ฝน-นภนีรา รักษาสุข คือนักออกแบบและผู้ก่อตั้ง ยินดีดีไซน์ Yindee design บริษัทที่รับออกแบบบรรจุภัณฑ์และแบรนดิ้งของสินค้าต่างๆ มากมาย ซึ่งผลงานของยินดีดีไซน์นั้น ถ้าหยิบออกมาเราก็น่าจะคุ้นตากันเป็นอย่างดี ทั้งผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม ขนม ของใช้ภายในบ้าน ไปจนถึงอัตลักษณ์ของร้านอาหารร้านขนม และอีกมากมายหลายต่อหลายสิ่ง ไม่เพียงแค่นั้น งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ของยินดีดีไซน์ยังได้รับรางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน ที่เป็นที่ยอมรับทั้งในไทยไปจนต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและยุโรปอีกด้วย 

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign

งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ของยินดีดีไซน์ไม่ได้มีแค่ความสวยหรือน่ารัก แต่ยังแตกต่างและโดดเด่นออกจากที่มีในท้องตลาด วิธีคิดวิธีทำงาน ไปจนถึงการนำเสนอลูกค้าให้เห็นพ้องต้องกันนั้น เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาและน่าสนใจ โดยเฉพาะหากคุณเป็นนักออกแบบที่ได้รับงานมา หรือคุณเป็นผู้ประกอบการที่อยากได้บรรจุภัณฑ์ใหม่ให้สินค้าตัวเอง เพราะฝนเริ่มต้นการทำงานออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก โดยเน้นไปที่การศึกษาหาตัวตนของสินค้าจากภายใน และตัวตนที่เป็นและชัดเจนนั่นแหละ ที่จะทำให้งานออกแบบนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับคุณค่า เวลาการทำงานส่วนมากของยินดีดีไซน์จึงมุ่งไปที่ส่วนนี้ หาใช่การเลือกใช้สีสันสดใส วัสดุแปลก หรือทำตามความนิยมของตลาดที่มาไวไปไว ซึ่งทำให้เกิดการแก้งานกันแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าพร้อมกันแล้ว ก็ขอเชิญทุกคนไปพูดคุยและค้นหาวิธีการทำงานของ ฝน-นภนีรา รักษาสุข กันได้เลย

ยินดีที่ไม่รู้จัก

คงจะเป็นเรื่องน่าแปลกใจ ที่แม้ทุกวันนี้จะเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบ แต่ในอดีต ฝนกลับไม่เคยคิดจะทำงานออกแบบกราฟิกเลย เพราะมีความฝันว่าอยากจะทำงานโฆษณาให้ได้รางวัลระดับโลกอย่างคานส์มากกว่า เลยได้เลือกเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

“ฝนชอบงานโฆษณา ช่วงปีสามฝนได้เข้าเวิร์กช็อปและประกวดงานโฆษณาอย่าง BAD Awards พอจบมาก็ได้ทำงานในเอเจนซี่โฆษณาของญี่ปุ่น ทำไปได้ประมาณครึ่งปี งานเวิร์กช็อปต่างๆ ที่เคยทำมามันก็ส่งผล ทำให้มีเอเจนซี่ชื่อดังเรียกฝนไปสัมภาษณ์เป็น Junior Art Director เป็นบริษัทในฝันเลย ทำไปได้สักสองปีกว่าๆ ด้วยความที่เอเจนซี่นั้นเป็นบริษัทที่ใหญ่มากๆ เราได้เรียนรู้เยอะ พอๆ กับก็รู้สึกว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะ เลยตัดสินใจจะไปเรียนต่อด้านโฆษณาโดยตรง พอลาออกปุ๊บ ก็เจอต้มยำกุ้งปั๊บ เลยไม่ได้ไป” ฝนเล่าถึงการเริ่มต้นการเป็นนักออกแบบของตัวเอง

ด้วยภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกที่กระทบกับผู้ประกอบการหลายคน ครอบครัวของฝนก็ได้รับผลกระทบและเกิดหนี้จากการลงทุนด้วยเช่นกัน การไปเรียนต่อก็ถูกยกเลิก ในตอนนั้นฝนที่อยู่ในสถานะคนว่างงานจึงเป็นฟรีแลนซ์เพื่อหารายได้ และจุดเปลี่ยนในชีวิตก็เริ่มขึ้นตอนนี้

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign

“ในตอนนั้น แม้เราจะเคยทำงานในเอเจนซี่โฆษณาใหญ่มา แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้ทำงานโฆษณาในฐานะฟรีแลนซ์ เพราะการทำโฆษณาในตอนนั้นมันต้องการทีมงานขนาดใหญ่ พอดีว่ามีเพื่อนที่เคยเป็น AE เขาย้ายเป็นเป็นลูกค้าในบริษัทคอนซูเมอร์โปรดักต์ ชวนให้เราไปช่วยออกแบบงานที่สมัยก่อนเรียกว่า Below the Line เช่นงาน P.O.P. ที่ติดตามชั้นวางของในห้าง 

“ฝนไม่เคยมองงานกราฟิกมาก่อนเลยและไม่ค่อยเชี่ยวชาญด้วย เพราะสมัยอยู่เอเจนซี่ หน้าที่ของอาร์ตไดฯ คือคิดไอเดีย ทำเลย์เอาต์ ทำสตอรี่บอร์ด คุมการถ่าย คุมการตัดต่อ หรือคุมการถ่ายภาพนิ่ง เป็นหลัก แต่พอมีโอกาสก็เลยลองทำดู ทำมาเรื่อยๆ เริ่มจากงานชิ้นเล็กๆ จนลูกค้าเริ่มให้งานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วฝนก็สนุกกับการเข้าไปรับงานและคุยกับลูกค้า คือตั้งแต่มัธยมฝนเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจมากๆ ถ้ามองย้อนไปเราคงเป็นคนชอบเรื่องการตลาดนั่นแหละ ทีนี้พอมีโอกาสมาคุยกับลูกค้า ก็มักจะคุยกันในบริบทของการตลาดด้วย ยิ่งทำให้เราสนุกมาก

“สมัยก่อนกล่องทิชชูในบ้านเราคนไทยไม่ได้ออกแบบเอง ลูกค้าเขาจะเอาอาร์ตเวิร์กกล่องจากเมืองนอกมาให้ฝนปรับขนาด ซึ่งก็จะมีแต่ลายดอกไม้เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นแม่บ้าน ฝนปรับจนวันหนึ่งพูดกับเขาว่า ลายพวกนี้ฝนปรับเองแต่ฝนไม่ซื้อนะ มันไม่ใช่ของฝน มันไม่เป็นตัวแทนให้คนรุ่นเราเลย 

“ลูกค้าตอนนั้นก็รุ่นๆ เดียวกันหมด คนรุ่นเราก็แต่งบ้านแต่งคอนโดฯ นะ แล้วดูซิคนที่ซื้อไปใช้ก็เอากล่อง เอาผ้าคลุม ที่เขาคิดว่าสวยมาครอบกล่องกันหมด แล้วแบรนด์จะอยู่ตรงไหนเหรอ ลูกค้าก็เห็นด้วย เราก็เลยเสนอโปรเจกต์ใหม่ที่วางกลุ่มเป้าหมายใหม่ เป็นคนทำงานออกแบบ คนโฆษณา คนที่ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์ แล้วออกแบบกล่องในสไตล์มินิมอล เก๋เท่แบบไม่เคยมีมาก่อน ลูกค้าเห็นโปรเจกต์นี้แล้วชอบมาก และกล้าพอที่จะลองผลิตและวางขายจริงดู” ฝนเล่าถึงวันเปลี่ยนชีวิตในการเป็นนักออกแบบของเธอ

