10 พฤศจิกายน 2565
3 K

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 มีพิธีเปิดห้องสมุดซึ่งเอกชนร่วมมือกับราชการคือกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และมูลนิธิวิชาหนังสือ งานครึกครื้นใหญ่โต มีผู้เข้าร่วมงานมากถึงกว่า 200 คน ทั้งชาวสงขลาเองและจากจังหวัดอื่น ทั้งใกล้เคียงและห่างไกล นับเป็นต้นแบบโครงการห้องสมุดประจำเมืองแห่งแรกในจังหวัดสงขลา และแห่งแรกของประเทศไทย

ห้องสมุดในอาคารชั้นเดียวเก่า ๆ แห่งนี้ มีอะไรดี

ย้อนหลังไปเมื่อ 3 ปีก่อน เมื่อวันที่ 28 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดประชุมเรื่อง ‘ระบบหนังสือและสถาบันหนังสือแห่งชาติ’ ที่จังหวัดเพชรบุรี มีครูมกุฏร่วมหารืออยู่ด้วย ครูมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และเลขานุการมูลนิธิวิชาหนังสือ ผู้คลุกคลีอยู่กับหนังสือมาทั้งชีวิต ความฝันสูงสุดคือสร้างโอกาสการเข้าถึงการอ่านให้แก่คนในประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ผลการประชุมทำให้รู้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโครงสร้างหนังสือและการอ่านของประเทศอย่างจริงจัง จึงเกิดโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมหนังสือขึ้นอย่างย่อย ๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญและจำเป็น รวมทั้งเป็นตัวแทนความต้องการของผู้คน และแนวคิดห้องสมุดประจำเมืองเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

เมื่อจะเปิดห้องสมุด วิธีง่าย ๆ คือเช่าอาคารสักหลัง หรือตั้งงบประมาณสร้างอาคารใหม่ แล้วเลือกสรรหนังสือใส่ไว้ให้เต็ม แต่ความคิดของครูมกุฏไม่ใช่เช่นนั้น กลายเป็นว่าพยายามหาบ้านหรืออาคารเก่าที่ไม่ใช้งาน และเจ้าของสถานที่ก็เห็นด้วยกับการมีห้องสมุดประจำเมือง สถาปัตยกรรมที่ทิ้งร้างก็จะมีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับได้สร้างโอกาสแห่งการอ่านแก่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ในรูปแบบแนวคิดใหม่

ในเวลาเดียวกันนั้น คุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย เจ้าของอาคารเก่าในบริเวณเมืองสงขลาก็ดำริจะใช้ประโยชน์จากโกดังข้าวเก่าที่ถนนนครนอก และด้วยเหตุที่เคยทำห้องสมุดพิพิธภัณฑ์พระราชนิเวศน์มฤคทายวันร่วมกันมา จึงตกลงจะร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำลังดำเนินงานวัฒนธรรมร้านหนังสือ โครงการหนังสือเดินทางร้านหนังสือ : Book Passport เพื่อให้สอดคล้องกัน และอนุญาตให้มูลนิธิวิชาหนังสือใช้อาคารอายุร่วมร้อยปีนี้จัดตั้งห้องสมุดประจำเมืองต้นแบบขึ้น

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ที่โกดังข้าวเก่า ถนนนครนอก สงขลา จึงกลายเป็นทุกอย่างที่ผู้คนทั้งหลายอยากจะให้เป็น ตั้งแต่สถานที่ส่งเสริมการอ่าน กระจายความรู้และความสนุก จัดแสดงงานศิลปวัฒนธรรม เป็นแหล่งรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ของเมือง ของชีวิตคนในท้องถิ่น ถ่ายทอดโดยคนในท้องที่ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แม้แต่สถานที่เช็กอินถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว

เหล่านี้คือชีวิตมากมายหลายแง่มุมที่จะปรากฏ ณ ห้องสมุดแห่งนี้

ยับ เอี่ยน ฉ่อย จากโกดังข้าว สู่ห้องสมุดมีชีวิตประจำเมืองสงขลาที่เต็มไปด้วยความสนุก

