Yindii (ยินดี) คือแพลตฟอร์มซื้อ-ขาย เบเกอรี่ ขนม ผักผลไม้ สารพัดอาหารทางออนไลน์ในไทยที่มีอายุเพียง 1 ขวบ แต่กำลังเป็นที่กล่าวถึงบนโลกโซเชียลและเติบโตอย่างน่าติดตาม แม้อยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดของบริษัทยักษ์ใหญ่

จุดเด่นของสตาร์ทอัพน้องใหม่ชื่อไทยรายนี้คือ ผู้ใช้งานสามารถซื้อเบเกอรี่หรืออาหารคุณภาพดีจากโรงแรมระดับ 5 ดาวและร้านค้าสุดพรีเมี่ยม ด้วยราคาที่ถูกลง 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ ช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจในภาวะซบเซา และลดการสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

ก่อตั้งโดย Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์) ซีอีโอชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่ไทยเมื่อราว 2 ปีก่อน และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาสร้างแพลตฟอร์ม เดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ตอนที่ COVID-19 กำลังแพร่ระบาดในวงกว้างเป็นครั้งแรก 

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)

ดูเสี่ยงไม่ใช่น้อย แต่หลุยส์เลือกเดินพันกับภารกิจนี้ เพื่อแก้ไขหนึ่งในปัญหาของสังคมที่เขาพอจะทำอะไรได้บ้าง อย่างเรื่อง ‘อาหารส่วนเกิน’ (Surplus Food) 

“วิสัยทัศน์ของผมคือ Yindii จะเป็นมากกว่าพื้นที่ซื้อขาย แต่เป็นไลฟ์สไตล์ของผู้คน เราอยากเปลี่ยนแปลงวงการอาหารและเดลิเวอรี่ให้เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น สร้างความตระหนักรู้เรื่องขยะอาหารและผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีการนี้ เราจะป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ร่วมกันได้” หลุยส์กล่าว

ขยะอาหารอาจฟังดูไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่เรื่องนี้อยู่ใกล้ตัวและเร่งด่วนกว่าที่คิด เพราะราว 17 เปอร์เซ็นต์ (931 ล้านตัน) ของอาหารที่ผลิตในโลกตอนนี้ มีจุดจบสุดท้ายเป็นขยะอาหาร ส่วนหนึ่งเน่าเสีย เกินอายุ สูญเสียไประหว่างกระบวนการ อีกส่วนเป็นอาหารส่วนเกินที่ยังคุณภาพดีอยู่ แต่ไม่มีคนซื้อทานก่อนหมดวันขาย ถูกคัดทิ้งด้วยหน้าตาที่ดูไม่สวยงามตามมาตรฐาน หากตีเป็นเงินแล้ว มูลค่าความเสียหายจะสูงถึงราว 936,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในขณะที่ประชากรกว่า 690 ล้านคนกำลังหิวโหยอยู่ทั่วโลก หากเราลดขยะอาหารได้เพียงสัก 1 ใน 4 ของทั้งหมดและกระจายต่อให้เข้าถึงได้ พวกเขาจะมีอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิตทันที

“คนอาจรู้สึกว่าทิ้งขนมปังชิ้นเดียวเอง ไม่เป็นอะไรหรอก แต่จริงๆ ขนมปังนี้หมายถึงน้ำที่ต้องใช้ไปเป็นลิตรตั้งแต่ต้นทาง หมายถึงเหงื่อของชาวนาที่ปลูกข้าวสาลี แก๊สและพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่ง ผลกระทบของขยะอาหารนั้นสูงกว่าที่ใครหลายคนจินตนาการถึงเลย” หลุยส์เน้นย้ำ พร้อมบอกว่าการผลิตอาหารและต้องกำจัดทิ้งปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็น 8 – 10 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดในโลก มากกว่าอุตสาหกรรมการบินตั้ง 4 – 5 เท่า

เศษบนจานข้าวของเราแต่ละคนจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรเพิกเฉย และเป็นเหตุผลที่เรามาคุยกับซีอีโอผู้ใช้ชื่อตำแหน่งตัวเองว่าเป็น ‘Food Waste Fighter’ คนนี้