หลังจากสินค้าได้ถูกผลิตและวางจำหน่าย ปรากฏว่าสินค้าได้รับการตอบรับดีเกินคาด และได้ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะมาก เพราะคนซื้อจริงนั้นกว้างกว่ากลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก ทางบริษัทในเครือที่สิงคโปร์ก็ติดต่อขอซื้อแบบไปผลิตขาย บริษัทแม่ที่อเมริกาก็นำเคสการเปลี่ยนลวดลายบนกล่องนี้ไปเป็นกรณีศึกษาในการประชุมระดับภูมิภาคด้วย 

“ตอนนั้นมันทำให้เราสนุก ตื่นเต้น ความรู้สึกกับงานกราฟิกและการออกแบบบรรจุภัณฑ์เปลี่ยนไปเลย ด้วยความที่มันสร้างอิมแพ็กต์มาก” ฝนเล่าย้อนถึงวันนั้นด้วยแววตาเป็นประกาย

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Kleenex [be u] โปรเจกต์ที่ทำให้มุมมองที่มีต่องานออกแบบเปลี่ยนไป

ยินดีที่ได้รู้จัก

หลังจากโปรเจกต์กล่องกระดาษทิชชูนั้น ฝนก็ได้เริ่มเข้าสู่การเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพราะได้งานออกแบบบรรจุภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มได้รับความไว้วางใจมากขึ้นและได้ทำงานให้กับภูมิภาคเอเชีย ได้ทำงานให้บริษัทข้ามชาติหลายบริษัท ไปจนถึงได้มีโอกาสทำงานออกแบบกราฟิกให้กับ Orange เครือข่ายโทรศัพท์ที่สร้างแบรนด์อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในยุคนั้น มีโอกาสเห็นหลักการและวิธีการของการทำแบรนดิ้งที่เป็นสากล จึงทำให้ฝนเริ่มเข้าใจเรื่องของแบรนดิ้งเพิ่มมากขึ้นในตอนนั้น

แต่ฝนไม่รู้เลยว่า หลักการที่ได้รับรู้มาจากการทำงานในช่วงเวลานั้น จะถูกนำมาใช้แบบไม่รู้ตัวกับการทำบริษัทของตัวเอง

“มันมีเหตุการณ์สองสามครั้งที่ทำให้เรามานั่งถามตัวเอง และจัดการกับ Positioning ของตัวเอง เช่นเราถูกเปรียบเทียบราคากับคนอื่น เราทำงานจนเสร็จแล้วโดนลดราคาทีหลังโดยแผนกจัดซื้อ 

“ฝนมาถามตัวเองว่า ทำไมเขาทำกับเราแบบนี้ เราทำงานไม่เหมือนที่อื่นนะ เขาไม่รู้เหรอว่าเราเป็นยังไง และได้คำตอบว่า ก็เขาไม่รู้ไง เขาไม่เห็นไง ทำให้เขารู้สิ ทำให้เขาเห็นสิ มันเป็นความรับผิดชอบของเรา ไม่เกี่ยวกับเขา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ยินดีดีไซน์โดยไม่ได้ตั้งใจ เริ่มมาจากการที่เรามานั่งชัดเจนว่าเราเก่งอะไร เราต่างยังไง ตัดสินใจว่าเราจะทำอะไร และไม่ทำอะไร

“หลังจากนั้นไม่นาน ฝนได้รู้จักกับ ผศ. ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ นักวิจัยอาหารที่เก่งมากของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตอนนั้นถ้าผู้ประกอบการอยากพัฒนาสินค้าของตัวเอง แต่ไม่มีแผนก R&D ก็มาพัฒนาสินค้าที่นี่ได้ ทำให้ฝนได้เจอผู้ประกอบการที่ตั้งใจทำสินค้าอาหารดีๆ เยอะมาก แต่ไม่สามารถแข่งขันในตลาด พื้นฐานแบรนดิ้งก็ไม่มี บรรจุภัณฑ์ไม่ตอบโจทย์ เลยลองไปช่วยงานอาจารย์ดู ไปออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการหลายราย มันสนุกมาก ดีมาก เพราะได้ใช้ประสบการณ์ที่เราเคยทำงานให้บริษัทใหญ่ๆ มาทดลองทำและช่วยผู้ประกอบการรายเล็กได้” ฝนเล่าถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิต

ยินดีที่ได้ออกแบบ

งานที่สร้างให้ยินดีดีไซน์เป็นที่รู้จัก คืองานออกแบบบรรจุภัณฑ์กล้วยตากของ Banana Society ที่เปลี่ยนหน้าตากล้วยตากไปอย่างสิ้นเชิง และยกระดับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์สินค้าไทยขึ้นไปอย่างมาก ทำให้มีคนเห็นและติดต่อมาเพื่อให้ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ฝนเข้าใจถึงความถนัดของตัวเองมากขึ้น 

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
กล้วยตาก Banana Society บรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เป็นที่รู้จักเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

“เราไม่ได้ทำแค่การออกแบบให้สวยงาม เพราะทุกๆ งานที่เข้ามาเราต้องศึกษาค้นคว้าถึงตัวแก่นของลูกค้า ให้รู้จักเขาอย่างดีก่อน จึงจะทำงานออกแบบให้ออกมาได้ มันใช้เวลานานกว่าทั่วไป สมัยก่อนฝนต้องอธิบายให้บรรดาผู้ประกอบการฟัง ซึ่งตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จักการทำแบรนดิ้งหรอก ยิ่งเรื่องดีไซน์นี่แทบไม่มีใครลงทุน 

“ต้องพูดให้เห็นภาพว่านี่คือหลุมพรางของผู้ประกอบการ ทีลงทุนหลังบ้าน เครื่องจักรหลายสิบล้านนะทำได้ แต่พอจะออกไปหน้าบ้าน กลับเสียดายไม่ยอมแต่งตัวให้ดึงดูด ให้โดดเด่น แทบทุกคนอยากลงทุนกับมันให้น้อยที่สุด ทั้งที่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าคนเขาจะเดินเข้ามาหาเราไหม เขาจะเชื่อถือเราไหม เมื่อก่อนพูดอันนี้บ่อย แต่ตอนนี้คนเข้าใจมากขึ้นเยอะแล้วนะคะ  

“เรามักจะบอกทุกคนว่า ถ้าแบรนดิ้งคือคน บรรจุภัณฑ์มันก็คือการแต่งตัวภายนอก เราต้องชัดเจนก่อนว่าคนคนนั้นคือใคร แล้วแต่งตัวให้สอดคล้องกับคนคนนั้น หลุมพรางของการไม่มีพื้นฐานแบรนดิ้ง คือทุกคนจะเลือกงานตามความชอบ ซึ่งไม่ผิดที่แต่ละคนจะมีความชอบส่วนตัว แต่เราจะให้ความชอบส่วนตัวนำทางธุรกิจทั้งหมดไม่ได้ 

“ถ้ามีคนในที่ประชุมห้าคน แต่ละคนก็มีความชอบต่างกันหมด คำถามคือใครจะเป็นคนตัดสินใจล่ะว่าแบรนด์นี้หน้าตามันจะออกมาเป็นแบบไหน ก็คงจะจบที่คนที่มีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในห้อง ซึ่งถ้าหลังจากนั้นคนที่ใหญ่ที่สุดเกิดไม่อยู่แล้ว หรือเขาเกิดเปลี่ยนใจล่ะ แบรนด์มันก็จะแกว่ง ไม่มั่นคง คนทำงานก็จะทำงานยาก ต้องมาเถียงกันในเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเถียง

“การสร้างแบรนด์มันเหมือนกับการที่ทุกคนในห้องประชุมร่วมกันคลอดเด็กคนหนึ่งออกมานอนบนโต๊ะ แล้วเห็นพ้องต้องกันว่า เด็กคนนี้เป็นใคร เกิดมาทำไม มีความเชื่ออะไร บุคลิกยังไง คนอื่นรอบๆ ตัวเขาจะเห็นเด็กคนนี้เป็นแบบไหน เขาจะมีวิธีการพูดยังไง เป็นกันเองหรือวิชาการ” ฝนเล่าถึงความถนัดใหม่ที่ใช้เป็นหลักการในการทำงาน

