ฝน-นภนีรา รักษาสุข คือนักออกแบบและผู้ก่อตั้ง ยินดีดีไซน์ Yindee design บริษัทที่รับออกแบบบรรจุภัณฑ์และแบรนดิ้งของสินค้าต่างๆ มากมาย ซึ่งผลงานของยินดีดีไซน์นั้น ถ้าหยิบออกมาเราก็น่าจะคุ้นตากันเป็นอย่างดี ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม ขนม ของใช้ภายในบ้าน ไปจนถึงอัตลักษณ์ของร้านอาหารร้านขนม และอีกมากมายหลายต่อหลายสิ่ง ไม่เพียงแค่นั้น งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ของยินดีดีไซน์ยังได้รับรางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน ที่เป็นที่ยอมรับทั้งในไทยไปจนต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและยุโรปอีกด้วย 

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign

งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ของยินดีดีไซน์ไม่ได้มีแค่ความสวยหรือน่ารัก แต่ยังแตกต่างและโดดเด่นออกจากที่มีในท้องตลาด วิธีคิดวิธีทำงาน ไปจนถึงการนำเสนอลูกค้าให้เห็นพ้องต้องกันนั้น เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาและน่าสนใจ โดยเฉพาะหากคุณเป็นนักออกแบบที่ได้รับงานมา หรือคุณเป็นผู้ประกอบการที่อยากได้บรรจุภัณฑ์ใหม่ให้สินค้าตัวเอง เพราะฝนเริ่มต้นการทำงานออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก โดยเน้นไปที่การศึกษาหาตัวตนของสินค้าจากภายใน และตัวตนที่เป็นและชัดเจนนั่นแหละ ที่จะทำให้งานออกแบบนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับคุณค่า เวลาการทำงานส่วนมากของยินดีดีไซน์จึงมุ่งไปที่ส่วนนี้ หาใช่การเลือกใช้สีสันสดใส วัสดุแปลก หรือทำตามความนิยมของตลาดที่มาไวไปไว ซึ่งทำให้เกิดการแก้งานกันแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าพร้อมกันแล้ว ก็ขอเชิญทุกคนไปพูดคุยและค้นหาวิธีการทำงานของ ฝน-นภนีรา รักษาสุข กันได้เลย

ยินดีที่ไม่รู้จัก

คงจะเป็นเรื่องน่าแปลกใจ ที่แม้ทุกวันนี้จะเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบ แต่ในอดีต ฝนกลับไม่เคยคิดจะทำงานออกแบบกราฟิกเลย เพราะมีความฝันว่าอยากจะทำงานโฆษณาให้ได้รางวัลระดับโลกอย่างคานส์มากกว่า เลยได้เลือกเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

“ฝนชอบงานโฆษณา ช่วงปีสามฝนได้เข้าเวิร์กช็อปและประกวดงานโฆษณาอย่าง BAD Awards พอจบมาก็ได้ทำงานในเอเจนซี่โฆษณาของญี่ปุ่น ทำไปได้ประมาณครึ่งปี งานเวิร์กช็อปต่างๆ ที่เคยทำมามันก็ส่งผล ทำให้มีเอเจนซี่ชื่อดังเรียกฝนไปสัมภาษณ์เป็น Junior Art Director เป็นบริษัทในฝันเลย ทำไปได้สักสองปีกว่าๆ ด้วยความที่เอเจนซี่นั้นเป็นบริษัทที่ใหญ่มากๆ เราได้เรียนรู้เยอะ พอๆ กับก็รู้สึกว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะ เลยตัดสินใจจะไปเรียนต่อด้านโฆษณาโดยตรง พอลาออกปุ๊บ ก็เจอต้มยำกุ้งปั๊บ เลยไม่ได้ไป” ฝนเล่าถึงการเริ่มต้นการเป็นนักออกแบบของตัวเอง

ด้วยภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกที่กระทบกับผู้ประกอบการหลายคน ครอบครัวของฝนก็ได้รับผลกระทบและเกิดหนี้จากการลงทุนด้วยเช่นกัน การไปเรียนต่อก็ถูกยกเลิก ในตอนนั้นฝนที่อยู่ในสถานะคนว่างงานจึงเป็นฟรีแลนซ์เพื่อหารายได้ และจุดเปลี่ยนในชีวิตก็เริ่มขึ้นตอนนี้

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign

“ในตอนนั้น แม้เราจะเคยทำงานในเอเจนซี่โฆษณาใหญ่มา แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้ทำงานโฆษณาในฐานะฟรีแลนซ์ เพราะการทำโฆษณาในตอนนั้นมันต้องการทีมงานขนาดใหญ่ พอดีว่ามีเพื่อนที่เคยเป็น AE เขาย้ายเป็นเป็นลูกค้าในบริษัทคอนซูเมอร์โปรดักต์ ชวนให้เราไปช่วยออกแบบงานที่สมัยก่อนเรียกว่า Below the Line เช่นงาน P.O.P. ที่ติดตามชั้นวางของในห้าง 

“ฝนไม่เคยมองงานกราฟิกมาก่อนเลยและไม่ค่อยเชี่ยวชาญด้วย เพราะสมัยอยู่เอเจนซี่ หน้าที่ของอาร์ตไดฯ คือคิดไอเดีย ทำเลย์เอาต์ ทำสตอรี่บอร์ด คุมการถ่าย คุมการตัดต่อ หรือคุมการถ่ายภาพนิ่ง เป็นหลัก แต่พอมีโอกาสก็เลยลองทำดู ทำมาเรื่อยๆ เริ่มจากงานชิ้นเล็กๆ จนลูกค้าเริ่มให้งานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วฝนก็สนุกกับการเข้าไปรับงานและคุยกับลูกค้า คือตั้งแต่มัธยมฝนเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจมากๆ ถ้ามองย้อนไปเราคงเป็นคนชอบเรื่องการตลาดนั่นแหละ ทีนี้พอมีโอกาสมาคุยกับลูกค้า ก็มักจะคุยกันในบริบทของการตลาดด้วย ยิ่งทำให้เราสนุกมาก

“สมัยก่อนกล่องทิชชูในบ้านเราคนไทยไม่ได้ออกแบบเอง ลูกค้าเขาจะเอาอาร์ตเวิร์กกล่องจากเมืองนอกมาให้ฝนปรับขนาด ซึ่งก็จะมีแต่ลายดอกไม้เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นแม่บ้าน ฝนปรับจนวันหนึ่งพูดกับเขาว่า ลายพวกนี้ฝนปรับเองแต่ฝนไม่ซื้อนะ มันไม่ใช่ของฝน มันไม่เป็นตัวแทนให้คนรุ่นเราเลย 

“ลูกค้าตอนนั้นก็รุ่นๆ เดียวกันหมด คนรุ่นเราก็แต่งบ้านแต่งคอนโดฯ นะ แล้วดูซิคนที่ซื้อไปใช้ก็เอากล่อง เอาผ้าคลุม ที่เขาคิดว่าสวยมาครอบกล่องกันหมด แล้วแบรนด์จะอยู่ตรงไหนเหรอ ลูกค้าก็เห็นด้วย เราก็เลยเสนอโปรเจกต์ใหม่ที่วางกลุ่มเป้าหมายใหม่ เป็นคนทำงานออกแบบ คนโฆษณา คนที่ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์ แล้วออกแบบกล่องในสไตล์มินิมอล เก๋เท่แบบไม่เคยมีมาก่อน ลูกค้าเห็นโปรเจกต์นี้แล้วชอบมาก และกล้าพอที่จะลองผลิตและวางขายจริงดู” ฝนเล่าถึงวันเปลี่ยนชีวิตในการเป็นนักออกแบบของเธอ

หลังจากสินค้าได้ถูกผลิตและวางจำหน่าย ปรากฏว่าสินค้าได้รับการตอบรับดีเกินคาด และได้ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะมาก เพราะคนซื้อจริงนั้นกว้างกว่ากลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก ทางบริษัทในเครือที่สิงคโปร์ก็ติดต่อขอซื้อแบบไปผลิตขาย บริษัทแม่ที่อเมริกาก็นำเคสการเปลี่ยนลวดลายบนกล่องนี้ไปเป็นกรณีศึกษาในการประชุมระดับภูมิภาคด้วย 

“ตอนนั้นมันทำให้เราสนุก ตื่นเต้น ความรู้สึกกับงานกราฟิกและการออกแบบบรรจุภัณฑ์เปลี่ยนไปเลย ด้วยความที่มันสร้างอิมแพ็กต์มาก” ฝนเล่าย้อนถึงวันนั้นด้วยแววตาเป็นประกาย

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Kleenex [be u] โปรเจกต์ที่ทำให้มุมมองที่มีต่องานออกแบบเปลี่ยนไป

ยินดีที่ได้รู้จัก

หลังจากโปรเจกต์กล่องกระดาษทิชชูนั้น ฝนก็ได้เริ่มเข้าสู่การเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพราะได้งานออกแบบบรรจุภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มได้รับความไว้วางใจมากขึ้นและได้ทำงานให้กับภูมิภาคเอเชีย ได้ทำงานให้บริษัทข้ามชาติหลายบริษัท ไปจนถึงได้มีโอกาสทำงานออกแบบกราฟิกให้กับ Orange เครือข่ายโทรศัพท์ที่สร้างแบรนด์อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในยุคนั้น มีโอกาสเห็นหลักการและวิธีการของการทำแบรนดิ้งที่เป็นสากล จึงทำให้ฝนเริ่มเข้าใจเรื่องของแบรนดิ้งเพิ่มมากขึ้นในตอนนั้น