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)
01

ยินดีแก้ปัญหา

“ผมตัดสินใจเรื่องงานตั้งแต่เนิ่นๆ ในชีวิตเลยว่าอยากทำงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลง” หลุยส์เล่าแนวคิดที่มีในใจเสมอมาตั้งแต่เริ่มทำงาน

10 ปีที่ผ่านมา งานประจำของเขาคือการพัฒนาสตาร์ทอัพให้เติบโต ตระเวนไปตามประเทศต่างๆ ตั้งแต่สเปน โปรตุเกส แถบละตินอเมริกา สหรัฐอเมริกา ก่อนคว้ากระเป๋า ย้ายมาอีกซีกโลกหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน

“ผมคิดว่าภูมิภาคนี้กำลังเติบโตและมีโอกาสมากมายที่น่าตื่นเต้น ก่อนหน้านี้ ผมเคยมาประเทศไทยและรู้สึกชอบ เมื่อถึงเวลา ผมจึงเลือกมาที่กรุงเทพฯ” 

ระหว่างทำงานในโลกธุรกิจ หลุยส์เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครของ SOS Thailand (Scholars of Sustenance หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร) ที่ขับเคลื่อนการจัดการอาหารส่วนเกินให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน โดยมีส่วนเข้าไปช่วยคิดแนวทางการระดมทุน ประสบการณ์นี้ทำให้เขาค่อยๆ เริ่มเข้าใจเรื่องปัญหาขยะอาหารในไทย

จนเมื่อ COVID-19 แพร่ระบาดช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลุยส์ตัดสินใจผันตัวเป็นผู้ประกอบการ นำประสบการณ์มาลองสร้างโมเดลการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในรูปแบบธุรกิจ

“นักท่องเที่ยวหาย คนตกงานมากขึ้น อาหารเหลือเต็มไปหมด ผมอยากจะทำประโยชน์อะไรสักอย่าง เลยชวนเพื่อนมาลองสร้างอะไรกันเร็วมากๆ แล้วดูว่าเวิร์กไหม เราแค่เริ่มจากปัญหาเลย”

02

ยินดีทำให้ทุกฝ่าย

“เราอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอน ปัญหาใหญ่ของร้านอาหารคือคาดการณ์ไม่ได้ว่าวันนี้จะขายได้เท่าไร” นักธุรกิจผู้ผ่านประสบการณ์มาหลากหลายเล่าปัญหาที่สังเกตเห็น ซึ่งชัดเจนยิ่งขึ้นในภาวะโรคระบาดที่กระทบทั้งอุตสาหกรรมอย่างหนักหน่วง

“หากคุณทำอาหารน้อยไป คุณจะเสียโอกาสในการขาย แต่ถ้าทำมากเกิน เมื่อถึงเวลาปิดร้าน จะมีอาหารที่คุณขายวันต่อไปไม่ได้อีก แต่ยังทานภายในวันนี้ได้อยู่ คุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย และหลายคนก็รักอาหารที่ตัวเองทำ แต่กลับต้องแจกจ่ายหรือทิ้ง ทำให้สูญเสียรายได้และต้องจ่ายเงินเพื่อจัดการอีกด้วย”

ในขณะที่ฝั่งผู้บริโภค มีคนจำนวนมากแสวงหารสชาติอาหารชั้นเลิศอยู่แล้ว หากเข้าถึงได้ในราคาที่ถูกลงมากถึง 50 หรือ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็คงตอบโจทย์ชีวิตเป็นอย่างดี

Yindii จึงรับหน้าที่เป็นตัวกลาง พัฒนาแอปพลิเคชันและเว็บไซต์สำหรับซื้อ-ขาย อาหารออนไลน์ จับคู่ความต้องการและมอบประสบการณ์ใหม่ให้ทั้งสองฝ่าย

ในแพลตฟอร์ม ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปกดจองล่วงหน้าเพื่อสั่งซื้อเบเกอรี่และอาหารจากร้านที่ต้องการตามเวลาที่กำหนดไว้ มีทั้งช่วงเช้า สาย กลางวัน และเย็น โดยเมนูจะเป็นแบบสุ่ม จัดใส่ลงถุงปริศนา (Yindii Box) เพราะขึ้นอยู่กับอาหารที่มี ณ ช่วงเวลานั้นๆ (กรอกเพื่อแจ้งข้อจำกัดการทานอาหารก่อนได้)