ห้องสมุดที่มีชีวิต

ภาพห้องสมุดในความคิดและความจำของคนทั่วไป อาจเป็นสถานที่เงียบ ๆ มีหนังสือมากมายให้เลือกหยิบ อ่าน ยืม แต่ในความคิดหวังของครูมกุฏ เป็นได้มากกว่านั้น

อาคารเก่าที่ในอดีตคือโกดังข้าว ยังคงโครงสร้างเดิมไว้ทุกประการ ไม่รื้อส่วนใดออก ไม่ก่อสร้างเพิ่ม ห้องสมุดประจำเมืองสงขลา ภายในแต่งเติมเพิ่มด้วยตู้หนังสือ ผู้คนมาใช้พื้นที่อ่านหนังสือ หย่อนใจ หรือแม้จะถ่ายรูปอย่างเดียวก็ไม่มีใครว่า

หลายคนเมื่อแรกเข้าต้องสะดุดตาเสาหนังสือกลางอาคาร เหตุที่มีเสาหนังสือนี้ ก็ด้วยการออกแบบและหมายให้เป็นจุดเด่นของห้องสมุดที่เห็นได้ตั้งแต่บนถนนไกล ๆ แต่เหตุผลที่ซ่อนไว้ก็คือ เสากลางอาคารเป็นจุดอ่อนที่สุด ถ้าไม่เสริมความแข็งแรงก็อาจเป็นจุดล่อแหลมให้เดินชนหรือกระแทกได้ง่าย จึงสร้างเสาหนังสือห่อหุ้มเสาไม้เล็ก ๆ เดิมไว้เพื่อบังไม่ให้ใครไปยืนพิงหรือเดินชน ขณะเดียวกันก็จำลองห้องเรียนวิชาบรรณาธิการศึกษามาไว้กลางห้องสมุด ว่าด้วยการเรียนเรื่องออกแบบสันปกหนังสือ ให้ผู้เรียนได้สังเกตศึกษาปกหนังสือเกือบ 1,000 ปก ในเวลาเดียวกัน

“ห้องสมุดคือสถานที่ให้บริการเครื่องมือความรู้และสติปัญญา และเป็นได้หลายอย่าง ไม่ควรทำให้ห้องสมุดตายด้วยการเอาหนังสือไปยัดไว้มากที่สุดจนล้น แต่ไม่มีคนเข้าไปอ่าน”

ครูมกุฏชี้ข้อเสียของห้องสมุด ซึ่งมักเจอปัญหาความแห้งแล้ง ไร้แรงดึงดูดนักอ่าน

“ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย มีหนังสือไม่มาก แต่นโยบายของเราคือ ใครก็ตามที่เดินเข้ามาที่ห้องสมุด และอยากได้หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือประเภทไหนที่เขาเห็นว่าจำเป็นและต้องการอ่าน ลงชื่อไว้ เขียนบอกไว้ เราจะพยายามจัดหาให้” 

เมืองจะมีชีวิตได้ ต้องเกิดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เช่นเดียวกับห้องสมุดแห่งนี้ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วม สิ่งนี้กลายเป็นเป้าหมายหลักของ ยับ เอี่ยน ฉ่อย ต่อไป นอกเหนือจากบริการหนังสือและความรู้ นั่นคือสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม

ห้องสมุดที่เป็นมิตรกับนักเดินทาง

ในเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวสนใจหลั่งไหลกันมาเป็นจำนวนมาก ย่อมหนีไม่พ้นการปะทะของวัฒนธรรมหลากหลายทั้งที่มีอยู่เดิมและเกิดใหม่ ใจความสำคัญของที่นี่คือ สร้างพื้นที่ให้คนในท้องถิ่นได้มาพบปะกับคนจากต่างแดน