แต่ฝนไม่รู้เลยว่า หลักการที่ได้รับรู้มาจากการทำงานในช่วงเวลานั้น จะถูกนำมาใช้แบบไม่รู้ตัวกับการทำบริษัทของตัวเอง

“มันมีเหตุการณ์สองสามครั้งที่ทำให้เรามานั่งถามตัวเอง และจัดการกับ Positioning ของตัวเอง เช่นเราถูกเปรียบเทียบราคากับคนอื่น เราทำงานจนเสร็จแล้วโดนลดราคาทีหลังโดยแผนกจัดซื้อ 

“ฝนมาถามตัวเองว่า ทำไมเขาทำกับเราแบบนี้ เราทำงานไม่เหมือนที่อื่นนะ เขาไม่รู้เหรอว่าเราเป็นยังไง และได้คำตอบว่า ก็เขาไม่รู้ไง เขาไม่เห็นไง ทำให้เขารู้สิ ทำให้เขาเห็นสิ มันเป็นความรับผิดชอบของเรา ไม่เกี่ยวกับเขา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ยินดีดีไซน์โดยไม่ได้ตั้งใจ เริ่มมาจากการที่เรามานั่งชัดเจนว่าเราเก่งอะไร เราต่างยังไง ตัดสินใจว่าเราจะทำอะไร และไม่ทำอะไร

“หลังจากนั้นไม่นาน ฝนได้รู้จักกับ ผศ. ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ นักวิจัยอาหารที่เก่งมากของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตอนนั้นถ้าผู้ประกอบการอยากพัฒนาสินค้าของตัวเอง แต่ไม่มีแผนก R&D ก็มาพัฒนาสินค้าที่นี่ได้ ทำให้ฝนได้เจอผู้ประกอบการที่ตั้งใจทำสินค้าอาหารดีๆ เยอะมาก แต่ไม่สามารถแข่งขันในตลาด พื้นฐานแบรนดิ้งก็ไม่มี บรรจุภัณฑ์ไม่ตอบโจทย์ เลยลองไปช่วยงานอาจารย์ดู ไปออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการหลายราย มันสนุกมาก ดีมาก เพราะได้ใช้ประสบการณ์ที่เราเคยทำงานให้บริษัทใหญ่ๆ มาทดลองทำและช่วยผู้ประกอบการรายเล็กได้” ฝนเล่าถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิต

ยินดีที่ได้ออกแบบ

งานที่สร้างให้ยินดีดีไซน์เป็นที่รู้จัก คืองานออกแบบบรรจุภัณฑ์กล้วยตากของ Banana Society ที่เปลี่ยนหน้าตากล้วยตากไปอย่างสิ้นเชิง และยกระดับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์สินค้าไทยขึ้นไปอย่างมาก ทำให้มีคนเห็นและติดต่อมาเพื่อให้ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ฝนเข้าใจถึงความถนัดของตัวเองมากขึ้น 

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
กล้วยตาก Banana Society บรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เป็นที่รู้จักเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

“เราไม่ได้ทำแค่การออกแบบให้สวยงาม เพราะทุกๆ งานที่เข้ามาเราต้องศึกษาค้นคว้าถึงตัวแก่นของลูกค้า ให้รู้จักเขาอย่างดีก่อน จึงจะทำงานออกแบบให้ออกมาได้ มันใช้เวลานานกว่าทั่วไป สมัยก่อนฝนต้องอธิบายให้บรรดาผู้ประกอบการฟัง ซึ่งตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จักการทำแบรนดิ้งหรอก ยิ่งเรื่องดีไซน์นี่แทบไม่มีใครลงทุน 

“ต้องพูดให้เห็นภาพว่านี่คือหลุมพรางของผู้ประกอบการ ทีลงทุนหลังบ้าน เครื่องจักรหลายสิบล้านนะทำได้ แต่พอจะออกไปหน้าบ้าน กลับเสียดายไม่ยอมแต่งตัวให้ดึงดูด ให้โดดเด่น แทบทุกคนอยากลงทุนกับมันให้น้อยที่สุด ทั้งที่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าคนเขาจะเดินเข้ามาหาเราไหม เขาจะเชื่อถือเราไหม เมื่อก่อนพูดอันนี้บ่อย แต่ตอนนี้คนเข้าใจมากขึ้นเยอะแล้วนะคะ  

“เรามักจะบอกทุกคนว่า ถ้าแบรนดิ้งคือคน บรรจุภัณฑ์มันก็คือการแต่งตัวภายนอก เราต้องชัดเจนก่อนว่าคนคนนั้นคือใคร แล้วแต่งตัวให้สอดคล้องกับคนคนนั้น หลุมพรางของการไม่มีพื้นฐานแบรนดิ้ง คือทุกคนจะเลือกงานตามความชอบ ซึ่งไม่ผิดที่แต่ละคนจะมีความชอบส่วนตัว แต่เราจะให้ความชอบส่วนตัวนำทางธุรกิจทั้งหมดไม่ได้ 

“ถ้ามีคนในที่ประชุมห้าคน แต่ละคนก็มีความชอบต่างกันหมด คำถามคือใครจะเป็นคนตัดสินใจล่ะว่าแบรนด์นี้หน้าตามันจะออกมาเป็นแบบไหน ก็คงจะจบที่คนที่มีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในห้อง ซึ่งถ้าหลังจากนั้นคนที่ใหญ่ที่สุดเกิดไม่อยู่แล้ว หรือเขาเกิดเปลี่ยนใจล่ะ แบรนด์มันก็จะแกว่ง ไม่มั่นคง คนทำงานก็จะทำงานยาก ต้องมาเถียงกันในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเถียง

“การสร้างแบรนด์มันเหมือนกับการที่ทุกคนในห้องประชุมร่วมกันคลอดเด็กคนหนึ่งออกมานอนบนโต๊ะ แล้วเห็นพ้องต้องกันว่า เด็กคนนี้เป็นใคร เกิดมาทำไม มีความเชื่ออะไร บุคลิกยังไง คนอื่นรอบๆ ตัวเขาจะเห็นเด็กคนนี้เป็นแบบไหน เขาจะมีวิธีการพูดยังไง เป็นกันเองหรือวิชาการ” ฝนเล่าถึงความถนัดใหม่ที่ใช้เป็นหลักการในการทำงาน

บรรจุภัณฑ์ น้ำสลัดเบาเบา หนึ่งในงานยุคแรกๆ

เราสงสัยและต้องถามฝนในฐานะนักออกแบบที่เพิ่งมาเจอตัวสินค้านั้นๆ ว่าจะรู้จักแบรนด์ได้ดีกว่าผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นคนสร้างมันขึ้นมาได้จริงหรือ

“เราจะรู้จักแบรนด์เขาดีกว่าตัวลูกค้าไหม ไม่ค่ะ ลูกค้าย่อมเชี่ยวชาญในงานของเขามากกว่า แต่ก็เหมือนคนแหละ บางครั้งมันก็มีจุดบอดที่เรามองไม่เห็นด้วยตัวเอง ฝนเป็นเหมือนคนนอกที่จะมองจากข้างนอกเข้ามา และสะท้อนให้เขาเห็น บวกกับการหาข้อมูลและวิเคราะห์ให้รอบด้าน ก็จะทำให้แบรนด์ของลูกค้าแตกต่างจากคนอื่นได้จริงๆ 

“อย่างบางคนมีเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าที่เลิศมาก แต่เขาอยู่กับมันทุกวันจนไม่เห็นว่ามันพิเศษ เราก็บอกเขาว่า โอ้โห อันนี้เจ๋งเลยนะ หรือบางคนมั่นใจมากว่าสินค้าเขาอร่อยไม่มีใครเหมือน แต่เราเจอว่ามีสินค้าแบบเดียวกันนี้อีกตั้งเยอะ 

“เราก็บอกเขาว่าเพิ่มจุดขายให้น่าสนใจขึ้นดีไหม ปรึกษากัน การทำแบรนดิ้งไม่ใช่การจับยัด แต่เป็นการค้นหา เราไม่ใช่คนที่จะไปชี้นิ้วว่าเขาต้องเป็นแบบไหน แต่เรามีเครื่องมือในการส่องทาง พาเขาไปให้เห็นในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นในตัวเขาเองมาก่อน และการลงมือทำก็จะมาหลังจากนั้น” ฝนเล่าถึงการทำแบรนดิ้งให้ลูกค้า 

หลังจากฟังแนวคิดแล้ว เราสงสัยถึงวิธีการทำงานของยินดีดีไซน์ว่ามีขั้นตอนการทำงานยังไงบ้าง ฝนเล่าให้ฟังว่า ในขั้นแรกสุดจะส่งข้อมูลของทางบริษัทไปให้ก่อน ซึ่งจะอธิบายหลักการทำงาน วิธีการทำงาน ราคา และผลงานที่ผ่านมาไปให้ หลังจากนั้นเมื่อลูกค้ายืนยันว่าอยากให้ทำงานให้ ก็จะมาสู่ขั้นตอนถัดไป คือการโทรหรือ Zoom คุยกันเพื่อพูดคุยเบื้องต้น ว่าลูกค้ามองหาอะไร ต้องการอะไร ซึ่งฝนบอกว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก

“ขั้นตอนนี้ฝนคุยเองทุกครั้ง เพราะชอบ สนุก และเราได้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด แล้วหลังจากที่ตกลงทำงานด้วยกัน ฝนก็จะพาทีมแห่ไปศึกษาลูกค้า ไปดูโรงงาน ไปเจอครอบครัว เจอหุ้นส่วน ดูเครื่องจักร ไปที่ไร่ที่สวน เราจะได้รู้จักลูกค้าอย่างลึกซึ้ง รู้วิธีคิดทั้งจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต 

“ประสบการณ์เรื่องตลาดเรื่องคู่แข่งของเขา ทัศนคติของเขามีประโยชน์มาก หลังจากนั้นเราก็จะนำข้อมูลที่ได้มาทำการบ้านต่อ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจและสัมภาษณ์ผู้ใช้และไม่ใช้สินค้าของเขา ว่าแต่ละกลุ่มมองเห็นสินค้านี้ในมุมไหนบ้าง หรือไปสำรวจตลาด ดูคู่แข่งของลูกค้าทั้งหมด ประสบการณ์ในการซื้อและใช้เป็นยังไง เพื่อวิเคราะห์และสรุปแบรนดิ้งของเขา เมื่อได้ข้อสรุปมาเราก็เอาไปคุยกับลูกค้าว่าคนแบบนี้ใช่คุณไหม” ฝนอธิบายขั้นตอนการทำงานของบริษัท

ถ้าลูกค้าเห็นด้วยกับแบรนดิ้งที่นำเสนอ ทางลูกค้าก็จะมีงานต้องทำ มีการลงมือทำอีกหลายอย่างให้สอดคล้องกับแบรนด์ ส่วนทางฝนก็จะทำงานต่อในด้านของ Design Direction ทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศที่กำหนดทิศทางการออกแบบหลังจากนี้ทั้งหมด หลังจากสรุปทิศทางได้แล้วจึงออกแบบชิ้นงานต่างๆ ที่จำเป็นในการทำการตลาด เช่น โลโก้ บรรจุภัณฑ์ หน้าร้าน อัตลักษณ์องค์กร เว็บไซต์ เป็นต้น 

“สิ่งที่เราจะไม่ทำอย่างเด็ดขาด คือออกแบบเลย เช่นวันนี้รับบรีฟ เจอกันครั้งต่อไปก็นำเสนอดีไซน์แพ็กให้ลูกค้าเลือกเลยสามแบบ เพราะมันคือการทำงานแบบที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย นึกภาพดูนะคะ ถ้าลูกค้าบอกว่าอยากให้มันดูน้อยและร่าเริง ความน้อยและร่าเริงของลูกค้าและนักออกแบบอาจจะเป็นคนละภาพเลยก็ได้ และคำถามที่มาก่อนหน้านั้นก็คือ แล้วทำไมมันต้องน้อยและร่าเริงตั้งแต่แรกด้วย มันมีที่มาที่ไปยังไงเหรอ

บางครั้งมีลูกค้าที่ติดต่อมา แต่มีสินค้าที่ยังไม่ดีพอ ฝนก็อดไม่ได้ที่จะเสนอสิ่งที่ดีกว่า เพราะสินค้าคือส่วนสำคัญที่สุด

“ถ้าของมันไม่ดีจริงๆ ก็จะบอกว่าอย่าเพิ่งทำเลย เสียเงินเปล่าๆ ไปพัฒนาสินค้าก่อนไหม ฝนมีลูกค้ารายหนึ่งเป็นร้านขายของฝากที่สุพรรณบุรี พอดีเขาลงเครื่องจักรใหม่ ขยายกำลังผลิต แล้วเขาได้โมลด์กลมๆ แถมมา ทำให้ทำขนมแบบสอดไส้ได้ด้วย ก็เลยทำขนมเค้กไส้ครีมวานิลลา กาแฟ ช็อกโกแล็ตขาย แล้วเรียกเราไปช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ 

“พอเราชิม ก็บอกเขาไปว่าพี่อย่าทำเลย ขนมแบบนี้มีขายเยอะแยะ ไม่ได้ต่าง ถ้าอยากจะทำจริงๆ เราขอเสนอ Product Concept ใหม่ให้ดีกว่า ทีนี้ด้วยทีม R&D ของเขาค่อนข้างเก่ง เราเลยวางไอเดียเป็นสองเซ็ต เซ็ตแรกคือขนมไทย มีขนมตาล ตะโก้ และเปียกปูน ข้างในเป็นไส้กะทิ ส่วนอีกเซ็ตหนึ่งเป็นไส้เบอร์รี่ชีส ข้างในเป็นไส้ชีสและแยมบลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ซึ่งพอทำออกมาวางขายก็ขายดีมาก เพราะนอกจากสินค้าจะน่าสนใจ แพ็กเกจจิ้งก็ยังเป็นของฝากที่เชื่อมโยงระหว่างขนมไทยโบราณและความทันสมัยเข้าด้วยกัน” ฝนเล่าเรื่องการออกแบบที่ไปถึงคอนเซปต์ของขนม

เอกชัย Maru cake โปรเจ็กต์ที่ช่วยคิด product concept ด้วย

แล้วบรรจุภัณฑ์ที่ดีในสายตาของนักออกแบบอย่างยินดีดีไซน์นั้นเป็นอย่างไร 

“ในฐานะนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ เราอยากเห็นสินค้าประสบความสำเร็จทั้งในแง่แบรนด์และยอดขาย สำหรับฝน แพ็กเกจจิ้งที่ดี คือแพ็กเกจจิ้งที่สื่อสารความเป็นแบรนด์ออกมา ด้วยภาษาเดียวกับคนที่เราอยากสื่อสารด้วย โดยแตกต่างจากคนอื่นๆ ในตลาด เราพูดอยู่ตลอดว่าเรื่องสวยไม่สวยไม่ใช่ประเด็น เพราะมันเป็นงานของเรา เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่เราให้ความสำคัญกับการสื่อสารด้วย 

“เราอยากให้บรรจุภัณฑ์สื่อสารกับลูกค้า ให้มันพูดคุยแทนเจ้าของแบรนด์ สร้างประสบการณ์ที่ดี มันไม่ใช่แค่เรื่องภาพ ข้อความ หรือกราฟิก ที่อยู่บนกล่อง แต่ประสบการณ์ทุกอย่างเกี่ยวบรรจุภัณฑ์นั้นคือการสื่อสารทั้งหมด แม้แต่ผิวสัมผัส หรือถ้าเคยซื้อของออนไลน์ เมื่อเปิดกล่องออกมาแล้วเจออะไร พับหรือจัดวางมาอย่างเรียบร้อย แนบการ์ดมาด้วย ทั้งหมดนี้คือการสื่อสารที่เราสนใจทั้งหมด 

“เคยกินขนมบางยี่ห้อมั้ยคะ ที่เขาปรับปรุงกล่องขนมให้มันแกะของออกมากินได้โดยไม่ทำให้มือเลอะ มันคือการสื่อสารกับลูกค้าว่า เขาไม่เคยหยุดเลยในการทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น ในขณะที่บรรจุภัณฑ์บางอันกินแล้วมันบาดปากเรา มันก็คือการสื่อสารว่าเขาไม่สนใจหรอก คุณจ่ายเงินซื้อของไปแล้วก็พอ” นักออกแบบบรรจุภัณฑ์เล่าถึงบรรจุภัณฑ์ในอุดมคติ

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign

การทำงานออกแบบที่อยากให้ลูกค้าประสบความสำเร็จนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าอาชีพเราแตกต่างกับนักออกแบบแขนงอื่นๆ ในแง่การมีตัวตนหรือลายเซ็นในการออกแบบรึเปล่า เราถามฝนเรื่องนี้

“เราไม่เคยคิดถึงเรื่องลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ของบริษัทเลยนะ จริงๆ เราคิดตรงข้ามด้วยซ้ำ เราคิดว่าเมื่อรับงานลูกค้ามาแล้ว ก็ต้องทำงานออกมาให้เป็นตัวเขามากที่สุด ให้เขาประสบความสำเร็จในตลาด ไม่ใช่รับเงินเขามาเพื่อทำงานให้ตัวเอง มันไม่ผิดนะถ้านักออกแบบจะมีลายเซ็นตัวเองในขณะที่ทำให้ของลูกค้าขายได้ แต่เราไม่ได้มีความตั้งใจนี้ มีหลายคนบอกอยู่นะว่างานของยินดีดีไซน์นี่ลายเซ็นชัดมาก (หัวเราะ) ซึ่งไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ 

“หลายครั้งมีลูกค้าใหม่บอกว่า อยากได้งานแบบงานนั้นน่ะ ที่เราเคยทำให้แบรนด์นั้น เรายังบอกเลยว่าอย่าคิดแบบนั้นเลย ให้เราสร้างของเราเองดีกว่า มันคงเป็นสไตล์กับวิถีการทำงานน่ะ ก็เลยออกมามีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกว่า เอ๊ะ มันพูดอะไรบางอย่างนะ พอคนเขาเห็นว่าเราทำงานแบบนี้ คนที่เขาต้องการแบบนี้เขาก็ยิ่งมาหาเราค่ะ” ฝนอธิบาย