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก

เช่น ชุดอาหารเช้าจาก Grand Hyatt Erawan หรือเบเกอรี่จาก Le Macaron แต่ละรอบมีจำนวนชุดอาหารจำกัด ถือเป็นการเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้คอยลุ้นกันว่าจะมื้อนี้จะจองได้ไหม และจะได้ทานอะไร

“ตอนเราไปคุยกับร้าน เขาตอบกลับมาว่ามีของเหลืออยู่แล้ว แต่ไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเหลือบ้างในแต่ละวัน เท่าไร ตอนนั้นเรารู้ทันทีว่าต้องทำให้แตกต่างจากเดลิเวอรี่อาหารอื่นๆ ถือเป็นโอกาสลองทำให้มันน่าตื่นเต้นขึ้นสักหน่อย พอไปถามลูกค้า หลายคนตอบว่าถ้ายังได้เป็นเบเกอรี่ อะไรก็กินได้ จึงเกิดเป็นโมเดลนี้”

ส่วนการรับอาหาร ผู้ใช้งานสามารถเลือกว่าจะไปรับที่ร้านเองหรือให้ส่งตรงถึงที่หมาย เมื่อการสั่งซื้อสำเร็จแพลตฟอร์มจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าดำเนินการ 

หากไม่มีการขายเกิดขึ้น ร้านจะไม่เสียอะไรเลย (ยกเว้นอาหาร) กลายเป็นว่ามีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากของที่เดิมต้องทิ้งลงถังเมื่อหมดวัน ผู้บริโภคมีอาหารอร่อยๆ ทานในราคาย่อมเยา และมีส่วนช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหาร โดยทุก 3 กิโลกรัมที่รักษาได้ จะเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 4.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ 

เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดี

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
03

ยินดีเปลี่ยนความคิด

หนึ่งในความท้าทายของแนวคิดที่หลุยส์และ Yindii กำลังนำเสนอคือ ทัศนคติของคนที่มีต่ออาหารส่วนเกิน ทั้งมองว่าสกปรก ไม่ได้คุณภาพ หน้าตาไม่สวยเท่าไร ซึ่งไม่ผิดนักที่เราจะมีภาพจำเช่นนั้นจากประสบการณ์ในอดีต

“ผมมองว่ามันเหมือนปัญหาขยะพลาสติก เมื่อสิบปีก่อน คนยังไม่ค่อยรู้ผลกระทบมากนัก แต่พอสื่อสารไปเรื่อยๆ ตอนนี้คนก็เห็นความสำคัญในวงกว้างมากขึ้น” หลุยส์กล่าว สาเหตุที่เขาสนใจเรื่องขยะอาหารจนถึงขั้นทำเป็นธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาผ่านการปลูกฝังรับสารมานานตั้งแต่ยังเล็กเหมือนกัน

“ย้อนกลับไปตอนผมเป็นเด็ก ถ้าทานอาหารไม่หมด ผมลุกออกจากโต๊ะไม่ได้เลย คุณตาจะมองผมแล้วบอกว่ายังมีอาหารเหลืออยู่นะ และมีแคมเปญมากมายบอกเราว่าหลายคนกำลังอดอยาก ทานอาหารให้หมดเสีย บางประเทศที่ผมเคยไปอยู่ ถึงขั้นบัญญัติกฎหมายว่า ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งอาหารที่ยังไม่หมดอายุ พวกเขาต้องจ่ายค่าปรับด้วย” 

ภารกิจสำคัญของ Yindii คือการเลือกหาวิธีสื่อสารและสร้างการรับรู้ใหม่ที่เหมาะสม หนึ่งในวิธีที่พวกเขาเริ่มทำคือ ให้ร้านบนแพลตฟอร์มเป็นสัญญาณบ่งบอกคุณภาพ และช่วยลบภาพจำเดิมของคนทิ้งไปเอง