บรรจุภัณฑ์ น้ำสลัดเบาเบา หนึ่งในงานยุคแรกๆ

เราสงสัยและต้องถามฝนในฐานะนักออกแบบที่เพิ่งมาเจอตัวสินค้านั้นๆ ว่าจะรู้จักแบรนด์ได้ดีกว่าผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นคนสร้างมันขึ้นมาได้จริงหรือ

“เราจะรู้จักแบรนด์เขาดีกว่าตัวลูกค้าไหม ไม่ค่ะ ลูกค้าย่อมเชี่ยวชาญในงานของเขามากกว่า แต่ก็เหมือนคนแหละ บางครั้งมันก็มีจุดบอดที่เรามองไม่เห็นด้วยตัวเอง ฝนเป็นเหมือนคนนอกที่จะมองจากข้างนอกเข้ามา และสะท้อนให้เขาเห็น บวกกับการหาข้อมูลและวิเคราะห์ให้รอบด้าน ก็จะทำให้แบรนด์ของลูกค้าแตกต่างจากคนอื่นได้จริงๆ 

“อย่างบางคนมีเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าที่เลิศมาก แต่เขาอยู่กับมันทุกวันจนไม่เห็นว่ามันพิเศษ เราก็บอกเขาว่า โอ้โห อันนี้เจ๋งเลยนะ หรือบางคนมั่นใจมากว่าสินค้าเขาอร่อยไม่มีใครเหมือน แต่เราเจอว่ามีสินค้าแบบเดียวกันนี้อีกตั้งเยอะ 

“เราก็บอกเขาว่าเพิ่มจุดขายให้น่าสนใจขึ้นดีไหม ปรึกษากัน การทำแบรนดิ้งไม่ใช่การจับยัด แต่เป็นการค้นหา เราไม่ใช่คนที่จะไปชี้นิ้วว่าเขาต้องเป็นแบบไหน แต่เรามีเครื่องมือในการส่องทาง พาเขาไปให้เห็นในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นในตัวเขาเองมาก่อน และการลงมือทำก็จะมาหลังจากนั้น” ฝนเล่าถึงการทำแบรนดิ้งให้ลูกค้า 

หลังจากฟังแนวคิดแล้ว เราสงสัยถึงวิธีการทำงานของยินดีดีไซน์ว่ามีขั้นตอนการทำงานยังไงบ้าง ฝนเล่าให้ฟังว่า ในขั้นแรกสุดจะส่งข้อมูลของทางบริษัทไปให้ก่อน ซึ่งจะอธิบายหลักการทำงาน วิธีการทำงาน ราคา และผลงานที่ผ่านมาไปให้ หลังจากนั้นเมื่อลูกค้ายืนยันว่าอยากให้ทำงานให้ ก็จะมาสู่ขั้นตอนถัดไป คือการโทรหรือ Zoom คุยกันเพื่อพูดคุยเบื้องต้น ว่าลูกค้ามองหาอะไร ต้องการอะไร ซึ่งฝนบอกว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก

“ขั้นตอนนี้ฝนคุยเองทุกครั้ง เพราะชอบ สนุก และเราได้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด แล้วหลังจากที่ตกลงทำงานด้วยกัน ฝนก็จะพาทีมแห่ไปศึกษาลูกค้า ไปดูโรงงาน ไปเจอครอบครัว เจอหุ้นส่วน ดูเครื่องจักร ไปที่ไร่ที่สวน เราจะได้รู้จักลูกค้าอย่างลึกซึ้ง รู้วิธีคิดทั้งจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต 

“ประสบการณ์เรื่องตลาดเรื่องคู่แข่งของเขา ทัศนคติของเขามีประโยชน์มาก หลังจากนั้นเราก็จะนำข้อมูลที่ได้มาทำการบ้านต่อ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจและสัมภาษณ์ผู้ใช้และไม่ใช้สินค้าของเขา ว่าแต่ละกลุ่มมองเห็นสินค้านี้ในมุมไหนบ้าง หรือไปสำรวจตลาด ดูคู่แข่งของลูกค้าทั้งหมด ประสบการณ์ในการซื้อและใช้เป็นยังไง เพื่อวิเคราะห์และสรุปแบรนดิ้งของเขา เมื่อได้ข้อสรุปมาเราก็เอาไปคุยกับลูกค้าว่าคนแบบนี้ใช่คุณไหม” ฝนอธิบายขั้นตอนการทำงานของบริษัท

ถ้าลูกค้าเห็นด้วยกับแบรนดิ้งที่นำเสนอ ทางลูกค้าก็จะมีงานต้องทำ มีการลงมือทำอีกหลายอย่างให้สอดคล้องกับแบรนด์ ส่วนทางฝนก็จะทำงานต่อในด้านของ Design Direction ทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศที่กำหนดทิศทางการออกแบบหลังจากนี้ทั้งหมด หลังจากสรุปทิศทางได้แล้วจึงออกแบบชิ้นงานต่างๆ ที่จำเป็นในการทำการตลาด เช่น โลโก้ บรรจุภัณฑ์ หน้าร้าน อัตลักษณ์องค์กร เว็บไซต์ เป็นต้น 

“สิ่งที่เราจะไม่ทำอย่างเด็ดขาด คือออกแบบเลย เช่นวันนี้รับบรีฟ เจอกันครั้งต่อไปก็นำเสนอดีไซน์แพ็กให้ลูกค้าเลือกเลยสามแบบ เพราะมันคือการทำงานแบบที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย นึกภาพดูนะคะ ถ้าลูกค้าบอกว่าอยากให้มันดูน้อยและร่าเริง ความน้อยและร่าเริงของลูกค้าและนักออกแบบอาจจะเป็นคนละภาพเลยก็ได้ และคำถามที่มาก่อนหน้านั้นก็คือ แล้วทำไมมันต้องน้อยและร่าเริงตั้งแต่แรกด้วย มันมีที่มาที่ไปยังไงเหรอ

บางครั้งมีลูกค้าที่ติดต่อมา แต่มีสินค้าที่ยังไม่ดีพอ ฝนก็อดไม่ได้ที่จะเสนอสิ่งที่ดีกว่า เพราะสินค้าคือส่วนสำคัญที่สุด

“ถ้าของมันไม่ดีจริงๆ ก็จะบอกว่าอย่าเพิ่งทำเลย เสียเงินเปล่าๆ ไปพัฒนาสินค้าก่อนไหม ฝนมีลูกค้ารายหนึ่งเป็นร้านขายของฝากที่สุพรรณบุรี พอดีเขาลงเครื่องจักรใหม่ ขยายกำลังผลิต แล้วเขาได้โมลด์กลมๆ แถมมา ทำให้ทำขนมแบบสอดไส้ได้ด้วย ก็เลยทำขนมเค้กไส้ครีมวานิลลา กาแฟ ช็อกโกแล็ตขาย แล้วเรียกเราไปช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ 

“พอเราชิม ก็บอกเขาไปว่าพี่อย่าทำเลย ขนมแบบนี้มีขายเยอะแยะ ไม่ได้ต่าง ถ้าอยากจะทำจริงๆ เราขอเสนอ Product Concept ใหม่ให้ดีกว่า ทีนี้ด้วยทีม R&D ของเขาค่อนข้างเก่ง เราเลยวางไอเดียเป็นสองเซ็ต เซ็ตแรกคือขนมไทย มีขนมตาล ตะโก้ และเปียกปูน ข้างในเป็นไส้กะทิ ส่วนอีกเซ็ตหนึ่งเป็นไส้เบอร์รี่ชีส ข้างในเป็นไส้ชีสและแยมบลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ซึ่งพอทำออกมาวางขายก็ขายดีมาก เพราะนอกจากสินค้าจะน่าสนใจ แพ็กเกจจิ้งก็ยังเป็นของฝากที่เชื่อมโยงระหว่างขนมไทยโบราณและความทันสมัยเข้าด้วยกัน” ฝนเล่าเรื่องการออกแบบที่ไปถึงคอนเซปต์ของขนม