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย ประกาศตัวว่าในอนาคตจะเป็นแหล่งรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวไว้ให้ได้มากที่สุด ถ้าอยากรู้จักเมืองสงขลาทั้งตัวเมืองอันเป็นศูนย์กลางและอำเภอ ตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ ที่นี่พร้อมเพิ่มมิติประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง อาจจะเป็นข้อมูลอีกชุดที่แตกต่างจากในพิพิธภัณฑ์ และพร้อมจะให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสถานที่จริง เช่นเดียวกับพร้อมจะเป็นศูนย์กลางให้ท้องถิ่นเสนอข้อมูล ทั้งประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การศึกษาท่องเที่ยว และความเป็นไปในปัจจุบัน

“นักท่องเที่ยวอาจหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้บางส่วน แต่คงไม่ทั้งหมด ขณะที่ห้องสมุดของเรามีข้อมูลที่เป็นหลักฐานรับรองแล้ว เช่น หนังสือของ คุณเอนก นาวิกมูล ซึ่งเขียนเรื่องสงขลามากที่สุดในประเทศ คุณหาอ่านได้ทั้งหมดที่นี่ เราพยายามทำห้องสมุดนี้ให้เป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวที่จะรู้จักเมืองสงขลาและเมืองรอบข้างมากขึ้น ในอนาคต ที่นี่จะรวบรวมข้อมูลสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอและตำบลต่าง ๆ รวมทั้งเชื่อมโยงการติดต่อ เช่น ให้คำแนะนำแก่ชุมชน กระทั่งถึงการรับส่งนักท่องเที่ยว จนถึงขั้นติดต่อทางธุรกิจกับชาวบ้าน”        

นอกจากกิน เที่ยว และพักผ่อนหย่อนใจในเมืองน่ารักอย่างสงขลา ยับ เอี่ยน ฉ่อย จะช่วยเพิ่มมิติให้ประสบการณ์การท่องเที่ยวของคุณมากยิ่งขึ้น

ห้องสมุดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

“วิธีคิดของเราคือ ต้องไม่กระทบกระเทือนใคร ไม่ทำให้ใครแม้แต่คนเดียวต้องเดือดร้อน เช่น เมื่อมีร้านขายหนังสืออยู่ในเมือง เราต้องไม่ทำให้ร้านขายหนังสือเดือดร้อน ไม่ขายหนังสือที่มีขายทั่วไป”

แล้วจะทำอย่างไร – เราสงสัย

“หน้าที่ของห้องสมุดคือส่งเสริมการอ่าน สมมติว่าเราเชิญนักเขียนชื่อดังและมีหนังสือออกใหม่มาเสวนาที่ห้องสมุด เราจะไม่ขายหนังสือของเขาในงานนั้น ถ้าคุณอยากได้หนังสือพร้อมลายเซ็น คุณต้องไปซื้อที่ร้านหนังสือ นี่คือวิธีทางกิจกรรมที่จะส่งเสริมกัน แต่ขณะเดียวกันเรามีหนังสือหายากให้สั่ง หนังสือที่ไม่มีขายทั่วไป เช่น หนังสือของราชบัณฑิตยสภา หนังสือของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น”        

นอกจากนี้ ครูมกุฏยืนยันแข็งขันว่า ยับ เอี่ยน ฉ่อย ไม่ใช่คาเฟ่

“เมื่อเราเปิดห้องสมุดได้เพียงวันเดียว มีคนนับสิบ ๆ คน หลายสิบทีเดียว มาแนะนำให้เปิดร้านกาแฟ เพราะสถานที่ดีมาก วิเศษมาก เขาว่ารวยแน่ ๆ ผมหัวเราะได้ข้ามคืนเลย ประเทศนี้เราจะไม่คิดทำอะไรอื่นแล้วหรือ นอกจากเปิดร้านกาแฟ จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเอาที่นี่ไปแข่งกับร้านกาแฟที่มีอยู่แล้วหลายสิบร้าน ถ้าเราเปิด ร้านอื่น ๆ ก็อาจจะเดือดร้อน เพราะสถานที่เราได้เปรียบ แต่จะมีประโยชน์อะไร อย่าลืมว่าเรามาที่นี่เพื่อทำห้องสมุด ไม่ใช่ร้านกาแฟ”