“เราต้องการสร้างมาตรฐานอาหารที่สูง ผู้ใช้งานจะได้รู้สึกมั่นใจทันทีว่าอาหารที่ได้รับนั้นดีแน่นอน แม้ใกล้จะหมดวัน เป็นเหตุผลที่ช่วงแรกเราเลือกทำงานกับโรงแรมห้าดาว ร้านเบเกอรี่และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมี่ยมเป็นหลัก เพราะพวกเขาใส่ใจคุณภาพและประสบการณ์ของลูกค้ามาก” 

การชักชวนธุรกิจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในช่วงแรก เมื่อเพิ่งสร้างแพลตฟอร์มขึ้นใหม่ๆ และธุรกิจอาจกังวลว่าอาหารเหลือดูเป็นเรื่องไม่ดี อาจแปลว่าคนซื้อไม่มากเท่าที่ควร แต่หลุยส์พยายามสื่อสารว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ในการทำธุรกิจและไม่น่าอับอาย

สิ่งที่ธุรกิจควรทำคือ ร่วมกันทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของอาหารส่วนเกิน โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เป็นเหมือนตาข่ายรองรับความเป็นอยู่ของอาหารเหล่านั้นเอง ธุรกิจยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรให้วุ่นวายเลย

“แต่ตอนแรกมันท้าทายอยู่แล้ว จนกระทั่งเราเจอ Early Adopter (ผู้ทดลองกลุ่มแรกๆ) อย่างซูเปอร์มาร์เก็ตด้านสุขภาพ Sunshine Market ตอนที่เจ้าของได้ยินไอเดียของเรา เธอบอกว่ารอสิ่งนี้มานานแล้ว และเรามาถูกทาง” หลุยส์เล่าถึงร้านที่เชื่อในพันธกิจของเขา

หลังจากนั้น โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท ตกลงเข้าร่วมแพลตฟอร์มเป็นโรงแรมแรก เมื่อมีรายแรก รายที่ 2 3 4 ก็สนใจตามกันมา จนตอนนี้มีร้านอยู่บนแอปพลิเคชันมากถึงเกือบ 100 ร้านในเขตกรุงเทพฯ แล้ว

“ร้านค้าที่เข้ามาไม่ได้ขายอาหารราคาที่ถูกลงเท่านั้น แต่สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าใหม่ๆ ด้วย พวกเขาอาจค้นเจอร้านคุณโดยบังเอิญ และถ้าชอบอาหาร เขาอาจอุดหนุนในโอกาสต่อไป ทำให้มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้น ธุรกิจอยู่รอด โดยเฉพาะในช่วง COVID-19

“ที่สำคัญ พวกคุณจะได้ร่วมกันลดขยะและต่อสู้เพื่อโลกใบนี้ ในวันที่ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกว่าจะสนับสนุนใคร ระหว่างธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน หรือธุรกิจที่ไม่สนอะไรเลย” 

คุณอยากสร้างความสัมพันธ์แบบใด ทางเลือกเป็นของคุณ

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
04

ยินดีเติบโต

“ผมตื่นเต้นมากที่ได้เห็นผลตอบรับจากคนไทย มีคนเข้ามาคอมเมนต์ในแอปพลิเคชัน ถ่ายภาพอาหารให้คนอื่นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ บอกว่าชอบสิ่งที่เราทำ และตอนที่ระบบเรามีปัญหา หลายคนก็เข้าใจและบอกว่าไม่เป็นอะไร ทำต่อไปนะ” ซีอีโอชาวฝรั่งเศสกล่าวถึงเสียงตอบรับที่เกิดขึ้น ช่วงแรก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย แต่ตอนนี้มีคนไทยใช้แอปพลิเคชันคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ตัวเลขนี้เกิดขึ้นจากการบอกปากต่อปากและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น มีคนทำวิดีโอแนว Unboxing รีวิวการเปิดกล่อง สร้างความตื่นเต้นให้ผู้คนอยากลองสั่งมาลุ้นกันบ้าง

รวมถึงมีคนไทยอย่าง ชวิน อัศวเสตกุล วัย 19 ปี ที่แนวคิดตรงกันกับหลุยส์และมีความเป็นผู้นำ เข้ามาร่วมก่อตั้งและช่วยขยับขยายตลาดในไทย ก่อนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ ทำให้เดือนเมษายนที่ผ่านมา Yindii มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ใช้งานในระบบมากถึง 30,000 รายแบบไม่ทันตั้งตัว 

“เพราะผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเร็วมาก แพลตฟอร์มที่เพิ่งสร้างเสร็จเดือนตุลาคมและยังอยู่ในช่วงทดลองเลยช้าลง เรากำลังเร่งปรับปรุงแอปพลิเคชันใหม่อยู่ ถ้าใช้งานตอนนี้คุณอาจต้องอดทนสักหน่อย แต่อยากให้ได้ลองพิทักษ์อาหารเหล่านี้บน Yindii สักครั้งนะ ผมเชื่อว่าคุณจะหลงรักการช่วยรักษาโลกด้วยวิธีนี้” 

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
05

ยินดีมีจุดยืนที่แตกต่าง

“สิ่งที่ Yindii แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ คือ เมื่อคุณสั่งซื้ออาหารกับเรา คุณคือ Food Hero คุณคือนักขับเคลื่อนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ต่อให้มีแพลตฟอร์มใหญ่ทำโมเดลคล้ายกัน มันอาจไม่ได้ทำเพื่อเหตุผลเดียวกันนี้ และผู้คนจะยังไม่เชื่อในทันที” หลุยส์ตอบ เมื่อเราถามถึงการทำธุรกิจให้แตกต่างและอยู่รอดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันทุ่มเงินเพื่อครองใจลูกค้า

แพลตฟอร์มใหญ่ที่บริการด้านเดลิเวอรี่อยู่แล้วมีข้อจำกัด ต่างจากรายใหม่ที่แนวทางชัดอย่าง Yindii ส่งผลให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดอาหารส่วนเกินเป็นเรื่องยาก ไม่น่าดึงดูดใจ เพราะหากทำจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการตัดราคากันเอง

เช่น ร้าน A ขายพิซซ่าปกติในราคาเต็ม 100 บาท หากจู่ๆ มีโปรโมชันพิซซ่าปริศนาที่คุณภาพเหมือนกัน ลดราคา 70 เปอร์เซ็นต์ คนย่อมสนใจข้อเสนอนี้ แต่จะเกิดการเปรียบเทียบกับราคาปกติในแพลตฟอร์ม และร้าน A จะสูญเสียโอกาสการสร้างรายได้เท่าเดิมไปทันที

เมื่อดูรายละเอียดลึกลงไปแพลตฟอร์มนี้มีแนวโน้มที่จะส่งอาหารถึงผู้สั่งช้ากว่าแอปพลิเคชันอื่นที่อาจคุ้นเคยกันด้วย ซึ่งไม่ใช่ข้อผิดพลาด เพราะพวกเขาตั้งใจออกแบบให้เป็นเช่นนั้น

“ธุรกิจส่งอาหารในประเทศไทยโตขึ้นรวดเร็วมาก และเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังกังวล เพราะมักเป็นการส่งแบบจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งในครั้งเดียว แต่เราคิดว่า แทนที่จะต้องรีบส่งภายในยี่สิบนาที เราจะบอกคุณว่าอาจรอถึงหนึ่งชั่วโมงนะ แล้วเราจะใช้เวลาไปรับอาหารห้าถึงหกกล่อง นำส่งให้ลูกค้าห้าถึงหกคนในทีเดียว ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา และลดการสร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ของประเทศด้วย​” หลุยส์อธิบายแนวคิด พร้อมเสริมว่า Yindii พยายามสนับสนุนร้านไม่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อให้เกิดการขนส่งที่เป็นมิตรทั้งกระบวนการ

“เราทำสิ่งที่แตกต่างกันในคนละตลาด ผมเลยไม่ได้กังวลเรื่องผู้เล่นรายใหญ่เท่าไรนะ สำหรับเรา ความยั่งยืนคือหัวใจของความสำเร็จ” 

06

ยินดีก้าวต่อไป

ปัจจุบัน Yindii ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านอาหารส่วนเกินนี้ไปมากกว่าหมื่นกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป้าหมายระยะสั้นต่อไปของพวกเขา คือการลดให้ได้มากกว่า 100,000 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 ปี ด้วยความคาดหวังว่าจะมีผู้ใช้งานแตะ 1 ล้านคน พร้อมร้านค้าอีกมากที่เข้าร่วมอุดมการณ์ เป็น Food Hero ให้ผู้บริโภคเลือกสรรอย่างไว้วางใจ 

