพลงที่โดดเด่นมาก คือ พรหมลิขิต ผลงานสุดคลาสสิกของ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล และ ครูเวส สุนทร​จามร ซึ่งโป้จับมาใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ให้ทันสมัย จนกลายเป็นเพลงฮิตหนึ่งของยุค Y2K

“เมื่อก่อนจะมีเกม PlayStation ชื่อ Music วิธีเล่นคือวางเป็นบล็อกๆ แล้วเวลาว่างจากการทำทีสิส ผมก็มานั่งเล่นไปเรื่อยๆ คือสมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้มีโปรแกรมทำเพลง มีแต่ 4 Tracks เกมนี้เลยเหมือนเป็นโปรแกรมทำดนตรีรุ่นแรกในชีวิตของผม จุดเด่นของ Music คือความขาดๆ เกินๆ ของเสียง เพราะเวลาวางบล็อกซ้อนกัน ก็จะมีเสียงจึ๊กกะจั๊กๆ แล้วระหว่างนั้นผมจะร้องเพลงใส่เข้าไปด้วย ตอนนั้นร้องอยู่สองเพลง คือ พรหมลิขิต กับ ไม่เคยง้อใครเท่าคุณ พอจะเอามาใส่อัลบั้มก็เลยต้องเลือกสักเพลง ซึ่งผู้ใหญ่ก็เห็นว่า พรหมลิขิต น่าจะเหมาะสมกว่า”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

หลังจากนั้น โป้ก็เริ่มมีผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เขาไปร่วมกับสหายเก่าแก่ เจอรี่และผองเพื่อนในวงการ ทำวง 2 Days Ago Kids พร้อมก่อตั้งค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Playground Music ผลิตผลงานออกมา 2 – 3 ชุด โดยเพลงที่ดังสุด คือ ไม่มีความหมาย นอกจากนี้ยังเริ่มทำอัลบั้มชุดที่ 4 Love Trend อีกด้วย 

“ยอมรับว่ากดดัน เพราะศิลปินส่วนใหญ่มักคาดหวังว่า เมื่อเคยสำเร็จแล้ว ก็อยากกลับมาดังเหมือนเดิม อยากให้มีเพลงที่คนชอบอีก ซึ่งผมพยายามลืมๆ คำนี้ไป ความสำเร็จเคยเกิดขึ้นก็จริง แต่มันผ่านไปแล้ว จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเอง กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับอะไรเก่าๆ อย่างชุดนี้ก็จะมีความขาดๆ เกินๆ ไม่สมบูรณ์อยู่ เป็นอีกรสชาติหนึ่ง”

แม้ยอดขายของ Love Trend อาจสู้ YKPB ไม่ได้ แต่ก็มีเพลงรักหลากสไตล์ที่โดดเด่นและน่าจดจำ เช่น อีกแล้ว, อยากมองเธอในแง่ร้าย, สบายสไตล์ ซึ่งสำหรับโป้แล้วถือว่าน่าพอใจ และเป็นการบันทึกอีกห้วงอารมณ์ที่อยากเก็บไว้

04

ทางแยก

ท่ามกลางความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วก็มีจุดที่ทำให้เส้นทางศิลปินของโป้สะดุด

เมื่อ พ.ศ. 2547 3 ผู้บริหารของ Bakery Music ตัดสินใจลาออกจากบริษัท ศิลปินในสังกัดจึงแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง บางวงก็ย้ายค่าย บางวงหันไปเป็นศิลปินอิสระ และอีกไม่น้อยที่หายหน้าไปจากวงการ ส่วนโป้เองก็มีอัลบั้มรวมฮิตออกมาชุดหนึ่ง ชื่อว่า The Greatest Grandfather Hits ก่อนจะหมดสัญญา

โป้ยอมรับว่ารู้สึกเคว้งพอสมควร เขายังมีผลงานเพลงออกมาบ้าง แต่ไม่ได้ถือว่าจริงจัง และในที่สุด ศิลปินหนุ่มก็ตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว เป็นพนักงานประจำในตำแหน่งสถาปนิกฝึกหัด