ครูมกุฏกล่าวถึงความหวังในอนาคตของห้องสมุดแห่งนี้ ว่าจะกลายเป็นพื้นที่ให้พักผ่อนหย่อนใจ อ่านหนังสือ หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งของคนเมืองสงขลาและต่างถิ่น คนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่วัยทำงาน ตลอดจนผู้สูงวัยก็มาใช้พื้นที่ได้ นอกจากนี้ที่นี่ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น a.e.y. space Art Space ย่านเมืองเก่าสงขลาที่จัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมอยู่เป็นประจำ รวมทั้งสถาบันการศึกษา และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็จะมีสถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์ของการส่งเสริมวัฒนธรรม ตามความมุ่งหวังของอธิบดีคนก่อน คือ คุณชาย นครชัย โดยไม่ต้องก่อสร้างสำนักงานเพิ่มขึ้นใหม่        

โจทย์สำคัญที่คณะทำงานสำนักพิมพ์ผีเสื้อและมูลนิธิวิชาหนังสือ ซึ่งรับหน้าที่บริหารห้องสมุดแห่งนี้ ต้องรับไปคิดมากขึ้นอีกก็คือ จะทำอย่างไรให้ห้องสมุดคือพื้นที่แห่งวัฒนธรรม ความรู้ การแลกเปลี่ยนและส่งเสริมกันจากทั้งคนในและคนนอกพื้นที่จนพอจะเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ ได้

ยับ เอี่ยน ฉ่อย จากโกดังข้าว สู่ห้องสมุดมีชีวิตประจำเมืองสงขลาที่เต็มไปด้วยความสนุก

ห้องสมุดวัฒนธรรม

เลขานุการมูลนิธิวิชาหนังสือคิดว่า การอ่านในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงหนังสือกระดาษ แต่มนุษย์ที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย ล้วนเป็นหนังสืออีกรูปแบบหนึ่งที่มีคุณค่าด้วย

“แต่เดิมเราให้ความรู้แก่คนโดยเอาหนังสือไปวางไว้ แล้วให้คนอ่านหรือยืมกลับไป เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้ไม่ได้อยู่ในหนังสืออย่างเดียวแล้ว เราก็มักจะพูดว่าห้องสมุดมีชีวิต แต่เราไม่ได้เข้าใจว่าความมีชีวิตมันเป็นอย่างไร ความรู้ที่อยู่ในหนังสือคือความรู้แห้งที่จับใส่เข้าไป แต่มนุษย์ทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น ความรู้อยู่ในตัวเขามากขึ้น ทำไมเราจึงไม่ใช้ประโยชน์จากคนเหล่านี้ ในฐานะเป็นแหล่งความรู้อย่างหนึ่ง เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชีวิตชีวา มีวิญญาณ เป็นหนังสือเล่มใหญ่มหึมาไม่ซ้ำกันเลย”

จึงเกิดเป็นความคิดต่อมาว่า ห้องสมุดจะร่วมกับชาวสงขลากำหนดปฏิทินกิจกรรมตลอด 12 เดือนขึ้น ในแต่ละเดือนจะมีกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรมผลัดหมุนเวียนกันไป รวมทั้งเชิญผู้อาวุโส ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนสงขลาหรือคนในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มาบอกเล่าเรื่องเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง มาสนทนากับผู้ฟังประหนึ่งได้อ่านหนังสือเล่มนั้นส่วนใดส่วนหนึ่ง คนที่มาฟังก็อาจได้แรงบันดาลใจ นำกลับไปคิดต่อทำต่อให้งอกงาม เขาอาจกลายเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่มีค่าชวนอ่านอีกเล่มหนึ่งต่อไป 