เอกชัย Maru cake โปรเจ็กต์ที่ช่วยคิด product concept ด้วย

แล้วบรรจุภัณฑ์ที่ดีในสายตาของนักออกแบบอย่างยินดีดีไซน์นั้นเป็นอย่างไร 

“ในฐานะนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ เราอยากเห็นสินค้าประสบความสำเร็จทั้งในแง่แบรนด์และยอดขาย สำหรับฝน แพ็กเกจจิ้งที่ดี คือแพ็กเกจจิ้งที่สื่อสารความเป็นแบรนด์ออกมา ด้วยภาษาเดียวกับคนที่เราอยากสื่อสารด้วย โดยแตกต่างจากคนอื่นๆ ในตลาด เราพูดอยู่ตลอดว่าเรื่องสวยไม่สวยไม่ใช่ประเด็น เพราะมันเป็นงานของเรา เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่เราให้ความสำคัญกับการสื่อสารด้วย 

“เราอยากให้บรรจุภัณฑ์สื่อสารกับลูกค้า ให้มันพูดคุยแทนเจ้าของแบรนด์ สร้างประสบการณ์ที่ดี มันไม่ใช่แค่เรื่องภาพ ข้อความ หรือกราฟิก ที่อยู่บนกล่อง แต่ประสบการณ์ทุกอย่างเกี่ยวบรรจุภัณฑ์นั้นคือการสื่อสารทั้งหมด แม้แต่ผิวสัมผัส หรือถ้าเคยซื้อของออนไลน์ เมื่อเปิดกล่องออกมาแล้วเจออะไร พับหรือจัดวางมาอย่างเรียบร้อย แนบการ์ดมาด้วย ทั้งหมดนี้คือการสื่อสารที่เราสนใจทั้งหมด 

“เคยกินขนมบางยี่ห้อมั้ยคะ ที่เขาปรับปรุงกล่องขนมให้มันแกะของออกมากินได้โดยไม่ทำให้มือเลอะ มันคือการสื่อสารกับลูกค้าว่า เขาไม่เคยหยุดเลยในการทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น ในขณะที่บรรจุภัณฑ์บางอันกินแล้วมันบาดปากเรา มันก็คือการสื่อสารว่าเขาไม่สนใจหรอก คุณจ่ายเงินซื้อของไปแล้วก็พอ” นักออกแบบบรรจุภัณฑ์เล่าถึงบรรจุภัณฑ์ในอุดมคติ

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign

การทำงานออกแบบที่อยากให้ลูกค้าประสบความสำเร็จนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าอาชีพเราแตกต่างกับนักออกแบบแขนงอื่นๆ ในแง่การมีตัวตนหรือลายเซ็นในการออกแบบรึเปล่า เราถามฝนเรื่องนี้

“เราไม่เคยคิดถึงเรื่องลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ของบริษัทเลยนะ จริงๆ เราคิดตรงข้ามด้วยซ้ำ เราคิดว่าเมื่อรับงานลูกค้ามาแล้ว ก็ต้องทำงานออกมาให้เป็นตัวเขามากที่สุด ให้เขาประสบความสำเร็จในตลาด ไม่ใช่รับเงินเขามาเพื่อทำงานให้ตัวเอง มันไม่ผิดนะถ้านักออกแบบจะมีลายเซ็นตัวเองในขณะที่ทำให้ของลูกค้าขายได้ แต่เราไม่ได้มีความตั้งใจนี้ มีหลายคนบอกอยู่นะว่างานของยินดีดีไซน์นี่ลายเซ็นชัดมาก (หัวเราะ) ซึ่งไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ 

“หลายครั้งมีลูกค้าใหม่บอกว่า อยากได้งานแบบงานนั้นน่ะ ที่เราเคยทำให้แบรนด์นั้น เรายังบอกเลยว่าอย่าคิดแบบนั้นเลย ให้เราสร้างของเราเองดีกว่า มันคงเป็นสไตล์กับวิถีการทำงานน่ะ ก็เลยออกมามีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกว่า เอ๊ะ มันพูดอะไรบางอย่างนะ พอคนเขาเห็นว่าเราทำงานแบบนี้ คนที่เขาต้องการแบบนี้เขาก็ยิ่งมาหาเราค่ะ” ฝนอธิบาย

ยินดีที่ได้ลดขยะ

ในยุคที่พลาสติกกลับกลายเป็นมลพิษที่ทำร้ายโลกใบนี้ บรรจุภัณฑ์นั้นเลยถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายไม่ต่างกัน เราเลยถามฝนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในช่วงเวลาแบบนี้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร

“เรารู้สึกว่าเราทำงานแพ็กเกจจิ้งเยอะ แล้วมันก็เกิดขยะเยอะตามไปด้วย ซึ่งวัสดุที่ย่อยสลายได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มนุษย์ก็ยังค้นคว้าและทดลองกันอยู่ เราในฐานะที่ทำงานด้านนี้ก็อยากช่วยให้ลูกค้าลดการใช้วัสดุให้น้อยลง อย่างการลดขนาด หรือไม่ใช้พลาสติกที่หนาเกินความจำเป็น ไปจนถึงการให้ความรู้กับผู้บริโภคถึงการจัดการขยะว่าควรทำยังไง 

“เราเลยทำโปรเจกต์เล็กๆ ในบริษัทชื่อว่า ‘กรีนกลมโปรเจกต์’ ชวนลูกค้าให้มองรอบด้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูกค้าที่ร่วมด้วยเพราะเขาเองก็อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น แบรนด์สำลี Rii ก็มีสำลีไม่ฟอก ใช้ก้านกระดาษ หลายปีก่อนตอนเปิดตัวใหม่ๆ เราออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้แตกต่าง เป็นกล่องกระดาษ ซึ่งต้องเจาะช่องให้เห็นสำลีด้านใน เพราะถ้าไม่เห็น คนก็อาจจะไม่ซื้อ 

“แต่ตอนนี้เอาหน้าต่างออก เพราะคนรู้แล้วว่าสำลีเป็นยังไง และเราต้องการลดการใช้พลาสติกหน้าต่าง ลดกาว หรือแม้แต่ทำกล่องคอลเลกชันพิเศษแบบหนาออกมา จะได้รีฟิลได้นาน เป็นการลดบรรจุภัณฑ์กล่อง อะไรช่วยได้เราก็ช่วยกัน” ฝนเล่าถึงโปรเจกต์ที่เป็นอีกแรงในการช่วยลดขยะ

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Rii Skincare Cotton หนึ่งในแบรนด์ที่ร่วมในกรีนกลมโปรเจกต์

ยินดีที่ได้ทำงาน

ในวันนี้ ฝนยังทำงานออกแบบอย่างต่อเนื่อง หากนับตั้งแต่วันแรกที่ฝันอยากได้รางวัลในแวดวงโฆษณา มาจนถึงวันนี้ที่ได้รับรางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยมทั้งจากไทย ญี่ปุ่น เอเชีย ไปจนถึงยุโรป เราเลยถามถึงความหมายในการทำงานเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ของเธอ

“เรื่องรางวัลงานออกแบบ ฝนแทบไม่เคยคิดเลย การได้รางวัลของฝนจบไปตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้ทำโฆษณา ไม่ได้คานส์แล้วล่ะ (หัวเราะ) แต่หลายปีก่อนเริ่มส่งงานแพ็กเกจจิ้งประกวด เพราะอยากให้ลูกค้าได้โลโก้รางวัลมาติดบนแพ็กเขา งานเราก็ได้รางวัลมาเรื่อยๆ 

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Minnamame บรรจุภัณฑ์ที่ได้รางวัล Red Dot Design Award และอีกหลายรางวัล
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
บรรจุภัณฑ์น้ำผักผลไม้สกัดเย็น ดอยคำ 