รวมถึงร่วมมือกับ SOS Thailand เพื่อให้คนได้ทั้งซื้ออาหารและสนับสนุนเงินทุนให้ SOS Thailand นำไปปรุงอาหารส่วนเกินช่วยเหลือผู้อื่นต่อ (ปัจจุบัน Yindii เปิดในส่วนการสนับสนุนเงินทุน เป็นอีกหนึ่งช่องทางการบริจาค) 

ส่วนเป้าหมายระยะไกล คือการขยายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เป็นในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่อื่น เพื่อขยายผลและปักหมุดความสำเร็จให้กับสตาร์ทอัพจากประเทศไทย

“One small box, One big step” หลุยส์สรุปแก่นสำคัญของ Yindii เมื่อคนเริ่มสั่งซื้ออาหารส่วนเกิน 1 กล่องเล็กๆ นี้ เขาจะเริ่มเห็นข้อดีและอาจเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นต่อไป เช่น เลิกใช้หลอดพลาสติก ทานอาหารให้หมดจาน แม้ดูเล็กน้อย แต่แสนสำคัญ

เป็นก้าวเล็กๆ ที่รวมกันแล้วทำให้มนุษย์อิ่มท้อง​ ไม่ทำร้ายโลกใบเดียวที่เรามีไปมากกว่านี้ และรักษาไว้ให้ยังคงน่าอยู่อย่างยินดีสำหรับคนรุ่นต่อจากเรา

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)

Writers

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

The Cloud x Startup Thailand

“เราไม่ได้เป็นบริษัทจัดหางาน แต่เรากำลังเปลี่ยนชีวิตคน”

พลภัทร ทรงธัมจิตติ Co-Founder & CMO ของ GetLinks มีสีหน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยพลังพลุ่งพล่านทุกครั้งที่เขาเอ่ยประโยคนี้

มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับวงการสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นความหวังในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ด้วยจังหวะใหม่ที่เร็วขึ้นและล้ำขึ้นอย่างที่ไม่เคยมียุคใดทำได้มาก่อน

จึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาความสามารถของบุคคลสามกลุ่มหลักๆ คือ Developer Designer และ Digital Marketer หรือที่เรียกรวมกันง่ายๆ ว่า 3D Talents และคนกลุ่มนี้แหละที่จะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของการหมุนโลกต่อไป

“เราเลือกแก้ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตคนและทางเลือกให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น เราแทบจะไม่พูดว่าหางานเลยด้วยซ้ำ ภารกิจของเราคือการ connecting people เมื่อเราตั้งใจที่จะแก้ปัญหาที่ใหญ่มากพอ มันจึงมีแรงขับจากตัวองค์กรและทีมงาน ในการเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง”

GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ

คุณสมบัติที่ 1 : อุดมการณ์และความตั้งใจ

การเดินทางของเก็ตลิงค์ผ่านอุปสรรคและสนาม pitching มานับไม่ถ้วน  ซึ่งทุกครั้งเขาได้เรียนรู้จากมันเสมอ พลภัทรเผยว่าช่วงที่ยากสุดสำหรับสตาร์ทอัพก็คือการทำ Product Market Fit เพราะต้องรู้ความต้องการของตลาด และผลิตภัณฑ์ต้องทำหน้าที่เป็นทางออกในการแก้ปัญหาของตลาดด้วย เหตุที่มันยากเพราะมีสินค้าบริการจัดหางานเดิมอยู่เต็มไปหมด แล้วอะไรคือสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครนึกถึงมาก่อน

สำหรับเก็ตลิงค์ ก่อนที่จะไปถึงคำตอบนั้น ความเข้าใจในความต้องการของตลาดเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดในเวลาเดียวกัน สำหรับการทำธุรกิจ “ไม่ว่าจะทำสตาร์ทอัพอะไรก็ตาม เราเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา การเก็บข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจผู้ใช้งานจึงสำคัญต่อธุรกิจมาก ยิ่งปัญหาที่ใหญ่มากๆ เราก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวเพราะเราอยากแก้ปัญหาที่ใหญ่พอจะสร้างคุณค่าต่อโลกใบนี้”