ซึ่งสอดคล้องกับความคิด Human Book หรือ Human Library ที่แพร่หลายกันแล้วในต่างประเทศ ก่อเกิดผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งล่าสุดก็จัดกิจกรรมเช่นนี้ให้ผู้คนได้อ่าน ‘หนังสือคน’ เช่นกัน

ส่วนกิจกรรมทางศิลปะ ครูมกุฏเล่าว่า นักศึกษาการแสดง นักเรียนศิลปะแขนงต่าง ๆ มีปัญหาอย่างหนึ่งคือ ไม่มีพื้นที่ให้แสดงผลงาน

“เราจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ต้องการเวที ต้องการพื้นที่เสนอผลงานของนักศึกษา อาจเป็นการแสดงระยะสั้นหรือระยะยาว เช่น เปิดแสดงดนตรี แสดงภาพวาด งานศิลปะ และรวมทั้งจำหน่ายผลงาน กระทั่งเป็นศูนย์กลางติดต่อเพื่อเปิดแสดงหรือรับงานในสถานที่ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้มามีส่วนร่วม และดึงคนในท้องที่ให้มาพบปะกับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมกิจกรรมวัฒนธรรมทั้งหลายที่จะทำได้”

นี่ยังเป็นห้องสมุดอยู่อีกหรือ

ยุคนี้เราอาจเรียกพื้นที่เช่นนี้ว่า ‘พื้นที่สาธารณะ (Public Space)’ แต่ครูมกุฏยังย้ำกับเราว่า ยับ เอี่ยน ฉ่อย คือห้องสมุดที่มีหลากหลายมิติในตัวเอง เพื่อสร้างชีวิตชีวาแบบที่ห้องสมุดเป็นได้และควรจะเป็น

“พฤติกรรมของห้องสมุดไม่ได้เปลี่ยนไป แต่องค์ประกอบของความเป็นห้องสมุดนั้นมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น”

เราเห็นด้วยกับถ้อยคำของครูอย่างมาก แค่นึกภาพก็เห็นความสนุกรอต่อคิวกันแน่นไม่ไหวแล้ว

อนาคตของห้องสมุด

“ถึงแม้ไม่มี ยับ เอี่ยน ฉ่อย ตัวเมืองสงขลาก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีดีอยู่แล้ว แต่ครูคิดว่าท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น เราไปแทรกอะไรอีกสักอย่างให้มีเสน่ห์ขึ้นมา ให้มันสนุกขึ้นมาได้มั้ย” ชายวัยเลข 7 เอ่ยด้วยพลังกระตือรือร้น

จากความคิดสำคัญแรกเริ่ม คือวางรากฐานอย่างเป็นรูปธรรมให้กับโครงการต้นแบบห้องสมุดประจำเมือง สถานีต่อไปของโมเดลนี้ คือเกาะสาหร่าย จังหวัดสตูล

“คนเกาะเขาขาดโอกาสมาตลอดชีวิตด้วยเรื่องต่าง ๆ การเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย การเรียน การเดินทางราคาแพง ต้องเสี่ยงชีวิต เสี่ยงภัยกว่าคนอื่น แล้วเครื่องมือความรู้ก็ไปไม่ถึงเขาเท่ากับคนในเมือง ไม่ต้องเทียบกับคนกรุงเทพฯ นะครับว่าเหลื่อมล้ำกันแค่ไหน แค่คนบนเกาะกับอำเภอเล็ก ๆ ของเมืองสงขลาอย่างอำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ ก็เทียบไม่ได้แล้ว

“เราต้องลองลงมือทำให้คนทั้งหลาย โดยเฉพาะรัฐบาลเห็นว่า มีวิธีที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมากในการสร้างวัฒนธรรมหนังสือให้แก่คนในชาติ และสร้างโอกาสการเข้าถึงหนังสือได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาชาติด้วยความรู้ได้ง่ายขึ้น” ครูมกุฏกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวัง

ภาพ : ห้องสมุดยับ เอี่ยน ฉ่อย

ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย

ที่ตั้ง : 213 ถนนนครนอก ซอยท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร​์-พุธ)