“วันนี้ฝนมีความสุขกับการเห็นคนที่ทำงานกับเราเขาได้ค้นพบความเจ๋งของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าได้เจอแบรนดิ้งของตัวเอง หรือน้องๆ Yinder ที่ทำงานด้วยกัน งานของฝนคือดูงานภาพรวม ไกด์ไดเรกชัน ซัพพอร์ตเขาในจุดที่เขาต้องการจากเรา และทำให้เขาเก่งขึ้นโตขึ้นทุกวัน

“สิ่งที่มันเติมเต็ม คือเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน หลายครั้งฝนไปเจอธุรกิจครอบครัวที่ต่างคนต่างคิด หาจุดตรงกลางไม่ได้ รุ่นพ่อที่ทำธุรกิจแบบเดิมก็คิดอย่าง รุ่นลูกที่อยากจะเปลี่ยนแปลงก็คิดอีกอย่าง แล้วเขาตกลงกันไม่ได้ หรือไม่ได้เคยคิดอยากจะคุยกันด้วยซ้ำ เราเป็นคนที่เข้ามานั่งคุยกับครอบครัวของเขา ซึ่งฝนถือเป็นเกียรติมากที่ได้ทำหน้าที่นี้ เขาเปิดบ้านเขาให้เราเข้าไป นั่งเล่าทุกอย่างให้เราฟัง มันคือกิจการของเขา มันคือชีวิตของเขา ซึ่งด้วยกระบวนการทำแบรนดิ้ง มันทำให้คนต่างรุ่นกันเข้าใจกันมากขึ้น

“มีหลายครั้งที่ลูกอยากสร้างแบรนด์ แต่พ่อไม่อยาก จะหาเรื่องไปทำไม รับจ้างผลิตก็อยู่ได้แล้ว ลูกก็โทรคุยกับฝนหลายรอบ ปรึกษาว่าทำยังไงดี พี่ช่วยพูดหน่อย ส่วนใหญ่ฝนจะแชร์ประสบการณ์ว่าพูดมุมไหนได้บ้าง แต่เขาต้องไปพูดเองนะ คนที่พูดได้ดีที่สุดคือลูก พี่ฝนซัพพอร์ตได้แต่ไม่ใช่ตัวหลักนะ คุยกันจนป๊าเริ่มอยากรู้รายละเอียดบ้าง จนกระทั่งวันที่นัดมาเจอกันนั่นแหละ ฝนรู้เลยว่าลูกเขาทำสำเร็จแล้ว และความภูมิใจจะเป็นของเขาที่เขาได้สร้างมันเอง ส่วนฝนเหรอ เวลาที่ป๊าพูดว่าฝากด้วยนะ มันคือความฟินที่สุด ที่ได้รู้ว่าคุณพ่อเขาไว้ใจ ไม่ได้ไว้ใจฝนนะ เขาไว้ใจลูกเขาค่ะ 

“งานแบบนี้ฝนไม่รู้ว่าจะไปหาได้อีกจากที่ไหน ตลอดทางที่ทำงานมา ฝนภูมิใจมีความสุขไปตลอดทาง ภูมิใจกับคนไทยเก่งๆ ผู้ประกอบการไทยที่ตั้งใจดีๆ ดีใจที่ได้เห็นความสำเร็จของเขา สนุกที่ได้คุยกัน มีความสุขที่ได้อยู่กับงานดีไซน์สวยงามที่ทีมทำ สำหรับฝน งานออกแบบแบรนด์สักแบรนด์หนึ่งมันก็มาจากชีวิตข้างในล่ะค่ะ” ฝนทิ้งท้ายถึงความหมายของการทำงานออกแบบ

นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
Memberry นมเบอร์รี่ช่วยเสริมความจำ 
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
งานออกแบบอัตลักษณ์ร้านชานมไข่มุก GAGA
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ยคืนดี ปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยฟื้นฟูดินและกำจัดขยะในชุมชน
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
งานออกแบบอัตลักษณ์ร้านชานมไข่มุก Bearhouse
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
แบรนด์เวชสำอาง Qualisk ที่ออกแบบ key visual จากการทำงานของส่วนผสมสำคัญ 
นภนีรา รักษาสุข นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ทำงานออกแบบภายนอกสินค้าด้วยการค้นหาจากภายใน, ยินดีดีไซน์, YindeeDesign
บรรจุภัณฑ์ผ้าอนามัย Quiescent ที่ออกแบบจากอินไซต์ของผู้หญิง
Rebranding ไอศกรีมทิพย์รส แบรนด์ที่มีอายุ 50 ปี

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

1 พฤศจิกายน 2565

“ไม่ได้เป็น Expert ทางด้านไหนซะทีเดียว แต่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนรวบรวมพอมาเป็นผลงานได้”

เนตร พันธุมสินชัย หรือที่รู้จักกันในฐานะ ‘Wayward Gods’ บ้าง ‘Create! Nate! Create!’ บ้าง อธิบายความชอบอันมากมายหลากหลายของเขา 

ความชอบไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียว เป็นเรื่องปกติที่คนเรามักมีความชอบหลายแนวทางและรูปแบบ มีความสามารถมากกว่าหนึ่ง แม้อาจไม่ถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยทุกความชอบและความหมกมุ่นเหล่านั้น คงนำทางเราไปสู่เส้นทางไหนสักทาง ไม่ต่างกับเนตรที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker แต่สิ่งที่เราเห็นเขาทำในวันนี้ช่างมากกว่าสิ่งที่เขานิยามตัวเอง

เขาทำตั้งแต่วาดการ์ตูน เขียนบท กำกับ ออกแบบฉาก ออกแบบตัวละคร ออกแบบกราฟิก 3D ไปจนถึงคนทำ CG ซึ่งเพจ Wayward Gods เป็นโปรเจกต์ล่าสุดของเขาที่เกิดจากความชอบศิลปะไทยนำมาผสมผสานกับความเป็น Cyberpunk ผ่านคาแรกเตอร์ยักษ์ที่โลดแล่นบนโลกของ CG

มีโอกาสได้คุยกับเนตรทั้งที เขาเล่าเรื่องความชอบในแต่ละช่วงวัยให้ฟัง เริ่มจากฉากความฝันวัยเยาว์ของการอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ฉากวัยรุ่นทำหนัง ฉากวัยทำงานด้านออกแบบ รวมไปถึงผลงาน 4 ชิ้นที่เนตรได้เรียนรู้ 

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ฉากเปิด

เนตรเติบโตที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก ในครอบครัวที่พ่อเป็นนักธุรกิจ แม่เป็นวิศวกร

ตัวเขาย้ายกลับมาเมืองไทยอีกครั้งตอนประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนโรงเรียนอินเตอร์จนจบการศึกษามัธยมปลาย แล้วย้ายกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยในด้านการตลาดที่อเมริกา ฟังยังไงก็ดูไม่มีตรงไหนเกี่ยวกับวงการศิลปะเลย

แต่เบื้องหลังของการอยู่กับตัวเลข คลุกคลีในด้านการตลาด เขาชื่นชอบการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ และเสพติดการดูการ์ตูนในทุกรูปแบบ ดูการ์ตูนญี่ปุ่นตอนประถม อ่านการ์ตูนคอมมิกตอนมัธยม เขาโตมากับพวกซูเปอร์ฮีโร่ สไปเดอร์แมน แบทแมน Marvel ต่าง ๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนกลายเป็นความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนตั้งแต่ยังเล็ก

“จำได้ตอน ป.5 คุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็เขียนไปว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน พ่อชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง” เขาหัวเราะ

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ดูเหมือนว่าแววศิลปะเขาจะเฉิดฉายตั้งแต่วัยเยาว์ ความชอบของเขาตะโกนออกมาผ่านทางสิ่งที่ทำอย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่ถูกผลักดันไปอีกทางหนึ่ง จึงเป็นทางแยกระหว่างสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่เรียน ถึงแม้ว่าเขาจะหันกลับไปทางแยกตรงนั้น เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบอีกครั้ง แต่ก็…