ด้วยความเชื่อนี้เองที่ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่มีงบจำกัดสามารถจัดงานจ๊อบแฟร์ที่มีบริษัทสตาร์ทอัพมาร่วมด้วยมากที่สุดในไทย รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในชื่อของ BKK Startup Job Fest เมื่อปี 2015 โดยเลือกผสมผสานระหว่างการหาคนและหางานเข้ากับ Tech Conference ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสตาร์ทอัพกลับไปด้วย ซึ่งดึงดูดความสนใจของคนในวงการและคนทั่วไปได้มากถึงราว 3,500 คน พลภัทรบอกว่า ในตอนนั้นแม้จะยังไม่สามารถมอบสิ่งตอบแทนให้คนที่มาช่วยงานในรูปแบบของเงินได้ สิ่งที่ต้องมอบให้ผู้ที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ก็คือการแสดงให้เห็นถึงอิมแพคสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกคน

GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ GetLinks บริษัทที่เชื่อมต่อคนที่ถูกต้องเข้ากับงานที่ถูกใจ

คุณสมบัติที่ 2 : ความฝันที่มีร่วมกัน

ความฝันอันยิ่งใหญ่ของเก็ตลิงค์ คือการเปลี่ยนชีวิตของผู้คน ให้คนที่ถูกต้อง ได้มาเจอโอกาสที่ถูกต้องสำหรับการพัฒนาตัวเอง กระตุ้นกระบวนการในการเชื่อมต่อกันของคนทั่วโลก เนื่องมาจากในประเทศไทยนั้นยังมีคนไม่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของวงการสตาร์ทอัพที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง แถมยังต้องแข่งขันกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากต่างประเทศอีก

เมื่อเก็ตลิงค์มองเห็นภาวะนี้อย่างชัดเจนจึงไปเปิดตัวในหลายประเทศ ทั้งดึงตัวบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามาในไทย และผลักดันคนไทยให้ก้าวไกลโกอินเตอร์ เพื่อให้เกิด Cross Boarder สร้างสมดุลของทีมทำงานที่ถูกต้องทั่วภูมิภาคเอเชีย เช่น เวียดนามเป็นแหล่งส่งออกเดเวล็อปเปอร์และโปรแกรมเมอร์ ส่วนเกาหลีใต้ก็เป็นแหล่งผลิต Data Scientist ออกมาจำนวนมาก ส่วนประเทศที่มีความต้องการบุคลากรเข้ามารับตำแหน่งงานอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ที่มีบริษัทจดทะเบียนเยอะ ต้องการคนเยอะ เก็ตลิงค์เป็นตัวกลางในการคัดเลือกหัวกะทิจากแต่ละสาขาตำแหน่งในอัตราส่วน 5:100 ของผู้สมัครทั้งหมด นำมาจับคู่เข้ากับความต้องการของบริษัทที่ต้องการคนคุณภาพ ทำงานดีและมีวิธีคิด วิธีการทำงานที่เข้ากันได้จริง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลตอบรับของผู้ใช้งานเก็ตลิงค์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เล่าว่ามีความสุขกับงานใหม่มาก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้สมัครงานหรือบริษัทที่รับพนักงานใหม่เข้าไป

เมื่อผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพเชื่อว่าตัวเองกำลังทำงานที่มีความหมาย ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต่างรู้สึกเช่นเดียวกันตามไปด้วย พนักงานของเก็ตลิงค์ทุกคนต่างรับรู้ความฝันของทุกคนหมด

“เราแชร์ฝันกันเสมอ สุดท้ายแล้วมันจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักและเป็นคุณค่าที่ขับเคลื่อนพวกเขาอยู่ข้างใน แล้วก็เป็นตัวขับเคลื่อนออกมา ผมรู้ว่าบางคนอยากเปิดร้านดอกไม้ อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบ อยากเป็นหัวหน้าทีม พอเราเข้าใจเขา มันก็กลายเป็น propose driven ทั้งหมด” พลภัทรอธิบายรูปแบบการทำงานของบริษัทซึ่งให้ความสำคัญแก่ความฝันของทุกคนอย่างแท้จริง