ยินดีที่ได้ลดขยะ

ในยุคที่พลาสติกกลับกลายเป็นมลพิษที่ทำร้ายโลกใบนี้ บรรจุภัณฑ์นั้นเลยถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายไม่ต่างกัน เราเลยถามฝนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในช่วงเวลาแบบนี้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร

“เรารู้สึกว่าเราทำงานแพ็กเกจจิ้งเยอะ แล้วมันก็เกิดขยะเยอะตามไปด้วย ซึ่งวัสดุที่ย่อยสลายได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มนุษย์ก็ยังค้นคว้าและทดลองกันอยู่ เราในฐานะที่ทำงานด้านนี้ก็อยากช่วยให้ลูกค้าลดการใช้วัสดุให้น้อยลง อย่างการลดขนาด หรือไม่ใช้พลาสติกที่หนาเกินความจำเป็น ไปจนถึงการให้ความรู้กับผู้บริโภคถึงการจัดการขยะว่าควรทำยังไง 

“เราเลยทำโปรเจกต์เล็กๆ ในบริษัทชื่อว่า ‘กรีนกลมโปรเจกต์’ ชวนลูกค้าให้มองรอบด้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูกค้าที่ร่วมด้วยเพราะเขาเองก็อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น แบรนด์สำลี Rii ก็มีสำลีไม่ฟอก ใช้ก้านกระดาษ หลายปีก่อนตอนเปิดตัวใหม่ๆ เราออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้แตกต่าง เป็นกล่องกระดาษ ซึ่งต้องเจาะช่องให้เห็นสำลีด้านใน เพราะถ้าไม่เห็น คนก็อาจจะไม่ซื้อ 

“แต่ตอนนี้เอาหน้าต่างออก เพราะคนรู้แล้วว่าสำลีเป็นยังไง และเราต้องการลดการใช้พลาสติกหน้าต่าง ลดกาว หรือแม้แต่ทำกล่องคอลเลกชันพิเศษแบบหนาออกมา จะได้รีฟิลได้นาน เป็นการลดบรรจุภัณฑ์กล่อง อะไรช่วยได้เราก็ช่วยกัน” ฝนเล่าถึงโปรเจกต์ที่เป็นอีกแรงในการช่วยลดขยะ

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Rii Skincare Cotton หนึ่งในแบรนด์ที่ร่วมในกรีนกลมโปรเจกต์

ยินดีที่ได้ทำงาน

ในวันนี้ ฝนยังทำงานออกแบบอย่างต่อเนื่อง หากนับตั้งแต่วันแรกที่ฝันอยากได้รางวัลในแวดวงโฆษณา มาจนถึงวันนี้ที่ได้รับรางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมทั้งจากไทย ญี่ปุ่น เอเชีย ไปจนถึงยุโรป เราเลยถามถึงความหมายในการทำงานเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ของเธอ

“เรื่องรางวัลงานออกแบบ ฝนแทบไม่เคยคิดเลย การได้รางวัลของฝนจบไปตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้ทำโฆษณา ไม่ได้คานส์แล้วล่ะ (หัวเราะ) แต่หลายปีก่อนเริ่มส่งงานแพ็กเกจจิ้งประกวด เพราะอยากให้ลูกค้าได้โลโก้รางวัลมาติดบนแพ็กเขา งานเราก็ได้รางวัลมาเรื่อยๆ 

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Minnamame บรรจุภัณฑ์ที่ได้รางวัล Red Dot Design Award และอีกหลายรางวัล
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
บรรจุภัณฑ์น้ำผักผลไม้สกัดเย็น ดอยคำ 

“วันนี้ฝนมีความสุขกับการเห็นคนที่ทำงานกับเราเขาได้ค้นพบความเจ๋งของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าได้เจอแบรนดิ้งของตัวเอง หรือน้องๆ Yinder ที่ทำงานด้วยกัน งานของฝนคือดูงานภาพรวม ไกด์ไดเรกชัน ซัพพอร์ตเขาในจุดที่เขาต้องการจากเรา และทำให้เขาเก่งขึ้นโตขึ้นทุกวัน

“สิ่งที่มันเติมเต็ม คือเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน หลายครั้งฝนไปเจอธุรกิจครอบครัวที่ต่างคนต่างคิด หาจุดตรงกลางไม่ได้ รุ่นพ่อที่ทำธุรกิจแบบเดิมก็คิดอย่าง รุ่นลูกที่อยากจะเปลี่ยนแปลงก็คิดอีกอย่าง แล้วเขาตกลงกันไม่ได้ หรือไม่ได้เคยคิดอยากจะคุยกันด้วยซ้ำ เราเป็นคนที่เข้ามานั่งคุยกับครอบครัวของเขา ซึ่งฝนถือเป็นเกียรติมากที่ได้ทำหน้าที่นี้ เขาเปิดบ้านเขาให้เราเข้าไป นั่งเล่าทุกอย่างให้เราฟัง มันคือกิจการของเขา มันคือชีวิตของเขา ซึ่งด้วยกระบวนการทำแบรนดิ้ง มันทำให้คนต่างรุ่นกันเข้าใจกันมากขึ้น

“มีหลายครั้งที่ลูกอยากสร้างแบรนด์ แต่พ่อไม่อยาก จะหาเรื่องไปทำไม รับจ้างผลิตก็อยู่ได้แล้ว ลูกก็โทรคุยกับฝนหลายรอบ ปรึกษาว่าทำยังไงดี พี่ช่วยพูดหน่อย ส่วนใหญ่ฝนจะแชร์ประสบการณ์ว่าพูดมุมไหนได้บ้าง แต่เขาต้องไปพูดเองนะ คนที่พูดได้ดีที่สุดคือลูก พี่ฝนซัพพอร์ตได้แต่ไม่ใช่ตัวหลักนะ คุยกันจนป๊าเริ่มอยากรู้รายละเอียดบ้าง จนกระทั่งวันที่นัดมาเจอกันนั่นแหละ ฝนรู้เลยว่าลูกเขาทำสำเร็จแล้ว และความภูมิใจจะเป็นของเขาที่เขาได้สร้างมันเอง ส่วนฝนเหรอ เวลาที่ป๊าพูดว่าฝากด้วยนะ มันคือความฟินที่สุด ที่ได้รู้ว่าคุณพ่อเขาไว้ใจ ไม่ได้ไว้ใจฝนนะ เขาไว้ใจลูกเขาค่ะ 

“งานแบบนี้ฝนไม่รู้ว่าจะไปหาได้อีกจากที่ไหน ตลอดทางที่ทำงานมา ฝนภูมิใจมีความสุขไปตลอดทาง ภูมิใจกับคนไทยเก่งๆ ผู้ประกอบการไทยที่ตั้งใจดีๆ ดีใจที่ได้เห็นความสำเร็จของเขา สนุกที่ได้คุยกัน มีความสุขที่ได้อยู่กับงานดีไซน์สวยงามที่ทีมทำ สำหรับฝน งานออกแบบแบรนด์สักแบรนด์หนึ่งมันก็มาจากชีวิตข้างในล่ะค่ะ” ฝนทิ้งท้ายถึงความหมายของการทำงานออกแบบ

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Memberry นมเบอร์รี่ช่วยเสริมความจำ 
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
งานออกแบบอัตลักษณ์ร้านชานมไข่มุก GAGA
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ยคืนดี ปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยฟื้นฟูดินและกำจัดขยะในชุมชน
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
งานออกแบบอัตลักษณ์ร้านชานมไข่มุก Bearhouse
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
แบรนด์เวชสำอาง Qualisk ที่ออกแบบ key visual จากการทำงานของส่วนผสมสำคัญ 
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
บรรจุภัณฑ์ผ้าอนามัย Quiescent ที่ออกแบบจากอินไซต์ของผู้หญิง
Rebranding ไอศกรีมทิพย์รส แบรนด์ที่มีอายุ 50 ปี

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

17 มิถุนายน 2564
4 K

ตรงข้ามเราตอนนี้คือ ชารีฟ ลอนา ดีไซเนอร์ใหญ่แห่งสตูดิโอ Act of Kindness ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบมากมาย ทั้ง Kiatnakin Bank Boutique ตึกแถวมาดเท่ ที่ทำการธนาคารเกียรตินาคินสาขาทองหล่อ และ Magnum Cafe ผลงานชิ้นโบว์แดงที่แจ้งเกิดชารีฟในวงการ ก่อนเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ

รวมทั้งงานดีไซน์ในนามของสตูดิโอ ตั้งแต่คลินิกทันตกรรม บ้านเซเลบดารา ไปจนถึงหน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ Sretsis สาขาริมหาดหัวหิน และสาขาที่ลอนดอน โปรเจกต์ร่วมกับ House of Hackney บริษัทตกแต่งภายในระดับหรูแห่งแดนผู้ดี

ถ้าด่วนสรุปว่านักออกแบบคนนี้แสนเก่งกาจจากตัวอย่างผลงานเพียงกระผีกริ้น บอกได้เลยว่าคิดผิด 