“เราตั้งใจจะไปเรียน Film School ที่อเมริกาต่อ ก็สมัครไป แต่ไม่เข้ารอบสักอันเลย” เนตรขำตัวเอง “ก็เราไม่ได้เรียนทางด้านนี้อยู่แล้วเนอะ มีแต่แบกกราวนด์ธุรกิจ” 

ดูเหมือนจังหวะของโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง แล้วเรียนรู้จากที่ไหน ถ้าไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้โดยตรง เราถามเขา

“จริง ๆ YouTube เป็นอันที่เรียนรู้เองมากที่สุด เพราะไม่ได้ไป Film School ไม่ได้ไป Art School พยายามเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ด้วยการเรียนกราฟิก เรียน CG เรียนวาดรูปผ่านสิ่งรอบตัว

“เมื่อหลายปีที่แล้วเรามีโอกาสไปสอนที่ธรรมศาสตร์ ไปสอน Storytelling เด็กที่เรียนพวก 3D เราก็ไปสอนเป็นคอร์สเลย รู้สึกอิจฉาพวกน้อง ๆ นะที่ได้เรียน ในวัยนั้นเราก็อยากเรียนอะไรแบบนี้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนเลย”

ดำเนินเรื่อง

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

แล้วก็มาถึงก้าวสำคัญของเนตร จากคนที่ชื่นชอบการวาดการ์ตูน เขาเลือกเดินทางตามใจตัวเองหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ด้วยการหันหลังให้กับด้านการตลาดที่เรียนมา แล้วหันมาทางสายครีเอทีฟมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เหมือนเส้นทางสู่ Film Maker จะเริ่มชัดเจนแล้ว

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“ผมวาดการ์ตูนเล่มนี้ ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปี เขียนด้วยตัวเอง ไม่ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน เสร็จแล้วก็ลองส่งไปที่ค่ายหนังเมืองไทย ส่งไปทางกันตนา แล้วค่ายก็เรียกเราไปคุย จากนั้นเราก็ได้ทำงานที่กันตนาในด้านเขียนบท เริ่มจากการทำด้าน Storytelling วาดการ์ตูน และขยับไปทางแอนิเมชัน

“ตอนนั้นไปคุยกับ คุณจาฤก กัลย์จาฤก ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของกันตนา เขาบอกว่าลองไปทางแอนิเมชันไหม เราก็เลยโอเค แล้วก็ได้สนิทกับ พี่คำป้อน-คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับ ก้านกล้วย ผมทำงานกับเขาตลอดเวลาที่ทำกันตนา ได้ช่วยเขียนเรื่อง Echo Planet ที่เป็นหนังของเขาด้วย เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ เป็นการ์ตูนที่เขาลงทุนเยอะเหมือนกัน”

ตอนนั้นเส้นทาง Film Maker ของเนตรเหมือนจะไปได้สวย และได้ต่อยอดฝีมือมากมายจากการเข้าไปอยู่ที่กันตนาในฐานะฟรีแลนซ์เป็นเวลาหลายปี

จนเขาเริ่มหันมาทำของตัวเองอย่างเต็มตัว โดยไม่ได้พึ่งทางค่ายไหน แสดงผลงานผ่านทางยูทูบชาแนล Create! Nate! Create! ใน 3 ปีหลัง เนตรมีความสนใจทาง CG มากกว่าเดิม จึงลองฝึกฝนด้วยตัวเอง เน้นการเรียนรู้ผ่านทางยูทูบอย่างที่เคยทำ

“เพราะยูทูบเต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ เป็นแรงบันดาลใจว่า ผมเองก็น่าจะทำแบบนั้นได้เหมือนกันนะ!”

เขาเริ่มจากงานชิ้นแรก ๆ ด้วยการลองทำ MV เพลง Enough for Loneliness and Internet Today ของวง TELEX TELEXS

“MV นี้เป็นชิ้นแรกที่เราพยายามจะทำ 3D ผสมกับภาพถ่าย ออกไปถ่ายตอนตี 2 ตี 3 ที่สยาม ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย ก็เลยถ่ายกลางถนนได้ ถ่ายเป็นวิดีโอประมาณ 2 คืน มันเป็นฟีล ๆ เพลงเหงา ลองทำเล่น ๆ เฉย ๆ ไม่ได้หาตังค์กับเรื่องพวกนี้เลย ทำเพื่อเรียนรู้ ฝึกทำ”

ฉากไคลแมกซ์

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เส้นทางการมาสาย CG ของเนตรเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Wayward Gods ก็ปรากฏขึ้น นั่นทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในชื่อนี้

“Wayward Gods เป็นเทพที่บิดเบี้ยวไปในทางที่เพี้ยนหน่อย ๆ เหมือนเทพที่ไม่ธรรมดา ไม่ได้ตามเส้นทางปกติ เพราะมัน Cyberpunk” เนตรเล่าอย่างอารมณ์ดี

จุดเริ่มต้นของ Wayward Gods เกิดจากความชอบเช่นเคย ไม่ต่างจากชิ้นงานอื่น ๆ ที่เขาเริ่มต้นทำด้วยความอยากลองในสิ่งที่สนใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเติบโตที่เมืองนอก แต่ก็ยังชื่นชอบความเป็นไทย

“เราชอบยักษ์ จำได้ตั้งแต่เด็กเลย มาเมืองไทยก็เห็นรูปปั้นใหญ่ของยักษ์ เป็นไอคอนที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความเป็นไทย เราก็เลยติดใจพวกยักษ์มาก”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นี่คือสิ่งแรกที่ทำ หมวกหัวโขนเทสสึกัณฐ์ ได้แรงบันดาลใจมาจากทศกัณฐ์แหละ แต่เราอยากได้ชื่อญี่ปุ่น ๆ เลยตั้งว่าเทสสึ! ตั้งใจอยากได้หมวกหัวยักษ์ออกมาเป็นของจริง เป็นหมวกแบบ Cyberpunk ตอนแรกเรามีแค่ความอยากลองเลย จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นโลกของ CG ซึ่งมีหมวกหนุมานด้วย”

แล้วทำไมต้องนำมาผสมกับความ Cyberpunk – เราสานบทสนทนาต่อ

“Cyberpunk เป็นที่นิยมกันมากนะในตอนนี้ ดูบนอินสตาแกรมก็เต็มไปด้วยสไตล์ Cyberpunk หรือเกม Cyberpunk ก็มี  เลยคิดว่าเราลองเอาความเป็นไทยเข้ามาตรงนี้ได้ด้วยเหมือนกัน

“เรานำความชอบมาใส่ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ แต่ก็รู้ว่าการทำด้วยตัวเองจะต้องไปฝึกเรียนกราฟิกให้มาก ๆ ถึงจะออกมาได้ตามแบบที่ต้องการ และทำได้แบบที่ไม่ต้องเสียตังค์ ยกเว้นซื้อคอมเนี่ยแหละ” เขาพูดติดตลก “เพราะทำจริง ๆ แล้วมันหลายล้านเหรียญ หลายล้านบาท แต่โอเค นั่งทำเองก็ได้ มันแค่ต้องใช้เวลา แต่ข้อดีของเทคโนโลยีในปัจจุบันคือทำได้ด้วยตัวเอง”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นั่งปั้นจากโปรแกรม Blender ปัจจุบันในเมืองไทยคนหันมาใช้โปรแกรมนี้เยอะมาก ผมว่าดีที่สังคมออนไลน์ของคนทำ 3D มีเยอะขึ้น ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องโมเดลลิ่ง หลายคนเก่งระดับโลก ต้องยอมรับว่าเขาเก่งกว่าเราหลายเท่าเลย เราเป็นแค่มือสมัครเล่น

“จริง ๆ ถ้ามีความใส่ใจและความพยายาม จะทำหนัง ทำเพลง ทำกราฟิก ก็ทำได้หมดด้วยตัวเอง แต่บางอันผมก็ใช้เวลาทำเยอะมาก เช่น คลิป 2 นาที ทำไป 3 เดือน” เขาแซวตัวเอง