“ยิ่งเราเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตคน มันจะอยู่ไม่ได้ถ้าเราไม่แคร์ความฝัน ไม่แคร์ความต้องการของของพนักงานเราเอง เราคุยกันรายเดือนเลย บนโต๊ะประชุมเราถามกันว่า ฝันของคุณเป็นยังไงบ้าง ใกล้ความจริงขึ้นบ้างหรือยัง มันสำคัญมากเลยนะ เราไม่ได้คุยว่างานเป็นยังไงบ้าง ในมุมนี้เราให้เวลาในการคุยเรื่องของเขา เราอยากสนับสนุนคนที่มีฝันและกำลังทำมันอยู่ เราชอบเพราะเราได้ช่วยเขาทำฝันด้วย และเขาก็มาช่วยทำให้ฝันของเราเป็นจริงเหมือนกัน”

คุณสมบัติที่ 3 : ความสำเร็จที่มีคุณค่าและส่งผลต่อผู้อื่น

“ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เราอยากเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมาก เพราะการประสบความสำเร็จนั้นหมายถึงเราได้สร้างคุณค่าและสร้างบุคลากรด้านสตาร์ทอัพรุ่นต่อไปให้สตาร์ทอัพอื่นๆ อีกมากมาย” ซึ่ง ‘อื่นๆ อีกมากมาย’ ที่เขาหมายถึงก็คือการวางรากฐานคนทำงานด้านสตาร์ทอัพที่มีคุณภาพทั่วเอเชียให้ได้ในเร็ววัน

การทำงานที่ผ่านมาของเก็ตลิงค์ตอกย้ำให้พลภัทรเห็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนและสำคัญมาก 2 เรื่อง

นั่นก็คือเรื่อง Dare to Dream เพราะคนเรามักไม่กล้าฝันหรือคิดอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเยอะนัก คนที่กล้าพูดความฝัน หรือทำความฝันนั้นให้เป็นจริงมีน้อย

“กฎง่ายๆ ของผม คือ ถ้ามีฝันแล้วไม่พูดออกมาก็จะไม่มีวันทำได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิธีการทำงานของสมองของเรา คือเมื่อเราพูดแล้วจะคิด เชื่อแล้วก็จะกลับมาทำ เริ่มแรกต้องเริ่มฝันแล้วแชร์มันออกมาก่อน”

ชวนให้คิดว่า หรือจริงๆ แล้วเหตุเราไม่กล้าฝันเพราะเราอาจจะไม่ได้อยากได้มันมากพอ

“มีคนมาถามผมเยอะนะ ว่าอยากสำเร็จต้องทำยังไง หาไอเดียเริ่มต้นยังไง จริงๆ มันมีคำถามเดียวเลยคือ ‘คุณอยากได้มันมากแค่ไหน’ สำหรับเรา เป้าหมายของเราไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่เราอยากเห็นชีวิตคนที่เปลี่ยน อยากเห็นโคตรๆ เลย เราเลยเลือกที่จะตั้งเป้าหมายกับสิ่งที่มันจับต้องไม่ได้มากกว่า เป็นสิ่งที่เราเข้าใจและรู้สึกมันได้”

ในขณะที่เรื่องที่สองคือ Don’t Think Just Do

“ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำไปเลย เหตุผลง่ายๆ คือคนทำมันน้อย สตาร์ทอัพไอเดียมีเป็นพันเลย แต่คนเริ่มลงมือทำน้อยมาก วิธีคิดคือให้มองหา worst case ถ้ามันไม่แย่มากก็ลองทำดูเลย ถ้าพูดจากประสบการณ์คนที่ทำสตาร์ทอัพมาแล้ว ยังไงสตาร์ทอัพมันมีวิวัฒนาการอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำวันนี้ก็ไม่เหมือนวันแรก เพราะระหว่างทางตลาดเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทุกวันที่ทำงานเราเจอปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราก็อยากแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายเราก็จะเจอทางออกที่มันเปลี่ยนโลกในแบบที่เราอยากจะเป็น สำหรับผมสิ่งนั้นคือ การเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วยเทคโนโลยี”

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาบริการสำหรับธุรกิจ (Business Service)

พลภัทร ทรงธัมจิตติ, Co-founder & CMO of GetLinks

Website: GetLinks.co

Writer

Avatar

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

Avatar

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load