Facebook : ห้องสมุด ยับ เอี่ยน ฉ่อย

Writer

Avatar

คณิศร สันติไชยกุล

นักเรียนนิเทศศาสตร์ อยากเห็นโลกที่ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการมีอยู่ไม่ต่างจากการจากไป

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

แม้ไม่ใช่คอกาแฟ ฉันเชื่อว่าคุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘อาข่า อ่ามา’ แบรนด์กาแฟเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดย ‘ลี-อายุ จือปา’ หนุ่มชาวอาข่า เพื่อขายกาแฟคุณภาพระดับโลกให้ผู้บริโภค และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าผู้ผลิตในเวลาเดียวกัน

หลังถือกำเนิดและเติบโตมาหลายปี อาข่า อ่ามาได้ฤกษ์เปิด Akha Ama Living Factory บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ถือเป็น ‘บ้าน’ หลังแรกที่เป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเช่าพื้นที่ใครอื่น

Akha Ama Living Factory

โรงคั่วและร้านกาแฟ-นี่คงเป็นนิยามง่ายที่สุดของสถานที่นี้

แต่หลังฟังลีและทีมสถาปนิก ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ผู้อยู่เบื้องหลังเล่าวิธีคิด ฉันก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงคั่วหรือคาเฟ่ทั่วไป

“เราอยากมีบ้านของตัวเอง” ลีเริ่มต้นเล่าจุดกำเนิด และบอกว่าเห็นภาพบ้านหลังนี้ในฐานะพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวกาแฟเพื่อสังคมที่ชื่อ อาข่า อ่ามา ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

Akha Ama Living Factory
Akha Ama Living Factory

สิ่งที่ลีอยากเล่าคือ องค์ความรู้เรื่องกาแฟ กระบวนการทำที่บ่งบอกว่าอาข่า อ่ามา ไม่ใช่แค่กาแฟที่ซื้อมาขายไป แต่ใส่ใจทุกขั้นตอนผลิต ความเป็นท้องถิ่นซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กาแฟทุกเมล็ดเสมอมา และเรื่องของกิจการเพื่อสังคมซึ่งถือเป็นแก่นสำคัญของแบรนด์

ลึกซึ้งกว่านั้น ลีอยากให้ Akha Ama Living Factory สะท้อนความเชื่อของอาข่า อ่ามา เรื่อง `การอยู่ร่วมกัน’ ไม่ว่าจะเป็นวิถีเกษตรของชาวอาข่าที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่า หรือแม้แต่วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เกี่ยวพันกับสิ่งอื่นรายรอบอย่างสังคมและสิ่งแวดล้อม

Akha Ama Living Factory

อย่างไรก็ตาม ลีเองก็รู้ตัวว่าเขาไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในใจเป็นรูปธรรมเองได้ เจ้าของแบรนด์กาแฟชาวอาข่าจึงเสาะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ‘ใจบ้านสตูดิโอ’ ที่ทำงานออกแบบและวางผังพื้นที่โดยใส่ใจแง่มุมทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ

“ความประทับใจแรกคือ เราถามลีว่าทำไมมาซื้อที่นี่ ลีบอกว่าเพราะมีต้นฉำฉา นี่นายตัดสินใจง่ายขนาดนี้เลยเหรอ” ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอย้อนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่แน่นอน คำตอบนั้นสะท้อนรสนิยมที่ตรงกัน และพวกเขาก็กลายมาเป็นผู้ร่วมสร้างบ้านหลังนี้

Akha Ama Living Factory

ชาวใจบ้านบอกฉันว่า วิธีการทำงานของสตูดิโอไม่ได้เริ่มจากหาสไตล์ถูกใจ แต่เริ่มจากหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘ชีวิต’ ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อน ตั้งแต่ต้นไม้จนถึงสภาพแวดล้อมเดิม แล้วออกแบบอาคารและวางผังเข้าไปให้กลมกลืน