ผสมผสาน

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ผลงานจากนิทรรศการ ’10 ปีแรงบันดาลไทย’ ที่เพิ่งจบไป มีส่วนทำให้คนรู้จัก Wayward Gods มากขึ้น โดยเป็นการเล่าเรื่องยักษ์ พญานาค ในรูปแบบ Cyberpunk ผ่านการทำ CG ทั้งหมด ไม่ได้ผสมภาพจริง ซึ่งเป็นผลงานที่เนตรทำคนเดียว และใช้ระยะเวลานานหลายเดือน

“มันต้องปั้นโมเดล พวกโมเดลตึกผมปั้นเอง ส่วนโมเดลคนซื้อมาได้ หรือไม่ผมก็ทำงานร่วมกับศิลปินที่เป็นนักปั้นโมเดลจริง ๆ พวกเขาเก่งมาก ผมไม่ได้เชี่ยวชาญแต่ก็ทำงานร่วมกันได้ จึงเป็นเรื่องดีในแง่ว่าทำให้เราได้เจอและได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เนตรค้นคว้าเรื่องยักษ์อย่างหนักและนำมาดัดแปลงในฉบับตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังของความเป็น Cyberpunk ล้ำสมัยเหล่านี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีและตำนานที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น รามเกียรติ์ หรือ นางสิบสอง

“เราชอบเรื่องยักษ์มาก ยิ่งยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์วัดโพธิ์ อะไรแบบนี้ มียักษ์ที่ปลอมเป็นคน ใช้ชีวิตอยู่กับคนได้ ซึ่งผมชอบไอเดียนี้”

เมื่อได้ยินว่าเนตรมีความสุขแค่ไหน ที่ได้นำความเป็นไทยมาดัดแปลงให้เป็นศิลปะสมัยใหม่อย่าง Cyberpunk เราจึงสงสัยว่าเขาคิดเห็นอย่างไรที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้านำความเป็นไทยมาเล่นกับศิลปะ เพราะกลัวดราม่าที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และการทำงานศิลปะไทยอยู่ในความสนใจของคนในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน

“ผมว่ามันเป็นความสร้างสรรค์ของศิลปินนะ ในช่วงนี้มีศิลปะแนวนี้ออกมาเรื่อย ๆ ผมก็ตามศิลปินหลายคนบนโซเชียลมีเดีย ศิลปะแบบนี้มีเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เขาก็ทำเป็น NFT เนี่ยแหละ เขาเอาความแฟนตาซีมาบวกกับความเป็นไทย ผมเลยคิดว่าน่าจะมีคนชื่นชอบไอเดียแบบนี้ น่าจะมีตลาดในแง่นั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ผลของการเรียนรู้

ผลงานที่มากมาย ความชอบที่หลากหลาย วันเวลาที่เปลี่ยนไป นำไปสู่การต่อยอดที่ประกอบกลายเป็นเนตรในเวอร์ชันปัจจุบัน เราจึงนำ 4 ผลงานที่เปลี่ยนผ่านแต่ละช่วงวัยของเขามาให้ชาว The Cloud ได้ชมกัน

01 Rainbow Girl Storyboard TRAILER

เป็นหนึ่งในผลงานที่มีสตอรี่เบื้องหลัง เพราะเป็นงานชิ้นแรก ๆ หลังจากที่เขาจบจากกันตนา ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลายอย่าง ซึ่งเทคนิคที่ใช้สร้างสรรค์เริ่มจากความชอบและความถนัดเหมือนเดิม คือการวาดการ์ตูนและการเล่าเรื่อง เหมือน Back to Basic อีกครั้งหนึ่ง เขาเริ่มทำ Trailer สตอรี่บอร์ด ‘Rainbow Girl’ ที่ในอนาคตตั้งใจสร้างเป็นหนังแฟนตาซีแฝงไปด้วยดราม่า

“เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีปัญหา ทุกอย่างที่เขาชอบ ที่เขารักในโลกนี้ จะระเบิดกลายเป็นสายรุ้ง” ฟังจากที่เนตรเล่ารู้เลยว่าจะแฟนตาซีแค่ไหน แต่ความดราม่าของเรื่องนี้ก็ไม่แพ้กัน

“เพราะเขาอยู่กับครอบครัวไม่ได้ อยู่กับคนรักไม่ได้ ไม่งั้นทุกคนจะกลายเป็นสายรุ้ง เมื่อผู้หญิงคนนี้รักใคร ทุกอย่างก็จะหายไป ๆๆ จนเหลือแค่ตัวเขาเอง ความทรงจำดี ๆ ที่เขาพยายามเก็บเอาไว้ก็ยังหายไปด้วย มันแย่สำหรับตัวละครนี้มาก ๆ ในแง่หนึ่งเหมือนเป็นหนังสยองขวัญ เป็นความโดดเดี่ยวของเขา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“ได้แรงบันดาลใจมาจากความคิดในใจเราเอง มีบางช่วงในชีวิตที่รู้สึกโดดเดี่ยว เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีอะไรที่พอจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตได้บ้าง

“ถ้าวันหนึ่งอะไรที่เราชอบหรือเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมานาน แล้วความสุขของเราหายไปทีละนิด ๆ แล้วเราจะเหลืออะไร เหมือนทุกสิ่งที่เรารัก ทีวี แฟน สัตว์เลี้ยงหายไป ก็อยากให้คนดูตั้งคำถามว่าถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ฉันจะทำยังไง เพราะเป็นคำถามที่เราถามตัวเองด้วยว่า เราอยู่แบบนั้นได้รึเปล่า อยู่แบบที่ของที่เรารักหายไปเรื่อย ๆ”

02 “Unfortunately, I’m in love with the Angel of Solitude…” / HARUKA Short Film

ผลงานที่ทำตามกันมาติด ๆ กับผลงานชิ้นแรก เป็นหนังสั้นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถ่ายถึงลอสแอนเจลิส ทำงานกับนักแสดงและทีมงานชาวอเมริกาทั้งกอง ซึ่งเรื่องนี้รวมความชอบของเนตรเอาไว้มากมาย ทั้งเขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด กำกับ ตัดต่อ และเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการเริ่มทำ CG แถมเป็นผลงานที่ได้ส่งเข้า Festival อีกด้วย

“เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รักผู้หญิงซึ่งเป็นนางฟ้าแห่งความโดดเดี่ยว ความโดดเดี่ยวอีกแล้ว” เขาหัวเราะ “ถึงจะเหงาเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ต้องการอยู่กับคน ใกล้ชิดกับคนไม่ได้ มันมีความขัดแย้งในตัว ผู้ชายพยายามจะทำความเข้าใจกับผู้หญิงคนนี้ ว่าจะอยู่ด้วยกันยังไง จะอยู่ได้ไหม

“เรื่องนี้ก็มีความยากเหมือนกัน เพราะทีมงานเป็นชาวต่างชาติ เขามีสังคมและวิธีทำงานที่ต่างจากเมืองไทย ที่ไทยจะทำงานแบบสบาย ๆ เพื่อน ๆ กัน แต่ที่อเมริกาเขาจะมีกฎเกณฑ์เยอะมาก กว่าจะออกกองได้คือเครียดมาก แต่พอได้ความร่วมมือของคนมากขึ้นมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ”

03 TEEN ยักษ์ / Teaser Trailer (2015)

หนึ่งในผลงานที่เริ่มทำ CG ปั้นโมเดลเยอะขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ

“เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กที่โตมาแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นยักษ์ พ่อของเขาเป็นยักษ์ แต่ไม่ได้บอกแม่ และการที่เขาแตกต่างจากสังคม กลายเป็นความโกรธที่ทำให้เขาเป็นยักษ์ปล่อยพลังทำลายบ้านเมือง ผมจับอินเนอร์ของเด็กที่มีความโมโหต่อโลก คิดว่ามันเหมาะกับความเป็นยักษ์ในแง่ที่บางทีเขาก็เป็นฮีโร่ แต่บางทีเขาก็เป็นผู้ร้าย