ทว่าถึงงานจะมั่นคง มีรายได้แน่นอน แต่โป้กลับไม่มีความสุขเลย

“สิ่งที่หายไปคือความมีชีวิตชีวา ถึงขั้นที่ว่าทำไมแต่ละวันไม่มีความสุขได้ขนาดนี้ จนเริ่มกลับมาคิดว่า จะตายไปพร้อมกับแบบนี้หรือเปล่า ในที่สุดก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิมคือดนตรี เพราะดนตรีทำให้ผมเป็นผู้เป็นคน ทำให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“หลังจากหยุดไปได้สี่ห้าปี ผมก็พยายามเริ่มต้นทำดนตรีอีกครั้ง แต่ ณ ยุคนั้น ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ยุคของผม เป็นยุคของน้องๆ แล้ว ภูเขาความสำเร็จของเรา มันผ่านไปนู่นแล้ว เรานั่งเรือออกมาไกลแล้ว แต่ไม่เป็นไร ผมยอม ส่วนงานสถาปนิก เราก็รับผิดชอบให้เสร็จก่อน แล้วค่อยๆ เฟดตัวเองออกมา”

โป้กลับมาทำอัลบั้มอีกครั้ง ชื่อชุด Telepathy ในสังกัด Plenty Music ในเครือ RS ซึ่งมีสมเกียรติ เป็นหัวเรือใหญ่ โดยนอกจากเฟาซีและฆ้องที่มาช่วยเล่นเหมือนเดิมแล้ว ยังมี อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ มือกีตาร์จาก Friday ซึ่งคุ้นเคยกับโป้มานานมาก อาณัติ ทองก้อน มือเบสที่เคยฝากผลงานในอัลบั้มของ Playgroud Music และ พิทยา ศิริสวัสดิ์ มือกลองสำเนียงนุ่มที่มีลูกกรูฟเสนาะหู

 ศิลปินหนุ่มเปรียบการทำงานครั้งนั้นเหมือนการลับมีดที่ทื่อไป ความท้าทายคือโลกของดนตรีได้เปลี่ยนไปมากแล้ว แต่โป้ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ อยู่ ส่งผลให้การทำงานไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังเสียทีเดียว แต่อย่างน้อย Telepathy ก็เป็นอัลบั้มที่ช่วยสื่อสารไปยังคนฟังว่า เขากลับมาแล้ว และพร้อมสู้ในถนนดนตรีต่อไป

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

Yokee Playboy ยังคงมีผลงานอย่างต่อเนื่อง อัลบั้ม Second Sun ในสังกัด Spicy Disc เกิดขึ้นหลังจากเขาแต่งงานและมีลูกสาว หลายคนมองว่างานชุดนี้เติบโตและจริงจังขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสมัย Bakery Music

โป้บอกว่าหลักคิดในการสร้างเพลงในเวลานั้นคือ ต้องมีประโยชน์กับสังคม รวมทั้งพยายามทดลองใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ลงไปเพื่อให้งานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“บางเพลงที่ไม่คิดว่าจะแต่งออกมาได้ ก็แต่งออกมาเฉยเลย เช่น เส้นชัย ตอนแรกตั้งใจให้เป็นเพลงบรรเลง แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเพลงร้อง คือมันเหมือนเส้นชัยของแต่ละคนจะเปลี่ยนไปตามวัย จากเดิมที่เรานึกถึงแต่งาน แต่พอมีลูกสาว จุดมุ่งหมายของเราก็มาอยู่ที่เขา เพลงนี้ถือเป็นโฟล์กที่แปลกมาก ซึ่งผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน”

สำหรับชุดนี้ โป้ได้สมาชิกใหม่เข้ามาเสริมทีมหลายคน คือ สุทัศน์ เพชรมี มือเบส ซึ่งต่อมากลายเป็นนักร่วมเรียบเรียงเพลงประจำวง และ ญานสิทธิ์ ศรีศศิวิไล น้องเล็กของทีม แต่แก่กล้าด้วยฝีมือกีตาร์