พื้นที่สร้าง Akha Ama Living Factory มีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ย้อนไปในอดีต บริเวณนี้คือพื้นที่ป่าซึ่งเชื่อมต่อกับภูเขา เป็นที่ให้กำเนิดลำเหมืองหรือสายน้ำไปหล่อเลี้ยงผืนนาและชุมชนใกล้เคียง ระหว่างเตรียมออกแบบอาคาร ชาวใจบ้านจึงลงมือปลูกต้นไม้ท้องถิ่นคืนให้พื้นที่ไปล่วงหน้า ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวต้นกาแฟซึ่งเติบโตเชื่อมโยงอยู่กับผืนป่าที่มีต้นไม้นานาชนิด (ต้นไม้ที่ปลูกยังช่วยเป็นร่มเงาให้ต้นโกโก้ซึ่งลีอยากปลูกด้วย) และขุดสระน้ำใหญ่เชื่อมโยงกับลำเหมืองที่มีอยู่

Akha Ama Living Factory
Akha Ama Living Factory

ส่วนเรื่องโครงสร้างของ Akha Ama Living Factory ลีและชาวใจบ้านตั้งใจให้ใต้ร่มเงาต้นฉำฉากลายเป็นส่วนคาเฟ่ซึ่งเน้นให้คนได้ปฏิสัมพันธ์กับต้นไม้ ส่วนระเบียงรอบๆ จึงออกแบบให้คนนั่งโดยหันหน้าเข้าหาต้นไม้สูงใหญ่เก่าแก่นี้ และแทนที่จะปล่อยพื้นที่ตรงกลางเป็นหลุมปลูกไม้พุ่มเตี้ยๆ ก็เปลี่ยนเป็นนำตาข่ายมาขึงรอบๆ ให้เด็กปีนป่ายเล่น

เมื่อเดินเลยคาเฟ่แสนน่านั่งไป จะพบอาคารหลักที่ตั้งใจก่อสร้างโดยอุดหนุนวัสดุท้องถิ่น นั่นคืออิฐมอญทำมือแสนสวยที่ชาวบ้านผลิตกันยาวนานถึง 4 รุ่น เมื่อนำมาผสมกับไม้เก่าที่อบอวลด้วยร่องรอยอดีต ก็กลายเป็นการรวมตัวของสิ่งใหม่และเก่าอย่างลงตัว

Akha Ama Living Factory
Akha Ama Living Factory
Akha Ama Living Factory

ถ้าผลักประตูเข้าด้านใน จะพบพื้นที่คาเฟ่ในอาคาร ซึ่งเปรียบเหมือนห้องรับแขกซึ่งคนมานั่งจิบกาแฟได้อย่างสบายใจ และได้เรียนรู้ สัมผัสจิตวิญญานการผลิตกาแฟแบบอาข่า อ่ามาเต็มที่ เพราะมีการออกแบบให้บริเวณนี้เห็นโรงคั่วและกระบวนการผลิตกาแฟที่ด้านหลังชัดเจน

แล้วเมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง ก็จะเจอห้องทำงานของลีและพื้นที่เอนกประสงค์ สูงขึ้นไปกว่านั้นคือดาดฟ้าโปร่งโล่งที่มีต้นไม้เขียวสวย

โรงคั่วกาแฟ
โถงบ้าน

หากลองสังเกต จะพบว่า Akha Ama Living Factory เต็มไปด้วยพื้นที่ว่างมากมาย นั่นเพราะลีและชาวใจบ้านอยากให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เพื่อการพูดคุย และส่งต่อความรู้ผ่านกิจกรรมอย่างเวิร์กช็อปซึ่งไม่ได้จำกัดหัวข้อไว้แค่กาแฟ แต่ยังเปิดกว้างสำหรับหัวข้ออื่น เช่น การทำกิจการเพื่อสังคม