“เนื้อเรื่องมีความขัดแย้งกัน มีความวุ่นวาย น่าสนใจมาก เพราะในสังคมทุกวันนี้ก็มีปัญหา เราจึงพยายามถ่ายทอดออกมาในเรื่องที่มีความดราม่า คอเมดี พยายามมีทุกอย่างเพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกและได้อะไรกลับไป

“ตอนเด็ก ๆ ผมก็มีความโมโหต่อโลกนี้เหมือนกัน ความที่เราไม่ได้ป๊อปปูลาร์ ไม่ได้เป็นคนเก่ง ไม่ได้เป็นคนดีอะไร เราเป็นคนธรรมดาที่โดนบุลลี่ ก็เลยคิดว่าถ้านำเสนอออกมาในรูปแบบยักษ์จะเชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์นี้ได้”

แล้วปล่อยพลังได้เหมือนยักษ์ไหม – เราถาม

“ตอนเด็ก ๆ ก็แค่ระเบิดในหัว” เนตรพูดขำ ๆ “มันเต็มไปด้วยความเกลียดโลกและเกลียดตัวเอง พอโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็โอเค ยอมรับโลก ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น แต่ความทรงจำนั้นยังอยู่ในตัวเรา แล้วก็พยายามถ่ายทอดมันออกมา”

“มันเป็นแค่ Trailer นะ ยังไม่เป็นหนัง ผลงานชิ้นนี้ส่งไปให้ Netflix ด้วย แต่ไม่ผ่าน (หัวเราะ) เป็นเรื่องของจังหวะด้วย ในชีวิตผมเจอจังหวะที่พลาดมาหลายครั้งแล้ว เช่น เราเกือบจะไปได้กับโปรเจกต์หนึ่ง แต่โปรเจกต์ที่มาก่อนหน้าเราเจ๊ง พอเจ๊ง เราก็เลยอดได้งบทั้งหมดที่กำลังมา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“แต่ยอดวิว Trailer อันนี้ก็เป็นแสนแล้ว เคยแชร์ในเพจ Drama Addict เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผลตอบรับดีมาก มีแต่คนเข้ามาชื่นชม บูมมากในช่วงนั้น”

04 WAYWARD GODS / DIVINE CYBERPUNK PROJECT – CINEMA 4D/AFTER EFFECTS SHORT

“พระเอกเป็นวิญญาณของยักษ์ที่ถูกจับไปอยู่ในร่างคน แต่ก็ไม่ได้มีพลังของความเป็นยักษ์ 100% แล้วเขาต้องหาทางปราบผู้ร้าย

“จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายที่สุดจากบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เราทำมา คอนเซ็ปต์เหมือนพวกเรื่องไอ้มดแดงอะไรแบบนี้ แต่พระเอกใช้ความรุนแรงไม่ได้ ผมเลยให้เขามีกีตาร์ที่ใช้ต่อสู้กับผู้ร้ายได้

“ผลงานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ผมปั้นเองทุกอย่างเลย ยักษ์ พญานาค กีตาร์ แต่โมเดลคนยังไม่ได้ปั้นเพราะยังไม่เก่ง ตรงมอเตอร์ไซค์ผมก็ยังไม่ได้ทำ แต่มันเป็นความท้าทายของตัวเองในแง่นั้นด้วยว่าทำได้รึเปล่า ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะออกมาแบบนี้ เรานั่งทำด้วยตัวเอง

“ถือว่าเป็นงานที่สุดความสามารถของผมในตอนนี้เหมือนกัน จากการที่เรียนรู้มาทั้งหมดในชีวิต ได้รวมการทำวิดีโอ กราฟิก การตัดต่อ เล่าเรื่องภาพ ถึงเรื่องนี้จะไม่มีความอินเนอร์ใด ๆ แต่เน้นความสนุก” เนตรเน้นน้ำเสียงคำว่าสนุก!

“และในอนาคตก็อยากให้มันดีขึ้นกว่านี้ ดีขึ้นในแง่คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลลิ่งหรืออะไร อันนี้ก็เป็นข้อด้อยของเราที่ไม่ได้เก่งทุกอย่าง เราพยายามจะฝึกต่อไป”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation
เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

ฉากต่อไป

สิ่งที่เนตรทำอยู่ในปัจจุบัน ไปไกลกว่าความใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนของเด็กชายเนตรเมื่อตอน ป.5 มาก แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังยอมรับว่าตอนนี้มาไกลกว่าที่คิด

“จริง ๆ วงการนี้ยากกว่าการเขียนการ์ตูนอีกนะ คนเก่ง 3D มีเยอะมาก แต่ใจเราไปในทางนี้แล้ว รักการ์ตูน รักหนัง รักแอนิเมชัน 

“เราคิดว่าศิลปะภาพยนตร์เป็นอันเดียวที่รวบรวมความชอบของเราไว้ได้ทั้งหมด เพลง แอกติ้ง เขียนบท เลยคิดว่าตัวเองเหมาะกับคำว่า Film Maker มากกว่าจึงเลือกเดินทางสายนี้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เราจึงอยากรู้มุมมองของเนตรเสียหน่อยก่อนจากลากันไป

ในฐานะที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker เขาอยากให้วงการหนังไทยดีขึ้นอย่างไร ในเมื่อบอกว่าวงการนี้มีคนเก่ง 3D เยอะ

“ความสามารถคนไทยมีกันอยู่เยอะมาก เพียงแค่ไม่มีโอกาส ค่ายหนังไทยส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ดูแพง ๆ เพราะเสี่ยง ซึ่งมันก็เสี่ยงจริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลา ใช้คน และใช้ทุนเยอะมาก โอกาสที่จะหากำไรมันก็น้อย

“คนที่เก่งมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่ปั้นโมเดลลิ่งในเมืองไทย เขาทำงานให้ฝรั่งด้วย เขาเก่งถึงขนาดที่ไปทำโมเดลให้กับค่ายหนังอเมริกาเลย

“การทำหนังที่ดี จะไม่มีจุดไหนที่ด้อยได้เลย ต้องมีทั้งบท แอกติ้ง ภาพ กราฟิก และเพลง หนังที่ดีต้องดีทุกอย่าง แค่กราฟิกอย่างเดียวไม่พอในการดึงดูดคนมาดู ถ้าคุณบทไม่ดีก็จบแล้วถูกไหม ปัญหาของไทยคือทำให้ทุกอันดีหมดได้ยากมาก มันยังไม่ไปถึงในแง่นั้น”

เกี่ยวกับเรื่องงบด้วยไหม – เราถามต่อ

“ใช่ แต่แค่งบก็ไม่พอ คือคุณมีตังค์ แต่คุณไม่มีตรงนี้ มันก็ยังล้มเหลวได้ ลงทุนมหาศาลได้แต่ถ้าบทไม่ดีคนก็จะยังด่าอยู่ มันโหดมาก วงการหนังคือศิลปะที่แพงที่สุดในโลกนะ ทำเพลงถูกกว่า ทำการ์ตูนถูกกว่า หนังมันเลยไม่ค่อยมีโอกาส ค่ายหนังก็พยายามจะเซฟงบ เพราะไม่ยิงนกไม่ได้หลายนัด”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

เมื่อถึงเวลาต้องลากันจริง ๆ เราขอให้ Film Maker เอ่ยคำลาในฉากจบปิดท้าย

“แค่หวังว่าคนจะชอบงานที่เราทำ แค่ได้คอมเมนต์ที่คนชื่นชอบ เราก็แฮปปี้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว” เนตรอมยิ้มพร้อมเล่าด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน เป็นคำตอบเรียบง่าย จริงใจ และจริงจังของ Wayward Gods

ติดตามและรับชมผลงานได้ที่ : www.waywardgods.net

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load