นี่เป็นเพียงหยดเดียวของน้ำจิ้มเท่านั้น

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด คืออุปสรรคที่ท้าทายและถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เริ่มต้นตั้งแต่การกีดกันไม่ให้เรียนศิลปะจากพ่อแม่ คำกระแนะกระแหนดูแคลนของคนรอบข้าง สังคมทำงานแสนป่วยจิต สู้ทนเก็บหอมรอมริบส่งตัวเองไปเรียนปริญญาโท ที่สกอตแลนด์ ทำทีสิสจนได้รับคัดเลือกเป็นทีสิสดีเด่นของภาควิชาโดยมหาวิทยาลัยและสภาสถาปนิกของสกอตแลนด์ จบมาก็รับงานในลอนดอนจนเกือบได้ถือหุ้นบริษัท แม้กลับไทยมาเปิดสตูดิโอจนประสบความสำเร็จ ก็ยังมองชื่อเสียงเงินทองว่าเป็นของน่ากลัว

ยังไม่รวมวิธีการทำงานที่โคตรแตกต่าง คือผสานความอ่อนน้อมถ่อมตนและจริงใจแบบคนต่างจังหวัด เข้ากับความกล้าคิดวิพากษ์แบบฝรั่ง รวมทั้งใช้ปัญหาในงานดีไซน์เป็นตัวตั้ง แทนที่แรงบันดาลใจหรือสไตล์เป็นเป้าหมาย

ไม่ขอขยายความมากไปกว่านี้ เชิญคุณผู้อ่านค่อยๆ เติบโตตามเส้นทางชีวิตและสัมผัสวิธีคิดฉบับชารีฟได้ตามอัธยาศัย

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

01 “วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย”

เดาไม่ยากว่าชารีฟเป็นมุสลิม

แต่ที่เดายากคือภูมิลำเนาท้องถิ่นดั้งเดิมของเขาอยู่ที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา บอกใครคงไม่เชื่อว่านักออกแบบหนุ่มมาดเนี้ยบ เจ้าของดีกรีปริญญาโทจากสกอตแลนด์ ใช้ชีวิตในวัยเด็กกลางทุ่งริมท่า เติบโตในสังคมอิสลามสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่แม้กรอบแนวคิดเรื่องรัฐชาติได้นิยามว่าเป็นดินแดนประเทศไทย แต่วัฒนธรรมกลับคล้ายคลึงประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียราวกับว่าเป็นจังหวัดหนึ่ง แวดล้อมไปด้วยอบายมุขสารพัด

แต่เพราะมีพ่อแม่เป็นครูนักบุกเบิกประจำชุมชนผู้มองการณ์ไกล ยักย้ายชารีฟและพี่สาวน้องชายออกมาอยู่ห่างจากกลางหมู่บ้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้พร้อมแก่การเรียน เด็กชายชารีฟจึงมีชีวิตแตกต่างจากเพื่อนละแวกใกล้เคียง

“ตั้งแต่จำความได้ วัยเด็กของผมคือศิลปะเลย” ดีไซเนอร์คนเก่งเท้าถึงตัวเองในวัยเยาว์

“ต้องวาดรูปเล่นอยู่บ้านเพราะไม่มีเพื่อน รู้ตัวแต่แรกว่าเป็นคนมี Aesthetic มากๆ ดื่มด่ำกับการตื่นเช้าแล้วได้ยินเสียงนก หมอกลง ฝนตก ทุ่งนา เล่นว่าวในฤดูร้อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไปเรียนหนังสือในตัวจังหวัด ได้สัมผัสความเจริญของสังคมเมือง โดยมีความบ้านนอกคอยเตือนไม่ให้หลงไปกับวัตถุ โดยเฉพาะการได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษจากโรงเรียนคริสต์ เรียนอาหรับ และไทยกลาง ทำให้ผมเข้าใจความหลากหลายและเชื่อในศิลปะที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก”

02 Gift from God

“ณ เวลานั้น ศิลปะเป็นเรื่องของคนเมือง ทุกคนเข้าใจว่าศิลปินต้องไส้แห้ง” เขาเผยความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

เด็กชายชารีฟทู่ซี้ทำกิจกรรมด้านศิลปะมาตลอดวัยเรียน แม้ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง แน่นอนว่าพอจะเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่พ้นถูกบังคับให้เรียนต่อในคณะสายวิทยาศาสตร์ ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกพาไปพบกับคำตอบสุดท้ายว่านี่ไม่ใช่ตำแหน่งแห่งที่ของเขา

“ทรมานมาก ขังตัวเองอยู่ในหอเพราะไม่อยากร่วมกิจกรรม แต่ผมล้อเล่นกับสิ่งที่รักไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็ต้องลงมือทำ ระหว่างรอสอบใหม่เลยฝึกวาด Perspective เอง ผลงานบิดเบี้ยวแต่ก็สำเร็จได้ตามประสา เอาหนังสือจากอาที่เป็นสถาปนิกมาอ่าน เลิกเรียนไปเดินดูหนังสือ บ้านและสวน สอบใหม่ก็ติดหลายที่แต่ไม่ได้ไป ทะเลาะกันบ้านแทบแตก” นักอยากศึกษาสถาปัตย์เล่าเรื่องวันวานอย่างออกรส

“คงเพราะพี่สาวผมเรียนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ และช่วงนั้นต้มยำกุ้ง จึงพอเข้าใจได้ว่าในฐานะข้าราชการต่างจังหวัด การส่งเรามาเรียนอาจดูไม่คุ้มค่า จนสุดท้ายพี่สาวช่วยพูดให้ ‘ทำไมไม่มองว่านี่คือพรสวรรค์จากพระเจ้า อย่าไปกีดขวางเลย คนประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเก่งในสายวิทยาศาสตร์เสมอไป’ พ่อแม่ถึงใจอ่อนยอมให้เรียน”

แต่กว่าถั่วจะสุกงอม งาก็ชิงไหม้ไปก่อน เพราะเลยช่วงรับสมัครเข้าศึกษาต่อของมหาวิทยาลัยรัฐไปแล้ว มาจบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งขณะนั้นไม่มีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ชารีฟเล็งไว้

“ผมเลยเลือกเรียนออกแบบภายในซึ่งยังถือว่าอยู่ในความสนใจอยู่ ตอนสอบเข้าเขาให้ออกแบบ Kiosk ริมทะเล ก็เข้าทางเด็กใต้อย่างเราเลย จนพอเข้าไปเรียนปีหนึ่ง เพื่อนที่สอบพร้อมกันมาทักว่ามึงโคตรโง่เลย ลงไปวาดกับพื้นทำไม คนอื่นแอบดูกันหมด เราไม่รู้ไม่สนใจเพราะมัวแต่โฟกัสสิ่งที่ทำ”

คงไม่น่าแปลกใจถ้าชีวิตมหาลัยของชารีฟจะมีความกดดันเป็นเพื่อนสนิท เพราะรู้กันดีว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ค่อยเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ผู้ปกครอง แต่เพราะได้เรียนสิ่งที่รัก เขาจึงทุ่มเทให้การเรียนอย่างสุดตัว

“พี่สาวสอนไว้ว่าถ้าคิดจะทำชั่วต้องฉลาด ถ้ารักจะออกนอกกรอบต้องรู้จักใช้ชีวิต ผมเลยไม่ลืมที่จะใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยง แต่ก็โฟกัสกับผลงาน กระหายวิชา และอยากเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทำให้การเรียนไม่ตกเลย

“จนพอเข้าปีสองปีสาม พ่อแม่ก็เริ่มเข้าใจ เหมือนเขาเห็นเราอยู่กับสิ่งที่รักข้ามวันข้ามคืนได้อย่างไม่ท้อ และทำออกมาได้ดี แต่กลายเป็นห่วงว่าจะมีงานทำไหม หรือจบมาเจอโลกจริงจะถูกเอาเปรียบหรือเปล่ามากกว่า เพราะเราบ้านนอกและเรียบร้อยมาก แล้วพวกเขาไม่มีความรู้ในวงการนี้เลย เลยไม่รู้ว่าสังคมจริงเป็นอย่างไร”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

03 Be Humble

“ผมมีคำถามในใจตอนเรียนจบปริญญาตรี”

บอกใบ้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญในชีวิต

“ทีสิสผมคือการตั้งคำถามว่าทำไมการออกแบบโรงละครบ้านเราจึงไม่เอื้อให้วงการเฟื่องฟู หาคำตอบจนพบว่าเรารับ Grandiosity แบบฝรั่งเศสเข้ามาซึ่งขัดกับวัฒนธรรมไทย เราดูลิเกกันอย่างใกล้ชิด เวทีมัน Humble มาก จึงออกแบบ Humble Theatre ที่เข้ากับนิสัยคนไทยขึ้นมา

“ปรากฏว่าผลงานออกไป ผมโดนสบประมาทว่าคุณตั้งใจทำใหญ่แบบนี้เพื่อจะเอาชนะเพื่อน จบไปไม่มีใครรับเข้าทำงานหรอก ในขณะที่อาจารย์ที่ปรึกษาชมเชยว่าเรามีศักยภาพเรียนต่อด้านนี้ที่ต่างประเทศ แต่ความจริงผมแค่อยากพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นเลยใส่พลังไปเต็มร้อย”