แน่นอน แม้หลายคนอาจรู้สึกว่างานของ Yokee Playboy ไม่เหมือนเดิม แต่โป้ก็บอกว่า นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ยิ่งเติบโต ยิ่งผ่าน ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้น มุมมองและทัศนคติก็เปลี่ยนไป แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอยากเรียนรู้ อยากทดลองหาประสบการณ์ใหม่ ทั้งเรื่องการทำเพลงและธุรกิจดนตรี

หลังทำงานภายใต้สังกัดต่างๆ มานานถึง 16 ปีเต็ม โป้ก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการมุ่งหน้าเป็นศิลปินอิสระ

“ผมชอบความอิสระ เพราะผมอยากร่วมงานกับทุกคนได้ง่ายๆ อยากทำอะไรผมก็ทำ เพราะฉะนั้น ถ้าทำเองก็น่าจะดีกว่า ส่วนค่าย ผมว่ามันเหมาะสำหรับวงรุ่นน้องมากกว่า ขณะที่วงแบบผม เวลาจะทำอะไรอาจมีความเกรงใจกันอยู่ ก็เลยกลับมาคิดว่า เรามาเริ่มอะไรเล็กๆ ก็ได้”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน
05

เติบโต

หากแต่เส้นทางในฐานะศิลปินอิสระไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลังทดลองปล่อยเพลง Aะ HA กับ ME สู่ตลาด ปรากฏว่าแทบจะจมหายไปทันที แต่โป้ก็ไม่ถอย และเริ่มตกผลึกว่า ควรทำอย่างไรจึงจะหยัดยืนบนถนนสายดนตรีได้ต่อไป

เรื่องหนึ่งที่เขาสัมผัสได้คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จทุกวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน ซึ่งแต่ก่อนวัดกันที่อันดับความนิยมบนชาร์ตของสถานีวิทยุ แต่ปัจจุบันวิทยุไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดนั้น บวกกับเพลงใหม่ๆ มีเยอะขึ้น ช่องทางการเผยแพร่ก็หลากหลาย และต่อให้ฮิต ไม่นานนัก เมื่อหมดกระแสก็ไปแล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่อันดับ แต่เป็นการทำชื่อของศิลปินคนนั้นยังอยู่ในการรับรู้ของผู้ฟังไปตลอดต่างหาก

“จากการวิเคราะห์แบบสถาปนิก ผมคิดว่าอย่าทำซิงเกิลเดียว แต่ให้ทำสักสองสามเพลง เพราะอย่างน้อยคุณจะได้มีตัวต่อให้เขาได้เห็นหน้าสักระยะ นานขึ้นหน่อย แล้ววิธีนี้ดีกว่าทำอัลบั้มเต็มสิบเพลง เพราะหนึ่งใช้ต้นทุนสูง สองใช้เวลาทำนานเกินไป และสามเวลาโปรโมต คุณก็ต้องโปรโมตทีละเพลงอยู่ดี 

“ผมเลยทำออกมาสักสามสี่ซีรีส์ แล้วค่อยทำอัลบั้มเต็ม นี่คือการตลาดของผม จากนั้นก็ทำคอนเสิร์ตใหญ่ รวบรวมคนที่ชอบเรา เพื่อบอกว่าผมมีอัลบั้มใหม่แล้วนะ แล้วคุณก็ทำเพลงใหม่เพิ่มเข้าไปในอัลบั้มเต็มอีกสี่ห้าเพลง นั่นคือความสมบูรณ์แบบของการทำงาน”

โป้เริ่มต้นทดลองโมเดลนี้ผ่านผลงานลำดับที่ 8 We are new old.

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้คือ ความพยายามฉีกกรอบการทำงานเดิมๆ เช่น การนำซาวนด์ดนตรีใหม่ๆ เข้ามา หรือการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่เพิ่งหัดเล่น อย่างเปียโนและไวโอลิน

“ช่วงนั้นผมพาลูกสาวไปเรียนเปียโนทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเขาก็ให้ผู้ปกครองไปนั่งด้วย ลูกสาวเรียนไป เราก็เรียนไปด้วย จนครูมาสะกิดว่าพ่อตั้งใจเรียนกว่าลูกอีก เดี๋ยวครูสอนให้เอาไหม ผมก็บอกเลยว่าเอา แล้วมันเป็นคอร์ดอนุบาล โน้ตน้อยๆ ไปช้าๆ ผมเริ่มเรียนตั้งแต่ทฤษฎีดนตรีเลย พอเล่นเป็นก็อยากแต่งเพลง ซึ่งการแต่งเพลงจากเครื่องดนตรีที่ไม่คุ้นเคย มีข้อดีคือคุณจะได้ไปในที่ที่คุณไม่รู้จัก ไม่มีกรอบอะไร”