“ช่วงหลังเมื่อพวกโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทเยอะ เราไม่ค่อยมีเวิร์กช็อป มีการนัดพบที่คนมาเจอกัน คนจะคุยกันผ่านออนไลน์ แต่เมื่อการพบกันหายไป องค์ความรู้ต่างๆ ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอด ถึงพยายามทำผ่านสื่อออนไลน์ก็ได้แค่สารที่อาจจะสั้น ไม่ลึกซึ้ง และไม่ได้เกิดความสัมพันธ์ต่อกัน” ลีอธิบาย

Akha Ama Living Factory

สิ่งน่าสนใจในบ้านอาข่า อ่ามา ไม่หมดเพียงเท่านี้ ห่างออกไปจากตัวอาคารหลัก เราจะพบโรงครัวไว้ทำอาหารแบบ Slow Food เพราะลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของชาว Slow Food Youth Network Thailand หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนเรื่องอาหารอร่อย มีคุณภาพ และยั่งยืน 

หากเดินสำรวจต่อไปยังส่วนหลังสุดของบ้านขนาด 5 ไร่ เราจะพบผืนป่าซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ เผื่อทำกิจกรรมอย่างการแคมปิ้งกลางธรรมชาติ (ชาวใจบ้านเล่าว่ามีกระต่ายป่ามาอยู่ร่วมบ้านเลยทีเดียว)

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งดีงามที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกคน จนถึงระบบการจัดการที่ตั้งใจรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การดักไขมัน บำบัดน้ำ และเน้นใช้แสงธรรมชาติในอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน

Akha Ama Living Factory

ความพิเศษอีกอย่างคือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านหรือชาวชุมชน ตี๋บอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว การสร้างตึกในเชียงใหม่มักเกิดขึ้นโดยคนในย่านไม่รู้มาก่อน ทำให้พวกเขาไม่มีความสุข แถมยังไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้น ขณะที่ตอนสร้างบ้านหลังนี้ ชาวบ้านก็กังวลว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน ทีมใจบ้านจึงเข้าไปชี้แจงในที่ประชุมหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเข้าใจรวมถึงเห็นการปลูกต้นไม้ ความสัมพันธ์ก็ราบรื่น

Akha Ama Living Factory

สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดและวิธีคิดในบ้านหลังใหม่ของอาข่า อ่ามา พื้นที่ซึ่งลีอยากให้ผู้คนได้มาศึกษา ต่อยอดความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องแนวคิดเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม

“สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเราไม่ได้วางไว้ตอบคำถามทุกอย่าง แต่ทำให้เกิดข้อสงสัย เกิดไอเดีย มีคนรุ่นใหม่โทรมาหา เขียนมาหาผมทุกวันว่า เขาไม่รู้จะเริ่มทำฝันให้เป็นจริงได้ยังไง ผมคิดว่าน่าจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการสื่อสาร เขามาแล้วอาจได้คำตอบกลับไปโดยที่ผมหรือทีมใจบ้านไม่ต้องพูดก็ได้” ชายหนุ่มผู้ก่อตั้งอาข่า อ่ามา ตั้งแต่อายุไม่ถึง 25 ปีบอกเล่าสิ่งที่คิด

ลี-อายุ จือปา

และขณะที่คนทั่วไปได้เรียนรู้ วิธีการสร้าง Akha Ama Living Factory ซึ่งเปิดกว้างทางความคิดและเกื้อหนุนท้องถิ่น ก็ช่วยให้คนร่วมสร้างบ้านได้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ชาวใจบ้านสตูดิโอ ผู้รับเหมา จนถึงช่างทำอิฐมอญ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ Akha Ama Living Factory ก้าวไปไกลเกินคำว่าโรงคั่วหรือร้านกาแฟ

แต่บางที, ลีอาจไม่ได้สนใจคำนิยาม เขาเพียงปลูกสิ่งที่อาข่า อ่ามา และตัวเองเชื่อมั่นให้มีชีวิตขึ้นบนผืนดิน

Aka Ama Living Factory

Location: ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
Map:

More Information:  facebook l    Akha Ama coffee

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load