ทำไมไม่มีที่ทางสำหรับเราในประเทศนี้ คำถามกระตุ้นให้ชารีฟอยากเรียนต่อปริญญาโททันทีที่เรียนจบ เขาได้รับแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างอย่างเต็มกำลัง จึงจัดแจงขอทุนจากมหาวิทยาลัย แต่พอคำนวณเวลาใช้ทุน ปรากฏว่าอาจต้องรับอาชีพอาจารย์ยาวนานถึง 9 ปี เจ้าตัวไม่สบายใจกับเงื่อนไขนี้ เป็นอันว่าจำต้องปัดตกไปโดยปริยาย

“แต่สาเหตุอีกอย่างคือครอบครัว” เขาเฉลย

“ผมเป็นเหมือนนกที่เคยถูกขังอยู่ในกรง วันหนึ่งแข็งแรงมากพอจะออกบิน พ่อแม่จึงกลัวว่าเราจะไม่กลับมาอีกเพราะมีบาดแผลที่เขาเคยทำไว้ แต่ผมไม่ได้มองว่าเป็นบาดแผลเลยนะ ไม่เคยคิดว่านั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ไม่หวังดีกับเรา”

จากนั้น บัณฑิตหนุ่มจึงบ่ายหน้าสู่วงวิชาชีพนักออกแบบไทยอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเก็บเงินไว้ส่งตัวเองเรียนเมืองนอกให้ได้เร็วที่สุด

04 ราคาที่ต้องจ่าย

“ผมไม่ทำบริษัทไทย เพราะต้องการเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ยอมรับความคิดเราได้”

ปมปัญหาเดิมยังคงทำงานในใจอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เจ็บปวด ทว่าเป็นแรงผลักดันอันงดงาม

“ช่วงแรกที่ทำไม่มีใครสอนงานหรือช่วยเหลือเลย ทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว แต่ผมยังต้องนั่งงมหาวิธีการอยู่คนเดียว ใช้ความอดทนจนสุดท้ายก็ผ่านมาได้ อย่างโปรเจกต์ออกแบบ World Bank สาขาฮานอย ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลีย งานออกแบบออฟฟิศที่เป็นยาขม เพราะเนื้องานน่าเบื่อมาก ไม่มีใครรับทำ แต่ผมรับเพราะเชื่อว่าดีไซน์ของสำนักงานควรเปลี่ยนได้แล้ว ต้องการสลัดขนบเดิมๆ ออก จนเจ้านายเห็นศักยภาพว่าเรานำเสนอสิ่งใหม่ๆ ได้”

ช่วงนั้น งานชิ้นไหนสำคัญที่สุด-เราชิงแทงกลางปล้องด้วยความสงสัย

“โปรเจกต์ Me by TMB” เขายิ้มภูมิใจตอนเฉลย

“เป็นการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรใหม่ทั้งหมด แนวคิดคือธนาคารควรจะปรับแต่งได้ ทุกคนต้องมีธนาคารเป็นของตัวเอง และเลือกวิธีการทำธุรกรรมได้อย่างอิสระ เพราะเป็นยุคที่มีสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว งานนี้สร้างความสำเร็จให้องค์กรอย่างมากจนได้เลื่อนตำแหน่ง แม้มีคนคอยซัพพอร์ต แต่ก็ยังมีหลายคนคิดสงสัย ทั้งๆ ที่เราพยายามและทุ่มเทอย่างมาก และเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำด้วยซ้ำ”

นอกจากงานประจำซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ชารีฟยังรับงานนอกอีกสารพัด ตั้งแต่รับจ้างออกแบบไปจนถึงเขียนบทความด้านดีไซน์ลง Free Magazine ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านอย่างไม่เหน็ดหน่าย

นักออกแบบหนุ่มมุ่งมั่นสะสมทุนรอนได้พอสมควรจากการบากบั่นทำงานตลอดเกือบ 2 ปี ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศอังกฤษ และถือโอกาสไล่เยี่ยมชมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้งแต่ลอนดอนถึงสกอตแลนด์

“ไปจบตรงหลักสูตรปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมผังเมืองที่ Glasgow School of Art เพราะประทับใจวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจสร้างบัณฑิตเพื่อชาเลนจ์วงการอุตสาหกรรม ไม่ได้ผลิตฟันเฟืองป้อนบริษัท และระหว่างทางก็พยายามช่วยให้นักศึกษาค้นหาตัวตนตัวเองให้เจอ ไม่จำเป็นต้องจบไปแล้วเหมือนมาจากพิมพ์เดียวกัน 

“อีกอย่างที่ชอบคือคาแรกเตอร์ของเมืองยุควิกทอเรียนที่หล่อมาก ตึกเก่าแบบเมืองในยุโรปแต่สูงกว่า ผังเมืองแบบกริดเหมือนนิวยอร์ก มีเขม่าควันจากสงครามโลกครั้งที่สองติดตามบ้านช่อง ดูเป็นเรามากที่สุด” เขาเล่าความประทับใจต่อว่าที่บ้านหลังที่สอง

ชารีฟเดินดุ่มๆ เพื่อไปกรอกใบสมัคร ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไล่กลับมาส่งอีเมลตามขั้นตอน เด็กไทยรายนี้จึงใช้ลูกตื๊อลูกอ้อนจนได้พบคณบดี และพรีเซนต์ตัวเองแบบจัดเต็มจนได้ตอบรับเข้าเรียนต่อ ด้วยเงื่อนไขว่าต้องจัดการเอกสารมาให้ครบ เขาจึงเร่งกลับมาตุภูมิ รีบจัดแจงสรรพสิ่ง ตั้งแต่เคลียร์งานจนถึงสอบภาษาอังกฤษให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน เป็นช่วงฉุกละหุกมากที่สุดในชีวิตเพราะความฝันได้เดินทางมาถึงหน้าประตู แม้ทุนยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้และยังไม่ได้บอกลาพ่อแม่สักคำก็ต้องไป เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โอกาสจะยูเทิร์นกลับมาหาอีก

“ขึ้นเครื่องบินไปนี่ปล่อยโฮเลยทั้งๆ ที่เกิดมาไม่เคยร้อง เพราะรู้สึกว่าเราทำได้แล้ว มันมีราคาที่ต้องจ่ายเยอะมาก ทั้งความลำบากอดทน การไม่ได้ถูกเอาใจ การทำให้พ่อแม่ผิดหวัง นี่มันเหมือนฝันเลย”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness

05 วัดเส้าหลิน

ชารีฟปักหลักเรียนพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ลอนดอน 2 สัปดาห์ก่อนเดินทางสู่กลาสโกว

“ทุกคนสงสัยว่าทำไมไปถึงสกอตแลนด์ เรียนลอนดอนจบมาได้คอนเนกชันชัวร์ๆ แต่ตอนนั้นผมอยากเจอตัวเองเพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรข้างในที่ปริญญาตรีสี่ปียังเค้นออกมาไม่ได้ และรู้สึกว่าอยากโฟกัสการเรียนจริงๆ กลาสโกวเป็นเหมือนวัดเส้าหลินของเรา ลอนดอนเหมาะจะเป็นเวทีแสดงผลงานมากกว่า

“พอมาเรียนจริง เรากลายเหมือนเป็นประชากรโลกที่สาม จำได้ว่าวิชา Design Method ในคลาสเถียงกันเรื่องสีแดงสวยไม่สวย เราไม่เคยถูกสอนแบบนี้เลย เวลาอาจารย์คอมเมนต์ก็บอกแค่ว่าใช้สีแดงแบบนี้มันเห่ย ไม่อธิบายเพิ่ม ความจริงสีแดงไม่ได้มีความผิด แต่สีแดงบางเฉดผิดในบริบทที่ไม่ถูกกับมันเท่านั้น”

นอกจากวิธีการสอนแตกต่างจาก อีกสิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลแวดวงออกแบบเมืองนอกคือ Design Community

“ที่นี่ซัพพอร์ตกันมาก ไม่ใช่ว่าคุณทำงาน Luxury แล้วเหนือกว่าคนอื่น ดีไซเนอร์ นอกจากต้องวิพากษ์วิจารณ์เป็น วันหนึ่งที่เพื่อนร่วมวงการประสบความสำเร็จ ก็ต้องแสดงความยินดีและให้กำลังใจเป็นด้วย นี่คือสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงเราให้เข้มแข็ง มองปัญหาทั้งหมดเป็นเรื่องบททดสอบ”

ชารีฟใช้ชีวิตอย่างสมถะเพื่อให้อยู่ตลอดรอดฝั่ง กระทั่งเรียนจบมาได้อย่างเก่งกาจด้วยทีสิสที่เขาสุดแสนจะภูมิใจ โดดเด่นจนคณาจารย์ออกปากชม และได้รับคัดเลือกให้เป็นทีสิสที่ดีที่สุดของสกอตแลนด์จากสภาสถาปนิกแห่งสหราชอาณาจักร แต่เหนือกว่ารางวัลสรรเสริญ คือวิธีคิดอันล้ำค่าที่ไม่มีใครขโมยไปจากเขาได้