โป้ย้ำว่าการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับศิลปินทุกคน แต่ขณะเดียวกัน การรักษาความคาดหวังของแฟนเพลงที่สนับสนุนมาตลอด ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน

“สารภาพว่าตอนแรกไม่ได้คิดถึงการทำเพลงแบบเดิมเลย กระทั่งทำไปได้สักพักถึงรู้สึกว่าเรากำลังจะทิ้งคนฟังอยู่หรือเปล่า ก็เลยลองทำอะไรที่ไม่ซับซ้อน ทำแบบที่เคยทำ เพราะฉะนั้น งานใหม่จึงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเพลงที่คุณคิดว่าจะได้ฟังจาก Yokee Playboy อีกส่วนคือเพลงที่ผมขอทดลอง อย่างอีพีแรกคือ การแต่งเพลงจากเปียโน จากคนที่เล่นเปียโนไม่เป็น อีพีสองคือการใช้ซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพลงทดลองมักหายไปกับสายลม”

‘โป้ Yokee Playboy’ ศิลปินผู้ไม่เคยหยุดทดลองตลอด 25 ปี พร้อมกับการกลับมาในอัลบั้มชุดที่ 8 ท่ามกลางยุควงดนตรีรุ่นหลาน

น่าเสียดายที่สุดท้ายแผนการที่โป้วางไว้ไม่ได้เป็นไปตามคาดหมาย เพราะ Yokee Playboy Reborn Concert ซึ่งเขาตั้งใจขอบคุณแฟนเพลงต้องเลื่อนแสดงอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่อย่างน้อยๆ ยังดีที่อัลบั้มซึ่งฟูมฟักมานานหลายปีก็เสร็จสมบูรณ์

แน่นอนโป้ไม่ได้คาดหวังถึงความสำเร็จเหมือนครั้งวันวาน ด้วยตระหนักดีว่า Yokee Playboy ได้กลายเป็นวงรุ่นลุงของวงการไปเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังเลือกจะทำต่อไป เพราะอยากนำเสนอสิ่งที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ฟัง 

“เราผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ แต่ไม่ใช่เราปิดหูปิดตาแล้วบอกว่าเป็นวงรุ่นใหญ่นะ เรามองเห็นการเกิดและการดับของวงต่างๆ มันเป็นวัฏจักร เป็นธรรมชาติของวงที่เกิดขึ้น ยุคนี้เป็นยุคของวงในรุ่นที่อายุต่ำกว่าผมยี่สิบกว่าปี คนฟังก็ต้องอยากฟังเสียงของคนรุ่นเขา เป็นธรรมชาติของคนทุกรุ่นที่ผ่านมา

“ผมเลยไม่กดดันตัวเอง ก็อยู่กับวัยของวงที่เป็นแบบนี้แหละ แค่คนรุ่นหลานยังร้องเพลงเราอยู่ แถมร้องได้หลายเพลง นี่คือรางวัลของคนทำดนตรีแล้ว คุณภูมิใจได้เลยว่าเพลงคุณข้ามรุ่น ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าคุณอยากทำงานเหมือนผมก็ทำต่อไปเลย สำเร็จไม่สำเร็จ ไม่เป็นไร ขอให้ Fulfill ไว้ก่อน เพราะพอโตขึ้น ผมมีความคิดอย่างหนึ่งคือ อย่ายอมให้เด็กๆ ในประเทศ เห็นน้อย ฟังน้อย ไม่เช่นนั้นโลกจะแคบ ส่วนฟังแล้วจะตัดสินอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา”

และทั้งหมดนี้เอง คือบทสรุปการเดินทางตลอด 25 ปีของ โป้และวง Yokee Playboy ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่วินาทีเดียว

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load