“ตอนเรียนจบก็นั่งตกตะกอนกับอาจารย์ จนพบว่าเราเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยในเชิงวิธีคิด แต่ตัวตนกลับยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน อาจารย์บอกว่าโลกตะวันตกกำลังจะเปลี่ยนมาถ่อมตัวแบบเอเชีย เลยอยากให้เราเก็บวิธีการทำงานที่อ่อนน้อมแบบนี้ไว้ มันทำให้เราอยู่ที่ไหนก็ได้ และจงใช้ทักษะการวิพากษ์แบบยุโรปควบคู่ไปด้วย จึงจะอยู่รอดในวงการนี้”

ชารีฟ ลอนา จากเด็กยะลาชายแดนใต้สู่สถาปนิกและดีไซน์ไดเรกเตอร์แห่ง Act of Kindness
เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของ ‘ชารีฟ ลอนา’ จากเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

06 Before Glory

“จำได้ว่าสองเดือนแรกเร่ร่อนไร้ที่อยู่”

เขาเผยจุดหักมุมอีกครั้งในชีวิต หลังจากตัดสินใจรับงานเป็นสถาปนิกในบริษัทหนึ่งกลางกรุงลอนดอนทันทีหลังเรียนจบ

“เพราะทำงานแล้วเงินเดือนยังไม่ออก โชคดีได้อาศัยอยู่หอเพื่อน แต่ก็ต้องแอบยามเวลาเข้า-ออก เดี๋ยวนี้เพื่อนยังแซวเลยว่าเป็นคุณชารีฟแล้วนะ แต่ก่อนยังนอนใต้เตียงกูอยู่เลย (หัวเราะ) จนได้อยู่ห้องพักจากเพื่อนชาวเกาหลีที่มาเช่าไว้แล้วต้องกลับไปเกณฑ์ทหาร ผมได้รับความช่วยเหลือมาตลอดเลยเข้าใจดีว่าชีวิตคือการให้โอกาส”

สถาปนิกไทยผู้นี้ไม่ย่อหย่อนต่ออุปสรรค ทุ่มเททุกทักษะ ทำงานจนฉายแววเข้าตาเจ้านาย บอสจึงชวนไปอยู่ที่บ้านที่ริชมอนด์ ย่านคนมีอันจะกินในลอนดอนด้วย เพื่อประหยัดค่าที่พัก วันเวลาล่วงไปพร้อมๆ กับพัฒนาการของชารีฟในสายอาชีพ เขาได้รับมอบหมายภาระงานที่ใหญ่ขึ้น จากพนักงานที่ต้องทำตามคำสั่งสู่ผู้ช่วยบริหารงานออฟฟิศ

“คงเพราะผมทำงานหนึ่งจนได้เรื่อง” -นั่นไง

“ตอนนั้นเป็นยุคที่บรรดาร้านแบรนด์เนมบน Regent Street ให้ดีไซเนอร์ทำ Window Display แข่งกัน ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดให้นักออกแบบหลายคน เช่น Faye Toogood ตอนนั้นออฟฟิศผ่านการคัดเลือก ผมเลยเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของงานดีไซน์ทั้งหมด ใส่ความเป็นอาร์ตลงไปด้วย ไม่สถาปัตย์จ๋าๆ งานนี้สร้างชื่อเสียงมากจนเจ้านายเสนอให้ผมร่วมหุ้น

“ผมกลับมาคิดหนักมาก เพราะไม่ได้ชอบกรุงเทพฯ แต่เมืองนี้เลี้ยงเราได้ดี เหมือนปลูกต้นไม้ในดินที่พร้อม ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าจะพยุงธุรกิจนี้ไปต่อได้นานแค่ไหน เพราะอังกฤษกำลังจะออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หลายบริษัทล้มละลาย ดีไซเนอร์จบใหม่ตกงานระนาว แล้วถ้าอยู่ที่นั่น ผมปฏิเสธสถานะการเป็นพลเมืองชั้นสองไม่ได้ ระหว่างสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ผมเลือกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือทำให้พ่อแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น เลยตัดสินใจกลับไทย”

นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า-เราถาม

“กำกวม ในแง่ความสำเร็จทางอาชีพ มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่กลับมานี่ แต่ในแง่วิถีชีวิตดีไซเนอร์ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่ให้แรงบันดาลใจเลย ผมไม่ได้สัมผัสวิถีชีวิตดีไซเนอร์จริงๆ ที่นี่ พอมีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จ ทุกคนทรีตเราเปลี่ยนไป ทำให้ผมอึดอัด แต่อยู่โน่นไม่มีชนชั้นวรรณะ คนมองเราที่ผลงานและหน้าที่มากกว่า

“ช่วงแรกที่กลับมาผมไม่ให้สัมภาษณ์เลย เพราะกลัวอะไรๆ จะทำให้คนอื่นมองเราผิดไป ถ้าไม่รู้จักกันคงคิดว่าผมเป็นลูกคนมีเงินที่พ่อแม่ส่งไปเรียนเมืองนอกสบายๆ ความจริง สิ่งเหล่านี้คืออนุสาวรีย์ที่สร้างมาอย่างลำบาก Work Before Glory จริงๆ ผมไม่เคยสำเร็จโดยไม่ขยับตัวหรือมีกลีบกุหลาบโรยไว้ เลยกลัวเพลิดเพลินกับชื่อเสียงแล้วหลงลืมความเป็นเด็กบ้านนอกที่มีความใฝ่ฝันนี้และทุ่มเทกับมันจนสุดตัว กลัวความสำเร็จจะพรากไฟในการทำงานไป”

07 Act of Kindness

แปลว่าตอนนี้ความเป็นเด็กคนนั้นยังอยู่?

“ยังอยู่ครบ และนี่คือวิธีการทำงานของออฟฟิศผม”

หลังจากกลับมาไทยไม่นาน ฝีไม้ลายมือที่ชารีฟฝากไว้ในวงการก่อนไปเรียนต่อ พางานถาโถมเข้ามาหานักออกแบบหนุ่มนักเรียนนอกได้อย่างสมศักดิ์ศรี จนต้องเปิดสตูดิโอ Act of Kindness ฟอร์มทีมยอดมนุษย์ขึ้นมาช่วย

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ผมพยายามอยู่กับงานในสเกลเล็กๆ ที่ยังมีส่วนร่วมกับทุกอย่างและควบคุมคุณภาพของงานได้เต็มที่ ไม่ต้องการเป็นผู้บริหารที่ชี้นิ้วสั่ง เพราะรู้สึกว่าเราเกิดมาต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง

“อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อ” เขาพักจังหวะ จิบกาแฟเย็น ระยะเวลาพอให้ความสงสัยของเราทำงาน

“การทำงานบนแรงบันดาลใจ เป็นเรื่องคลีเช่ในวงการดีไซน์ การเอาแรงบันดาลใจมาเป็นตัวตั้ง หลายครั้งผลลัพธ์ไม่ได้วิ่งกลับไปสู่แรงบันดาลใจนั้นเลยด้วยซ้ำ คุณแค่เอาแรงบันดาลใจมาสร้างสตอรี่ทำให้เกิด Aesthetic Quality เท่านั้น ผมทำลายโครงสร้างวิธีการทำงานแบบนี้ไปเลยเพราะเราเป็นสถาปนิก คิดเป็นวิทยาศาสตร์ มองอะไรเป็นขั้นตอนเสมอ”

แล้วถ้าไม่เอาแรงบันดาลใจเป็นตัวตั้ง แล้วเอาอะไร-เราข้องใจ

“เอาปัญหาหรือคำถามเป็นตัวตั้ง เพราะงานดีไซน์เกิดขึ้นมาจากสิ่งนี้ อันดับแรกผมจึงพยายามหาคำถามให้เจอก่อน แล้วปล่อยให้ตัวเองสนุกกับการหาคำตอบ ประสบการณ์ระหว่างนั้นจะค่อยๆ เฉลยมาทีละนิด อย่าบังคับให้ตัวเองเห็นคำตอบเดียวเพียง เพราะมีแรงบันดาลใจอันใดอันหนึ่ง เพราะมันคือการหลอกตัวเอง”

“ผมสอนวิธีคิดแบบนี้ให้น้องในทีมเสมอ ตอนแรกๆ เขาก็งงกันนะ เพราะไม่เคยถูกสอนให้คิดวิพากษ์ ปลูกฝังจนกลายมาเป็นวัฒนธรรมการทำงานของเรา”

08 Never Take It for Granted

ชารีฟขยายความต่อทันทีว่า Act of Kindness คือสตูดิโอออกแบบอายุ 6 ขวบ ที่ยึดมั่นในสหวิทยาการ รวบรวมเอาสมาชิกผู้สนใจงานออกแบบหลากหลายแขนงเข้ามาประสานพลังกันทำงาน

“ถ้าเป็นคน ก็คงน่าจะรุ่นพวกผมนี่แหละ สามสิบต้นๆ” ดีไซน์ไดเรกเตอร์เล่าถึงสตูดิโอของเขาโดยใช้ความเปรียบ

“ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มาก มีบุคลิกบางอย่างเฉพาะ หวนหาความงามในอดีต แต่ก็พร้อมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงโดยไม่เปลี่ยนตัวตน ไม่ต่อต้านความเป็นไปของสังคม แต่ฉลาดเลือกดึงความเป็นตัวเองเข้ามาผสมยุคสมัยอย่างสนุกขึ้น Re-invent ไปได้เรื่อยๆ”

ปัจจุบัน Act of Kindness ให้บริการดูแล Design Service ครบวงจร ผลงานที่ผ่านมามีทั้งพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล ตั้งแต่บ้านเซเลบดาราไปจนถึงร้านค้า คลินิกทันตกรรม และออฟฟิศธนาคาร

“ผมเชื่อว่าการทำงานตามโจทย์ลูกค้ามันลดทอนความเป็นตัวตนของนักออกแบบ ทุกปีผมจึงมีโปรเจกต์พิเศษให้ทีมได้ออกมาจากโต๊ะทำงานที่จำเจ เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมากมาย แต่ปรากฏว่าได้ไปออกงานแฟร์ต่างประเทศ และได้รับคัดเลือกเป็น New Wave Asian Designer 

“การตั้งเป้าสิ่งใหม่ๆ และอนุญาตตัวเองให้มีความเสี่ยงบ้าง ทำให้เราไม่หมดไฟและพร้อมเรียนรู้ใหม่เสมอ ที่สำคัญคือเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้ Take it for granted ว่าเราชนเพดานแล้ว สำเร็จแล้ว พอแล้ว”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ไดเรกเตอร์มากความสามารถเล่าต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า หัวใจของการออกแบบสำหรับเขาคือ Kindness หรือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ปลูกฝังมาจากการเป็นเด็กต่างจังหวัด ยิ่งไปกว่านั้นคือความจริงใจและโอนอ่อนกับสิ่งที่ตัวเองทำเสมอ นี่คือกุญแจซึ่งคอยหล่อเลี้ยงความฝันให้ยังมีแรงขับทะยานไปข้างหน้าได้

“อยากเห็นประเทศเรามียุคทางดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ” เขาเล่าถึงความฝันลึกๆ 

“ในเยอรมนีมี Bauhaus สิงคโปร์มียุค Tropical บ้านเราไม่ใช่ว่าเอาความเป็นไทยมาแปลใหม่เฉยๆ ผมว่ามันควร นิยามความเป็นไทยในรูปแบบใหม่ได้แล้ว อุตสาหกรรมควรขับเคลื่อนไปไกลกว่านี้ พอผมกลับไปสอนนักเรียนจึงถ่ายทอดวิชาอย่างหมดเปลือกเลย อยากให้เขาสร้างการเปลี่ยนแปลง” ชารีฟในบทบาทอาจารย์พิเศษแสดงความคิดเห็น

“สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในวงการการศึกษาแล้วอยากเปลี่ยนแปลงคือทัศนคติของอาจารย์ เด็กคือกระดาษขาว ถ้าบุคลากรยังจำกัดให้เขาอยู่ในกรอบที่คุณเคยทำมาเมื่อหกสิบปีก่อน สอนให้ซาบซึ้งกับโลก แต่คุณยังบังคับจำกัดทุกอย่างต้องอยู่ใน A2 มีหัวกระดาษ ชื่อ วันที่ ตัดสินด้วยวิธีการที่เราเคยเรียนมาในอดีต ก็ไม่ต่างอะไรกับการผลิตสกรูน็อต ไม่ได้ผลิตคอมพิวเตอร์สมองกลอย่างแท้จริง” ชารีฟยกกาแฟขึ้นมาจิบดื่มครั้งที่ 2 ส่งสัญญาณว่าตอบคำถามจบแล้ว

09 คำถามสุดท้าย

บทสนทนาดำเนินมาถึงท้ายชั่วโมงที่ 2 

สถาปนิกและนักออกแบบดูจะเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งของคู่สนทนาเราอย่างเห็นได้ชัด ความสุขเคล้าความเศร้า สำเร็จเจือผิดหวัง ตามคาดสลับเหนือคาด ชีวิตอันโชกโชนนี้ได้รับอะไรจากอาชีพที่คุณยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาบ้าง-เราถามคำถามสุดท้ายออกไปอย่างไม่ลังเล

“ระดับหยาบที่สุดคือผมมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกทาง มีเงินทอง ได้เจอคนดีๆ ได้ออกไปเจอโลกกว้าง แต่ในระดับที่ละเอียดขึ้น ผมได้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่น ผู้ที่อาจไม่มีโอกาสมากมายอยู่ตรงหน้าเหมือนผม ผู้ที่อาจกำลังตั้งคำถามต่อแนวทางงานดีไซน์ของตัวเองหรือเผชิญอุปสรรคใหญ่เหมือนผม 

“ในระดับละเอียดที่สุด ผมได้เห็นคุณค่าของชื่อเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธมาตลอด ในสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ผมใช้มันช่วยคนอื่นได้จริง เราไม่ได้รับใช้ทุนนิยมหรือตอบสนองวงการอย่างเดียว เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่าดีไซเนอร์ก็คือมนุษย์ปุถุชน ทำงานเพื่อหาเงิน และช่วยเหลือสังคมได้ด้วย ไม่ได้อยู่กับความสวยงามอย่างเดียวเหมือนที่หลายคนคิด”

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือชีวิตที่แสนสนุกครบรส เป็นบทสนทนาอันวิเศษมากครั้งหนึ่ง

แต่เหนือไปกว่านั้น เราได้เห็นเส้นทางที่สุดแสนขรุขระเต็มไปด้วยขวากหนาม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความมุ่งมั่นตั้งใจและความอ่อนน้อม (Kindness) สมชื่อสตูดิโอเป็นของมีคุณ ทำให้นักออกแบบตรงหน้าคนนี้ อยู่ร่วมกับความสำเร็จอันแสนน่ากลัวได้อย่างแล้วรอดปลอดภัย

5 ผลงานออกแบบที่ชารีฟอยากเล่าให้เราฟัง

01 Magnum Cafe

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“เป็นโปรเจกต์สุดท้ายที่ทำก่อนบินไปเรียนต่อ แล้วทำให้เกิดข้อขัดแย้ง เพราะในขณะที่เรามีชื่อเสียงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้ชีวิตอู้ฟู่ได้ แต่พ่อแม่ยังกินข้าวยำอยู่เลย เลยตัดสินใจทิ้งวงการแล้วไปเรียนต่อ เพราะอยากตัดบท กลัวตัวเองหลงระเริงกับชื่อเสียง ในเชิงวิธีคิด ผลงานนี้เกิดขึ้นจากคำถามที่ตั้งขึ้นมาว่าไอศกรีมอยู่กับศิลปะได้ไหม สรุปว่าได้ เราใช้ดีไซน์ทำให้เกิด Artistic Value ให้แก่แบรนด์ ผสานศาสตร์อื่นมาอีกหลายแขนง เป็นหลักฐานว่าแนวทางเราไม่ผิด”

02 Fun Factory

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นนี้เป็นทีสิสของเรา ศึกษาเมืองกลาสโกวว่าทำไมประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูง และใช้ศาสตร์ Socio-Urban มาวิเคราะห์ เล่นกับวัฒนธรรมการทำงาน เป็นโปรเจกต์ที่อาจารย์ชอบและได้ตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจารย์เข้ามาบอกว่า จากเด็กเอเชียที่ตามเพื่อนไม่ทันตอนแรก มีมุมมองความคิดเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด จนตั้งคำถามกับวัฒนธรรมที่ย้อนแย้งและเสนอวิธีแก้ปัญหาได้”

03 Studio Act of Kindness

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ออฟฟิศนี้สะท้อนความเป็นตัวเราจริงๆ ด้วยสไตล์ คาแรกเตอร์ และอารมณ์ในการออกแบบ” 

04 Whale House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“นี่คือโปรเจกต์บ้าน พี่โต๋ (นุติ์ นิ่มสมบุญ) ที่สนุกมาก เพราะพี่โต๋ไปทางโมเดิร์น แต่ภรรยาเขาชอบทางยุโรป ผมเลยบิดความแข็งอ่อนจากสองสไตล์ออกมาเป็นองค์ประกอบต่างๆ จนนิยามไม่ได้ว่าเป็นสไตล์อะไรกันแน่ งานนี้ขุดสกิลล์มาใช้เยอะมาก เพราะมีแต่คำถามเต็มไปหมด (หัวเราะ)”

05 Monsoon House

เส้นทางชีวิตที่โรยด้วยขวากหนามและความพยายามของเด็กยะลาสู่มหาบัณฑิต สถาปัตยกรรมผังเมืองที่สกอตแลนด์และดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอออกแบบ Act of Kindness

“ชิ้นสุดท้ายขอเลือกบ้านของตัวเอง ผมคงไม่ได้ฝันอะไรไปมากกว่านี้แล้ว Monsoon House เป็นบ้านที่มีคาแรกเตอร์ที่เราคิดขึ้นมา อาจไม่ได้แปลกแต่ว่ามีความหนักหน่วงอยู่ เช่น ผมตั้งใจทำให้ทุกห้องรู้สึกว่าฝนตกตลอด เพราะผมผ่านความเจ็บปวดมาเยอะ ถ้าชีวิตเรียบง่ายจะไม่มีแรงขับเคลื่อน บ้านหลังนี้อาจเป็นตัวปิดท้ายในบทความที่ดี เพราะมันคือแบบจำลองความเป็นเรา ตั้งแต่อ่อนแอที่สุดไปจนถึงสำเร็จที่สุด”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load